1. ก่อนการเสด็จมาถึงขององค์พระเยซูเจ้า บ่อยครั้งที่พวกฟาริสีกล่าวอธิบายองค์พระคัมภีร์ในธรรมศาลาและอธิษฐานต่อหน้าผู้คน  พวกเขาปรากฏให้เห็นว่าเคร่งศรัทธามาก และในสายตาผู้คน ดูเหมือนว่าพวกเขาไม่ได้ทำสิ่งใดที่ล่วงละเมิดองค์พระคัมภีร์  ดังนั้นแล้ว ทำไมหรือพวกฟาริสีจึงถูกองค์พระเยซูเจ้าสาปแช่ง?  พวกเขาได้เยาะเย้ยท้าทายพระเจ้าในหนทางใด ทำไมพวกเขาจึงยั่วยุพระพิโรธของพระเจ้า?

ข้อพระคัมภีร์สำหรับอ้างอิง

“เพราะเหตุใดท่านทั้งหลายจึงละเมิดพระบัญญัติของพระเจ้า เพราะคำสอนสืบทอดของท่าน? เพราะว่าพระเจ้าทรงบัญญัติไว้ว่า ‘จงให้เกียรติบิดามารดาของตน’ และ ‘ใครประณามบิดามารดาจะต้องมีโทษถึงตาย’ แต่พวกท่านกลับสอนว่า ‘ใครกล่าวกับบิดามารดาว่า “สิ่งใดของข้าพเจ้าซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อท่าน สิ่งนั้นเป็นของที่ถวายแด่พระเจ้าแล้ว” คนนั้นก็ไม่ต้องให้เกียรติบิดาของตน’อย่างนั้นแหละ พวกท่านทำให้พระวจนะของพระเจ้าเป็นโมฆะไป เพราะคำสอนสืบทอดของท่าน พวกหน้าซื่อใจคด อิสยาห์พยากรณ์ถึงท่านทั้งหลายถูกแล้วว่า ‘ชนชาตินี้ให้เกียรติเราแต่ปาก ใจของพวกเขาห่างไกลจากเรา พวกเขานมัสการเราโดยเปล่าประโยชน์ เพราะเอากฎเกณฑ์ของมนุษย์มาสอนว่าเป็นพระดำรัสสอน’” (มัทธิว 15:3-9)

“วิบัติแก่พวกเจ้า พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี คนหน้าซื่อใจคด พวกเจ้าปิดประตูแผ่นดินสวรรค์ไว้จากมนุษย์เพราะพวกเจ้าเองไม่เข้าไป และเมื่อคนอื่นจะเข้าไป พวกเจ้าก็ไม่ยอม [วิบัติแก่พวกเจ้าพวกธรรมาจารย์ และพวกฟาริสี คนหน้าซื่อใจคด เพราะพวกเจ้าริบเอาบ้านของหญิงม่าย และแสร้งอธิษฐานเสียยืดยาว เพราะฉะนั้นพวกเจ้าจะต้องมีโทษมากยิ่งขึ้น]

วิบัติแก่พวกเจ้า พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี คนหน้าซื่อใจคด เพราะพวกเจ้าไปทั่วทั้งทางบกและทางทะเล เพื่อจะได้สักคนหนึ่งเข้าจารีต แต่เมื่อได้แล้ว ก็ทำให้เขาตกนรกยิ่งกว่าพวกเจ้าเองถึงสองเท่า

วิบัติแก่พวกเจ้า คนนำทางที่ตาบอด พวกเจ้าสอนว่า ‘ใครที่จะสาบานโดยอ้างพระวิหาร คำสาบานนั้นไม่ผูกมัด แต่ใครสาบานโดยอ้างทองคำของพระวิหาร คนนั้นจะต้องทำตามคำสาบาน’ โอ เจ้าพวกคนโง่เขลาและตาบอด สิ่งไหนจะสำคัญกว่า ทองคำหรือพระวิหารที่ทำให้ทองคำนั้นศักดิ์สิทธิ์? และพวกเจ้ายังสอนว่า ‘ใครจะสาบานโดยอ้างแท่นบูชา คำสาบานนั้นไม่ผูกมัด แต่ใครสาบานโดยอ้างเครื่องถวายบนแท่นบูชา คนนั้นต้องทำตามคำสาบาน’ เจ้าพวกคนตาบอด สิ่งไหนจะสำคัญกว่ากัน เครื่องถวาย หรือแท่นบูชาที่ทำให้เครื่องถวายนั้นศักดิ์สิทธิ์? เพราะฉะนั้นใครที่สาบานโดยอ้างแท่นบูชา ก็สาบานโดยอ้างแท่นบูชาและสิ่งสารพัดซึ่งอยู่บนแท่นบูชานั้นด้วย ใครสาบานโดยอ้างพระวิหาร ก็สาบานโดยอ้างพระวิหารและพระองค์ผู้สถิตในพระวิหารนั้นด้วย ใครสาบานโดยอ้างสวรรค์ ก็สาบานโดยอ้างพระที่นั่งของพระเจ้า และพระองค์ผู้ประทับบนพระที่นั่งนั้นด้วย

วิบัติแก่พวกเจ้า พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี คนหน้าซื่อใจคด เพราะพวกเจ้าถวายทศางค์ที่เป็นสะระแหน่ ลูกผักชี และยี่หร่า แต่เรื่องที่สำคัญกว่าในธรรมบัญญัติ คือความยุติธรรม ความเมตตาและความเชื่อนั้นพวกเจ้ากลับละเลย การถวายทศางค์นั้นเจ้าก็ควรปฏิบัติ แต่ไม่ควรละเลยเรื่องที่สำคัญนั้นด้วย โอ เจ้าพวกคนนำทางตาบอด เจ้ากรองลูกน้ำออกแต่กลืนตัวอูฐเข้าไป

วิบัติแก่เจ้า พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี คนหน้าซื่อใจคด เพราะพวกเจ้าขัดชำระถ้วยชามแต่ภายนอก ส่วนภายในถ้วยชามนั้นเต็มด้วยการโจรกรรมและการมัวเมากิเลส โอ พวกฟาริสีตาบอด จงชำระถ้วยชามภายในเสียก่อน เพื่อข้างนอกจะได้สะอาดด้วย

วิบัติแก่เจ้า พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี คนหน้าซื่อใจคด เพราะว่าพวกเจ้าเป็นเหมือนอุโมงค์ฝังศพที่ฉาบด้วยปูนขาว ข้างนอกดูงดงาม แต่ข้างในเต็มไปด้วยกระดูกคนตายและทุกอย่างที่โสโครก พวกเจ้าก็เป็นอย่างนั้นแหละ ภายนอกดูเหมือนว่าเป็นคนชอบธรรม แต่ภายในเต็มไปด้วยความหน้าซื่อใจคดและความอธรรม

วิบัติแก่เจ้า พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี คนหน้าซื่อใจคด เพราะพวกเจ้าก่อสร้างอุโมงค์ฝังศพของบรรดาผู้เผยพระวจนะ และตกแต่งอุโมงค์ฝังศพของคนชอบธรรมทั้งหลาย แล้วกล่าวว่า ‘ถ้าเราอยู่ในสมัยของบรรพบุรุษ เราจะไม่มีส่วนร่วมกับพวกเขา ในการทำให้โลหิตของผู้เผยพระวจนะทั้งหลายตก’ ถ้าเป็นเช่นนั้นเจ้าก็เป็นพยานปรักปรำตนเองว่า พวกเจ้าเป็นบุตรของพวกที่ฆ่าผู้เผยพระวจนะเหล่านั้น เจ้าก็จงทำอย่างที่บรรพบุรุษทำนั้นให้ครบถ้วนเถิด เจ้าพวกงู พวกชาติงูร้าย เจ้าจะพ้นโทษนรกได้อย่างไร? เพราะเหตุนี้ เราจึงใช้บรรดาผู้เผยพระวจนะ บรรดานักปราชญ์ และธรรมาจารย์ทั้งหลายไปหาพวกเจ้า เจ้าทั้งหลายก็จะฆ่าเสียบ้าง ตรึงเสียที่กางเขนบ้าง เฆี่ยนตีในธรรมศาลาของพวกเจ้าบ้าง ข่มเหงไล่ออกจากเมืองนี้ไปเมืองโน้นบ้าง เพื่อจะให้โลหิตของคนชอบธรรมทั้งหมดที่ตกในแผ่นดินโลกนั้นตกบนตัวพวกเจ้า ตั้งแต่โลหิตของอาเบลคนชอบธรรม จนถึงโลหิตของเศคาริยาห์บุตรเบเรคียาห์ที่เจ้าฆ่าเสียในที่ระหว่างพระวิหารกับแท่นบูชานั้น เราบอกความจริงกับพวกเจ้าว่า สิ่งทั้งหมดนี้จะตกกับคนในยุคนี้” (มัทธิว 23:13-36)

พระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้อง

พวกเจ้าปรารถนาที่จะรู้ต้นตอหรือไม่ว่าทำไมพวกฟาริสีจึงต่อต้านพระเยซู?  พวกเจ้าปรารถนาที่จะรู้ธาตุแท้ของพวกฟาริสีหรือไม่?  พวกเขาเต็มไปด้วยความเพ้อฝันเกี่ยวกับพระเมสสิยาห์  ที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ พวกเขาเชื่อเพียงว่าพระเมสสิยาห์จะเสด็จมา ทว่าไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริงของชีวิต  และดังนั้น แม้กระทั่งวันนี้พวกเขาก็ยังคงรอคอยพระเมสสิยาห์ เพราะพวกเขาไม่มีความรู้เกี่ยวกับหนทางแห่งชีวิต และไม่รู้ว่าหนทางแห่งความจริงคืออะไร  พวกเจ้าพูดว่า ผู้คนที่โง่เขลา ดื้อรั้น และไม่รู้เท่าทันเช่นนั้นได้รับพรของพระเจ้าได้อย่างไร?  พวกเขาจะสามารถมองเห็นพระเมสสิยาห์ได้อย่างไร?  พวกเขาต่อต้านพระเยซูเพราะพวกเขาไม่รู้ทิศทางของพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพราะพวกเขาไม่รู้หนทางแห่งความจริงที่พระเยซูตรัส และยิ่งไปกว่านั้น เพราะพวกเขาไม่เข้าใจพระเมสสิยาห์  และเนื่องจากพวกเขาไม่เคยพบเห็นพระเมสสิยาห์และไม่เคยได้ร่วมเคียงกับพระเมสสิยาห์ พวกเขาทำผิดพลาดที่ยึดติดกับเพียงแค่พระนามของพระเมสสิยาห์ ในขณะที่ต่อต้านเนื้อแท้ของพระเมสสิยาห์ในทุกวิถีทางที่เป็นไปได้  โดยธาตุแท้แล้ว พวกฟาริสีเหล่านี้ดื้อรั้น โอหัง และไม่เชื่อฟังความจริง  หลักการของความเชื่อที่พวกเขามีในพระเจ้าคือ ไม่สำคัญว่าการประกาศของพระองค์จะลุ่มลึกเพียงใดก็ตาม ไม่ว่าสิทธิอำนาจของพระองค์จะสูงส่งเพียงใดก็ตาม พระองค์ไม่ใช่พระคริสต์หากพระองค์ไม่ได้รับการขนานพระนามว่าพระเมสสิยาห์  การเชื่อนี้ไม่ได้โง่เขลาและไร้สาระน่าขันหรอกหรือ?

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ในเวลาที่เจ้าได้เห็นกายจิตวิญญาณของพระเยซู พระเจ้าจะได้ทรงสร้างสวรรค์และแผ่นดินโลกขึ้นใหม่แล้ว

มนุษย์ได้ถูกทำให้เสื่อมทรามและมีชีวิตในกับดักของซาตาน  ผู้คนทั้งหมดมีชีวิตในเนื้อหนัง มีชีวิตในความอยากได้อยากมีที่เห็นแก่ตัวและไม่มีใครแม้แต่คนเดียวในหมู่พวกเขาที่เข้ากันได้กับเรา  มีพวกที่บอกว่าพวกเขาเข้ากันได้กับเรา แต่ผู้คนเช่นนี้ทั้งหมดนมัสการรูปเคารพที่คลุมเครือ  แม้ว่าพวกเขาจะยอมรับว่านามของเราบริสุทธิ์ แต่พวกเขาก็ย่ำไปในเส้นทางที่ไปตรงกันข้ามกับเรา และคำพูดของพวกเขาเต็มไปด้วยความโอหังและความมั่นใจในตนเอง  นี่เป็นเพราะว่าโดยรากลึกแล้ว พวกเขาทั้งหมดต่อต้านเราและเข้ากันไม่ได้กับเรา  ทุกวันพวกเขาแสวงหาร่องรอยต่างๆ ของเราในพระคัมภีร์และใช้การสุ่มค้นหาบทตอนที่ “เหมาะสม” ซึ่งพวกเขาอ่านอย่างไม่รู้จบและท่องจำเหมือนคัมภีร์ทั้งหลาย พวกเขาไม่รู้วิธีที่จะเข้ากันได้กับเราหรืออะไรคือความหมายของการต่อต้านเรา  พวกเขาแค่อ่านคัมภีร์ทั้งหลายไปอย่างมืดบอด  ภายในพระคัมภีร์นั้น พวกเขากักขังพระเจ้าผู้คลุมเครือซึ่งพวกเขาไม่เคยเห็นและไม่สามารถมองเห็นได้ และนำออกมาชมดูในเวลาว่างของพวกเขา  พวกเขาเชื่อในการดำรงอยู่ของเราภายในขอบเขตของพระคัมภีร์เท่านั้นและพวกเขาถือว่าเราเทียบเท่าพระคัมภีร์ กล่าวคือไม่มีพระคัมภีร์ไม่มีเราและไม่มีเราไม่มีพระคัมภีร์  พวกเขาไม่ใส่ใจต่อการดำรงอยู่หรือการกระทำของเรา แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้นกลับอุทิศการให้ความสนใจอย่างที่สุดและเป็นพิเศษให้กับทุกๆ คำในพระคัมภีร์  ผู้คนอีกมากมายกว่านั้นถึงกับเชื่อว่าเราไม่ควรทำสิ่งใดก็ตามที่เราปรารถนาจะทำเว้นแต่จะถูกบอกไว้ล่วงหน้าโดยพระคัมภีร์  พวกเขาให้ความสำคัญกับพระคัมภีร์มากเกินไป  อาจกล่าวได้ว่าพวกเขาเห็นความสำคัญของวจนะและการแสดงออกต่างๆ มากเกินไปจนถึงขอบข่ายที่พวกเขาจะใช้ข้อพระคัมภีร์จากพระคัมภีร์มาวัดทุกคำที่เราพูดและเพื่อกล่าวโทษเรา  สิ่งที่พวกเขาแสวงหาไม่ใช่หนทางแห่งการเข้ากันได้กับเราหรือหนทางแห่งการเข้ากันได้กับความจริง แต่เป็นหนทางแห่งการเข้ากันได้กับวจนะของพระคัมภีร์และพวกเขาเชื่อว่าสิ่งใดที่ไม่สอดคล้องกับพระคัมภีร์ไม่ใช่งานของเราโดยไม่มีข้อยกเว้น  ผู้คนเช่นนี้ไม่ใช่พงศ์พันธุ์ผู้เคร่งครัดต่อหน้าที่ของพวกฟาริสีหรอกหรือ?  พวกฟาริสีชาวยิวใช้ธรรมบัญญัติของโมเสสกล่าวโทษพระเยซู  พวกเขาไม่ได้แสวงหาความเข้ากันได้กับพระเยซูในเวลานั้น แต่ทำตามธรรมบัญญัติอย่างขยันขันแข็งตามตัวอักษร จนถึงขอบข่ายที่—หลังจากที่ได้ตั้งข้อหาแก่พระองค์ว่าไม่ปฏิบัติตามธรรมบัญญัติในพันธสัญญาเดิมและไม่ใช่พระเมสสิยาห์แล้ว—พวกเขาได้ตอกตรึงพระเยซูผู้ไร้ความผิดเข้ากับกางเขนในท้ายที่สุด  อะไรคือแก่นแท้ของพวกเขา?  มิใช่การที่พวกเขาไม่ได้แสวงหาหนทางแห่งการเข้ากันได้กับความจริงหรอกหรือ?  พวกเขาหมกมุ่นกับทุกๆ คำในพระคัมภีร์ในขณะที่ไม่ใส่ใจทั้งต่อเจตจำนงของเราและต่อขั้นตอนและวิธีการทำงานของเรา  พวกเขาไม่ใช่ผู้คนที่แสวงหาความจริง แต่เป็นผู้คนที่เกาะติดอย่างตายตัวอยู่กับวจนะ พวกเขาไม่ใช่ผู้คนที่เชื่อในพระเจ้า แต่เป็นผู้คนที่เชื่อในพระคัมภีร์  โดยแก่นแท้แล้ว พวกเขาคือสุนัขเฝ้าพระคัมภีร์ เพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์นานาของพระคัมภีร์ เพื่อค้ำจุนความทรงเกียรติของพระคัมภีร์และเพื่อปกป้องเกียรติภูมิของพระคัมภีร์ พวกเขาถึงกับตอกตรึงพระเยซูผู้ทรงเปี่ยมปรานีไว้กับกางเขน  พวกเขาทำสิ่งนี้ก็แค่เพื่อประโยชน์แห่งการปกป้องพระคัมภีร์เท่านั้นและเพื่อประโยชน์แห่งการธำรงสถานะของทุกๆ คำในพระคัมภีร์ไว้ในหัวใจของผู้คน  ดังนั้นพวกเขาจึงพอใจที่จะเลือกละทิ้งอนาคตของพวกเขาและเครื่องบูชาลบล้างบาปเพื่อกล่าวโทษพระเยซูผู้ไม่ทรงปฏิบัติตามคำสอนของพระคัมภีร์จนถึงแก่ความตาย  พวกเขาทั้งหมดไม่ได้เป็นข้ารับใช้ของทุกๆ คำในพระคัมภีร์หรอกหรือ?

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เจ้าควรแสวงหาหนทางแห่งการเข้ากันได้กับพระคริสต์

การตัดสินพระเยซูของพวกฟาริสี

มาระโก 3:21-22 เมื่อญาติพี่น้องของพระองค์ได้ยินเหตุการณ์นี้ ก็ออกไปรั้งพระองค์ไว้ เพราะพวกเขาบอกว่าพระองค์เสียสติแล้ว ส่วนพวกธรรมาจารย์ที่ลงมาจากกรุงเยรูซาเล็มกล่าวว่า “คนนี้ถูกผีเบเอลเซบูลเข้าสิง ที่เขาขับผีได้ก็เพราะเขาใช้อำนาจของนายผีนั้น”

พระเยซูทรงประณามพวกฟาริสี

มัทธิว 12:31-32 เพราะเหตุนี้เราบอกพวกท่านว่า บาปและคำหมิ่นประมาททุกอย่างจะโปรดอภัยให้มนุษย์ได้ เว้นแต่คำหมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์จะโปรดอภัยให้มนุษย์ไม่ได้ ถ้าใครกล่าวร้ายบุตรมนุษย์ จะโปรดอภัยให้คนนั้นได้ แต่ถ้าใครกล่าวร้ายพระวิญญาณบริสุทธิ์ จะโปรดอภัยให้คนนั้นไม่ได้ ทั้งยุคนี้ยุคหน้า

…………

ในพระคัมภีร์ การตีราคาพระเยซูพระองค์เองของพวกฟาริสีและสิ่งต่างๆ ที่พระองค์ทรงทำนั้นได้แก่ “…พวกเขาบอกว่าพระองค์เสียสติแล้ว… ‘คนนี้ถูกผีเบเอลเซบูลเข้าสิง ที่เขาขับผีได้ก็เพราะเขาใช้อำนาจของนายผีนั้น’” (มาระโก 3:21-22) การตัดสินองค์พระเยซูเจ้าของพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสีไม่ใช่การที่พวกเขาแค่เอาอย่างคำพูดของผู้คนอื่นๆ และไม่ใช่การอนุมานที่ไม่มีพื้นฐานที่มา—มันเป็นข้อสรุปที่พวกเขามีเกี่ยวกับองค์พระเยซูเจ้าจากสิ่งที่พวกเขามองเห็นและได้ยินเกี่ยวกับการกระทำของพระองค์  ถึงแม้ว่าข้อสรุปของพวกเขาจะมีขึ้นอย่างโอ้อวดในนามของความยุติธรรมและปรากฏต่อผู้คนเสมือนว่ามันมีพื้นฐานมาจากข้อเท็จจริง แต่ความโอหังที่พวกเขาใช้ตัดสินองค์พระเยซูเจ้านั้นก็ยากจะเก็บไว้แม้สำหรับพวกเขา  พลังงานที่คลุ้มคลั่งของความเกลียดชังที่พวกเขามีต่อองค์พระเยซูเจ้าได้เปิดโปงความมักใหญ่ใฝ่สูงอันขาดการยับยั้งชั่งใจของพวกเขาเองและโฉมหน้าเยี่ยงซาตานชั่วของพวกเขา อีกทั้งธรรมชาติที่มุ่งร้ายของพวกเขาที่พวกเขาใช้ต้านทานพระเจ้า  สิ่งเหล่านี้ที่พวกเขาพูดในการตัดสินองค์พระเยซูเจ้าของพวกเขาได้รับการขับเคลื่อนจากความมักใหญ่ใฝ่สูงอันขาดการยับยั้งชั่งใจ ความอิจฉาริษยา และธรรมชาติที่น่าเกลียดและมุ่งร้ายของความเป็นปรปักษ์ที่มีต่อพระเจ้าและความจริงของพวกเขา  พวกเขาไม่ได้ตรวจสอบแหล่งที่มาของการกระทำขององค์พระเยซูเจ้า อีกทั้งพวกเขาไม่ได้ตรวจสอบเนื้อแท้ของสิ่งที่พระองค์ตรัสหรือทำ  แทนที่จะทำเช่นนั้น พวกเขาที่อยู่ในสภาวะของการปลุกปั่นที่บ้าคลั่ง กลับโจมตีและทำให้สิ่งที่พระองค์ได้ทรงทำนั้นเสื่อมเสียด้วยความมุ่งร้ายโดยตั้งใจและอย่างมืดบอด พวกเขายังถึงกับตั้งใจทำให้พระวิญญาณของพระเจ้า นั่นคือ พระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งเป็นพระวิญญาณของพระเจ้าเสื่อมเสียด้วย  นี่คือความหมายที่พวกเขาตั้งใจเมื่อพวกเขาพูดว่า  “พระองค์เสียสติแล้ว” “ผีเบเอลเซบูล” และ “นายผีนั้น”  กล่าวได้ว่าพวกเขาพูดว่าพระวิญญาณของพระเจ้าถูกผีเบเอลเซบูลเข้าสิงและเป็นนายผี  พวกเขาอธิบายลักษณะพระราชกิจของพระวิญญาณของพระเจ้าซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์และทรงสวมพระองค์เองในเนื้อหนังว่าเป็นความบ้า  พวกเขาไม่เพียงแต่หมิ่นประมาทพระวิญญาณของพระเจ้าว่าเป็นผีเบเอลเซบูลและเป็นนายผี แต่ยังกล่าวโทษพระราชกิจของพระเจ้า และกล่าวโทษและหมิ่นประมาทองค์พระเยซูคริสต์เจ้าอีกด้วย  เนื้อแท้ของการต้านทานและการหมิ่นประมาทพระเจ้าของพวกเขาเหมือนกับเนื้อแท้ของการต้านทานและการหมิ่นประมาทพระเจ้าที่ซาตานและปีศาจใชทั้งหมด  พวกเขาไม่เพียงแต่เป็นตัวแทนมนุษย์ที่เสื่อมทรามเท่านั้น แต่ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาเป็นรูปจำแลงของซาตาน  พวกเขาคือช่องทางของซาตานท่ามกลางมวลมนุษย์ และพวกเขาเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดและข้ารับใช้ของซาตาน  เนื้อแท้ของการหมิ่นประมาทของพวกเขาและการทำให้องค์พระเยซูคริสต์เจ้าเสื่อมเสียคือการที่พวกเขาต่อสู้ดิ้นรนกับพระเจ้าเพื่อให้ได้รับสถานะ การแข่งขันกับพระเจ้าของพวกเขา และการทดสอบพระเจ้าอย่างไม่รู้จบของพวกเขา  เนื้อแท้ของการต้านทานพระเจ้าของพวกเขา และท่าทีการเป็นปรปักษ์ต่อพระองค์ของพวกเขา อีกทั้งคำพูดของพวกเขาและความคิดของพวกเขาต่างหมิ่นประมาทและทำให้พระวิญญาณของพระเจ้ากริ้วโดยตรง  ด้วยเหตุนี้พระเจ้าจึงทรงกำหนดการพิพากษาที่เหมาะสมโดยมีพื้นฐานมาจากสิ่งที่พวกเขาพูดและทำ และพระเจ้าทรงกำหนดว่าความประพฤติของพวกเขาเป็นบาปแห่งการหมิ่นประมาทต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์  บาปนี้ไม่อาจให้อภัยได้ทั้งในโลกนี้และโลกที่กำลังจะมาถึง ดังที่ได้รับการสนับสนุนในบทตอนดังต่อไปนี้ของพระคัมภีร์ ความว่า “คำหมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์จะโปรดอภัยให้มนุษย์ไม่ได้” และ “ถ้าใครกล่าวร้ายพระวิญญาณบริสุทธิ์ จะโปรดอภัยให้คนนั้นไม่ได้ ทั้งยุคนี้ยุคหน้า”

—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระราชกิจของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระเจ้า และพระเจ้าพระองค์เอง 3

ในประเทศอิสราเอลนั้น “ฟาริสี” เคยเป็นชื่อตำแหน่งจำพวกหนึ่ง  เหตุใดตอนนี้จึงเป็นการตีตราแทนเล่า?  นี่เป็นเพราะพวกฟาริสีได้กลายเป็นตัวแทนของบุคคลชนิดหนึ่ง  สิ่งใดคือคุณลักษณะเฉพาะของบุคคลชนิดนี้?  พวกเขาสวดท่องคำขวัญ พวกเขามีทักษะในการเสแสร้ง ในการประดับตบแต่ง ในการซ่อนเร้นตัวตนที่แท้จริงของพวกเขา และพวกเขาตบตาด้วยการทำเป็นมีความสูงศักดิ์ยิ่งใหญ่ ความบริสุทธิ์และความเที่ยงธรรมยิ่งใหญ่ ความเป็นธรรมและเกียรติยิ่งใหญ่  ผลก็คือพวกเขาไม่ปฏิบัติความจริงแม้แต่น้อย  พวกเขาปฏิบัติตนอย่างไรนะหรือ?  พวกเขาก็อ่านบทคัมภีร์ พวกเขาประกาศ พวกเขาสอนผู้อื่นให้ทำดี ไม่ทำชั่ว ไม่ต้านทานพระเจ้า และพวกเขาก็ประพฤติตนดีต่อหน้าผู้อื่น แต่ทว่า เมื่อผู้อื่นหันหลังให้ พวกเขาก็ขโมยของถวาย  องค์พระเยซูเจ้าได้ตรัสว่าพวกเขา “กรองลูกน้ำออกแต่กลืนตัวอูฐเข้าไป”  นี่หมายความว่าพฤติกรรมทั้งหมดของพวกเขาดูดีที่ผิวภายนอก—พวกเขาสวดท่องคำขวัญอย่างโอ้อวด พวกเขาพูดถึงทฤษฎีที่สูงส่ง และคำพูดของพวกเขาฟังดูน่ายินดี แต่ทว่าความประพฤติของพวกเขาเป็นความรกรุงรังที่ไร้ระเบียบ ซึ่งต้านทานพระเจ้าอย่างสิ้นเชิง  พฤติกรรมและรูปลักษณ์ภายนอกของพวกเขาล้วนเป็นการเสแสร้ง ล้วนเป็นการฉ้อฉล ในหัวใจของพวกเขา พวกเขาไม่มีความรักแม้แต่น้อยสำหรับความจริงหรือสำหรับสิ่งทั้งหลายที่เป็นบวก  พวกเขารังเกียจความจริง รังเกียจทั้งหมดที่มาจากพระเจ้า และรังเกียจสิ่งทั้งหลายที่เป็นบวก  พวกเขารักสิ่งใดหรือ?  พวกเขารักความเป็นธรรมและความชอบธรรมหรือไม่?  (ไม่)  พวกเจ้าสามารถบอกได้อย่างไรว่าพวกเขาไม่รักสิ่งเหล่านี้?  (องค์พระเยซูเจ้าทรงเผยแผ่ข่าวประเสริฐเรื่องราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ที่พวกเขาไม่เพียงแต่ไม่ยอมที่จะยอมรับเท่านั้น แต่ยังกล่าวโทษอีกด้วย)  หากไม่มีการกล่าวโทษของพวกเขา เจ้าจะมีความสามารถที่จะบอกได้หรือไม่?  ก่อนที่องค์พระเยซูเจ้าได้เสด็จมาเพื่อทรงพระราชกิจ สิ่งใดหรือที่อาจได้บอกเจ้าว่าพวกเขาไม่ได้รักความเป็นธรรมและความชอบธรรม?  เจ้าจะไม่มีความสามารถที่จะบอกได้กระนั้นหรือ?  พฤติกรรมทั้งหมดของพวกเขาเป็นการเสแสร้ง และพวกเขาใช้การเสแสร้งมีพฤติกรรมดีนี้เพื่อหลอกล่อความไว้วางใจจากผู้อื่น  นี่ไม่ใช่ความหน้าซื่อใจคดและการเล่ห์ลวงหรือ?  นักหลอกลวงเช่นนั้นสามารถรักความจริงได้หรือ?  สิ่งใดคือจุดประสงค์ที่ซ่อนเร้นของพฤติกรรมดีนี้ของพวกเขา?  ส่วนหนึ่งของจุดประสงค์ของพวกเขาคือเพื่อที่จะเล่นไม่ซื่อกับผู้อื่น อีกส่วนหนึ่งคือการหลอกลวงผู้อื่น ชนะใจพวกเขา และได้รับการสักการะบูชาจากพวกเขา และได้รับบำเหน็จรางวัลในที่สุด  เทคนิคของพวกเขาต้องฉลาดเพียงใดจึงจะทำให้การต้มตุ๋นขนาดใหญ่เช่นนั้นสำเร็จได้?  เช่นนั้นแล้ว ผู้คนเช่นนี้รักความยุติธรรมและความชอบธรรมหรือ?  ไม่อย่างแน่นอน  พวกเขารักสถานะ พวกเขารักชื่อเสียงและโชคลาภ และพวกเขาปรารถนาที่จะได้รับบำเหน็จรางวัล  พวกเขาไม่นำพระวจนะแห่งคำสอนทั้งหลายของพระเจ้าสำหรับผู้คนไปสู่การปฏิบัติแต่อย่างใดเลย  พวกเขาไม่นำพระวจนะเหล่านั้นมาทำให้เป็นชีวิตจริงเลยแม้แต่น้อย พวกเขาเพียงแค่ใช้การประดับตบแต่งและการปลอมแปลงตนเพื่อใช้เล่ห์กลกับผู้คนและชนะใจพวกเขา เพื่อพยุงสถานะและภาพพจน์ของพวกเขาเอง  ครั้นสิ่งเหล่านี้มั่นคงแล้ว พวกเขาก็ใช้สิ่งเหล่านี้เพื่อจัดหาเงินทุนและแหล่งรายได้  การนี้ไม่น่าเหยียดหยามหรือ?  สามารถมองเห็นได้ในพฤติกรรมเหล่านี้ทั้งหมดของพวกเขาว่าแก่นแท้ของพวกเขาคือการไม่รักความจริง เนื่องจากพวกเขาไม่เคยนำความจริงไปปฏิบัติ  สิ่งใดคือเครื่องหมายแสดงว่าพวกเขาไม่นำความจริงไปปฏิบัติ?  นี่เป็นเครื่องหมายที่ใหญ่ที่สุด กล่าวคือ องค์พระเยซูเจ้าได้เสด็จมาเพื่อทรงพระราชกิจ และทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์ได้ตรัสนั้นถูกต้อง ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์ได้ตรัสคือความจริง  พวกเขาได้ปฏิบัติต่อการนั้นอย่างไรหรือ?  (พวกเขาไม่ยอมรับการนั้น)  พวกเขาไม่ยอมรับพระวจนะขององค์พระเยซูเจ้าเพราะพวกเขาเชื่อว่าพระวจนะเหล่านั้นผิด หรือพวกเขาไม่ยอมรับพระวจนะเหล่านั้น ทั้งที่รู้ว่าพระวจนะเหล่านั้นถูกต้องหรือไม่?  (พวกเขาไม่ยอมรับพระวจนะเหล่านั้นทั้งๆ ที่รู้ว่าพระวจนะเหล่านั้นถูกต้อง)  และสิ่งใดเล่าจะสามารถทำให้เกิดการนี้ได้?  พวกเขาไม่รักความจริง และพวกเขาชิงชังสิ่งต่างทั้งหลายที่เป็นบวก  ทั้งหมดที่องค์พระเยซูเจ้าได้ตรัสถูกต้อง ไม่มีความผิดอันใด และทั้งที่พวกเขาไม่สามารถพบความผิดอันใดในพระวจนะขององค์พระเยซูเจ้าที่จะใช้ต่อต้านพระองค์ แต่พวกเขาก็กล่าวโทษพระองค์ และแล้วพวกเขาก็สมคบคิดกันพูดว่า “ให้พระองค์ถูกตรึงกางเขน  เป็นพระองค์หรือไม่ก็พวกเรา”  ในหนทางนี้ พวกเขาตั้งตนเป็นคู่ต่อสู้กับองค์พระเยซูเจ้า  แม้ว่าพวกเขาไม่ได้เชื่อว่าองค์พระเยซูเจ้าทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า แต่พระองค์ก็ทรงเป็นบุคคลที่ดีซึ่งไม่ได้ทรงฝ่าฝืนทั้งกฎทั้งหลายตามกฎหมายและธรรมบัญญัติของพระยาห์เวห์[ก] เหตุใดเล่าพวกเขาจึงกล่าวโทษองค์พระเยซูเจ้า?  เหตุใดเล่าพวกเขาจึงปฏิบัติต่อองค์พระเยซูเจ้าเยี่ยงนั้น?  สามารถมองเห็นได้ว่าผู้คนเหล่านี้เลวและมุ่งร้ายเพียงใด—พวกเขาชั่วอย่างสุดขั้ว!  โฉมหน้าชั่วที่พวกฟาริสีเปิดโปงให้เห็นไม่สามารถแตกต่างจากการพรางตัวด้วยความใจดีมีเมตตามากไปกว่านี้แล้ว  มีหลายคนที่ไม่สามารถหยั่งรู้ได้ว่าอันไหนคือโฉมหน้าที่แท้จริงของพวกเขาและอันไหนคือความเทียมเท็จ ถึงกระนั้นการทรงปรากฎและพระราชกิจขององค์พระเยซูเจ้าก็ได้เปิดเผยพวกเขาทั้งหมด  พวกฟาริสีปลอมตัวดีเพียงใด พวกเขาดูเหมือนใจดีเพียงใดที่ภายนอก—หากข้อเท็จจริงเหล่านี้ไม่ได้ถูกเปิดเผย ก็คงจะไม่มีใครมีความสามารถที่จะมองเห็นพวกเขาในสิ่งที่พวกเขาเป็น

—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม

เชิงอรรถ:

ก. ข้อความต้นฉบับไม่มีคำว่า “ของพระยาห์เวห์”


สิ่งใดคือการสำแดงที่สำคัญที่สุดของความหน้าซื่อใจคดของพวกฟาริสี?  พวกเขาเพียงได้ตั้งใจอ่านข้อพระคัมภีร์เท่านั้น และไม่ได้แสวงหาความจริง  เมื่อพวกเขาได้อ่านพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาก็ไม่ได้อธิษฐานหรือแสวงหา แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากลับได้ศึกษาพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาได้ศึกษาสิ่งที่พระเจ้าตรัสและทรงทำ และจึงได้แปรสภาพพระวจนะของพระองค์ไปเป็นทฤษฎีประเภทหนึ่ง ไปเป็นหลักคำสอนที่พวกเขาได้สอนให้ผู้อื่น  นี่คือสิ่งที่การตั้งใจอ่านพระวจนะของพระเจ้าเป็น  ดังนั้นแล้วเหตุใดพวกเขาจึงได้ทำการนั้น?  สิ่งใดคือสิ่งที่พวกเขาตั้งใจอ่าน?  ในสายตาของพวกเขา เหล่านี้ไม่ใช่พระวจนะของพระเจ้า เหล่านี้ไม่ใช่การแสดงออกของพระเจ้า นับประสาอะไรที่พระวจนะเหล่านี้จะใช่ความจริง แต่กลับเป็นการศึกษาวิจัยรูปแบบหนึ่งเสียมากกว่า  ในสายตาของพวกเขา การศึกษาวิจัยเช่นนี้ควรได้รับการส่งต่อ ควรได้รับการเผยแพร่ และการนี้เท่านั้นจึงจะได้เป็นการเผยแพร่หนทางของพระเจ้าและข่าวประเสริฐ  นี่คือสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “การประกาศ” และคำเทศนาที่พวกเขาได้ประกาศก็คือเทววิทยา

…พวกฟาริสีได้ปฏิบัติต่อเทววิทยาและทฤษฎีที่พวกเขาช่ำชองในฐานะความรู้ประเภทหนึ่ง เป็นเครื่องมือสำหรับกล่าวโทษผู้คนและประเมินวัดว่าผู้คนถูกหรือผิด  พวกเขาถึงกับได้ใช้เครื่องมือนี้กับองค์พระเยซูเจ้า—นั่นคือวิธีที่องค์พระเยซูเจ้าได้ทรงถูกกล่าวโทษ  การประเมินค่าผู้คนของพวกเขา และหนทางที่พวกเขาปฏิบัติต่อผู้คน ไม่เคยได้อยู่บนพื้นฐานของธาตุแท้ของพวกเขา หรือบนพื้นฐานของการที่ว่าสิ่งที่พวกเขาได้พูดไปถูกหรือผิด นับประสาอะไรกับพื้นฐานของแหล่งที่มาและต้นกำเนิดของคำพูดของพวกเขา  พวกเขาเพียงแค่ได้กล่าวโทษและประเมินวัดผู้คนบนพื้นฐานของคำพูดและหลักคำสอนที่ไม่ยอมอ่อนข้อซึ่งพวกเขาช่ำชอง  และดังนั้น ถึงแม้ว่าพวกฟาริสีเหล่านี้รู้ว่าสิ่งที่องค์พระเยซูเจ้าทรงทำไม่ได้เป็นความบาป และไม่ได้ฝ่าฝืนกฎหมาย แต่พวกเขาก็ยังคงกล่าวโทษพระองค์ เพราะสิ่งที่องค์พระเยซูเจ้าได้ตรัสดูเหมือนจะไม่ลงรอยกับความรู้และการศึกษาวิจัยที่พวกเขาช่ำชอง และทฤษฎีทางเทววิทยาที่พวกเขาได้ขยายความไว้  และพวกฟาริสีเพียงแค่ไม่ยอมคลายกำมือจากคำและวลีเหล่านี้ พวกเขาได้เกาะติดความรู้นี้ และจะไม่ปล่อยมือ  ในท้ายที่สุดบทอวสานที่เป็นไปได้หนึ่งเดียวคือสิ่งใด?  พวกเขาจะไม่ยอมรับรู้ว่าองค์พระเยซูเจ้าคือพระเมสสิยาห์ที่จะเสด็จมา หรือไม่ยอมรับรู้ว่ามีความจริงในสิ่งที่องค์พระเยซูเจ้าได้ตรัส นับประสาอะไรที่จะยอมรับรู้ว่าสิ่งที่องค์พระเยซูเจ้าได้ทรงทำนั้นสอดคล้องกับความจริง  พวกเขาได้พบข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลบางอย่างเพื่อกล่าวโทษองค์พระเยซูเจ้า—แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว ในหัวใจพวกเขา พวกเขาได้รู้หรือไม่ว่าความบาปเหล่านี้ที่พวกเขาใช้กล่าวโทษพระองค์ใช้ได้หรือไม่?  พวกเขารู้  ดังนั้นแล้ว เหตุใดพวกเขาจึงยังคงกล่าวโทษพระองค์เช่นนี้?  (พวกเขาไม่ได้ต้องการที่จะเชื่อว่าพระเจ้าผู้ทรงสูงส่งและทรงฤทธิ์ในจิตใจของพวกเขาจะสามารถเป็นองค์พระเยซูเจ้า เป็นพระฉายาของบุตรมนุษย์ธรรมดาผู้หนึ่งนี้)  พวกเขาไม่ได้ต้องการที่จะยอมรับข้อเท็จจริงนี้  และสิ่งใดคือลักษณะที่แท้จริงของการปฏิเสธของพวกเขาที่จะยอมรับการนี้เล่า?  ได้มีบางสิ่งเกี่ยวกับการพยายามใช้เหตุผลกับพระเจ้าในการนี้หรือไม่?  สิ่งที่พวกเขาหมายถึงก็คือ “พระเจ้าจะสามารถทำการนั้นได้หรือ?  หากพระเจ้าได้ทรงจุติมาเป็นมนุษย์ พระองค์ก็ต้องทรงกำเนิดจากเชื้อสายที่โด่งดังอย่างแน่นอน  ที่มากกว่านั้นก็คือพระองค์ทรงต้องยอมรับการสอนสั่งของพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี เรียนรู้ความรู้นี้ และอ่านข้อพระคัมภีร์มากๆ  เพียงหลังจากพระองค์ทรงครองความรู้นี้แล้วเท่านั้น พระองค์จึงจะสามารถรับตำแหน่งของ ‘การจุติเป็นมนุษย์’ ได้”  พวกเขาเชื่อว่า ประการแรก พระองค์ไม่ทรงมีคุณสมบัติเช่นนั้น ดังนั้นแล้ว พระองค์จึงไม่ทรงเป็นพระเจ้า ประการที่สอง หากปราศจากความรู้นี้ พระองค์ก็จะไม่สามารถทรงพระราชกิจของพระเจ้าได้ นับประสาอะไรที่พระองค์จะสามารถเป็นพระเจ้าได้ ประการที่สาม พระองค์ไม่สามารถทรงพระราชกิจนอกพระวิหารได้—ตอนนี้พระองค์ไม่ทรงอยู่ในพระวิหาร พระองค์ทรงอยู่ท่ามกลางพวกคนบาปเสมอ ดังนั้นแล้วพระราชกิจที่พระองค์ทรงทำจึงอยู่เหนือโพ้นวงเขตแห่งพระราชกิจของพระเจ้า  พื้นฐานของการกล่าวโทษของพวกเขามาจากที่ใด?  จากข้อพระคัมภีร์ จากจิตใจของมนุษย์ และจากการศึกษาด้านเทววิทยาที่พวกเขาได้รับ  เพราะพวกเขาพองโตด้วยมโนคติที่หลงผิด จินตนาการ และความรู้ พวกเขาจึงเชื่อว่าความรู้นี้ถูกต้อง เป็นความจริง เป็นพื้นฐาน และไม่มีวันที่พระเจ้าจะสามารถฝ่าฝืนสิ่งเหล่านี้ได้  พวกเขาได้แสวงหาความจริงหรือไม่?  พวกเขาไม่ได้แสวงหา  สิ่งที่พวกเขาได้แสวงหาคือมโนคติที่หลงผิดและจินตนาการของพวกเขาเอง และประสบการณ์ของพวกเขาเอง และพวกเขาได้พยายามใช้สิ่งเหล่านี้เพื่อนิยามพระเจ้าและกำหนดพิจารณาว่าพระองค์ทรงถูกหรือผิด  สิ่งใดคือบทอวสานท้ายสุดของการนี้?  พวกเขาได้กล่าวโทษพระราชกิจของพระเจ้าและตอกตรึงพระองค์กับกางเขน

—พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่เจ็ด: พวกเขาชั่ว เคลือบแฝง และเต็มไปด้วยเล่ห์ลวง (ภาคที่สาม)

ก่อนหน้า: 2. ดังที่พวกเราเข้าใจกัน ผู้ชำนาญการและนักวิชาการทางศาสนานานาชาติผู้มีชื่อเสียงเกียรติยศหลายรายได้ระลึกรู้ว่า คริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์นั้นเป็นคริสตจักรคริสเตียนกำเนิดใหม่แห่งหนึ่ง อะไรหรือคือความแตกต่างระหว่างคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์กับศาสนาคริสต์ดั้งเดิม?  

ถัดไป: 2. เหล่าศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสของโลกศาสนานั้นล้วนแก่ประสบการณ์ในพระคัมภีร์ และบ่อยครั้งที่กล่าวอธิบายพระคัมภีร์ให้กับผู้อื่น โดยขอให้ผู้อื่นยึดติดอยู่กับพระคัมภีร์  ในการทำเช่นนั้น ไม่ใช่ว่าพวกเขายกระดับและให้คำพยานต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าหรอกหรือ?  พวกคุณสามารถพูดได้อย่างไรว่า พวกเขากำลังหลอกลวงผู้คน ว่าพวกเขาเป็นพวกฟารีสีหน้าซื่อใจคด?

ปี 2022 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger