4. ฉันรับรู้ว่า พระวจนะที่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงแสดงนั้นเป็นความจริง แต่ครอบครัวของฉันได้หลงคารมคำโกหกและเหตุผลวิบัติทั้งหลายที่แพร่กระจายโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีนและชุมชนศาสนา พวกเขาทำทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาสามารถทำได้ เพื่อให้ฉันหยุดเจาะลึกพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ฉันไม่ต้องการบาดหมางกับครอบครัวของฉันเพราะการเชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ของฉัน แต่ฉันก็ไม่ต้องการเลิกล้มการเชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ของฉัน และสูญเสียโอกาสตรงความรอดของพระเจ้าเช่นกัน อะไรคือสิ่งถูกต้องที่ฉันควรทำ?
ข้อพระคัมภีร์สำหรับอ้างอิง
“ใครที่รักบิดามารดายิ่งกว่ารักเรา ก็ไม่มีค่าควรกับเรา และใครที่รักบุตรชายหญิงยิ่งกว่ารักเรา คนนั้นก็ไม่มีค่าควรกับเรา และใครที่ไม่รับกางเขนของตนและตามเราไป คนนั้นก็ไม่มีค่าควรกับเรา” (มัทธิว 10:37-38)
“คนที่ถูกข่มเหงเพราะเหตุความชอบธรรม ก็เป็นสุข เพราะว่าแผ่นดินสวรรค์เป็นของเขาทั้งหลาย” (มัทธิว 5:10)
พระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้อง
หากเราจะวางเงินจำนวนหนึ่งไว้ตรงหน้าพวกเจ้าในตอนนี้ และให้พวกเจ้ามีอิสระในการเลือก—และหากเราไม่กล่าวโทษพวกเจ้าต่อการเลือกของพวกเจ้า—เมื่อนั้น พวกเจ้าส่วนใหญ่ก็จะเลือกเงินและละทิ้งความจริง คนที่ดีกว่าในหมู่พวกเจ้าจะละทิ้งเงินและเลือกความจริงอย่างไม่เต็มใจ ในขณะที่ผู้ที่อยู่กึ่งกลางจะคว้าเงินไว้ในมือข้างหนึ่งและความจริงไว้ในมืออีกข้างหนึ่ง เช่นนั้นแล้ว ธาตุแท้ของพวกเจ้าจะปรากฏให้เห็นเด่นชัดไม่ใช่หรือ? เมื่อต้องเลือกระหว่างความจริงกับสิ่งใดก็ตามที่พวกเจ้าจงรักภักดี พวกเจ้าย่อมจะเลือกเช่นนี้กันทุกคน และท่าทีของพวกเจ้าก็จะยังคงเป็นเหมือนเดิม ไม่ใช่เช่นนั้นหรอกหรือ? มีผู้คนมากมายในหมู่พวกเจ้าที่เคยลังเลระหว่างถูกกับผิดอยู่มิใช่หรือ? ในการต่อสู้ทั้งหมดระหว่างสิ่งที่เป็นบวกกับสิ่งที่เป็นลบ ดำกับขาว—ระหว่างครอบครัวกับพระเจ้า ลูกๆ กับพระเจ้า ความกลมเกลียวกับการแตกหัก ความมั่งคั่งกับความยากจน สถานะกับความธรรมดาสามัญ การได้รับการเกื้อหนุนกับการถูกปฏิเสธ เป็นต้น—แน่นอนว่าพวกเจ้าย่อมรู้ถึงตัวเลือกที่พวกเจ้าได้เลือกแล้ว! ระหว่างครอบครัวที่กลมเกลียวกันกับครอบครัวที่แตกแยก พวกเจ้าได้เลือกอย่างแรก และเลือกเช่นนั้นโดยไม่ลังเล ระหว่างความร่ำรวยกับหน้าที่ พวกเจ้าก็เลือกอย่างแรกอีก และถึงขนาดขาดความตั้งใจที่จะกลับเข้าฝั่ง[ก] ระหว่างความหรูหรากับความยากจน พวกเจ้าได้เลือกอย่างแรก เวลาเลือกว่าจะเอาลูกๆ ภรรยาและสามีของพวกเจ้า หรือว่าจะเลือกเรา พวกเจ้าเลือกอย่างแรก และระหว่างมโนคติอันหลงผิดทั้งหลายกับความจริง พวกเจ้าก็ยังเลือกอย่างแรก เมื่อได้เผชิญกับการทำชั่วในทุกรูปแบบของพวกเจ้า เราได้แต่เพียงหมดความเชื่อมั่นในตัวพวกเจ้า เราเพียงแต่ประหลาดใจเท่านั้น คาดไม่ถึงเลยว่าจะไม่มีทางทำให้หัวใจของพวกเจ้าอ่อนลงได้ ช่างน่าประหลาดใจที่โลหิตจากหัวใจที่เราได้สละมาหลายปีไม่ได้นำพาอะไรมาให้เรามากไปกว่าการทอดทิ้งและการยอมจำนนของพวกเจ้าเท่านั้น แต่ความหวังของเราที่มีต่อพวกเจ้ากลับเติบโตไปพร้อมกับแต่ละวันที่ผ่านไป เนื่องจากวันของเราได้ถูกเปิดเผยต่อหน้าทุกคนอย่างสมบูรณ์แล้ว กระนั้นในตอนนี้พวกเจ้าก็ยังคงไล่ตามไขว่คว้าสิ่งที่ชั่วและมืดมิด ทั้งยังปฏิเสธที่จะปล่อยมือของเจ้าที่ยึดจับสิ่งเหล่านั้นไว้ เช่นนั้นแล้ว จุดจบของพวกเจ้าจะเป็นอย่างไร? พวกเจ้าเคยให้การคิดคำนึงถึงเรื่องนี้อย่างรอบคอบหรือไม่? หากพวกเจ้าถูกขอให้เลือกอีกครั้ง แล้วจุดยืนของพวกเจ้าจะเป็นอย่างไร? จะยังคงเป็นอย่างแรกอยู่อีกหรือไม่? พวกเจ้าจะยังคงนำความผิดหวังและความโศกเศร้าอันเจ็บปวดมาสู่เราอยู่หรือไม่? หัวใจของพวกเจ้าจะยังคงมีเพียงความอบอุ่นอันน้อยนิดเท่านั้นหรือ? พวกเจ้าจะยังคงไม่ตระหนักว่าพึงทำสิ่งใดเพื่อชูใจเราหรือไม่?
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เจ้าจงรักภักดีต่อใคร?
เชิงอรรถ:
ก. กลับเข้าฝั่ง: สุภาษิตจีน หมายถึง “กลับมาจากหนทางชั่วร้ายของเรา”
บางทีเจ้าคงจะพูดว่าหากเจ้าไม่มีความเชื่อ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็คงจะไม่ได้ทนทุกข์กับการตีสอนแบบนี้หรือการพิพากษาแบบนี้ แต่เจ้าควรรู้ว่าหากปราศจากความเชื่อ เจ้าไม่เพียงแต่จะไม่สามารถได้รับการตีสอนแบบนี้หรือการเอาใจใส่แบบนี้จากองค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เท่านั้น แต่เจ้าจะยังสูญเสียโอกาสที่จะได้พบกับพระผู้สร้างไปตลอดกาลด้วย เจ้าจะไม่มีวันรู้จักต้นกำเนิดของมวลมนุษย์ และไม่มีวันได้จับใจความนัยสำคัญของชีวิตมนุษย์ได้ ถึงแม้ว่าร่างกายของเจ้าตายไปและดวงจิตของเจ้าจากไป เจ้าก็จะยังคงไม่เข้าใจกิจการทั้งหมดของพระผู้สร้าง นับประสาอะไรที่เจ้าจะรู้ว่าพระผู้สร้างทรงปฏิบัติพระราชกิจอันยิ่งใหญ่เช่นนั้นบนแผ่นดินโลกหลังจากที่พระองค์ทรงสร้างมวลมนุษย์ขึ้น ในฐานะสมาชิกคนหนึ่งของมวลมนุษย์ที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นนี้ เจ้าเต็มใจที่จะตกลงไปในความมืดอย่างไม่รู้เท่าทันในลักษณะนี้ และทนทุกข์กับการลงโทษชั่วนิรันดร์หรือไม่? หากเจ้าแยกตัวเจ้าเองออกจากการตีสอนและการพิพากษาของวันนี้ สิ่งที่เจ้าจะได้พบคืออะไร? เจ้าคิดหรือว่าทันทีที่แยกจากการพิพากษาของปัจจุบันนี้แล้ว เจ้าจะมีความสามารถที่จะหลีกหนีจากชีวิตที่ลำบากยากเย็นนี้ได้? เป็นเรื่องไม่จริงหรือที่หากเจ้าออกจาก “สถานที่นี้” สิ่งที่เจ้าจะได้เผชิญคือความทรมานที่เจ็บปวดหรือการข่มเหงอย่างโหดร้ายจากพวกมาร? เจ้าอาจเผชิญกับวันและคืนที่ไม่อาจทานทนได้หรือไม่? เจ้าคิดหรือว่าแค่เพราะเจ้าหลีกหนีจากการพิพากษานี้ในวันนี้ เจ้าจะสามารถเลี่ยงหนีจากการทรมานในอนาคตนั้นได้ตลอดไป? อะไรจะเกิดกับเจ้า? สิ่งที่เจ้าหวังไว้จะสามารถเป็นแชงกรีล่าได้จริงๆ หรือ? เจ้าคิดหรือว่าเจ้าสามารถหลีกหนีจากการตีสอนชั่วนิรันดร์ในอนาคตได้ด้วยเพียงการวิ่งหนีจากความเป็นจริงเหมือนอย่างที่เจ้าทำอยู่ตอนนี้? หลังจากวันนี้ เจ้าจะมีวันที่จะมีความสามารถพบเจอโอกาสเหมาะแบบนี้และพระพรแบบนี้ได้อีกหรือไม่? เจ้าจะมีความสามารถค้นพบสิ่งเหล่านั้นเมื่อความวิบัติบังเกิดแก่เจ้าได้หรือ? เจ้าจะมีความสามารถพบเจอสิ่งเหล่านั้นเมื่อมวลมนุษย์ทั้งปวงเข้าสู่การหยุดพักได้หรือ? ชีวิตที่มีความสุขของเจ้าในปัจจุบันและครอบครัวเล็กๆ ที่ปรองดองของเจ้า—สิ่งเหล่านั้นสามารถแทนที่บั้นปลายชั่วนิรันดร์ในอนาคตของเจ้าได้หรือ? หากเจ้ามีความเชื่อที่แท้จริง และหากเจ้าได้รับมามากมายเพราะความเชื่อของเจ้า เช่นนั้นแล้วทั้งหมดนั้นคือสิ่งที่เจ้า—สิ่งมีชีวิตทรงสร้าง—ควรได้รับ และยังเป็นสิ่งที่เจ้าควรมีตั้งแต่เริ่มต้นด้วย ไม่มีอะไรเป็นประโยชน์กับความเชื่อและชีวิตของเจ้ามากไปกว่าการพิชิตชัยเช่นนั้น
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เรื่องจริงเกี่ยวกับพระราชกิจแห่งการพิชิตชัย (1)
เจ้าต้องทนทุกข์กับความยากลำบากเพื่อความจริง เจ้าต้องพลีอุทิศตัวเจ้าให้กับความจริง เจ้าต้องสู้ทนการดูหมิ่นเหยียดหยามเพื่อความจริง และเจ้าต้องก้าวผ่านความทุกข์อีกมากเพื่อให้ได้รับความจริงมากขึ้น นี่คือสิ่งที่เจ้าควรทำ เจ้าต้องไม่โยนความจริงทิ้งไปเพื่อที่จะสุขสำราญกับความกลมเกลียวในครอบครัว และเจ้าจะต้องไม่สูญสิ้นศักดิ์ศรีและความซื่อตรงที่มีมาทั้งชีวิตเพื่อเห็นแก่ความชื่นชมยินดีชั่วครู่ชั่วคราว เจ้าควรไล่ตามเสาะหาทั้งหมดที่ดีงามและงดงาม และเจ้าควรไล่ตามเสาะหาเส้นทางในชีวิตที่เปี่ยมความหมายมากขึ้น หากเจ้าดำเนินชีวิตเป็นโลกียวิสัยและเป็นทางโลกเช่นนั้น และไม่มีเป้าหมายใดให้ไล่ตามเสาะหา นี่ย่อมเป็นการใช้ชีวิตของเจ้าอย่างสูญเปล่าไม่ใช่หรือ? เจ้าสามารถได้รับอะไรบ้างจากชีวิตเช่นนั้น? เจ้าควรละทิ้งความชื่นชมยินดีทั้งหมดของเนื้อหนังเพื่อเห็นแก่ความจริงหนึ่งประการ และไม่ควรโยนความจริงทั้งหมดทิ้งไปเพื่อเห็นแก่ความชื่นชมยินดีเพียงเล็กน้อย ผู้คนเช่นนี้ไม่มีความซื่อตรงหรือศักดิ์ศรีเลย การดำรงอยู่ของพวกเขาช่างปราศจากความหมาย!
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ประสบการณ์ของเปโตร: ความรู้ของเขาเกี่ยวกับการตีสอนและการพิพากษา
พระวจนะของพระเจ้าเอ่ยขอให้ผู้คนปฏิบัติต่อผู้อื่นตามหลักธรรมใดหรือ? จงรักสิ่งที่พระเจ้าทรงรัก และจงเกลียดชังสิ่งที่พระเจ้าทรงเกลียดชัง กล่าวคือ นี่คือหลักธรรมที่ควรปฏิบัติตาม พระเจ้าทรงรักบรรดาผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริงและสามารถทำตามน้ำพระทัยของพระองค์ได้ เหล่านี้ยังเป็นผู้คนที่พวกเราควรรักด้วยเช่นกัน พวกที่ไม่สามารถทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า ผู้ที่เกลียดชังและกบฏต่อพระเจ้า—พระเจ้าทรงรังเกียจผู้คนเหล่านี้ และพวกเราก็ควรรังเกียจพวกเขาเช่นกัน นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงเอ่ยขอต่อมนุษย์ หากบิดามารดาของเจ้าไม่เชื่อในพระเจ้า หากพวกเขารู้ดีอย่างเต็มเปี่ยมว่าความเชื่อในพระเจ้าคือเส้นทางที่ถูกต้อง และสามารถนำไปสู่ความรอด แต่ทว่ายังคงไม่ยอมรับ เช่นนั้นแล้วก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกเขาคือผู้คนที่รังเกียจและเกลียดชังความจริง และพวกเขาคือผู้ที่ขัดขืนและเกลียดชังพระเจ้า—แล้วก็เป็นธรรมดาที่พระเจ้าจะทรงชังและเกลียดพวกเขา เจ้าจะนึกชังบิดามารดาเยี่ยงนี้ได้หรือไม่? พวกเขาต่อต้านและด่าว่าพระเจ้า—ซึ่งในกรณีนั้นแน่นอนว่าพวกเขาย่อมเป็นปีศาจและเป็นซาตาน เจ้าจะสามารถเกลียดชังและสาปแช่งพวกเขาได้หรือไม่? เหล่านี้ล้วนเป็นคำถามที่แท้จริง หากบิดามารดาของเจ้ากีดกันเจ้าไม่ให้เชื่อในพระเจ้า เจ้าควรปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างไร? ตามที่พระเจ้าทรงกำหนด เจ้าควรรักสิ่งที่พระเจ้าทรงรัก และเกลียดชังสิ่งที่พระเจ้าทรงเกลียดชัง ในช่วงระหว่างยุคพระคุณ องค์พระเยซูเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “ใครเป็นมารดาของเรา? ใครเป็นพี่น้องของเรา?” “ใครก็ตามที่ทำตามพระทัยพระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์ ผู้นั้นแหละเป็นพี่น้องชายหญิงและมารดาของเรา” พระวจนะเหล่านี้มีอยู่แล้วย้อนหลังไปในยุคพระคุณ และบัดนี้พระวจนะของพระเจ้าก็ยิ่งชัดเจนขึ้นอีก กล่าวคือ “จงรักสิ่งที่พระเจ้าทรงรัก และเกลียดชังสิ่งที่พระเจ้าทรงเกลียดชัง” พระวจนะเหล่านี้ตัดตรงเข้าจุด ทว่าบ่อยครั้งที่ผู้คนไร้ความสามารถที่จะจับความเข้าใจความหมายที่แท้จริงของพระวจนะเหล่านั้น
—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, คนเราจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริงก็ด้วยการตระหนักรู้ทรรศนะที่ผิดของตนเท่านั้น
การแยกความรักและความเกลียดชังของโยบ
อีกด้านหนึ่งของสภาวะความเป็นมนุษย์ของโยบถูกแสดงอยู่ในการโต้ตอบระหว่างเขากับภรรยาของเขานี้ ความว่า “แล้วภรรยาท่านกล่าวกับท่านว่า ‘เธอยังจะยึดมั่นในความซื่อสัตย์อยู่อีกหรือ? จงแช่งพระเจ้าและตายเสียเถอะ’ แต่ท่านตอบนางว่า ‘เธอพูดอย่างหญิงโง่เขลาจะพึงพูด เราจะรับสิ่งดีจากพระเจ้า และจะไม่รับสิ่งไม่ดีบ้างหรือ?’” (โยบ 2:9-10) เมื่อได้เห็นความทรมานที่เขากำลังทนทุกข์อยู่นั้น ภรรยาของโยบพยายามให้คำแนะนำแก่โยบเพื่อช่วยเขาให้รอดพ้นจากความทรมาน แต่ทว่า “เจตนาดี” ของนางไม่ได้รับความเห็นชอบจากโยบ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เจตนาเหล่านั้นยังได้กระตุ้นความโกรธของเขา เพราะนางได้ปฏิเสธความเชื่อและการนบนอบที่เขามีต่อพระยาห์เวห์พระเจ้า และยังได้ปฏิเสธการมีอยู่ของพระยาห์เวห์พระเจ้าอีกด้วย นี่เป็นสิ่งที่ไม่อาจทนยอมรับได้สำหรับโยบ เพราะเขาไม่เคยยอมให้ตัวเองทำสิ่งใดที่ต่อต้านหรือเป็นอันตรายต่อพระเจ้า ไม่ต้องพูดถึงคนอื่นๆ เขาสามารถไม่แยแสอยู่ได้อย่างไรเมื่อเขามองเห็นคนอื่นๆ กล่าวคำพูดที่หมิ่นประมาทและดูแคลนพระเจ้า? ด้วยเหตุนี้เขาจึงได้เรียกภรรยาของเขาว่า “หญิงโง่เขลา” ท่าทีของโยบที่มีต่อภรรยาของเขาเป็นท่าทีของความโกรธและเกลียดชัง ตลอดจนการตำหนิและการติเตียน นี่คือการแสดงออกที่เป็นธรรมชาติจากสภาวะความเป็นมนุษย์ของโยบ—โดยแยกแยะความแตกต่างระหว่างความรักและความเกลียดชัง—และมันเป็นตัวแทนที่แท้จริงของสภาวะความเป็นมนุษย์ที่เที่ยงธรรมของเขา โยบครอบครองสำนึกแห่งความยุติธรรม—เป็นสำนึกที่ทำให้เขาเกลียดชังทิศทางและกระแสของความชั่ว และเกลียด ประณาม และปฏิเสธความนอกรีตที่ไร้สาระ การโต้แย้งที่ไร้สาระน่าขัน และการยืนยันที่น่าหัวเราะ และเปิดโอกาสให้เขามีความซื่อตรงต่อหลักการและท่าทีที่ถูกต้องของตัวเขาเองเมื่อเขาถูกฝูงชนปฏิเสธและถูกบรรดาผู้ที่ใกล้ชิดกับเขาทอดทิ้งไป
—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระราชกิจของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระเจ้า และพระเจ้าพระองค์เอง 2
เจ้าต้องมีความกล้าหาญของเราอยู่ในตัวเจ้า และเจ้าต้องมีหลักธรรมยามเผชิญหน้าญาติพี่น้องที่ไม่เชื่อ อย่างไรก็ตาม เพื่อเรา เจ้าต้องไม่ยอมจำนนต่ออำนาจมืดใดๆ เช่นกัน จงพึ่งพาปัญญาของเราเพื่อที่จะเดินไปบนหนทางที่สมบูรณ์ จงอย่ายอมให้แผนประทุษกรรมใดๆ ของซาตานเกิดผล ทำทุกสิ่งที่เจ้าสามารถทำได้เพื่อที่จะนำหัวใจของเจ้ามาวางเบื้องหน้าเรา แล้วเราจะชูใจเจ้า นำสันติสุขและความเบิกบานมาให้เจ้า จงอย่าพยายามทำตัวแบบใดแบบหนึ่งต่อหน้าคนอื่น การทำให้เราพึงพอใจไม่มีคุณค่าและน้ำหนักมากกว่าหรอกหรือ? ในการทำให้เราพึงพอใจนั้น เจ้าจะไม่เต็มเปี่ยมยิ่งขึ้นด้วยสันติสุขและความสุขนิรันดร์และตราบชั่วชีวิตหรอกหรือ? ความทุกข์ในปัจจุบันของเจ้าบ่งชี้แต่เพียงว่าพรในอนาคตของเจ้าจะยิ่งใหญ่เพียงใดเท่านั้น เป็นพรอันสุดจะพรรณนาได้ เจ้าไม่รู้ถึงความยิ่งใหญ่ของพรที่เจ้าจะได้รับ เจ้าไม่สามารถแม้แต่จะฝันถึงมัน ทุกวันนี้ มันกลายเป็นจริงแล้ว จริงมากยิ่งนัก! นี่อยู่ไม่ไกลเกินไป—เจ้ามองเห็นมันหรือไม่? ทุกๆ เศษเสี้ยวสุดท้ายของการนี้อยู่ภายในเรา ถนนข้างหน้าช่างสว่างไสวเต็มที! จงเช็ดหยาดน้ำตาของเจ้า และจงอย่ารู้สึกถึงความเจ็บปวดหรือความเศร้าอีก ทุกสรรพสิ่งล้วนถูกจัดการเตรียมการโดยมือของเรา และเป้าหมายของเราคือการทำให้พวกเจ้าเป็นผู้ชนะในไม่ช้า และการนำพวกเจ้าไปสู่สง่าราศีเคียงข้างเรา สำหรับทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับเจ้านั้น เจ้าควรสำนึกในบุญคุณและเต็มไปด้วยคำสรรเสริญอย่างสัมพันธ์กัน ซึ่งจะทำให้เราพึงพอใจอย่างลึกล้ำ
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในเบื้องต้น บทที่ 10
ไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างสามีที่เชื่อกับภรรยาที่ไม่มีความเชื่อ และไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างลูกๆ ที่เชื่อกับบิดามารดาที่ไม่มีความเชื่อ กล่าวคือ ผู้คนสองประเภทนี้ไม่สามารถเข้ากันได้โดยสิ้นเชิง ก่อนที่จะเข้าสู่การหยุดพัก ผู้คนมีความรักใคร่เอ็นดูในด้านครอบครัวทางเนื้อหนัง แต่ทันทีที่พวกเขาเข้าสู่การหยุดพัก ก็จะไม่มีความรักใคร่เอ็นดูในด้านครอบครัวทางเนื้อหนังให้พูดถึงอีกต่อไป บรรดาผู้ที่ทำหน้าที่ของตนเป็นศัตรูกับพวกที่ไม่ได้ทำ และบรรดาผู้ที่รักพระเจ้ากับพวกที่เกลียดชังพระเจ้าจะอยู่ในทางตรงข้ามของกันและกัน บรรดาผู้ที่จะเข้าสู่การหยุดพักและพวกที่จะได้ถูกทำลายเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างสองประเภทที่ไม่สามารถเข้ากันได้ สิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ทำหน้าที่ของตนให้ลุล่วงจะสามารถรอดชีวิต ในขณะที่พวกที่ไม่ได้ทำหน้าที่ของตนให้ลุล่วงจะเป็นวัตถุแห่งการทำลายล้าง ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือ การนี้จะคงอยู่ตลอดชั่วนิรันดร์ เจ้ารักสามีของเจ้าเพื่อที่จะทำหน้าที่ของเจ้าให้ลุล่วงในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างสิ่งหนึ่งใช่หรือไม่? เจ้ารักภรรยาของเจ้าเพื่อที่จะทำหน้าที่ของเจ้าให้ลุล่วงในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างสิ่งหนึ่งใช่หรือไม่? เจ้ากตัญญูต่อบิดามารดาที่ไม่มีความเชื่อของเจ้าเพื่อที่จะทำหน้าที่ของเจ้าให้ลุล่วงในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างสิ่งหนึ่งใช่หรือไม่? ทรรศนะของมนุษย์ต่อความเชื่อในพระเจ้าถูกหรือผิด? เหตุใดเจ้าจึงเชื่อในพระเจ้า? เจ้าปรารถนาว่าจะได้อะไร? เจ้ารักพระเจ้าอย่างไร? พวกที่ไม่สามารถทำหน้าที่ของตนในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างให้ลุล่วงได้ และพวกที่ไม่สามารถทำความพยายามอย่างเต็มที่ จะกลายเป็นวัตถุแห่งการทำลายล้าง มีความสัมพันธ์ทางกายภาพที่เกิดขึ้นระหว่างผู้คนในปัจจุบัน รวมทั้งความเกี่ยวพันทางสายเลือด แต่ในอนาคต สิ่งเหล่านี้จะแตกสลายไปทั้งหมด บรรดาผู้เชื่อกับบรรดาผู้ไม่มีความเชื่อไม่สามารถเข้ากันได้ ตรงกันข้าม พวกเขาขัดแย้งซึ่งกันและกัน บรรดาผู้ที่อยู่ในการหยุดพักจะเชื่อว่ามีพระเจ้าและจะนบนอบต่อพระเจ้า ในขณะที่บรรดาผู้ที่เป็นกบฏต่อพระเจ้าจะถูกทำลายทั้งหมด ครอบครัวทั้งหลายจะไม่มีอยู่บนแผ่นดินโลกอีกต่อไป แล้วจะสามารถมีบิดามารดา หรือลูกๆ หรือความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาได้อย่างไร? ความไม่สามารถเข้ากันได้ของความเชื่อและความไม่เชื่อจะตัดขาดความสัมพันธ์ทางกายภาพดังกล่าวโดยสิ้นเชิง!
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระเจ้าและมนุษย์จะเข้าสู่การหยุดพักด้วยกัน