2. พวกคุณให้คำพยานว่า องค์พระเยซูเจ้าได้ทรงกลับมาแล้ว ว่าพระองค์คือพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ และว่าพระองค์กำลังทรงแสดงความจริงเพื่อดำเนินพระราชกิจแห่งการพิพากษาซึ่งเริ่มต้นจากพระนิเวศของพระเจ้า  กระนั้นเหล่าศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสก็กล่าวว่า พระวจนะและพระราชกิจของพระเจ้าทั้งหมดบันทึกอยู่ในพระคัมภีร์ และว่าไม่มีสิ่งใดเลยที่ไม่ถูกครอบคลุมโดยความจริงทั้งหลายของพระคัมภีร์  พวกเขากล่าวว่า ไม่สามารถมีพระวจนะและพระราชกิจโดยพระเจ้าอยู่นอกพระคัมภีร์เลย และว่าสิ่งอันใดที่อยู่นอกพระคัมภีร์นั้น เป็นความเห็นนอกรีต  พวกเราควรมองประเด็นปัญหานี้อย่างไรหรือ?

ข้อพระคัมภีร์สำหรับอ้างอิง

“พระเยซูยังทรงทำสิ่งอื่นๆ อีกมากมาย ถ้าจะเขียนให้หมดทุกสิ่ง ข้าพเจ้าคิดว่าแม้ที่ทั้งโลกไม่พอใส่หนังสือที่จะเขียนนั้น” (ยอห์น 21:25)

เรายังมีอีกหลายสิ่งที่จะบอกกับพวกท่าน แต่ตอนนี้ท่านยังรับไม่ไหว เมื่อพระวิญญาณแห่งความจริงเสด็จมาแล้ว พระองค์จะนำพวกท่านไปสู่ความจริงทั้งมวล เพราะพระองค์จะไม่ตรัสโดยพลการ แต่พระองค์จะตรัสสิ่งที่พระองค์ทรงได้ยิน และพระองค์จะทรงแจ้งแก่พวกท่านถึงสิ่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น” (ยอห์น 16:12-13)

ใครมีหูก็ให้ฟังข้อความที่พระวิญญาณตรัสกับคริสตจักรทั้งหลาย เราจะให้มานาที่ซ่อนอยู่แก่คนที่ชนะ และจะให้หินขาวแก่เขาด้วย และบนหินนั้นจะมีชื่อใหม่จารึกไว้ซึ่งไม่มีใครรู้เลยนอกจากผู้ที่ได้รับ” (วิวรณ์ 2:17)

และในพระหัตถ์ขวาของพระองค์ผู้ประทับบนพระที่นั่งนั้น ข้าพเจ้าเห็นหนังสือม้วนหนึ่งซึ่งเขียนไว้ทั้งข้างในและข้างนอก และมีตราผนึกอยู่เจ็ดดวง และข้าพเจ้าได้เห็นทูตสวรรค์ที่มีฤทธิ์องค์หนึ่ง ประกาศด้วยเสียงดังว่า ‘ใครเป็นผู้ที่สมควรเปิดหนังสือม้วนและแกะตราของมันออก?’ และไม่มีใครในสวรรค์ หรือบนแผ่นดินโลก หรือใต้แผ่นดินโลกที่สามารถเปิดหนังสือม้วนหรือดูหนังสือนั้น แล้วข้าพเจ้าก็ร้องไห้อย่างมาก เพราะไม่พบใครที่สมควรจะเปิดหนังสือม้วนหรือดูหนังสือนั้น แล้วมีคนหนึ่งในพวกผู้อาวุโสบอกกับข้าพเจ้าว่า ‘อย่าร้องไห้เลย นี่แน่ะ สิงโตแห่งเผ่ายูดาห์ ซึ่งเป็นรากเหง้าของดาวิดทรงมีชัยชนะแล้ว พระองค์จึงทรงสามารถเปิดหนังสือและแกะตราทั้งเจ็ดดวงได้’ (วิวรณ์ 5:1-5)

พระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้อง

สิ่งทั้งหลายที่ถูกบันทึกอยู่ในพระคัมภีร์นั้นมีขีดจำกัด สิ่งเหล่านั้นไม่สามารถเป็นตัวแทนของพระราชกิจของพระเจ้าในความครบถ้วนบริบูรณ์ของมันได้  ข่าวประเสริฐสี่เล่มรวมทั้งหมดแล้วมีน้อยกว่าหนึ่งร้อยบท ซึ่งในนั้นเขียนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยจำนวนที่จำกัด เช่น พระเยซูทรงสาปแช่งต้นมะเดื่อ คำปฏิเสธองค์พระผู้เป็นเจ้าสามครั้งของเปโตร พระเยซูทรงปรากฏแก่บรรดาสาวกภายหลังการตรึงกางเขนและการคืนพระชนม์ของพระองค์ การสอนเรื่องการอดอาหาร การสอนเรื่องการอธิษฐาน การสอนเรื่องการหย่า การประสูติและลำดับพงศ์ของพระเยซู การแต่งตั้งบรรดาสาวกของพระเยซู และอื่นๆ  อย่างไรก็ตาม มนุษย์ให้คุณค่าสิ่งเหล่านั้นเสมือนสมบัติล้ำค่า ถึงขั้นเปรียบเทียบพระราชกิจของวันนี้กับสิ่งเหล่านั้น  พวกเขาถึงขั้นเชื่อว่าพระราชกิจทั้งหมดที่พระเยซูได้ทรงทำไว้ในพระชนม์ชีพของพระองค์รวมกันเป็นเพียงมากแค่นั้นเท่านั้น ราวกับว่าพระเจ้าทรงสามารถเพียงทำได้มากแค่นี้เท่านั้นและไม่มีสิ่งใดเพิ่มเติม  นี่ไม่ใช่ไร้สาระหรอกหรือ?

ตัดตอนมาจาก “ความล้ำลึกแห่งการทรงจุติเป็นมนุษย์ (1)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

หากเจ้าปรารถนาที่จะพบเห็นพระราชกิจของยุคธรรมบัญญัติ และพบเห็นว่าชาวอิสราเอลติดตามหนทางของพระยาห์เวห์อย่างไร เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ต้องอ่านพันธสัญญาเดิม หากเจ้าปรารถนาที่จะเข้าใจพระราชกิจของยุคพระคุณ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ต้องอ่านพันธสัญญาใหม่  แต่เจ้าจะพบเห็นพระราชกิจของยุคสุดท้ายได้อย่างไร?  เจ้าต้องยอมรับการเป็นผู้ทรงนำของพระเจ้าในวันนี้ และเข้าสู่พระราชกิจของวันนี้ เพราะนี่คือพระราชกิจใหม่ และไม่เคยมีผู้ใดได้บันทึกถึงมันในพระคัมภีร์มาก่อน  วันนี้ พระเจ้าได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์และทรงคัดเลือกผู้ที่ได้รับการเลือกสรรคนอื่นๆ ในประเทศจีน  พระเจ้าทรงพระราชกิจในผู้คนเหล่านี้ พระองค์ทรงดำเนินการต่อไปจากพระราชกิจของพระองค์บนแผ่นดินโลก และทรงดำเนินการต่อไปจากพระราชกิจของยุคพระคุณ  พระราชกิจในวันนี้คือเส้นทางที่มนุษย์ไม่เคยเดิน และเป็นหนทางที่ไม่มีใครเคยพบเห็น  การนี้คือพระราชกิจที่ไม่เคยมีการทำมาก่อน—การนี้คือพระราชกิจล่าสุดของพระเจ้าบนแผ่นดินโลก  ดังนั้น พระราชกิจที่ไม่เคยมีการทำมาก่อนจึงไม่ใช่ประวัติศาสตร์ เพราะตอนนี้คือตอนนี้ และยังไม่ได้กลายเป็นอดีต  ผู้คนไม่รู้ว่าพระเจ้าได้ทรงพระราชกิจที่ยิ่งใหญ่กว่า ใหม่กว่าบนแผ่นดินโลก และนอกอิสราเอลแล้ว ไม่รู้ว่าพระราชกิจได้ไปไกลเกินวงเขตของอิสราเอลแล้ว และเกินจากการพยากรณ์ของบรรดาผู้เผยพระวจนะ ไม่รู้ว่าพระราชกิจนี้คือพระราชกิจใหม่และน่าพิศวงที่อยู่นอกเหนือคำเผยพระวจนะทั้งหลาย และคือพระราชกิจที่ใหม่กว่านอกเหนืออิสราเอล และคือพระราชกิจที่ผู้คนทั้งไม่สามารถรับรู้หรือจินตนาการได้  พระคัมภีร์จะมีบันทึกที่ชัดเจนเกี่ยวกับพระราชกิจเช่นนั้นได้อย่างไร?  ใครจะสามารถบันทึกทุกๆ เสี้ยวส่วนของพระราชกิจของวันนี้ไว้ล่วงหน้าโดยไม่มีการละเว้นได้?  ใครจะสามารถบันทึกพระราชกิจนี้ ที่ทรงฤทธิ์กว่า มีสติปัญญากว่า ที่ท้าทายระเบียบแบบแผนในหนังสือเก่าผุพังเล่มนั้นได้?  พระราชกิจของวันนี้ไม่ใช่ประวัติศาสตร์ และดังนั้น หากเจ้าปรารถนาที่จะเดินบนเส้นทางใหม่ของวันนี้ เช่นนั้นแล้ว เจ้าต้องแยกจากพระคัมภีร์ เจ้าต้องไปไกลกว่าหนังสือต่างๆ เกี่ยวกับคำเผยพระวจนะหรือประวัติศาสตร์ในพระคัมภีร์  เมื่อนั้นเท่านั้นที่เจ้าจะมีความสามารถที่จะเดินบนเส้นทางใหม่ได้อย่างเหมาะสม และเมื่อนั้นเท่านั้นที่เจ้าจะมีความสามารถที่จะเข้าสู่อาณาจักรใหม่และพระราชกิจใหม่  เจ้าต้องเข้าใจว่าเหตุใดวันนี้จึงมีการขอให้เจ้าไม่อ่านพระคัมภีร์ เหตุใดจึงมีพระราชกิจอื่นที่แยกจากพระคัมภีร์ เหตุใดพระเจ้าจึงไม่ทรงมองหาการปฏิบัติที่ใหม่กว่า ละเอียดมากกว่าในพระคัมภีร์ และเหตุใดจึงมีพระราชกิจที่ทรงฤทธิ์กว่าภายนอกนอกพระคัมภีร์แทน  นี่คือทั้งหมดที่พวกเจ้าควรเข้าใจ  เจ้าต้องรู้ความแตกต่างระหว่างพระราชกิจเก่าและพระราชกิจใหม่ และถึงแม้ว่าเจ้าจะไม่อ่านพระคัมภีร์ เจ้าต้องมีความสามารถที่จะชำแหละพระคัมภีร์ได้ หากไม่แล้ว เจ้าก็จะยังคงนมัสการพระคัมภีร์ และจะเป็นการยากที่เจ้าจะเข้าสู่พระราชกิจใหม่และก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ  เหตุใดจึงศึกษาหนทางนั้นที่ต่ำและล้าสมัย ในเมื่อมีหนทางที่สูงกว่า? เหตุใดจึงใช้ชีวิตท่ามกลางบันทึกประวัติศาสตร์เก่าๆ ในเมื่อมีถ้อยดำรัสต่างๆ ที่ใหม่กว่า และพระราชกิจที่ใหม่กว่า? ถ้อยดำรัสใหม่ๆ สามารถจัดเตรียมให้เจ้าได้ ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่านี่คือพระราชกิจใหม่ บันทึกเก่าๆ ไม่สามารถทำให้เจ้าอิ่มอกอิ่มใจ หรือตอบสนองความจำเป็นในปัจจุบันของเจ้าได้ ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าสิ่งเหล่านั้นคือประวัติศาสตร์ และไม่ใช่พระราชกิจของที่นี่และตอนนี้  หนทางที่สูงที่สุดคือพระราชกิจที่ใหม่ที่สุด และด้วยพระราชกิจใหม่นี้ ไม่ว่าหนทางของอดีตจะสูงเพียงใดก็ตาม หนทางนั้นก็ยังคงเป็นประวัติศาสตร์ของภาพสะท้อนของผู้คน และไม่ว่าหนทางนั้นจะมีคุณค่าในฐานะสิ่งอ้างอิงอย่างไรก็ตาม หนทางนั้นก็ยังคงเป็นหนทางเก่า  หนทางเก่าเป็นประวัติศาสตร์  ถึงแม้ว่าจะได้รับการบันทึกใน “หนังสือศักดิ์สิทธิ์” ก็ตาม หนทางเก่าก็คือประวัติศาสตร์ ถึงแม้ว่าจะไม่มีบันทึกถึงหนทางนี้ใน “หนังสือศักดิ์สิทธิ์” ก็ตาม หนทางใหม่ก็คือหนทางของที่นี่และตอนนี้  หนทางนี้สามารถช่วยเจ้าให้รอดได้ และหนทางนี้สามารถเปลี่ยนแปลงเจ้าได้ เพราะนี่คือพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์

ตัดตอนมาจาก “เกี่ยวกับพระคัมภีร์ (1)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระคัมภีร์คือหนังสือประวัติศาสตร์ และหากเจ้าได้กินและดื่มพันธสัญญาเดิมในระหว่างยุคพระคุณแล้ว—หากเจ้าได้นำสิ่งที่เป็นข้อพึงประสงค์ในเวลาของพันธสัญญาเดิมในระหว่างยุคพระคุณมาปฏิบัติแล้ว—พระเยซูก็คงจะทรงละทิ้งเจ้าและกล่าวโทษเจ้า หากเจ้าได้นำพันธสัญญาเดิมมาประยุกต์ใช้กับพระราชกิจของพระเยซู เจ้าคงจะได้เป็นพวกฟาริสี  หากวันนี้เจ้านำพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่มารวมกันเพื่อกินและดื่มและปฏิบัติ เช่นนั้นแล้ว พระเจ้าในวันนี้จะกล่าวโทษเจ้า เจ้าจะไล่ตามพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในวันนี้ไม่ทันแล้ว!  หากเจ้ากินและดื่มพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะอยู่นอกกระแสของพระวิญญาณบริสุทธิ์!  ในระหว่างเวลาของพระเยซู พระเยซูทรงนำทางคนยิวและบรรดาผู้คนที่ติดตามพระองค์ตามพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในพระองค์ในเวลานั้น  พระองค์ไม่ได้ทรงนำพระคัมภีร์มาเป็นพื้นฐานของสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำ แต่พระองค์ตรัสไปตามพระราชกิจของพระองค์  พระองค์ไม่ได้ทรงใส่พระทัยกับสิ่งที่พระคัมภีร์กล่าวไว้ อีกทั้งพระองค์ไม่ได้ทรงสำรวจค้นเส้นทางเพื่อนำทางผู้ติดตามของพระองค์ในพระคัมภีร์  นับตั้งแต่เวลาที่พระองค์ได้ทรงเริ่มต้นพระราชกิจ พระองค์ทรงเผยแพร่หนทางแห่งการกลับใจ—ซึ่งเป็นคำที่ไม่ได้มีการกล่าวถึงไว้ในคำเผยพระวจนะทั้งหลายของพันธสัญญาเดิมโดยสิ้นเชิง  พระองค์ไม่เพียงแต่ไม่ทรงปฏิบัติตามพระคัมภีร์เท่านั้น แต่พระองค์ยังทรงนำเส้นทางใหม่และทรงพระราชกิจใหม่ด้วย   พระองค์ไม่เคยทรงอ้างอิงถึงพระคัมภีร์เมื่อพระองค์ทรงเทศนาเลย  ในระหว่างยุคธรรมบัญญัตินั้น ไม่เคยมีผู้ใดมีความสามารถที่จะกระทำการอัศจรรย์ของพระองค์ในการรักษาคนป่วยและการขับไล่พวกมารได้  ดังนั้น พระราชกิจของพระองค์ คำสอนของพระองค์ และสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระวจนะของพระองค์จึงเกินกว่ามนุษย์คนใดในยุคธรรมบัญญัติเช่นเดียวกัน  พระเยซูเพียงทรงพระราชกิจที่ใหม่กว่าของพระองค์ และถึงแม้ว่าผู้คนมากมายกล่าวโทษพระองค์โดยใช้พระคัมภีร์—และแม้กระทั่งใช้พันธสัญญาเดิมเพื่อตรึงกางเขนพระองค์—พระราชกิจของพระองค์ก็เหนือกว่าพันธสัญญาเดิม  หากนี่ไม่ได้เป็นเช่นนั้นแล้ว เหตุใดผู้คนจึงตอกตรึงพระองค์กับกางเขน?  นั่นไม่ได้เป็นเพราะในพันธสัญญาเดิมไม่ได้กล่าวถึงสิ่งใดที่เกี่ยวกับคำสอนคนและการขับไล่พวกมารของพระองค์หรอกหรือ?  พระราชกิจของพระองค์ได้รับการปฏิบัติเพื่อนำเส้นทางใหม่ ไม่ใช่เพื่อตั้งใจมีเรื่องกับพระคัมภีร์ หรือเพื่อตั้งใจไม่ใช้พันธสัญญาเดิมอีกต่อไป  พระองค์เพียงเสด็จมาเพื่อดำเนินพันธกิจของพระองค์ เพื่อนำพระราชกิจใหม่มายังผู้ที่โหยหาและแสวงหาพระองค์  พระองค์ไม่ได้เสด็จมาเพื่ออธิบายพันธสัญญาเดิมหรือยกชูพระราชกิจของพันธสัญญาเดิม  พระราชกิจของพระองค์ไม่ได้เป็นไปเพื่อให้ยุคธรรมบัญญัติพัฒนาต่อไปได้ เพราะพระราชกิจของพระองค์ไม่ได้พิจารณาถึงว่าพระราชกิจมีพระคัมภีร์เป็นพื้นฐานหรือไม่  พระเยซูเพียงเสด็จมาเพื่อปฏิบัติพระราชกิจที่พระองค์ทรงควรต้องกระทำ  ดังนั้น พระองค์จึงไม่ได้ทรงอธิบายคำเผยพระวจนะทั้งหลายของพันธสัญญาเดิม อีกทั้งพระองค์ไม่ได้ทรงพระราชกิจตามพระวจนะของยุคธรรมบัญญัติแห่งพันธสัญญาเดิม  พระองค์ทรงเพิกเฉยต่อสิ่งที่พันธสัญญาเดิมกล่าวไว้ พระองค์ไม่ทรงใส่พระทัยว่าพันธสัญญาเดิมจะเห็นชอบกับพระราชกิจของพระองค์หรือไม่ และไม่ทรงใส่พระทัยว่าผู้อื่นจะรู้เกี่ยวกับพระราชกิจของพระองค์หรือไม่ หรือพวกเขาจะกล่าวโทษพระราชกิจของพระองค์อย่างไร  พระองค์เพียงทรงพระราชกิจที่พระองค์ควรต้องทำต่อไป ถึงแม้ว่าผู้คนมากมายจะใช้การพยากรณ์ของบรรดาผู้เผยพระวจนะในพันธสัญญาเดิมมากล่าวโทษพระองค์ก็ตาม  สำหรับผู้คนแล้ว มันปรากฏเสมือนว่าพระราชกิจของพระองค์ไม่มีพื้นฐาน และมีหลายส่วนของพระราชกิจที่ขัดแย้งกับบันทึกของพันธสัญญาเดิม  นี่ไม่ใช่ความผิดพลาดของมนุษย์หรอกหรือ?  จำเป็นต้องนำคำสอนมาใช้กับพระราชกิจของพระเจ้าหรือ?  และพระเจ้าต้องทรงพระราชกิจตามการพยากรณ์ของผู้เผยพระวจนะหรือ?  ในที่สุดแล้ว สิ่งใดที่ยิ่งใหญ่กว่ากัน พระเจ้าหรือพระคัมภีร์?  เหตุใดพระเจ้าต้องทรงพระราชกิจตามพระคัมภีร์?  เป็นไปได้หรือที่พระเจ้าจะไม่ทรงมีสิทธิ์ทำเกินกว่าพระคัมภีร์?  พระเจ้าทรงไม่สามารถแยกจากพระคัมภีร์และปฏิบัติพระราชกิจอื่นหรือ?  เหตุใดพระเยซูและสาวกทั้งหลายของพระองค์จึงไม่รักษาวันสะบาโตต่อไป?  หากพระองค์ทรงรักษาวันสะบาโตต่อไปและปฏิบัติตามพระบัญญัติของพันธสัญญาเดิม เหตุใดเล่าพระเยซูจึงไม่รักษาวันสะบาโตต่อไปหลังจากที่พระองค์เสด็จมา แต่ทรงล้างพระบาท เอาผ้าคลุมพระเศียร หักขนมปัง และดื่มไวน์?  ทั้งหมดนี้มิใช่ไม่มีอยู่ในพระบัญญัติของพันธสัญญาเดิมหรอกหรือ?  หากพระเยซูทรงให้เกียรติพันธสัญญาเดิม เหตุใดพระองค์จึงทรงยุติความเกี่ยวข้องกับคำสอนเหล่านี้?  เจ้าควรรู้ว่าอันใดที่มาก่อน พระเจ้าหรือพระคัมภีร์!  พระองค์ทรงเป็นเจ้าเป็นนายเหนือวันสะบาโต แล้วพระองค์จะไม่ทรงสามารถเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของพระคัมภีร์ด้วยหรอกหรือ?

ตัดตอนมาจาก “เกี่ยวกับพระคัมภีร์ (1)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ในเวลานั้น พระเยซูเพียงแค่ทรงให้คำเทศนาชุดหนึ่งในยุคพระคุณแก่บรรดาสาวกของพระองค์ในหัวข้อทั้งหลาย อาทิ จะฝึกฝนปฏิบัติอย่างไร จะชุมนุมกันอย่างไร จะวิงวอนในการอธิษฐานอย่างไร จะปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไร เป็นต้น  พระราชกิจที่พระองค์ได้ทรงดำเนินการเป็นพระราชกิจของยุคพระคุณ และพระองค์ได้ทรงชี้แจงไว้เพียงแค่ว่า บรรดาสาวกและบรรดาผู้ที่ได้ติดตามพระองค์ควรจะฝึกฝนปฏิบัติอย่างไร  พระองค์เพียงแค่ทรงปฏิบัติพระราชกิจของยุคพระคุณเท่านั้น และไม่ใช่พระราชกิจใดของยุคสุดท้ายเลย  เมื่อพระยาห์เวห์ได้ทรงกำหนดธรรมบัญญัติของภาคพันธสัญญาเดิมในยุคธรรมบัญญัติ เช่นนั้นแล้วเหตุใดพระองค์จึงไม่ได้ทรงปฏิบัติพระราชกิจของยุคพระคุณเล่า?  เหตุใดพระองค์จึงไม่ได้ทรงทำให้พระราชกิจของยุคพระคุณเป็นที่เข้าใจชัดเจนล่วงหน้าเล่า?  นี่จะไม่ได้ช่วยมนุษย์ให้ยอมรับมันแล้วหรอกหรือ?  พระองค์เพียงแค่ได้ตรัสคำเผยพระวจนะว่าทารกเพศชายคนหนึ่งจะถือกำเนิดและมามีฤทธานุภาพ แต่พระองค์ไม่ได้ทรงดำเนินการพระราชกิจของยุคพระคุณล่วงหน้า  พระราชกิจของพระเจ้าในแต่ละยุคมีเขตคั่นที่ชัดเจน พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกิจของยุคปัจจุบันเท่านั้น และไม่เคยทรงดำเนินช่วงระยะถัดไปของพระราชกิจล่วงหน้า  ด้วยเหตุนี้เท่านั้นพระราชกิจซึ่งเป็นตัวแทนของพระองค์ในแต่ละยุคจึงจะสามารถถูกเน้นให้เห็นชัดได้  พระเยซูได้ตรัสถึงเพียงหมายสำคัญทั้งหลายของยุคสุดท้าย ถึงวิธีที่จะอดทนและวิธีที่จะได้รับการช่วยให้รอด ถึงวิธีที่จะกลับใจและสารภาพ และถึงวิธีที่จะแบกรับกางเขนและสู้ทนความทุกข์เท่านั้น พระองค์ไม่เคยได้ตรัสถึงวิธีที่มนุษย์ในยุคสุดท้ายควรสัมฤทธิ์การเข้าสู่ อีกทั้งไม่เคยได้ตรัสถึงวิธีที่เขาควรพยายามทำเพื่อให้สมดังน้ำพระทัยของพระเจ้า  เมื่อเป็นเช่นนั้น มันไม่ไร้สาระน่าขันหรอกหรือที่จะค้นคว้าพระคัมภีร์เพื่อหาพระราชกิจของพระเจ้าของยุคสุดท้าย?  อะไรหรือที่เจ้าสามารถมองเห็นได้โดยแค่เพียงยึดกุมพระคัมภีร์เอาไว้?  ไม่ว่าจะเป็นผู้ให้อรรถาธิบายพระคัมภีร์หรือนักบวช ใครเล่าที่จะสามารถได้เห็นพระราชกิจของวันนี้ได้ล่วงหน้า?

ตัดตอนมาจาก “มนุษย์ผู้ที่ได้จำกัดเขตพระเจ้าไว้ในมโนคติที่หลงผิดของเขาสามารถได้รับวิวรณ์ของพระเจ้าได้อย่างไร?” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ไม่มีใครรู้ความเป็นจริงของพระคัมภีร์  ว่าพระคัมภีร์ไม่ได้เป็นสิ่งใดมากไปกว่าบันทึกประวัติศาสตร์เกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้า และพันธสัญญาของพระราชกิจสองช่วงระยะของพระเจ้า และว่าพระคัมภีร์ไม่ได้ให้ความเข้าใจใดๆ เกี่ยวกับจุดมุ่งหมายของพระราชกิจของพระเจ้าแก่เจ้า  ทุกคนที่ได้อ่านพระคัมภีร์รู้ว่าพระคัมภีร์บันทึกพระราชกิจสองช่วงระยะของพระเจ้าในช่วงระหว่างยุคธรรมบัญญัติและยุคพระคุณ  พันธสัญญาเดิมบันทึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของอิสราเอลและพระราชกิจของพระยาห์เวห์นับตั้งแต่เวลาแห่งการทรงสร้างจนกระทั่งจุดสิ้นสุดของยุคธรรมบัญญัติ  พันธสัญญาใหม่บันทึกพระราชกิจของพระเยซูบนแผ่นดินโลก ซึ่งอยู่ในหนังสือหมวดพระกิตติคุณสี่เล่ม ตลอดจนงานของเปาโล—เหล่านี้ไม่ใช่บันทึกประวัติศาสตร์หรือ?  การยกสิ่งต่างๆ ในอดีตมากล่าวถึงในวันนี้ทำให้สิ่งเหล่านั้นเป็นประวัติศาสตร์ และไม่สำคัญว่าสิ่งเหล่านั้นอาจเที่ยงแท้หรือเป็นจริงเพียงใดก็ตาม สิ่งเหล่านั้นยังคงเป็นประวัติศาสตร์—และประวัติศาสตร์ไม่สามารถกล่าวถึงปัจจุบันได้ เพราะพระเจ้าไม่ทรงย้อนกลับไปมองประวัติศาสตร์!  และดังนั้น หากเจ้าเพียงเข้าใจพระคัมภีร์เท่านั้น แต่ไม่เข้าใจพระราชกิจที่พระเจ้าทรงตั้งพระทัยที่จะปฏิบัติในวันนี้เลย และหากเจ้าเชื่อในพระเจ้าแต่ไม่แสวงหาพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไม่เข้าใจความหมายของการแสวงหาพระเจ้า  หากเจ้าอ่านพระคัมภีร์เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ของอิสราเอล เพื่อค้นคว้าประวัติศาสตร์การทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกทั้งหมดของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไม่ได้เชื่อในพระเจ้า  แต่วันนี้ เนื่องจากเจ้าเชื่อในพระเจ้าและไล่ตามเสาะหาชีวิต เนื่องจากเจ้าไล่ตามเสาะหาความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า และไม่ไล่ตามเสาะหาไปตามตัวอักษรและคำสอนที่ตายไปแล้วหรือความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ เจ้าต้องแสวงหาน้ำพระทัยของพระเจ้าในวันนี้ และเจ้าต้องมองหาทิศทางของพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์  หากเจ้าเป็นนักโบราณคดี เจ้าจะสามารถอ่านพระคัมภีร์ได้—แต่เจ้าไม่ใช่ เจ้าเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้า และเจ้าควรจะแสวงหาน้ำพระทัยของพระเจ้าของวันนี้อย่างดีที่สุด

ตัดตอนมาจาก “เกี่ยวกับพระคัมภีร์ (4)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ข้อเท็จจริงที่เราปรารถนาที่จะอธิบายตรงนี้ก็คือ สิ่งใดที่พระเจ้าทรงเป็นและทรงมีนั้น ไม่มีวันหมดและไม่มีที่สิ้นสุดชั่วนิรันดร์  พระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตและทุกสรรพสิ่ง ไม่มีสิ่งมีชีวิตที่ทรงสร้างใดจะสามารถหยั่งลึกถึงพระองค์ได้  สุดท้ายนี้ เราต้องเตือนความจำทุกคนต่อไปว่า จงอย่าจำกัดเขตพระเจ้าไว้ในหนังสือ ในพระวจนะ หรือในพระดำรัสในอดีตของพระองค์อีกเลย  มีเพียงคำเดียวเท่านั้นที่จะบรรยายคุณลักษณะเฉพาะของพระราชกิจของพระเจ้า นั่นคือ ใหม่  พระองค์ไม่ทรงชอบที่จะใช้เส้นทางเก่าๆ หรือทำพระราชกิจของพระองค์ซ้ำ ที่มากกว่านั้น พระองค์ไม่ทรงต้องการให้ผู้คนนมัสการพระองค์โดยจำกัดเขตพระองค์ไว้ภายในวงเขตเฉพาะหนึ่ง  นี่คือพระอุปนิสัยของพระเจ้า

ตัดตอนมาจาก “คำแถลงท้ายเล่ม” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ก่อนหน้า: 1. พระคัมภีร์เป็นคำพยานต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า และเป็นพื้นฐานของความเชื่อของพวกเราด้วยเช่นกัน  เป็นเวลาสองพันปีที่ทุกคนซึ่งได้เชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทำไปตามพระคัมภีร์  เพราะฉะนั้น พวกเราจึงเชื่อว่า พระคัมภีร์เป็นตัวแทนขององค์พระผู้เป็นเจ้า เชื่อว่า การที่เชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าก็คือการที่เชื่อในพระคัมภีร์ และการที่เชื่อในพระคัมภีร์ก็คือการที่เชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้า  พวกเราไม่มีวันสามารถแยกจากพระคัมภีร์ได้  พวกเราจะสามารถเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าได้อย่างไร หากพวกเราจะต้องแยกจากพระคัมภีร์?  พวกคุณกำลังพูดว่า มีบางสิ่งที่ผิดปกติกับความเข้าใจของพวกเราอย่างนั้นหรือ?

ถัดไป: 3. บนพื้นฐานของคำพูดของเปาโลผู้ซึ่งกล่าวไว้ว่า “พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า” (2 ทิโมธี 3.16) เหล่าศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสแห่งโลกศาสนาเชื่อกันว่า พระวจนะของพระคัมภีร์คือพระวจนะของพระเจ้า  แต่พวกคุณก็ยังกล่าวว่าไม่ใช่ทุกคำพูดในพระคัมภีร์ที่เป็นพระวจนะแห่งพระเจ้า  พวกคุณจะให้นี่หมายความว่าอย่างไร?

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี
ติดต่อเราผ่าน Messenger
ติดต่อเราผ่าน Line

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้