3. ชีวิตของผู้คนนั้นจบลงภายในแสงวาบวูบเดียว ภายในไม่กี่สิบปี  เมื่อมองย้อนไป พวกเขารวบรวมความทรงจำเกี่ยวกับชีวิตพวกเขา กล่าวคือ การไปโรงเรียน การทำงาน การแต่งงาน การมีบุตรหลาน การรอคอยความตาย ทั้งชีวิตของพวกเขาใช้หมดไปกับการสาละวนเร่งร้อนธุระยุ่งเพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของครอบครัว เงินตรา สถานะ โชควาสนา และชื่อเสียงเกียรติยศ ปราศจากการชี้นำที่แท้จริงและวัตถุประสงค์ทั้งหลายแห่งการดำรงอยู่ของมนุษย์ และไม่มีความสามารถที่จะค้นหาคุณค่าหรือความหมายอันใดในการมีชีวิต  ดังนั้นผู้คนจึงดำรงชีวิตอยู่รุ่นแล้วรุ่นเล่าในหนทางอันเจ็บปวดและว่างเปล่านี้  ทำไมชีวิตของผู้คนจึงเจ็บปวดและว่างเปล่ายิ่งนัก?  และความเจ็บปวดและความว่างเปล่าแห่งการดำรงอยู่ของมนุษย์สามารถแก้ไขได้อย่างไร?

พระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้อง

ผู้คนต้องเข้าใจว่าความเจ็บปวดจากการเกิด แก่ เจ็บ และตายตลอดชีวิตของตนนั้นมาจากไหน และเหตุใดมนุษย์จึงทนทุกข์กับสิ่งเหล่านี้  เมื่อแรกสร้างมนุษย์ขึ้นมานั้น มีสิ่งเหล่านี้อยู่หรือไม่?  ความเจ็บปวดเหล่านี้มาจากไหน?  ความเจ็บปวดเหล่านี้เกิดขึ้นหลังจากที่มนุษย์ถูกซาตานทดลองและหลังจากที่มนุษย์ตกต่ำลงเมื่อถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม  ความเจ็บปวด ความเดือดร้อน และความว่างเปล่าทางเนื้อหนังของมนุษย์ รวมทั้งสิ่งเลวร้ายทั้งปวงในโลกของมนุษย์—ล้วนมีขึ้นหลังจากที่ซาตานทำให้มนุษย์เสื่อมทรามทั้งสิ้น  หลังจากที่มนุษย์ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามแล้ว ซาตานก็เริ่มทรมานมนุษย์ ดังนั้นมนุษย์จึงตกต่ำลงไปอีก ความเจ็บไข้ได้ป่วยของเขายิ่งหนักหนาสาหัสกว่าเคย ความเจ็บปวดของเขาก็รุนแรงขึ้น เขาจึงยิ่งรู้สึกมากขึ้นว่าโลกว่างเปล่าและทุกข์ตรม และเป็นไปไม่ได้ที่จะเอาชีวิตรอดในโลกนี้ และการดำรงชีวิตในโลกนี้ก็สิ้นหวังลงทุกที  ดังนั้นความเจ็บปวดทั้งมวลนี้จึงเกิดแก่มนุษย์เพราะซาตาน และเพราะความตกต่ำของมนุษย์ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่ซาตานทำให้มนุษย์เสื่อมทราม

—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, นัยสำคัญแห่งการที่พระเจ้าทรงรับรสชาติของความทุกข์ทางโลก

นับแต่มวลมนุษย์สร้างศาสตร์ต่างๆ ทางด้านสังคมขึ้นมา จิตใจของมนุษย์ก็ถูกศาสตร์และความรู้จับจอง  จากนั้นวิชาและความรู้ก็ได้กลายเป็นเครื่องมือสำหรับการปกครองมวลมนุษย์ ไม่มีพื้นที่เพียงพอที่จะให้มนุษย์นมัสการพระเจ้าอีกต่อไป และไม่มีภาวะที่เอื้ออำนวยต่อการนมัสการพระเจ้าอีกแล้ว  ฐานะของพระเจ้าได้จมต่ำลงทุกทีในหัวใจของมนุษย์  เมื่อปราศจากพระเจ้าในหัวใจของเขา โลกภายในของมนุษย์ก็มืดมน สิ้นหวัง และว่างเปล่า  ภายหลังบรรดานักสังคมศาสตร์ นักประวัติศาสตร์ และนักการเมืองมากมายได้ก้าวออกมาแสดงทฤษฎีต่างๆ ทางสังคมศาสตร์ ทฤษฎีเรื่องวิวัฒนาการของมนุษย์ และทฤษฎีอื่นๆ ซึ่งขัดแย้งกับความจริงที่ว่าพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมา เพื่อใช้เติมลงไปในหัวใจและจิตใจของมวลมนุษย์ให้เต็ม และเช่นนี้เอง ผู้คนที่เชื่อว่าพระเจ้าทรงสร้างทุกสิ่งทุกอย่างจึงลดน้อยลงทุกที และบรรดาผู้ที่เชื่อในทฤษฎีวิวัฒนาการกลับมีจำนวนมากขึ้นตลอดเวลา  ผู้คนปฏิบัติต่อบันทึกต่างๆ เกี่ยวกับงานของพระเจ้าและพระวจนะของพระองค์ในยุคแห่งพันธสัญญาเดิมราวกับเป็นนิทานปรัมปราและตำนานมากขึ้นทุกที  ในหัวใจของพวกเขา ผู้คนไม่แยแสพระเกียรติภูมิและความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า การทรงดำรงอยู่ของพระองค์ และไม่สนใจหลักความเชื่อที่ว่าพระเจ้าทรงครองอธิปไตยเหนือสรรพสิ่งทั้งมวล  ความอยู่รอดของมวลมนุษย์และชะตากรรมของประเทศต่างๆ และชนชาติต่างๆ ไม่มีความสำคัญกับพวกเขาอีกต่อไป และมนุษย์ก็มีชีวิตอยู่ในโลกอันกลวงเปล่า ใส่ใจเพียงเรื่องการกิน การดื่ม และการวิ่งไล่ตามความหรรษายินดี… มีผู้คนน้อยนิดที่คิดได้เองในการที่จะเสาะแสวงว่า พระเจ้าทรงปฏิบัติงานของพระองค์อยู่ ณ ที่ใด หรือมองดูว่า พระองค์ทรงจัดการเตรียมการและครองอธิปไตยเหนือบั้นปลายของมนุษย์อย่างไร  และเช่นนี้เอง อารยธรรมของมนุษย์จึงกลายเป็นว่าสามารถสอดรับกับความปรารถนาของมนุษย์ได้น้อยลงทุกที โดยที่มนุษย์มิได้รู้ตัวเลย และมิหนำซ้ำยังมีผู้คนมากมายที่รู้สึกว่า พวกเขามีความสุขในการใช้ชีวิตในโลกแบบนี้น้อยกว่าบรรดาผู้ที่ตายจากไปแล้วเสียอีก  แม้แต่ประชาชนของประเทศต่างๆ ที่เคยมีอารยธรรมสูงส่งก็ยังออกมาแสดงความคับข้องใจดังกล่าว  ด้วยความที่ปราศจากการทรงนำของพระเจ้า ไม่สำคัญว่าบรรดานักปกครองและนักสังคมศาสตร์ จะขบคิดกันจนสมองแทบแตกอย่างไร ในอันที่จะรักษาอารยธรรมของมนุษย์เอาไว้ ก็เป็นการไร้ประโยชน์  ไม่มีใครสามารถเติมเต็มความว่างเปล่าในหัวใจของมนุษย์ได้ เพราะไม่มีใครสามารถเป็นชีวิตของมนุษย์ได้ และไม่มีทฤษฎีเชิงสังคมข้อไหนที่สามารถปลดปล่อยมนุษย์ออกจากความเดือดเนื้อร้อนใจของความว่างเปล่า  วิทยาศาสตร์ ความรู้ อิสรภาพ ประชาธิปไตย ความสุขสำราญ และความสุขสบาย ปลอบประโลมใจของมนุษย์เพียงชั่วคราวเท่านั้น ต่อให้มีสิ่งเหล่านี้ มนุษย์ก็ยังคงมีบาปและพร่ำบ่นถึงความไม่เป็นธรรมของสังคมอยู่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถยับยั้งความถวิลหาและความปรารถนาที่จะสำรวจค้นคว้าของมนุษย์ได้  นี่เป็นเพราะมนุษย์ได้ถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้า และการพลีอุทิศและการสำรวจค้นคว้าอันไร้ความหมายของเขา ทำได้แค่เพียงนำไปสู่ความเศร้าหมองที่มากขึ้นเท่านั้น และทำได้เพียงเป็นต้นเหตุให้มนุษย์ดำรงอยู่ในสภาวะแห่งความหวาดกลัวตลอดเวลาเท่านั้น โดยไม่รู้ว่าจะเผชิญหน้ากับอนาคตของมวลมนุษย์อย่างไร หรือจะเผชิญหน้ากับเส้นทางที่ทอดยาวอยู่เบื้องหน้าอย่างไร  ถึงขั้นที่มนุษย์เกิดความกลัวต่อวิทยาศาสตร์และความรู้ และยิ่งจะหวาดกลัวความรู้สึกที่ว่างเปล่า  ในโลกใบนี้ เจ้าไม่สามารถหลีกหนีชะตากรรมของมนุษยชาติได้โดยเด็ดขาด โดยไม่ต้องคำนึงว่า เจ้าใช้ชีวิตอยู่ในประเทศเสรีหรือในประเทศที่ปราศจากสิทธิมนุษยชน ไม่ว่าเจ้าจะเป็นผู้ปกครองหรือผู้ถูกปกครอง ก็ไม่มีทางเลยที่เจ้าจะสามารถหลีกหนีความต้องการที่จะสำรวจค้นคว้าชะตากรรม ความลึกลับ และจุดหมายปลายทางของมวลมนุษย์ได้  นับประสาอะไรที่เจ้าจะสามารถหลีกหนีความรู้สึกสับสนงุนงงของความว่างเปล่าไปได้  ปรากฏการณ์ดังกล่าว ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นปกติในหมู่มวลมนุษย์ทั้งปวง ได้ถูกนักสังคมวิทยาเรียกว่าปรากฏการณ์ทางสังคม แต่กระนั้น ก็ยังไม่มีมนุษย์ผู้ยิ่งใหญ่คนใดสามารถออกมาแสดงตนเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว  ไม่ว่าจะอย่างไรท้ายที่สุดแล้ว มนุษย์ก็คือมนุษย์ และไม่มีมนุษย์คนใดที่สามารถมาแทนที่ตำแหน่งและชีวิตของพระเจ้าได้  มวลมนุษย์ไม่เพียงต้องการความอิ่มท้อง มีสังคมที่ยุติธรรมซึ่งทุกคนมีความเสมอภาค และมีอิสระ สิ่งที่มวลมนุษย์จำเป็นต้องมีคือ ความรอดของพระเจ้าและการจัดเตรียมชีวิตของพระองค์ที่มีให้แก่พวกเขา  มีเพียงยามที่มนุษย์ได้รับการจัดเตรียมชีวิตของพระเจ้าและความรอดของพระองค์แล้วเท่านั้น ที่ความต้องการต่างๆ ความปรารถนาที่จะสำรวจค้นคว้า และความว่างเปล่าในหัวใจของเขาจะสามารถได้รับการแก้ไข  หากประชาชนของประเทศหนึ่งหรือชนชาติหนึ่ง ไม่สามารถได้รับความรอดและการเฝ้าดูแลของพระเจ้าแล้วไซร้ ประเทศหรือชนชาติดังกล่าวก็จะต้องย่ำเท้าไปบนถนนสู่ความเสื่อมถอย ตรงสู่ความมืดมิด และส่งผลให้ถูกทำลายล้างโดยพระเจ้า

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ภาคผนวก 2: พระเจ้าทรงครองอธิปไตยเหนือชะตากรรมของมวลมนุษย์ทั้งปวง

ผู้คนก้าวผ่านชีวิตนี้ในความยากจนและความมั่งคั่ง และมีชีวิตที่สั้นและยืนยาว  บ้างก็เป็นชาวบ้านธรรมดา ในขณะที่คนอื่นก็เป็นข้าราชการระดับสูงและเป็นพวกผู้ดีชั้นสูง  มีผู้คนจากทุกระดับของสังคม แต่โดยพื้นฐานแล้ว พวกเขาล้วนดำเนินชีวิตในหนทางเดียวกัน กล่าวคือ พวกเขาแก่งแย่งเพื่อชื่อเสียงและผลประโยชน์ไปตามความอยากได้อยากมี ความทะเยอทะยาน และอุปนิสัยเยี่ยงซาตาน และหากพวกเขาไม่บรรลุเป้าหมายเหล่านี้ พวกเขาก็จะตายตาไม่หลับ  เมื่อมองเห็นรูปการณ์แวดล้อมเหล่านี้ ผู้คนอาจพิจารณาว่า  “ทำไมผู้คนถึงดำรงชีวิตอยู่แบบนี้?  ไม่มีเส้นทางอื่นให้เดินแล้วหรือ?  ผู้คนดำรงชีวิตอยู่เพียงเพื่อกินและดื่มอย่างดีตลอดจนวันตายหรือ?  แล้วจากนั้นพวกเขาไปไหน?  เหตุใดผู้คนหลายรุ่นเหลือเกินล้วนดำรงชีวิตอยู่ในหนทางเดียวกันนี้?  อะไรคือรากเหง้าของทั้งหมดนี้?”  มนุษย์ทั้งหลายไม่รู้ว่าพวกเขามาจากไหน ภารกิจของพวกเขาในชีวิตคืออะไร หรือใครคือผู้มีอำนาจดูแลและใครถือครองอธิปไตยเหนือทั้งหมดนี้  ชนรุ่นต่างๆ มาแล้วก็ไปรุ่นต่อรุ่น และแต่ละรุ่นก็ดำรงชีวิตแล้วก็ตายในหนทางเดียวกัน  พวกเขาล้วนมาและไปในหนทางเดียวกัน และไม่มีใครพบวิถีทางหรือหนทางที่แท้จริงในการดำรงชีวิตเลย  ไม่มีใครแสวงหาความจริงในการนี้  จากบรรพกาลจนถึงปัจจุบัน ผู้คนล้วนดำรงชีวิตในหนทางเดียวกัน  พวกเขาล้วนกำลังค้นหาและรอคอย ปรารถนาที่จะมองเห็นว่ามนุษยชาติจะเป็นแบบไหนโดยไม่มีใครรู้หรือมีโอกาสได้เห็นการนี้  เมื่อพิจารณาทุกอย่างแล้ว ผู้คนก็แค่ไม่รู้ว่าใครคือองค์หนึ่งเดียวที่ปกครองและถือครองอธิปไตยเหนือทั้งหมดนี้ หรือไม่รู้ว่าพระองค์ทรงดำรงอยู่จริงหรือไม่ด้วยซ้ำ  พวกเขาไม่รู้คำตอบของการนี้ และทั้งหมดที่พวกเขาทำได้ก็คือดำรงชีวิตต่อไปอย่างอับจนหนทาง โหยหาปีแล้วปีเล่า และสู้ทนวันแล้ววันเล่าจนกระทั่งทุกวันนี้  หากผู้คนได้รู้ว่าเหตุใดทั้งหมดจึงเป็นเช่นนี้ นี่จะให้เส้นทางแก่พวกเขาได้เดินตามว่าควรดำรงชีวิตอย่างไรหรือไม่?  เช่นนั้นแล้ว พวกเขาจะสามารถหนีพ้นจากความทุกข์นี้ และไม่ต้องดำเนินชีวิตตามความปรารถนาและความหวังแบบมนุษย์อีกต่อไปหรือไม่?  เมื่อผู้คนเข้าใจว่าเหตุใดพวกเขาจึงมีชีวิตอยู่ เหตุใดพวกเขาจึงตาย และใครคือผู้มีอำนาจดูแลโลกใบนี้ เมื่อพวกเขาเริ่มเข้าใจคำตอบว่าองค์หนึ่งเดียวผู้ครองอธิปไตยเหนือทุกสิ่งก็คือพระผู้สร้าง เช่นนั้น พวกเขาก็จะมีเส้นทางให้เดินตาม  พวกเขาจะรู้ว่าพวกเขาควรแสวงหาความจริงในพระวจนะของพระเจ้าเพื่อหาหนทางที่จะไปข้างหน้า และพวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องดำรงชีวิตอยู่ในความทุกข์ระทมเช่นนั้นโดยการพึ่งพาความปรารถนาและความหวัง  หากผู้คนค้นพบคำตอบถึงเหตุผลที่พวกเขามีชีวิตอยู่และตาย นั่นจะไม่เป็นทางออกของความทุกข์ระทมและความลำบากยากเย็นแบบมนุษย์ทั้งหมดหรอกหรือ?  นี่จะไม่มอบการหลุดพ้นแก่ผู้คนหรอกหรือ?  ผู้คนจะได้พบการช่วยให้รอดพ้นอย่างแท้จริง และพวกเขาจะได้รับการปล่อยให้เป็นอิสระอย่างบริบูรณ์

—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม

พวกเจ้าควรไตร่ตรองอะไรในหัวใจหลังจากที่ได้ยินเพลง “องค์หนึ่งเดียวผู้ครองอธิปไตยเหนือทุกสิ่ง?”  หากมวลมนุษย์รู้ว่า เหตุใดพวกเขาจึงมีชีวิตอยู่และเหตุใดพวกเขาจึงตาย และในข้อเท็จจริงแล้ว ใครคือองค์อธิปัตย์แห่งพิภพนี้และทุกสรรพสิ่ง และเป็นองค์หนึ่งเดียวผู้ทรงปกครองทุกสิ่ง และพระองค์สถิตอยู่แห่งหนใดกันแน่ และพระองค์ทรงประสงค์สิ่งใดจากมนุษย์—หากมวลมนุษย์สามารถเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้ พวกเขาก็จะรู้วิธีที่จะปฏิบัติต่อพระผู้สร้าง และวิธีที่จะนมัสการและนบนอบต่อพระองค์ พวกเขาก็จะได้รับการเกื้อหนุนในหัวใจ จะมีสันติสุขและความสุข และพวกเขาก็คงไม่ดำรงชีวิตอยู่ในความทรมานและความเจ็บปวดเช่นนั้นอีกต่อไป  ในการวิเคราะห์สุดท้าย ผู้คนต้องเข้าใจความจริง  เส้นทางที่พวกเขาเลือกเพื่อชีวิตของตนนั้นสำคัญยิ่งยวด และวิธีที่พวกเขาดำรงชีวิตนั้นก็สำคัญเช่นกัน  วิธีที่คนเราดำรงชีวิตและเส้นทางที่คนเราเดินตัดสินว่าชีวิตคนเราเต็มไปด้วยความชื่นบานหรือเต็มไปด้วยความโศกเศร้า  นี่คือบางสิ่งที่ผู้คนควรเข้าใจ  เมื่อผู้คนได้ยินบทเพลงสรรเสริญนี้ พวกเขาอาจมีความรู้สึกลึกซึ้งในหัวใจตนว่า “ชีวิตของมวลมนุษย์ทั้งปวงติดตามแบบแผนจำพวกนี้ คนโบราณก็ไม่มีข้อยกเว้น และผู้คนสมัยใหม่ก็เป็นเหมือนกันกับเมื่อสมัยเก่า  ผู้คนสมัยใหม่ไม่ได้เปลี่ยนหนทางเหล่านี้  ดังนั้นท่ามกลางมวลมนุษย์มีองค์อธิปัตย์ พระเจ้าผู้เป็นตำนานซึ่งมีอำนาจดูแลทุกสิ่งอยู่หรือไม่?  หากมวลมนุษย์สามารถพบเจอพระเจ้า องค์หนึ่งเดียวผู้ทรงควบคุมทุกสิ่ง มวลมนุษย์จะไม่สามารถรู้สึกได้ถึงความสุขเชียวหรือ?  กุญแจสำคัญตอนนี้คือการหารากเหง้าของมวลมนุษย์  รากเหง้านี้อยู่ที่ไหน?  ครั้นเมื่อพบรากเหง้านี้ มนุษย์ก็สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสภาวะอีกแบบหนึ่ง  หากมวลมนุษย์ไม่สามารถหารากเหง้านี้พบและยังคงดำเนินชีวิตในแบบเดิมอย่างที่เคยทำต่อไป พวกเขาจะสามารถสัมฤทธิ์ความสุขได้หรือ?”  หากผู้คนไม่เชื่อในพระเจ้า ต่อให้พวกเขารู้ว่ามวลมนุษย์เสื่อมทรามดิ่งลึก แล้วพวกเขาจะทำอะไรต่อไปหรือ?  พวกเขาสามารถแก้ปัญหาที่เป็นอยู่จริงของความเสื่อมทรามได้หรือ?  พวกเขามีเส้นทางสู่ความรอดหรือไม่?  แม้เจ้าอาจปรารถนาที่จะเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นและใช้ชีวิตตามสภาพเสมือนมนุษย์ เจ้าทำได้หรือ?  เจ้าไม่มีเส้นทางที่จะเริ่มทำเช่นนั้นเลย!  ตัวอย่างเช่น คนบางคนมีชีวิตอยู่เพื่อลูกหลานของตัวเอง เจ้าอาจพูดว่าไม่ปรารถนาที่จะทำดังนั้น แต่เจ้าสามารถสัมฤทธิ์การนี้ได้หรือ?  คนบางคนมีธุระยุ่งและสาละวนเร่งร้อนเพื่อความมั่งคั่ง และเพื่อชื่อเสียงและผลประโยชน์  เจ้าอาจพูดว่าเจ้าไม่ปรารถนาจะสาละวนเร่งร้อนเพื่อสิ่งเหล่านี้ แต่เจ้าสามารถสัมฤทธิ์การนี้ได้จริงหรือ?  เจ้าได้ออกเดินทางไปบนเส้นทางนี้เรียบร้อยแล้วโดยไม่รู้ตัว และแม้ว่าเจ้าอยากเปลี่ยนไปสู่หนทางการดำรงชีวิตที่ต่างไป เจ้าก็ไม่สามารถทำได้  เจ้าดำรงชีวิตในโลกนี้อย่างไรนั้นไม่ได้อยู่ในมือของเจ้า!  อะไรคือรากเหง้าของการนี้?  นั่นก็คือการที่ผู้คนไม่เชื่อในพระเจ้าเที่ยงแท้และไม่ได้รับความจริง  สิ่งใดหรือที่ค้ำชูจิตวิญญาณของผู้คน?  พวกเขามองหาการเกื้อหนุนทางจิตวิญญาณจากที่ไหนหรือ?  สำหรับการเกื้อหนุนทางจิตวิญญาณ ผู้คนฝากความหวังไว้ที่การกลับมารวมตัวกันของครอบครัว ความเกษมสุขแห่งการสมรส ความชื่นชมยินดีในสิ่งที่เป็นวัตถุทั้งหลาย ความมั่งคั่ง ชื่อเสียงและผลประโยชน์ สถานะ ความรู้สึก และอาชีพการงานของพวกเขา และความสุขของชนรุ่นถัดไป  ใครบ้างที่ไม่ฝากความหวังไว้ที่สิ่งเหล่านี้เพื่อการเกื้อหนุนทางจิตวิญญาณ?  บรรดาคนที่มีลูกหลานหาการเกื้อหนุนทางจิตวิญญาณในลูกหลานของพวกเขา บรรดาคนที่ไม่มีลูกหลานหาการเกื้อหนุนทางจิตวิญญาณในอาชีพการงานของพวกเขา ในการสมรส ในสถานะทางสังคม และในชื่อเสียงและผลประโยชน์  เพราะฉะนั้น หนทางชีวิตที่เกิดขึ้นจากการดังกล่าวจึงล้วนแต่เหมือนเดิม อยู่ใต้อำนาจและการควบคุมของซาตาน และทั้งที่ไม่อยากทำเช่นนั้น ผู้คนทั้งหมดก็ล้วนสาละวนเร่งร้อนและทำตัวเองให้มีธุระยุ่งเพื่อเห็นแก่ชื่อเสียงและผลประโยชน์ จุดหมายปลายทางในอนาคตของพวกเขา อาชีพการงานของพวกเขา การสมรสของพวกเขา ครอบครัวของพวกเขา หรือเพื่อเห็นแก่ชนรุ่นถัดไป หรือเพื่อความยินดีทางเนื้อหนัง  นี่คือเส้นทางที่ถูกหรือ?  ไม่ว่าผู้คนลุกลี้ลุกลนด้วยธุระยุ่งในโลกนี้อย่างไร ไม่ว่าพวกเขาประสบความสำเร็จในเชิงวิชาชีพเพียงใด ไม่ว่าครอบครัวของพวกเขามีความสุขเพียงใด ไม่ว่าครอบครัวของพวกเขาใหญ่โตเพียงใด ไม่ว่าสถานะของพวกเขาเปี่ยมชื่อเสียงเกียรติยศเพียงใด—พวกเขามีความสามารถในการออกเดินทางไปบนเส้นทางที่ถูกต้องของชีวิตมนุษย์หรือ?  โดยการไล่ตามชื่อเสียงและผลประโยชน์ ไล่ตามโลก หรือโดยการไล่ตามไขว่คว้าอาชีพการงานของพวกเขา พวกเขามีความสามารถในการมองเห็นข้อเท็จจริงที่ว่า พระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่งและทรงถือครองอธิปไตยเหนือโชคชะตาของมวลมนุษย์หรือ?  นั่นเป็นไปไม่ได้  ไม่ว่าผู้คนไล่ตามไขว่คว้าสิ่งใด หรือพวกเขาอยู่บนเส้นทางแบบใด หากพวกเขาไม่ยอมรับรู้ข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าทรงถือครองอธิปไตยเหนือโชคชะตาของมวลมนุษย์ เช่นนั้นแล้วเส้นทางที่พวกเขาเดินนั้นย่อมผิด  นั่นไม่ใช่เส้นทางที่ถูก แต่เป็นเส้นทางที่คดโกง เส้นทางแห่งความชั่ว  ไม่สำคัญเลยว่าเจ้าได้ความพึงพอใจออกมาจากการเกื้อหนุนทางจิตวิญญาณของเจ้า หรือว่าเจ้าไม่ได้ และไม่สำคัญว่าเจ้าพบการเกื้อหนุนทางจิตวิญญาณจากตรงไหน นั่นไม่ใช่ความเชื่อที่แท้จริง และไม่ใช่เส้นทางที่ถูกสำหรับชีวิตมนุษย์  การมีความเชื่อที่แท้จริงคืออะไรหรือ?  นั่นคือการยอมรับพระราชกิจและการทรงปรากฏของพระเจ้า รวมทั้งการยอมรับความจริงทั้งมวลที่พระเจ้าได้ทรงแสดง  ความจริงนี้เป็นเส้นทางที่ถูกสำหรับชีวิตมนุษย์ รวมทั้งเป็นความจริงและชีวิตที่ผู้คนควรไล่ตามเสาะหา  การเดินบนเส้นทางที่ถูกในชีวิตก็คือการติดตามพระเจ้าและการมีความสามารถภายใต้การนำของพระวจนะของพระองค์ ในอันที่จะเข้าใจความจริง แยกความดีออกจากความชั่ว รู้ว่าสิ่งใดเป็นบวกและสิ่งใดเป็นลบ และเข้าใจอธิปไตยและมหิทธานุภาพของพระองค์  เมื่อใดที่ผู้คนเข้าใจอย่างแท้จริงในหัวใจตนว่า พระเจ้าไม่ได้เพียงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก รวมทั้งทุกสรรพสิ่ง แต่ทรงเป็นองค์อธิปัตย์เหนือจักรวาลและสรรพสิ่งอีกด้วย พวกเขาก็จะสามารถนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการทั้งมวล สามารถดำรงชีวิตตามพระวจนะของพระองค์ รวมทั้งยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว  นี่คือการเดินบนเส้นทางที่ถูกสำหรับชีวิตมนุษย์  เมื่อใดที่ผู้คนใช้เส้นทางที่ถูกในชีวิต พวกเขาก็จะสามารถเข้าใจว่าเหตุใดผู้คนจึงมีชีวิตและพวกเขาควรมีชีวิตอย่างไรเพื่อที่จะดำรงชีวิตอยู่ในความสว่าง และรับพระพรและความเห็นชอบของพระเจ้า

—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม

ผู้คนบางคนมีความเข้าใจที่ลุ่มลึกและรับรู้ได้ลึกซึ้งถึงวลีที่ว่า “นั่นเป็นชะตากรรม”  กระนั้นพวกเขาก็ไม่เชื่อในอธิปไตยของพระผู้สร้างแม้แต่น้อย พวกเขาไม่เชื่อว่าชะตากรรมของมนุษย์ได้ถูกจัดการเตรียมการและจัดวางเรียบเรียงโดยพระเจ้า และไม่เต็มใจที่จะนบนอบอธิปไตยของพระเจ้า  ผู้คนเช่นนั้นช่างเสมือนลอยคออยู่กลางมหาสมุทร ถูกคลื่นซัดสาดโยนไปมา ละล่องคว้างไปตามกระแสน้ำ ไม่มีทางเลือก ได้แต่รอเฉยๆ และกล้ำกลืนยอมรับชะตากรรมของตน  กระนั้นพวกเขาก็หาได้ระลึกรู้ไม่ว่า ชะตากรรมของมนุษย์นั้นอยู่ภายใต้อธิปไตยของพระเจ้า พวกเขาไม่สามารถริเริ่มที่จะมารู้จักอธิปไตยของพระเจ้าด้วยตนเอง และด้วยการนั้น สัมฤทธิ์ความรู้เกี่ยวกับสิทธิอำนาจของพระเจ้า นบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า หยุดฝืนต้านชะตากรรม และใช้ชีวิตภายใต้การดูแลเอาใจใส่ การปกป้อง และการทรงนำของพระเจ้า  กล่าวได้อีกอย่างว่า การยอมรับชะตากรรมไม่ใช่สิ่งเดียวกับการนบนอบอธิปไตยของพระผู้สร้าง การเชื่อในชะตากรรมหาได้หมายความว่าคนเรายอมรับ ระลึกรู้ และรู้จักอธิปไตยของพระผู้สร้าง การเชื่อในชะตากรรมเป็นแค่การระลึกรู้ความจริงของชะตากรรมและการสำแดงอันผิวเผินของมัน  นี่แตกต่างจากการรู้ว่าพระผู้สร้างทรงปกครองชะตากรรมของมนุษยชาติอย่างไร จากการระลึกรู้ว่าพระผู้สร้างคือแหล่งกำเนิดแห่งอำนาจครอบครองเหนือชะตากรรมของทุกสรรพสิ่ง และแน่นอนว่ายังห่างไกลอย่างมากจากการนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการสำหรับชะตากรรมของมนุษยชาติของพระผู้สร้าง  สมมติว่าบุคคลหนึ่งเพียงเชื่อในชะตากรรมเท่านั้น และถึงขั้นรู้สึกเกี่ยวกับชะตากรรมนั้นอย่างลึกซึ้ง แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่สามารถรู้จักและยอมรับอธิปไตยที่พระผู้สร้างทรงมีเหนือชะตากรรมของผู้คน ไม่สามารถยอมรับและนบนอบอธิปไตยนั้น ในกรณีเช่นนั้น ชีวิตของเขาก็จะเป็นโศกนาฏกรรม ไม่ว่าอย่างไรก็จะอยู่อย่างสูญเปล่า เป็นความว่างเปล่า เขาจะไม่สามารถยอมสยบอยู่ใต้อำนาจครอบครองของพระผู้สร้างอยู่ดี ไม่สามารถกลายเป็นมนุษย์ทรงสร้างในความหมายที่จริงแท้ของคำศัพท์นั้น และไม่สามารถได้รับการยอมรับจากพระผู้สร้าง  บุคคลหนึ่งซึ่งรู้จักและมีประสบการณ์กับอธิปไตยของพระผู้สร้างอย่างแท้จริงควรอยู่ในสภาวะที่เป็นบวก ไม่ใช่สภาวะที่เป็นลบหรือยอมจำนน  ในขณะที่ยอมรับว่าสรรพสิ่งถูกกำหนดชะตากรรม เขาย่อมมีคำนิยามที่ถูกต้องแม่นยำของชีวิตและชะตากรรมอยู่ในหัวใจของตน นั่นก็คือ ชีวิตมนุษย์ทั้งชีวิตอยู่ภายใต้อธิปไตยของพระผู้สร้าง  เมื่อพวกเขามองย้อนกลับไปยังถนนที่ตนได้เดินมา เมื่อพวกเขาย้อนรำลึกถึงทุกระยะของการเดินทางในชีวิต พวกเขาย่อมมองเห็นว่า ในทุกย่างก้าว ไม่ว่าการเดินทางนั้นจะทุลักทุเลหรือราบรื่น พระเจ้าทรงนำทางพวกเขา และทรงจัดการเตรียมเส้นทางนั้นให้พวกเขาอยู่  พวกเขาเข้าใจว่าการวางแผนอย่างละเอียดรอบคอบของพระเจ้า และการจัดการเตรียมการอันระมัดระวังของพระองค์นี่เองที่นำทางพวกเขามาถึงทุกวันนี้โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว  พวกเขาตระหนักว่าการที่สามารถยอมรับอธิปไตยของพระผู้สร้างได้ ยอมรับความรอดจากพระองค์ได้นั้นคือพรอันยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของมนุษย์!  หากบุคคลมีท่าทีที่เป็นลบต่อชะตากรรม นั่นก็พิสูจน์ว่า พวกเขากำลังฝืนต้านทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าได้ทรงจัดการเตรียมการไว้ให้พวกเขา ว่าพวกเขาไม่มีท่าทีนบนอบ  หากใครบางคนมีท่าทีที่เป็นบวกต่ออธิปไตยเหนือชะตากรรมมนุษย์ของพระเจ้าแล้วไซร้ เช่นนั้นเมื่อพวกเขาย้อนมองการเดินทางของตน เมื่อพวกเขามีประสบการณ์กับอธิปไตยของพระเจ้าอย่างแท้จริง พวกเขาย่อมอยากอย่างจริงแท้มากขึ้นที่จะนบนอบทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าได้ทรงจัดการเตรียมไว้ และจะมีความตั้งใจแน่วแน่และมีความเชื่อมากขึ้นในการยอมให้พระเจ้าทรงจัดวางเรียบเรียงชะตากรรมของตนและไม่กบฏต่อพระเจ้าอีกต่อไป ด้วยความที่คนเรามองเห็นว่า เมื่อคนเราไม่จับใจความเกี่ยวกับชะตากรรม เมื่อคนเราไม่เข้าใจอธิปไตยของพระเจ้า พวกเขาก็เอาแต่ดิ้นรนอย่างดื้อดึงและเดินโซเซฝ่าม่านหมอก และการเดินทางนั้นก็ยากเกินไป อีกทั้งทำให้เจ็บปวดหัวใจมากเกินไป  ดังนั้นเมื่อผู้คนตระหนักว่าพระเจ้าทรงมีอธิปไตยเหนือชะตากรรมมนุษย์ คนฉลาดย่อมเลือกที่จะทำความรู้จักและยอมรับอธิปไตยของพระเจ้า อำลาวันเวลาอันปวดร้าวเมื่อตอนที่พวกเขาได้พยายามจะสร้างชีวิตที่ดีด้วยสองมือของพวกเขาเอง และหยุดดิ้นรนต่อต้านชะตากรรมและไล่ตามเสาะหาสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “เป้าหมายชีวิต” ในหนทางของพวกเขาเอง  เมื่อคนเราไม่มีพระเจ้า เมื่อคนเรามองไม่เห็นพระองค์ เมื่อคนเราไม่สามารถรู้จักอธิปไตยของพระเจ้าโดยแท้และชัดเจนได้ ทุกวันก็ย่อมไร้ความหมาย ไร้คุณค่า เจ็บปวดแสนสาหัส  ไม่ว่าคนเราจะอยู่แห่งหนใด งานการของคนเราจะเป็นอะไร วิธีดำรงชีวิตและไล่ตามเสาะหาเป้าหมายก็ไม่ได้นำอะไรมาให้เลยนอกจากหัวใจที่เจ็บปวดอย่างไม่รู้จบและความทุกข์ทนที่ไม่มีการบรรเทา ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่อาจทนมองย้อนกลับไปได้  มีเพียงเมื่อคนเรายอมรับอธิปไตยของพระผู้สร้าง นบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระองค์ และไล่ตามการได้มาซึ่งชีวิตมนุษย์ที่แท้จริงคนเราถึงจะค่อยๆ หลุดพ้นจากความปวดร้าวใจและเจ็บปวดทั้งหมด และกำจัดความว่างเปล่าทั้งปวงในชีวิตให้หมดสิ้นไป

—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 3

เพราะผู้คนไม่รู้จักการจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้าและอธิปไตยของพระเจ้า พวกเขาจึงเผชิญหน้ากับชะตากรรมด้วยความท้าทายและด้วยท่าทีที่เป็นกบฏตลอดเวลา และพวกเขาต้องการสลัดทิ้งสิทธิอำนาจและอธิปไตยของพระเจ้า รวมถึงสิ่งต่างๆ ที่ชะตากรรมเตรียมไว้ให้อยู่เสมอ โดยหวังลมๆ แล้งๆ ที่จะเปลี่ยนแปลงสภาพการณ์ของตนในปัจจุบัน และแปรเปลี่ยนชะตากรรมของตน  แต่พวกเขาไม่มีทางทำได้สำเร็จ และถูกขัดขวางทุกย่างก้าว  การดิ้นรนที่ก่อตัวลึกในดวงจิตของพวกเขานี้ก่อให้เกิดความเจ็บปวดต่อพวกเขา และความเจ็บปวดนี้ฝังลึกเข้าไปถึงกระดูกของพวกเขา พร้อมกันนั้นก็ทำให้พวกเขาผลาญชีวิตของตนเองไปเปล่าๆ  อะไรหรือคือสาเหตุของความเจ็บปวดนี้?  เพราะอธิปไตยของพระเจ้า หรือเพราะคนคนหนึ่งเกิดมาโชคร้าย?  เห็นได้ชัดว่าไม่เป็นความจริงทั้งคู่ โดยพื้นฐานแล้ว นั่นเกิดจากเส้นทางที่ผู้คนเลือกเดิน และวิธีที่พวกเขาเลือกที่จะใช้ชีวิตของตน  บางคนอาจไม่มีประสบการณ์กับสิ่งเหล่านี้  แต่เมื่อเจ้ารู้จริง เมื่อเจ้ายอมรับอย่างแท้จริงว่าพระเจ้าทรงมีอธิปไตยเหนือชะตากรรมมนุษย์ เมื่อเจ้าเข้าใจอย่างแท้จริงว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าทรงมีอธิปไตยและจัดเตรียมไว้ให้เจ้าล้วนเป็นประโยชน์ต่อเจ้าและคุ้มครองเจ้าอย่างมาก จากนั้นเจ้าย่อมรู้สึกว่าความเจ็บปวดของเจ้าค่อยๆ เบาบางลง และตัวตนของเจ้าทั้งหมดจะค่อยๆ ผ่อนคลาย มีเสรี และเป็นอิสระ  เมื่อตัดสินจากสภาวะของผู้คนส่วนใหญ่ กล่าวตามความจริงแล้ว พวกเขาไม่สามารถทำใจยอมรับได้อย่างแท้จริงถึงคุณค่าและความหมายในทางปฏิบัติของอธิปไตยของพระผู้สร้างเหนือชะตากรรมมนุษย์ แม้ว่าในระดับความรู้สึกส่วนตัวแล้ว พวกเขาไม่ต้องการดำเนินชีวิตอย่างที่พวกเขาเคยทำมาก่อนอีกต่อไป และต้องการหลุดพ้นจากความเจ็บปวดของพวกเขา แต่ในแง่ความเป็นจริง พวกเขากลับไม่สามารถระลึกรู้และนบนอบอธิปไตยของพระผู้สร้างได้อย่างแท้จริง และยิ่งไม่รู้วิธีแสวงหาและยอมรับการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระผู้สร้าง  ดังนั้น หากผู้คนไม่สามารถระลึกรู้อย่างแท้จริงถึงข้อเท็จจริงที่ว่าพระผู้สร้างทรงมีอธิปไตยเหนือชะตากรรมมนุษย์และเหนือเรื่องราวทั้งหมดของมนุษย์ หากพวกเขาไม่สามารถนบนอบอำนาจครอบครองของพระผู้สร้างได้อย่างแท้จริง เช่นนั้นแล้วก็ย่อมจะเป็นการยากที่พวกเขาจะไม่ถูกล่ามและถูกขับเคลื่อนโดยแนวความคิดที่ว่า “ชะตากรรมของคนเรานั้นอยู่ในมือของคนเราเอง” มันย่อมจะยากที่พวกเขาจะสลัดหลุดจากความเจ็บปวดในการคร่ำเคร่งดิ้นรนต่อต้านชะตากรรมและสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง และคงไม่จำเป็นต้องพูดว่า มันก็จะเป็นการลำบากสำหรับพวกเขาเช่นกันที่จะกลายมามีเสรีภาพและเป็นอิสระอย่างแท้จริง กลายมาเป็นผู้คนที่นมัสการพระเจ้า  วิธีที่ง่ายที่สุดที่คนเราจะพาตัวเองเป็นอิสระจากสภาวะนี้ก็คือการอำลาวิถีชีวิตแต่เก่าก่อนของคนเรา การกล่าวคำอำลาเป้าหมายชีวิตก่อนหน้านี้ของคนเรา การสรุปและชำแหละวิถีชีวิต มุมมองในชีวิต การไล่ตามไขว่คว้า ความอยากได้อยากมี และความมุ่งมาดปรารถนาที่ตนมีก่อนหน้านี้ แล้วจากนั้นก็นำสิ่งเหล่านั้นมาเปรียบเทียบกับเจตนารมณ์และข้อกำหนดที่พระเจ้าทรงมีต่อมนุษย์ ดูว่ามีสิ่งใดบ้างที่เข้ากันได้กับเจตนารมณ์ของพระเจ้า มีสิ่งใดบ้างที่ตรงตามข้อกำหนดของพระเจ้า มีสิ่งใดให้คุณค่าที่ถูกต้องของชีวิต พาให้คนเราเข้าใจความจริงมากขึ้นเรื่อยๆ และเปิดโอกาสให้คนเรามีชีวิตอยู่กับความเป็นมนุษย์และสภาพเสมือนมนุษย์คนหนึ่ง  เมื่อเจ้ายังคงเจาะลึกลงไปซ้ำๆ และชำแหละเป้าหมายอันหลากหลายที่ผู้คนไล่ตามเสาะหาในชีวิต รวมทั้งวิถีชีวิตนานาประการของพวกเขาอย่างระมัดระวัง เจ้าจะไม่พบสักอย่างเดียวที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ดั้งเดิมของพระผู้สร้างซึ่งพระองค์ใช้ในการสร้างมนุษยชาติขึ้นมา  สิ่งเหล่านั้นทั้งหมดดึงผู้คนให้ห่างออกจากอธิปไตยและการดูแลเอาใจใส่ของพระผู้สร้าง สิ่งเหล่านั้นทั้งหมดคือกับดักที่เป็นเหตุให้ผู้คนกลายเป็นคนที่ต่ำช้าและนำทางพวกเขาไปสู่นรก  หลังจากที่เจ้าตระหนักรู้การนี้ สิ่งที่เจ้าควรทำก็คือปล่อยมือจากทัศนะเก่าๆ ในชีวิต อยู่ให้ห่างจากกับดักนานา ยอมให้พระเจ้าเข้ากำกับและจัดเตรียมสิ่งต่างๆ ให้แก่ชีวิตของเจ้า เสาะแสวงที่จะนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการทรงนำของพระเจ้าเท่านั้น ไม่เลือกสิ่งใดด้วยตนเอง และกลายเป็นคนที่นมัสการพระเจ้า  การนี้ฟังดูง่าย แต่ยากที่จะทำ  ผู้คนบางคนสามารถทนความเจ็บปวดของมันได้ ส่วนคนอื่นๆ นั้นไม่สามารถทนได้ บ้างก็เต็มใจที่จะปฏิบัติตาม ส่วนคนอื่นๆ นั้นไม่เต็มใจ  พวกที่ไม่เต็มใจขาดความพึงปรารถนาและปณิธานที่จะทำเช่นนั้น พวกเขาตระหนักรู้ในอธิปไตยของพระเจ้าอย่างชัดเจน รู้ดีอย่างครบถ้วนว่าพระเจ้านี่เองที่ทรงวางแผนการและจัดการเตรียมชะตากรรมมนุษย์ แต่กระนั้นพวกเขาก็ยังคงเตะถีบดิ้นรน และยังคงไม่ยอมประนีประนอมที่จะวางชะตากรรมของพวกเขาไว้ในฝ่าพระหัตถ์ของพระเจ้าและนบนอบอธิปไตยของพระเจ้า ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาคับแค้นใจในการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า ดังนั้นจึงมีผู้คนบางคนที่ต้องการดูด้วยตัวเองเสมอว่า พวกเขามีความสามารถอะไร พวกเขาต้องการเปลี่ยนแปลงชะตากรรมด้วยสองมือของพวกเขาเอง หรือสัมฤทธิ์ความสุขด้วยพลังอำนาจของพวกเขาเอง ต้องการมองเห็นว่าพวกเขาสามารถก้าวล้ำขอบเขตสิทธิอำนาจของพระเจ้า และผงาดเหนืออธิปไตยของพระเจ้าได้หรือไม่  โศกนาฏกรรมของมนุษย์ไม่ได้อยู่ที่เขาไล่ตามไขว่คว้าชีวิตที่มีความสุข ไม่ได้อยู่ที่เขาไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียงและผลประโยชน์ หรือดิ้นรนต่อสู้ชะตากรรมของตัวเองผ่านม่านหมอก แต่กลับอยู่ที่ว่า หลังจากที่เขาได้เห็นการดำรงอยู่ของพระผู้สร้าง หลังจากที่เขาได้เรียนรู้ข้อเท็จจริงว่าพระผู้สร้างทรงมีอธิปไตยเหนือชะตากรรมของมนุษย์แล้ว เขาก็ยังไม่สามารถหันหลังกลับจากเส้นทางที่ผิด ไม่สามารถชักเท้าขึ้นจากปลักตม แต่กลับทำใจแข็งและดึงดันในความผิดพลาดของตน  เขาชอบมากกว่าที่จะยังคงดิ้นรนอยู่ในโคลนตม ต่อสู้กับอธิปไตยของพระผู้สร้างอย่างหัวชนฝา ต่อต้านไปจนถึงที่สุด ทั้งหมดนั้นไม่มีความสำนึกผิดแม้เพียงเสี้ยวกระผีก  จนกระทั่งเมื่อเขานอนหมดสิ้นสภาพและโลหิตไหลนองเท่านั้น เขาจึงตัดสินใจยอมแพ้และหันหลังกลับในที่สุด  นี่คือโศกนาฏกรรมอันแท้จริงของมนุษย์  ดังนั้น เราจึงกล่าวว่า บรรดาผู้ที่เลือกนบนอบนั้นเป็นคนมีปัญญา ส่วนพวกที่เลือกดิ้นรนต่อสู้และหลบหนีนั้นเป็นคนโง่เขลาและดื้อรั้น

—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 3

ก่อนหน้า: 2. เพราะพวกเขายังไม่เคยเห็นพระเจ้า ผู้คนบางคนจึงกล่าวว่า ไม่มีพระเจ้าในโลกนี้ ในขณะที่คนอื่นใช้ประสบการณ์ส่วนตัวของพวกเขาให้คำพยานต่อการทรงดำรงอยู่ของพระเจ้า พวกเราไม่รู้ว่ามีพระเจ้าอยู่พระองค์หนึ่งจริงหรือไม่ ดังนั้นแล้ว พวกเราสามารถกำหนดพิจารณาได้อย่างไรว่าพระเจ้าทรงดำรงอยู่หรือไม่?

ถัดไป: 4. หากพวกเราไม่เชื่อในพระเจ้า และเพียงแค่มีคุณธรรม โดยการทำความดีและไม่กระทำความชั่ว พวกเราจะได้รับการช่วยให้รอดโดยพระเจ้าหรือไม่?

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger