2. ขณะนี้ ปรากฏว่าหลากหลายนิกายทางศาสนายึดปฏิบัติตามพิธีทางศาสนาอย่างเป็นหน้าที่ แต่พวกศิษยาภิบาลกลับมุ่งเน้นเพียงการประกาศพระวจนะและวลีทั้งหลายจากพระคัมภีร์และทฤษฎีทางเทววิทยาเท่านั้น และความรู้แจ้งกับความกระจ่างของพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นก็หายไปโดยสิ้นเชิง  ชีวิตของผู้เชื่อทั้งหลายดำเนินไปโดยไม่ได้รับการจัดเตรียมให้โดยสิ้นเชิง  พวกเขามีความเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้ามาหลายปีแต่ก็ไม่รู้เท่าทันความจริงและไร้ความสามารถที่จะนำพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าไปสู่การฝึกฝนปฏิบัติ  ความเชื่อของพวกเขาในองค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้กลายเป็นอะไรเลยนอกจากการเชื่อทางศาสนา  ฉันไม่เข้าใจว่า ทำไมคริสตจักรทั้งหลายในทุกวันนี้ได้ลดต่ำลงไปเป็นศาสนา

พระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้อง

ในแต่ละช่วงระยะของพระราชกิจของพระเจ้ายังมีข้อพึงประสงค์ต่อมนุษย์ที่สอดคล้องกับช่วงระยะนั้นๆ ด้วยเช่นกัน  ผู้คนทั้งหมดที่อยู่ภายในกระแสแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ถูกครองโดยการสถิตและการบ่มวินัยของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และพวกที่ไม่อยู่ภายในกระแสแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ย่อมอยู่ภายใต้คำสั่งของซาตาน และปราศจากพระราชกิจใดๆ แห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์  ผู้คนที่อยู่ในกระแสแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์คือบรรดาผู้ที่ยอมรับพระราชกิจใหม่ของพระเจ้า กับผู้ที่ร่วมมือในพระราชกิจใหม่ของพระเจ้า  หากบรรดาผู้ที่อยู่ภายในกระแสนี้ไม่สามารถร่วมมือ และไร้ความสามารถที่จะนำความจริงที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์ในช่วงระหว่างยุคนี้ไปปฏิบัติได้ เช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็จะถูกบ่มวินัย และในกรณีที่เลวร้ายที่สุดพวกเขาก็จะถูกพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงละทิ้ง  บรรดาผู้ที่ยอมรับพระราชกิจใหม่แห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ย่อมจะใช้ชีวิตภายในกระแสแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ และพวกเขาจะได้รับการดูแลและการคุ้มครองปกป้องของพระวิญญาณบริสุทธิ์  บรรดาผู้ที่เต็มใจที่จะนำความจริงไปปฏิบัติย่อมได้รับการประทานความรู้แจ้งจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ และพวกที่ไม่เต็มใจจะนำความจริงไปปฏิบัติย่อมถูกพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงบ่มวินัย และอาจแม้กระทั่งถูกลงโทษ  ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นบุคคลประเภทใดก็ตาม พระเจ้าจะทรงรับผิดชอบทุกผู้คนที่ยอมรับพระราชกิจใหม่ของพระองค์เพื่อประโยชน์แห่งพระนามของพระองค์ภายใต้เงื่อนไขว่าพวกเขานั้นอยู่ภายในกระแสแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์  บรรดาผู้ที่ถวายพระเกียรติแด่พระนามของพระองค์และเต็มใจที่จะนำพระวจนะของพระองค์ไปปฏิบัติจะได้รับพรของพระองค์ ส่วนพวกที่กบฏต่อพระองค์และไม่นำพระวจนะของพระองค์ไปปฏิบัติย่อมจะได้รับการลงโทษของพระองค์  ผู้คนที่อยู่ในกระแสแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์คือบรรดาผู้ที่ยอมรับพระราชกิจใหม่ และเนื่องจากพวกเขาได้ยอมรับพระราชกิจใหม่แล้ว พวกเขาจึงควรร่วมมือกับพระเจ้าอย่างเหมาะสม และไม่ควรปฏิบัติตนเป็นกบฏที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตน  นี่คือข้อพึงประสงค์เพียงข้อเดียวที่พระเจ้าทรงมีต่อมนุษย์  สำหรับผู้คนที่ไม่ยอมรับพระราชกิจใหม่ การย่อมไม่เป็นดังนั้น กล่าวคือ พวกเขาอยู่นอกกระแสแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ และการบ่มวินัยกับการตำหนิของพระวิญญาณบริสุทธิ์ย่อมไม่ได้ใช้กับพวกเขา  ตลอดทั้งวัน ผู้คนเหล่านี้ใช้ชีวิตภายในเนื้อหนัง พวกเขาใช้ชีวิตภายในจิตใจของพวกเขา และทั้งหมดที่พวกเขาทำก็สอดคล้องกับหลักข้อเชื่อที่เกิดขึ้นจากการวิเคราะห์และการค้นคว้าวิจัยของสมองของพวกเขาเอง  นี่ไม่ใช่สิ่งที่พระราชกิจใหม่แห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์พึงประสงค์ และยิ่งไม่ใช่การร่วมมือกับพระเจ้าเข้าไปใหญ่  พวกที่ไม่ยอมรับพระราชกิจใหม่ของพระเจ้าจึงสูญสิ้นการสถิตของพระเจ้า และนอกจากนั้น พวกเขาย่อมปราศจากพรและการคุ้มครองปกป้องของพระเจ้า  คำพูดและการกระทำส่วนใหญ่ของพวกเขาจึงยึดมั่นอยู่กับข้อพึงประสงค์ในอดีตของพระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์  สิ่งเหล่านั้นคือหลักข้อเชื่อ ไม่ใช่ความจริง  หลักข้อเชื่อและระเบียบข้อบังคับเช่นนั้นเพียงพอที่จะพิสูจน์ว่าการชุมนุมกันของผู้คนเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งใดนอกจากศาสนา พวกเขาไม่ใช่ผู้ที่ได้รับการเลือกสรรหรือเป้าหมายของพระราชกิจของพระเจ้า  สมัชชาของผู้คนทั้งหมดท่ามกลางพวกเขาสามารถเรียกได้ว่าเป็นการประชุมใหญ่ของศาสนา และย่อมไม่สามารถเรียกว่าคริสตจักร  นี่คือข้อเท็จจริงที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้  พวกเขาไม่มีพระราชกิจใหม่แห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ สิ่งที่พวกเขาทำดูเหมือนชวนให้นึกถึงศาสนา สิ่งที่พวกเขาใช้ชีวิตตามนั้น ดูเหมือนเต็มแน่นไปด้วยศาสนา  พวกเขาไม่มีการสถิตและพระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ นับประสาอะไรที่พวกเขาจะมีคุณสมบัติที่จะได้รับการบ่มวินัยหรือความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์  ผู้คนเหล่านี้ทั้งหมดล้วนเป็นซากศพที่ไร้ชีวิต และเป็นหนอนแมลงวันที่ไร้ความเข้าใจเกี่ยวกับจิตวิญญาณ  พวกเขาไม่มีความรู้เกี่ยวกับการกบฏและการต่อต้านของมนุษย์ ไม่มีความรู้เกี่ยวกับการทำชั่วทั้งหมดของมนุษย์ นับประสาอะไรที่พวกเขาจะรู้พระราชกิจทั้งหมดของพระเจ้าและเจตนารมณ์ในปัจจุบันของพระเจ้า  พวกเขาทั้งหมดเป็นผู้คนต่ำช้าที่ไม่รู้เท่าทัน และพวกเขาเป็นคนทรามที่ไม่สมควรจะเรียกว่าผู้เชื่อ!  ไม่มีสิ่งใดที่พวกเขาทำส่งผลถึงการบริหารจัดการของพระเจ้า และมันยิ่งไม่สามารถทำให้แผนการของพระเจ้าด้อยคุณค่าลงได้  คำพูดและการกระทำของพวกเขาน่าขยะแขยงเกินไป น่าสมเพชเกินไป และไม่ควรค่าแก่การกล่าวถึงเลย  สิ่งที่กระทำโดยพวกที่ไม่อยู่ในกระแสแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ย่อมไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับพระราชกิจใหม่แห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์  เพราะเหตุนี้ ไม่ว่าพวกเขาจะทำสิ่งใดก็ตาม พวกเขาย่อมปราศจากวินัยแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ และนอกจากนั้นย่อมปราศจากความรู้แจ้งแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์  เพราะพวกเขาทั้งหมดล้วนเป็นผู้ที่ไม่มีความรักให้กับความจริง และเป็นผู้ที่ได้ถูกพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงรังเกียจเดียดฉันท์  พวกเขาถูกเรียกว่าคนทำชั่ว เพราะพวกเขาเดินในเนื้อหนังและทำสิ่งใดๆ ก็ตามที่ทำให้พวกเขาพอใจภายใต้แผ่นป้ายโฆษณาถึงพระเจ้า  ขณะที่พระเจ้าทรงพระราชกิจ พวกเขาก็จงใจเป็นศัตรูกับพระองค์ และวิ่งไปคนละทิศทางกับพระองค์  ความล้มเหลวของมนุษย์ในการร่วมมือกับพระเจ้าจึงเป็นกบฏอย่างสูงสุดในตัวมันเอง ดังนั้น ผู้คนเหล่านั้นที่จงใจวิ่งในทางตรงข้ามกับพระเจ้าจะไม่ได้รับการลงทัณฑ์ที่ยุติธรรมของพวกเขาโดยเฉพาะหรอกหรือ?

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระราชกิจของพระเจ้าและการปฏิบัติของมนุษย์

“แต่เราบอกท่านว่าที่เป็นใหญ่กว่าพระวิหารอยู่ที่นี่ ถ้าพวกท่านเข้าใจความหมายของพระคัมภีร์ ที่ว่า ‘เราประสงค์ความเมตตา ไม่ประสงค์เครื่องสัตวบูชา’ พวกท่านก็คงจะไม่ตัดสินลงโทษพวกที่ไม่มีความผิด เพราะว่าบุตรมนุษย์เป็นเจ้าเป็นนายเหนือวันสะบาโต” (มัทธิว 12:6-8) คำว่า “พระวิหาร” อ้างอิงถึงสิ่งใดในที่นี้?  กล่าวอย่างง่ายๆ คือ คำนี้หมายถึงอาคารที่สูงส่งสง่างาม และในยุคธรรมบัญญัติ พระวิหารคือสถานที่ที่นักบวชมานมัสการพระเจ้า  เมื่อองค์พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ที่เป็นใหญ่กว่าพระวิหารอยู่ที่นี่” คำว่า “ที่” อ้างอิงถึงผู้ใด?  คำว่า “ที่” นี้หมายถึงองค์พระเยซูเจ้าในเนื้อหนังอย่างชัดเจน เพราะมีเพียงพระองค์เท่านั้นที่ยิ่งใหญ่กว่าพระวิหาร  พระวจนะเหล่านั้นบอกผู้คนว่าอย่างไร?  พระวจนะเหล่านั้นบอกผู้คนให้ออกมาจากพระวิหาร—พระเจ้าทรงออกมาจากพระวิหารแล้วและไม่ได้ทรงพระราชกิจในนั้นอีกต่อไป ดังนั้น ผู้คนจึงควรแสวงหาย่างพระบาทของพระเจ้านอกพระวิหาร และติดตามย่างก้าวของพระองค์ในพระราชกิจใหม่ของพระองค์  มีข้อสนับสนุนที่อยู่เบื้องหลังพระวจนะขององค์พระเยซูเจ้าเมื่อพระองค์ตรัสเช่นนี้ นั่นคือ ภายใต้ธรรมบัญญัติ ผู้คนได้มามองเห็นพระวิหารว่าเป็นบางสิ่งบางอย่างที่ยิ่งใหญ่กว่าพระเจ้าพระองค์เอง  นั่นคือ ผู้คนนมัสการพระวิหารแทนที่จะนมัสการพระเจ้า ดังนั้นองค์พระเยซูเจ้าจึงทรงเตือนพวกเขาให้อย่านมัสการรูปเคารพ แต่นมัสการพระเจ้าแทน เพราะพระองค์ทรงอำนาจสูงสุด  ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงตรัสว่า “เราประสงค์ความเมตตา ไม่ประสงค์เครื่องสัตวบูชา” เห็นได้ชัดเจนว่าในสายพระเนตรขององค์พระเยซูเจ้า ผู้คนส่วนใหญ่ที่ใช้ชีวิตภายใต้ธรรมบัญญัติไม่ได้นมัสการพระยาห์เวห์อีกต่อไป แต่เพียงแค่พลีอุทิศไปอย่างพอเป็นพิธี และองค์พระเยซูเจ้าตกลงพระทัยว่านี่ถือเป็นการนมัสการรูปเคารพ  ผู้นมัสการรูปเคารพเหล่านี้เห็นว่าพระวิหารเป็นบางสิ่งบางอย่างที่ยิ่งใหญ่และสูงส่งกว่าพระเจ้า  ในหัวใจของพวกเขามีเพียงพระวิหาร ไม่ใช่พระเจ้า และหากพวกเขาสูญเสียพระวิหารไป เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็จะสูญเสียที่อาศัยของพวกเขา  หากปราศจากพระวิหาร พวกเขาก็ไม่มีที่ใดให้นมัสการ และไม่สามารถทำการพลีอุทิศของพวกเขาได้  สิ่งที่เรียกว่า “ที่อาศัย” ของพวกเขานั้นคือสถานที่ที่พวกเขาใช้การกล่าวอ้างเท็จถึงการนมัสการพระยาห์เวห์พระเจ้าเพื่อให้อยู่ในพระวิหารต่อไปและทำกิจการงานต่างๆ ของพวกเขาเอง  สิ่งที่เรียกว่า “การพลีอุทิศ” ของพวกเขานั้นเป็นแค่การที่พวกเขากระทำการอันน่าอับอายส่วนตัวของตนเองภายใต้การแสร้งทำเป็นปรนนิบัติในพระวิหาร  นี่คือเหตุผลที่ผู้คน ณ ขณะนั้นมองเห็นว่าพระวิหารยิ่งใหญ่กว่าพระเจ้า  องค์พระเยซูเจ้าตรัสพระวจนะเหล่านี้เพื่อเป็นคำเตือนให้กับผู้คน เพราะพวกเขากำลังใช้พระวิหารเป็นฉากหน้า และใช้การพลีอุทิศเป็นฉากบังการคดโกงผู้คนและการคดโกงพระเจ้า  หากเจ้านำพระวจนะเหล่านี้มาปฏิบัติกับปัจจุบัน พระวจนะเหล่านี้ยังคงใช้ได้เท่าเดิมและตรงประเด็นเท่าเดิม  ถึงแม้ว่าผู้คนในวันนี้จะได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าที่แตกต่างจากที่ผู้คนในยุคธรรมบัญญัติได้รับประสบการณ์ แต่แก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขานั้นเหมือนกัน

—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระราชกิจของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระเจ้า และพระเจ้าพระองค์เอง 3

ถ้าคนที่เชื่อในพระเจ้ายึดถือความจริงราวกับเป็นข้อบังคับชุดหนึ่ง การเชื่อของพวกเขาย่อมมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นการเข้าร่วมศาสนพิธีใช่หรือไม่?  (ใช่)  การเข้าร่วมศาสนพิธีต่างๆ นั้นที่จริงแล้วไม่ได้แตกต่างจากศาสนาคริสต์เลย—ผู้ที่ทำเช่นนั้นเพียงแค่มีความรุดหน้ามากกว่าและก้าวหน้ากว่าในแง่ของหลักคำสอนและทฤษฎี และความเชื่อของพวกเขาก็มีระดับสูงกว่าและก้าวหน้ากว่าสักหน่อยเท่านั้น  มีเท่านั้นเอง  หากการเชื่อในพระเจ้ากลายเป็นการเชื่อทางศาสนา กลายเป็นการศึกษาด้านเทววิทยา กลายเป็นข้อบังคับหรือพิธีกรรมชุดหนึ่ง แบบนั้นก็กลายเป็นศาสนาคริสต์ไปแล้วไม่ใช่หรือ?  หลักคำสอนใหม่และเก่ามีความต่างกัน แต่ถ้าเจ้าเอาแต่เข้าใจว่าความจริงคือคำสอน และเจ้าไม่รู้วิธีปฏิบัติความจริง ไม่รู้แม้กระทั่งวิธีมีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า—และไม่ว่าเจ้าจะเชื่อในพระเจ้ามานานกี่ปี ไม่ว่าเจ้าจะผ่านความยากลำบากมากี่ครั้ง ไม่ว่าเจ้าจะมีพฤติกรรมอันดีงามสักกี่อย่าง แต่ถ้าสิ่งที่เจ้ามีไม่ใช่การเข้าใจความจริงอย่างแท้จริง และเจ้ายังไม่ได้รับความจริงหรือเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง—เช่นนั้นแล้วรูปแบบการเชื่อของเจ้าย่อมเป็นรูปแบบการเชื่อของศาสนาคริสต์ไม่ใช่หรือ?  แก่นแท้ของศาสนาคริสต์เป็นเช่นนั้นไม่ใช่หรือ?  (ใช่)  ดังนั้นในการกระทำหรือการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเจ้า พวกเจ้ามีมุมมองหรือสภาวะใดที่คล้ายหรือเหมือนกับของผู้คนในศาสนาคริสต์บ้าง?  (พวกเรายึดมั่นในข้อบังคับและทำให้ตัวเองถึงพร้อมด้วยวาจาและคำสอน)  การยึดมั่นในข้อบังคับ การประกาศวาจาและคำสอน การมองว่าความจริงคือวาจาและคำสอน—มีสิ่งใดอีก?  (พวกเราเน้นการทำงาน ไม่ใช่การเข้าสู่ชีวิต)  พวกเจ้ามุ่งเน้นแต่การทุ่มเทพยายาม ไม่ใช่การได้รับชีวิตหรือการเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง—แล้วมีสิ่งใดอีก?  (พวกเรามุ่งเน้นรูปลักษณ์ของการมีสภาวะฝ่ายวิญญาณและพฤติกรรมอันดีงาม)  พวกเจ้าได้พูดไปบ้างแล้ว ดังนั้นเราจะสรุปว่าการไล่ตามเสาะหารูปลักษณ์ของการมีพฤติกรรมอันดีงาม การพยายามเคลือบตัวเองอย่างสุดฤทธิ์ให้ดูมีสภาวะทางฝ่ายวิญญาณ และการทำสิ่งต่างๆ ที่ผู้คนยึดถืออยู่ในมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของพวกเขาว่าถูกต้อง สิ่งต่างๆ ที่ผู้คนมีแนวโน้มที่จะเห็นด้วย—นี่คือการไล่ตามเสาะหาสภาวะที่เทียมเท็จทางฝ่ายวิญญาณ  คนแบบนี้คือคนหน้าซื่อใจคดที่ขึ้นไปยืนประกาศวาจาและคำสอน สั่งสอนผู้อื่นให้ทำสิ่งที่ดีและเป็นคนดี และทำทีว่าเป็นคนของฝ่ายวิญญาณ  แต่ในการประพฤติปฏิบัติตนและรับมือเรื่องต่างๆ และการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขานั้น  พวกเขาไม่เคยแสวงหาความจริง เอาแต่ใช้ชีวิตตามอุปนิสัยเยี่ยงซาตานเท่านั้น  ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับพวกเขา พวกเขาจะทำตามเจตจำนงของตนเองโดยไม่คำนึงถึงพระเจ้า  พวกเขาไม่เคยกระทำการตามหลักธรรมความจริง ยึดถือแต่ข้อบังคับเท่านั้น  พวกเขาไม่เข้าใจความจริงแม้แต่น้อย ทั้งยังไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าหรือมาตรฐานที่พระเจ้าทรงกำหนดให้มนุษย์ หรือสิ่งที่พระองค์จะทรงสัมฤทธิ์ด้วยการช่วยมนุษย์ให้รอด  พวกเขาไม่เคยตรวจสอบรายละเอียดเหล่านี้ของความจริงอย่างจริงจังหรือถามถึงรายละเอียดดังกล่าว  คำกล่าวและพฤติกรรมเหล่านี้ของมนุษย์เผยให้เห็นแต่เพียงสิ่งที่เป็นความหน้าซื่อใจคด  เมื่อมองดูสภาวะที่แท้จริงในหัวใจของผู้คนเช่นนี้ไปพร้อมกับพฤติกรรมภายนอกของพวกเขา คนเราย่อมแน่ใจได้ว่าพวกเขาไม่มีความเป็นจริงความจริงแต่อย่างใด ที่จริงแล้วพวกเขาคือฟาริสีที่หน้าซื่อใจคด พวกเขาคือผู้ไม่เชื่อ  ถ้าใครคนหนึ่งเชื่อในพระเจ้า แต่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง การเชื่อของพวกเขาจะแท้จริงหรือไม่?  (ไม่แท้จริง)  คนที่เชื่อในพระเจ้าไม่ว่าจะนานสักกี่ปี แต่กลับไม่ยอมรับความจริงเลย เขาจะยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  พวกเขาไม่อาจทำเช่นนั้นได้  ดังนั้นแล้ว พฤติกรรมของผู้คนเช่นนี้ย่อมมีธรรมชาติเป็นอย่างไร?  พวกเขาสามารถเดินไปในเส้นทางประเภทใด?  (เส้นทางของพวกฟาริสี)  พวกเขาใช้วันเวลาของตนเตรียมตัวพวกเขาเองให้พร้อมด้วยสิ่งใด?  ไม่ใช่พร้อมด้วยวาจาและคำสอนหรอกหรือ?  พวกเขาใช้วันเวลาของตนไปในการติดอาวุธให้ตนเอง ปรุงแต่งตัวเองด้วยวาจาและคำสอนเพื่อทำให้ตนนั้นเหมือนพวกฟาริสีมากขึ้น มีสภาวะฝ่ายวิญญาณมากขึ้น เหมือนผู้คนที่รับใช้พระเจ้ามากขึ้น—สิ่งใดกันแน่ที่เป็นธรรมชาติของความประพฤติทั้งหมดนี้?  ใช่การนมัสการพระเจ้าหรือไม่?  ใช่ความเชื่ออันแท้จริงในพระองค์หรือไม่?  (ไม่ นั่นไม่ใช่)  ดังนั้นแล้ว พวกเขากำลังทำอะไร?  พวกเขากำลังหลอกลวงพระเจ้า พวกเขาเพียงแค่กำลังก้าวผ่านขั้นตอนต่างๆ ของกระบวนการหนึ่ง  พวกเขากำลังโบกธงแห่งความเชื่อและปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนา โดยพยายามหลอกลวงพระเจ้าเพื่อที่จะสัมฤทธิ์จุดมุ่งหมายของพวกเขาในการได้รับพร  ผู้คนเหล่านี้ไม่นมัสการพระเจ้าเลย  ในท้ายที่สุด ผู้คนกลุ่มที่ว่านี้ย่อมจะลงเอยเหมือนพวกที่อยู่ในสถานนมัสการซึ่งว่ากันว่ารับใช้พระเจ้า ว่ากันว่าเชื่อในพระเจ้าและติดตามพระองค์นั่นเอง

—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, มีเพียงด้วยการยำเกรงพระเจ้าเท่านั้น คนเราจึงจะสามารถก้าวเดินไปบนเส้นทางแห่งความรอด

พวกฟาริสี หัวหน้าปุโรหิต และธรรมาจารย์ชาวยิวในยุคธรรมบัญญัติเชื่อในพระเจ้าเพียงในนาม แต่หันหลังให้กับหนทางของพระองค์และถึงกับตรึงกางเขนพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์  เมื่อเป็นเช่นนั้น เป็นไปได้หรือไม่ที่ความเชื่อของพวกเขาจะได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้า?  (ไม่ได้)  พระเจ้าทรงระบุลักษณะไปแล้วว่าพวกเขาคือผู้คนที่มีความเชื่อแบบชาวยิว เป็นสมาชิกของกลุ่มทางศาสนา  ในทำนองเดียวกันพระเจ้าก็ทรงมองผู้ที่เชื่อในพระเยซูทุกวันนี้ว่าเป็นสมาชิกของกลุ่มทางศาสนา เพราะพระองค์มิได้ทรงยอมรับพวกเขาว่าเป็นสมาชิกของคริสตจักรของพระองค์หรือเป็นผู้เชื่อในพระองค์  เหตุใดพระเจ้าจึงทรงกล่าวโทษโลกทางศาสนาเช่นนั้น?  เพราะสมาชิกทุกคนของกลุ่มศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้นำระดับสูงของนิกายต่างๆ ไม่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า และไม่ทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า  พวกเขาทุกคนคือผู้ไม่เชื่อ  พวกเขาไม่เชื่อในการประสูติเป็นมนุษย์ นับประสาอะไรที่จะยอมรับความจริง  พวกเขาไม่เคยแสวงหา ถามถึง ตรวจสอบ หรือยอมรับพระราชกิจของพระเจ้าในยุคสุดท้ายหรือความจริงที่พระองค์ทรงแสดง แต่กลับมุ่งกล่าวโทษและหมิ่นประมาทพระราชกิจแห่งการประสูติเป็นมนุษย์ในยุคสุดท้ายของพระเจ้า  คนเราย่อมมองเห็นได้ชัดเจนในเรื่องนี้ว่าพวกเขาอาจเชื่อในพระเจ้าเพียงในนาม แต่พระเจ้ามิได้ทรงยอมรับว่าพวกเขาคือผู้เชื่อในพระองค์ พระองค์ตรัสว่าพวกเขาคือคนทำชั่ว สิ่งที่พวกเขาทำนั้นไม่มีสิ่งใดที่สัมพันธ์กับพระราชกิจแห่งความรอดของพระองค์แม้แต่น้อย พวกเขาคือผู้ไม่มีความเชื่อที่อยู่นอกพระวจนะของพระองค์  ถ้าพวกเจ้าเชื่อในพระเจ้าอย่างที่พวกเจ้าทำอยู่ในตอนนี้ ย่อมจะมีสักวันที่พวกเจ้าจะลดตัวลงไปเป็นผู้ยึดมั่นในศาสนาด้วยมิใช่หรือ?  การเชื่อในพระเจ้าอยู่ภายในศาสนาไม่อาจได้รับความรอดได้—แท้จริงแล้วนี่เป็นเพราะเหตุใด?  ถ้าพวกเจ้าบอกไม่ได้ว่าทำไม แสดงว่าพวกเจ้าไม่เข้าใจทั้งความจริงและเจตนารมณ์ของพระเจ้าแม้แต่น้อย  สิ่งที่น่าสลดใจที่สุดที่อาจเกิดขึ้นได้กับการเชื่อในพระเจ้าก็คือการถูกลดทอนให้เป็นศาสนาและถูกพระเจ้ากำจัดออกไป  นี่เป็นเรื่องที่มนุษย์ไม่สามารถจินตนาการได้ และผู้ที่ไม่เข้าใจความจริงก็จะไม่มีวันมองเห็นเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน  จงบอกเราเถิดว่าเมื่อคริสตจักรค่อยๆ กลายเป็นศาสนาในสายพระเนตรของพระเจ้า และค่อยๆ กลายเป็นนิกายในช่วงเวลาหลายปีนับแต่ก่อตั้งมา ผู้คนในที่นั้นเป็นเป้าหมายสำหรับความรอดจากพระเจ้าหรือไม่?  พวกเขาเป็นสมาชิกในครอบครัวของพระองค์หรือไม่?  (ไม่ได้เป็น)  พวกเขาไม่ได้เป็น  ผู้คนที่เชื่อในพระเจ้าเที่ยงแท้เพียงในนาม ซ้ำพระองค์ยังคิดว่าพวกเขาเป็นคนที่เคร่งศาสนา คนเหล่านี้เดินอยู่บนทางสายใด?  ทางที่พวกเขาเดินคือเส้นทางที่พวกเขาชูป้ายแห่งการเชื่อในพระเจ้าเอาไว้ แต่กลับไม่เคยเดินตามหนทางของพระองค์ เป็นทางที่พวกเขาเชื่อในพระองค์แต่กลับไม่นมัสการพระองค์ และถึงกับทอดทิ้งพระองค์ นี่คือทางที่พวกเขาอ้างว่าเชื่อในพระเจ้าแต่กลับต้านทานพระองค์ เชื่อในพระนามของพระเจ้าและในพระเจ้าเที่ยงแท้เพียงในนาม แต่กลับเคารพบูชาซาตานและหมู่มาร ดำเนินกิจการต่างๆ ของมนุษย์ และสร้างอาณาจักรอิสระของมนุษย์ขึ้นมา  นี่คือทางที่พวกเขาเดิน  เมื่อมองดูทางที่พวกเขาใช้เดิน ก็เห็นได้ชัดว่าพวกเขาคือกลุ่มผู้ไม่เชื่อ เป็นศัตรูของพระคริสต์กันทั้งกลุ่ม เป็นกลุ่มของเหล่าซาตานและหมู่มารที่ตั้งตนต้านทานพระเจ้าและขัดขวางพระราชกิจของพระองค์อย่างชัดแจ้ง  นั่นคือแก่นแท้ของโลกศาสนา  กลุ่มคนเช่นนั้นมีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับแผนการบริหารจัดการของพระเจ้าเพื่อความรอดของมนุษย์หรือไม่?  (ไม่มี)  ไม่ว่าผู้เชื่อในพระเจ้าจะมีจำนวนมากเท่าใด หากพระเจ้าระบุว่าความเชื่อของพวกเขาเป็นความเชื่อของกลุ่มศาสนา ผู้คนเหล่านี้ย่อมไม่ใช่เป้าหมายแห่งพระราชกิจและความรอดของพระเจ้า และพระเจ้าก็ตัดสินพระทัยในเรื่องนี้แล้วว่า—ผู้คนเหล่านี้ไม่อาจได้รับการช่วยให้รอด  เหตุใดเราจึงกล่าวเช่นนี้?  กลุ่มที่ปราศจากพระราชกิจหรือการนำทางของพระเจ้า ไม่นบนอบพระองค์หรือนมัสการพระองค์โดยสิ้นเชิง ในนามแล้วพวกเขาอาจเชื่อในพระเจ้า แต่ผู้ที่พวกเขาติดตามและเชื่อฟังกลับเป็นศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสในศาสนา แล้วศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสในศาสนาก็มีธรรมชาติของซาตานและความหน้าซื่อใจคดอยู่ในแก่นแท้ของพวกเขา  ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่คนเหล่านี้ติดตามและเชื่อฟังจึงเป็นเหล่าซาตานและหมู่มาร  ในหัวใจของพวกเขา พวกเขาเชื่อในพระเจ้า แต่ที่จริงแล้ว พวกเขากำลังถูกมนุษย์บงการ อยู่ภายใต้การจัดวางเรียบเรียงและอำนาจควบคุมของมนุษย์  ดังนั้น ในสาระสำคัญแล้ว สิ่งที่พวกเขาติดตามและเชื่อฟังจึงเป็นซาตาน หมู่มาร กองกำลังของความชั่วที่ต้านทานพระเจ้า และศัตรูของพระเจ้า  พระเจ้าจะทรงช่วยผู้คนที่เป็นพรรคพวกกันเช่นนี้ให้รอดหรือไม่?  (ไม่)  ทำไมจึงไม่ทรงช่วย?  จะว่าไป คนแบบนี้สามารถกลับใจได้หรือไม่?  ไม่ได้ พวกเขาจะไม่กลับใจ  พวกเขาดำเนินงานต่างๆ ของมนุษย์และทำกิจการของมนุษย์โดยชูป้ายว่าเป็นความเชื่อในพระเจ้า ซึ่งสวนทางกับแผนการบริหารจัดการของพระเจ้าที่เป็นไปเพื่อความรอดของมนุษย์ และมีจุดจบสุดท้ายคือพวกเขาย่อมจะเป็นที่รังเกียจเดียดฉันท์ของพระเจ้า  เป็นไปไม่ได้ที่พระเจ้าจะทรงช่วยคนเหล่านี้ให้รอด พวกเขาไม่สามารถกลับใจ และเพราะพวกเขาถูกซาตานคร่าเอาตัวไป พระเจ้าจึงส่งมอบพวกเขาให้กับมัน  การที่ความเชื่อในพระเจ้าของคนเราจะได้รับความเห็นชอบจากพระองค์หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับความยาวนานหลายปีของความเชื่อดังกล่าวหรือไม่?  ขึ้นอยู่กับประเภทพิธีกรรมที่คนเราประกอบหรือข้อบังคับที่คนเรายึดถือหรือไม่?  พระเจ้าทรงดูที่การปฏิบัติทั้งหลายของมนุษย์หรือไม่?  พระองค์ทรงดูที่จำนวนคนหรือไม่?  (ไม่)  เช่นนั้นแล้วพระองค์ทรงดูที่อะไร?  เมื่อพระเจ้าทรงคัดเลือกกลุ่มคนขึ้นมากลุ่มหนึ่ง พระองค์จะใช้อะไรวัดว่าพวกเขาจะสามารถได้รับการช่วยให้รอดหรือพระองค์จะทรงช่วยพวกเขาให้รอดหรือไม่?  นี่ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาสามารถยอมรับความจริงได้หรือไม่ และขึ้นอยู่กับทางที่พวกเขาเดิน  แม้พระเจ้าจะไม่ได้ตรัสบอกความจริงแก่มนุษย์ในยุคพระคุณมากเท่าที่พระองค์ทำอยู่ในตอนนี้ และแม้ว่าความจริงที่ตรัสบอกในยุคนั้นจะไม่ลงรายละเอียดเท่ายุคนี้ แต่ในตอนนั้นพระองค์ก็ทำให้มนุษย์เพียบพร้อมได้อยู่ดี และยังคงมีคนที่สามารถได้รับการช่วยให้รอด  ดังนั้น ถ้าผู้คนในยุคปัจจุบันที่เคยฟังความจริงมาแล้วมากมายและเป็นคนที่เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า ไม่สามารถเดินตามหนทางของพระองค์หรือออกเดินไปบนเส้นทางแห่งความรอด จุดจบของพวกเขาจะเป็นอย่างไรในท้ายที่สุด?  จุดจบในท้ายที่สุดของพวกเขาจะเหมือนกับจุดจบของผู้เชื่อในศาสนาคริสต์และศาสนายิว—พวกเขาจะไม่สามารถได้รับการช่วยให้รอด เช่นเดียวกับพวกเขาเหล่านั้น  นี่คือพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า  ไม่ว่าเจ้าจะได้ยินคำเทศนามามากเพียงใดหรือเข้าใจความจริงมากเพียงใดก็ไม่สำคัญ—ถ้าเจ้ายังคงติดตามมนุษย์ ถ้าเจ้ายังคงติดตามซาตาน และเจ้าไม่สามารถเดินตามหนทางของพระเจ้าในท้ายที่สุด ทั้งยังไม่สามารถยำเกรงพระองค์และหลบเลี่ยงความชั่ว เช่นนั้นแล้วผู้คนเยี่ยงนี้ย่อมเป็นที่รังเกียจเดียดฉันท์ของพระเจ้า  ผู้คนในศาสนาอาจจะสามารถประกาศความรู้ในพระคัมภีร์ได้มาก และอาจเข้าใจคำสอนทางฝ่ายวิญญาณอยู่บ้าง แต่พวกเขาไม่สามารถนบนอบพระราชกิจของพระเจ้า หรือปฏิบัติตามพระวจนะและมีประสบการณ์กับพระวจนะของพระองค์ หรือนมัสการพระองค์อย่างแท้จริง อีกทั้งพวกเขาก็ไม่สามารถยำเกรงพระองค์และหลบเลี่ยงความชั่ว  พวกเขาทุกคนจึงเป็นคนหน้าซื่อใจคด ไม่ใช่ผู้คนที่นบนอบพระเจ้าจริง  ในสายพระเนตรของพระเจ้า คนเช่นนี้ถูกนิยามว่าเป็นนิกาย เป็นกลุ่มคน เป็นพลพรรคของมนุษย์ และเป็นที่อาศัยของซาตาน  โดยรวมแล้วพวกเขาคือพลพรรคของซาตาน เป็นอาณาจักรแห่งศัตรูของพระคริสต์ และเป็นที่รังเกียจเดียดฉันท์ของพระเจ้าโดยสิ้นเชิง

—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, มีเพียงด้วยการยำเกรงพระเจ้าเท่านั้น คนเราจึงจะสามารถก้าวเดินไปบนเส้นทางแห่งความรอด

ก่อนหน้า: 1. ทุกวันนี้ ผู้คนมากมายในโลกศาสนารู้สึกว่า ไม่มีความสว่างอยู่ในการประกาศทั้งหลายของพวกศิษยาภิบาล  พวกเขามองเห็นว่าความเชื่อของผู้เชื่อทั้งหลายนั้นกำลังลดน้อยถอยลง และผู้คนเสวนากันเพียงเรื่องความยินดีทางกายและไล่ล่าตามกระแสนิยมของทางโลก และบางคนถึงขั้นทำธุรกิจในคริสตจักร  พวกเขากังวลว่าคริสตจักรของพวกเขานั้นเป็นคริสตจักรเทียมเท็จ และกังวลว่า พวกเขาจะถูกองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงทอดทิ้งเมื่อพระองค์ทรงกลับมา  แต่ก็มีบรรดาผู้ที่เชื่อว่า คริสตจักรของพวกเขาไม่สามารถเป็นไปได้ที่จะเป็นคริสตจักรเทียมเท็จเพราะพวกเขาจัดงานกิจกรรมที่มีชีวิตชีวาเสียขนาดนั้น เช่น การประกวดพระคัมภีร์ พิธีศีลมหาสนิท และการเฉลิมฉลองสารพัดเทศกาล  ดังนั้นแล้ว พวกเราควรจะระบุแยกแยะคริสตจักรเทียมเท็จอย่างไร?

ถัดไป: 1. ตอนนี้ คำเผยพระวจนะในพระคัมภีร์ที่เกี่ยวกับการทรงกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้าล้วนได้รับการทำให้ลุล่วงไปแล้วเป็นส่วนมาก และองค์พระผู้เป็นเจ้าก็อาจทรงอยู่ที่นี่เรียบร้อยแล้วเป็นอย่างดี  พวกเรามองเห็นว่าคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์กำลังให้คำพยานออนไลน์อย่างเปิดเผยต่อสาธารณะว่า พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือการทรงกลับมาขององค์พระเยซูเจ้า และผู้คนมากมายจากทุกศาสนาและนิกายซึ่งเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าและถวิลหาการทรงปรากฏของพระเจ้าอย่างแท้จริง ก็ได้หวนคืนสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์แล้ว  พวกเราประสงค์จะรู้ว่า พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์นั้นใช่การทรงปรากฏของพระเจ้าหรือไม่กันแน่

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger