3. พวกคุณให้คำพยานว่าพระวจนะทรงปรากฏในเนื้อหนังนั้นได้รับการดำรัสไว้โดยพระเจ้าพระองค์เอง กระนั้นก็ยังมีบรรดาผู้ที่เชื่อว่าพระวจนะเหล่านี้ได้ถูกพูดไว้โดยใครบางคนที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงให้ความรู้แจ้ง อะไรกันแน่คือความแตกต่างระหว่างพระวจนะที่แสดงโดยพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ กับคำพูดที่ถูกพูดโดยใครบางคนที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงให้ความรู้แจ้ง?
พระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้อง
ความจริงนั้นมาจากโลกของมนุษย์ แต่ความจริงในหมู่มนุษย์ก็ถูกถ่ายทอดโดยพระคริสต์ นั่นมีจุดกำเนิดจากพระคริสต์ นั่นคือ จากพระเจ้าพระองค์เอง และนี่ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์สามารถทำได้
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ความสำเร็จหรือความล้มเหลวขึ้นอยู่กับเส้นทางที่มนุษย์เดิน
ความจริงคือคำพังเพยชีวิตที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงที่สุด และสูงส่งที่สุดในบรรดาพังเพยชีวิตทั้งหมดท่ามกลางมวลมนุษย์ทั้งปวง เพราะเป็นข้อพึงประสงค์ที่พระเจ้าทรงมีต่อมนุษย์ และเป็นพระราชกิจที่พระเจ้าทรงกระทำด้วยพระองค์เอง ด้วยเหตุนี้ จึงเรียกกันว่า “พังเพยแห่งชีวิต” ความจริงไม่ใช่พังเพยที่สรุปย่อจากบางสิ่ง และไม่ใช่อัญพจน์อันโด่งดังจากบุคคลสำคัญ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ความจริงกลับเป็นถ้อยดำรัสถึงมวลมนุษย์จากองค์อธิปัตย์แห่งฟ้าสวรรค์ แผ่นดินโลกและทุกสรรพสิ่ง นี่ไม่ใช่คำพูดบางคำที่มนุษย์สรุปขึ้นมา แต่เป็นพระชนม์ชีพประจำองค์พระเจ้า และดังนั้นจึงถูกเรียกว่า “ที่สุดแห่งพังเพยชีวิตทั้งปวง”
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, บรรดาผู้ที่รู้จักพระเจ้าและพระราชกิจของพระองค์เท่านั้นที่สามารถทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยได้
ไม่ว่าจากภายนอกแล้ว พระวจนะที่พระเจ้าตรัสจะดูเรียบง่ายหรือลุ่มลึกก็ตาม ล้วนแล้วแต่เป็นความจริงอันจะขาดเสียไม่ได้สำหรับการเข้าสู่ชีวิตของมนุษย์ พระวจนะคือต้นธารของน้ำที่มีชีวิตซึ่งทำให้มนุษย์สามารถอยู่รอดทั้งทางวิญญาณและเนื้อหนัง พระวจนะเหล่านี้จัดเตรียมสิ่งที่มนุษย์จำเป็นต้องมีเพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ เป็นหลักคิดและหลักความเชื่อให้เขาใช้ประพฤติปฏิบัติตนในชีวิตประจำวัน เส้นทางที่เขาต้องใช้เพื่อไปสู่ความรอด ตลอดจนเป้าหมายและทิศทางเพื่อบรรลุความรอด ความจริงทุกอย่างที่เขาพึงมีในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และความจริงทุกอย่างเกี่ยวกับวิธีที่มนุษย์จะนบนอบและนมัสการพระเจ้า พระวจนะเหล่านี้เป็นเครื่องรับประกันที่ทำให้มั่นใจถึงการอยู่รอดของมนุษย์ พระวจนะเหล่านี้คือขนมปังประจำวันของมนุษย์ และยังเป็นหลักอันมั่นคงซึ่งทำให้มนุษย์แข็งแกร่งและยืนหยัดได้เช่นกัน พระวจนะเหล่านี้อุดมไปด้วยความเป็นจริงความจริงที่ทำให้มวลมนุษย์ทรงสร้างใช้ชีวิตตามความเป็นมนุษย์ที่ปกติได้ อุดมไปด้วยความจริงที่ทำให้มวลมนุษย์หลุดพ้นจากความเสื่อมทรามและหนีพ้นกับดักของซาตาน อุดมไปด้วยการตั้งใจสอนอย่างอดทน การเตือนสติ การหนุนใจ และการปลอบประโลม ซึ่งพระผู้สร้างประทานแก่มนุษยชาติที่ทรงสร้าง พระวจนะเหล่านี้คือดวงประทีปที่ชี้นำและให้ความรู้แจ้งแก่มนุษย์เพื่อให้เข้าใจทุกสิ่งที่เป็นบวก เป็นหลักประกันที่ทำให้มั่นใจได้ว่ามนุษย์จะมีชีวิตและมีสิ่งที่ยุติธรรม งดงาม และดีงามทั้งปวง เป็นเกณฑ์ที่ใช้วัดผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ทั้งยังเป็นเครื่องนำทางที่นำพามนุษย์ไปสู่ความรอดและเส้นทางแห่งความสว่างด้วยเช่นกัน
—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, คำนำ
พระวจนะของพระเจ้าไม่อาจถูกมองว่าเป็นคำพูดของมนุษย์ได้ และยิ่งไปกว่านั้น คนเราก็ไม่สามารถทำให้คำพูดของมนุษย์กลายเป็นพระวจนะของพระเจ้าได้ คนที่พระเจ้าทรงใช้นั้นไม่ใช่พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ และพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ก็ไม่ใช่คนที่พระเจ้าทรงใช้ ในเรื่องนี้มีความแตกต่างกันในสาระสำคัญ หลังจากอ่านวจนะเหล่านี้ เจ้าอาจจะไม่ยอมรับว่าวจนะเหล่านี้คือพระวจนะของพระเจ้า แต่เป็นเพียงความรู้แจ้งที่คนคนหนึ่งได้รับ หากเป็นเช่นนั้น เจ้าก็เขลาเกินไป พระวจนะของพระเจ้าจะเป็นเหมือนความรู้แจ้งที่มนุษย์ได้รับได้อย่างไรกัน? พระวจนะของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์เปิดฉากยุคใหม่ นำทางมวลมนุษย์ทั้งปวง เผยความล้ำลึกทั้งหลาย และแสดงทิศทางที่มนุษย์ต้องก้าวไปในยุคใหม่ ความรู้แจ้งที่มนุษย์ได้รับนั้นเป็นเพียงการปฏิบัติหรือความรู้ง่ายๆ เท่านั้น ไม่สามารถนำมนุษย์ทั้งมวลเข้าสู่ยุคใหม่หรือเผยความล้ำลึกของพระเจ้าพระองค์เองได้ เมื่อพิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าและมนุษย์ก็คือมนุษย์ พระเจ้าทรงมีแก่นแท้ของพระเจ้าและมนุษย์มีแก่นแท้ของมนุษย์ หากมนุษย์มองพระวจนะที่พระเจ้าตรัสว่าเป็นความรู้แจ้งง่ายๆ จากพระวิญญาณบริสุทธิ์และถือเอาคำพูดของบรรดาอัครทูตและผู้เผยพระวจนะว่าเป็นพระวจนะที่พระเจ้าตรัสด้วยพระองค์เอง นั่นย่อมจะเป็นความผิดพลาดของมนุษย์ ไม่ว่าอย่างไร เจ้าไม่ควรกลับดำให้เป็นขาว หรือมองว่าสูงนั้นต่ำ หรือพูดให้ลุ่มลึกกลายเป็นตื้นเขินเป็นอันขาด ไม่ว่าอย่างไร เจ้าก็ไม่ควรจงใจหักล้างสิ่งที่เจ้ารู้ชัดว่าเป็นความจริงอย่างเด็ดขาด ทุกคนที่เชื่อว่ามีพระเจ้า ควรสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ จากจุดยืนที่ถูกต้องยอมรับพระราชกิจใหม่และพระวจนะใหม่ของพระเจ้าในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง มิฉะนั้นพวกเขาก็จะถูกพระเจ้ากำจัดออกไป
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, คำนำ
วิธีการปฏิบัติของมนุษย์และความรู้เกี่ยวกับความจริงของเขาทั้งหมดใช้ได้กับวงเขตที่เฉพาะเจาะจงหนึ่งๆ เจ้าไม่สามารถกล่าวว่าเส้นทางที่มนุษย์ก้าวย่างนั้นเป็นเจตนารมณ์ของพระวิญญาณบริสุทธิ์อย่างครบบริบูรณ์ เพราะมนุษย์สามารถได้รับความรู้แจ้งจากพระวิญญาณบริสุทธิ์เท่านั้น และไม่สามารถได้รับการเติมเต็มด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์อย่างครบบริบูรณ์ได้ สิ่งที่มนุษย์สามารถรับประสบการณ์ได้ทั้งหมดอยู่ภายในวงเขตของสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติ และไม่สามารถเกินจากแนวข่ายความคิดในจิตใจของมนุษย์ที่ปกติได้ คนเหล่านั้นทั้งหมดที่สามารถใช้ชีวิตตามความเป็นจริงความจริงได้รับประสบการณ์ภายในแนวข่ายนี้ เมื่อพวกเขาได้รับประสบการณ์กับความจริง สิ่งนั้นเป็นประสบการณ์ของชีวิตมนุษย์ที่ปกติที่ได้รับการประทานความรู้แจ้งจากพระวิญญาณบริสุทธิ์เสมอ นั่นไม่ใช่วิธีการรับประสบการณ์ที่เบี่ยงเบนไปจากชีวิตของมนุษย์ที่ปกติ พวกเขาได้รับประสบการณ์กับความจริงที่ได้รับการประทานความรู้แจ้งจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งอยู่บนรากฐานของการใช้ชีวิตมนุษย์ของพวกเขา ยิ่งไปกว่านั้น ความจริงนี้แตกต่างกันออกไปในแต่ละบุคคล และความลึกซึ้งของความจริงนี้สัมพันธ์กับสภาวะของบุคคลนั้นๆ คนเราสามารถพูดได้เพียงว่าเส้นทางที่พวกเขาเดินคือชีวิตมนุษย์ที่ปกติของใครบางคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง และอาจจะเรียกเส้นทางนั้นได้ว่าเส้นทางที่เดินโดยบุคคลที่ปกติที่ได้รับการประทานความรู้แจ้งจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ คนเราไม่สามารถพูดได้ว่าเส้นทางที่เขาเดินคือเส้นทางที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระดำเนิน ในประสบการณ์ของมนุษย์ที่ปกตินั้น เพราะผู้คนที่ไล่ตามเสาะหานั้นไม่เหมือนกัน พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์จึงไม่เหมือนกันด้วยเช่นกัน นอกจากนั้น เพราะสภาพแวดล้อมที่ผู้คนได้รับประสบการณ์และแนวข่ายของประสบการณ์ของพวกเขาไม่เหมือนกัน และเพราะส่วนผสมของจิตใจและความคิดของพวกเขา ประสบการณ์ของพวกเขาจึงผสมผสานในระดับที่แตกต่างกัน บุคคลแต่ละคนเข้าใจความจริงตามสภาพเงื่อนไขของพวกเขาที่แตกต่างกันและเป็นปัจเจก ความเข้าใจที่พวกเขามีเกี่ยวกับความหมายจริงๆ ของความจริงไม่ได้ครบบริบูรณ์ และเป็นเพียงหนึ่งหรือหลายแง่มุมของความจริงนั้นเท่านั้น วงเขตของความจริงที่มนุษย์ได้รับประสบการณ์แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ซึ่งสอดคล้องกับสภาพเงื่อนไขของแต่ละบุคคล ในหนทางนี้ ความรู้เกี่ยวกับความจริงเรื่องเดียวกันตามที่แสดงออกโดยผู้คนที่ต่างกันก็ไม่เหมือนกัน นี่จึงกล่าวได้ว่าประสบการณ์ของมนุษย์มีข้อจำกัดเสมอ และไม่สามารถเป็นตัวแทนเจตนารมณ์ของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้อย่างครบบริบูรณ์ อีกทั้งงานของมนุษย์ไม่สามารถได้รับการล่วงรู้ว่าเป็นพระราชกิจของพระเจ้า ถึงแม้ว่าสิ่งที่มนุษย์แสดงออกจะสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้าอย่างใกล้ชิดมากก็ตาม และถึงแม้ว่าประสบการณ์ของมนุษย์จะใกล้เคียงกับพระราชกิจการทำให้มีความเพียบพร้อมที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงดำเนินการก็ตาม มนุษย์สามารถเป็นได้เพียงผู้รับใช้ของพระเจ้า ผู้ที่กระทำการงานที่พระเจ้ามอบความไว้วางพระทัยให้แก่เขา มนุษย์สามารถแสดงออกได้เพียงความรู้ที่ได้รับการประทานความรู้แจ้งจากพระวิญญาณบริสุทธิ์และความจริงที่ได้รับจากประสบการณ์ส่วนตัวของเขาเองเท่านั้น มนุษย์ไม่มีคุณสมบัติและไม่เป็นไปตามสภาพเงื่อนไขที่จะเป็นทางออกของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เขาไม่มีสิทธิ์จะพูดว่างานของเขาคือพระราชกิจของพระเจ้า
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระราชกิจของพระเจ้าและงานของมนุษย์
มีเพียงสิ่งที่พระเจ้าทรงแสดงออกมาโดยตรงเท่านั้นที่เป็นความจริง ความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์ย่อมยึดตามความจริงเท่านั้น เพราะพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงมอบความรู้แจ้งให้ผู้คนตามวุฒิภาวะของพวกเขา พระองค์ไม่ตรัสความจริงกับผู้คนโดยตรง แทนที่จะเป็นเช่นนั้นพระองค์ทรงมอบความสว่างที่พวกเขาสามารถบรรลุได้ให้แก่พวกเขา เจ้าต้องเข้าใจเรื่องนี้ หากคนคนหนึ่งพอที่จะมีความรู้ความเข้าใจเชิงลึกในพระวจนะของพระเจ้า และมีความรู้ที่ได้จากประสบการณ์อยู่บ้าง นี่นับว่าเป็นความจริงหรือไม่? ไม่ อย่างมากพวกเขาก็พอจะเข้าใจความจริงบ้าง ถ้อยคำที่เป็นความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ใช่ตัวแทนของพระวจนะของพระเจ้า ไม่ใช่ตัวแทนของความจริง และไม่ใช่ความจริง อย่างมากคนคนนั้นก็มีความเข้าใจความจริงอยู่บ้าง และได้รับความรู้แจ้งเล็กน้อยจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ หากคนคนหนึ่งได้รับความเข้าใจบางอย่างเกี่ยวกับความจริง แล้วมอบความเข้าใจนั้นแก่ผู้อื่น สิ่งที่พวกเขากำลังทำย่อมเป็นเพียงการมอบความเข้าใจที่ได้จากประสบการณ์ของตนให้กับผู้อื่นเท่านั้น เจ้าไม่สามารถพูดได้ว่าพวกเขากำลังให้ความจริงแก่ผู้อื่น ไม่เป็นไรหากเจ้าพูดว่าพวกเขากำลังสามัคคีธรรมความจริง นี่คือคำบรรยายที่เหมาะสม เหตุใดเราจึงกล่าวเช่นนี้? เพราะสิ่งที่เจ้ากำลังสามัคคีธรรมคือความเข้าใจที่เจ้ามีในความจริงและไม่เทียบเท่ากับตัวความจริงเอง เพราะฉะนั้น เจ้าสามารถพูดได้เพียงว่าเจ้ากำลังสามัคคีธรรมถึงความเข้าใจที่ได้จากประสบการณ์บางอย่าง เจ้าจะพูดได้อย่างไรว่าเจ้ากำลังให้ความจริง? การให้ความจริงไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้ใดคู่ควรที่จะกล่าวประโยคนี้? มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถให้ความจริงแก่ผู้คนได้ ผู้คนสามารถทำได้หรือ? เพราะฉะนั้นเจ้าต้องมองเห็นเรื่องนี้อย่างชัดเจน นี่ไม่ใช่ประเด็นปัญหาของการใช้คำผิดเท่านั้น แต่ประเด็นสำคัญคือเจ้ากำลังละเมิดและบิดเบือนข้อเท็จจริง สิ่งที่เจ้ากล่าวอ้างคือการกล่าวเกินจริง ผู้คนอาจมีความเข้าใจบางอย่างที่ได้จากประสบการณ์ในพระวจนะของพระเจ้า แต่เจ้าไม่สามารถพูดได้ว่าพวกเขามีความจริง หรือว่าพวกเขาอยู่ฝ่ายความจริง เจ้าจะพูดเช่นนี้ไม่ได้อย่างเด็ดขาด ไม่ว่าผู้คนจะได้รับความเข้าใจมากเพียงใดจากความจริง เจ้าก็ไม่สามารถพูดได้ว่าพวกเขามีชีวิตที่เป็นความจริง นับประสาอะไรที่พวกเขาจะอยู่ฝ่ายความจริง เจ้าจะพูดเช่นนี้ไม่ได้เป็นอันขาด ผู้คนเข้าใจความจริงเพียงเล็กน้อย มีความสว่างเล็กน้อย และมีหนทางปฏิบัติอยู่บ้าง พวกเขาแค่มีความเป็นจริงของการนบนอบอยู่บ้าง และมีความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงบางอย่าง แต่เจ้าไม่สามารถพูดได้ว่าพวกเขาได้รับความจริงแล้ว พระเจ้าทรงให้ชีวิตแก่ผู้คนด้วยการแสดงความจริง พระเจ้าทรงประสงค์ให้ผู้คนเข้าใจความจริงและได้ความจริงไว้อีกด้วยเพื่อที่จะรับใช้พระองค์และทำให้พระองค์พอพระทัย ต่อให้มีสักวันที่ผู้คนมีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าจนถึงจุดที่พวกเขาได้ความจริงไว้อย่างแท้จริง เจ้าก็พูดไม่ได้อยู่ดีว่าผู้คนมีธรรมชาติของความจริง และยิ่งพูดไม่ได้ว่าผู้คนมีความจริง นี่เป็นเพราะต่อให้ผู้คนมีประสบการณ์มานานหลายปี ก็มีขีดจำกัดว่าพวกเขาจะได้รับความจริงมากน้อยเท่าใด และย่อมได้รับน้อยมาก ความจริงเป็นสิ่งที่ลึกซึ้งและล้ำลึกที่สุด เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็น แม้ผู้คนจะได้รับประสบการณ์ความจริงตลอดชั่วชีวิต แต่สิ่งที่พวกเขาได้รับก็จะจำกัดมาก ผู้คนจะไม่มีวันสามารถได้รับความจริงทั้งหมด เข้าใจความจริงได้หมด หรือดำเนินชีวิตตามความจริงได้อย่างสมบูรณ์ นั่นคือสิ่งที่พระเจ้าหมายถึงเมื่อพระองค์ตรัสว่าผู้คนจะเป็นเด็กอ่อนเสมอเมื่ออยู่ต่อหน้าพระองค์
…ทุกคนผ่านประสบการณ์กับความจริง แต่สภาวะที่แต่ละคนมีประสบการณ์ด้วยนั้นแตกต่างกัน สิ่งที่แต่ละคนได้รับจากความจริงก็แตกต่างเช่นกัน หากเจ้านำความเข้าใจที่ได้จากประสบการณ์ของทุกคนมารวมกัน ก็จะไม่สะท้อนให้เห็นแก่นแท้ของความจริงอย่างครบถ้วนอยู่ดี นั่นคือระดับความลึกซึ้งและล้ำลึกของความจริง! เหตุใดเราจึงพูดว่าทุกสิ่งที่เจ้าได้รับมาและความเข้าใจทั้งหมดของเจ้าไม่สามารถแทนที่ความจริงได้? หลังจากที่ผู้คนได้ฟังเจ้าสามัคคีธรรมถึงความเข้าใจบางอย่างที่เจ้าได้จากประสบการณ์แล้ว พวกเขาย่อมจะเข้าใจสิ่งที่เจ้ากล่าว และไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์นานเพื่อที่จะเข้าใจและได้ประสบการณ์ทั้งหมดนั้นไว้ ต่อให้นั่นเป็นสิ่งที่ลึกซึ้งขึ้นอีกหน่อย พวกเขาก็ไม่จำเป็นที่จะต้องผ่านประสบการณ์นานหลายปี แต่สำหรับความจริงแล้ว ผู้คนจะไม่ผ่านประสบการณ์กับความจริงทุกประการในชั่วชีวิตของพวกเขา ต่อให้เจ้ารวมทุกคนเข้าด้วยกัน พวกเขาก็จะไม่ได้ผ่านประสบการณ์กับความจริงทั้งมวล อย่างที่เจ้ามองเห็นได้ ความจริงนั้นลึกซึ้งและล้ำลึกเกินไป คำพูดไม่สามารถอธิบายความจริงได้อย่างถี่ถ้วน หากใช้ภาษามนุษย์ ความจริงก็คือสัจธรรมสำหรับมนุษย์ มนุษย์จะไม่มีวันสามารถผ่านประสบการณ์กับความจริงทั้งหมดได้ และไม่มีวันสามารถดำเนินชีวิตตามความจริงได้อย่างครบถ้วน นี่เป็นเพราะต่อให้ผู้คนใช้เวลาหลายพันปี พวกเขาก็จะไม่ได้ผ่านประสบการณ์กับความจริงประการหนึ่งอย่างครบถ้วน ไม่ว่าผู้คนจะผ่านประสบการณ์มากี่ปี ความจริงที่พวกเขาเข้าใจและได้รับจะยังคงมีจำกัด
—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม
ความจริงคือชีวิตของพระเจ้าพระองค์เอง เป็นตัวแทนพระอุปนิสัยของพระองค์ เนื้อแท้ของพระองค์ และสิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็น หากเจ้ากล่าวว่าเมื่อมีความรู้ที่ได้จากประสบการณ์บางอย่างแล้ว เจ้าย่อมมีความจริง เช่นนั้นเจ้าได้สัมฤทธิ์ความบริสุทธิ์แล้วกระนั้นหรือ? เหตุใดเจ้ายังคงเผยความเสื่อมทรามออกมาเล่า? เหตุใดเจ้าจึงไม่สามารถแยกแยะผู้คนประเภทต่างๆ? เหตุใดเจ้าจึงไม่สามารถเป็นพยานยืนยันให้พระเจ้า? ต่อให้เจ้าเข้าใจความจริงอยู่บ้าง เจ้าจะสามารถเป็นตัวแทนพระเจ้าได้หรือ? เจ้าสามารถใช้ชีวิตตามพระอุปนิสัยของพระเจ้าได้กระนั้นหรือ? เจ้าอาจจะมีความรู้ที่ได้จากประสบการณ์บางอย่างเกี่ยวกับบางแง่มุมของความจริง และคำพูดของเจ้าอาจให้ความกระจ่างได้บ้าง แต่สิ่งที่เจ้าสามารถจัดเตรียมให้ผู้คนนั้นมีจำกัดอย่างที่สุดและไม่สามารถคงอยู่ได้นาน นี่เป็นเพราะความเข้าใจของเจ้าและความสว่างที่เจ้าได้มาไม่ใช่ตัวแทนแห่งแก่นแท้ของความจริง และไม่ได้เป็นตัวแทนของความจริงทั้งมวล นี่เป็นเพียงตัวแทนของด้านหนึ่งหรือแง่มุมเล็กๆ ของความจริง เป็นเพียงระดับหนึ่งที่มนุษย์สามารถสัมฤทธิ์ได้เท่านั้น และยังคงห่างไกลจากแก่นแท้ของความจริง ความสว่าง ความรู้แจ้ง ความรู้ที่ได้จากประสบการณ์อันน้อยนิดนี้ไม่มีวันสามารถแทนที่ความจริงได้ ต่อให้ผู้คนทั้งหมดสัมฤทธิ์ผลลัพธ์บางอย่างผ่านการมีประสบการณ์กับความจริงข้อหนึ่ง และแม้จะนำความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ทั้งหมดของพวกเขามารวมกัน ก็จะยังไม่ครอบคลุมทั้งหมดและไม่บรรลุถึงแก่นแท้แม้เพียงบรรทัดเดียวของความจริงข้อนี้ ได้มีการกล่าวไว้ในอดีตว่า “เราจึงสรุปการนี้ทั้งหมดด้วยคำพังเพยสำหรับพิภพมนุษย์ว่า ท่ามกลางพวกมนุษย์ ไม่มีผู้ใดที่รักเรา” ประโยคนี้คือความจริง เป็นแก่นแท้ที่แท้จริงของชีวิต เป็นสิ่งลุ่มลึกที่สุดอย่างหนึ่ง และเป็นการแสดงออกของพระเจ้าพระองค์เอง เจ้าผ่านประสบการณ์ต่างๆ และหลังจากผ่านประสบการณ์มาสามปี เจ้าอาจมีความเข้าใจที่ผิวเผินอยู่บ้าง และหลังจากเจ็ดหรือแปดปี เจ้าก็อาจมีความเข้าใจเพิ่มขึ้นอีกหน่อย แต่ความเข้าใจนี้ไม่มีวันสามารถแทนที่ความจริงบรรทัดนี้ได้ หลังจากสองปี ผู้อื่นบางคนอาจมีความเข้าใจเล็กน้อย หรือมีความเข้าใจมากขึ้นบ้างหลังจากสิบปี หรือมีความเข้าใจที่ค่อนข้างสูงหลังจากชั่วชีวิตหนึ่ง แต่ความเข้าใจร่วมของพวกเจ้าทั้งคู่ไม่สามารถแทนที่ความจริงบรรทัดนี้ได้ ไม่ว่าความคิดความเข้าใจเชิงลึก ความสว่าง ประสบการณ์ หรือความรู้ที่พวกเจ้าทั้งสองอาจมีร่วมกันแล้วจะมีมากเพียงใด ก็ไม่มีวันแทนที่ความจริงบรรทัดนี้ได้ กล่าวคือ ชีวิตมนุษย์ย่อมเป็นชีวิตมนุษย์อยู่เสมอ และไม่ว่าความรู้ของเจ้าจะสอดคล้องกับความจริง เจตนารมณ์ของพระเจ้า หรือข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าเช่นไร ก็ไม่มีวันแทนที่ความจริงได้ การกล่าวว่าผู้คนมีความจริงหมายความว่าผู้คนเข้าใจความจริงอย่างแท้จริง ใช้ชีวิตตามความเป็นจริงบางส่วนในพระวจนะของพระเจ้า รู้จักพระเจ้าอย่างแท้จริงอยู่บ้าง และสามารถยกย่องและเป็นพยานยืนยันให้พระเจ้าได้ อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถกล่าวได้ว่าผู้คนครองความจริงอยู่แล้ว เพราะความจริงลุ่มลึกเกินไป พระวจนะของพระเจ้าเพียงบรรทัดเดียวก็สามารถทำให้ผู้คนใช้เวลาชั่วชีวิตเพื่อที่จะมีประสบการณ์ด้วย และต่อให้มีประสบการณ์มาหลายชีวิตหรือหลายพันปีแล้ว ก็ยังไม่สามารถมีประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้าบรรทัดเดียวได้อย่างสมบูรณ์ เป็นที่ชัดเจนว่ากระบวนการของการเข้าใจความจริงและการรู้จักพระเจ้านั้นไม่มีที่สิ้นสุดจริงๆ และมีขีดจำกัดว่าผู้คนสามารถเข้าใจความจริงได้มากเพียงใดในประสบการณ์ชั่วชีวิตหนึ่ง
—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม