2. พวกคุณให้คำพยานว่าพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือการทรงกลับมาขององค์พระเยซูเจ้า และว่าพระองค์กำลังทรงแสดงความจริงและปฏิบัติพระราชกิจแห่งการพิพากษาของยุคสุดท้าย  แม้ว่าสิ่งที่พวกคุณให้คำพยานนั้นเป็นไปในแนวเดียวกับพระคัมภีร์ แต่ผู้คนมากมายในคริสตจักรของพวกเราก็ไม่ยอมรับสิ่งนี้  พวกเราเชื่อว่าในการที่จะเป็นหนทางที่แท้จริง หนทางนั้นต้องได้รับการยอมรับจากผู้คนมากมาย และเชื่อว่า สิ่งที่ได้รับการยอมรับจากผู้คนไม่กี่คนนั้นเป็นหนทางที่เป็นเท็จ  พวกเราจะรอจนกว่าผู้คนจำนวนมากในคริสตจักรของพวกเรายอมรับการนี้เสียก่อน พวกเราจึงค่อยเริ่มการที่เชื่อในสิ่งนี้

ตอบ:

ผู้คนส่วนใหญ่ใช้จำนวนผู้คนที่ยอมรับบางสิ่งว่ามีกี่คนเป็นพื้นฐานในการพิจารณาว่า บางสิ่งที่ว่านั้นคือหนทางที่แท้จริงหรือหนทางเทียมเท็จ โดยเชื่อว่าหากผู้คนมากมายทำเช่นนั้น เช่นนั้นแล้ว นั่นก็ย่อมเป็นหนทางที่แท้จริง และหากว่ามีผู้คนเพียงไม่กี่คนเท่านั้นยอมรับสิ่งนั้น เช่นนั้นแล้ว นั่นก็ย่อมเป็นหนทางเทียมเท็จ  ทรรศนะเช่นนั้นอยู่ในแนวเดียวกันกับความจริงหรือไม่?  ทรรศนะเช่นนี้มีหลักพื้นฐานในพระวจนะของพระเจ้าหรือไม่?  จงระลึกย้อนไปในยามที่พระเจ้าได้ทรงทำลายโลกด้วยอุทกภัย นั่นก็คือ มีเพียงโนอาห์เท่านั้นที่ได้วางใจในพระวจนะแห่งพระเจ้าและได้สร้างเรือใหญ่ขึ้นในขณะที่ประกาศหนทาง ดังเช่นที่พระเจ้าทรงให้คำแนะนำ  กระนั้นก็ตามหลังจากผ่านไป 120 ปี ไม่มีบุคคลสักคนเชื่อหรือยอมรับสิ่งที่เขาประกาศ และผู้ที่ในท้ายที่สุดแล้วได้ขึ้นเรือใหญ่ก็คือสมาชิกแปดคนในครอบครัวของโนอาห์ ในขณะที่คนอื่นทุกคนจมน้ำตายในอุทกภัย  ดังนั้นเจ้าสามารภพูดได้หรือไม่ว่าโนอาห์ไม่ได้ประกาศหนทางที่แท้จริง?  ตอนนี้จงระลึกย้อนไปในยามที่องค์พระเยซูเจ้าได้ทรงปรากฏและได้ทรงปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์ในระหว่างยุคพระคุณ นั่นก็คือ นอกเหนือไปจากผู้คนจำนวนเล็กน้อยเหลือเกินที่ได้ยอมรับองค์พระเยซูเจ้าแล้ว ทั้งศาสนายิวได้กล่าวโทษและต่อต้านองค์พระเยซูเจ้า ก่อนที่ในท้ายที่สุดจะร่วมมือกับทางการโรมันในการตอกตรึงพระองค์กับกางเขน  เพราะการนี้ เจ้าจะสามารถพูดได้หรือไม่ว่าถ้อยดำรัสและพระราชกิจขององค์พระเยซูเจ้าไม่ใช่หนทางที่แท้จริง?  เจ้าไม่รู้สึกว่าการประเมินวัดสิ่งทั้งหลายไปตามนี้ไร้สาระน่าขันอย่างที่สุดหรอกหรือ?  พระราชกิจของพระเจ้าในชนหลายรุ่นในอดีตคือข้อพิสูจน์ว่า มวลมนุษย์อันเสื่อมทรามได้ถูกทำให้เสื่อมทรามแล้วอย่างถลำลึกยิ่งนักจนกระทั่งเขาสักการบูชาความชั่วและรังเกียจความจริง ทั้งนี้ เมื่อหนทางที่แท้จริงมาอยู่ท่ามกลางมนุษย์ มีเพียงผู้คนจำนวนเล็กน้อยเหลือเกินเท่านั้นที่มีความสามารถที่จะเชื่อฟังและยอมรับหนทางที่แท้จริงได้ โดยที่ส่วนใหญ่ไม่ยอมรับและละทิ้งหนทางที่แท้จริง  ดังที่องค์พระเยซูเจ้าได้ตรัสไว้ “คนในยุคนี้เป็นคนชั่วร้าย(ลูกา 11:29)  1 ยอห์น 5:19 กล่าวว่า “โลกทั้งหมดอยู่ในมือของมารร้าย”  ด้วยเหตุนี้ หนทางที่แท้จริงจึงไม่จำเป็นต้องได้รับการรับรองโดยผู้คนมากมาย และสิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ระลึกได้ก็ไม่จำเป็นต้องถูกต้อง ไม่จำเป็นต้องเป็นความจริง  ในข้อเท็จจริงแล้ว ทั้งหมดที่คนส่วนใหญ่กำหนดพิจารณานั้นเป็นของมโนคติอันหลงผิดและการจินตนาการของมนุษย์ และไม่อยู่แนวเดียวกันกับความจริงและข้อเท็จจริงทั้งหลาย  เป็นเรื่องไร้เหตุผลและไร้สาระน่าขันยิ่งนักที่จะประเมินวัดว่า หนทางหนึ่งนั้นเป็นหนทางที่แท้จริงหรือไม่ โดยมีพื้นฐานอยู่ที่ว่ามีผู้คนกี่คนยอมรับหนทางนั้น  ในหลายที่ในพระคัมภีร์มีการกล่าวว่าพระเจ้าทรงปรารถนาคุณภาพในตัวผู้คน ไม่ใช่ปริมาณ  ตัวอย่างเช่น ในมัทธิว 22:14 กล่าวว่า “เพราะว่าคนที่ได้รับเชิญก็มีมาก แต่คนที่ได้รับการทรงเลือกก็มีน้อย”  มัทธิว 7:13-14 กล่าวว่า “จงเข้าไปทางประตูแคบ เพราะว่าประตูใหญ่ และทางกว้างนั้นนำไปถึงความพินาศ และคนทั้งหลายที่เข้าไปทางนั้นมีมาก เพราะประตูที่แคบและทางที่ลำบากนั้นนำไปสู่ชีวิต และพวกที่หาพบก็มีน้อย”  เศคาริยาห์ 13:8 กล่าวว่า “พระยาห์เวห์ตรัสว่า ‘ทั่วทั้งแผ่นดิน จะต้องกำจัดสองในสามให้พินาศไปเสีย และเหลือไว้หนึ่งในสาม’”  ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้แสดงให้พวกเราเห็นว่า มีเพียงผู้คนจำนวนเล็กน้อยอย่างสุดขั้วเท่านั้นที่สามารถค้นหาหนหนทางที่แท้จริงได้ และว่ามีเพียงจำนวนเล็กน้อยเท่านั้นที่จะยังคงอยู่  นั่นไม่ใช่ดังที่พวกเราเชื่อ ว่าหากนั่นคือหนทางที่แท้จริง เช่นนั้นแล้วนั่นก็ย่อมจะได้รับการยอมรับโดยผู้คนมากมาย ทั้งนี้ วิถีทางเช่นนั้นในการพิจารณาไม่ลงรอยกับความจริงและข้อเท็จจริงทั้งหลายเกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้า และไม่ใช่อะไรมากไปกว่าการจินตนาการของมนุษย์  พระเจ้าพระองค์เองทรงเป็นความจริง หนทาง และชีวิต และแก่นแท้ของพระองค์ย่อมจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง  ต่อให้ไม่มีสักบุคคลเดียวจะเชื่อในพระเจ้า ยอมรับพระองค์ หรือติดตามพระองค์ พระราชกิจและพระวจนะของพระองค์ก็ยังคงจะเป็นหนทางที่แท้จริง และนี่คือบางสิ่งที่ไม่มีใครสามารถไม่ยอมรับได้  ดังเช่นที่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “วจนะของเราคือความจริงที่ไม่เปลี่ยนแปลงตลอดกาล  เราคือการจัดหาของชีวิตสำหรับมนุษย์และเป็นผู้นำทางเพียงคนเดียวเท่านั้นสำหรับมวลมนุษย์ คุณค่าและความหมายของวจนะของเราไม่ได้กำหนดพิจารณาจากการที่ว่า วจนะเหล่านั้นเป็นที่รับรองหรือยอมรับโดยมวลมนุษย์หรือไม่ แต่พิจารณาจากสาระสำคัญของวจนะเหล่านั้นเอง  ต่อให้ไม่มีบุคคลสักคนเดียวบนแผ่นดินโลกนี้ที่สามารถยอมรับวจนะของเรา คุณค่าของวจนะของเราและความช่วยเหลือของวจนะเหล่านั้นต่อมวลมนุษย์ก็ไม่อาจประเมินค่าได้ไม่ว่าโดยมนุษย์คนใด ดังนั้น เมื่อเผชิญกับผู้คนจำนวนมากที่กบฏต่อ หักล้าง หรือเหยียดหยามวจนะของเราอย่างถึงที่สุด ท่าทีของเราเป็นเช่นนี้เท่านั้นคือ ปล่อยให้เวลาและข้อเท็จจริงทั้งหลายเป็นพยานให้เราและพิสูจน์ว่าวจนะของเราเป็นความจริง หนทาง และชีวิต  ปล่อยให้เวลาและข้อเท็จจริงพิสูจน์ว่าทั้งหมดที่เราพูดไปนั้นถูก เป็นสิ่งที่มนุษย์ควรมี และยิ่งไปกว่านั้นคือ เป็นสิ่งที่มนุษย์ควรยอมรับ(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พวกเจ้าควรจะพิจารณาความประพฤติทั้งหลายของพวกเจ้า)

เนื่องจากจำนวนของผู้คนที่ยอมรับหนทางหนึ่งนั้นไม่สามารถทำหน้าที่เป็นเกณฑ์มาตรฐานสำหรับการประเมินวัดว่าหนทางนั้นเป็นหนทางที่แท้จริงหรือหนทางเทียมเท็จได้ พวกเราจะต้องประเมินวัดหนทางนั้นอย่างไรกันแน่?  กุญแจสำคัญก็คือการดูที่ว่าหนทางนั้นบรรจุการแสดงความจริงและเป็นพระสุรเสียงของพระเจ้าหรือไม่  หากหนทางนั้นคือถ้อยดำรัสของพระเจ้า หากหนทางนั้นคือการแสดงความจริง เช่นนั้นแล้ว ไม่สำคัญว่าผู้คนกี่คนยอมรับหนทางนั้น—ต่อให้บุคคลเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ยอมรับ—หนทางนั้นย่อมเป็นความจริง และหนทางที่แท้จริง  จงระลึกย้อนไปในยามที่องค์พระเยซูเจ้าได้เสด็จมาเพื่อทรงพระราชกิจในระหว่างยุคพระคุณ  เปโตร ยอห์น มัทธิว นาธานาเอล และผู้อื่น ล้วนแต่ได้ติดตามองค์พระเยซูเจ้าเพราะพวกเขาได้ระลึกรู้พระสุรเสียงของพระเจ้าในสิ่งที่พระองค์ได้ทรงประกาศ ทั้งนี้ พวกเขาไม่ได้ทำเช่นนั้นโดยมีพื้นฐานอยู่ที่ว่ามีผู้คนกี่คนที่ได้ยอมรับและได้ติดตามองค์พระเยซูเจ้าในเวลานั้น  ในทำนองเดียวกัน การแยกความแตกต่างในวันนี้ระหว่างหนทางที่แท้จริงกับหนทางเทียมเท็จต้องทำไปตามพระราชกิจและพระวจนะของพระเจ้า  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “หลักธรรมพื้นฐานที่สุดในการแสวงหาทางอันเที่ยงแท้คืออะไร?  เจ้าต้องมองไปที่ว่ามีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในหนทางนี้หรือไม่ ว่าวจนะเหล่านี้เป็นการแสดงออกถึงความจริงหรือไม่ ผู้ใดได้รับการเป็นพยานยืนยันให้ และมันสามารถนำสิ่งใดมาให้เจ้าได้  การแยกแยะระหว่างทางอันเที่ยงแท้และทางอันเทียมเท็จนั้นจำเป็นต้องใช้ความรู้พื้นฐานหลายแง่มุม ซึ่งสิ่งที่เป็นรากฐานที่สุดของมันก็คือการบอกได้ว่าพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์มีอยู่ในนั้นหรือไม่  เพราะแก่นแท้ของการเชื่อของผู้คนในพระเจ้าคือการเชื่อในพระวิญญาณของพระเจ้า และแม้กระทั่งการเชื่อของพวกเขาในพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ก็เป็นเพราะว่าเนื้อหนังนี้เป็นร่างจำแลงของพระวิญญาณของพระเจ้า ซึ่งหมายความว่าการเชื่อดังกล่าวยังคงเป็นการเชื่อในพระวิญญาณ  มีความแตกต่างหลายประการระหว่างพระวิญญาณและเนื้อหนัง แต่เพราะว่าเนื้อหนังนี้มาจากพระวิญญาณ และเป็นพระวจนะทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ ด้วยเหตุนี้เอง สิ่งที่มนุษย์เชื่อจึงยังคงเป็นแก่นแท้ประจำพระองค์ของพระเจ้า  ดังนั้นในการแยกแยะว่ามันเป็นทางอันเที่ยงแท้หรือไม่ เหนือสิ่งอื่นใดเจ้าต้องมองไปที่ว่ามันมีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์หรือไม่ ซึ่งหลังจากนั้นเจ้าต้องมองไปที่ว่ามีความจริงอยู่ในหนทางนั้นหรือไม่  สิ่งที่เรียกกันว่าความจริงนั้นคืออุปนิสัยในการดำเนินชีวิตตามความเป็นมนุษย์ที่ปกติ  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องมีเมื่อพระเจ้าได้ทรงสร้างเขาในปฐมกาล กล่าวคือความเป็นมนุษย์ปกติในความครบถ้วนบริบูรณ์ของมัน (รวมถึงสำนึกของมนุษย์ ความเข้าใจเชิงลึก สติปัญญา และความรู้พื้นฐานว่าควรประพฤติปฏิบัติตนอย่างไร)  นั่นคือ เจ้าจำเป็นต้องมองไปที่ว่าหนทางนี้สามารถนำผู้คนไปสู่ชีวิตมนุษย์ที่ปกติได้หรือไม่ ว่าความจริงที่กล่าวถึงนั้นวางข้อกำหนดที่อยู่กับความเป็นจริงของความเป็นมนุษย์ที่ปกติหรือไม่ ความจริงนี้ตั้งอยู่บนความเป็นจริงและสัมพันธ์กับชีวิตจริงหรือไม่ และว่ามันเหมาะสมแก่เวลามากที่สุดหรือไม่  หากมีความจริงอยู่ เช่นนั้นแล้วย่อมสามารถนำผู้คนให้มีประสบการณ์ต่างๆ ที่ปกติและสัมพันธ์กับชีวิตจริงได้  ยิ่งไปกว่านั้น ผู้คนก็จะกลายเป็นปกติมากขึ้นทุกที สำนึกรับรู้แบบมนุษย์ของพวกเขาก็จะกลายเป็นครบบริบูรณ์มากขึ้นทุกที ชีวิตของพวกเขาในเนื้อหนังและชีวิตฝ่ายวิญญาณก็กลายเป็นมีระเบียบมากขึ้นทุกที และอารมณ์ต่างๆ ของพวกเขาจะกลายเป็นปกติมากขึ้นทุกที  นี่คือหลักธรรมข้อที่สอง  มีหลักธรรมอีกข้อหนึ่ง ซึ่งก็คือไม่ว่าผู้คนจะมีความรู้เพิ่มขึ้นในเรื่องพระเจ้าหรือไม่  และไม่ว่าการได้รับประสบการณ์กับงานและความจริงดังกล่าวสามารถบันดาลให้เกิดหัวใจที่รักพระเจ้าขึ้นในตัวพวกเขาและนำพาให้พวกเขาเข้าใกล้พระเจ้าได้มากขึ้นทุกทีหรือไม่  ในการนี้ก็สามารถวัดได้ว่าหนทางนี้เป็นทางอันเที่ยงแท้หรือไม่  ที่เป็นรากฐานมากที่สุดก็คือว่าหนทางนี้สมจริงมากกว่าที่จะเหนือธรรมชาติหรือไม่ และว่ามันสามารถจัดเตรียมเพื่อชีวิตของมนุษย์ได้หรือไม่  หากมันสอดคล้องกับหลักธรรมเหล่านี้ ก็จะได้ข้อสรุปว่าทางนี้คือทางอันเที่ยงแท้(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, บรรดาผู้ที่รู้จักพระเจ้าและพระราชกิจของพระองค์เท่านั้นที่สามารถทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยได้)

พระองค์ผู้ซึ่งเป็นพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ย่อมจะทรงครองแก่นแท้ของพระเจ้า และพระองค์ผู้ซึ่งเป็นพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ย่อมจะทรงมีการแสดงออกของพระเจ้า  ในเมื่อพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ พระองค์จะทรงก่อเกิดพระราชกิจที่พระองค์ตั้งพระทัยที่จะทำ และในเมื่อพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ พระองค์จะทรงแสดงออกถึงสิ่งที่พระองค์ทรงเป็น และจะสามารถนำความจริงมาสู่มนุษย์ ประทานชีวิตให้เขาและชี้ทางให้เขา  เนื้อหนังที่ไม่มีแก่นแท้ของพระเจ้านั้นไม่ใช่พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์อย่างแน่นอน เรื่องนี้ไม่ต้องสงสัยเลย  หากมนุษย์ตั้งใจจะสืบค้นลงไปว่านั่นคือเนื้อหนังจากการประสูติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าหรือไม่ เช่นนั้นแล้วเขาต้องยืนยันเรื่องนี้จากพระอุปนิสัยที่พระองค์ทรงแสดงออกและพระวจนะที่พระองค์ตรัส  ซึ่งหมายความว่า การยืนยันว่าเป็นเนื้อหนังที่พระเจ้าใช้ประสูติเป็นมนุษย์หรือไม่ และใช่หนทางที่แท้จริงหรือไม่นั้น คนเราต้องแยกแยะโดยดูที่แก่นแท้ของพระองค์  และดังนั้น ในการกำหนดว่านั่นเป็นเนื้อหนังของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์หรือไม่ กุญแจอยู่ในแก่นแท้ของพระองค์ (พระราชกิจของพระองค์ ถ้อยดำรัสของพระองค์ พระอุปนิสัยของพระองค์และแง่มุมอื่นๆ มากมาย) แทนที่จะอยู่ในรูปปรากฏภายนอก  หากมนุษย์พินิจพิเคราะห์เพียงแค่รูปปรากฏภายนอกของพระองค์ และส่งผลให้มองข้ามแก่นแท้ของพระองค์ นี่ก็แสดงว่า มนุษย์มืดบอดและไม่รู้ความ(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, คำนำ)

พระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ระบุอย่างชัดเจนถึงหลักธรรมเกี่ยวกับการแสวงหาหนทางที่แท้จริง  เมื่อกำหนดพิจารณาว่าบางสิ่งเป็นพระราชกิจแห่งพระเจ้าหรือไม่ และว่าสิ่งนั้นเป็นหนทางที่แท้จริงหรือไม่ กุญแจสำคัญคือการดูว่าสิ่งนั้นบรรจุพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์และการแสดงความจริงหรือไม่ ว่าสิ่งนั้นสามารถจัดเตรียมสำหรับชีวิตของผู้คนหรือไม่ และว่าหลังจากที่ยอมรับหนทางนี้แล้ว สภาวะความเป็นมนุษย์และสำนึกของผู้คนกลายเป็นปกติมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ หรือไม่ และว่าความรู้นี้เกี่ยวกับพระเจ้าเติบโตหรือไม่  เหล่านี้คือมาตรฐานสำหรับการชั่งน้ำหนักดูว่าหนทางหนึ่งเป็นหนทางที่แท้จริงหรือหนทางเทียมเท็จ  ในการกำหนดพิจารณาว่าพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ เป็นหนทางที่แท้จริงหรือไม่นั้น พวกเราต้องดูที่ว่า พระราชกิจและพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เป็นพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์หรือไม่ และพวกเราต้องรับฟังว่าพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เป็นการแสดงความจริงหรือไม่ และว่าพระวจนะเหล่านั้นเป็นพระสุรเสียงของพระเจ้าหรือไม่ ดังนั้นแล้ว พวกเราสามารถกำหนดพิจารณาได้ด้วยเช่นกันหรือไม่ว่า พระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เป็นหนทางที่แท้จริงโดยการค้นดูว่า บรรดาผู้ที่ติดตามพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เป็นคำพยานต่อการเอาชนะซาตานหรือไม่ ว่ามีการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของพวกเขาหรือไม่ ว่าพวกเขารู้จักพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าหรือไม่ และว่าพวกเขายำเกรงและเชื่อฟังพระเจ้าหรือไม่  หากผู้คนกำหนดพิจารณาว่าหนทางหนึ่งเป็นหนทางที่แท้จริงหรือไม่โดยอยู่บนพื้นฐานที่ว่ามีผู้คนกี่คนที่ยอมรับหนทางนั้น หากพวกเขาติดตามผองชนอย่างหูหนวกตาบอด ไม่ให้ความสนใจต่อการรับฟังพระสุรเสียงของพระเจ้า และไม่ยอมที่จะสืบค้นและยอมรับพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ในยุคสุดท้าย เช่นนั้นแล้ว พวกเขาย่อมโง่เขลาและไม่รู้เท่าทันอย่างสุดขั้ว  สุดท้ายแล้ว ผู้คนดังกล่าวจะพลาดโอกาสที่จะถูกรับขึ้นไปเมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมา และทำได้เพียงถูกผลักลงสู่มหาวิบัติและถูกกำจัดทิ้งเท่านั้น ด้วยการนี้จึงเป็นการลุล่วงพระวจนะเหล่านี้ในพระคัมภีร์ ความว่า “ประชากรของเราถูกทำลายเพราะขาดความรู้(โฮเชยา 4:6)  และ “แต่คนโง่ตายเพราะขาดสามัญสำนึก” (สุภาษิต 10:21)

ก่อนหน้า: 1. พวกคุณให้คำพยานว่า “ฟ้าแลบจากทิศตะวันออก” เป็นหนทางที่แท้จริง แต่พรรคคอมมิวนิสต์จีนและศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสส่วนใหญ่จากโลกศาสนาตอนนี้ต่อต้านและกล่าวโทษพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ซึ่งสาธิตให้เห็นว่า “ฟ้าแลบจากทิศตะวันออก” นั้นไม่สามารถเป็นไปได้ที่จะเป็นหนทางที่แท้จริง  มีบางสิ่งผิดไปในความเข้าใจของพวกเราเกี่ยวกับการนี้หรือไม่?

ถัดไป: 3. ความเชื่อมั่นของพวกเราที่ว่า พระราชกิจขององค์พระเยซูเจ้าคือหนทางที่แท้จริงนั้น เป็นเพราะว่าองค์พระเยซูเจ้าทรงสามารถไถ่พวกเราและยกโทษให้แก่บาปของพวกเราได้  ดังนั้นแล้ว พวกคุณมีข้อพิสูจน์อะไรหรือที่สนับสนุนคำพยานของพวกคุณที่ว่า “ฟ้าแลบจากทิศตะวันออก” คือหนทางที่แท้จริง?

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger