บทที่ 20

พระเจ้าได้ทรงสร้างมวลมนุษย์ทั้งปวง และได้ทรงนำทางมวลมนุษย์ทั้งปวงมาจนถึงวันนี้ ด้วยเหตุนี้ พระเจ้าจึงทรงรู้ทั้งหมดที่เกิดขึ้นท่ามกลางมนุษย์ กล่าวคือ พระองค์ทรงรู้ถึงความขมขื่นในโลกของมนุษย์ ทรงเข้าใจความหวานในโลกของมนุษย์ และดังนั้นแต่ละวันพระองค์จึงทรงพรรณนาสภาพเงื่อนไขชีวิตของมวลมนุษย์ทั้งปวง และยิ่งไปกว่านั้น ทรงจัดการกับความอ่อนแอและความเสื่อมทรามของมวลมนุษย์ทั้งปวง มันไม่ใช่ความพึงปรารถนาจากพระทัยของพระเจ้าที่มวลมนุษย์ทั้งปวงถูกโยนลงไปในบาดาลลึก หรือที่มวลมนุษย์ทั้งหมดทั้งมวลได้รับการช่วยให้รอด มีหลักการหนึ่งต่อการกระทำของพระเจ้าอยู่เสมอ กระนั้นก็ตามไม่มีผู้ใดเลยที่จะสามารถจับความเข้าใจธรรมบัญญัติของทั้งหมดที่พระองค์ทรงทำได้ เมื่อผู้คนกลายเป็นตระหนักรู้ถึงพระบารมีและพระพิโรธของพระเจ้า พระเจ้าก็ทรงเปลี่ยนกระแสไปเป็นความปรานีและความรักทันที แต่เมื่อผู้คนมารู้จักความปรานีและความรักของพระเจ้า พระองค์ก็ทรงเปลี่ยนกระแสทันทีอีกครั้งหนึ่ง โดยทำให้พระวจนะของพระองค์กินได้ยากราวกับว่าพระวจนะเหล่านั้นเป็นไก่ที่มีชีวิต ในพระวจนะทั้งหมดของพระเจ้านั้น การเริ่มต้นนั้นไม่เคยเกิดซ้ำ และพระวจนะของพระองค์ไม่ว่าคำใดก็ไม่เคยถูกตรัสไปตามหลักการของถ้อยดำรัสของวันวาน แม้กระทั่งกระแสก็ไม่ใช่อย่างเดียวกัน และไม่มีความเชื่อมโยงในเนื้อหา—ซึ่งทั้งหมดนั้นทำให้ผู้คนรู้สึกงุนงงมากขึ้นไปอีก นี่คือพระปรีชาญาณของพระเจ้า และการเผยถึงพระอุปนิสัยของพระองค์ พระองค์ทรงใช้กระแสและลักษณะของพระดำรัสของพระองค์เพื่อสลายมโนคติที่หลงผิดของผู้คน เพื่อที่จะทำให้ซาตานสับสน โดยพรากโอกาสในการใส่พิษกับกิจการต่างๆ ของพระเจ้าไปจากซาตาน ความมหัศจรรย์ของการกระทำของพระเจ้าทำให้จิตใจของผู้คนถูกทิ้งให้ซวนเซโดยพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาแทบจะไม่สามารถหาประตูหน้าของพวกเขาเองได้ และแม้กระทั่งไม่รู้ว่าเมื่อใดที่พวกเขาควรกินหรือพัก ด้วยเหตุนี้จึงสัมฤทธิ์ผลใน “การข้ามการนอนและอาหารเพื่อทุ่มเทให้พระเจ้าทั้งหมด” อย่างแท้จริง แต่แม้กระทั่ง ณ จุดนี้ พระเจ้ายังคงไม่ทรงพึงพอพระทัยกับรูปการณ์แวดล้อมปัจจุบัน และทรงกริ้วกับมนุษย์อยู่เสมอ โดยทรงบีบบังคับให้เขานำหัวใจที่แท้จริงของเขาออกมา หากไม่แล้ว ทันทีที่พระเจ้าได้ทรงแสดงความกรุณาแม้แต่เพียงเล็กน้อย ผู้คนก็จะ “เชื่อฟัง” และปล่อยปละละเลยยิ่งขึ้นทันที นี่คือความต่ำต้อยของมนุษย์ เขาไม่สามารถได้รับการหว่านล้อมได้ แต่ต้องถูกเฆี่ยนตีหรือลากเพื่อทำให้เขาเคลื่อนไหว “ในบรรดาพวกเหล่านั้นทั้งหมดที่เราพิจารณา ไม่มีใครเลยที่เคยแสวงหาเราอย่างตั้งใจและโดยตรง พวกเขาทั้งหมดมาอยู่ต่อหน้าเราด้วยการรบเร้าจากผู้อื่น การติดตามคนส่วนใหญ่ และพวกเขาไม่เต็มใจที่จะจ่ายราคาหรือใช้เวลาเพื่อให้ความมั่งคั่งแก่ชีวิตของพวกเขา” เช่นนั้นคือรูปการณ์แวดล้อมของทั้งหมดบนแผ่นดินโลก ด้วยเหตุนี้ หากปราศจากงานของบรรดาอัครทูตหรือบรรดาผู้นำ ผู้คนทั้งหมดคงจะกระจัดกระจายกันไปนานมาแล้ว และดังนั้น ตลอดทั่วทั้งยุคต่างๆ จึงไม่เคยมีการขาดแคลนบรรดาทูตสวรรค์และบรรดาผู้เผยพระวจนะ

ในถ้อยดำรัสเหล่านี้ พระเจ้าทรงใส่พระทัยเป็นพิเศษต่อการสรุปสภาพเงื่อนไขชีวิตของมวลมนุษย์ทั้งปวง คำพูดดังเช่น “ชีวิตของมนุษย์ไม่มีความอบอุ่นแม้แต่น้อย และไร้ซึ่งร่อยรอยใดๆ ของมนุษยชาติหรือความสว่าง—กระนั้นเขากลับได้ปล่อยใจไปกับตัวเขาเองทุกที ผูกพันเวลาชั่วชีวิตที่สูญสิ้นคุณค่าซึ่งเขาเร่งรีบอยู่กับมันโดยไม่ได้สัมฤทธิ์ผลสิ่งใดเลย ในชั่วพริบตา วันแห่งความตายก็ใกล้เข้ามา และมนุษย์ก็ตายอย่างขมขื่น” ทั้งหมดนั้นก็คือชนิดนี้ เหตุใดพระเจ้าจึงได้ทรงนำการดำรงชีวิตของมวลมนุษย์จนกระทั่งมาถึงวันนี้ และกระนั้นยังทรงเปิดเผยความว่างเปล่าของชีวิตในโลกมนุษย์ด้วยเช่นกัน? และเหตุใดพระองค์จึงทรงพรรณนาชีวิตทั้งชีวิตของผู้คนทั้งหมดว่าเป็น “การมาถึงอย่างเร่งรีบและการจากไปอย่างเร่งรีบ”? อาจกล่าวได้ว่า นี่คือแผนทั้งหมดของพระเจ้า มันทั้งหมดถูกลิขิตโดยพระเจ้า และเมื่อเป็นเช่นนั้น ในอีกแง่หนึ่งมันสะท้อนให้เห็นว่าพระเจ้าทรงรังเกียจทั้งหมดนั้นเพียงใดเว้นแต่ชีวิตในเทวสภาพ แม้ว่าพระเจ้าได้ทรงสร้างมวลมนุษย์ทั้งปวงขึ้นมา พระองค์ก็ไม่เคยทรงหรรษายินดีในการดำรงชีวิตของมวลมนุษย์ทั้งปวงอย่างแท้จริง และดังนั้นพระองค์จึงทรงเพียงยอมให้มวลมนุษย์ดำรงอยู่ภายใต้ความเสื่อมทรามของซาตาน ภายหลังจากที่มวลมนุษย์ได้ทบทวนกระบวนการนี้แล้ว พระองค์จะทรงทำลายล้างหรือช่วยมวลมนุษย์ให้รอด และด้วยเหตุนี้มนุษย์จะสัมฤทธิ์ผลชีวิตบนแผ่นดินโลกที่ไม่ว่างเปล่า นี่คือส่วนทั้งหมดของแผนของพระเจ้า และดังนั้น จึงมีความปรารถนาในจิตสำนึกของมนุษย์อยู่เสมอ ซึ่งไม่เคยได้นำไปสู่การที่ผู้ใดจะยินดีตายอย่างผู้บริสุทธิ์—แต่บรรดาผู้ซึ่งสัมฤทธิ์ผลความปรารถนานี้เท่านั้นที่เป็นผู้คนของยุคสุดท้าย วันนี้ ผู้คนยังคงดำรงชีวิตท่ามกลางความว่างเปล่าอันมิอาจคืนกลับมาได้และพวกเขายังรอคอยความปรารถนาที่ไม่ประจักษ์แก่ตานั้น กล่าวคือ “เมื่อเราปิดบังโฉมหน้าของเราด้วยมือของเรา และกดดันผู้คนภายใต้ผืนดิน พวกเขารู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องในทันที และแทบจะไม่สามารถอยู่รอดได้ พวกเขาทั้งหมดร้องเรียกเรา หวาดกลัวว่าเราจะทำลายพวกเขา เพราะพวกเขาทั้งหมดล้วนปรารถนาที่จะได้เห็นวันที่เราได้รับเกียรติ” เช่นนั้นคือรูปการณ์แวดล้อมของผู้คนทั้งหมดในวันนี้ พวกเขาทั้งหมดดำรงชีวิตใน “สุญญากาศ” โดยไม่มี “ออกซิเจน” ซึ่งทำให้ยากที่พวกเขาจะหายใจ พระเจ้าทรงใช้ความปรารถนาในจิตสำนึกของมนุษย์เพื่อสนับสนุนการอยู่รอดของมวลมนุษย์ทั้งปวง หากไม่แล้ว ทั้งหมดคงจะ “จากบ้านไปเพื่อกลายเป็นพระ” ผลที่ตามมาก็คือ มวลมนุษย์คงจะกลายเป็นสูญพันธุ์ และมาถึงบทอวสาน ด้วยเหตุนี้ เป็นเพราะพระสัญญาที่พระเจ้าได้ทรงมอบให้มนุษย์นั่นเองมนุษย์จึงได้อยู่รอดกระทั่งมาถึงวันนี้ นี่คือความจริง แต่มนุษย์ไม่เคยได้ค้นพบกฎนี้ และด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่รู้ว่าเหตุใดเขาจึง “ยำเกรงอยู่ลึกๆ ว่าความตายจะมาถึงแก่เขาเป็นครั้งที่สอง” ด้วยความที่เป็นมนุษย์ จึงไม่มีผู้ใดเลยที่มีความกล้าที่จะดำรงชีวิตต่อไป กระนั้นก็ไม่มีผู้ใดเลยที่เคยมีความกล้าที่จะตาย และด้วยเหตุนี้พระเจ้าจึงตรัสว่าผู้คน “ตายอย่างขมขื่น” เช่นนั้นคือสภาพการณ์จริงท่ามกลางมนุษย์ บางที ในความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้ของพวกเขา ผู้คนบางคนได้เผชิญหน้ากับความล้มเหลวและคิดถึงความตาย แต่ความคิดเหล่านี้ไม่เคยได้มาออกผล บางที บางคนมีความคิดเกี่ยวกับความตายก็เพราะความขัดแย้งต่างๆ ในครอบครัว แต่ด้วยความกังวลที่มีต่อผู้ที่เป็นที่รักของพวกเขา พวกเขาจึงยังคงไม่สามารถที่จะสัมฤทธิ์ผลความปรารถนาของพวกเขาได้ และบางที บางคนได้คิดถึงความตายก็เพราะเรื่องเคราะห์ร้ายในชีวิตสมรสของพวกเขา แต่พวกเขาก็ไม่เต็มใจที่จะก้าวผ่านไปกับมัน ด้วยเหตุนี้ ผู้คนจึงตายด้วยความคับข้องใจหรือความเสียใจชั่วนิรันดร์ในหัวใจของพวกเขา เช่นนั้นคือสภาวะอันหลากหลายของผู้คนทั้งหมด เมื่อมองออกไปทั่วโลกกว้างของมนุษย์ ผู้คนมาและไปในกระแสอันไม่รู้จบ และแม้พวกเขาจะรู้สึกว่าในความตายน่าจะมีความชื่นบานมากกว่าในการมีชีวิตอยู่ พวกเขาก็ยังคงปรนนิบัติแต่ปาก และไม่เคยมีใครเลยที่ได้นำทางโดยการปฏิบัติให้เป็นตัวอย่าง โดยการตายและกลับคืนมาและบอกแก่ผู้ที่มีชีวิตอยู่ถึงวิธีที่จะชื่นชมความชื่นบานของความตาย ผู้คนคือเหล่าผู้เคราะห์ร้ายที่น่าเหยียดหยาม กล่าวคือ พวกเขาไม่มีความละอายใจหรือการเคารพตัวเอง และพวกเขากลับคำเสมอ ในแผนของพระองค์นั้น พระเจ้าได้ทรงลิขิตผู้คนกลุ่มหนึ่งไว้ล่วงหน้าผู้ที่จะชื่นชมพระสัญญาของพระองค์ และด้วยเหตุนี้พระเจ้าจึงตรัสว่า “หลายคนได้ดำรงชีวิตในเนื้อหนัง และหลายคนได้ตายไปและเกิดใหม่บนแผ่นดินโลก กระนั้นก็ตามไม่เคยมีใครเลยในบรรดาพวกเขาที่ได้มีโอกาสชื่นชมพรทั้งหลายแห่งราชอาณาจักรในวันนี้” ทุกคนที่ชื่นชมพระพรของราชอาณาจักรในวันนี้ได้ถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าโดยพระเจ้า ตั้งแต่ที่พระองค์ได้ทรงสร้างโลก พระเจ้าได้ทรงจัดการเตรียมการให้วิญญาณเหล่านี้ดำรงชีวิตในเนื้อหนังในช่วงระหว่างยุคสุดท้าย และในท้ายที่สุดพระเจ้าจะทรงรับผู้คนกลุ่มนี้ไว้ และทรงจัดการเตรียมการให้พวกเขาอยู่ในซีนิม เพราะในเนื้อแท้แล้ววิญญาณทั้งหลายของผู้คนเหล่านี้คือบรรดาทูตสวรรค์ พระเจ้าจึงตรัสว่า “ไม่เคยมีร่องรอยใดๆ ของเราในวิญญาณของมนุษย์จริงๆ หรือ?” ในความเป็นจริงแล้ว เมื่อผู้คนดำรงชีวิตในเนื้อหนัง พวกเขายังคงไม่รู้เท่าทันถึงเรื่องราวทั้งหลายของอาณาจักรฝ่ายวิญญาณ จากคำพูดเรียบง่ายเหล่านี้—“[มนุษย์]ก็มองกราดเราอย่างระวังภัย”—สามารถมองเห็นพระอารมณ์ของพระเจ้าได้ ภายในคำพูดเรียบง่ายเหล่านี้ พระจิตใจอันซับซ้อนของพระเจ้าได้ถูกแสดงออกมาให้เห็น นับตั้งแต่เวลาแห่งการทรงสร้างจนกระทั่งถึงวันนี้ ในพระทัยของพระเจ้ามีความเศร้าโศกที่มาพร้อมกับพระพิโรธและการพิพากษาอยู่เสมอ ด้วยเหตุที่ผู้คนบนแผ่นดินโลกไม่สามารถที่จะใส่ใจในความพึงปรารถนาจากพระทัยของพระเจ้าได้ เหมือนดังที่พระเจ้าตรัสว่า “มนุษย์ก็เหมือนคนเถื่อนตามภูเขา” กระนั้นพระเจ้ายังทรงตรัสอีกด้วยว่า “วันนั้นจะมาถึงเมื่อมนุษย์ว่ายมายังข้างเราจากกลางมหาสมุทรอันทรงพลัง เพื่อที่เขาอาจชื่นชมความมั่งคั่งทั้งหมดบนแผ่นดินโลกและทิ้งความเสี่ยงที่จะถูกทะเลกลืนไว้ข้างหลัง” นี่คือการสำเร็จลุล่วงของพระประสงค์ของพระเจ้า และยังสามารถพรรณนาได้อีกด้วยว่าเป็นแนวโน้มอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ และมันเป็นสัญลักษณ์การสำเร็จลุล่วงของพระราชกิจของพระเจ้า

เมื่อราชอาณาจักรเคลื่อนลงสถิตบนแผ่นดินโลกโดยทั้งหมดทั้งมวล ผู้คนทั้งหมดจะฟื้นคืนสภาพเหมือนดั้งเดิมของพวกเขา ด้วยเหตุนี้ พระเจ้าจึงตรัสว่า “เราชื่นชมจากบนยอดบัลลังก์ของเรา และเราดำรงชีวิตท่ามกลางมวลดารา บรรดาทูตสวรรค์ถวายบทเพลงใหม่ๆ และการเต้นรำใหม่ๆ ให้เรา ความบอบบางของพวกเขาเองไม่ทำให้น้ำตาไหลรินใบหน้าของพวกเขาอีกต่อไป เราไม่ได้ยินเสียงของบรรดาทูตสวรรค์ร่ำไห้ต่อหน้าเราอีกต่อไป และไม่มีผู้ใดบ่นเรื่องความยากลำบากกับเราอีกต่อไป” นี่แสดงว่าวันที่พระเจ้าทรงรับพระสิริอันครบบริบูรณ์คือวันที่มนุษย์ชื่นชมการหยุดพักของเขา ผู้คนไม่สาละวนเร่งร้อนอันเนื่องมาจากการรบกวนของซาตานอีกต่อไป โลกหยุดก้าวไปข้างหน้า และผู้คนดำรงชีวิตโดยการนิ่งเฉย—ด้วยเหตุที่มวลดาราเหลือคณานับในท้องนภาถูกสร้างขึ้นใหม่ และดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ มวลดารา และอื่นๆ และภูเขาและแม่น้ำทั้งหมดในสวรรค์และบนแผ่นดินโลก ล้วนถูกทำให้เปลี่ยนแปลง และเพราะมนุษย์ได้เปลี่ยนแปลงไปและพระเจ้าได้ทรงเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นทุกสรรพสิ่งก็จะเปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นกัน นี่คือจุดหมายสูงสุดของแผนการบริหารจัดการของพระเจ้า และนี่คือสิ่งที่จะถูกทำให้สัมฤทธิ์ผลในที่สุด วัตถุประสงค์ของพระเจ้าในการตรัสพระวจนะทั้งหมดเหล่านี้ก็เพื่อให้มนุษย์รู้จักพระองค์เป็นหลัก ผู้คนไม่เข้าใจประกาศกฤษฎีกาบริหารของพระเจ้า ทั้งหมดที่พระเจ้าทรงทำได้ถูกจัดวางเรียบเรียงและจัดการเตรียมการโดยพระเจ้าพระองค์เอง และพระเจ้าทรงไม่เต็มพระทัยที่จะปล่อยให้ผู้ใดก็ตามแทรกแซง แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พระองค์ทรงอนุญาตให้ผู้คนได้เห็นว่าทั้งหมดนั้นถูกจัดการเตรียมการโดยพระองค์และมนุษย์มิอาจสัมฤทธิ์ผลได้ แม้ว่ามนุษย์สามารถมองเห็นมันได้ หรือพบว่ามันยากที่จะจินตนาการ ทั้งหมดก็ถูกควบคุมโดยพระเจ้าเพียงลำพัง และพระเจ้าไม่ทรงปรารถนาที่จะให้มันถูกทำให้ด่างพร้อยด้วยความคิดของมนุษย์แม้แต่น้อย แน่นอนว่าพระเจ้าจะไม่ทรงอภัยให้ผู้ใดก็ตามที่มีส่วน แม้แต่แค่เล็กน้อย พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าผู้ซึ่งอิจฉามนุษย์ และดูเหมือนว่าพระวิญญาณของพระเจ้านั้นทรงอ่อนไหวเป็นพิเศษในด้านนี้ ด้วยเหตุนี้ ผู้ใดก็ตามที่มีเจตนาทำการแทรกแซงแม้แต่เพียงน้อยนิดจะถูกรุมเร้าโดยเปลวเพลิงที่เผาผลาญของพระเจ้าทันที เปลี่ยนพวกเขาเป็นเถ้าถ่านในกองไฟ พระเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้ผู้คนแสดงพรสวรรค์ของพวกเขาไม่ว่าพวกเขาจะพึงพอใจอย่างไรก็ตาม เพราะทั้งหมดที่มีพรสวรรค์นั้นปราศจากชีวิต พรสวรรค์ที่ถูกสมมติขึ้นเหล่านี้เพียงรับใช้พระเจ้าเท่านั้น และมีต้นกำเนิดจากซาตาน และด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่รังเกียจเป็นพิเศษโดยพระเจ้า ผู้ซึ่งไม่ทรงยอมผ่อนปรนในการนี้ กระนั้นก็ตาม มักจะเป็นผู้คนที่ปราศจากชีวิตนั่นเองที่มีแนวโน้มว่ามีส่วนในพระราชกิจของพระเจ้า และยิ่งไปกว่านั้น การมีส่วนร่วมของพวกเขายังคงไม่ได้ถูกค้นพบ เพราะมันถูกอำพรางโดยพรสวรรค์ของพวกเขา ตลอดทั่วทั้งยุคต่างๆ พวกที่มีพรสวรรค์ไม่เคยตั้งมั่น เพราะพวกเขาปราศจากชีวิต และด้วยเหตุนี้จึงขาดพลังใดๆ แห่งการต้านทาน ด้วยเหตุนี้ พระเจ้าจึงตรัสว่า “หากเราไม่พูดอย่างตรงๆ มนุษย์จะไม่มีวันมาถึงการสำนึกรับรู้ของเขา และจะตกลงสู่การตีสอนของเราโดยไม่ทันรู้ตัว—เพราะมนุษย์ไม่รู้จักเราในเนื้อหนังของเรา” บรรดาผู้ที่มีเลือดเนื้อทั้งหมดได้รับการทรงนำโดยพระเจ้า ทว่าก็ยังดำรงชีวิตในพันธนาการของซาตานด้วยเช่นกัน และดังนั้นผู้คนจึงไม่เคยมีสัมพันธภาพปกติซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะเป็นเพราะตัณหา หรือการรักใคร่บูชา หรือการจัดการเตรียมการของสภาพแวดล้อมของพวกเขาหรือไม่ก็ตาม สัมพันธภาพอันผิดปกติเช่นนั้นคือสิ่งที่พระเจ้าทรงรังเกียจเหนือสิ่งอื่นใด และด้วยเหตุนี้จึงเป็นเพราะสัมพันธภาพเช่นนั้นที่พระวจนะดังเช่น “สิ่งที่เราต้องการคือสิ่งสร้างซึ่งมีชีวิตทั้งหลายที่เต็มไปด้วยชีวิต ไม่ใช่บรรดาศพที่ได้ถูกแช่อยู่ในความตาย เป็นเพราะเราเอนกายอยู่ที่โต๊ะแห่งราชอาณาจักร เราจะบัญชาให้ผู้คนทั้งหมดบนแผ่นดินโลกได้รับการตรวจสอบจากเรา” จึงมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า เมื่อพระเจ้าทรงอยู่เหนือทั้งจักรวาล แต่ละวันพระองค์ทรงสังเกตทุกการกระทำของบรรดาผู้ที่มีเลือดเนื้อ และไม่เคยทรงมองข้ามแม้สักคนเดียวในบรรดาพวกเขา เหล่านี้คือกิจการของพระเจ้า และดังนั้น เราเร่งเร้าผู้คนทั้งหมดให้ตรวจสอบความคิด แนวคิด และการกระทำของพวกเขาเอง เราไม่ขอให้เจ้าเป็นหมายสำคัญของความน่าละอายต่อพระเจ้า แต่เป็นการสำแดงของพระสิริของพระเจ้า เพื่อที่ในทั้งหมดของการกระทำ คำพูด และชีวิตของเจ้านั้น เจ้าจะไม่กลายเป็นเป้าของเรื่องตลกของซาตาน นี่คือข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าที่มีต่อผู้คนทั้งปวง

ก่อนหน้า : บทที่ 15

ถัดไป : บทที่ 17

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี
Messenger ติดต่อเรา
Line ติดต่อเรา

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

การจุติเป็นมนุษย์สองครั้งทำให้นัยสำคัญของการจุติเป็นมนุษย์สมบูรณ์

พระราชกิจแต่ละช่วงระยะที่พระเจ้าทรงปฏิบัติมีนัยสำคัญในทางปฏิบัติของมันเอง ย้อนกลับไป เมื่อพระเยซูเสด็จมา พระองค์ทรงเป็นชาย...

มนุษย์ผู้ที่ได้จำกัดเขตพระเจ้าไว้ในมโนคติที่หลงผิดของเขาสามารถได้รับวิวรณ์ของพระเจ้าได้อย่างไร?

พระราชกิจของพระเจ้ากำลังเคลื่อนที่ไปข้างหน้าเสมอ และแม้ว่าเป้าประสงค์ของพระราชกิจของพระองค์ไม่เปลี่ยนแปลง...

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้