1. ทำไมผู้คนจึงควรเชื่อในพระเจ้า?

ข้อพระคัมภีร์สำหรับอ้างอิง

“ในปฐมกาล พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างฟ้าและแผ่นดิน” (ปฐมกาล 1:1)

“พระเจ้าตรัสว่า ‘จงเกิดความสว่าง’ ความสว่างก็เกิดขึ้น พระเจ้าทรงเห็นว่าความสว่างนั้นดี และทรงแยกความสว่างออกจากความมืด พระเจ้าทรงเรียกความสว่างนั้นว่า วัน และความมืดนั้นว่า คืน มีเวลาเย็นและเวลาเช้า เป็นวันแรก” (ปฐมกาล 1:3-5)

“พระเจ้าตรัสว่า ‘จงมีภาคพื้นในระหว่างน้ำ แยกน้ำออกจากกัน’ พระเจ้าทรงสร้างภาคพื้นนั้นขึ้น แล้วทรงแยกน้ำที่อยู่ใต้ภาคพื้นออกจากน้ำที่อยู่เหนือภาคพื้น ก็เป็นดังนั้น” (ปฐมกาล 1:6-7)

“พระเจ้าตรัสว่า ‘น้ำที่อยู่ใต้ฟ้าจงรวมอยู่ในที่เดียวกัน ที่แห้งจงปรากฏขึ้น’ ก็เป็นดังนั้น พระเจ้าจึงทรงเรียกที่แห้งนั้นว่า แผ่นดิน และที่ซึ่งน้ำรวมกันนั้นว่า ทะเล พระเจ้าทรงเห็นว่าดี พระเจ้าตรัสว่า ‘แผ่นดินจงเกิดพืช คือ ธัญพืชที่ให้เมล็ด และต้นไม้ผลที่ออกผลตามชนิดของมัน และมีเมล็ดในผลบนแผ่นดิน’ และก็เป็นดังนั้น” (ปฐมกาล 1:9-11)

“พระเจ้าตรัสว่า ‘จงมีดวงสว่างต่างๆ ของภาคพื้นฟ้า เพื่อแยกวันออกจากคืน ให้เป็นหมายกำหนดฤดู วัน ปี และให้เป็นดวงสว่างต่างๆ บนภาคพื้นฟ้า เพื่อส่องสว่างเหนือแผ่นดิน’ ก็เป็นดังนั้น” (ปฐมกาล 1:14-15)

“พระเจ้าตรัสว่า ‘น้ำจงอุดมด้วยฝูงสัตว์ที่มีชีวิต และให้นกบินไปมาในภาคพื้นฟ้าเหนือแผ่นดิน’ พระเจ้าทรงสร้างสัตว์ทะเลขนาดใหญ่ และสัตว์ที่มีชีวิตทุกชนิด ซึ่งแหวกว่ายอยู่ในน้ำเป็นฝูงๆ ตามชนิดของมัน และสัตว์ปีกทุกชนิดตามชนิดของมัน พระเจ้าทรงเห็นว่าดี” (ปฐมกาล 1:20-21)

“พระเจ้าตรัสว่า ‘แผ่นดินจงเกิดสัตว์ที่มีชีวิตตามชนิดของมัน คือสัตว์ใช้งาน สัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์ป่าตามชนิดของมัน’ ก็เป็นดังนั้น พระเจ้าทรงสร้างสัตว์ป่าตามชนิดของมัน สัตว์ใช้งานตามชนิดของมัน และสัตว์ต่างๆ ที่เลื้อยคลานทุกชนิดบนแผ่นดินตามชนิดของมัน แล้วพระเจ้าทรงเห็นว่าดี” (ปฐมกาล 1:24-25)

“แล้วพระเจ้าตรัสว่า ‘ให้เราสร้างมนุษย์ตามฉายาของเรา ตามอย่างของเรา ให้ครอบครองฝูงปลาในทะเล ฝูงนกในท้องฟ้าและฝูงสัตว์ใช้งาน ให้ปกครองแผ่นดินโลกทั้งหมด และสัตว์เลื้อยคลานทุกชนิดบนแผ่นดินทั้งหมด’ พระเจ้าจึงทรงสร้างมนุษย์ขึ้นตามพระฉายาของพระองค์ ตามพระฉายาของพระเจ้านั้น พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้น และทรงสร้างให้เป็นชายและหญิง” (ปฐมกาล 1:26-27)

พระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้อง

พระเจ้าทรงเป็นองค์หนึ่งเดียวผู้ทรงปกครองเหนือสรรพสิ่งและทรงบริหารจัดการทุกสิ่ง  พระองค์ทรงสร้างทั้งหมดที่มี พระองค์ทรงบริหารทั้งหมดที่มี พระองค์ทรงปกครองทั้งหมดที่มี และพระองค์ทรงจัดเตรียมสำหรับทั้งหมดที่มี  นี่คือสถานะของพระเจ้า และนี่คือพระอัตลักษณ์ของพระองค์  สำหรับทุกสรรพสิ่งและทั้งหมดที่มีนั้น พระอัตลักษณ์ที่แท้จริงของพระเจ้าคือพระผู้สร้างและองค์อธิปัตย์ของทุกสิ่งแห่งการทรงสร้าง  เช่นนั้นคือพระอัตลักษณ์ที่พระเจ้าทรงครอง และพระองค์ทรงมีเอกลักษณ์ท่ามกลางสรรพสิ่ง  ไม่มีสิ่งทรงสร้างใดของพระเจ้า—ไม่ว่าจะอยู่ท่ามกลางมวลมนุษย์หรือในโลกวิญญาณ—ที่สามารถใช้วิถีทางหรือข้ออ้างใดๆ เพื่อปลอมแฝงหรือแทนที่พระอัตลักษณ์และสถานะของพระเจ้าได้ เพราะท่ามกลางสรรพสิ่งมีเพียงองค์หนึ่งเดียวเท่านั้นที่ทรงถือครองพระอัตลักษณ์ ฤทธานุภาพ สิทธิอำนาจ และความสามารถในการปกครองสิ่งทรงสร้างนี้ ซึ่งก็คือ พระเจ้าพระองค์เองผู้ทรงเอกลักษณ์ของพวกเรา  พระองค์ดำรงพระชนม์ชีพและทรงเคลื่อนไหวท่ามกลางสรรพสิ่ง พระองค์สามารถขึ้นสู่ที่สูงสุดเหนือทุกสรรพสิ่งได้  พระองค์สามารถถ่อมพระทัยพระองค์เองโดยการบังเกิดเป็นมนุษย์ บังเกิดเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ที่มีเลือดและเนื้อหนัง มาพบหน้าผู้คน และร่วมทุกข์ร่วมสุขกับพวกเขา แต่ในเวลาเดียวกันนั้นพระองค์ก็ทรงบัญชาทั้งหมดที่มี ทรงตัดสินชะตากรรมของทั้งหมดที่มีและทิศทางที่ทั้งหมดจะเคลื่อนไหว  ยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ทรงนำทางชะตากรรมของมวลมนุษย์ทั้งปวง และทรงคุมทิศทางของมวลมนุษย์  พระเจ้าเช่นนี้ควรได้รับการนมัสการ ได้รับการนบนอบ และเป็นที่รู้จักของสิ่งมีชีวิตทั้งปวง  ด้วยเหตุนี้เอง ไม่ว่าเจ้าจะอยู่ในกลุ่มหรือจำพวกใดท่ามกลางมวลมนุษย์ การเชื่อในพระเจ้า ติดตามพระเจ้า ยำเกรงพระเจ้า ยอมรับการปกครองของพระองค์ และยอมรับการจัดการเตรียมการที่พระองค์ทรงมีให้แก่ชะตากรรมของเจ้าย่อมเป็นทางเลือกเดียวเท่านั้น—ทางเลือกที่จำเป็น—สำหรับบุคคลใดก็ตามและสิ่งมีชีวิตใดก็ตาม

—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 10

ในความกว้างใหญ่ของจักรวาลและพื้นฟ้า สรรพสิ่งทรงสร้างเกินคณานับดำรงชีวิตอยู่และสืบพันธุ์ ปฏิบัติตามในวัฏจักรอันไม่รู้จบของกฎแห่งชีวิต และยึดมั่นอยู่กับกฎเกณฑ์เดียวซึ่งคงที่  พวกที่ตายไปนำเอาเรื่องราวของการดำเนินชีวิตติดตัวไปด้วย และผู้ที่กำลังดำรงชีวิตอยู่ก็สร้างประวัติอันน่าเวทนาซ้ำแบบเดียวกับพวกที่ดับสูญไปแล้ว  และดังนั้น มวลมนุษย์จึงอดไม่ได้ที่จะถามตัวเขาเองว่า พวกเรามีชีวิตไปทำไม?  และทำไมพวกเราจึงต้องตาย?  ใครปกครองโลกนี้?  และใครสร้างมวลมนุษย์นี้ขึ้นมา?  มวลมนุษย์ถูกสร้างโดยธรรมชาติจริงหรือ?  มวลมนุษย์เป็นผู้ควบคุมชะตากรรมของตัวเขาเองจริงหรือ?…เหล่านี้คือคำถามต่างๆ ที่มนุษย์ได้ตั้งคำถามตลอดมาไม่เคยหยุดเป็นเวลาหลายพันปี โชคร้ายก็คือ ยิ่งมนุษย์กลายเป็นย้ำคิดอยู่กับคำถามเหล่านี้มากเท่าไร เขาก็ยิ่งเกิดความกระหายในวิทยาศาสตร์ขึ้นมามากตามกันเท่านั้น  วิทยาศาสตร์ให้ความพึงพอใจเพียงรวบรัดและความชื่นชมยินดีเพียงชั่วคราวของเนื้อหนัง แต่ไม่พอเพียงเลยแม้แต่น้อยที่จะปลดปล่อยมนุษย์ให้เป็นอิสระจากความอ้างว้างเดียวดาย ความเหงา และแค่พอจะปกปิดความสะพรึงกลัวและความท้อแท้สิ้นหวังลึกๆ ภายในวิญญาณของเขาเท่านั้น  มนุษยชาติแค่ใช้ความรู้เชิงวิทยาศาสตร์ที่เขาสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าและเข้าใจได้ด้วยสมองเพื่อทำให้หัวใจของเขาหมดความรู้สึก  กระนั้นความรู้เชิงวิทยาศาสตร์ดังกล่าวก็ไม่เพียงพอที่จะหยุดมนุษยชาติจากการสำรวจความล้ำลึกทั้งหลาย  มนุษยชาติแค่ไม่รู้ว่าใครคือผู้ครองอธิปไตยเหนือจักรวาลและทุกสรรพสิ่ง นับประสาอะไรกับเรื่องการเริ่มต้นและอนาคตของมนุษยชาติน้อยเข้าไปอีก  มนุษยชาติก็แค่มีชีวิตท่ามกลางกฎนี้อย่างจำยอม  ไม่มีใครเลยที่สามารถหลีกหนีได้ และไม่มีใครเปลี่ยนแปลงกฎนี้ได้ เพราะท่ามกลางสรรพสิ่งทั้งมวลและในฟ้าสวรรค์นั้น มีเพียงองค์หนึ่งเดียวตั้งแต่นิรันดร์กาลถึงนิรันดร์กาลผู้ซึ่งทรงครองอธิปไตยเหนือทุกสิ่ง  พระองค์ทรงเป็นองค์หนึ่งเดียวผู้ซึ่งมนุษย์ไม่เคยได้มองเห็น องค์หนึ่งเดียวที่มนุษย์ไม่เคยได้รู้จัก เป็นผู้ซึ่งมนุษย์ไม่เคยเชื่อในการดำรงอยู่ของพระองค์—กระนั้น พระองค์ก็ทรงเป็นองค์หนึ่งเดียวผู้ซึ่งเป่าลมหายใจเข้าไปในบรรพบุรุษของมนุษยชาติ และให้ชีวิตแก่มนุษยชาติ พระองค์ทรงเป็นองค์หนึ่งเดียวผู้จัดเตรียมและบำรุงเลี้ยงมนุษยชาติ ให้โอกาสเขาได้ดำรงอยู่ และพระองค์ทรงเป็นองค์หนึ่งเดียวผู้ทรงนำมนุษยชาติมาจนถึงปัจจุบัน  ยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ผู้นี้เพียงผู้เดียวเท่านั้นที่เป็นองค์หนึ่งเดียวซึ่งมนุษยชาติพึ่งพาเพื่อความอยู่รอด  พระองค์ทรงครองอธิปไตยเหนือสรรพสิ่งและสิ่งมีชีวิตทั้งมวลในจักรวาล พระองค์ทรงกำกับฤดูกาลทั้งสี่ และเป็นพระองค์ที่ทรงก่อให้เกิดสายลม น้ำค้างแข็ง หิมะ และสายฝน  พระองค์ทรงนำพาแสงแดดมาสู่มนุษยชาติ และนำมาซึ่งราตรีกาล  เป็นพระองค์ที่ทรงวางแผนผังฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก จัดเตรียมเทือกเขา ทะเลสาบ และแม่น้ำ และสิ่งมีชีวิตทั้งหมดที่อยู่ในนั้นให้กับมนุษย์  กิจการของพระองค์นั้นปรากฏพร้อมทุกแห่งหน ฤทธานุภาพของพระองค์นั้นปรากฏพร้อมทุกแห่งหน พระปรีชาญาณของพระองค์นั้นปรากฏพร้อมทุกแห่งหน และสิทธิอำนาจของพระองค์นั้นปรากฏพร้อมทุกแห่งหน  ธรรมบัญญัติและกฎเกณฑ์แต่ละประการเหล่านี้คือรูปจำแลงของกิจการของพระองค์ เป็นการเผยให้เห็นพระปัญญาและสิทธิอำนาจของพระองค์  ใครกันเล่าที่ตัวพวกเขาสามารถจะได้รับการยกเว้นจากอธิปไตยของพระองค์?  และใครกันเล่าที่สามารถปลดตัวพวกเขาเองออกจากการออกแบบของพระองค์?  ทุกสรรพสิ่งดำรงอยู่ภายใต้การเขม้นมองของพระองค์ และยิ่งไปกว่านั้น ทุกสรรพสิ่งมีชีวิตอยู่ภายใต้อธิปไตยของพระองค์  กิจการของพระองค์และฤทธานุภาพของพระองค์ไม่ได้ทิ้งทางเลือกไว้ให้กับมนุษย์ นอกเหนือจากให้รับรู้ข้อเท็จจริงที่ว่า พระองค์ทรงดำรงอยู่จริงและครองอธิปไตยเหนือทุกสรรพสิ่ง  ไม่มีสิ่งใดที่นอกเหนือจากพระองค์สามารถปกครองจักรวาลได้ นับประสาอะไรกับการจัดเตรียมให้กับมนุษยชาตินี้อย่างไม่สิ้นสุด  ไม่ว่าเจ้าสามารถระลึกรู้ถึงกิจการของพระเจ้าได้หรือไม่ และไม่ว่าเจ้าเชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้าหรือไม่ ไม่มีข้อกังขาเลยว่าพระเจ้าทรงลิขิตชะตากรรมของเจ้าเอาไว้ และไม่มีข้อกังขาเลยว่า พระเจ้าจะทรงครองอธิปไตยเหนือสรรพสิ่งเสมอ  การดำรงอยู่และสิทธิอำนาจของพระองค์นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับการที่มนุษย์ระลึกรู้ได้และจับใจความได้หรือไม่  มีเพียงพระองค์ที่รู้อดีต ปัจจุบัน และอนาคตของมนุษย์ และมีเพียงพระองค์ที่สามารถกำหนดชะตากรรมของมนุษยชาติ ไม่ว่าเจ้าจะสามารถยอมรับข้อเท็จจริงนี้ได้หรือไม่ อีกไม่นานนัก มนุษยชาติก็จะเป็นพยานรู้เห็นสิ่งทั้งหมดนี้ด้วยตาของพวกเขาเอง และนี่คือข้อเท็จจริงที่พระเจ้าจะทรงนำมาปฏิบัติในอีกไม่ช้านาน  มนุษยชาติมีชีวิตอยู่และตายไปภายใต้สายพระเนตรของพระเจ้า  มนุษย์มีชีวิตอยู่เพื่อการบริหารจัดการของพระเจ้า และเมื่อเขาปิดตาลงเป็นครั้งสุดท้าย พวกเขาก็ปิดตาเพื่อการบริหารจัดการนี้ด้วยเช่นกัน  มนุษย์มาและไป กลับไปกลับมา ซ้ำแล้วซ้ำเล่า  ทั้งหมดนั้นเป็นส่วนของอธิปไตยของพระเจ้าและการออกแบบของพระองค์โดยไม่มีข้อยกเว้น  การบริหารจัดการของพระเจ้าก้าวไปข้างหน้าอยู่เป็นนิตย์ ไม่เคยยุติ  พระองค์จะทรงทำให้มนุษยชาติตระหนักรู้ถึงการดำรงอยู่ของพระองค์ เชื่อในอธิปไตยของพระองค์ มองดูกิจการต่างๆ ของพระองค์ และกลับคืนสู่ราชอาณาจักรของพระองค์  นี่คือแผนการของพระองค์ และพระราชกิจซึ่งพระองค์ทรงบริหารจัดการมาตลอดเวลาหลายพันปี

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ภาคผนวก 3: มนุษย์สามารถได้รับการช่วยให้รอดท่ามกลางการบริหารจัดการของพระเจ้าเท่านั้น

พระเจ้าได้ทรงสร้างโลกนี้ขึ้นมา พระองค์ได้ทรงสร้างมวลมนุษย์นี้ขึ้นมา และยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ทรงเป็นสถาปนิกแห่งวัฒนธรรมกรีกโบราณและอารยธรรมมนุษย์  มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงปลอบประโลมมวลมนุษย์นี้ และมีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงดูแลเอาใจใส่มวลมนุษย์นี้ทั้งคืนและวัน  พัฒนาการและความก้าวหน้าของมนุษย์นั้นไม่สามารถแยกออกจากอำนาจอธิปไตยของพระเจ้าได้ อีกทั้งประวัติศาสตร์และอนาคตของมวลมนุษย์ก็ไม่อาจพ้นไปจากการจัดการเตรียมการโดยพระหัตถ์ของพระเจ้า  หากเจ้าเป็นคริสตชนแท้คนหนึ่ง เจ้าย่อมจะเชื่ออย่างแน่นอนว่า ความรุ่งเรืองและความตกต่ำของประเทศหรือชนชาติใดก็ตกอยู่ภายใต้การจัดการเตรียมการของพระเจ้า  พระเจ้าเพียงลำพังเท่านั้นที่ทรงรู้ชะตากรรมของประเทศหรือชนชาติใดก็ตาม และพระเจ้าเพียงลำพังเท่านั้นที่ทรงควบคุมครรลองของมวลมนุษย์นี้  หากมวลมนุษย์ปรารถนาจะมีชะตากรรมที่ดี หากประเทศหนึ่งปรารถนาจะมีชะตากรรมที่ดี มนุษย์ต้องน้อมคำนับนมัสการพระเจ้า และมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อกลับใจและสารภาพต่อพระองค์ หรือหากไม่เช่นนั้น ชะตากรรมและปลายทางของมนุษย์ก็จะต้องเป็นมหันตภัยอย่างหนึ่งซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เลย

เมื่อมองย้อนกลับไปช่วงเวลาที่โนอาห์สร้างนาวา มวลมนุษย์กำลังเสื่อมทรามอย่างถลำลึก ผู้คนได้หลุดหลงออกไปจากพรของพระเจ้า ไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่จากพระเจ้าอีกต่อไป และได้สูญเสียสัญญาของพระเจ้า  พวกเขามีชีวิตอยู่ในความมืดมิด ปราศจากแสงแห่งพระเจ้า  จากนั้นพวกเขาก็กลับกลายเป็นมีธรรมชาติที่มักมากในกาม ปล่อยปละละเลยตนเองให้กับความชั่วช้าน่าขยะแขยง  ผู้คนเช่นนั้นไม่สามารถได้รับสัญญาของพระเจ้าอีกต่อไป  พวกเขาไม่คู่ควรที่จะได้เห็นพระพักตร์ของพระเจ้าหรือได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า ด้วยเหตุที่พวกเขาทอดทิ้งพระเจ้า ทิ้งขว้างทุกสิ่งที่พระองค์ประทานให้พวกเขา และลืมการทรงสอนต่างๆ ของพระเจ้า  หัวใจของพวกเขาไถลห่างไปจากพระเจ้าไกลขึ้นและไกลขึ้น และด้วยความที่เป็นเช่นนั้น พวกเขาจึงกลับกลายไปเป็นเลวร้ายไร้ศีลธรรมจนเลยพ้นไปจากความมีเหตุผลและมนุษยธรรมทั้งมวล และกลายเป็นชั่วร้ายมากขึ้นทุกที จากนั้นเอง พวกเขาได้เดินเข้าใกล้ความตายมากขึ้นเรื่อยๆ และตกไปอยู่ภายใต้พระพิโรธและการลงโทษของพระเจ้า  มีเพียงโนอาห์ที่นมัสการพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว และดังนั้นเขาจึงสามารถได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าและได้ยินคำบัญชาของพระองค์  เขาได้สร้างนาวาขึ้นตามคำบัญชาจากพระวจนะของพระเจ้า และที่นั่นเองที่สิ่งทรงสร้างซึ่งมีชีวิตในทุกลักษณะได้มาชุมนุมกัน  และด้วยวิธีนี้ เมื่อทุกอย่างถูกเตรียมพร้อม พระเจ้าได้ทรงปลดปล่อยการทำลายล้างลงมาบนโลก  มีเพียงโนอาห์กับสมาชิกคนอื่นๆ ของครอบครัวเขาอีกเจ็ดคนที่รอดชีวิตจากการทำลายล้างครั้งนั้น ซึ่งก็เป็นเพราะโนอาห์ได้นมัสการพระยาห์เวห์และหลบเลี่ยงความชั่วนั่นเอง

ตอนนี้ลองมามองที่ยุคปัจจุบัน เหล่ามนุษย์ผู้ชอบธรรมเช่นเดียวกับโนอาห์ ผู้ซึ่งสามารถนมัสการพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วนั้น ไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว  กระนั้น พระเจ้าก็ยังทรงเปี่ยมพระคุณต่อมวลมนุษย์นี้ และยังทรงให้อภัยพวกเขาในช่วงยุคสุดท้ายนี้  พระเจ้าทรงแสวงหาบรรดาผู้ที่ถวิลหาให้พระองค์ทรงปรากฏ  พระองค์ทรงแสวงหาบรรดาผู้ที่สามารถได้ยินพระวจนะของพระองค์ ผู้ที่ยังไม่ลืมพระบัญชาของพระองค์ และมอบถวายหัวใจและร่างกายของพวกเขาแด่พระองค์  พระองค์ทรงแสวงหาผู้ที่นบนอบเฉพาะพระพักตร์พระองค์ดุจทารก และไม่ต่อต้านพระองค์  หากเจ้ายอมอุทิศตัวเจ้าให้กับพระเจ้าโดยไม่ถูกยับยั้งจากพลังอำนาจหรือกำลังบังคับใดๆ พระเจ้าก็จะทรงมองดูพวกเจ้าด้วยความโปรดปราน และจะประทานพรของพระองค์ให้กับเจ้า  หากเจ้าอยู่ในสถานะอันสูงส่ง มีภาพลักษณ์อันทรงเกียรติ ครองความรู้อันอุดม เป็นเจ้าของสินทรัพย์ล้นเหลือและได้รับการสนับสนุนจากผู้คนมากมาย กระนั้น สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้ป้องกันเจ้าจากการมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อยอมรับการทรงเรียกของพระองค์และยอมรับพระบัญชาของพระองค์ และทำในสิ่งที่พระเจ้าทรงขอให้เจ้าทำ เช่นนั้นแล้วทุกสิ่งที่เจ้าทำก็จะเป็นงานที่เปี่ยมความหมายที่สุดบนแผ่นดินโลก และเป็นกิจอันควรอย่างที่สุดของมวลมนุษย์  หากเจ้าปฏิเสธการทรงเรียกของพระเจ้าเพื่อประโยชน์ของสถานภาพและเป้าหมายของตัวเจ้าเอง ทั้งหมดที่เจ้าทำก็จะถูกสาปแช่ง และอาจถึงขั้นถูกดูหมิ่นโดยพระเจ้า บางที เจ้าอาจเป็นประธานาธิบดี นักวิทยาศาสตร์ ศิษยาภิบาล หรือผู้สูงอายุคนหนึ่ง แต่ไม่สำคัญว่าอำนาจในตำแหน่งของเจ้าจะสูงส่งเพียงใด หากเจ้าพึ่งพาความรู้ของเจ้าและความสามารถในหน้าที่รับผิดชอบต่างๆ ของเจ้า เมื่อนั้นเจ้าก็จะเป็นผู้ที่ล้มเหลวเสมอ และจะสูญสิ้นพรจากพระเจ้าเสมอ เพราะพระเจ้าไม่ทรงยอมรับสิ่งใดทั้งสิ้นที่เจ้าทำ และพระองค์ไม่ทรงยอมรับว่างานของเจ้าเป็นงานอันควร หรือยอมรับว่าเจ้ากำลังทำงานเพื่อประโยชน์ของมวลมนุษย์  พระองค์จะตรัสว่า ทุกสิ่งที่เจ้าทำนั้นทำไปเพื่อใช้ความรู้และความแข็งแกร่งของมวลมนุษย์เพื่อผลักไสการทรงอารักขาของพระเจ้าไปจากมนุษย์ และว่านั่นทำไปเพื่อที่จะปฏิเสธพรของพระเจ้า  พระองค์จะตรัสว่า เจ้ากำลังนำทางมวลมนุษย์ไปสู่ความมืดมิด ไปสู่ความตาย และไปสู่จุดเริ่มต้นของการดำรงอยู่อย่างปราศจากขีดจำกัด ในจุดที่มนุษย์ได้สูญเสียพระเจ้าและพรของพระองค์ไปแล้ว

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ภาคผนวก 2: พระเจ้าทรงครองอธิปไตยเหนือชะตากรรมของมวลมนุษย์ทั้งปวง

นับแต่มวลมนุษย์สร้างศาสตร์ต่างๆ ทางด้านสังคมขึ้นมา จิตใจของมนุษย์ก็ถูกศาสตร์และความรู้จับจอง  จากนั้นวิชาและความรู้ก็ได้กลายเป็นเครื่องมือสำหรับการปกครองมวลมนุษย์ ไม่มีพื้นที่เพียงพอที่จะให้มนุษย์นมัสการพระเจ้าอีกต่อไป และไม่มีภาวะที่เอื้ออำนวยต่อการนมัสการพระเจ้าอีกแล้ว  ฐานะของพระเจ้าได้จมต่ำลงทุกทีในหัวใจของมนุษย์  เมื่อปราศจากพระเจ้าในหัวใจของเขา โลกภายในของมนุษย์ก็มืดมน สิ้นหวัง และว่างเปล่า  ภายหลังบรรดานักสังคมศาสตร์ นักประวัติศาสตร์ และนักการเมืองมากมายได้ก้าวออกมาแสดงทฤษฎีต่างๆ ทางสังคมศาสตร์ ทฤษฎีเรื่องวิวัฒนาการของมนุษย์ และทฤษฎีอื่นๆ ซึ่งขัดแย้งกับความจริงที่ว่าพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมา เพื่อใช้เติมลงไปในหัวใจและจิตใจของมวลมนุษย์ให้เต็ม และเช่นนี้เอง ผู้คนที่เชื่อว่าพระเจ้าทรงสร้างทุกสิ่งทุกอย่างจึงลดน้อยลงทุกที และบรรดาผู้ที่เชื่อในทฤษฎีวิวัฒนาการกลับมีจำนวนมากขึ้นตลอดเวลา  ผู้คนปฏิบัติต่อบันทึกต่างๆ เกี่ยวกับงานของพระเจ้าและพระวจนะของพระองค์ในยุคแห่งพันธสัญญาเดิมราวกับเป็นนิทานปรัมปราและตำนานมากขึ้นทุกที  ในหัวใจของพวกเขา ผู้คนไม่แยแสพระเกียรติภูมิและความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า การทรงดำรงอยู่ของพระองค์ และไม่สนใจหลักความเชื่อที่ว่าพระเจ้าทรงครองอธิปไตยเหนือสรรพสิ่งทั้งมวล  ความอยู่รอดของมวลมนุษย์และชะตากรรมของประเทศต่างๆ และชนชาติต่างๆ ไม่มีความสำคัญกับพวกเขาอีกต่อไป และมนุษย์ก็มีชีวิตอยู่ในโลกอันกลวงเปล่า ใส่ใจเพียงเรื่องการกิน การดื่ม และการวิ่งไล่ตามความหรรษายินดี… มีผู้คนน้อยนิดที่คิดได้เองในการที่จะเสาะแสวงว่า พระเจ้าทรงปฏิบัติงานของพระองค์อยู่ ณ ที่ใด หรือมองดูว่า พระองค์ทรงจัดการเตรียมการและครองอธิปไตยเหนือบั้นปลายของมนุษย์อย่างไร  และเช่นนี้เอง อารยธรรมของมนุษย์จึงกลายเป็นว่าสามารถสอดรับกับความปรารถนาของมนุษย์ได้น้อยลงทุกที โดยที่มนุษย์มิได้รู้ตัวเลย และมิหนำซ้ำยังมีผู้คนมากมายที่รู้สึกว่า พวกเขามีความสุขในการใช้ชีวิตในโลกแบบนี้น้อยกว่าบรรดาผู้ที่ตายจากไปแล้วเสียอีก  แม้แต่ประชาชนของประเทศต่างๆ ที่เคยมีอารยธรรมสูงส่งก็ยังออกมาแสดงความคับข้องใจดังกล่าว  ด้วยความที่ปราศจากการทรงนำของพระเจ้า ไม่สำคัญว่าบรรดานักปกครองและนักสังคมศาสตร์ จะขบคิดกันจนสมองแทบแตกอย่างไร ในอันที่จะรักษาอารยธรรมของมนุษย์เอาไว้ ก็เป็นการไร้ประโยชน์  ไม่มีใครสามารถเติมเต็มความว่างเปล่าในหัวใจของมนุษย์ได้ เพราะไม่มีใครสามารถเป็นชีวิตของมนุษย์ได้ และไม่มีทฤษฎีเชิงสังคมข้อไหนที่สามารถปลดปล่อยมนุษย์ออกจากความเดือดเนื้อร้อนใจของความว่างเปล่า  วิทยาศาสตร์ ความรู้ อิสรภาพ ประชาธิปไตย ความสุขสำราญ และความสุขสบาย ปลอบประโลมใจของมนุษย์เพียงชั่วคราวเท่านั้น ต่อให้มีสิ่งเหล่านี้ มนุษย์ก็ยังคงมีบาปและพร่ำบ่นถึงความไม่เป็นธรรมของสังคมอยู่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถยับยั้งความถวิลหาและความปรารถนาที่จะสำรวจค้นคว้าของมนุษย์ได้  นี่เป็นเพราะมนุษย์ได้ถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้า และการพลีอุทิศและการสำรวจค้นคว้าอันไร้ความหมายของเขา ทำได้แค่เพียงนำไปสู่ความเศร้าหมองที่มากขึ้นเท่านั้น และทำได้เพียงเป็นต้นเหตุให้มนุษย์ดำรงอยู่ในสภาวะแห่งความหวาดกลัวตลอดเวลาเท่านั้น โดยไม่รู้ว่าจะเผชิญหน้ากับอนาคตของมวลมนุษย์อย่างไร หรือจะเผชิญหน้ากับเส้นทางที่ทอดยาวอยู่เบื้องหน้าอย่างไร  ถึงขั้นที่มนุษย์เกิดความกลัวต่อวิทยาศาสตร์และความรู้ และยิ่งจะหวาดกลัวความรู้สึกที่ว่างเปล่า  ในโลกใบนี้ เจ้าไม่สามารถหลีกหนีชะตากรรมของมนุษยชาติได้โดยเด็ดขาด โดยไม่ต้องคำนึงว่า เจ้าใช้ชีวิตอยู่ในประเทศเสรีหรือในประเทศที่ปราศจากสิทธิมนุษยชน ไม่ว่าเจ้าจะเป็นผู้ปกครองหรือผู้ถูกปกครอง ก็ไม่มีทางเลยที่เจ้าจะสามารถหลีกหนีความต้องการที่จะสำรวจค้นคว้าชะตากรรม ความลึกลับ และจุดหมายปลายทางของมวลมนุษย์ได้  นับประสาอะไรที่เจ้าจะสามารถหลีกหนีความรู้สึกสับสนงุนงงของความว่างเปล่าไปได้  ปรากฏการณ์ดังกล่าว ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นปกติในหมู่มวลมนุษย์ทั้งปวง ได้ถูกนักสังคมวิทยาเรียกว่าปรากฏการณ์ทางสังคม แต่กระนั้น ก็ยังไม่มีมนุษย์ผู้ยิ่งใหญ่คนใดสามารถออกมาแสดงตนเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว  ไม่ว่าจะอย่างไรท้ายที่สุดแล้ว มนุษย์ก็คือมนุษย์ และไม่มีมนุษย์คนใดที่สามารถมาแทนที่ตำแหน่งและชีวิตของพระเจ้าได้  มวลมนุษย์ไม่เพียงต้องการความอิ่มท้อง มีสังคมที่ยุติธรรมซึ่งทุกคนมีความเสมอภาค และมีอิสระ สิ่งที่มวลมนุษย์จำเป็นต้องมีคือ ความรอดของพระเจ้าและการจัดเตรียมชีวิตของพระองค์ที่มีให้แก่พวกเขา  มีเพียงยามที่มนุษย์ได้รับการจัดเตรียมชีวิตของพระเจ้าและความรอดของพระองค์แล้วเท่านั้น ที่ความต้องการต่างๆ ความปรารถนาที่จะสำรวจค้นคว้า และความว่างเปล่าในหัวใจของเขาจะสามารถได้รับการแก้ไข  หากประชาชนของประเทศหนึ่งหรือชนชาติหนึ่ง ไม่สามารถได้รับความรอดและการเฝ้าดูแลของพระเจ้าแล้วไซร้ ประเทศหรือชนชาติดังกล่าวก็จะต้องย่ำเท้าไปบนถนนสู่ความเสื่อมถอย ตรงสู่ความมืดมิด และส่งผลให้ถูกทำลายล้างโดยพระเจ้า

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ภาคผนวก 2: พระเจ้าทรงครองอธิปไตยเหนือชะตากรรมของมวลมนุษย์ทั้งปวง

ในโลกอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้ มหาสมุทรเหือดแห้งตกตะกอนกลายเป็นท้องทุ่ง และท้องทุ่งถูกน้ำท่วมจนกลายเป็นมหาสมุทร นับครั้งไม่ถ้วน  ไม่มีใครสามารถนำทางและชี้นำเผ่าพันธุ์มนุษย์นี้ได้ เว้นแต่พระองค์ผู้ทรงครองอธิปไตยเหนือทุกสิ่งอย่างท่ามกลางทุกสรรพสิ่งพระองค์เดียวเท่านั้น  ไม่มี “ผู้ทรงฤทธิ์” ใดตรากตรำหรือทำการตระเตรียมให้กับเผ่าพันธุ์มนุษย์นี้ ที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ไม่มีใครที่สามารถนำทางเผ่าพันธุ์มนุษย์นี้สู่บั้นปลายแห่งความสว่างและปลดปล่อยให้เป็นอิสระจากความอยุติธรรมของโลกของมนุษย์ได้  พระเจ้าทรงกำสรดต่ออนาคตของมวลมนุษย์ พระองค์ตรมพระทัยกับการตกต่ำของมวลมนุษย์ และทรงเจ็บปวดที่มวลมนุษย์กำลังเดินตบเท้าทีละก้าวเข้าหาความเสื่อมสลายและเส้นทางที่ไม่อาจหวนคืน  ไม่มีใครเคยคำนึงถึงเรื่องนี้ กล่าวคือ มวลมนุษย์เช่นนี้ที่ได้ทำร้ายพระทัยของพระเจ้าจนไม่เหลือชิ้นดีและหันหลังให้กับพระองค์เพื่อแสวงหามารร้าย อาจมุ่งหน้าไปที่ใด?  ด้วยเหตุผลนี้เองที่ไม่มีใครพยายามสำนึกถึงพระพิโรธของพระเจ้า ที่ไม่มีใครแสวงหาหนทางที่จะทำให้พระเจ้าทรงยินดี หรือพยายามเข้าใกล้ชิดกับพระเจ้ามากขึ้น และยิ่งกว่านั้นคือไม่มีใครพยายามซาบซึ้งในความตรมพระทัยและความเจ็บปวดของพระเจ้า  แม้กระทั่งหลังจากได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า มนุษย์ก็ยังคงเดินไปบนเส้นทางของตนต่อไป ยังคงหันหนีไปจากพระเจ้า เลี่ยงหนีพระคุณและการดูแลของพระเจ้า และหลบเลี่ยงความจริงของพระองค์ เลือกที่จะขายตนเองให้กับซาตาน—ศัตรูของพระเจ้า  และมีใครหรือไม่ที่เคยคิดว่า—หากมนุษย์ยังยืนกรานในความดื้อดึงของตนอีกต่อไป พระเจ้าจะทรงทำอย่างไรกับมวลมนุษย์พวกนี้ที่เมินเฉยพระองค์อย่างที่สุด?  ไม่มีผู้ใดรู้เหตุผลที่พระเจ้าทรงย้ำเตือนและเตือนสติมนุษย์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า นั่นก็เป็นเพราะในพระหัตถ์ของพระองค์นั้น พระองค์ได้ทรงตระเตรียมหายนะอย่างหนึ่งซึ่งไม่เคยมีอันใดเสมอเหมือนมาก่อนเอาไว้แล้ว เป็นหายนะที่เนื้อหนังและจิตวิญญาณของมนุษย์นั้นมิอาจจะทนรับได้เลย  ไม่ใช่แค่การลงโทษต่อเนื้อหนัง แต่เป็นหายนะที่มุ่งไปสู่ดวงจิตของมนุษย์  เจ้าจำเป็นต้องรู้เรื่องนี้ว่า พระพิโรธแบบใดเล่าที่พระองค์จะทรงปลดปล่อยออกมา เมื่อแผนการของพระเจ้าเป็นอันล้มเหลวไป และเมื่อข้อเตือนจำและคำเตือนสติของพระองค์ไม่ได้รับการตอบแทน?  นี่จะไม่เหมือนกับสิ่งใดเลยที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างใดได้เคยผ่านประสบการณ์หรือรู้จักมาก่อน  และดังนั้นเราจึงกล่าวว่าหายนะนี้ไม่เคยมีมาก่อนและจะไม่มีซ้ำอีก  เพราะว่าแผนการของพระเจ้านั้นก็คือ การสร้างมวลมนุษย์เพียงครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้น และช่วยมวลมนุษย์ให้รอดเพียงครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้น  นี่เป็นครั้งแรก และก็เป็นครั้งสุดท้ายเช่นกัน  เพราะฉะนั้น จึงไม่มีผู้ใดสามารถซาบซึ้งถึงเจตนารมณ์อันอุตสาหะและความมุ่งหวังอันแรงกล้าที่พระเจ้าทรงช่วยมวลมนุษย์ให้รอดในครั้งนี้เลย

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตมนุษย์

พระเจ้าได้ทรงสร้างโลกนี้และทรงนำพามนุษย์ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่พระองค์ประทานชีวิตให้เข้ามาในโลก  ลำดับต่อมา มนุษย์ก็มามีพ่อแม่และญาติพี่น้อง และไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไป  ตั้งแต่ครั้งแรกที่มนุษย์เปิดตามองโลกแห่งวัตถุ เขาก็ได้ถูกลิขิตชะตาไว้แล้วให้ดำรงอยู่ภายในการทรงลิขิตของพระเจ้า  ลมปราณจากพระเจ้านี่เองที่สนับสนุนสิ่งที่มีชีวิตทั้งหมดทุกชีวิต ตลอดช่วงวัยเจริญเติบโตไปจนถึงวัยผู้ใหญ่  ในช่วงระหว่างกระบวนการนี้ ไม่มีใครรู้สึกว่ามนุษย์กำลังดำรงอยู่และเติบโตขึ้นภายใต้การดูแลของพระเจ้า พวกเขากลับเชื่อว่ามนุษย์กำลังเติบโตภายใต้บุญคุณจากการอบรมเลี้ยงดูของพ่อแม่ และเป็นสัญชาตญาณชีวิตของเขานั่นเองที่กำกับการเจริญเติบโตของเขา  นี่เป็นเพราะว่ามนุษย์ไม่รู้ว่าผู้ใดประทานชีวิตให้เขา หรือรู้ว่าตัวเขามาจากไหน นับประสาอะไรที่จะรู้หนทางที่สัญชาตญาณชีวิตสร้างปาฏิหาริย์ เขารู้เพียงว่าอาหารคือพื้นฐานที่ช่วยให้ชีวิตดำเนินต่อไป ความพากเพียรบากบั่นคือแหล่งกำเนิดแห่งการดำรงอยู่ของชีวิตของเขา และความเชื่อต่างๆ ในจิตใจของเขาคือทุนที่เขาต้องอาศัยพึ่งพาเพื่อความอยู่รอด  เกี่ยวกับพระคุณและการจัดเตรียมของพระเจ้านั้น มนุษย์ไม่รับรู้อันใดเลยอย่างถึงที่สุด และในลักษณะนี้เองที่เขาใช้ชีวิตที่พระเจ้าประทานให้ไปอย่างสูญเปล่า… คนที่พระเจ้าทรงดูแลทั้งวันทั้งคืนนี้ไม่มีสักคนที่คิดขึ้นมาได้เองว่าจะนมัสการพระองค์ พระเจ้าเพียงแค่ทรงพระราชกิจต่อไปในตัวมนุษย์ที่ไม่ได้ถูกคาดหวังอะไร ตามที่พระองค์ทรงวางแผนเอาไว้  พระเจ้าทรงทำเช่นนั้นด้วยความหวังว่าสักวันหนึ่ง มนุษย์จะตื่นขึ้นจากฝันของเขาและพลันตระหนักถึงคุณค่าและความหมายของชีวิต รวมถึงราคาที่พระเจ้าทรงจ่ายเพื่อทั้งสิ้นทั้งมวลที่พระองค์ได้ประทานให้เขา และความร้อนใจขณะที่พระเจ้าทรงถวิลหาอย่างรวดร้าวให้มนุษย์หันกลับมาหาพระองค์  ไม่มีใครเคยสืบเสาะความลับเรื่องต้นกำเนิดและการดำรงสืบมาของชีวิตมนุษย์  มีเพียงพระเจ้าผู้เข้าพระทัยทุกสิ่งทั้งหมดนี้เท่านั้นที่ทรงสู้ทนต่อความเจ็บปวดและการโบยตีที่มนุษย์ผู้ซึ่งได้รับทุกอย่างจากพระเจ้าแต่กลับไม่รู้สึกสำนึกขอบคุณได้มอบให้แก่พระองค์  มนุษย์ชื่นชมทุกสิ่งทุกอย่างที่ชีวิตนำมาให้เป็นปกติ และในทำนองเดียวกัน นี่ก็ “เป็นไปตามครรลอง” ที่พระเจ้าทรงถูกทรยศโดยมนุษย์ ถูกลืมเลือนโดยมนุษย์และถูกบังคับขู่เข็ญโดยมนุษย์  เป็นไปได้หรือที่แผนการของพระเจ้าจะสำคัญขนาดนั้นจริงๆ?  เป็นไปได้หรือที่มนุษย์ สิ่งมีชีวิตนี้ซึ่งมาจากพระหัตถ์ของพระเจ้า จะสำคัญปานนั้นจริงๆ?  แน่นอนว่าแผนการของพระเจ้านั้นสำคัญจริงๆ?  อย่างไรก็ดี สิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างโดยพระหัตถ์ของพระเจ้านี้ดำรงอยู่ก็เพื่อประโยชน์แห่งแผนการของพระองค์  เพราะฉะนั้น พระเจ้าจะทรงปล่อยให้แผนการของพระองค์สูญเปล่าไปกับความเกลียดชังที่มีต่อเผ่าพันธุ์มนุษย์นี้ไม่ได้  เพื่อเห็นแก่แผนการของพระองค์และลมปราณที่พระองค์ได้ทรงระบายออกไปพระเจ้าจึงทรงสู้ทนต่อความทรมานทั้งมวล ไม่ใช่เพื่อเนื้อหนังของมนุษย์แต่เพื่อชีวิตของมนุษย์  พระองค์ทรงทำเช่นนั้น มิใช่เพื่อจะได้เนื้อหนังของมนุษย์กลับคืนมา แต่เพื่อจะได้ชีวิตที่พระองค์ทรงระบายลมปราณให้กลับคืนมา  นี่คือแผนการของพระองค์

ทุกคนที่ถือกำเนิดในโลกนี้ต้องผ่านชีวิตและความตาย และพวกเขาส่วนใหญ่ก็ได้ผ่านวัฏจักรแห่งความตายและการเกิดใหม่มาแล้ว  ผู้คนที่มีชีวิตอยู่ตอนนี้ก็จะตายในไม่ช้า และอีกไม่นาน คนที่ตายแล้วก็จะกลับมา  ทั้งหมดนี้คือครรลองแห่งชีวิตที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้สิ่งมีชีวิตแต่ละชีวิต  ทว่าครรลองและวัฏจักรนี้เองคือข้อเท็จจริงที่พระเจ้าทรงปรารถนาให้มนุษย์ประจักษ์ว่า ชีวิตที่พระเจ้าประทานให้มนุษย์นั้นไม่มีสิ้นสุด ไม่ถูกจำกัดด้วยรูปกาย เวลา หรือพื้นที่  นั่นแหละคือความล้ำลึกของชีวิตที่พระเจ้าประทานให้แก่มนุษย์ และเป็นข้อพิสูจน์ว่าชีวิตมาจากพระองค์  แม้หลายคนจะไม่เชื่อว่าชีวิตของมนุษย์มาจากพระเจ้า แต่มนุษย์ก็เพลิดเพลินกับทุกสิ่งที่มาจากพระเจ้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าเขาจะเชื่อหรือปฏิเสธการดำรงอยู่ของพระองค์ก็ตาม  หากวันหนึ่งพระเจ้าเปลี่ยนพระทัยขึ้นมากะทันหัน ต้องการที่จะเรียกคืนทุกสิ่งที่ดำรงอยู่ในโลกนี้ และริบคืนชีวิตที่พระองค์เคยประทานให้ เมื่อนั้น ทุกสิ่งก็จะสูญสิ้นไป  พระเจ้าทรงใช้ชีวิตของพระองค์หล่อเลี้ยงสรรพสิ่ง ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ทรงนำสรรพสิ่งเข้าสู่ความเป็นระเบียบด้วยมหิทธิฤทธิ์และสิทธิอำนาจของพระองค์  นี่คือข้อเท็จจริงที่ไม่มีใครสามารถจินตนาการและเข้าใจได้ และข้อเท็จจริงที่ไม่อาจเข้าใจได้เหล่านี้คือการสำแดงและเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงพลังชีวิตของพระเจ้าอย่างแท้จริง  บัดนี้ เราขอบอกความลับหนึ่งแก่เจ้าว่า ความยิ่งใหญ่ของชีวิตของพระเจ้าและฤทธานุภาพแห่งชีวิตของพระองค์นั้น พ้นวิสัยที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างจะหยั่งถึงได้  ทุกวันนี้ก็เป็นเช่นนี้ เหมือนที่เคยเป็นมาในอดีต และจะเป็นเช่นนี้ในกาลข้างหน้า  ความลับข้อที่สองที่เราจะบอกคือ แหล่งกำเนิดชีวิตของสิ่งทรงสร้างทั้งปวงมาจากพระเจ้า ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบและโครงสร้างชีวิตที่แตกต่างกันอย่างไร และไม่ว่าเจ้าจะเป็นสิ่งมีชีวิตประเภทใด ก็ไม่มีสิ่งทรงสร้างใดสามารถฝืนทางโคจรของชีวิตดังที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้ได้  ไม่ว่าอย่างไร ทั้งหมดที่เราปรารถนาก็คือให้มนุษย์เข้าใจว่า หากปราศจากการดูแล การคุ้มครอง และการจัดเตรียมของพระเจ้า มนุษย์ย่อมไม่สามารถได้รับทุกสิ่งที่เขาสมควรได้รับ ไม่ว่าเขาจะพยายามอย่างขยันขันแข็งหรือต่อสู้ดิ้นรนอย่างยากเย็นเพียงใด  หากไร้ซึ่งการหล่อเลี้ยงชีวิตจากพระเจ้า มนุษย์ย่อมสูญเสียคุณค่าของการดำรงชีวิตและความหมายของชีวิต  พระเจ้าจะทรงยอมให้มนุษย์ผู้ทิ้งขว้างคุณค่าแห่งชีวิตของพระองค์อย่างไม่ใส่ใจไร้กังวลปานนั้นได้อย่างไร?  ดังที่เราได้กล่าวไว้ก่อนนี้ว่า จงอย่าลืมว่าพระเจ้าคือแหล่งกำเนิดชีวิตของเจ้า  หากมนุษย์ไม่สามารถทะนุถนอมทุกสิ่งที่พระเจ้าได้ประทานไว้ให้ ไม่เพียงแต่พระเจ้าจะทรงนำทุกสิ่งที่ประทานให้แต่แรกกลับคืนไปเท่านั้น แต่พระองค์จะทรงทำให้มนุษย์ชดใช้พระองค์เป็นสองเท่าของราคาทั้งหมดที่พระองค์ได้ประทานให้

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตมนุษย์

มนุษยชาติซึ่งได้หลงทางไปจากการจัดเตรียมชีวิตขององค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์นั้น ไม่รู้จุดประสงค์ของการดำรงอยู่ แต่กลับหวาดกลัวความตาย  พวกเขาไร้ซึ่งความช่วยเหลือหรือที่พึ่งพา แต่ยังไม่เต็มใจที่จะปิดเปลือกตาลง  และพวกเขาก็แข็งใจประคับประคองถุงเนื้อหนังที่ปราศจากความรู้สึกฝ่ายวิญญาณของตน และยืดชีวิตอันต่ำช้าในโลกใบนี้ออกไป  เจ้าดำเนินชีวิตในหนทางนี้อย่างปราศจากความหวัง และปราศจากจุดมุ่งหมายเช่นเดียวกับคนอื่นๆ  มีเพียงองค์บริสุทธิ์ในตำนานเท่านั้นที่จะช่วยผู้คนให้รอดได้ ผู้คนที่คร่ำครวญอยู่ท่ามกลางความทุกข์ของตน และถวิลหาการเสด็จมาถึงของพระองค์อย่างสุดกำลัง  นานแล้วที่ความเชื่อดังกล่าวไม่เคยเป็นจริงในหมู่คนที่ไร้จิตสำนึก  กระนั้นพวกเขาก็ยังโหยหาอยู่ดี  องค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงกรุณาต่อผู้คนเหล่านี้ที่ได้ทนทุกข์อย่างล้ำลึก ในขณะเดียวกัน พระองค์ก็ทรงรู้สึกรังเกียจผู้คนเหล่านี้ที่ไร้จิตสำนึกโดยสิ้นเชิง เพราะพระองค์ต้องทรงรอคอยอย่างยาวนานเหลือเกินกว่าจะทรงได้รับคำตอบจากผู้คน  พระองค์ทรงต้องการมองหา มองหาหัวใจและวิญญาณของเจ้า และเพื่อนำน้ำและอาหารมาให้เจ้า เพื่อที่ว่าเจ้าจะตื่นขึ้นมาและเจ้าไม่มีความกระหายหรือหิวโหยอีกต่อไป  ยามที่เจ้าเหนื่อยล้าและรู้สึกว่าโลกใบนี้เปล่าเปลี่ยวอยู่บ้าง จงอย่ารู้สึกหลงทาง อย่าร่ำไห้  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ผู้คอยเฝ้าดู จะทรงโอบกอดการมาถึงของเจ้าทุกเมื่อ  พระองค์คอยเฝ้าดูอยู่ข้างกายเจ้า  พระองค์กำลังทรงรอคอยให้เจ้าหันกลับมา รอคอยวันที่เจ้าพลันฟื้นความทรงจำขึ้นมา ยามที่เจ้าตระหนักว่าเจ้ามาจากพระเจ้า และ ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง เจ้าได้หลงทาง ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง เจ้าได้สูญเสียจิตสำนึกไประหว่างทาง และ ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง เจ้ามี “บิดา” ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเจ้าตระหนักว่าองค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงคอยเฝ้าดูเจ้าเสมอ รอคอยอยู่ตรงนั้นมานานแสนนานให้เจ้ากลับมา  พระองค์ทรงโหยหาอย่างแรงกล้า รอคอยการตอบสนองที่ไร้คำตอบ  การคอยเฝ้าดูของพระองค์นั้นหาค่ามิได้ และเป็นไปเพื่อหัวใจมนุษย์และจิตวิญญาณของมนุษย์  บางที การเฝ้าดูของพระองค์อาจจะไม่มีที่สิ้นสุด หรือบางทีอาจจะสิ้นสุดลงแล้ว  แต่เจ้าควรรู้ว่า หัวใจของเจ้าและจิตวิญญาณของเจ้านั้นอยู่ที่ไหนกันแน่ในเวลานี้

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การทอดถอนพระทัยขององค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

ก่อนหน้า: 3. ผู้เชื่อชาวคาทอลิกฟังพวกปุโรหิต พวกปุโรหิตฟังบิชอป และเหล่าบิชอปฟังสันตะปาปา  ไม่สำคัญว่าพวกคุณสามัคคีธรรมเรื่องพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์อย่างดีเพียงใด พวกเราไม่สามารถยอมรับการเสด็จมาถึงขององค์พระผู้เป็นเจ้าได้ เว้นเสียแต่ว่าสันตะปาปาและเหล่าปุโรหิตประกาศแจ้ง—พวกเราชาวคาทอลิกฟังปุโรหิตและสันตะปาปา

ถัดไป: 2. เพราะพวกเขายังไม่เคยเห็นพระเจ้า ผู้คนบางคนจึงกล่าวว่า ไม่มีพระเจ้าในโลกนี้ ในขณะที่คนอื่นใช้ประสบการณ์ส่วนตัวของพวกเขาให้คำพยานต่อการทรงดำรงอยู่ของพระเจ้า พวกเราไม่รู้ว่ามีพระเจ้าอยู่พระองค์หนึ่งจริงหรือไม่ ดังนั้นแล้ว พวกเราสามารถกำหนดพิจารณาได้อย่างไรว่าพระเจ้าทรงดำรงอยู่หรือไม่?

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger