5. เป็นการดีที่เชื่อในพระเจ้า แต่ฉันคิดว่าทุกศาสนาสอนผู้คนให้เป็นผู้คนที่ดี  ไม่สำคัญว่าผู้คนเชื่อในศาสนาใด ตราบเท่าที่พวกเขาจริงใจและไม่กระทำชั่ว พวกเขาจะได้รับการช่วยให้รอดโดยพระเจ้าอย่างแน่นอนใช่หรือไม่?

พระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้อง

ตอนนี้พวกเจ้ามีความรู้และความซาบซึ้งใดบ้างเกี่ยวกับมโนทัศน์ของความเชื่อในพระเจ้า?  สิ่งเหล่านั้นแตกต่างจากความเข้าใจในเรื่องของความเชื่อในพระเจ้าที่พวกเจ้ามีภายในศาสนาอย่างไร?  ณ ขณะนี้ พวกเจ้าเข้าใจอย่างแท้จริงหรือไม่ว่าการเชื่อในศาสนาและความเชื่อในพระเจ้าโดยแท้จริงแล้วคืออะไร?  การเชื่อในศาสนาและความเชื่อในพระเจ้ามีความแตกต่างกันหรือไม่?  ความแตกต่างอยู่ที่ใด?  พวกเจ้าไปถึงก้นบึ้งของคำถามเหล่านี้แล้วหรือยัง?  ผู้เชื่อในศาสนาตามปกติคือบุคคลประเภทใด?  พวกเขามุ่งความสนใจไปที่สิ่งใด?  การเชื่อในศาสนาควรได้รับคำนิยามว่าอย่างไร?  การเชื่อในศาสนาเป็นการยอมรับว่ามีพระเจ้า และผู้เชื่อในศาสนาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมบางประการของพวกเขา กล่าวคือพวกเขาไม่ตีผู้คนหรือสบถใส่ผู้คน ไม่ทำสิ่งไม่ดีที่ทำร้ายผู้คน และไม่ก่ออาชญากรรมต่างๆ หรือฝ่าฝืนกฎหมาย  ในวันอาทิตย์พวกเขาก็ไปที่คริสตจักร  คนเหล่านี้คือผู้เชื่อในศาสนา  นี่หมายความว่าการประพฤติตนให้ดีและเข้าร่วมการชุมนุมบ่อยๆ เป็นการพิสูจน์ว่าใครบางคนเชื่อในศาสนา  เมื่อใครบางคนเชื่อในศาสนา พวกเขายอมรับว่ามีพระเจ้า และพวกเขาคิดว่าการเชื่อในพระเจ้าคือการเป็นคนดี ตราบใดที่พวกเขาไม่ทำบาปหรือไม่ทำสิ่งที่ไม่ดี พวกเขาก็จะได้ไปสวรรค์เมื่อพวกเขาตายและจะมีจุดจบที่ดี  ความเชื่อของพวกเขาให้การค้ำชูในระดับวิญญาณแก่พวกเขา  เช่นนั้นแล้ว ก็สามารถให้คำนิยามการเชื่อในศาสนาได้เช่นกันดังต่อไปนี้ การเชื่อในศาสนาคือการยอมรับ ในหัวใจของคนเรา ว่ามีพระเจ้า การเชื่อว่าพวกเขาจะสามารถไปสวรรค์ได้เมื่อพวกเขาตาย การมีเสาหลักฝ่ายวิญญาณในหัวใจของพวกเขา การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเล็กน้อย และการเป็นคนดี  ทั้งหมดมีเพียงเท่านี้  ส่วนเรื่องที่ว่าพระเจ้าที่พวกเขาเชื่อนั้นมีอยู่จริงหรือไม่ พระองค์ทรงแสดงความจริงได้หรือไม่ พระองค์ทรงขออะไรจากพวกเขา—พวกเขาไม่รู้  พวกเขาอนุมานและจินตนาการทั้งหมดนี้ตามหลักคำสอนในพระคัมภีร์  นี่คือการเชื่อในศาสนา  โดยพื้นฐานแล้วการเชื่อในศาสนาคือการไล่ตามเสาะหาการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมและสิ่งค้ำจุนทางฝ่ายวิญญาณ  แต่เส้นทางที่ผู้คนเช่นนี้เดิน—ซึ่งก็คือเส้นทางของการไล่ตามเสาะหาพร—ไม่ได้เปลี่ยนแปลง  ทัศนะที่ผิด มโนคติอันหลงผิด และความคิดฝันที่พวกเขามีเกี่ยวกับความเชื่อในพระเจ้านั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป  รากฐานของการดำรงอยู่ของพวกเขา เป้าหมายและทิศทางที่พวกเขาไล่ตามเสาะหาในชีวิตของตนนั้นตั้งอยู่บนแนวคิดและความเห็นของวัฒนธรรมดั้งเดิม และไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลย  นี่คือสภาวะของทุกคนที่เชื่อในศาสนา  ดังนั้นความเชื่อในพระเจ้าคืออะไร?  คำนิยามที่พระเจ้าทรงมีต่อความเชื่อในพระเจ้าคืออะไร?  (การเชื่อในอธิปไตยของพระเจ้า)  คือการเชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้า และอธิปไตยของพระองค์—นั่นคือส่วนที่สำคัญที่สุด  การเชื่อในพระเจ้าคือการเอาใจใส่พระวจนะของพระเจ้า ดำรงอยู่ มีชีวิต ปฏิบัติหน้าที่ของตน และเข้าร่วมกิจกรรมทั้งมวลแห่งความเป็นมนุษย์ที่ปกติตามที่พระวจนะของพระเจ้าพึงประสงค์  ความหมายโดยนัยก็คือการเชื่อในพระเจ้าคือการติดตามพระเจ้า ทำสิ่งที่พระเจ้าทรงขอ ใช้ชีวิตตามที่พระองค์ทรงขอ การเชื่อในพระเจ้าคือการติดตามหนทางของพระเจ้า  เป้าหมายและทิศทางแห่งชีวิตของผู้คนที่เชื่อในพระเจ้ามิได้แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากเป้าหมายและทิศทางแห่งชีวิตของผู้คนที่เชื่อในศาสนาหรอกหรือ?  ความเชื่อในพระเจ้าเกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง?  ความเชื่อในพระเจ้าเกี่ยวข้องกับการที่ผู้คนสามารถฟังพระวจนะของพระเจ้าได้หรือไม่ ยอมรับความจริงได้หรือไม่ ทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามได้หรือไม่ ละทิ้งทุกสิ่งเพื่อติดตามพระเจ้าได้หรือไม่ และอุทิศตนต่อหน้าที่ของตนได้หรือไม่  สิ่งเหล่านี้มีความสัมพันธ์โดยตรงกับการที่พวกเขาจะได้รับการช่วยให้รอดได้หรือไม่  ตอนนี้เจ้ารู้คำนิยามของความเชื่อในพระเจ้าแล้ว เช่นนั้นแล้วควรปฏิบัติความเชื่อในพระเจ้าอย่างไร?  พระเจ้าพึงประสงค์สิ่งใดจากผู้เชื่อในพระองค์?  (ให้พวกเขาเป็นผู้คนที่ซื่อสัตย์ และให้พวกเขาไล่ตามเสาะหาความจริง การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัย และความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า)  พระเจ้าทรงมีข้อพึงประสงค์ใดบ้างสำหรับพฤติกรรมภายนอกของผู้คน?  (พระองค์พึงประสงค์ให้ผู้คนเปี่ยมศรัทธา ไม่เสเพล และให้พวกเขาใช้ชีวิตตามความเป็นมนุษย์ที่ปกติ)  ผู้คนควรมีมารยาทพื้นฐานของธรรมิกชนและใช้ชีวิตตามความเป็นมนุษย์ที่ปกติ  เช่นนั้นแล้วคนเราต้องมีสิ่งใดเพื่อที่จะมีความเป็นมนุษย์ที่ปกติ?  เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความจริงหลายประการที่คนเราต้องปฏิบัติในฐานะผู้เชื่อคนหนึ่ง  เมื่อมีความเป็นจริงความจริงทั้งหมดนี้เท่านั้นที่คนเราจะมีความเป็นมนุษย์ที่ปกติ  ใครบางคนเชื่อในพระเจ้าหรือไม่หากพวกเขาไม่ปฏิบัติความจริง?  การไม่ปฏิบัติความจริงจะทำให้เกิดผลที่ตามมาอย่างไร?  เพื่อที่จะบรรลุความรอด นบนอบพระเจ้า และนมัสการพระองค์ ผู้คนควรเชื่อในพระเจ้าอย่างไรหรือ?  สิ่งเหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้าและการปฏิบัติความจริงหลายประการ  ดังนั้นคนเราต้องเชื่อในพระเจ้าตามพระวจนะของพระเจ้าและข้อพึงประสงค์ของพระองค์ และพวกเขาต้องปฏิบัติตามข้อพึงประสงค์ของพระองค์ การนี้เท่านั้นคือความเชื่อในพระเจ้าที่แท้จริง  การนี้จะไปสู่รากเหง้าของเรื่อง  การปฏิบัติตามความจริง การทำตามพระวจนะของพระเจ้า และการใช้ชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้า นี่เป็นหนทางที่ถูกต้องในชีวิตของมนุษย์ ความเชื่อในพระเจ้าเกี่ยวข้องกับเส้นทางในชีวิตของมนุษย์  ความเชื่อในพระเจ้าเกี่ยวข้องกับความจริงหลายประการมาก และผู้ติดตามพระเจ้าต้องเข้าใจความจริงเหล่านี้  หากพวกเขาไม่เข้าใจและไม่ยอมรับความจริง พวกเขาจะสามารถติดตามพระเจ้าได้อย่างไร?  ผู้คนที่เชื่อในศาสนามิได้ทำอะไรมากกว่าการยอมรับว่ามีพระเจ้าและวางใจว่ามีพระเจ้า—แต่พวกเขาไม่เข้าใจความจริงเหล่านี้ และพวกเขาก็ไม่ยอมรับความจริงเหล่านี้ ดังนั้นผู้คนที่เชื่อในศาสนาจึงไม่ใช่ผู้ติดตามพระเจ้า  ในการเชื่อในศาสนาเพียงแค่ประพฤติตนภายนอกให้ดี ยับยั้งชั่งใจและปฏิบัติตามข้อบังคับ และมีการค้ำชูฝ่ายวิญญาณ ก็ถือว่าดีแล้ว  หากคนเราประพฤติตนให้ดีและมีเสาหลักและการค้ำชูสำหรับวิญญาณของตน เส้นทางในชีวิตของพวกเขาจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่?  (ไม่เปลี่ยนแปลง)  บางคนกล่าวว่าการเชื่อในศาสนาและความเชื่อในพระเจ้าเป็นสิ่งเดียวกัน  เช่นนั้นแล้วผู้คนเหล่านั้นติดตามพระเจ้าหรือไม่?  พวกเขาเชื่อในพระเจ้าตามข้อพึงประสงค์ของพระองค์หรือไม่?  พวกเขายอมรับความจริงแล้วหรือยัง?  หากใครบางคนไม่ทำสิ่งเหล่านี้เลย เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็ไม่ใช่ผู้เชื่อในพระเจ้าหรือผู้ติดตามพระองค์  หนทางที่เห็นได้ชัดที่สุดว่าการเชื่อในศาสนาสำแดงออกมาในตัวใครบางคนก็คือ การไม่ยอมรับพระราชกิจในปัจจุบันของพระเจ้าและความจริงที่พระองค์ทรงแสดง  นี่คือคุณลักษณะที่เป็นลักษณะเฉพาะของผู้เชื่อในศาสนา พวกเขาไม่ใช่ผู้ติดตามพระเจ้าเลย  การเชื่อในศาสนาเป็นเพียงการไล่ตามไขว่คว้าการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและการค้ำชูฝ่ายวิญญาณเท่านั้น การนี้ไม่เกี่ยวข้องกับความจริงใดๆ  ดังนั้นผู้เชื่อในศาสนาจะไม่ถูกเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของพวกเขา และพวกเขาก็จะไม่ปฏิบัติความจริงหรือไม่สามารถฟังพระวจนะของพระเจ้าและนบนอบพระองค์ได้  เรื่องนี้ตัดสินว่าพวกเขาจะไม่มีความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้าเช่นกัน  เมื่อบุคคลหนึ่งเชื่อในศาสนา ไม่ว่าพฤติกรรมของพวกเขาจะดีเพียงใด ไม่ว่าการยอมรับพระเจ้าของพวกเขาจะมั่นคงเพียงใด และไม่ว่าทฤษฎีเรื่องความเชื่อในพระองค์ของพวกเขาจะสูงส่งเพียงใด พวกเขาก็ไม่ใช่ผู้ติดตามพระเจ้า  เช่นนั้นแล้วพวกเขาติดตามใคร?  ผู้ที่พวกเขาติดตามยังคงเป็นซาตาน  อะไรคือพื้นฐานของสิ่งที่พวกเขาใช้ชีวิตตาม ไล่ตามเสาะหา โหยหา และปฏิบัติ?  การดำรงอยู่ของพวกเขาขึ้นอยู่กับอะไร?  แน่นอนว่าไม่ใช่ความจริงในพระวจนะของพระเจ้า  พวกเขายังคงใช้ชีวิตตามอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของซาตาน พลางประพฤติปฏิบัติตนและดำรงชีวิตทางโลกตามตรรกะและปรัชญาของซาตาน  ทุกสิ่งที่พวกเขาพูดเป็นคำโกหก ไม่มีความจริงแม้แต่น้อย  อุปนิสัยเยี่ยงซาตานของพวกเขาไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด และผู้ที่พวกเขาติดตามก็ยังคงเป็นซาตาน  ทัศนะที่พวกเขามีต่อชีวิต ค่านิยม วิธีการดำเนินชีวิตทางโลก และหลักธรรมในการประพฤติปฏิบัติล้วนเป็นการเผยให้เห็นธรรมชาติของซาตาน  มีเพียงพฤติกรรมภายนอกของพวกเขาที่เปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย แต่เส้นทางชีวิต หนทางในการดำรงอยู่ และมุมมองต่อสิ่งทั้งหลายของพวกเขานั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลย  หากใครบางคนเป็นผู้เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง สิ่งใดอาจเปลี่ยนแปลงในตัวพวกเขาในช่วงเวลาสองสามปีข้างหน้า?  (ทัศนะที่พวกเขามีต่อชีวิตและค่านิยมจะเปลี่ยนแปลงไป)  รากฐานที่แท้จริงของการดำรงอยู่ของบุคคลนั้นจะเปลี่ยนแปลงไป  หากรากฐานของการดำรงอยู่ของพวกเขาเปลี่ยนแปลงไป ชีวิตของพวกเขาจะอยู่บนพื้นฐานใด?  (ชีวิตของพวกเขาจะอยู่บนพื้นฐานของพระวจนะของพระเจ้าและความจริง)  ดังนั้นตอนนี้พวกเจ้ากำลังใช้ชีวิตที่สอดคล้องกับพระวจนะของพระเจ้าในคำพูดและการกระทำของพวกเจ้าทุกวันหรือไม่?  อย่างเช่น เจ้าไม่โกหกอีกต่อไปแล้ว นั่นเป็นเพราะเหตุใด?  อะไรคือพื้นฐานของเจ้าสำหรับการนั้น?  (ข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าที่ว่าคนเราควรเป็นคนที่ซื่อสัตย์)  เมื่อเจ้าเลิกพูดโกหกและไม่มีส่วนร่วมในการหลอกลวง นั่นอยู่บนพื้นฐานของพระวจนะของพระเจ้า ข้อพึงประสงค์ให้เป็นคนที่ซื่อสัตย์ และความจริง  และเช่นนั้นแล้วเส้นทางที่เจ้ากำลังเดินอยู่ในชีวิตนั้นเป็นเส้นทางที่แตกต่างออกไปมิใช่หรือ?

—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, การเชื่อในศาสนาหรือการเข้าร่วมศาสนพิธีไม่สามารถช่วยคนเราให้รอด

แม้ว่าผู้คนมากมายจะเชื่อในพระเจ้า แต่น้อยคนนักที่เข้าใจว่าอะไรคือความหมายของความเชื่อในพระเจ้า และพวกเขาต้องทำเช่นใดกันแน่จึงจะเป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระเจ้า  นี่เป็นเพราะแม้ว่าผู้คนจะคุ้นเคยกับคำว่า “พระเจ้า” และวลีทั้งหลาย อาทิ “พระราชกิจของพระเจ้า” แต่พวกเขาก็ไม่รู้จักพระเจ้า และพวกเขายิ่งรู้จักพระราชกิจของพระองค์น้อยกว่า  ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ทุกคนซึ่งไม่รู้จักพระเจ้าจะสับสนปนเปในการเชื่อของพวกเขาในพระองค์  ผู้คนไม่ถือการเชื่อในพระเจ้าเป็นเรื่องจริงจัง และทั้งหมดนี้ก็เป็นเพราะการเชื่อในพระเจ้าเป็นความไม่คุ้นเคยเกินไป แปลกเกินไปสำหรับพวกเขา  ในหนทางนี้พวกเขาจึงห่างไกลจากการไปถึงข้อเรียกร้องทั้งหลายของพระเจ้า  กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากผู้คนไม่รู้จักพระเจ้าและไม่รู้จักพระราชกิจของพระองค์ เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็ไม่เหมาะสำหรับการใช้งานโดยพระเจ้าและพวกเขายิ่งไม่สามารถสนองเจตนารมณ์ของพระองค์  “การเชื่อในพระเจ้า” หมายถึงการเชื่อว่ามีพระเจ้าอยู่องค์หนึ่ง นี่เป็นมโนทัศน์ที่เรียบง่ายที่สุดเกี่ยวกับการเชื่อในพระเจ้า  ยิ่งไปกว่านั้น การเชื่อว่ามีพระเจ้าอยู่องค์หนึ่งไม่เหมือนกับการเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง ตรงกันข้าม มันเป็นความเชื่อที่เรียบง่ายประเภทหนึ่งซึ่งมีนัยแฝงทางศาสนาที่รุนแรง  ความเชื่อแท้จริงในพระเจ้าหมายถึงสิ่งต่อไปนี้คือ บนพื้นฐานของความเชื่อที่ว่าพระเจ้าทรงครองอำนาจอธิปไตยเหนือทุกสรรพสิ่ง คนเรามีประสบการณ์กับพระวจนะของพระองค์และพระราชกิจของพระองค์ ทิ้งอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของคนเรา สนองเจตนารมณ์ของพระเจ้า และมารู้จักพระเจ้า  มีเพียงการเดินทางแบบนี้เท่านั้นที่อาจถูกเรียกว่า “ความเชื่อในพระเจ้า”  กระนั้นผู้คนมักเห็นว่าการเชื่อในพระเจ้าเป็นเรื่องเรียบง่ายและไร้สาระ  ผู้คนที่เชื่อในพระเจ้าในหนทางนี้ได้สูญเสียความหมายของความเชื่อในพระเจ้าไปแล้ว และแม้ว่าพวกเขาอาจจะยังเชื่อต่อไปจวบจนวาระสุดท้าย แต่พวกเขาจะไม่มีวันได้รับการเห็นชอบของพระเจ้า เพราะพวกเขาก้าวย่างไปบนเส้นทางที่ผิด  ณ วันนี้ ยังมีพวกที่เชื่อในพระเจ้าตามคำพูดและคำสอนที่กลวงเป็นโพรง  พวกเขาไม่รู้ว่าพวกเขาขาดแก่นแท้ของการเชื่อในพระเจ้า และพวกเขาไม่สามารถได้รับการเห็นชอบของพระเจ้า  พวกเขายังคงอธิษฐานต่อพระเจ้าเพื่อขอพรแห่งความปลอดภัยและพระคุณที่เพียงพอ  พวกเราจงมาหยุดนิ่ง สงบใจและถามตัวเองว่า เป็นไปได้หรือไม่ว่าการเชื่อในพระเจ้าเป็นสิ่งที่ง่ายที่สุดบนแผ่นดินโลกอย่างแท้จริง?  เป็นไปได้หรือไม่ที่การเชื่อในพระเจ้าไม่ได้มีความหมายอะไรมากไปกว่าการได้รับพระคุณมากมายจากพระเจ้า?  ผู้คนที่เชื่อในพระเจ้าโดยที่ไม่รู้จักพระองค์ หรือเชื่อในพระเจ้า แต่ยังคงต่อต้านพระองค์ จะสามารถสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้จริงหรือ?

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, คำนำ

บางคนมองเรื่องของการเชื่อในพระเจ้าอย่างเรียบง่ายมาก  พวกเขาคิดว่า “การเชื่อในพระเจ้าหมายถึงการเข้าร่วมชุมนุม อธิษฐาน ฟังคำเทศนา สามัคคีธรรม ขับร้องและสรรเสริญพระเจ้า และปฏิบัติหน้าที่บางอย่าง  นั่นคือทั้งหมดที่เกี่ยวกับการเชื่อในพระเจ้าไม่ใช่หรือ?”  ในเวลานี้ ไม่ว่าพวกเจ้าเชื่อในพระเจ้ามานานกี่ปีแล้วก็ตาม พวกเจ้าก็ยังคงไม่เข้าใจนัยสำคัญของความเชื่อในพระเจ้าอย่างครบถ้วน  แท้จริงแล้ว ความหมายของความเชื่อในพระเจ้านั้นลึกซึ้งยิ่งนัก หากประสบการณ์ของผู้คนตื้นเขินจนเกินไป พวกเขาย่อมจะไม่สามารถทำความเข้าใจในเรื่องนี้ได้  เมื่อพวกเขาได้รับประสบการณ์จนถึงปลายทาง อุปนิสัยของซาตานและพิษซาตานภายในตัวพวกเขาจะต้องถูกชำระให้บริสุทธิ์และได้รับการเปลี่ยนแปลง  ผู้คนต้องเตรียมตนเองให้พร้อมด้วยความจริง ทำได้ตามมาตรฐานที่พระเจ้าทรงกำหนดให้แก่ผู้คน และสามารถนบนอบพระเจ้าและนมัสการพระเจ้าได้อย่างแท้จริง  เมื่อนั้นเท่านั้น พวกเขาจึงบรรลุความรอดได้อย่างแท้จริง  หากเจ้ายังเป็นเหมือนที่เจ้าเคยเป็นเมื่อครั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของศาสนา เพียงท่องจำคำพูดและคำสอนบางส่วน เปล่งเสียงร้องคำขวัญบางคำ ปฏิบัติตนและมีพฤติกรรมที่ดีงามบางอย่าง รวมทั้งเว้นจากสิ่งที่เป็นบาปบางประการ—อย่างน้อยก็สิ่งที่เห็นได้ชัดเจน—สิ่งเหล่านี้ไม่ได้แสดงให้เห็นว่าเจ้าได้เข้าสู่ครรลองที่ถูกต้องของการเชื่อในพระเจ้าแล้ว  การทำตามข้อบังคับหมายถึงเจ้าอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้องหรือ?  นั่นหมายความว่าเจ้าตัดสินใจเลือกอย่างถูกต้องแล้วเช่นนั้นหรือ?  ถ้าสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในธรรมชาติของเจ้าไม่เปลี่ยนไป เช่นนั้นเจ้าก็ยังสามารถต้านทานพระเจ้าและล่วงเกินพระองค์ได้ในท้ายที่สุด  นี่คือปัญหาที่ใหญ่ที่สุด  หากเจ้าไม่แก้ปัญหาที่อยู่ในการเชื่อในพระเจ้าของตน เจ้าจะสามารถพูดได้หรือว่าได้รับความรอดอย่างแท้จริงแล้ว?

—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, การเลือกเส้นทางที่ถูกต้องคือส่วนที่สำคัญที่สุดของการเชื่อในพระเจ้า

การเปลี่ยนแปลงเพียงแค่ในพฤติกรรมนั้นไม่มีความยั่งยืน หากไม่มีการปรับเปลี่ยนอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของผู้คน ไม่ช้าก็เร็ว พวกเขาก็จะแสดงตัวตนที่แท้จริงออกมา  นี่เป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมทั้งหลายซึ่งเกิดจากความกะตือรือร้น และเมื่อเข้าคู่กับพระราชกิจบางอย่างของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในเวลานั้น จึงกลายเป็นง่ายอย่างยิ่งที่พวกเขาจะเกิดความมุ่งมั่น หรือมีความตั้งใจที่ดีเป็นช่วงเวลาสั้นๆ  ในขณะที่พวกผู้ไม่มีความเชื่อพูดกันว่า “การทำความดีอย่างหนึ่งนั้นง่าย สิ่งที่ยากก็คือการทำความดีไปตลอดชีวิต”  เพราะเหตุใดผู้คนจึงไม่สามารถทำความดีไปตลอดชีวิตของตนได้?  เพราะโดยธรรมชาติแล้ว ผู้คนย่อมเลว เห็นแก่ตัว และเสื่อมทราม  พฤติกรรมของคนเราถูกชี้นำโดยธรรมชาติของตน ไม่ว่าธรรมชาติของคนเราเป็นเช่นไร พฤติกรรมที่คนเราเปิดเผยออกมาก็เป็นเช่นนั้น และมีเพียงสิ่งที่ถูกเปิดเผยออกมาตามธรรมชาติเท่านั้นที่แสดงถึงธรรมชาติของคนเรา  สิ่งทั้งหลายซึ่งจอมปลอมไม่สามารถอยู่ได้ยืนยาว  เมื่อพระเจ้าทรงพระราชกิจเพื่อช่วยมนุษย์ให้รอด นั่นไม่ใช่การประดับประดามนุษย์ด้วยพฤติกรรมที่ดีงาม—จุดประสงค์ของพระราชกิจของพระเจ้านั้นเป็นไปเพื่อแปลงสภาพอุปนิสัยของผู้คน เพื่อที่จะทำให้พวกเขาเกิดใหม่ไปเป็นคนใหม่  การพิพากษา การตีสอน บททดสอบ และกระบวนการถลุงมนุษย์ของพระเจ้าล้วนแล้วแต่ทำหน้าที่เปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของเขา เพื่อให้เขาสัมฤทธิ์การนบนอบและการจงรักภักดีต่อพระเจ้าโดยบริบูรณ์ และมานมัสการพระองค์อย่างเป็นปกติ  นี่คือจุดมุ่งหมายของพระราชกิจของพระเจ้า  การมีพฤติกรรมดีมิได้มีความหมายเดียวกับการนบนอบต่อพระเจ้า นับประสาอะไรที่นั่นจะมีความหมายเท่ากับการเข้ากันได้กับพระคริสต์  การเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในพฤติกรรมนั้นมีพื้นฐานอยู่บนคำสอน และเกิดมาจากความรู้สึกเร่าร้อน การเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นมิได้มีพื้นฐานอยู่บนความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า หรืออยู่บนความจริง นับประสาอะไรที่การเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นขึ้นอยู่กับการทรงนำจากพระวิญญาณบริสุทธิ์  แม้ว่ามีหลายคราที่บางสิ่งที่ผู้คนทำนั้นได้รับความรู้แจ้งหรือการทรงนำจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ แต่นี่ก็มิใช่การเปิดเผยชีวิตของพวกเขา  พวกเขายังไม่ได้เข้าสู่ความเป็นจริงความจริงทั้งหลาย และอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของพวกเขาก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด  ไม่ว่าพฤติกรรมของบุคคลหนึ่งจะดีงามเพียงใด ก็ไม่ได้พิสูจน์ว่าพวกเขานบนอบพระเจ้า หรือพิสูจน์ว่าพวกเขานำความจริงไปปฏิบัติ  การเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมทั้งหลายไม่ใช่ตัวแทนของการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตและไม่สามารถนับได้ว่าเป็นการเปิดเผยของชีวิต

—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม

มีศาสนาที่สำคัญมากมายในโลก และแต่ละศาสนาก็มีประมุข หรือผู้นำของตัวเอง  และบรรดาผู้ติดตามก็กระจายไปทั่วประเทศและภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก เกือบจะทุกประเทศ ไม่ว่าใหญ่หรือเล็ก มีศาสนาต่างๆ อยู่ภายในประเทศ  อย่างไรก็ตามโดยไม่คำนึงถึงว่าจะมีกี่ศาสนาทั่วโลก ในท้ายที่สุดผู้คนทั้งปวงภายในจักรวาลก็จะดำรงอยู่ภายใต้การทรงนำของพระเจ้าองค์เดียว ไม่ใช่ภายใต้การนำของหัวหน้าหรือผู้นำของศาสนา  กล่าวคือมวลมนุษย์ไม่ถูกนำโดยหัวหน้าหรือผู้นำทางศาสนาคนใดคนหนึ่ง ตรงกันข้ามมวลมนุษย์ทั้งปวงได้รับการทรงนำทางโดยพระผู้สร้าง ผู้ที่ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก และทุกสรรพสิ่ง และผู้ที่ทรงสร้างมวลมนุษย์อีกด้วย—นี่คือข้อเท็จจริง  แม้ว่าโลกจะมีศาสนาที่สำคัญอยู่มาก แต่ไม่ว่าจะยิ่งใหญ่เพียงใด ศาสนาเหล่านี้ก็ล้วนดำรงอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระผู้สร้าง และไม่มีศาสนาใดสามารถอยู่นอกวงเขตแห่งอำนาจครอบครองนี้  การพัฒนาของมวลมนุษย์ การแทนที่สังคมเก่า การพัฒนาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ—แต่ละเรื่องไม่สามารถแยกออกจากการจัดการเตรียมการของพระผู้สร้างได้ และพระราชกิจนี้ไม่ใช่บางสิ่งบางอย่างที่หัวหน้าทางศาสนาใดสามารถทำได้  หัวหน้าทางศาสนาเป็นเพียงผู้นำของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง และไม่สามารถเป็นตัวแทนของพระเจ้าได้ อีกทั้งพวกเขาก็ไม่สามารถเป็นตัวแทนขององค์หนึ่งเดียว ผู้ที่ได้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกและทุกสรรพสิ่งได้  หัวหน้าทางศาสนาสามารถนำทางพวกเขาทั้งหมดภายในศาสนาทั้งปวงได้ แต่พวกเขาไม่สามารถบังคับบัญชาสิ่งมีชีวิตทรงสร้างทั้งหมดใต้ฟ้าสวรรค์ได้—นี่คือข้อเท็จจริงที่เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป  ประมุขของศาสนาเป็นเพียงผู้นำ และไม่สามารถยืนเทียบพระเจ้า (พระผู้สร้าง) ได้  ทุกสรรพสิ่งอยู่ในพระหัตถ์ของพระผู้สร้าง และในบทอวสานทุกสรรพสิ่งก็จะกลับสู่พระหัตถ์ของพระผู้สร้าง  มวลมนุษย์ถูกพระเจ้าสร้างขึ้น และไม่ว่าจะศาสนาใด ทุกคนจะกลับมาอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระเจ้า—การนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้  พระเจ้าเท่านั้นทรงสูงส่งที่สุดท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง และผู้ปกครองสูงสุดท่ามกลางสิ่งมีชีวิตทรงสร้างทั้งหมดต้องกลับมาอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระองค์เช่นกัน  ไม่ว่าสถานะของมนุษย์คนหนึ่งจะสูงส่งเพียงใด มนุษย์คนนั้นก็ไม่สามารถพามวลมนุษย์ไปสู่บั้นปลายที่เหมาะสมได้ และไม่มีใครสามารถจัดสรรสรรพสิ่งตามประเภทของมันได้  พระยาห์เวห์พระองค์เองทรงสร้างมวลมนุษย์และทรงจัดสรรแต่ละคนไปตามประเภทของตน และเมื่อวาระสิ้นสุดมาถึง พระองค์ก็จะยังคงทรงพระราชกิจของพระองค์เองด้วยพระองค์เอง โดยจัดสรรสรรพสิ่งไปตามประเภทของมัน—พระราชกิจนี้ไม่มีผู้ใดสามารถทำได้ นอกจากพระเจ้า  พระราชกิจทั้งสามช่วงระยะที่ทรงดำเนินการตั้งแต่ปฐมกาลจนถึงวันนี้ล้วนดำเนินการโดยพระเจ้าพระองค์เอง และดำเนินการโดยพระเจ้าองค์เดียว  ข้อเท็จจริงของพระราชกิจทั้งสามช่วงระยะคือข้อเท็จจริงของการที่พระเจ้าทรงเป็นผู้นำของมวลมนุษย์ เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้  ณ บทอวสานของพระราชกิจทั้งสามช่วงระยะ ทุกสรรพสิ่งจะถูกจำแนกโดยสอดคล้องกับประเภท และกลับสู่ภายใต้อำนาจปกครองของพระเจ้า เพราะทั่วทั้งจักรวาลมีพระเจ้าองค์เดียวองค์นี้เท่านั้นทรงดำรงอยู่ และไม่มีศาสนาอื่นใด  ผู้ที่ไม่สามารถสร้างโลกได้จะไม่สามารถนำโลกไปสู่บทอวสานได้ ในขณะที่พระองค์ผู้ทรงสร้างโลกจะสามารถนำไปสู่บทอวสานได้อย่างแน่นอน  ดังนั้นหากคนเราไร้ความสามารถที่จะนำยุคสู่บทอวสานได้ และมีความสามารถที่จะช่วยมนุษย์บ่มเพาะตนเองและถลุงคุณลักษณะของเขาได้เท่านั้น เช่นนั้นแล้วเขาก็จะไม่ใช่พระเจ้าอย่างแน่นอน และจะไม่ใช่องค์พระผู้เป็นเจ้าของมวลมนุษย์อย่างแน่นอน  เขาจะไม่สามารถทำงานที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ได้ มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่สามารถทำงานเช่นนี้ได้ และทั้งหมดที่ไร้ความสามารถที่จะทำงานนี้ได้คือศัตรูและไม่ใช่พระเจ้าอย่างแน่นอน  ตราบเท่าที่มันเป็นศาสนาชั่ว มันก็เข้ากันไม่ได้กับพระเจ้า และสิ่งที่เข้ากันไม่ได้กับพระเจ้าก็คือศัตรูของพระเจ้า  พระราชกิจทั้งหมดกระทำโดยพระเจ้าเที่ยงแท้หนึ่งเดียวองค์นี้ และทั่วทั้งจักรวาลได้รับการบัญชาโดยพระเจ้าหนึ่งเดียวองค์นี้  โดยไม่คำนึงถึงว่านั่นเป็นพระราชกิจของพระองค์ในประเทศอิสราเอลหรือในประเทศจีน โดยไม่คำนึงถึงว่าพระราชกิจดำเนินการโดยพระวิญญาณหรือโดยเนื้อหนัง ทั้งหมดก็กระทำโดยพระเจ้าพระองค์เอง และไม่สามารถทำได้โดยผู้อื่นใด  เป็นเพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของมวลมนุษย์ทั้งปวงอย่างแน่นอน พระองค์จึงทรงพระราชกิจโดยอิสระ ปราศจากการเหนี่ยวรั้งโดยสภาพเงื่อนไขใดๆ  นี่คือนิมิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนิมิตทั้งหมด

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การรู้จักพระราชกิจของพระเจ้าทั้งสามช่วงระยะคือเส้นทางสู่การรู้จักพระเจ้า

ก่อนหน้า: 4. หากพวกเราไม่เชื่อในพระเจ้า และเพียงแค่มีคุณธรรม โดยการทำความดีและไม่กระทำความชั่ว พวกเราจะได้รับการช่วยให้รอดโดยพระเจ้าหรือไม่?

ถัดไป: 6. ฉันเชื่อว่า มีพระเจ้าอยู่ แต่ฉันยังอายุน้อย ฉันจำเป็นต้องทำงานเพื่อครอบครัวและอาชีพการงานของฉัน และยังมีอีกมากนักที่ฉันต้องการทำ  ฉันจะยังคงได้รับการช่วยให้รอดหรือไม่ หากฉันรอจนกระทั่งฉันแก่ชราและมีเวลาที่จะเชื่อในพระเจ้า?

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger