2. พวกเราเชื่อว่า การพิพากษาหน้ามหาบัลลังก์สีขาวที่ได้รับการเผยพระวจนะในหนังสือวิวรณ์นั้นมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่ผู้ไม่เชื่อทั้งหลายซึ่งเป็นของมารซาตาน  เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมา บรรดาผู้ที่เชื่อในพระองค์จะได้รับการยกขึ้นไปสู่สวรรค์ ซึ่งหลังจากนั้น องค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงกระหน่ำพรมความวิบัติลงมาเพื่อทำลายผู้ไม่เชื่อทั้งหลาย  นี่คือการพิพากษาหน้ามหาบัลลังก์สีขาว แต่พวกคุณก็ยังให้คำพยานว่า การพิพากษาของพระเจ้าแห่งยุคสุดท้ายได้เริ่มต้นไปเรียบร้อยแล้ว  แล้วทำไมพวกเราจึงไม่ได้เห็นพระเจ้าทรงกระหน่ำพรมความวิบัติลงมาเพื่อทำลายผู้ไม่เชื่อทั้งหลายเล่า?  นี่จะสามารถเป็นการพิพากษาหน้ามหาบัลลังก์สีขาวได้อย่างไรกัน?

ข้อพระคัมภีร์สำหรับอ้างอิง

“เพราะถึงเวลาแล้ว ที่การพิพากษาจะเริ่มต้นที่ครอบครัวของพระเจ้า” (1 เปโตร 4:17)

“เราไม่พิพากษาคนที่ได้ยินถ้อยคำของเราและไม่ทำตาม เพราะว่าเราไม่ได้มาเพื่อจะพิพากษาโลก แต่มาเพื่อจะช่วยโลกให้รอด  หากใครปฏิเสธเราและไม่ยอมรับวจนะของเรา จะมีสิ่งหนึ่งที่พิพากษาเขา นั่นคือ คำที่เรากล่าวไว้แล้วย่อมจะพิพากษาเขาในวันสุดท้าย” (ยอห์น 12:47-48)

พระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้อง

พระราชกิจของยุคสุดท้ายคือการแยกทั้งหมดตามชนิดของพวกมันและการสรุปปิดตัวแผนการบริหารจัดการของพระเจ้า เพราะเวลาได้ใกล้เข้ามาและวันของพระเจ้าได้มาถึงแล้ว พระเจ้าทรงนำทุกคนที่เข้ามาในราชอาณาจักรของพระองค์—ทุกคนที่จงรักภักดีต่อพระองค์จนถึงที่สุด—เข้าสู่ยุคของพระเจ้าพระองค์เอง กระนั้นก่อนการมาถึงแห่งยุคของพระเจ้าพระองค์เอง พระราชกิจของพระเจ้าไม่ใช่การเฝ้าสังเกตความประพฤติของมนุษย์หรือไต่สวนชีวิตของมนุษย์ แต่เป็นการพิพากษาการเป็นกบฏของมนุษย์  เพราะพระเจ้าจะชำระทุกคนที่มาอยู่หน้าพระบัลลังก์ของพระองค์ให้บริสุทธิ์ ทุกคนที่ได้ติดตามย่างพระบาทของพระเจ้าจนถึงทุกวันนี้คือผู้ที่มาอยู่เบื้องหน้าพระบัลลังก์ของพระเจ้า และเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ทุกๆ คนที่ยอมรับพระราชกิจของพระเจ้าในระยะสุดท้ายคือเป้าหมายของการชำระให้บริสุทธิ์ของพระเจ้า กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ทุกคนที่ยอมรับพระราชกิจของพระเจ้าในระยะสุดท้ายคือเป้าหมายของการพิพากษาของพระเจ้า

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระคริสต์ทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาด้วยความจริง

พระคริสต์แห่งยุคสุดท้ายทรงใช้ความจริงหลากหลายเพื่อสอนมนุษย์ เพื่อเปิดโปงธาตุแท้ของมนุษย์ และเพื่อชำแหละคำพูดและความประพฤติของมนุษย์  พระวจนะเหล่านี้ประกอบด้วยความจริงนานัปการ อาทิ หน้าที่ของมนุษย์ วิธีที่มนุษย์ควรนบนอบพระเจ้า วิธีที่มนุษย์ควรจงรักภักดีต่อพระเจ้า วิธีที่มนุษย์ควรใช้ชีวิตตามความเป็นมนุษย์ที่ปกติ ตามพระปัญญาและอุปนิสัยของพระเจ้า พระวจนะเหล่านี้ล้วนชี้ไปที่ธาตุแท้ของมนุษย์และอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระวจนะที่เปิดโปงว่ามนุษย์ปฏิเสธพระเจ้าอย่างไรนั้น ยิ่งชี้ให้เห็นว่ามนุษย์เป็นตัวแทนของซาตาน รวมทั้งกองกำลังฝ่ายศัตรูที่ต่อต้านพระเจ้าอย่างไร ในการทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระองค์ ด้วยพระวจนะไม่กี่คำ พระเจ้าไม่ได้ตรัสอธิบายธรรมชาติของมนุษย์อย่างครบถ้วน แต่ทรงเปิดโปงและตัดแต่งเป็นเวลายาวนาน  วิธีการเปิดโปงและตัดแต่งอันแตกต่างกันทั้งหมดนี้ไม่สามารถทดแทนได้ด้วยคำพูดธรรมดาสามัญ แต่ใช้ความจริงที่มนุษย์ไม่มีโดยสิ้นเชิงมาดำเนินพระราชกิจแห่งการเปิดโปงและตัดแต่งนี้  มีเพียงวิธีการเช่นนี้เท่านั้นที่สามารถเรียกว่าการพิพากษา โดยผ่านการพิพากษาแบบนี้เท่านั้นที่มนุษย์จะสามารถถูกกำราบและโน้มน้าวจนหมดใจเกี่ยวกับพระเจ้า และยิ่งกว่านั้น ยังได้รับความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้า สิ่งที่พระราชกิจแห่งการพิพากษาทำให้เกิดขึ้นคือความเข้าใจที่มนุษย์มีต่อพระพักตร์ที่แท้จริงของพระเจ้า และความจริงเกี่ยวกับความเป็นกบฏของเขาเอง พระราชกิจแห่งการพิพากษาทำให้มนุษย์สามารถได้รับความเข้าใจอย่างมากในเจตนารมณ์ของพระเจ้า ในพระประสงค์ของพระราชกิจของพระเจ้า และในข้อล้ำลึกทั้งหลายที่เขาไม่สามารถเข้าใจได้ นอกจากนี้ยังทำให้มนุษย์สามารถเข้าใจและรู้จักแก่นแท้อันเสื่อมทราม รวมทั้งต้นเหตุแห่งความเสื่อมทรามของตน ทั้งยังค้นพบใบหน้าที่อัปลักษณ์ของตน ผลที่เกิดขึ้นเหล่านี้ล้วนเป็นผลจากพระราชกิจแห่งการพิพากษา เพราะแก่นแท้ของพระราชกิจนี้ที่จริงแล้วคือพระราชกิจที่เปิดเผยความจริง หนทาง และชีวิตของพระเจ้าแก่ทุกคนที่มีความเชื่อในพระองค์ พระราชกิจนี้คือพระราชกิจแห่งการพิพากษาที่พระเจ้าทรงทำ

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระคริสต์ทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาด้วยความจริง

บางคนเชื่อว่าพระเจ้าอาจจะเสด็จมายังแผ่นดินโลกและทรงปรากฏต่อมนุษย์ในบางเวลาที่ไม่มีใครรู้ ซึ่งหลังจากนั้นพระองค์จะทรงพิพากษามวลมนุษย์ทั้งหมดโดยพระองค์เอง โดยทรงทดสอบพวกเขาทีละคนโดยไม่มีผู้ใดถูกปล่อยไว้เลย  บรรดาผู้ที่คิดในหนทางนี้ไม่รู้จักพระราชกิจแห่งการประสูติเป็นมนุษย์ในช่วงระยะนี้  พระเจ้าไม่ทรงพิพากษามนุษย์ทีละคน และพระองค์ไม่ทรงทดสอบมนุษย์ทีละคน การทำดังนั้นคงจะไม่ใช่พระราชกิจแห่งการพิพากษา  ความเสื่อมทรามของมวลมนุษย์ทั้งหมดไม่เหมือนกันหรอกหรือ?  เนื้อแท้ของมวลมนุษย์ทั้งหมดไม่เหมือนกันหรอกหรือ?  สิ่งที่ได้รับการพิพากษาคือเนื้อแท้ที่เสื่อมทรามของมวลมนุษย์ เนื้อแท้ของมนุษย์ที่ถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม และบาปทั้งหมดของมนุษย์  พระเจ้าไม่ทรงพิพากษาความผิดหยุมหยิมและไม่มีนัยสำคัญของมนุษย์  พระราชกิจแห่งการพิพากษาคือตัวแทน และมิใช่ดำเนินการเพื่อบุคคลเฉพาะคนใดคนหนึ่งเป็นพิเศษ  ตรงกันข้าม มันคือพระราชกิจที่ผู้คนกลุ่มหนึ่งได้รับการพิพากษาเพื่อเป็นสิ่งแทนการพิพากษามวลมนุษย์ทั้งปวง  พระเจ้าในเนื้อหนังทรงใช้พระราชกิจของพระองค์เพื่อเป็นสิ่งแทนพระราชกิจแห่งมวลมนุษย์ทั้งหมดโดยการดำเนินพระราชกิจของพระองค์กับผู้คนกลุ่มหนึ่งโดยพระองค์เอง ซึ่งหลังจากนั้นมันจะค่อยๆ แผ่ออกไปทีละน้อย  นี่คือลักษณะของพระราชกิจแห่งการพิพากษาด้วยเช่นกัน  พระเจ้ามิได้ทรงพิพากษาบุคคลเฉพาะประเภทใดประเภทหนึ่งหรือผู้คนเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ทรงพิพากษาความไม่ชอบธรรมของมวลมนุษย์ทั้งหมดแทน—ตัวอย่างเช่น การต่อต้านพระเจ้าของมนุษย์ หรือการที่มนุษย์ขาดความยำเกรงต่อพระองค์ หรือการที่มนุษย์รบกวนพระราชกิจของพระเจ้า เป็นต้น  สิ่งที่ได้รับการพิพากษาคือเนื้อแท้แห่งการต่อต้านพระเจ้าของมวลมนุษย์ และพระราชกิจนี้คือพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยในยุคสุดท้าย  พระราชกิจและพระวจนะของพระเจ้าซึ่งประสูติเป็นมนุษย์ที่มนุษย์ได้เป็นประจักษ์พยานคือพระราชกิจแห่งการพิพากษาต่อหน้าพระบัลลังก์ใหญ่สีขาวในระหว่างยุคสุดท้าย ซึ่งมนุษย์ได้คิดฝันในระหว่างอดีตกาล  พระราชกิจที่พระเจ้าซึ่งประสูติเป็นมนุษย์กำลังทรงกระทำอยู่ปัจจุบันนี้คือการพิพากษาต่อหน้าพระบัลลังก์ใหญ่สีขาวอย่างแน่นอน  พระเจ้าซึ่งประสูติเป็นมนุษย์ในวันนี้คือพระเจ้าผู้ซึ่งทรงพิพากษามวลมนุษย์ทั้งหมดในระหว่างยุคสุดท้าย  เนื้อหนังนี้และพระราชกิจ พระวจนะ และพระอุปนิสัยของเนื้อหนังนี้คือความครบถ้วนบริบูรณ์ของพระองค์  ถึงแม้ว่าขอบเขตของพระราชกิจของเนื้อหนังนี้จะถูกจำกัด และมิได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับจักรวาลทั้งหมดทั้งมวล แต่เนื้อแท้ของพระราชกิจแห่งการพิพากษาคือการพิพากษามวลมนุษย์ทั้งหมดโดยตรง—มิใช่เพียงเพื่อประโยชน์ของประชากรที่ได้รับการเลือกสรรของประเทศจีน อีกทั้งมิใช่เพื่อประโยชน์ของผู้คนจำนวนน้อยกลุ่มหนึ่งเท่านั้น  ในระหว่างพระราชกิจของพระเจ้าในเนื้อหนังนี้ ถึงแม้ว่าขอบเขตของพระราชกิจนี้มิได้เกี่ยวข้องกับจักรวาลทั้งหมดทั้งมวล แต่มันเป็นสิ่งแทนพระราชกิจแห่งจักรวาลทั้งหมดทั้งมวล และหลังจากพระองค์ทรงสรุปปิดตัวพระราชกิจภายในขอบเขตของพระราชกิจแห่งเนื้อหนังของพระองค์ พระองค์จะทรงขยายพระราชกิจนี้ไปถึงจักรวาลทั้งหมดทั้งมวลโดยทันที ในหนทางเดียวกันกับที่ข่าวประเสริฐของพระเยซูได้ถูกเผยแผ่ไปตลอดทั่วทั้งจักรวาลหลังจากการคืนพระชนม์และการเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ของพระองค์  ไม่ว่ามันจะเป็นพระราชกิจของพระวิญญาณหรือพระราชกิจของเนื้อหนังหรือไม่ก็ตาม มันคือพระราชกิจที่ดำเนินการอยู่ภายในขอบเขตที่จำกัด แต่เป็นพระราชกิจซึ่งเป็นสิ่งแทนพระราชกิจทั้งหมดทั้งมวล  ในระหว่างยุคสุดท้ายนั้น พระเจ้าทรงปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์โดยทรงปรากฏในพระอัตลักษณ์ของการประสูติเป็นมนุษย์ของพระองค์ และพระเจ้าในเนื้อหนังคือพระเจ้าผู้ทรงพิพากษามนุษย์ต่อหน้าบัลลังก์ใหญ่สีขาว  ไม่ว่าพระองค์ทรงเป็นพระวิญญาณหรือเนื้อหนังหรือไม่ก็ตาม พระองค์ผู้ทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาก็ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงพิพากษามวลมนุษย์ในระหว่างยุคสุดท้าย  การนี้ถูกกำหนดโดยขึ้นอยู่กับพระราชกิจของพระองค์ และมันมิได้ถูกกำหนดไปตามการทรงปรากฏภายนอกของพระองค์หรือปัจจัยอื่นที่หลากหลาย  ถึงแม้มนุษย์จะเก็บงำมโนคติอันหลงผิดทั้งหลายเกี่ยวกับพระวจนะเหล่านี้ไว้  แต่ไม่มีสักคนที่สามารถปฏิเสธข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการพิพากษาและการพิชิตชัยมวลมนุษย์ทั้งปวงของพระเจ้าซึ่งประสูติเป็นมนุษย์ได้  ไม่ว่ามนุษย์จะคิดถึงมันอย่างไร แต่ในที่สุดแล้ว ข้อเท็จจริงทั้งหลายก็คือข้อเท็จจริง  ไม่มีสักคนที่สามารถกล่าวได้ว่า “พระราชกิจนั้นดำเนินการโดยพระเจ้า แต่เนื้อหนังนั้นไม่ใช่พระเจ้า”  การนี้เป็นเหตุผลวิบัติ เพราะพระราชกิจนี้ไม่มีใครสักคนสามารถกระทำได้เว้นแต่พระเจ้าในเนื้อหนัง

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามจำเป็นต้องมีความรอดจากพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์มากขึ้นทุกขณะ

พระราชกิจแห่งการพิชิตชัยในวันนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อทำให้เห็นได้ชัดเจนว่าบทอวสานของมนุษย์จะเป็นอะไร  เหตุใดจึงพูดกันว่าการตีสอนและการพิพากษาในวันนี้คือการตัดสินต่อหน้ามหาบัลลังก์ใหญ่สีขาวในยุคสุดท้าย?  เจ้ามองไม่เห็นการนี้หรือ?  เหตุใดพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยจึงเป็นพระราชกิจช่วงระยะสุดท้าย?  พระราชกิจนี้ไม่ใช่เพื่อสำแดงว่ามนุษย์แต่ละประเภทจะพบกับบทอวสานรูปแบบใดหรอกหรือ?  พระราชกิจนี้ไม่ใช่เพื่อให้ทุกคนได้รับการตีสอนและการพิพากษาในระหว่างช่วงเวลาที่พระราชกิจแห่งการพิชิตชัยดำเนินไป เพื่อแสดงให้พวกเขาเห็นตัวตนที่แท้จริงของพวกเขา แล้วจากนั้นก็ได้รับการจำแนกตามประเภทของพวกเขาหรือ?  แทนที่จะกล่าวว่านี่เป็นการพิชิตมวลมนุษย์ อาจจะเป็นการดีกว่าที่จะกล่าวว่านี่กำลังแสดงให้เห็นว่าบุคคลแต่ละประเภทจะมีบทอวสานแบบใด  นี่เป็นเรื่องของการพิพากษาบาปของผู้คน และจากนั้นจึงเปิดเผยประเภทต่างๆ ของผู้คน ดังนั้นจึงเป็นการตัดสินว่าพวกเขาชั่วร้ายหรือชอบธรรม  หลังจากพระราชกิจแห่งการพิชิตชัย พระราชกิจแห่งการประทานรางวัลสำหรับความดีและการลงโทษสำหรับความชั่วก็จะมาถึง  ผู้คนที่นบนอบโดยบริบูรณ์—ซึ่งหมายถึงผู้ที่ถูกพิชิตอย่างถ้วนทั่ว—จะได้รับการจัดให้อยู่ในขั้นตอนถัดไปในการเผยแพร่พระราชกิจของพระเจ้าไปยังทั่วทั้งจักรวาล ผู้ที่ไม่ถูกพิชิตจะถูกจัดให้อยู่ในความมืดและจะพบกับหายนะ  ด้วยเหตุนี้มนุษย์จึงจะได้รับการจำแนกตามประเภท ความชั่วถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มความชั่ว จะอยู่โดยไม่มีแสงอาทิตย์อีกเลย และผู้ชอบธรรมจะได้รับการจัดให้อยู่ในกลุ่มความดี ได้รับความสว่างและใช้ชีวิตอยู่ในความสว่างตลอดกาล

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เรื่องจริงเกี่ยวกับพระราชกิจแห่งการพิชิตชัย (1)

ยุคสุดท้ายคือตอนที่สรรพสิ่งจะได้รับการจำแนกไปตามประเภทผ่านการพิชิตชัย  การพิชิตชัยคือพระราชกิจของยุคสุดท้าย กล่าวคือ การพิพากษาบาปของแต่ละบุคคลคือพระราชกิจในยุคสุดท้าย  มิฉะนั้นแล้ว ผู้คนจะถูกจำแนกไปตามประเภทได้อย่างไร?  พระราชกิจแห่งการจำแนกตามแต่ละประเภทที่ทรงทำในหมู่พวกเจ้าคือจุดเริ่มต้นของพระราชกิจดังกล่าวในทั่วทั้งจักรวาล  หลังจากนี้ ผู้คนจากทุกดินแดนและผู้คนทั้งหมดจะต้องยอมรับพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยด้วยเช่นกัน  นี่หมายความว่าคนทุกคนในการทรงสร้างจะต้องถูกจำแนกไปตามประเภท และยอมสยบเบื้องหน้าบัลลังก์พิพากษาเพื่อรับการพิพากษา  ไม่มีผู้ใดและสิ่งใดสามารถหลีกหนีการทนทุกข์กับการตีสอนและการพิพากษานี้ได้ อีกทั้งไม่มีผู้ใดหรือสิ่งใดไม่ถูกจำแนกไปตามประเภท คนทุกคนจะถูกจำแนกเพราะจุดจบของสรรพสิ่งใกล้เข้ามาแล้ว สวรรค์และแผ่นดินโลกทั้งหมดได้มาถึงบทสรุปแล้ว  มนุษย์จะสามารถหลีกหนีจากวันที่การดำรงอยู่ของมนุษย์มาถึงบทอวสานได้อย่างไร?

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เรื่องจริงเกี่ยวกับพระราชกิจแห่งการพิชิตชัย (1)

เราเป็นผู้ปกครองราชอาณาจักร และยิ่งไปกว่านั้น เราปกครองทั่วทั้งจักรวาล เราเป็นทั้งกษัตริย์แห่งราชอาณาจักรและเป็นองค์ประมุขแห่งจักรวาล  นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป เราจะรวบรวมพวกที่ไม่ใช่ผู้ที่ได้รับการเลือกสรรทั้งหมดและจะเริ่มงานของเราท่ามกลางชาวต่างชาติ และเราจะประกาศกฎการปกครองของเราไปทั่วทั้งจักรวาล เพื่อให้เราสามารถเริ่มงานของเราในขั้นตอนต่อไปได้สำเร็จ  เราจะใช้การตีสอนเพื่อเผยแผ่งานของเราท่ามกลางชาวต่างชาติ กล่าวคือ เราจะใช้ “กำลัง” กับพวกที่เป็นชาวต่างชาติทั้งหมด  โดยธรรมชาติแล้ว งานนี้จะดำเนินการไปพร้อมกับงานของเราท่ามกลางบรรดาผู้ที่ได้รับการเลือกสรร  เมื่อคนของเราปกครองและมีอำนาจบนแผ่นดินโลก นั่นจะเป็นวันที่ผู้คนทั้งหมดบนแผ่นดินโลกถูกพิชิตด้วยเช่นกัน และยิ่งไปกว่านั้น นั่นจะเป็นเวลาที่เราหยุดพัก—และเมื่อนั้นเท่านั้น เราจึงจะปรากฏแก่บรรดาผู้ที่ถูกพิชิตแล้วทั้งหมด  เราปรากฏต่อราชอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ และซ่อนเร้นตัวเราจากแผ่นดินแห่งความโสมม  บรรดาผู้ที่ถูกพิชิตแล้วและมานบนอบอยู่เบื้องหน้าเราล้วนสามารถมองเห็นใบหน้าของเราด้วยตาตนเอง และสามารถได้ยินเสียงของเราด้วยหูตนเอง  นี่คือพรของบรรดาผู้ที่เกิดในระหว่างยุคสุดท้าย นี่คือพรที่เราได้กำหนดไว้ล่วงหน้า และไม่มีมนุษย์คนใดสามารถเปลี่ยนแปลงได้

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล บทที่ 29

ก่อนหน้า: 1. พวกเราเชื่อว่า การพิพากษาหน้ามหาพระบัลลังก์สีขาวอ้างถึง โต๊ะตัวใหญ่ที่พระเจ้าทรงตั้งขึ้นในสวรรค์ ซึ่งบุคคลแต่ละคนคุกเข่าอยู่บนพื้นเพื่อสารภาพบาปที่พวกเขาได้กระทำมาตลอดชีวิตของพวกเขา ซึ่งหลังจากนั้นพระเจ้าก็ทรงกำหนดพิจารณาว่าจะให้พวกเขาเข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์หรือลงไปสู่นรก  ในขณะเดียวกัน พวกคุณก็ให้คำพยานว่า พระเจ้าได้เสด็จมายังแผ่นดินโลกในเนื้อหนัง และว่าพระองค์กำลังทรงแสดงความจริงและกำลังทรงปฏิบัติพระราชกิจแห่งการพิพากษาของยุคสุดท้าย  ทำไมนี่จึงต่างไปจากความเข้าใจของพวกเราเอง?  การพิพากษาแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าทั้งหมดแล้วเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรกันแน่?

ถัดไป: 3. องค์พระเยซูเจ้าได้ตรัสตอนอยู่บนกางเขนว่า “สำเร็จแล้ว(ยอห์น 19:30) อันเป็นการพิสูจน์ว่า พระราชกิจแห่งการช่วยมวลมนุษย์ให้รอดของพระเจ้านั้นสำเร็จลุล่วงแล้วอย่างครบถ้วน  เนื่องจากพวกเราเชื่อในองค์พระเยซูเจ้า บาปของพวกเราจึงได้รับการยกโทษไปเรียบร้อยแล้ว และพวกเราได้รับความเป็นธรรมแล้วโดยความเชื่อของพวกเรา  เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมา พวกเราก็จะได้รับการยกขึ้นไปสู่อาณาจักรสวรรค์โดยตรง  เหตุใดพระเจ้ายังคงต้องทรงแสดงความจริงและปฏิบัติพระราชกิจแห่งการพิพากษาและการชำระมนุษย์ให้บริสุทธิ์อยู่เล่า?

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger