7. ผู้คนบางคนคิดว่าการที่เชื่อในพระเจ้าหมายถึงการหมายมั่นต่อการเข้าร่วมคริสตจักรในวันอาทิตย์ การทำการบริจาคและการใจบุญสุนทาน และเข้าร่วมกิจกรรมของคริสตจักรเป็นประจำ  พวกเขาเชื่อว่าพวกเขาสามารถได้รับการช่วยให้รอดโดยการทำสิ่งเหล่านี้  ทรรศนะทั้งหลายดังกล่าวเป็นไปในแนวเดียวกับน้ำพระทัยของพระเจ้าหรือไม่?

ข้อพระคัมภีร์สำหรับอ้างอิง

“ไม่ใช่ทุกคนที่เรียกเราว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้า’ จะได้เข้าในแผ่นดินสวรรค์ แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามพระทัยพระบิดาของเรา ผู้สถิตในสวรรค์จึงจะเข้าได้  เมื่อถึงวันนั้นจะมีคนจำนวนมากร้องแก่เราว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพระองค์ได้เผยพระวจนะในพระนามของพระองค์ และได้ขับผีออกในพระนามของพระองค์ และได้ทำการแห่งฤทธานุภาพมากมายในพระนามของพระองค์ไม่ใช่หรือ?’  เมื่อนั้นเราจะกล่าวแก่พวกเขาว่า ‘เราไม่เคยรู้จักพวกเจ้าเลย เจ้าผู้ทำความชั่ว จงไปเสียให้พ้นหน้าเรา’” (มัทธิว 7:21-23)

“การเข้าสู่แผ่นดินสวรรค์ต้องบากบั่น และผู้ที่พยายามย่อมจะฝ่าเข้าไปถึง” (มัทธิว 11:12)

“เราบอกความจริงกับท่านทั้งหลายว่า ถ้าพวกท่านไม่กลับใจและเป็นเหมือนเด็กเล็กๆ ก็จะเข้าในแผ่นดินสวรรค์ไม่ได้เลย” (มัทธิว 18:3)

พระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้อง

แม้ว่าผู้คนมากมายจะเชื่อในพระเจ้า แต่น้อยคนนักที่เข้าใจว่าอะไรคือความหมายของความเชื่อในพระเจ้า และพวกเขาต้องทำเช่นใดกันแน่จึงจะเป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระเจ้า  นี่เป็นเพราะแม้ว่าผู้คนจะคุ้นเคยกับคำว่า “พระเจ้า” และวลีทั้งหลาย อาทิ “พระราชกิจของพระเจ้า” แต่พวกเขาก็ไม่รู้จักพระเจ้า และพวกเขายิ่งรู้จักพระราชกิจของพระองค์น้อยกว่า  ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ทุกคนซึ่งไม่รู้จักพระเจ้าจะสับสนปนเปในการเชื่อของพวกเขาในพระองค์  ผู้คนไม่ถือการเชื่อในพระเจ้าเป็นเรื่องจริงจัง และทั้งหมดนี้ก็เป็นเพราะการเชื่อในพระเจ้าเป็นความไม่คุ้นเคยเกินไป แปลกเกินไปสำหรับพวกเขา  ในหนทางนี้พวกเขาจึงห่างไกลจากการไปถึงข้อเรียกร้องทั้งหลายของพระเจ้า  กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากผู้คนไม่รู้จักพระเจ้าและไม่รู้จักพระราชกิจของพระองค์ เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็ไม่เหมาะสำหรับการใช้งานโดยพระเจ้าและพวกเขายิ่งไม่สามารถสนองเจตนารมณ์ของพระองค์  “การเชื่อในพระเจ้า” หมายถึงการเชื่อว่ามีพระเจ้าอยู่องค์หนึ่ง นี่เป็นมโนทัศน์ที่เรียบง่ายที่สุดเกี่ยวกับการเชื่อในพระเจ้า  ยิ่งไปกว่านั้น การเชื่อว่ามีพระเจ้าอยู่องค์หนึ่งไม่เหมือนกับการเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง ตรงกันข้าม มันเป็นความเชื่อที่เรียบง่ายประเภทหนึ่งซึ่งมีนัยแฝงทางศาสนาที่รุนแรง  ความเชื่อแท้จริงในพระเจ้าหมายถึงสิ่งต่อไปนี้คือ บนพื้นฐานของความเชื่อที่ว่าพระเจ้าทรงครองอำนาจอธิปไตยเหนือทุกสรรพสิ่ง คนเรามีประสบการณ์กับพระวจนะของพระองค์และพระราชกิจของพระองค์ ทิ้งอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของคนเรา สนองเจตนารมณ์ของพระเจ้า และมารู้จักพระเจ้า  มีเพียงการเดินทางแบบนี้เท่านั้นที่อาจถูกเรียกว่า “ความเชื่อในพระเจ้า”  กระนั้นผู้คนมักเห็นว่าการเชื่อในพระเจ้าเป็นเรื่องเรียบง่ายและไร้สาระ  ผู้คนที่เชื่อในพระเจ้าในหนทางนี้ได้สูญเสียความหมายของความเชื่อในพระเจ้าไปแล้ว และแม้ว่าพวกเขาอาจจะยังเชื่อต่อไปจวบจนวาระสุดท้าย แต่พวกเขาจะไม่มีวันได้รับการเห็นชอบของพระเจ้า เพราะพวกเขาก้าวย่างไปบนเส้นทางที่ผิด  ณ วันนี้ ยังมีพวกที่เชื่อในพระเจ้าตามคำพูดและคำสอนที่กลวงเป็นโพรง  พวกเขาไม่รู้ว่าพวกเขาขาดแก่นแท้ของการเชื่อในพระเจ้า และพวกเขาไม่สามารถได้รับการเห็นชอบของพระเจ้า  พวกเขายังคงอธิษฐานต่อพระเจ้าเพื่อขอพรแห่งความปลอดภัยและพระคุณที่เพียงพอ  พวกเราจงมาหยุดนิ่ง สงบใจและถามตัวเองว่า เป็นไปได้หรือไม่ว่าการเชื่อในพระเจ้าเป็นสิ่งที่ง่ายที่สุดบนแผ่นดินโลกอย่างแท้จริง?  เป็นไปได้หรือไม่ที่การเชื่อในพระเจ้าไม่ได้มีความหมายอะไรมากไปกว่าการได้รับพระคุณมากมายจากพระเจ้า?  ผู้คนที่เชื่อในพระเจ้าโดยที่ไม่รู้จักพระองค์ หรือเชื่อในพระเจ้า แต่ยังคงต่อต้านพระองค์ จะสามารถสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้จริงหรือ?

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, คำนำ

บางคนมองเรื่องของการเชื่อในพระเจ้าอย่างเรียบง่ายมาก  พวกเขาคิดว่า “การเชื่อในพระเจ้าหมายถึงการเข้าร่วมชุมนุม อธิษฐาน ฟังคำเทศนา สามัคคีธรรม ขับร้องและสรรเสริญพระเจ้า และปฏิบัติหน้าที่บางอย่าง  นั่นคือทั้งหมดที่เกี่ยวกับการเชื่อในพระเจ้าไม่ใช่หรือ?”  ในเวลานี้ ไม่ว่าพวกเจ้าเชื่อในพระเจ้ามานานกี่ปีแล้วก็ตาม พวกเจ้าก็ยังคงไม่เข้าใจนัยสำคัญของความเชื่อในพระเจ้าอย่างครบถ้วน  แท้จริงแล้ว ความหมายของความเชื่อในพระเจ้านั้นลึกซึ้งยิ่งนัก หากประสบการณ์ของผู้คนตื้นเขินจนเกินไป พวกเขาย่อมจะไม่สามารถทำความเข้าใจในเรื่องนี้ได้  เมื่อพวกเขาได้รับประสบการณ์จนถึงปลายทาง อุปนิสัยของซาตานและพิษซาตานภายในตัวพวกเขาจะต้องถูกชำระให้บริสุทธิ์และได้รับการเปลี่ยนแปลง  ผู้คนต้องเตรียมตนเองให้พร้อมด้วยความจริง ทำได้ตามมาตรฐานที่พระเจ้าทรงกำหนดให้แก่ผู้คน และสามารถนบนอบพระเจ้าและนมัสการพระเจ้าได้อย่างแท้จริง  เมื่อนั้นเท่านั้น พวกเขาจึงบรรลุความรอดได้อย่างแท้จริง  หากเจ้ายังเป็นเหมือนที่เจ้าเคยเป็นเมื่อครั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของศาสนา เพียงท่องจำคำพูดและคำสอนบางส่วน เปล่งเสียงร้องคำขวัญบางคำ ปฏิบัติตนและมีพฤติกรรมที่ดีงามบางอย่าง รวมทั้งเว้นจากสิ่งที่เป็นบาปบางประการ—อย่างน้อยก็สิ่งที่เห็นได้ชัดเจน—สิ่งเหล่านี้ไม่ได้แสดงให้เห็นว่าเจ้าได้เข้าสู่ครรลองที่ถูกต้องของการเชื่อในพระเจ้าแล้ว  การทำตามข้อบังคับหมายถึงเจ้าอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้องหรือ?  นั่นหมายความว่าเจ้าตัดสินใจเลือกอย่างถูกต้องแล้วเช่นนั้นหรือ?  ถ้าสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในธรรมชาติของเจ้าไม่เปลี่ยนไป เช่นนั้นเจ้าก็ยังสามารถต้านทานพระเจ้าและล่วงเกินพระองค์ได้ในท้ายที่สุด  นี่คือปัญหาที่ใหญ่ที่สุด  หากเจ้าไม่แก้ปัญหาที่อยู่ในการเชื่อในพระเจ้าของตน เจ้าจะสามารถพูดได้หรือว่าได้รับความรอดอย่างแท้จริงแล้ว?  จริงๆ แล้วเราหมายถึงอะไร?  เราต้องการให้พวกเจ้าเข้าใจในหัวใจของพวกเจ้าว่าความเชื่อในพระเจ้าไม่สามารถแยกจากพระวจนะของพระองค์ได้ และไม่สามารถแยกจากพระเจ้าพระองค์เอง หรือแยกจากความจริง  เจ้าต้องเลือกเส้นทางที่ถูกต้องและทุ่มเทความพยายามให้กับความจริงและพระวจนะของพระเจ้า  เจ้าไม่อาจบรรลุความเข้าใจเพียงคร่าวๆ หรือแค่บางส่วนเท่านั้นได้  การหลอกตัวเองรังแต่จะทำร้ายเจ้า  ไม่มีประโยชน์ที่จะมีความเชื่อตามความคิดฝันของเจ้า  หากเจ้าเชื่อจนถึงปลายทาง และพระเจ้าไม่อยู่ในหัวใจของเจ้า หากเจ้าอ่านพระวจนะของพระองค์เพียงผ่านๆ ไปอย่างรวดเร็ว และไม่สามารถจดจำพระวจนะได้เลยหลังจากนั้น และหากในหัวใจของเจ้าไม่มีที่สำหรับพระเจ้า  เช่นนั้นเจ้าก็จบสิ้นแล้ว

—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, การเลือกเส้นทางที่ถูกต้องคือส่วนที่สำคัญที่สุดของการเชื่อในพระเจ้า

นัยสำคัญสูงสุดในความเชื่อของผู้คนคืออะไร?  กล่าวโดยง่ายก็คือ ก็เพื่อให้ได้รับการช่วยให้รอด  แล้วนัยสำคัญของความรอดคืออะไร?  เราต้องการให้พวกเจ้าทุกคนใคร่ครวญเรื่องนี้และบอกเราว่าที่จริงแล้วการถูกช่วยให้รอดมีความหมายว่าอย่างไร  (การถูกช่วยให้รอดหมายถึงการที่พวกเราสามารถหลุดพ้นจากอิทธิพลมืดของซาตาน หันเข้าหาพระเจ้าโดยสมบูรณ์ และอยู่รอดในท้ายที่สุด)  (ผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ภายใต้อำนาจของซาตานสมควรตาย แต่ผู้คนที่ได้รับการช่วยให้รอดจากการมีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าจะไม่ตาย)  พวกเจ้าทุกคนเข้าใจและสามารถอธิบายเรื่องนี้ได้ในระดับคำสอน แต่พวกเจ้าไม่รู้ว่าที่จริงแล้วการถูกช่วยให้รอดหมายความว่าอย่างไร  การถูกช่วยให้รอดทำให้อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าถูกทิ้งไปใช่หรือไม่?  การถูกช่วยให้รอดหมายถึงการไม่โกหก การเป็นคนซื่อสัตย์และเลิกกบฏต่อพระเจ้าใช่หรือไม่?  หลังจากถูกช่วยให้รอดแล้วผู้คนเป็นอย่างไร?  กล่าวโดยง่ายคือ การถูกช่วยให้รอดหมายความว่าเจ้าจะสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปและเจ้าได้รับการฟื้นคืนชีวิตกลับมา  ครั้งหนึ่งเจ้ากำลังใช้ชีวิตอยู่ในบาปและมุ่งหน้าสู่ความตาย—เจ้าคือคนที่ตายไปแล้วในสายพระเนตรของพระเจ้า  การพูดเช่นนี้มีสิ่งใดเป็นพื้นฐานเล่า?  ก่อนที่ผู้คนจะได้บรรลุความรอด พวกเขาดำรงชีวิตภายใต้อำนาจของใครหรือ?  (ภายใต้อำนาจของซาตาน)  และผู้คนพึ่งพาสิ่งใดหรือในการดำรงชีวิตภายใต้อำนาจของซาตาน?  พวกเขาพึ่งพาธรรมชาติเยี่ยงซาตานและอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขาในการดำรงชีวิต  เช่นนั้นแล้ว ตัวตนทั้งหมดของพวกเขา—เนื้อหนังของพวกเขา และด้านอื่นๆ ทั้งหมด อาทิ วิญญาณของพวกเขาและความคิดทั้งหลายของพวกเขา—จะเป็นหรือตาย?  จากมุมมองของพระเจ้า พวกเขาตายแล้ว พวกเขาคือซากศพที่เดินได้  จากภายนอกผิวเผิน เจ้าดูเหมือนว่ากำลังหายใจและกำลังคิด แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้ากำลังคิดอยู่เนืองนิตย์คือความชั่ว คือการต่อต้านพระเจ้าและกบฏต่อพระเจ้า ความคิดทั้งหมดของเจ้าเป็นของสิ่งทั้งหลายที่พระเจ้าทรงรังเกียจ ทรงเกลียดชัง และทรงกล่าวโทษ  ในสายพระเนตรของพระเจ้า สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดไม่เพียงแค่มีธรรมชาติของเนื้อหนังเท่านั้น แต่ทั้งหมดนั้นมีธรรมชาติของซาตานและพวกมาร  ดังนั้นแล้ว ในสายพระเนตรของพระเจ้านั้นมวลมนุษย์ผู้เสื่อมทรามเป็นมนุษย์อยู่อีกหรือไม่?  ไม่ พวกเขาคือสัตว์ร้าย  คือพวกมารและซาตาน พวกเขาคือซาตานที่มีชีวิต!  ผู้คนล้วนใช้ชีวิตด้วยธรรมชาติและอุปนิสัยของซาตาน และตามที่พระเจ้าทรงเห็นนั้น พวกเขาก็คือซาตานที่มีชีวิตซึ่งสวมใส่เนื้อหนังของมนุษย์ เป็นมารที่ห่อหุ้มด้วยผิวหนังของมนุษย์  พระเจ้าทรงบรรยายลักษณะของผู้คนเช่นนั้นว่าเป็นซากศพเดินได้ เป็นคนที่ตายแล้ว  ขณะนี้พระเจ้ากำลังทรงพระราชกิจแห่งความรอด ซึ่งหมายความว่าพระองค์จะทรงเปลี่ยนซากศพที่เดินได้ซึ่งใช้ชีวิตตามอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของซาตานและแก่นแท้อันเสื่อมทรามของมัน—พวกคนที่ตายแล้ว—ให้กลับมาเป็นคนที่มีชีวิต  นั่นคือนัยสำคัญของการถูกช่วยให้รอด  คนเราเชื่อในพระเจ้าเพื่อจะได้ถูกช่วยให้รอด—แล้วการถูกช่วยให้รอดคืออะไร?  เมื่อคนเราได้รับความรอดของพระเจ้า พวกเขาก็คือคนตายที่กลับมามีชีวิต  ที่ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยมีธรรมชาติของซาตาน ถูกกำหนดให้ตาย แต่ตอนนี้พวกเขาได้กลับมามีชีวิตในฐานะผู้คนที่เป็นของพระเจ้า  หากผู้คนสามารถนบนอบพระเจ้า รู้จักพระองค์ และโค้งคำนับนมัสการพระองค์เมื่อพวกเขาติดตามและเชื่อในพระเจ้าได้ หากในหัวใจของพวกเขาไม่มีความรู้สึกคัดค้านและความเป็นกบฏต่อพระเจ้าอีกต่อไป และจะไม่ต้านทานหรือทำร้ายพระองค์อีก อีกทั้งสามารถนบนอบต่อพระองค์ได้อย่างแท้จริง เช่นนั้นแล้วในสายพระเนตรของพระเจ้า พวกเขาก็เป็นคนที่มีชีวิตโดยแท้จริง  คนที่เพียงแต่ยอมรับพระเจ้าด้วยคำพูดเป็นคนที่มีชีวิตหรือไม่?  (ไม่ใช่)  เช่นนั้นแล้วคนที่มีชีวิตคือคนประเภทใดเล่า?  ความเป็นจริงของคนที่มีชีวิตคืออะไร?  คนที่มีชีวิตพึงต้องมีสิ่งใด?  จงบอกความคิดเห็นของพวกเจ้าแก่เรา  (คนที่มีชีวิตคือคนที่สามารถยอมรับความจริงได้  เมื่อทัศนะทางอุดมการณ์และทัศนะเกี่ยวกับสิ่งทั้งหลายของผู้คนเปลี่ยนแปลงไปและสอดคล้องกับพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาก็คือคนที่มีชีวิต)  (คนที่มีชีวิตคือบรรดาผู้ที่เข้าใจความจริงและสามารถปฏิบัติความจริงได้)  (คนที่ยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วเช่นเดียวกับโยบคือคนที่มีชีวิต)  (ผู้คนที่รู้จักพระเจ้า สามารถใช้ชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้า และสามารถใช้ชีวิตตามความเป็นจริงความจริงได้—คนเหล่านั้นคือคนที่มีชีวิต)  พวกเจ้าทุกคนได้พูดถึงการสำแดงชนิดหนึ่ง  อย่างน้อยใครบางคนก็ต้องสามารถเอาใจใส่พระวจนะของพระเจ้า และสามารถกล่าวคำพูดที่มีมโนธรรมและสำนึกได้ อีกทั้งพวกเขาต้องคิดคำนึงและแยกแยะ สามารถเข้าใจความจริงและปฏิบัติความจริงได้ สามารถนบนอบต่อพระเจ้าและนมัสการพระองค์ได้  คนเหล่านี้จึงจะได้รับการช่วยให้รอดและกลายเป็นคนที่มีชีวิตในท้ายที่สุด  นั่นคือความหมายของคนมีชีวิตที่แท้จริง  คนที่มีชีวิตมักจะคิดเรื่องอะไรและทำสิ่งใด?  พวกเขาสามารถทำในสิ่งที่คนปกติควรทำได้อยู่บ้าง  โดยหลักแล้วพวกเขาปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ดี และพวกเขาก็ยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วในสิ่งที่พวกเขาคิดและเผยออกมา ในสิ่งที่พวกเขาพูดและทำเป็นกิจวัตร  นั่นคือธรรมชาติของสิ่งที่พวกเขามักจะคิดและทำ  พูดให้ตรงขึ้นอีกเล็กน้อยก็คือ อย่างน้อยสิ่งที่พวกเขาพูดและทำโดยมากก็สอดคล้องกับความจริง  นี่ไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าทรงกล่าวโทษหรือเป็นสิ่งที่พระองค์ทรงรังเกียจเดียดฉันท์ ทว่าเป็นสิ่งที่พระองค์ทรงยอมรับและเห็นชอบ  นี่คือสิ่งที่คนที่มีชีวิตทำ และเป็นสิ่งที่พวกเขาควรจะทำ

—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ด้วยการนบนอบที่แท้จริงเท่านั้น คนเราจึงจะสามารถมีความไว้วางใจจริงได้

ชีวิตฝ่ายวิญญาณที่ปกติไม่ได้จำกัดแค่การปฏิบัติสิ่งทั้งหลาย อย่างเช่นการอธิษฐาน การร้องเพลงสรรเสริญ การมีส่วนร่วมในชีวิตของคริสตจักร และการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้น  แต่ยังเกี่ยวพันถึงการใช้ชีวิตฝ่ายวิญญาณที่สดใหม่และสว่างไสวด้วย  สิ่งที่สำคัญไม่ใช่ว่าเจ้าปฏิบัติอย่างไร แต่เป็นดอกผลที่มาจากการปฏิบัติของเจ้า  ผู้คนส่วนใหญ่เชื่อว่าชีวิตฝ่ายวิญญาณที่ปกติจำเป็นต้องเกี่ยวพันกับการอธิษฐาน การร้องเพลงสรรเสริญ การกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า หรือการไตร่ตรองเกี่ยวกับพระวจนะของพระองค์ ไม่ว่าการปฏิบัติเช่นนั้นจริงๆ แล้วจะมีผลลัพธ์ใดๆ หรือนำไปสู่ความเข้าใจที่แท้จริงหรือไม่ก็ตาม  ผู้คนเหล่านี้มุ่งเน้นที่การปฏิบัติตามขั้นตอนที่ผิวเผิน โดยไม่มีความคิดใดๆ ถึงผลลัพธ์ของพวกมัน พวกเขาคือผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในพิธีกรรมของศาสนา ไม่ใช่ผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ภายในคริสตจักร และนับประสาอะไรที่พวกเขาจะเป็นประชากรของราชอาณาจักร  การอธิษฐาน การร้องเพลงสรรเสริญ และการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าของพวกเขาทั้งหมดเป็นเพียงการยึดมั่นในข้อบังคับรูปแบบหนึ่งที่ทำไปเพราะความจำต้องทำและเพื่อให้ตามสมัยนิยมได้ทัน ไม่ใช่ทำเพราะความเต็มใจหรือทำจากหัวใจ  ไม่ว่าผู้คนเหล่านี้จะอธิษฐานหรือร้องเพลงมากเพียงใดก็ตาม ความพยายามของพวกเขาจะไม่ผลิดอกออกผล เพราะสิ่งที่พวกเขาปฏิบัติเป็นเพียงข้อบังคับและพิธีกรรมของศาสนา พวกเขาไม่ได้ปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้าจริงๆ  พวกเขามุ่งเน้นแค่การเอะอะโวยวายว่าพวกเขาปฏิบัติอย่างไรเท่านั้น และพวกเขาปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าเหมือนเป็นข้อบังคับที่ต้องปฏิบัติตาม  ผู้คนเช่นนั้นไม่ได้กำลังนำพระวจนะของพระเจ้ามาปฏิบัติ พวกเขาเพียงกำลังสนองความต้องการของเนื้อหนัง และปฏิบัติเพื่อให้คนอื่นมองเห็น  ข้อบังคับและพิธีกรรมทางศาสนาเหล่านี้ต่างมีต้นกำเนิดจากมนุษย์ และสิ่งเหล่านี้ไม่ได้มาจากพระเจ้า  พระเจ้าไม่ทรงปฏิบัติตามข้อบังคับ อีกทั้งพระองค์ยังไม่ต้องทรงอยู่ภายใต้กฎหมายใดๆ  แต่พระองค์ทรงกระทำสิ่งใหม่ๆ ทุกวัน และสำเร็จลุล่วงพระราชกิจภาคปฏิบัติ  เช่นเดียวกับผู้คนในคริสตจักรแห่งหลักการพึ่งตนเองสามด้านที่จำกัดตัวเองแค่การปฏิบัติ เช่น การเข้าร่วมนมัสการตอนเช้าทุกวัน การถวายคำอธิษฐานตอนเย็นและการอธิษฐานขอบคุณก่อนมื้ออาหาร และการขอบคุณในทุกสรรพสิ่ง—ไม่ว่าพวกเขาจะปฏิบัติมากเพียงใดและไม่ว่าพวกเขาจะปฏิบัติยาวนานเพียงใดก็ตาม พวกเขาจะไม่มีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์  เมื่อผู้คนใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางข้อบังคับและมีหัวใจที่ยึดติดกับวิธีการปฏิบัติ พระวิญญาณบริสุทธิ์จะไม่สามารถปฏิบัติพระราชกิจได้ เพราะหัวใจของพวกเขาถูกข้อบังคับและมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์จับจองอยู่  ดังนั้น พระเจ้าจึงทรงไร้ความสามารถที่จะเข้ามาแทรกแซงและปฏิบัติพระราชกิจกับพวกเขาได้ และพวกเขาสามารถใช้ชีวิตต่อไปได้โดยอยู่ภายใต้การควบคุมของกฎหมายเท่านั้น  ผู้คนเช่นนั้นไม่สามารถรับคำสรรเสริญจากพระเจ้าได้ตลอดกาล

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เกี่ยวกับชีวิตฝ่ายวิญญาณที่ปกติ

เนื่องจากเจ้าเชื่อในพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าจำต้องกินและดื่มพระวจนะของพระองค์ ได้รับประสบการณ์กับพระวจนะของพระองค์ และใช้ชีวิตตามพระวจนะของพระองค์  การนี้เท่านั้นที่จะสามารถเรียกได้ว่าการเชื่อในพระเจ้า!  หากเจ้ากล่าวว่าเจ้าเชื่อในพระเจ้าด้วยปากของเจ้า และกระนั้นก็ยังไร้ความสามารถที่จะนำพระวจนะใดๆ ของพระองค์ไปปฏิบัติหรือสร้างความเป็นจริงใดๆ  นี่ก็ไม่ได้เรียกว่าการเชื่อในพระเจ้า  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น มันกลับเป็น “การแสวงหาการกินขนมปังให้อิ่มท้อง”  การพูดถึงแต่คำพยานที่ไม่สลักสำคัญ สิ่งไร้ประโยชน์ทั้งหลาย และเรื่องฉาบฉวยต่างๆ โดยที่ไม่ได้ครอบครองความเป็นจริงแม้เพียงเล็กน้อย สิ่งต่างๆ เหล่านี้ไม่ได้ประกอบขึ้นเป็นการเชื่อในพระเจ้า และเจ้าก็แค่ยังไม่จับความเข้าใจการเชื่อในพระเจ้าอย่างถูกวิธีเลย  เหตุใดเจ้าจึงต้องกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้?  หากเจ้าไม่กินและดื่มพระวจนะของพระองค์แต่กลับแสวงหาที่จะขึ้นสู่สวรรค์เท่านั้น นั่นใช่การเชื่อในพระเจ้าหรือไม่?  อะไรคือขั้นตอนแรกที่ผู้เชื่อในพระเจ้าควรดำเนินการ?  พระเจ้าทรงทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อมโดยเส้นทางใด?  เจ้าจะสามารถได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยปราศจากการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าได้หรือไม่?  เจ้าสามารถได้รับการพิจารณาว่าเป็นบุคคลของราชอาณาจักรโดยปราศจากพระวจนะของพระเจ้าที่จะใช้เป็นความเป็นจริงของเจ้าได้หรือไม่?  การเชื่อในพระเจ้า แท้จริงแล้วหมายถึงอะไรกันแน่?  อย่างน้อยที่สุด ผู้เชื่อในพระเจ้าควรมีความประพฤติดีภายนอก ที่สำคัญที่สุดก็คือมีการครอบครองพระวจนะของพระเจ้า  ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เจ้าไม่มีทางหันหนีจากพระวจนะของพระองค์ได้  การรู้จักพระเจ้าและการสนองเจตนารมณ์ของพระองค์ล้วนแล้วแต่สัมฤทธิ์ได้โดยผ่านพระวจนะของพระองค์  ในอนาคตนั้น ทุกๆ ชนชาติ นิกาย ศาสนา และภาคส่วนจะถูกพิชิตผ่านพระวจนะของพระเจ้า  พระเจ้าจะตรัสโดยตรง และผู้คนทั้งหมดจะกุมพระวจนะของพระเจ้าไว้ในมือของตน และด้วยวิถีทางนี้ มนุษยชาติจะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม  พระวจนะของพระเจ้าแผ่ซ่านแทรกซึมไปทั่วทั้งภายในและภายนอก มนุษยชาติจะกล่าวพระวจนะของพระเจ้าด้วยปากของพวกเขา ปฏิบัติโดยสอดคล้องกับพระวจนะของพระเจ้า และเก็บรักษาพระวจนะของพระเจ้าไว้ภายใน ยังคงอาบแช่อยู่ในพระวจนะของพระเจ้าทั้งภายในและภายนอก  ด้วยเหตุนี้เอง มนุษย์จึงจะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม  พวกที่สนองเจตนารมณ์ของพระเจ้าและสามารถเป็นพยานต่อพระองค์ได้ เหล่านี้คือผู้คนที่มีพระวจนะของพระเจ้าเป็นความเป็นจริงของตน

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ยุคราชอาณาจักรคือยุคพระวจนะ

อะไรคือการเชื่อแท้จริงในพระเจ้าในวันนี้?  นั่นคือการยอมรับพระวจนะของพระเจ้าว่าเป็นความเป็นจริงชีวิตของเจ้าและการรู้จักพระเจ้าจากพระวจนะของพระองค์เพื่อที่จะสัมฤทธิ์ในความรักที่แท้จริงสำหรับพระองค์  กล่าวให้ชัดเจนก็คือ การเชื่อในพระเจ้าเป็นไปเพื่อที่เจ้าอาจนบนอบพระเจ้า รักพระเจ้า และลุล่วงหน้าที่ซึ่งควรได้รับการลุล่วงโดยสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง  นี่คือจุดมุ่งหมายของการเชื่อในพระเจ้า  เจ้าจะต้องสัมฤทธิ์ในความรู้หนึ่งเกี่ยวกับความน่ารักน่าชื่นชมของพระเจ้า เกี่ยวกับการที่พระเจ้าทรงคู่ควรเพียงใดต่อความเคารพ เกี่ยวกับวิธีที่พระเจ้าทรงพระราชกิจแห่งความรอดในบรรดาสิ่งมีชีวิตทรงสร้างของพระองค์และการทำให้พวกเขามีความเพียบพร้อม—เหล่านี้คือสาระจำเป็นอันประจักษ์แจ้งของการเชื่อของเจ้าในพระเจ้า  การเชื่อในพระเจ้าโดยหลักแล้วเป็นการสลับเปลี่ยนจากชีวิตหนึ่งของเนื้อหนังไปสู่ชีวิตหนึ่งของการรักพระเจ้า จากการใช้ชีวิตภายในความเสื่อมทรามไปสู่การใช้ชีวิตภายในชีวิตของพระวจนะของพระเจ้า  นั่นคือการออกมาจากภายใต้อำนาจของซาตานและการใช้ชีวิตอยู่ภายใต้การดูแลเอาพระทัยใส่และการคุ้มครองปกป้องของพระเจ้า นั่นคือการที่สามารถจะสัมฤทธิ์ความนบนอบต่อพระเจ้าและความไม่นบนอบต่อเนื้อหนัง นั่นคือการยอมให้พระเจ้าทรงได้รับหมดทั้งหัวใจของเจ้า ยอมให้พระเจ้าทรงทำให้เจ้ามีความเพียบพร้อม และปลดปล่อยตัวเจ้าเองเป็นอิสระจากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตาน  การเชื่อในพระเจ้าโดยหลักแล้วเป็นไปเพื่อที่มหาฤทธานุภาพและพระสิริของพระเจ้าอาจได้รับการสำแดงในตัวเจ้า เพื่อที่เจ้าอาจติดตามน้ำพระทัยของพระเจ้า และทำให้แผนของพระเจ้าสำเร็จลุล่วง และสามารถเป็นคำพยานต่อพระเจ้าได้ต่อหน้าซาตาน  การเชื่อในพระเจ้าไม่ควรวนเวียนอยู่กับความอยากที่จะได้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ อีกทั้งไม่ควรเป็นไปเพื่อประโยชน์ของเนื้อหนังส่วนตัวของเจ้า  นั่นควรเป็นเรื่องเกี่ยวกับการไล่ตามเสาะหาการรู้จักพระเจ้า และการสามารถนบนอบพระเจ้า และ เช่นเดียวกับเปโตร การนบนอบพระองค์จนกระทั่งคนเราถึงแก่ความตาย  เหล่านี้คือจุดมุ่งหมายหลักของการเชื่อในพระเจ้า  พวกเจ้ากินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าเพื่อที่จะรู้จักพระเจ้าและทำให้พระองค์พึงพอพระทัย  การกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าช่วยให้เจ้ามีความรู้มากขึ้นเกี่ยวกับพระเจ้า เพียงหลังจากนั้นแล้วเท่านั้นเจ้าจึงจะสามารถนบนอบพระองค์ได้  ด้วยความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าเท่านั้น เจ้าจึงสามารถรักพระองค์ได้ และนี่คือเป้าหมายที่มนุษย์ควรมีในการเชื่อของเขาในพระเจ้า  ในการเชื่อของเจ้าในพระเจ้า หากเจ้ากำลังพยายามที่จะได้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์อยู่เสมอ เช่นนั้นแล้วทัศนคติของการเชื่อนี้ในพระเจ้าก็ย่อมผิด  การเชื่อในพระเจ้าโดยหลักแล้วคือการยอมรับพระวจนะของพระเจ้าว่าเป็นความเป็นจริงชีวิต  จุดมุ่งหมายของพระเจ้านั้นบรรลุได้ด้วยการนำพระวจนะของพระเจ้าจากพระโอษฐ์ของพระองค์ไปฝึกฝนปฏิบัติและยึดถือพระวจนะไว้ภายในตัวเจ้าเท่านั้น  ในการเชื่อในพระเจ้า มนุษย์ควรเพียรพยายามให้ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า เพื่อสามารถนบนอบพระเจ้า และเพื่อความนบนอบอันครบบริบูรณ์ต่อพระเจ้า  หากเจ้าสามารถนบนอบพระเจ้าได้โดยปราศจากคำพร่ำบ่น คำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า สัมฤทธิ์วุฒิภาวะของเปโตร และมีลีลาแบบเปโตรตามที่พระเจ้าได้ตรัสถึง เช่นนั้นแล้วนั่นย่อมจะเป็นเวลาที่เจ้าได้สัมฤทธิ์ความสำเร็จในการเชื่อในพระเจ้าแล้ว และนั่นจะมีนัยสำคัญว่าเจ้าได้รับการทรงรับไว้โดยพระเจ้าแล้ว

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ทุกสิ่งสัมฤทธิ์ได้ด้วยพระวจนะของพระเจ้า

เจ้าต้องรู้ว่าเราพึงปรารถนาผู้คนประเภทใด พวกที่ไม่บริสุทธิ์ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าสู่ราชอาณาจักร พวกที่ไม่บริสุทธิ์ไม่ได้รับอนุญาตให้มาทำผืนดินศักดิ์สิทธิ์มัวหมอง  แม้ว่าเจ้าอาจได้ทำงานมากมายแล้ว และได้ทำงานมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว ในที่สุดหากเจ้ายังคงโสมมอย่างน่าสังเวช เช่นนั้นแล้วการที่เจ้าปรารถนาที่จะเข้าสู่ราชอาณาจักรของเราก็เป็นเรื่องที่ธรรมบัญญัติแห่งสวรรค์ไม่อาจทนยอมรับได้!  ตั้งแต่การแรกสร้างโลกจนกระทั่งวันนี้ เราไม่เคยเสนอช่องทางอันง่ายต่อการเข้าสู่ราชอาณาจักรของเราให้แก่พวกที่ประจบเรา  นี่คือกฎเกณฑ์แห่งสวรรค์ และไม่มีใครสามารถทำลายสิ่งนั้นได้!  เจ้าต้องแสวงหาชีวิต  วันนี้ บรรดาผู้ที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมคือคนประเภทเดียวกันกับเปโตร นั่นคือ พวกเขาคือบรรดาผู้ที่แสวงหาการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในอุปนิสัยของพวกเขาเอง เต็มใจที่จะเป็นคำพยานให้พระเจ้า และลุล่วงหน้าที่ของพวกเขาในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง  มีเพียงผู้คนเช่นนี้เท่านั้นที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม  หากเจ้าเพียงมุ่งหวังบำเหน็จรางวัล และไม่พยายามที่จะเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของชีวิตของเจ้าเอง เช่นนั้นแล้วความพยายามของเจ้าทั้งหมดก็จะสูญเปล่า—นี่คือความจริงที่มิอาจปรับเปลี่ยนได้!

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ความสำเร็จหรือความล้มเหลวขึ้นอยู่กับเส้นทางที่มนุษย์เดิน

ก่อนหน้า: 6. ฉันเชื่อว่า มีพระเจ้าอยู่ แต่ฉันยังอายุน้อย ฉันจำเป็นต้องทำงานเพื่อครอบครัวและอาชีพการงานของฉัน และยังมีอีกมากนักที่ฉันต้องการทำ  ฉันจะยังคงได้รับการช่วยให้รอดหรือไม่ หากฉันรอจนกระทั่งฉันแก่ชราและมีเวลาที่จะเชื่อในพระเจ้า?

ถัดไป: 1. พวกคุณพูดว่าในช่วงระหว่างยุคสุดท้าย พระเจ้าทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาซึ่งเริ่มจากพระนิเวศของพระเจ้า โดยจำแนกชั้นแต่ละคนไปตามประเภท และประทานบำเหน็จแก่คนดีและลงโทษคนชั่ว  ดังนั้นแล้ว ผู้คนประเภทใดหรือที่พระเจ้าทรงช่วยให้รอด และประเภทใดหรือที่พระองค์ทรงกำจัดทิ้ง?

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger