พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

ผลลัพธ์ 0 รายการ

ไม่พบผลลัพธ์

มนุษย์สามารถได้รับการช่วยให้รอดท่ามกลางการบริหารจัดการของพระเจ้าเท่านั้น

ในสายตาของทุกคน การบริหารจัดการของพระเจ้าเป็นสิ่งที่ไม่คุ้นเคยเป็นอย่างมาก เนื่องจากผู้คนนึกถึงการบริหารจัดการของพระองค์ว่าเป็นสิ่งที่อยู่ไกลตัวพวกเขาอย่างที่สุด ผู้คนคิดไปว่า การบริหารจัดการของพระเจ้าเป็นพระราชกิจของพระองค์เพียงลำพัง และคิดว่า เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับพระองค์เท่านั้น—และดังนั้นมนุษย์จึงไม่แยแสต่อการบริหารจัดการของพระองค์ เมื่อเป็นเช่นนี้ ความรอดของมนุษย์ชาติจึงได้กลับกลายเป็นคลุมเครือและไม่ชัดเจนไปแล้ว และบัดนี้ก็ไม่ได้เป็นอะไรเลยนอกเสียจากวาทศิลป์อันว่างเปล่า ถึงแม้มนุษย์ติดตามพระเจ้าเพื่อได้รับความรอดและเข้าสู่บั้นปลายอันน่าอัศจรรย์ เขาก็ไม่สนใจเลยว่า พระเจ้าทรงดำเนินพระราชกิจของพระองค์อย่างไร มนุษย์ไม่ได้ใส่ใจในสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงวางแผนการเอาไว้ และไม่ได้ใส่ใจในส่วนที่เขาต้องมีบทบาทเพื่อให้ได้รับการช่วยให้รอด นี่ช่างน่าอนาถเสียจริง ความรอดของมนุษย์ไม่สามารถแยกออกจากการบริหารจัดการของพระเจ้า ทั้งยังไม่สามารถตัดความสัมพันธ์กับแผนการของพระองค์ได้ กระนั้นมนุษย์ก็ยังไม่คิดอะไรเลยเกี่ยวกับแผนการบริหารจัดการของพระเจ้า และด้วยเหตุฉะนี้จึงยิ่งไกลห่างจากพระองค์ออกไปทุกที นี่เป็นเหตุให้มีจำนวนผู้คนที่ไม่ตระหนักรู้โดยสิ้นเชิงถึงหัวข้อพื้นฐานต่าง ๆ ซึ่งเกี่ยวพันกับคำถามในเรื่องของความรอด—อาทิ การทรงสร้างคืออะไร ความเชื่อในพระเจ้าคืออะไร จะนมัสการพระเจ้าอย่างไร และอื่น ๆ—มาเข้าร่วมอยู่ในหมู่ของผู้ติดตามพระองค์เพิ่มมากขึ้น เพราะเหตุนั้น ในตอนนี้ พวกเราจำต้องหารือกันเรื่องการบริหารจัดการของพระเจ้า เพื่อให้ผู้ติดตามพระองค์แต่ละคนเข้าใจอย่างชัดแจ้งว่า การติดตามและเชื่อในพระองค์นั้นหมายถึงอะไร การทำเช่นนั้นจะช่วยให้แต่ละคนเลือกเส้นทางที่พวกเขาควรก้าวย่างไปได้อย่างแม่นยำมากขึ้น มากกว่าที่จะเป็นการติดตามพระเจ้าแค่เพียงเพื่อได้รับพระพร หรือหลีกเลี่ยงความวิบัติ หรือโดดเด่นในหมู่ผู้อื่น

แม้การบริหารจัดการของพระเจ้านั้นมีความลึกซึ้ง แต่ก็มิได้อยู่เหนือความเข้าใจของมนุษย์ นี่เป็นเพราะว่า พระราชกิจทั้งปวงของพระเจ้าเชื่อมโยงกับการบริหารจัดการของพระองค์และพระราชกิจของพระองค์ในการช่วยมนุษย์ชาติให้รอด และเกี่ยวข้องกับชีวิต การดำเนินชีวิต และบั้นปลายของมวลมนุษย์ สามารถกล่าวได้ว่า พระราชกิจที่พระเจ้าทรงปฏิบัติท่ามกลางและบนมนุษย์นั้นมีความสัมพันธ์กับสถานการณ์จริง และมีความหมายอย่างมาก เป็นสิ่งที่มนุษย์สามารถมองเห็นได้และผ่านประสบการณ์ได้ และไม่ใช่บางสิ่งที่เป็นนามธรรมโดยสิ้นเชิง หากมนุษย์ไม่มีความสามารถในการยอมรับพระราชกิจทั้งมวลที่พระเจ้าทรงปฏิบัติแล้วไซร้ อะไรเล่าคือนัยสำคัญแห่งพระราชกิจของพระองค์? และการบริหารจัดการดังกล่าวจะสามารถนำไปสู่ความรอดของมนุษย์ได้อย่างไร? ผู้ติดตามพระเจ้ามากมายเพียงห่วงกังวลกับวิธีที่จะได้รับพระพร หรือไม่ก็วิธีที่จะป้องกันยับยั้งการเกิดความวิบัติ ทันทีที่มีการเอ่ยถึงพระราชกิจและการบริหารจัดการของพระเจ้า พวกเขาจะเงียบกริบและหมดความสนใจไป พวกเขาคิดว่า การเข้าใจหัวข้อต่าง ๆ ดังกล่าวที่น่าเหนื่อยหน่ายเช่นนั้นจะไม่ช่วยให้ชีวิตของพวกเขาเติบโต หรือให้ผลประโยชน์ใด ๆ ผลสืบเนื่องตามมาก็คือ แม้ว่าพวกเขาจะเคยได้ยินเกี่ยวกับการบริหารจัดการของพระเจ้ามาแล้ว พวกเขาก็ให้ความสนใจเพียงน้อยนิด พวกเขาไม่ได้มองเป็นบางสิ่งอันล้ำค่าที่ควรยอมรับ นับประสาอะไรที่พวกเขาจะยอมรับไว้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของพวกเขา ผู้คนเหล่านั้นมีเพียงจุดมุ่งหมายอันเรียบง่ายอยู่หนึ่งอย่างในการติดตามพระเจ้า และจุดมุ่งหมายนั้นก็คือ เพื่อที่จะได้รับพระพร ผู้คนดังกล่าวไม่พยายามที่จะให้ความสนใจกับสิ่งอื่นใดที่ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับจุดมุ่งหมายนี้ สำหรับพวกเขาแล้ว ไม่มีเป้าหมายใดที่ถูกทำนองคลองธรรมมากไปกว่าการเชื่อในพระเจ้าเพื่อที่จะได้รับพระพร—นั่นคือคุณค่าแท้จริงของความเชื่อของพวกเขา หากบางสิ่งไม่มีส่วนร่วมในจุดมุ่งหมายนี้ พวกเขาจะยังคงไม่มีอารมณ์ร่วมไปกับสิ่งนั้นโดยสิ้นเชิง นี่เป็นกรณีของผู้คนส่วนใหญ่ซึ่งเชื่อในพระเจ้าทุกวันนี้ จุดมุ่งหมายและเจตนาของพวกเขาดูเหมือนถูกต้องตามทำนองคลองธรรม เนื่องเพราะในขณะที่พวกเขาเชื่อในพระเจ้า พวกเขาสละให้พระเจ้าทั้งหมด อุทิศตนให้กับพระเจ้า และปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาด้วยเช่นกัน พวกเขายอมทิ้งชีวิตวัยเยาว์ ละทิ้งครอบครัวและอาชีพการงาน และถึงขั้นใช้เวลาหลายปีจากบ้านไปผูกพันตัวเองกับกิจธุระมากมาย เพื่อเห็นแก่เป้าหมายสูงสุดของพวกเขา พวกเขาเปลี่ยนแปลงความสนใจต่าง ๆ ของตนเอง เปลี่ยนทัศนะของพวกเขาที่มีต่อชีวิต และถึงขั้นเปลี่ยนทิศทางที่พวกเขาแสวงหา กระนั้นพวกเขาก็ยังไม่สามารถเปลี่ยนจุดมุ่งหมายของความเชื่อในพระเจ้าของพวกเขาได้ พวกเขาวุ่นสาละวนกับการบริหารจัดการอุดมคติต่าง ๆ ของตัวพวกเขาเอง ไม่ว่าถนนเส้นนั้นจะยาวไกลเพียงใด ไม่ว่าความยากลำบากและอุปสรรคต่าง ๆ จะมากมายเพียงใดตลอดเส้นทางนั้น พวกเขายังคงยืนกรานและหาได้เกรงกลัวต่อความตาย พลังอำนาจอะไรกันที่ขับดันพวกเขาให้อุทิศทุ่มเทตัวเองต่อไปในวิถีทางนี้? นี่คือจิตสำนึกของพวกเขาอย่างนั้นหรือ? นี่คือบุคลิกลักษณะอันยิ่งใหญ่และสง่างามของพวกเขาอย่างนั้นหรือ? นี่คือความตั้งใจแน่วแน่ของพวกเขาที่จะต่อสู้กับแรงกดดันของความชั่วไปจนถึงที่สุดเลยหรือ? นี่คือความเชื่อของพวกเขาที่จะเป็นพยานต่อพระเจ้าโดยปราศจากการแสวงสินจ้างรางวัลหรือ? นี่คือความรักภักดีของพวกเขาในความเต็มใจที่จะสละทุกอย่างเพื่อสัมฤทธิ์ในน้ำพระทัยของพระเจ้าหรือ? หรือว่านี่คือจิตวิญญาณแห่งการสละอุทิศของพวกเขาที่จะละแล้วซึ่งความต้องการฟุ้งเฟ้อส่วนตัวอย่างนั้นหรือ? การที่บางคนซึ่งไม่เคยเข้าใจพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการของพระเจ้าจะยังคงมอบให้อย่างมากมายนั้นเป็นเรื่องปาฏิหาริย์ชัด ๆ ! ณ ตอนนี้ พวกเราจงหยุดหารือกันเถิดว่า ผู้คนเหล่านี้ได้ให้มาแล้วเท่าไรแล้ว ไม่ว่าจะอย่างไร พฤติกรรมของพวกเขานั้นก็มีค่าควรแก่การวิเคราะห์ของพวกเราอย่างยิ่ง นอกเหนือไปจากผลประโยชน์ต่าง ๆ ที่สัมพันธ์ใกล้ชิดกับพวกเขาอย่างมากแล้ว พอจะสามารถมีเหตุผลอื่นใดไหมว่า เหตุใดผู้คนเหล่านี้ซึ่งไม่เคยเข้าใจพระเจ้าเลย จึงจะมอบให้พระองค์อย่างมากมาย? พวกเราค้นพบปัญหาหนึ่งซึ่งไม่เคยถูกระบุมาก่อนหน้าอยู่ในนี้ นั่นก็คือ สัมพันธภาพของมนุษย์กับพระเจ้านั้นเป็นแค่สัมพันธภาพแห่งผลประโยชน์ของตนเองอย่างไม่มีอะไรปิดบัง เป็นสัมพันธภาพระหว่างผู้รับกับผู้ให้พร กล่าวอย่างง่ายก็คือ คล้ายกับสัมพันธภาพระหว่างลูกจ้างกับนายจ้าง ลูกจ้างทำงานเพียงเพื่อได้รับสินจ้างรางวัลที่นายจ้างมอบให้ ไม่มีเสน่หาใดเลยในสัมพันธภาพเช่นนี้ มีเพียงธุรกรรมแลกเปลี่ยนเท่านั้น ไม่มีการให้ความรัก หรือการได้รับความรัก มีเพียงการแบ่งปันและความปราณี ไม่มีความเข้าใจ มีเพียงความขัดเคืองคับข้องที่ถูกเก็บกดเอาไว้และมารยาเสแสร้งเท่านั้น ไม่มีความใกล้ชิดสนิทสนม มีเพียงช่องว่างทางความนึกคิดที่ไม่อาจก้าวข้ามไปได้เท่านั้น บัดนี้เมื่อสิ่งต่าง ๆ ได้มาถึงจุดนี้ ใครเล่าที่สามารถเดินย้อนเส้นทางนั้นกลับไปได้? และมีผู้คนมากมายแค่ไหนที่สามารถเข้าใจได้อย่างแท้จริงว่า สัมพันธภาพนี้ได้กลับกลายมาถึงขีดสุดแล้วอย่างไร? เราเชื่อว่า เมื่อผู้คนดื่มด่ำตัวเองอยู่ในความชื่นบานยินดีแห่งการได้รับพร ไม่มีใครเลยที่จะสามารถจินตนาการได้ว่า สัมพันธภาพกับพระเจ้าเช่นนั้นช่างน่าตะขิดตะขวงและไม่น่ามองเพียงไร

สิ่งที่น่าเศร้าที่สุดเกี่ยวกับความเชื่อในพระเจ้าของมวลมนุษย์ก็คือ การที่มนุษย์ดำเนินการบริหารจัดการของตัวเองท่ามกลางพระราชกิจของพระเจ้า และกระนั้นก็ยังไม่มีความใส่ใจทั้งสิ้นต่อการบริหารจัดการของพระเจ้า ในเวลาเดียวกับที่กำลังพยายามที่จะนบนอบต่อพระเจ้าและนมัสการพระองค์นั้น ความล้มเหลวที่ใหญ่ที่สุดของมนุษย์อยู่ตรงที่วิธีที่มนุษย์กำลังก่อร่างสร้างบั้นปลายในอุดมคติของเขาเองขึ้นมา และวาดโครงร่างว่าจะได้รับพระพรอันยิ่งใหญ่ที่สุดและบั้นปลายที่ดีที่สุดอย่างไร ต่อให้มีคนเข้าใจว่าพวกเขานั้นน่าเวทนา น่าชิงชัง และน่าสมเพชอย่างไร จะมีสักกี่คนเล่าที่จะสามารถละทิ้งอุดมคติและความหวังเหล่านั้นได้โดยไม่ลังเล? และใครเล่าที่จะสามารถยับยั้งย่างก้าวของพวกเขาเองและหยุดคิดถึงแต่ตัวเองเท่านั้น? พระเจ้าทรงจำเป็นต้องมีบรรดาผู้ที่จะให้ความร่วมมือกับพระองค์อย่างใกล้ชิดเพื่อที่จะทำให้การบริหารจัดการของพระองค์เสร็จสมบูรณ์ พระองค์ทรงจำเป็นต้องมีบรรดาผู้ที่จะนบนอบต่อพระองค์โดยการสละอุทิศจิตใจและร่างกายทั้งหมดทั้งสิ้นของพวกเขาให้กับพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการของพระองค์ พระองค์ไม่ทรงจำเป็นต้องมีผู้คนซึ่งยื่นมือออกมาขอรับจากพระองค์ทุกวัน ยิ่งพวกที่ให้มาเล็กน้อยแล้วรอรับรางวัลตอบแทนนั้นยิ่งแล้วใหญ่ พระเจ้าทรงรังเกียจพวกที่มีส่วนร่วมเพียงไร้ค่าน้อยนิดแล้วก็หยุดพักอย่างพอใจในความสำเร็จของตัวเอง พระองค์ทรงเกลียดชังพวกผู้คนเลือดเย็นที่ไม่พอใจพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการของพระองค์ และพูดคุยแต่เรื่องการไปสวรรค์และการได้รับพระพรเท่านั้น พระองค์ยิ่งทรงมีความเกลียดต่อพวกซึ่งฉวยผลประโยชน์จากโอกาสที่พระราชกิจซึ่งพระองค์ทรงกระทำในการช่วยมวลมนุษย์ให้รอดนำมาเสนอให้นั้นอย่างมากมายกว่าด้วยซ้ำ นั่นเป็นเพราะผู้คนเหล่านี้ไม่เคยเลยที่จะใส่ใจเกี่ยวกับสิ่งที่พระเจ้าทรงปรารถนาจะสัมฤทธิ์ผลและได้มาโดยผ่านทางพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการของพระองค์ พวกเขาเพียงกังวลกับวิธีที่พวกเขาจะสามารถได้รับพระพรโดยอาศัยโอกาสที่จัดเตรียมโดยพระราชกิจของพระเจ้า พวกเขาไม่ใส่ใจเกี่ยวกับพระหทัยของพระเจ้า ด้วยความที่หมกมุ่นเต็มที่อยู่กับเป้าหมายที่มองว่าจะเป็นไปได้และชะตากรรมของพวกเขาเอง พวกที่ไม่พอใจในพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการของพระเจ้าและขาดแม้กระทั่งความสนใจอันแผ่วบางที่สุดในวิธีที่พระเจ้าทรงช่วยมวลมนุษย์ให้รอด และน้ำพระทัยของพระองค์นั้น ก็แค่กำลังทำในสิ่งที่พวกเขาพอใจ ในวิถีทางที่แยกออกจากพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการของพระเจ้าเท่านั้น พฤติกรรมของพวกเขานั้นไม่ได้รับการจดจำหรือเห็นชอบโดยพระเจ้า—ยิ่งไม่ต้องพูดเลยว่า พระเจ้าจะทรงมอง อย่างโปรดปราน

ในจักรวาลอันสุดแสนกว้างใหญ่ไพศาล มีสรรพสิ่งที่ทรงสร้างมากเพียงใดที่ดำรงชีวิตอยู่และแพร่พันธุ์ไปตามกฎวัฏจักรแห่งชีวิต ยึดติดอยู่กับกฎเกณฑ์เดียวซึ่งเป็นนิตย์? คนที่ตายนำเรื่องราวชีวิตติดตัวพวกเขาไปด้วย และผู้ที่ยังคงมีชีวิตอยู่สร้างประวัติเศร้าสลดซ้ำแบบเดียวกับผู้ที่ได้ดับสูญไป และมวลมนุษย์จึงอดถามตัวเองไม่ได้ว่าเรามีชีวิตกันไปทำไม? และทำไมพวกเราจึงต้องตาย? ผู้ใดทรงบัญชาพิภพนี้? และผู้ใดที่ทรงสร้างมวลมนุษย์ขึ้นมา? พระแม่ธรรมชาติสร้างหรือ? จริงหรือคือวิธีที่มนุษย์ถูกสร้าง? มวลมนุษย์เป็นผู้ควบคุมชะตาตัวเองคุมชะตาตนเองจริงหรือไร? …เหล่านี้คือคำถามต่าง ๆ ที่มนุษย์ได้ตั้งคำถามตลอดมาไม่เคยหยุดเป็นเวลาหลายพันปี โชคร้ายก็คือ ยิ่งมนุษย์หันมาย้ำคิดอยู่กับคำถามเหล่านี้มากเท่าไร เขาก็ยิ่งเกิดความกระหายในวิทยาศาสตร์ขึ้นมามากตามกันเท่านั้น วิทยาศาสตร์ให้ความพึงพอใจเพียงรวบรัดและความสุขสำราญเพียงชั่วคราวของเนื้อหนัง แต่ไม่พอเพียงเลยแม้แต่น้อยที่จะปลดปล่อยมนุษย์ให้เป็นอิสระจากความอ้างว้างเดียวดาย ความโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงา และแค่พอจะปกปิดความสะพรึงกลัวและความท้อแท้สิ้นหวังลึก ๆ ภายในวิญญาณของเขาเท่านั้น มวลมนุษย์แค่ใช้ความรู้เชิงวิทยาศาสตร์ที่เขาสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าและเข้าใจได้ด้วยสมองเพื่อทำให้หัวใจของเขาด้านชา กระนั้นความรู้เชิงวิทยาศาสตร์ดังกล่าวก็ไม่เพียงพอที่จะหยุดมวลมนุษย์จากการสำรวจสิ่งลึกลับทั้งหลาย มวลมนุษย์ไม่รู้ว่าใครคือผู้ครองอธิปไตยเหนือสรรพสิ่งทั้งมวลในจักรวาล และยิ่งไม่รู้เลยเรื่องการเริ่มต้นและอนาคตของมวลมนุษย์น้อยเข้าไปอีก มวลมนุษย์เพียงมีชีวิตอยู่ท่ามกลางกฎนี้อย่างจำยอม ไม่มีใครเลยที่สามารถหลบหนีได้ และไม่มีใครเปลี่ยนแปลงกฎนี้ได้ เนื่องเพราะท่ามกลางสรรพสิ่งทั้งมวลและในฟ้าสวรรค์นั้น มีเพียงองค์หนึ่งเดียวตั้งแต่นิรันดร์กาลถึงนิรันดร์กาลผู้ทรงครองอธิปไตยเหนือทุกสิ่ง พระองค์เป็นองค์หนึ่งเดียวผู้ที่มนุษย์ไม่เคยมองเห็น องค์หนึ่งเดียวที่มนุษย์ไม่เคยรู้จัก ผู้ซึ่งมนุษย์ไม่เคยเชื่อในการดำรงอยู่ของพระองค์—กระนั้น พระองค์ก็เป็นองค์หนึ่งเดียวผู้ทรงเป่าลมปราณเข้าไปในบรรพบุรุษของมวลมนุษย์ และให้ชีวิตแก่มวลมนุษย์ พระองค์ทรงเป็นองค์หนึ่งเดียวผู้จัดเตรียมและบำรุงเลี้ยงมวลมนุษย์ ให้โอกาสเขาได้ดำรงอยู่ และพระองค์ทรงเป็นองค์หนึ่งเดียวผู้ทรงนำมวลมนุษย์มาจนถึงปัจจุบัน ยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ผู้นี้เพียงผู้เดียวเท่านั้นที่เป็นองค์หนึ่งเดียวซึ่งมวลมนุษย์พึ่งพาเพื่อความอยู่รอด พระองค์ทรงครองอธิปไตยเหนือสรรพสิ่งทั้งมวล และปกครองสิ่งมีชีวิตทั้งมวลในจักรวาล พระองค์ทรงบัญชาฤดูกาลทั้งสี่ และพระองค์นี่เองที่ทรงก่อให้เกิดสายลม น้ำค้างแข็ง หิมะ และสายฝน พระองค์ทรงนำพาแสงอาทิตย์มาสู่มวลมนุษย์ และนำมาซึ่งราตรีกาล พระองค์นี่เองที่ทรงวางแผนผังฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก จัดเตรียมภูเขา ทะเลสาบ และแม่น้ำ และสิ่งมีชีวิตทั้งหมดที่อยู่ในนั้นให้กับมนุษย์ กิจการของพระองค์ปรากฏพร้อมทุกแห่งหน ฤทธานุภาพของพระองค์ปรากฏพร้อมทุกแห่งหน พระปรีชาญาณของพระองค์ปรากฏพร้อมทุกแห่งหน และสิทธิอำนาจของพระองค์ปรากฏพร้อมทุกแห่งหน ธรรมบัญญัติและกฎเกณฑ์แต่ละประการเหล่านี้คือรูปจำแลงของกิจการของพระองค์ และแต่ละประการเผยพระปรีชาญาณและสิทธิอำนาจของพระองค์ ใครกันเล่าที่สามารถยกเว้นตัวเองจากอธิปไตยของพระองค์? และใครกันเล่าที่สามารถปลดตัวเองออกจากการออกแบบของพระองค์? ทุกสรรพสิ่งดำรงอยู่ภายใต้การจับจ้องของพระองค์ และยิ่งไปกว่านั้น ทุกสรรพสิ่งมีชีวิตอยู่ภายใต้อธิปไตยของพระองค์ กิจการของพระองค์และฤทธานุภาพของพระองค์ไม่ได้ทิ้งทางเลือกไว้ให้กับมนุษย์ นอกเหนือจากให้รับรู้ข้อเท็จจริงที่ว่า พระองค์ทรงมีอยู่จริงและครองอธิปไตยเหนือทุกสรรพสิ่ง ไม่มีสิ่งใดที่นอกเหนือจากพระองค์สามารถบัญชาจักรวาลได้ นับประสาอะไรกับการจัดเตรียมให้กับมวลมนุษย์นี้อย่างไม่สิ้นสุด ไม่ว่าเจ้าสามารถระลึกถึงกิจการของพระเจ้าได้หรือไม่ และไม่ว่าเจ้าเชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้าหรือไม่ ไม่มีข้อกังขาใดว่า ชะตากรรมของเจ้านั้นถูกกำหนดโดยพระเจ้า และไม่มีข้อกังขาเลยว่า พระเจ้าจะทรงครองอธิปไตยเหนือทุกสรรพสิ่งเสมอ การดำรงอยู่และสิทธิอำนาจของพระองค์นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับการที่มนุษย์ระลึกได้และเข้าใจหรือไม่ มีเพียงพระองค์ที่รู้อดีต ปัจจุบัน และอนาคตของมนุษย์ และมีเพียงพระองค์ที่สามารถกำหนดชะตากรรมของมนุษย์ชาติ ไม่ว่าเจ้าจะสามารถยอมรับข้อเท็จจริงนี้ได้หรือไม่ อีกไม่นานนัก มวลมนุษย์ก็จะเป็นพยานรู้เห็นสิ่งทั้งหมดนี้ด้วยตาของพวกเขาเอง และนี่คือข้อเท็จจริงที่พระเจ้าจะทรงนำมาปฏิบัติในอีกไม่ช้านาน มวลมนุษย์มีชีวิตอยู่และตายภายใต้สายพระเนตรของพระเจ้า มนุษย์มีชีวิตอยู่เพื่อการบริหารจัดการของพระเจ้า และเมื่อเขาปิดตาลงเป็นครั้งสุดท้าย พวกเขาก็ปิดตาเพื่อการบริหารจัดการนี้ด้วยเช่นกัน มนุษย์มาและไป กลับไปกลับมา ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งหมดนั้นเป็นส่วนของอธิปไตยของพระเจ้าและการออกแบบของพระองค์โดยไม่มีข้อยกเว้น การบริหารจัดการของพระเจ้านั้นไม่เคยหยุดยั้ง มีความก้าวหน้าอยู่เป็นนิตย์ พระองค์จะทรงทำให้มนุษยชาติตระหนักรู้การดำรงอยู่ของพระองค์ วางใจในอธิปไตยของพระองค์ มองดูกิจการต่าง ๆ ของพระองค์ และกลับคืนสู่ราชอาณาจักรของพระองค์ นี่คือแผนการของพระองค์ และพระราชกิจซึ่งพระองค์ทรงบริหารจัดการตลอดมาเป็นเวลาหลายพันปี

พระราชกิจแห่งการบริหารจัดการของพระเจ้านั้นเริ่มต้นที่การสร้างโลก และมนุษย์อยู่ที่ใจกลางของพระราชกิจนี้ กล่าวได้ว่า การทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งมวลของพระเจ้านั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ของมนุษย์ เนื่องจากพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการของพระองค์นั้นครอบคลุมระยะเวลาหลายพันปี และไม่ได้เสร็จลงในช่วงแค่ไม่กี่นาทีหรือวินาที หรือภายในพริบตา หรือภายในหนึ่งถึงสองปี พระองค์ทรงจำเป็นต้องสร้างสิ่งต่าง ๆ ที่จำเป็นสำหรับความอยู่รอดของมวลมนุษย์ให้มากขึ้น อาทิ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และสิ่งทรงสร้างซึ่งมีชีวิตทุกชนิด อาหาร และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพักอาศัย นี่คือจุดเริ่มต้นของการบริหารจัดการของพระเจ้า

หลังจากนั้น พระเจ้าได้ทรงส่งมอบมวลมนุษย์ให้กับซาตาน และมนุษย์ได้มีชีวิตอยู่ภายใต้แดนครอบครองของซาตาน ซึ่งค่อย ๆ นำไปสู่พระราชกิจยุคแรกของพระเจ้า นั่นก็คือ เรื่องราวของยุคธรรมบัญญัติ…หลายพันปีผ่านไปในช่วงระหว่างยุคธรรมบัญญัติ มวลมนุษย์ได้กลายมาคุ้นชินกับการทรงนำในยุคธรรมบัญญัติและมองข้ามอย่างไม่เห็นคุณค่าเสมือนเป็นของตาย มนุษย์ค่อย ๆ ละทิ้งความใส่ใจในพระเจ้า และเมื่อเป็นเช่นนั้น ในขณะที่กำลังปฏิบัติตามธรรมบัญญัติ พวกเขาก็นมัสการพวกรูปเคารพ และกระทำความชั่วต่าง ๆ ไปด้วย พวกเขาปราศจากการปกป้องคุ้มครองจากพระยาห์เวห์ และเอาแต่ใช้ชีวิตของพวกเขาอยู่หน้าแท่นบูชาในวิหารเท่านั้น โดยข้อเท็จจริงนั้น พระราชกิจของพระเจ้าได้ไปจากพวกเขานานแล้ว และแม้ว่าคนอิสราเอลยังคงยึดติดอยู่กับธรรมบัญญัติ และกล่าวพระนามของพระยาห์เวห์ และถึงขั้นเชื่ออย่างภาคภูมิใจว่า มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่เป็นประชากรของพระยาห์เวห์ และเป็นผู้ที่พระยาห์เวห์ทรงเลือก พระสิริแห่งพระเจ้าได้ทรงทอดทิ้งพวกเขาไปแล้วอย่างเงียบเชียบ…

เมื่อพระเจ้าปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์ พระองค์ทรงไปจากสถานที่หนึ่งอย่างเงียบเชียบและค่อย ๆ เริ่มพระราชกิจใหม่ที่พระองค์ทรงเริ่มในอีกสถานที่หนึ่งอย่างแผ่วเบาเสมอ นี่ดูเหลือเชื่อต่อผู้คนที่ตกตะลึงจนตัวชา ผู้คนซึ่งให้คุณค่าล้ำต่อสิ่งเก่า ๆ และมองสิ่งใหม่ ๆ ที่ไม่คุ้นเคยด้วยความรู้สึกต่อต้าน หรือมองเป็นสิ่งที่น่ารำคาญเสมอ และดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นพระราชกิจใหม่ใด ๆ ที่พระเจ้าทรงกระทำ นับจากจุดเริ่มต้นไปจนถึงที่สุด ในบรรดาสรรพสิ่งทั้งมวล มนุษย์คือสิ่งสุดท้ายที่รู้เกี่ยวกับสิ่งนั้น

ดังเช่นที่เคยเป็นตลอดมา หลังจากพระราชกิจของพระยาห์เวห์ในยุคธรรมบัญญัติ พระเจ้าได้ทรงเริ่มต้นพระราชกิจใหม่ของพระองค์ในช่วงระยะที่สอง นั่นคือ การทรงรับเนื้อหนัง—การทรงจุติมาเป็นมนุษย์เป็นเวลาสิบหรือยี่สิบปี—และการตรัสและการทรงปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์ท่ามกลางเหล่าผู้เชื่อ แต่กระนั้น ไม่มีใครสักคนเลยจริง ๆ ที่รู้ และมีเพียงผู้คนจำนวนเล็กน้อยที่รับรู้ว่าพระองค์คือพระเจ้าที่ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ภายหลังจากที่องค์พระเยซูเจ้าได้ถูกตรึงกางเขนและทรงคืนพระชนม์กลับมา ที่เป็นปัญหาก็คือ ปรากฏว่ามีผู้ที่ชื่อเปาโล ซึ่งตั้งตนเป็นปฏิปักษ์ร้ายแรงต่อพระเจ้า ถึงแม้ภายหลังจากที่เขาถูกกำราบลงและกลายเป็นอัครทูตไปแล้ว เปาโลก็หาได้เปลี่ยนจากนิสัยเดิมของเขา และเขายังคงเดินตามเส้นทางของการต่อต้านพระเจ้าต่อไป ในช่วงระหว่างเวลาที่เขาทำงาน เปาโลได้เขียนจดหมายขึ้นมามากมาย โชคร้ายที่พงศ์พันธุ์รุ่นหลัง ๆ ลิ้มรสจดหมายของเขาดุจเดียวกับพระวจนะของพระเจ้า และจดหมายเหล่านี้ถึงขั้นถูกรวมไว้ในพันธสัญญาใหม่และสับสนปนเปไปกับพระวจนะซึ่งตรัสโดยพระเจ้า นี่เป็นความอัปยศอดสูที่สุดอย่างหนึ่งนับแต่การก่อกำเนิดพระคัมภีร์! และนี่ไม่ใช่ความผิดที่ถูกกระทำลงไปเนื่องจากความโง่เขลาเบาปัญญาสุดขีดของมนุษย์หรอกหรือ? พวกเขารู้บ้างเล็กน้อยว่า ในบันทึกพระราชกิจของพระเจ้าในยุคพระคุณนั้น โดยปกติแล้ว พวกจดหมายหรืองานเขียนเชิงจิตวิญญาณต่าง ๆ ของมนุษย์ไม่ควรไปอยู่ในนั้นเพื่อปลอมแฝงเป็นพระราชกิจและพระวจนะของพระเจ้า แต่นี่ก็ยังอยู่นอกประเด็น พวกเรามากลับสู่หัวข้อสนทนาเดิมของพวกเราจะดีกว่า ทันทีที่ช่วงระยะที่สองของพระราชกิจของพระเจ้าเสร็จสมบูรณ์—หลังการตรึงกางเขน— พระราชกิจของพระเจ้าในการกู้คืนมนุษย์จากบาป (ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นการกู้คืนมนุษย์มาจากเงื้อมมือของซาตาน) ก็ได้สำเร็จลุล่วงลง และฉะนั้น จากชั่วขณะเวลานั้นเป็นต้นมา มวลมนุษย์เพียงจำต้องยอมรับองค์พระเยซูเจ้าในฐานะพระผู้ช่วยให้รอด และบาปทั้งหลายของพวกเขาก็จะได้รับการอภัย กล่าวพอเป็นพิธีได้ว่า บาปทั้งหลายของมนุษย์ไม่ใช่สิ่งขวางกั้นการสัมฤทธิ์ผลในความรอดและในการมาอยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าอีกต่อไป และจะไม่ใช่อำนาจอิทธิพลที่ซาตานใช้กล่าวหามนุษย์อีกต่อไป นั่นเป็นเพราะว่า พระเจ้าพระองค์เองนั้นได้ทรงปฏิบัติพระราชกิจอันแท้จริง ได้ทรงกลายเป็นสภาพเสมือนเนื้อหนังที่บาปและตัวอย่างประสบการณ์ของเนื้อหนังที่บาป และพระเจ้าพระองค์เองคือเครื่องบูชาลบล้างบาป ด้วยวิธีนี้ มนุษย์จึงลงมาจากกางเขน และได้รับการไถ่และช่วยให้รอดผ่านทางเนื้อหนังมนุษย์ของพระเจ้า—สภาพเสมือนเนื้อหนังที่บาปนี้ และฉะนั้น หลังจากที่ถูกซาตานจองจำเอาไว้ มนุษย์ก็ได้ขยับเข้าไปใกล้การยอมรับความรอดของพระองค์เฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าขึ้นอีกก้าวหนึ่ง แน่นอนว่า พระราชกิจของพระเจ้าในช่วงระยะนี้ล้ำลึกกว่าและพัฒนาไปมากกว่าการบริหารจัดการของพระเจ้าในช่วงระหว่างยุคธรรมบัญญัติ

ที่กล่าวมานั้นคือการบริหารจัดการของพระเจ้าในอันที่จะส่งมอบมนุษยชาติให้กับซาตาน—มนุษยชาติที่ไม่รู้ถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงเป็น สิ่งที่ผู้ทรงสร้างทรงเป็น วิธีที่จะนมัสการพระเจ้า หรือเหตุผลที่จำเป็นจะต้องนบนอบต่อพระเจ้า—และเปิดโอกาสให้ซาตานทำให้เขาเสื่อมทราม พระเจ้าจึงทรงกู้คืนมนุษย์จากเงื้อมมือของซาตานทีละขั้นตอน ๆ จนกว่ามนุษย์จะนมัสการพระเจ้าอย่างสุดใจและปฏิเสธซาตาน นี่คือการบริหารจัดการของพระเจ้า นี่อาจฟังเหมือนเป็นนิทานปรัมปรา และอาจดูน่างุนงงสงสัย ผู้คนรู้สึกเหมือนว่า นี่คือเรื่องราวปรัมปรา เพราะพวกเขาไม่ได้ระแคะระคายเลยว่าได้มีอะไรเกิดขึ้นกับมนุษย์มากมายเพียงใดตลอดหลายพันปีที่ผ่านมา และพวกเขายิ่งไม่รู้ว่า มีเรื่องราวมากมายเพียงใดที่ได้อุบัติขึ้นในความไพศาลของจักรวาลนี้ และยิ่งไปกว่านั้น นั่นเป็นเพราะพวกเขาไม่สามารถตระหนักถึงพิภพอันชวนหวาดกลัวกว่าและน่าตกตะลึงกว่าซึ่งดำรงอยู่เหนือพิภพที่เป็นวัตถุ แต่สายตามนุษย์ของพวกเขาทำให้พวกเขามองไม่เห็นเท่านั้นเอง มนุษย์รู้สึกเหมือนไม่สามารถเข้าใจมันได้ ก็เพราะมนุษย์ไม่เข้าใจนัยสำคัญแห่งความรอดของมวลมนุษย์ของพระเจ้า หรือนัยสำคัญของพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการของพระองค์ และไม่เข้าใจว่าท้ายที่สุดแล้ว พระเจ้าทรงปรารถนาให้มนุษย์เป็นอย่างไร ใช่การไม่ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างถึงที่สุดเช่นเดียวกับเอวาและอาดัมหรือไม่ ? ไม่ใช่ ! จุดประสงค์ของการบริหารจัดการของพระเจ้าก็เพื่อที่จะได้รับผู้คนกลุ่มหนึ่งซึ่งนมัสการพระเจ้าและนบนอบต่อพระองค์ แม้ผู้คนเหล่านี้ได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามไปแล้ว พวกเขาก็ไม่ได้มองซาตานเป็นบิดาอีกต่อไปแล้ว พวกเขาระลึกได้ถึงใบหน้าอันน่าขยะแขยงของซาตานและปฏิเสธใบหน้านั้น และพวกเขามาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อที่จะยอมรับการพิพากษาและการตีสอนของพระองค์ พวกเขามารู้ว่าสิ่งใดที่อัปลักษณ์และสิ่งนั้นตรงกันข้ามกับสิ่งซึ่งพิสุทธิ์อย่างไร และมาระลึกถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าและความชั่วของซาตาน มนุษย์เช่นนี้จะไม่ทำงานให้ซาตาน หรือนมัสการซาตาน หรือจัดแท่นบูชาซาตานอีกต่อไป นี่เป็นเพราะพวกเขาคือกลุ่มของผู้คนที่ได้รับการรับไว้จากพระเจ้าอย่างแท้จริง นี่คือนัยสำคัญของการบริหารจัดการมนุษย์ของพระเจ้า ในช่วงระหว่างพระราชกิจการบริหารจัดการของพระเจ้าครั้งนี้ มนุษย์คือเป้าหมายของทั้งความเสื่อมทรามของซาตานและความรอดของพระเจ้า และมนุษย์คือผลผลิตที่พระเจ้ากับซาตานกำลังโรมรันเข้าชิง ในขณะที่พระเจ้าทรงปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์ พระองค์กำลังทรงกู้มนุษย์คืนมาจากเงื้อมมือซาตานอย่างช้า ๆ และดังนั้น มนุษย์จึงเข้ามาใกล้ชิดพระเจ้ามากขึ้นเรื่อย ๆ ตลอดเวลา...

และแล้วก็มาถึงยุคอาณาจักรซึ่งเป็นพระราชกิจในช่วงระยะที่มีความสัมพันธ์กับสถานการณ์จริงมากขึ้น และกระนั้นก็ยากที่สุดที่มนุษย์จะยอมรับได้ด้วยเช่นกัน นี่เป็นเพราะว่า ยิ่งมนุษย์ใกล้ชิดพระเจ้ามากขึ้นเท่าไร ไม้เรียวของพระองค์ก็เคลื่อนเข้าใกล้มนุษย์มากขึ้นเท่านั้น และพระพักตร์ของพระเจ้าก็จะเปิดเผยสู่มนุษย์อย่างชัดเจนขึ้นเท่านั้น ภายหลังการไถ่มนุษย์ชาติ มนุษย์กลับสู่ครอบครัวของพระเจ้าอย่างเป็นทางการ มนุษย์เคยคิดว่าตอนนี้คือเวลาแห่งความสำราญ กระนั้นพวกเขาก็ยังต้องรับการโจมตีซึ่งหน้าเต็มที่จากพระเจ้าอยู่ดี ในแบบที่ไม่มีใครเคยสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้เลย เมื่อผลออกมา นี่คือการบัพติศมาที่ประชากรของพระเจ้าจำต้อง”สำราญ” ภายใต้การปฏิบัติเช่นนี้ ผู้คนไม่มีทางเลือกใดนอกจากหยุดและคิดคำนึงกับตนเอง “ข้าพเจ้าเป็นลูกแกะซึ่งหลงฝูงมานานหลายปี ที่พระเจ้าทรงใช้จ่ายมากมายเพื่อที่จะซื้อคืนมา แล้วเหตุใดพระเจ้าจึงทรงปฏิบัติกับข้าพเจ้าแบบนี้ ? นี่เป็นวิธีที่พระเจ้าจะหัวเราะเยาะข้าพเจ้า และเปิดโปงข้าพเจ้าอย่างนั้นหรือ...? หลังจากหลายปีผ่านไป มนุษย์ได้กลายไปมีสภาพตรากตรำหยาบกร้าน จากการผ่านประสบการณ์ความทุกข์ยากลำบากของการถลุงและตีสอน แม้มนุษย์จะสูญเสีย “ศักดิ์ศรี” และ “จินตนาการฝันหวาน” ไปแล้วในช่วงเวลาที่ผ่านไป โดยที่เขาไม่ทันรู้ตัว เขาได้มาเข้าใจหลักธรรมแห่งการประพฤติปฏิบัติของมนุษย์ ได้มาตระหนักถึงหลายปีแห่งการสละอุทิศของพระเจ้าเพื่อที่จะช่วยมวลมนุษย์ให้รอด มนุษย์เริ่มเกลียดความกักขฬะของตัวเขาเองอย่างช้า ๆ เขาเริ่มเกลียดความดุร้ายของเขา ความเข้าใจผิดทั้งหมดที่มีต่อพระเจ้า และการที่เขาเรียกร้องจากพระเจ้าอย่างไร้เหตุผล นาฬิกาไม่อาจเดินย้อนได้ เหตุการณ์ในอดีตกลายเป็นความทรงจำที่น่าเสียใจของมนุษย์ พระวจนะและความรักจากพระเจ้ากลายเป็นพลังขับเคลื่อนในชีวิตใหม่ของมนุษย์ บาดแผลของมนุษย์สมานขึ้นวันต่อวัน พละกำลังของเขาคืนกลับมา และเขาลุกขึ้นยืน และมองขึ้นไปยังพระพักตร์ขององค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์...เพียงเพื่อที่จะค้นพบว่า พระองค์ทรงอยู่ข้างกายข้าพเจ้าเสมอ และพบว่า รอยแย้มสรวลของพระองค์และโฉมพระพักตร์อันงดงามของพระองค์นั้นยังคงชวนหวั่นไหวยิ่งนัก พระหทัยของพระองค์ยังคงยึดมั่นในความกังวลห่วงใยที่มีต่อมนุษย์ชาติที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นมา และพระหัตถ์ของพระองค์ยังคงอบอุ่นและทรงฤทธานุภาพเฉกเช่นที่เป็นมาในคราเริ่มต้น ราวกับว่า มนุษย์ได้คืนสู่สวนเอเดน กระนั้นครานี้ มนุษย์หาได้ฟังเสียงยั่วยุของพญานาคอีกต่อไป และไม่หันหนีไปจากพระพักตร์ของพระยาห์เวห์อีกต่อไป มนุษย์คุกเข่าลงเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า มองขึ้นไปยังพระพักตร์ซึ่งระบายรอยยิ้มของพระเจ้า และมอบถวายการพลีอุทิศอันมีค่าสูงสุดแด่พระองค์—โอ้! องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า พระเจ้าของข้าพเจ้า!

ความรักและความสงสารเห็นใจของพระเจ้าแผ่ซ่านไปทั่วทุกรายละเอียดทั้งหมดของพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการของพระองค์ และโดยไม่สนใจว่า ผู้คนจะสามารถเข้าใจเจตนารมณ์อันดีของพระเจ้าหรือไม่ พระองค์ยังคงทรงปฏิบัติพระราชกิจที่พระองค์ทรงเริ่มไว้ให้สำเร็จลุล่วงโดยไม่ทรงรู้สึกเหน็ดเหนื่อย โดยไม่คำนึงเจาะจงว่ามีผู้คนมากมายเพียงใดที่เข้าใจเกี่ยวกับการบริหารจัดการของพระเจ้า ความช่วยเหลือและผลประโยชน์ต่าง ๆ ที่พระราชกิจของพระเจ้านำมาสู่มนุษย์นั้น ทุกคนสามารถรู้สึกซาบซึ้งได้ บางที ในวันนี้ เจ้าอาจไม่รู้สึกถึงความรักใด ๆ หรือชีวิตที่พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมไว้ แต่ตราบที่เจ้าไม่ทอดทิ้งพระเจ้า และไม่เลิกล้มความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะไล่ตามความจริง จะต้องมีสักวันที่พระเจ้าทรงเผยรอยแย้มสรวลกับเจ้า เนื่องด้วยจุดมุ่งหมายแห่งพระราชกิจการบริหารจัดการของพระเจ้านั้นเป็นไปเพื่อกู้คืนผู้คนซึ่งอยู่ภายใต้แดนครอบครองของซาตาน ไม่ใช่เพื่อทอดทิ้งผู้คนที่ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามและต่อต้านพระเจ้า

23 กันยายน ค.ศ. 2005

ก่อนหน้า:พระเจ้าทรงเป็นประธานเหนือชะตากรรมของมนุษยชาติทั้งมวล

ถัดไป:การรู้จักพระเจ้าคือเส้นทางสู่การยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่ว

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

  • เจ้ารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับความเชื่อ ?

    ในมนุษย์มีเพียงถ้อยคำที่ไม่แน่นอนเกี่ยวกับความเชื่อ กระนั้นมนุษย์ก็ยังไม่รู้ว่าความเชื่อประกอบขึ้นด้วยอะไร ที่ยิ่งรู้น้อยไปกว่านั้นก็คือ ทำไมเขาจึงมีค…

  • การเป็นมนุษย์ที่แท้จริงหมายถึงอะไร

    มันเป็นหน้าที่ของเราที่จะจัดการมนุษย์มาตลอด ยิ่งไปกว่านั้น การพิชิตชัยมนุษย์คือสิ่งที่เราได้บัญญัติไว้เมื่อเราได้สร้างโลก ผู้คนอาจไม่รู้ว่าเราจะพิชิ…

  • งานในยุคพระธรรมบัญญัติ

    ราชกิจซึ่งพระยาห์เวห์ทรงกระทำกับชนชาติอิสราเอลนั้นได้เป็นการสถาปนาสถานกำเนิดของพระเจ้าในทางโลกขึ้นท่ามกลางมนุษยชาติอันเป็นสถานศักดิ์สิทธ์ที่พระองค์สถิ…

  • วิธีเข้าสู่สภาวะที่ถูกต้องเหมาะสม

    ยิ่งผู้คนยอมรับพระวจนะของพระเจ้ามากขึ้นเท่าใด พวกเขาก็จะยิ่งรู้แจ้งมากขึ้นเท่านั้น และพวกเขาก็จะยิ่งหิวและกระหายในการแสวงหาการรู้จักพระเจ้ามากขึ้นเท่า…