พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

ผลลัพธ์ 0 รายการ

ไม่พบผลลัพธ์

การยกระดับขีดความสามารถเป็นไปเพื่อการได้รับความรอดของพระเจ้า

การยกระดับขีดความสามารถของผู้คนหมายถึงการกำหนดให้พวกเจ้าปรับปรุงสมรรถนะในการเข้าใจของเจ้า เพื่อให้เจ้าสามารถเข้าใจพระวจนะของพระเจ้า และรู้ว่าจะปฏิบัติต่อพระวจนะของพระองค์อย่างไร นี่คือข้อกำหนดที่พื้นฐานที่สุดในบรรดาทั้งหมด หากเจ้าปฏิบัติตามเราโดยปราศจากความเข้าใจในสิ่งที่เราพูด ใช่ว่าเจ้ากำลังสับสนปนเปในความเชื่อของเจ้าอยู่หรอกหรือ ? ไม่ว่าเราจะเอ่ยคำพูดมากมายเพียงใด หากคำพูดเหล่านั้นอยู่เกินเอื้อมของพวกเจ้า หากเจ้าไม่สามารถเข้าใจคำพูดเหล่านั้นได้ทีเดียวนักไม่ว่าเราจะกล่าวอะไรก็ตาม เช่นนั้นก็หมายความว่าพวกเจ้ามีขีดความสามารถในระดับที่ต่ำ หากไร้ซึ่งสมรรถนะในการเข้าใจแล้ว พวกเจ้าจะไม่เข้าใจสิ่งใดที่เรากล่าวเลย ซึ่งทำให้ยากยิ่งต่อการสัมฤทธิ์ในผลลัพธ์ที่อยากได้อยากมี มีมากมายที่เราไม่สามารถกล่าวกับพวกเจ้าได้โดยตรง และผลลัพธ์ตามเจตนานั้นก็ไม่อาจสัมฤทธิ์ได้ จึงทำให้เกิดความจำเป็นต้องมีงานเพิ่มเติม เนื่องจากสมรรถนะในการเข้าใจของพวกเจ้า ความสามารถในการมองเห็นสิ่งต่าง ๆ และมาตรฐานที่พวกเจ้าใช้ในการใช้ชีวิตนั้นบกพร่องเกินไป จึงจำเป็นต้องมีการปฏิบัติงานการ “ยกระดับขีดความสามารถ” ในพวกเจ้า นี่คือสิ่งที่หนีไม่พ้นและไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ผลลัพธ์บางอย่างจะสามารถสัมฤทธิ์ได้โดยหนทางนี้เท่านั้น หากไม่เช่นนั้นแล้ว คำพูดทั้งหมดที่เรากล่าวไปก็จะเสียเปล่า และถ้าเช่นนั้นพวกเจ้าจะไม่เป็นที่จดจำเป็นประวัติศาสตร์ในฐานะคนบาปหรอกหรือ ? พวกเจ้าจะไม่กลายเป็นคนหนักแผ่นดินหรอกหรือ ? พวกเจ้าไม่รู้ถึงงานที่กำลังกระทำในตัวพวกเจ้าและสิ่งที่กำหนดในตัวพวกเจ้าหรือไร ? พวกเจ้าควรรู้ถึงขีดความสามารถของตัวพวกเจ้าเอง: ขีดความสามารถที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดของเราเลยโดยสิ้นเชิง แล้วนี่ไม่ได้ทำให้งานของเราล่าช้าลงหรอกหรือ ? จากพื้นฐานขีดความสามารถปัจจุบันของพวกเจ้าและสภาวะปัจจุบันของลักษณะนิสัยของเจ้า ไม่มีใครสักคนในพวกเจ้าซึ่งเหมาะสมที่จะเป็นพยานต่อเรา อีกทั้งไม่มีพวกเจ้าคนใดที่มีความสามารถไปถึงชิ้นงานแห่งการแบกรับความรับผิดชอบอันหนักอึ้งของงานในอนาคตของเรา พวกเจ้าไม่รู้สึกละอายใจอยู่ลึก ๆ หรอกหรือ ? หากเจ้าเป็นเช่นนี้ต่อไป เจ้าจะสามารถทำให้เราพึงพอใจในทุกความปรารถนาของเราได้อย่างไร ? เจ้าควรทำให้ชีวิตของเจ้าสมบูรณ์พร้อมและคุ้มค่า อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปอย่างสูญเปล่า—การทำเช่นนั้นไม่ได้มีคุณค่าใด ๆ เจ้าควรรู้ถึงสิ่งที่เจ้าควรมีในตัว อย่าคิดว่าตัวเจ้าเองเก่งไปหมดทุกเรื่อง หนทางยังอีกยาวไกลนักสำหรับเจ้า ! จะมีสิ่งใดให้พูดอีกหากเจ้าไม่มีแม้กระทั่งสามัญสำนึกขั้นต่ำสุดของความเป็นมนุษย์ ? ทั้งหมดนั่นไม่ใช่เป็นความสูญเปล่าหรอกหรือ ? และในเรื่องความเป็นมนุษย์และขีดความสามารถที่เรากำหนดนั้น ไม่มีพวกเจ้าแม้แต่คนเดียวที่มีคุณสมบัติครบถ้วน การค้นหาใครสักคนที่เหมาะสมสำหรับใช้งานเป็นสิ่งที่ยากเย็นเต็มที พวกเจ้าเชื่อว่าตัวพวกเจ้าเองสามารถทำงานที่ยิ่งใหญ่กว่าเพื่อเราได้ และสามารถได้รับความไว้วางใจในสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากขึ้นจากเราได้ แต่อันที่จริงแล้ว พวกเจ้าไม่รู้กระทั่งวิธีการเข้าสู่บทเรียนมากมายที่อยู่ตรงหน้าพวกเจ้าด้วยซ้ำ—แล้วจะเป็นไปได้ที่พวกเจ้าจะสามารถเข้าสู่ความจริงที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นได้อย่างไร ? การเข้าสู่ความจริงของพวกเจ้าควรดำเนินไปอย่างเป็นระบบและค่อยเป็นค่อยไป มันต้องไม่วุ่นวายโกลาหล—นั่นไม่เป็นการดีเลย เริ่มต้นด้วยการเข้าสู่จุดซึ่งตื้นเขินที่สุดจริง ๆ เสียก่อน: อ่านคำพูดเหล่านี้ทีละบรรทัดจนกว่าเจ้าจะสัมฤทธิ์ในความเข้าใจและความชัดแจ้ง พี่น้องชายหญิงแต่ละคนควรอ่านหนังสือได้เป็นอย่างน้อย อย่าเพียงแค่อ่านผ่าน ๆ เสมือนการขี่ม้าชมสวน และอย่าเพียงทำอย่างสุกเอาเผากิน เจ้ายังสามารถอ่านหนังสืออ้างอิงบางประเภทเป็นประจำได้เช่นกัน (เช่น หนังสือเกี่ยวกับหลักไวยากรณ์หรือสำนวนโวหาร) อย่าอ่านสิ่งใดที่กระตุ้นเร้าจนเกินไป (นิยายรักเพ้อฝัน งานประพันธ์เพื่อสุนทรียะทางเพศ นิตยสาร หรืออัตชีวประวัติของผู้คนที่ยอดเยี่ยม) สิ่งเหล่านี้ไม่มีประโยชน์อันใด และก่อให้เกิดเพียงโทษเท่านั้น เจ้าต้องเชี่ยวชาญในทุกสิ่งที่เจ้าควรเข้าสู่และเข้าใจ จุดประสงค์ของการยกระดับขีดความสามารถของผู้คนก็คือ การให้ความตระหนักแก่พวกเขาเกี่ยวกับแก่นสาร อัตลักษณ์ สถานะและคุณค่าของพวกเขาเอง สิ่งใดหรือที่สำคัญที่สุดที่คริสตจักรเบื้องล่างทั้งหลายควรเข้าสู่ ? ในวันนี้นี่ไม่ใช่การยกระดับขีดความสามารถของผู้คนหรอกหรือ ? ที่สำคัญยิ่งยวดก็คือเจ้าต้องยึดมั่นว่าการกลายมามีความรู้คือจุดเข้าสู่ เจ้าต้องไม่โยนสิ่งนี้ทิ้งไป ! พวกเจ้าต้องเข้าใจว่าเหตุใดจึงต้องมีการยกระดับขีดความสามารถของผู้คน ขีดความสามารถของผู้คนนั้นควรได้รับการยกระดับอย่างไร และแง่มุมใดบ้างที่ควรเข้าสู่ เจ้าต้องเข้าใจนัยสำคัญของการใช้ชีวิตตามความเป็นปกติมนุษย์ของมนุษย์ เหตุผลที่งานนี้ต้องถูกทำให้เสร็จสิ้น และส่วนที่มนุษย์ควรแสดงบทบาท ตัวอย่างเช่น ในการที่จะกลายมามีความรู้ได้นั้น พวกเจ้าควรเข้าใจว่าควรศึกษาแง่มุมใด และคนเราควรเข้าสู่แง่มุมเหล่านี้อย่างไร พวกเจ้าทุกคนควรรู้ว่าเป้าหมายของการกลายมามีความรู้คืออะไร เป้าหมายนี้ไม่ใช่การเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าและการเข้าสู่ความจริงหรอกหรือ ? อะไรหรือที่แพร่หลายยอมรับกันอยู่ทั่วคริสตจักรต่าง ๆ ในวันนี้ ? การทำให้ผู้คนหาความรู้ด้วยตัวพวกเขาเองทำให้พวกเขาลืมความรื่นรมย์ของพระวจนะของพระเจ้า และพวกเขาไม่ทำสิ่งใดเลยตลอดทั้งวันนอกเหนือจากการรับความรู้ หากเจ้ากำหนดให้พวกเขาใช้ชีวิตตามความเป็นปกติมนุษย์ พวกเขาก็จะจัดการดูแลเพียงการจัดบ้านของพวกเขาให้เป็นระเบียบเรียบร้อย การทำอาหาร หรือการซื้อเครื่องครัวทั้งหลายเท่านั้น สิ่งเหล่านี้จะเป็นสิ่งเดียวที่พวกเขามุ่งความสนใจ พวกเขาจะไม่ตระหนักรู้แม้กระทั่งวิธีการใช้ชีวิตปกติธรรมดาของคริสตจักร หากเจ้าพบตัวเจ้าเองอยู่ในพฤติการณ์ปัจจุบันเหล่านั้น การปฏิบัติของเจ้านั้นได้ออกนอกลู่นอกทางไปเสียแล้วแล้วฉะนั้น เหตุใดเจ้าจึงได้รับการขอให้เข้าสู่ชีวิตฝ่ายวิญญาณ ? แค่การเรียนรู้สิ่งเหล่านั้นจะทำให้เจ้าไม่สามารถสัมฤทธิ์ในสิ่งที่ได้รับการขอจากเจ้าได้ การเข้าสู่ชีวิตยังคงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ในขณะเดียวกัน เหตุผลของการทำงานนั้นคือการแก้ไขความยากลำบากที่ผู้คนประสบในประสบการณ์ของพวกเขา การยกระดับขีดความสามารถของเจ้าทำให้เจ้าได้รับความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์และแก่นสารของมนุษย์ ซึ่งมีจุดประสงค์หลักคือเพื่อให้ชีวิตฝ่ายวิญญาณของผู้คนสามารถเติบโตและอุปนิสัยของพวกเขาสามารถเปลี่ยนแปลงได้ เจ้าอาจรู้วิธีแต่งตัวและการทำให้ตัวเจ้าเองดูดี เจ้าอาจมีวิจารณญาณและเฉลียวฉลาด แต่กระนั้นที่สุดแล้ว พอถึงวันที่เจ้าจะไปทำงาน เจ้าก็ไม่สามารถทำได้ ดังนั้น เจ้าควรตระหนักรู้ถึงสิ่งที่ควรทำไปด้วยในขณะที่กำลังยกระดับขีดความสามารถของเจ้า เป้าหมายก็คือการเปลี่ยนแปลงเจ้า การยกระดับขีดความสามารถของเจ้านั้นเป็นส่วนเสริมเพิ่มเติม จะไม่มีประโยชน์อันใดหากความสามารถของเจ้าไม่ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น และหากอุปนิสัยของเจ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลง นั่นก็จะยิ่งแย่เข้าไปอีก ทั้งสองสิ่งนี้ไม่สามารถละเว้นไปได้ การมีความเป็นปกติมนุษย์ไม่ได้หมายความว่าเจ้าได้เป็นคำพยานอันยิ่งใหญ่—สิ่งซึ่งจำเป็นที่จะได้จากเจ้าไม่ได้เรียบง่ายขนาดนั้น

ผู้คนจะมีการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ และมีพยานต่าง ๆ ให้พูดถึงได้ ก็ต่อเมื่อขีดความสามารถของพวกเขาได้รับการยกระดับจนถึงขอบเขตที่พวกเขาสามารถบรรลุสำนึกและวิถีชีวิตของผู้คนที่มีความเป็นปกติมนุษย์และได้เข้าสู่ชีวิตแล้วเช่นกันเท่านั้น เมื่อถึงวันที่เจ้าจะเป็นพยาน เจ้าต้องกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในชีวิตมนุษย์ของเจ้า และความรู้ที่เจ้ามีเกี่ยวกับพระเจ้าในตัวเจ้าด้วยเช่นกัน การผสมผสานของสองแง่มุมเหล่านี้เท่านั้นที่เป็นคำพยานและผลเก็บเกี่ยวที่แท้จริงของเจ้า มันไม่เพียงพอหากความเป็นมนุษย์ของเจ้าจะเปลี่ยนแปลงทีภายนอก แต่เจ้าไม่มีความเข้าใจใด ๆ ภายในเลย และก็เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้เช่นกันหากเจ้ามีความเข้าใจและมีความจริงภายใน แต่เจ้าลงท้ายด้วยการละเลยการใช้ชีวิตตามความเป็นปกติมนุษย์ของเจ้า งานที่ปฏิบัติกับเจ้าในวันนี้ไม่ได้ทำไปเพื่อเป็นการแสดงให้เห็น แต่เพื่อเป็นการเปลี่ยนแปลงเจ้า ทั้งหมดที่เจ้าจำเป็นต้องทำคือจดจ่อกับการเปลี่ยนแปลงตัวเจ้าเอง การเขียนและการฟังทุกวันโดยที่ปราศจากสิ่งอื่นใดในชีวิตของเจ้านั้นจะไม่เกิดประโยชน์เลย เจ้าควรมีการเข้าสู่ในทุกแง่มุม เจ้าควรมีชีวิตปกติในแบบธรรมิกชน พี่สาวน้องสาวมากมายแต่งกายราวสาวรุ่นและพี่ชายน้องชายทั้งหลายแต่งกายประหนึ่งพวกผู้ดีมีสกุลหรือพวกคนใหญ่คนโต ไร้ซึ่งจริยวัตรของธรรมิกชนอย่างถึงที่สุด การยกระดับขีดความสามารถของบุคคลหนึ่งนั้นก็เรื่องหนึ่ง—เรื่องนี้สัมฤทธิ์ผลได้โดยเหตุการณ์พาไป การกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าก็คืออีกเรื่องหนึ่ง—เรื่องนี้คือสิ่งที่เป็นกุญแจสำคัญ หากขีดความสามารถของเจ้าได้รับการยกระดับแล้ว แต่ลงเอยด้วยการไม่ได้ถูกเจ้านำมันไปใช้เพราะเจ้าไม่ได้กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า เจ้าจะไม่ได้เสียความพยายามในการเรียนรู้ของเจ้าไปโดยเปล่าประโยชน์หรอกหรือ ? ทั้งสองแง่มุมนี้ต้องผสมผสานกัน เหตุใดจึงยกเรื่องความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าขึ้นมาเมื่อกำลังหารือกันถึงสิ่งที่จำเป็นต้องได้จากเจ้า ? นี่ไม่ใช่เพื่อเห็นแก่ผลลัพธ์ของงานที่จะมาถึงหรอกหรือ ? หลังจากที่เจ้าได้ได้รับการพิชิตแล้ว เจ้าต้องสามารถเป็นคำพยานจากประสบการณ์ของเจ้าเองได้ จะไม่ได้ประโยชน์อันใดเลยหากรูปลักษณ์ภายนอกของเจ้ามีลักษณะของความเป็นปกติมนุษย์ แต่เจ้าจบลงตรงที่ไม่สามารถกลั่นประสบการณ์ของเจ้าออกเป็นคำพูดได้ ในขณะเดียวกับที่กำลังมีชีวิตปกติฝ่ายวิญญาณ เจ้าควรสัมฤทธิ์ในความเป็นปกติมนุษย์ด้วย ซึ่งหลายแง่มุมในความเป็นปกติมนุษย์นี้จะถึงจุดที่เรียนรู้ได้โดยเหตุการณ์พาไป เจ้าจะกล่าวว่าแม้แต่การกวาดพื้นก็ต้องใช้การฝึกฝนสักนิดหน่อยอย่างนั้นหรือ ? ที่แย่กว่านั้นคือการใช้เวลาเป็นชั่วโมงฝึกการถือตะเกียบตอนที่กำลังกินอาหาร ! ความเป็นปกติมนุษย์รวมแง่มุมใดไว้บ้างหรือ ? วิจารณญาณ สำนึก ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี และลักษณะนิสัย หากเจ้าสามารถสัมฤทธิ์ในความปกติในแต่ละด้านเหล่านี้ ความเป็นมนุษย์ของเจ้าก็จะขึ้นถึงระดับมาตรฐาน เจ้าควรมีความเสมือนในความเป็นปกติมนุษย์ เจ้าควรดูละม้ายผู้เชื่อในพระเจ้า เจ้าไม่จำเป็นต้องสัมฤทธิ์ผลมากจนเกินไปหรือมีส่วนข้องเกี่ยวในการทูต เจ้าแค่ต้องเป็นปกติมนุษย์ที่มีปกติสำนึกของบุคคล เพื่อให้สามารถมองเห็นทะลุสิ่งต่าง ๆ ได้ และอย่างน้อยก็ดูเหมือนปกติมนุษย์คนหนึ่ง นั่นก็จะเพียงพอแล้ว ทุกสิ่งที่จำเป็นต้องได้จากเจ้าในวันนี้อยู่ภายในขอบเขตความสามารถของเจ้า นี่ไม่ใช่การบังคับให้ทำอะไรที่เหลือบ่ากว่าแรงเลย จะไม่มีการพูดคำที่ไร้ประโยชน์หรือการทำงานที่ไร้ประโยชน์กับเจ้า ความน่าเกลียดทั้งหมดที่แสดงออกหรือเผยออกมาในชีวิตของเจ้าต้องถูกกำจัดทิ้งไป พวกเจ้าได้ถูกทำให้เสื่อมทรามโดยซาตานและปริ่มไปด้วยพิษของซาตาน ทั้งหมดที่ขอจากเจ้าคือการกำจัดอุปนิสัยเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานนี้ออกไป เจ้าไม่ได้กำลังถูกขอให้กลายมาเป็นบุคคลสำคัญในตำแหน่งสูง หรือเป็นบุคคลยิ่งใหญ่หรือมีชื่อเสียง นั่นไม่มีประโยชน์อันใดเลย งานที่ปฏิบัติในตัวพวกเจ้าคำนึงถึงสิ่งที่มีอยู่โดยเนื้อแท้ในตัวพวกเจ้า สิ่งที่เราขอจากผู้คนนั้นมีขีดจำกัดอยู่หากผู้คนในวันนี้ทั้งหมดถูกขอให้ปฏิบัติตัวเหมือนอย่างข้าราชการ—ฝึกฝนการพูดในน้ำเสียงของข้าราชการ ฝึกสอนให้พูดในลักษณะของข้าราชการตำแหน่งสูง หรือฝึกฝนการแสดงความสึกนึกคิดของพวกเขาในน้ำเสียงและลักษณะอย่างนักเขียนเรียงความและนักเขียนนวนิยาย—นี่ก็จะไม่ได้ประโยชน์เช่นกัน มันไม่สามารถทำได้ จากขีดความสามารถของพวกเจ้า อย่างน้อยเจ้าควรสามารถพูดด้วยสติปัญญาและไหวพริบ และอธิบายสิ่งต่าง ๆ ในลักษณะที่ชัดเจนและเข้าใจได้ นั่นคือทั้งหมดที่ต้องมีเพื่อให้ตรงตามข้อกำหนดที่ต้องการ อย่างน้อยที่สุด หากเจ้าได้รับวิจารณญาณและสำนึก นั่นก็จะเพียงพอแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือการทิ้งอุปนิสัยเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของเจ้า เจ้าต้องทิ้งความน่าเกลียดที่สำแดงอยู่ในตัวเจ้า เจ้าจะสามารถสัมผัสสำนึกสูงสุดและวิจารณญาณสูงสุดได้อย่างไรหากเจ้าไม่ละทิ้งสิ่งเหล่านี้ไป ? เนื่องจากยุคสมัยได้เปลี่ยนไป ผู้คนมากมายจึงขาดความนอบน้อมหรือความอดทน และพวกเขาอาจไม่มีความรักหรือจริยวัตรอย่างธรรมิกชนใด ๆ ด้วยเช่นกัน ผู้คนเช่นนั้นช่างไร้สาระยิ่งนัก ! พวกเขามีความเป็นปกติมนุษย์แม้เพียงสักเสี้ยวหรือไม่ ? พวกเขามีคำพยานใด ๆ ที่จะกล่าวถึงหรือไม่ ? พวกเขาไร้ซึ่งสำนึกและวิจารณญาณอย่างถึงที่สุดแน่นอนว่าต้องมีการแก้ไขบางแง่มุมในการปฏิบัติของผู้คนที่เบี่ยงเบนและผิดพลาดไป ตัวอย่างเช่น ชีวิตฝ่ายวิญญาณอันเข้มงวดก่อนหน้านี้ของพวกเขา และรูปลักษณ์ที่เฉยชาและโง่ทึ่มของพวกเขา—ทั้งหมดนี้ต้องได้รับการเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงไม่ได้หมายถึงการปล่อยให้เจ้ากลายมาเป็นเหลวแหลกหรือปล่อยตัวไปในเนื้อหนังและพูดอะไรต่ออะไรไปตามที่เจ้าต้องการ เจ้าต้องไม่ปากสว่าง การใช้วาทะและการประพฤติปฏิบัติของมนุษย์ที่ปกติคือการพูดจาอย่างสอดคล้องสัมพันธ์กัน พูดว่าใช่เมื่อเจ้าหมายความว่าใช่ และไม่เมื่อเจ้าหมายความว่าไม่ ยึดติดกับข้อเท็จจริงและพูดอย่างเหมาะสม ไม่หลอกลวง ไม่โกหก ต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับขีดจำกัดที่บุคคลปกติสามารถไปถึงได้ในด้านเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัย หากไม่เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะไม่สามารถเข้าสู่ความเป็นจริงได้

ก่อนหน้า:การปฏิบัติ (8)

ถัดไป:ประสบการณ์ของเปโตร: ความรู้ของเขาเกี่ยวกับการตีสอนและการพิพากษา

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง