ประการที่เก้า: พวกเขาทำหน้าที่ของพวกเขาเพียงเพื่อจะทำให้ตัวพวกเขาเองโดดเด่นไม่ซ้ำใครและป้อนผลประโยชน์และความทะเยอทะยานให้กับตัวพวกเขาเอง พวกเขาไม่เคยคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า และถึงขั้นทรยศผลประโยชน์เหล่านั้นแลกกับความรุ่งโรจน์ส่วนตน (ภาคที่หนึ่ง)

ส่วนเสริม: สิ่งที่เป็นความจริง

วันนี้พวกเราจะสามัคคีธรรมต่อจากเนื้อหาในครั้งที่แล้ว  หัวข้อที่พวกเราสามัคคีธรรมกันครั้งที่แล้วคืออะไร?  (“นอนบนกองฟืนและเลียถุงน้ำดี” ไม่ใช่ความจริง)  แล้วพวกเจ้าเคยคิดว่านั่นเป็นความจริงหรือไม่?  ผู้คนเคยคิดโดยไม่รู้ตัวว่านั่นเป็นความจริง หรืออย่างน้อยที่สุดก็ค่อนข้างเป็นบวก เป็นแรงบันดาลใจ และอาจจะสามารถหนุนใจผู้คนให้กระตือรือร้นและมองไปข้างหน้าได้  เมื่อมองจากความหมายในระดับนี้ ผู้คนจึงคิดว่านั่นใกล้เคียงกับความจริงและสิ่งที่เป็นบวกอยู่พอสมควร  ดังนั้น ผู้คนมากมายจึงเชื่อโดยไม่รู้ตัวในคำกล่าวนี้คือ “นอนบนกองฟืนและเลียถุงน้ำดี” ว่าเป็นคำกล่าวที่เป็นบวกทีเดียว หรืออย่างน้อยที่สุดก็มีความหมายโดยนัยที่เป็นบวกมากกว่าเป็นลบ และมีบทบาทในการช่วยเหลือชีวิตและการประพฤติปฏิบัติตนของผู้คน  แต่หลังจากสามัคคีธรรมเรื่องนี้แล้ว พวกเราก็เห็นว่ามันไม่ใช่เช่นนั้นเลย ทั้งยังมีปัญหาใหญ่หลวงอยู่ด้วย  พวกเจ้าเคยมองหาเพิ่มเติมถึงคำกล่าวที่คล้ายคลึงกันหรือเกี่ยวข้องกับคำกล่าวนี้ หรือมีบทบาทที่คล้ายคลึงกัน และที่ผู้คนคิดโดยไม่รู้ตัวว่าค่อนข้างเป็นบวกหรือค่อนข้างดี และชำแหละดูบ้างหรือไม่?  (ไม่)  จงบอกเราทีเถิด คำกล่าวที่ว่า “การอนุมานหลายสิ่งหลายอย่างจากกรณีเดียว” เหมาะสมในที่นี้หรือไม่?  (เหมาะสม)  ควรกล่าวว่า คำกล่าวนี้มีการนำไปอย่างสัมพันธ์กับชีวิตจริงเมื่อเป็นเรื่องของการแสวงหาความจริงและการปฏิบัติความจริง  ครั้งที่แล้วพวกเราสามัคคีธรรมเรื่อง “นอนบนกองฟืนและเลียถุงน้ำดี”  มีคำกล่าวอื่นใดอีกบ้างที่เป็นประเภทเดียวกัน?  มีคำกล่าวอื่นใดอีกบ้างที่มีความหมายใกล้เคียงกัน หรือสามารถมีบทบาทเดียวกันได้?  ก็ไม่เสียหายที่พวกเจ้าจะชำแหละคำกล่าวอย่าง “นอนบนกองฟืนและเลียถุงน้ำดี” ตามหนทางของเรา สามัคคีธรรมถึงคำกล่าวเหล่านั้นด้วยกัน และได้รับความเข้าใจใหม่ๆ  เมื่อพวกเจ้าสามารถมองทะลุถึงเหตุผลวิบัติของคำกล่าวเหล่านั้น พวกเจ้าก็จะทิ้งคำกล่าวดังกล่าวไป และหลังจากนั้นก็จะเดินบนเส้นทางแห่งการปฏิบัติความจริงและไล่ตามเสาะหาความจริงตามพระวจนะของพระเจ้าอย่างสิ้นเชิง

พวกเรามาต่อกันที่หัวข้อที่พวกเราสามัคคีธรรมกันในสองครั้งก่อนกันเถิด  หัวข้อนั้นคืออะไร?  (สิ่งที่เป็นความจริง)  ถูกต้อง สิ่งที่เป็นความจริง  แล้วความจริงคืออะไรกันแน่?  (ความจริงคือเกณฑ์กำหนดการประพฤติปฏิบัติตน การกระทำและการนมัสการพระเจ้าของมนุษย์)  ดูเหมือนว่าพวกเจ้าได้จดจำประโยคนี้ในแง่ของทฤษฎีและนิยามแล้ว  ดังนั้น หลังจากสามัคคีธรรมของพวกเราสองครั้งที่ผ่านมา ตอนนี้นิยาม ความรู้ และความเข้าใจความจริงในส่วนลึกของหัวใจพวกเจ้ามีความแตกต่างไปจากเมื่อก่อนหรือไม่?  (มี)  ความแตกต่างนี้คืออะไรกันแน่?  แม้ว่าในระยะสั้น พวกเจ้าอาจจะยังไม่มีความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง แต่อย่างน้อยที่สุด พวกเจ้าก็มีความรู้บางอย่างที่ได้จากการรับรู้  จงบอกเราตามประสบการณ์ ความรู้ และความเข้าใจของพวกเจ้าเอง  (ก่อนหน้านี้ ข้าพระองค์รู้ว่าข้าพระองค์ต้องปฏิบัติให้สอดคล้องกับความจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้าเมื่อเรื่องต่างๆ เกิดขึ้นกับข้าพระองค์ แต่ข้าพระองค์ก็ไม่เคยนำไปปฏิบัติได้เลย  เหมือนกับว่า ปกติแล้วข้าพระองค์มีแนวโน้มที่จะเผยความมุทะลุออกมา และแม้ว่าข้าพระองค์จะรู้จากพระวจนะของพระเจ้าว่าการเผยความมุทะลุออกมานั้นผิด และข้าพระองค์ก็รู้ข้อกำหนดที่พระเจ้าทรงมีต่อผู้คน แต่ข้าพระองค์ก็ยังคงทำเช่นนั้นอยู่ และข้าพระองค์ไม่เคยสามารถหาสาเหตุต้นตอได้เลย  หลังจากได้ฟังการสามัคคีธรรมของพระเจ้าครั้งที่แล้วเท่านั้น ข้าพระองค์จึงตระหนักว่า บ่อยครั้งที่ผู้คนเผยความเสื่อมทรามก็เพราะพวกเขาถูกควบคุมโดยความคิดเยี่ยงซาตาน และที่ข้าพระองค์เผยความมุทะลุออกมาก็เพราะภายในตัวข้าพระองค์มีตรรกะเยี่ยงซาตานที่ว่า “ฉันจะไม่เล่นงาน หากฉันไม่ถูกเล่นงาน หากฉันถูกเล่นงาน แน่นอนว่าฉันจะเล่นงานกลับ”  ข้าพระองค์คิดว่าคำกล่าวนี้ถูกต้อง และที่ข้าพระองค์กระทำเช่นนี้ก็เพื่อเป็นการป้องกันตัว  เมื่อได้รับอิทธิพลจากความคิดและทัศนะเยี่ยงซาตานเช่นนี้ ข้าพระองค์จึงไม่สามารถปฏิบัติความจริงได้  แต่ที่จริงแล้ว แม้สิ่งเยี่ยงซาตานเหล่านี้จะดูเหมือนถูกต้องจากภายนอก ทว่าในความเป็นจริงแล้ว ความหมายที่สื่อออกมานั้นขัดแย้งกับสิ่งที่พระวจนะของพระเจ้ากำหนดและผิด  มีเพียงพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้นที่เป็นความจริง และมีเพียงการกระทำที่สอดคล้องกับพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้นที่ถูกต้องโดยสิ้นเชิง)  ดีมาก  ใครสามารถเพิ่มเติมได้อีกบ้าง?  (ข้าพระองค์อยากจะเสริมอะไรบางอย่าง  ก่อนหน้านี้ข้าพระองค์ก็รู้เช่นกันว่าข้าพระองค์ต้องแสวงหาและปฏิบัติความจริงเมื่อมีเรื่องต่างๆ เกิดขึ้นกับข้าพระองค์ แต่ข้าพระองค์ยังคงสับสนเล็กน้อยว่าจะปฏิบัติอย่างไร  เมื่อได้ฟังสามัคคีธรรมของพระเจ้าแล้ว ข้าพระองค์รู้สึกว่าความจริงนั้นมีความเป็นจริงมากและเกี่ยวข้องกับทุกแง่มุมของชีวิต  ยกตัวอย่างบางส่วนที่พระเจ้าตรัสถึง  คนจีนก็เรียนรู้ที่จะดื่มกาแฟหลังจากไปถึงประเทศตะวันตก  นี่ไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับวิธีการปฏิบัติตนของคนเรา แต่เป็นปัญหาเรื่องความคิดและทัศนะของผู้คน และเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความจริง  นอกจากนี้ หลังจากพระเจ้าทรงชำแหละคำพูดและสำนวนทั่วไปบางอย่างที่ผู้คนคิดว่าถูกต้อง ข้าพระองค์ก็ได้คิดว่าข้าพระองค์ควรคิดทบทวนเรื่องพฤติกรรมและการปฏิบัติของข้าพระองค์เองที่ดูเหมือนถูกต้อง รวมทั้งเรื่องเจตนา ความคิด และทัศนะที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรมเหล่านี้ และคิดทบทวนว่าแท้จริงแล้ว ข้าพระองค์กำลังใช้ชีวิตโดยพึ่งพาอะไรในสิ่งเหล่านี้กันแน่  ตอนนี้ข้าพระองค์รู้สึกเฉพาะเจาะจงมากขึ้นว่า จะแสวงหาและปฏิบัติความจริงอย่างไรเมื่อมีเรื่องต่างๆ เกิดขึ้นกับข้าพระองค์ และเรื่องนี้ย่อมไม่เป็นนามธรรมเหมือนก่อนอีกต่อไป)  ดูเหมือนว่าเมื่อผ่านการสามัคคีธรรมสองครั้งนี้ ผู้คนส่วนใหญ่ก็ได้รับความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นความจริงและบางหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับความจริง และพวกเขาก็ได้เริ่มคิดทบทวนจากก้นบึ้งของหัวใจแล้วว่าประพฤติกรรมและการกระทำของพวกเขานั้นเกี่ยวข้องกับความจริงหรือไม่ ตลอดจนสิ่งที่พวกเขายึดถือและได้ยินในการเชื่อในพระเจ้าของพวกเขา สิ่งใดกันแน่ที่เป็นความจริงและสิ่งใดที่ไม่ใช่ความจริง และสิ่งที่พวกเขาคิดว่าถูกต้องนั้นเป็นความจริงอย่างแท้จริงหรือไม่ และความสัมพันธ์ของสิ่งเหล่านั้นกับความจริงคืออะไร  หลังจากคิดทบทวนแล้ว ผู้คนย่อมสามารถกำหนดได้ว่าสิ่งใดคือความจริงกันแน่ ตลอดจนสามารถกำหนดว่าสิ่งใดคือความจริงและสิ่งใดที่ไม่ใช่ความจริงได้อย่างแม่นยำ  หลังจากฟังคำเทศนามาหลายปี รวมทั้งกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้ามาหลายปี ผู้คนส่วนใหญ่ก็ได้รับบางสิ่งบางอย่างและสามารถมองเห็นข้อเท็จจริงประการหนึ่งได้อย่างชัดเจนว่า พระวจนะของพระเจ้าคือความจริงอย่างแท้จริง ข้อกำหนดของพระเจ้าคือความจริง และทุกสิ่งที่มาจากพระเจ้าคือความจริง  ผู้คนที่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริงได้รับรู้และยอมรับข้อเท็จจริงนี้จากหัวใจแล้ว แต่ในชีวิตจริงนั้น พวกเขาอาจจะพูดสิ่งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความจริงหรือขัดแย้งกับความจริงออกมาโดยไม่รู้ตัวอยู่บ่อยครั้ง  บางคนถึงกับปฏิบัติต่อสิ่งที่ผู้คนคิดว่าถูกต้องและดีงามประหนึ่งความจริง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกเขาไม่ได้แยกแยะเหตุผลวิบัติลวงโลกและคำพูดเยี่ยงมารที่มาจากซาตาน ซึ่งไม่เพียงพวกเขาได้ยอมรับอยู่ในหัวใจมานานแล้ว แต่ยังปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้นประหนึ่งสิ่งที่เป็นบวกอีกเสียด้วยซ้ำ  ยกตัวอย่างเช่น ปรัชญาเยี่ยงซาตานมากมาย อาทิ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” “ให้ทุกข์ย่อมได้ทุกข์” “ผู้คนที่มีไหวพริบนั้น เก่งในการปกป้องตัวเอง ด้วยการแค่พยายามหลีกเลี่ยงปัญหาเท่านั้น” และ “ฉันจะไม่เล่นงาน หากฉันไม่ถูกเล่นงาน” และอื่นๆ ถูกผู้คนมองว่าเป็นความจริงและเป็นคติประจำใจในชีวิต และผู้คนถึงกับรู้สึกพอใจในตัวเองเป็นพิเศษที่ยึดถือปรัชญาเยี่ยงซาตานเหล่านี้ จนกระทั่งหลังจากได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าแล้ว พวกเขาจึงตระหนักได้ว่าสิ่งเหล่านี้จากซาตานไม่ใช่ความจริงเลย แต่เป็นเรื่องนอกรีตและเหตุผลวิบัติหลอกลวงซึ่งชักพาให้ผู้คนหลงผิด  สิ่งเหล่านี้มาจากไหน?  บางส่วนมาจากการศึกษาในโรงเรียนและจากตำราเรียน บางส่วนมาจากการอบรมสั่งสอนในครอบครัว และบางส่วนมาจากภาวะทางสังคม  สรุปแล้ว ทั้งหมดล้วนมาจากวัฒนธรรมดั้งเดิมและมีต้นกำเนิดมาจากการศึกษาของซาตาน  สิ่งเหล่านี้เกี่ยวข้องกับความจริงหรือไม่?  ไม่เกี่ยวข้องกับความจริงเลยแม้แต่น้อย  แต่ผู้คนไม่สามารถแยกแยะสิ่งเหล่านี้ตามที่เป็นได้ และยังคงถือว่าสิ่งเหล่านี้เป็นความจริง  ปัญหานี้ร้ายแรงเกินไปแล้วหรือไม่?  ผลที่ตามมาของการมองว่าสิ่งที่มาจากซาตานเหล่านี้เป็นความจริงคืออะไร?  ผู้คนสามารถทิ้งอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของตนโดยการยึดมั่นในสิ่งเหล่านี้หรือไม่?  ผู้คนสามารถใช้ชีวิตตามความเป็นมนุษย์ที่ปกติโดยการยึดมั่นในสิ่งเหล่านี้ได้หรือไม่?  ผู้คนสามารถใช้ชีวิตตามมโนธรรมและสำนึกโดยการยึดมั่นในสิ่งเหล่านี้ได้หรือไม่?  พวกเขาสามารถบรรลุมาตรฐานของมโนธรรมและสำนึกโดยการยึดมั่นในสิ่งเหล่านี้ได้หรือไม่?  ผู้คนสามารถได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้าโดยการยึดมั่นในสิ่งเหล่านี้ได้หรือไม่?  พวกเขาไม่สามารถทำสิ่งใดจากที่กล่าวมานี้ได้เลย  ในเมื่อพวกเขาไม่สามารถทำสิ่งใดจากที่กล่าวมานี้ได้ แล้วสิ่งเหล่านี้ที่ผู้คนยึดมั่นคือความจริงหรือไม่?  สิ่งเหล่านี้สามารถทำหน้าที่เป็นชีวิตของคนคนหนึ่งได้หรือไม่?  ผลที่ตามมาของการที่ผู้คนถือว่าสิ่งที่เป็นลบเหล่านี้—เช่น สิ่งที่พวกเขาคิดว่าเป็นปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลกที่ถูกต้องและดีงาม กลยุทธ์การเอาตัวรอด กฎแห่งการอยู่รอด และแม้กระทั่งวัฒนธรรมดั้งเดิม—เป็นความจริงและยึดมั่นในสิ่งเหล่านั้นคืออะไร?  มวลมนุษย์ได้ยึดมั่นในสิ่งเหล่านี้มาเป็นเวลาหลายพันปีแล้ว  พวกเขาได้เปลี่ยนแปลงไปบ้างหรือไม่?  สถานการณ์ปัจจุบันของมวลมนุษย์ได้เปลี่ยนแปลงไปบ้างหรือไม่?  เผ่าพันธุ์มนุษย์ที่เสื่อมทรามกำลังทวีความเลวร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ และไม่ยอมรับพระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่หรือ?  พระเจ้าทรงแสดงความจริงมากมายทุกครั้งที่พระองค์ทรงพระราชกิจ และผู้คนก็สามารถมองเห็นได้ว่าความจริงเหล่านี้มีสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพ แล้วมนุษย์ยังสามารถปฏิเสธและต่อต้านพระเจ้าได้อย่างไร?  เหตุใดพวกเขายังคงไม่สามารถยอมรับและนบนอบพระเจ้าได้?  นี่ก็เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นว่ามวลมนุษย์ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างล้ำลึกมากเกินไปแล้ว มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามเต็มไปด้วยอุปนิสัยเยี่ยงซาตาน รังเกียจความจริง เกลียดชังความจริง และไม่ยอมรับความจริงแม้แต่น้อย  รากเหง้าของปัญหานี้คือมนุษย์ได้ยอมรับปรัชญาเยี่ยงซาตานและความรู้เยี่ยงซาตานมากเกินไป  ลึกลงไปในหัวใจของผู้คน พวกเขาเต็มไปด้วยความคิดและทัศนะเยี่ยงซาตานทุกรูปแบบ และด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงได้พัฒนาอุปนิสัยที่รังเกียจความจริงและเกลียดชังความจริงขึ้นมา  พวกเราสามารถเห็นได้จากผู้คนที่เชื่อในพระเจ้าจำนวนมากกว่า แม้พวกเขายอมรับว่าพระวจนะของพระเจ้ามีสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพ แต่พวกเขาก็ไม่ยอมรับความจริง  กล่าวคือ เมื่อผู้คนกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า แม้ว่าปากของพวกเขาจะยอมรับว่า “พระวจนะของพระเจ้าคือความจริง ไม่มีสิ่งใดอยู่เหนือความจริง ความจริงอยู่ในหัวใจของพวกเรา และพวกเรายึดการไล่ตามเสาะหาความจริงเป็นเป้าหมายของการดำรงอยู่” แต่ในชีวิตจริงพวกเขาก็ยังคงดำเนินชีวิตตามคำพูดเยี่ยงซาตานและปรัชญาเยี่ยงซาตานที่รู้จักกันดี และวางพระวจนะของพระเจ้าและความจริงลง ยึดมั่นและปฏิบัติสิ่งต่างๆ เช่น ความรู้ทางเทววิทยาของมนุษย์และคำสอนฝ่ายวิญญาณประหนึ่งว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นความจริง  นี่คือสภาวะที่แท้จริงของผู้คนส่วนใหญ่ที่เชื่อในพระเจ้ามิใช่หรือ?  (ใช่)  หากพวกเจ้ายังคงยึดมั่นในหนทางนี้ต่อไป ไม่ชำแหละและไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้ที่หยั่งรากลึกจากวัฒนธรรมดั้งเดิมเยี่ยงซาตานตามพระวจนะของพระเจ้า และหากพวกเจ้าไม่สามารถแยกแยะสิ่งเหล่านี้จากต้นตอ หรือได้รับความเข้าใจสิ่งเหล่านี้อย่างถ่องแท้ หรือละทิ้งสิ่งเหล่านี้ไป ผลลัพธ์จะเป็นเช่นใด?  มีผลลัพธ์หนึ่งที่แน่นอนก็คือ ผู้คนเชื่อในพระเจ้ามานานหลายปีแต่ไม่รู้ว่าความจริงคืออะไรหรือควรเดินบนเส้นทางใด และในที่สุดพวกเขาทุกคนก็มีชุดคำสอนฝ่ายวิญญาณและทฤษฎีทางเทววิทยาติดปาก และทุกสิ่งที่พวกเขาพูดล้วนฟังดูดีและเป็นคำสอนที่สอดคล้องกับความจริง  แต่ที่จริงแล้ว ผู้คนเหล่านี้คือพวกฟาริสีหน้าซื่อใจคดโดยสมบูรณ์ในแง่ของสิ่งที่พวกเขาปฏิบัติและใช้ชีวิต  ผลที่ตามมาในเรื่องนี้คืออะไร?  ไม่ต้องสงสัยเลยว่า พวกเขาย่อมถูกพระเจ้ากล่าวโทษและถูกพระองค์สาปแช่ง  บรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้าแต่ไม่ยอมรับความจริงคือพวกฟาริสีและจะไม่มีวันสามารถได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้าเลย

ตัวอย่างเช่น ในประเด็นเรื่องการอบรมสั่งสอนลูก พ่อบางคนเห็นลูกของตนไม่เชื่อฟังและไม่ใส่ใจหน้าที่ที่ถูกควรของตน และกล่าวว่า “คนโบราณพูดถูกแล้วที่ว่า ‘หาเลี้ยงโดยไม่สอนสั่งคือความผิดของผู้เป็นพ่อ’”  พ่อดังกล่าวไม่ปฏิบัติต่อเรื่องนี้ตามพระวจนะของพระเจ้า  พวกเขามีเพียงคำพูดของผู้คนอยู่ในหัวใจของตน แทนที่จะเป็นพระวจนะของพระเจ้า  แล้วพวกเขามีความเป็นจริงความจริงหรือไม่?  ไม่มีเลย  แม้พวกเขาจะเชื่อในพระเจ้าและเข้าใจความจริงบางอย่าง และควรรู้ว่าพวกเขาต้องใช้ความจริงในการอบรมสั่งสอนลูกของตนเพื่อลุล่วงความรับผิดชอบในฐานะบิดา แต่พวกเขาก็ไม่ปฏิบัติในหนทางนี้  เมื่อพวกเขาเห็นลูกของตนเดินบนเส้นทางที่ผิด พวกเขาก็ถอนหายใจและกล่าวว่า “หาเลี้ยงโดยไม่สอนสั่งคือความผิดของผู้เป็นพ่อ”  นี่เป็นคำกล่าวแบบใด?  เป็นคำพูดที่รู้จักกันดีของใคร?  (คำพูดที่รู้จักกันดีของซาตาน)  พระเจ้าเคยตรัสเช่นนี้หรือไม่?  (ไม่)  แล้วคำกล่าวนี้มาจากไหน?  (ซาตาน)  คำกล่าวนี้มาจากซาตานและจากโลกนี้  ผู้คน “ไล่ตามเสาะหา” ความจริงกันยิ่งนัก “รัก” ความจริงกันยิ่งนัก และ “ยกชู” ความจริงกันยิ่งนัก แล้วเหตุใดเมื่อเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นกับพวกเขา พวกเขาจึงกล่าวคำกล่าวเยี่ยงซาตานเช่นนี้?  พวกเขายังรู้สึกว่านี่เป็นคำกล่าวที่ยุติธรรมและมีเกียรติอีกด้วย  พวกเขากล่าวว่า “ดูสิว่าฉันมีความยำเกรงและนับถือความจริงและพระเจ้ามากเพียงใด  การพูดว่า ‘หาเลี้ยงโดยไม่สอนสั่งคือความผิดของผู้เป็นพ่อ’ เป็นเรื่องธรรมชาติสำหรับฉัน—ช่างเป็นความจริงที่ยิ่งใหญ่เสียนี่กระไร!  ฉันจะพูดคำกล่าวนี้ได้หรือถ้าฉันไม่เชื่อในพระเจ้า?”  นั่นคือการหลอกว่าเป็นความจริงไม่ใช่หรือ?  (ใช่)  แล้วคำกล่าวนี้เป็นความจริงหรือไม่?  (ไม่)  คำกล่าวที่ว่า “หาเลี้ยงโดยไม่สอนสั่งคือความผิดของผู้เป็นพ่อ” เป็นคำกล่าวแบบใด?  คำกล่าวนี้ผิดในแง่ใด?  ความหมายของคำกล่าวนี้คือ หากลูกไม่เชื่อฟังหรือไม่มีวุฒิภาวะ นั่นเป็นความรับผิดชอบของพ่อ กล่าวคือ พ่อแม่ไม่ได้อบรมสั่งสอนพวกเขาให้ดี  แต่จริงๆ แล้วเป็นเช่นนั้นหรือไม่?  (ไม่ใช่)  พ่อแม่บางคนประพฤติปฏิบัติตนอย่างถูกควร แต่ลูกชายของพวกเขากลับเป็นอันธพาลและลูกสาวของพวกเขาเป็นโสเภณี  ชายผู้ทำหน้าที่พ่อก็โกรธจัดและกล่าวว่า “หาเลี้ยงโดยไม่สอนสั่งคือความผิดของผู้เป็นพ่อ  ฉันตามใจพวกเขาจนเสียคน!”  พูดเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่?  (ผิด)  ผิดตรงไหน?  หากเจ้าสามารถเข้าใจได้ว่าคำกล่าวนี้ผิดตรงไหน นั่นก็พิสูจน์ว่าเจ้าเข้าใจความจริง และเข้าใจว่าปัญหาที่ซ่อนอยู่ในคำกล่าวนี้ผิดอย่างไร  หากเจ้าไม่เข้าใจความจริงในเรื่องนี้ เจ้าก็ไม่สามารถอธิบายเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน  ตอนนี้ที่พวกเจ้าได้ฟังคำอธิบายและนิยามของความจริงแล้ว พวกเจ้าสามารถรู้สึกและกล่าวได้ว่า “คำกล่าวนี้ผิด นี่เป็นคำกล่าวทางโลก  พวกเราที่เชื่อในพระเจ้าไม่พูดอะไรแบบนั้น”  เจ้าเพียงแค่เปลี่ยนวิธีที่เจ้าพูดถึงเรื่องนี้เท่านั้น  นั่นไม่ได้หมายความว่าเจ้าเข้าใจความจริง—ที่จริงแล้ว เจ้าไม่รู้ว่าคำกล่าวที่ว่า “หาเลี้ยงโดยไม่สอนสั่งคือความผิดของผู้เป็นพ่อ” ผิดตรงไหน  เมื่อเผชิญกับเรื่องเช่นนี้ เจ้าควรพูดอย่างไรให้สอดคล้องกับความจริง?  เจ้าควรกระทำการตามหลักธรรมความจริงอย่างไร?  พวกเรามาพูดถึงวิธีทำความเข้าใจและอธิบายเรื่องดังกล่าวอย่างถูกต้องกันก่อน  พระเจ้าตรัสอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้?  พระวจนะของพระเจ้ากล่าวถึงสิ่งที่เฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวหรือไม่?  พระเจ้าได้ทรงแสดงความจริงมากมายเหลือเกิน ทั้งหมดนั้นก็เพื่อให้ผู้คนยอมรับและทำให้เป็นชีวิตของพวกเขา  แล้วเวลาอบรมสั่งสอนลูกของตน ผู้คนก็ควรใช้พระวจนะของพระเจ้าในการสั่งสอนพวกเขาไม่ใช่หรือ?  พระเจ้าตรัสพระวจนะต่อมวลมนุษย์ทั้งปวง  ไม่ว่าเจ้าจะเป็นผู้ใหญ่หรือเด็ก ผู้ชายหรือผู้หญิง แก่ชราหรือหนุ่มสาว ทุกคนควรยอมรับพระวจนะของพระเจ้า  มีเพียงพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้นที่เป็นความจริงและสามารถกลายเป็นชีวิตของผู้คนได้  มีเพียงพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถนำผู้คนไปสู่เส้นทางที่ถูกต้องในชีวิตได้  ผู้คนที่เชื่อในพระเจ้าควรที่จะสามารถได้รับความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในเรื่องนี้  เจ้าจะอธิบายคำกล่าวที่ว่า “หาเลี้ยงโดยไม่สอนสั่งคือความผิดของผู้เป็นพ่อ” อย่างไร?  (เส้นทางที่คนคนหนึ่งเดินนั้นถูกกำหนดโดยแก่นแท้ธรรมชาติของเขา  นอกจากนี้ การลงโทษหรือพรที่เขาจะได้รับในชีวิตนี้ก็เชื่อมโยงกับชีวิตก่อนของเขา  ดังนั้น ถ้อยแถลงที่ว่า “หากลูกไม่เดินตามเส้นทางที่ถูกต้อง ก็เป็นเพราะพ่อแม่ของพวกเขาไม่ได้อบรมสั่งสอนพวกเขาให้ดี” จึงฟังไม่ขึ้น และปฏิเสธข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าทรงครองอธิปไตยเหนือโชคชะตาของมวลมนุษย์โดยสิ้นเชิง)  ตามที่เจ้าพูด ลูกที่ไม่เดินตามเส้นทางที่ถูกต้องนั้นเกี่ยวข้องกับอธิปไตยของพระเจ้าหรือไม่?  พระเจ้าทรงอนุญาตให้ผู้คนเลือกทางเดินของตนเองและเลือกที่จะเดินบนเส้นทางที่ถูกต้อง  อย่างไรก็ตาม ผู้คนมีธรรมชาติเยี่ยงซาตาน และทุกคนก็เลือกด้วยตนเอง และทุกคนก็เลือกเส้นทางที่ตนชอบ และไม่เต็มใจที่จะนบนอบอธิปไตยของพระเจ้า  หากสิ่งที่เจ้าพูดสอดคล้องกับความจริง เจ้าก็ควรอธิบายให้ชัดเจนเพื่อให้ผู้คนเชื่อมั่นได้

ลำดับถัดไป พวกเราจะสามัคคีธรรมถึงคำกล่าวที่ว่า “หาเลี้ยงโดยไม่สอนสั่งคือความผิดของผู้เป็นพ่อ”  สิ่งแรกที่ต้องอธิบายให้ชัดเจนก็คือ การกล่าวว่า “การที่ลูกไม่สามารถเดินตามเส้นทางที่ถูกต้องนั้นเกี่ยวกับพ่อแม่ของพวกเขา” นั้นไม่ถูกต้อง  ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม หากพวกเขาเป็นคนประเภทใด พวกเขาก็จะเดินในเส้นทางประเภทนั้น  นี่เป็นเรื่องที่แน่นอนมิใช่หรือ?  (ใช่)  เส้นทางที่คนคนหนึ่งเดินจะกำหนดว่าพวกเขาเป็นอย่างไร  เส้นทางที่พวกเขาเดินและประเภทของคนที่พวกเขากลายเป็นนั้นขึ้นอยู่กับพวกเขา  สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทรงกำหนดไว้ล่วงหน้า เป็นมาแต่กำเนิด และเกี่ยวเนื่องกับธรรมชาติของบุคคลผู้นั้น  แล้วการอบรมสั่งสอนของพ่อแม่มีประโยชน์อะไร?  การอบรมสั่งสอนนั้นสามารถควบคุมธรรมชาติของคนได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  การอบรมสั่งสอนของพ่อแม่ไม่สามารถควบคุมธรรมชาติของมนุษย์ได้ และไม่สามารถแก้ปัญหาที่ว่าคนเราจะเดินในเส้นทางใด  พ่อแม่สามารถให้การอบรมสั่งสอนได้เฉพาะเรื่องใด?  มีเพียงพฤติกรรมที่เรียบง่าย บางอย่างในชีวิตประจำวันของลูกๆ ของพวกเขา ความคิดที่ค่อนข้างผิวเผิน และกฎเกณฑ์ในการประพฤติปฏิบัติตนบางประการ—เหล่านี้เป็นสิ่งที่มีความเกี่ยวข้องกับพ่อแม่อยู่บ้าง  ก่อนที่ลูกๆ ของพวกเขาจะบรรลุนิติภาวะ พ่อแม่ก็ควรลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบที่ตนพึงมี นั่นคือการอบรมสั่งสอนให้ลูกๆ เดินในเส้นทางที่ถูกต้อง ศึกษาเล่าเรียนอย่างหนักและเพียรพยายามเพื่อที่จะสามารถขึ้นไปอยู่เหนือผู้อื่นได้หลังจากที่เติบใหญ่ขึ้น และไม่ทำสิ่งที่ไม่ดีหรือกลายเป็นคนที่ไม่ดี  พ่อแม่ควรควบคุมพฤติกรรมของลูกๆ ของตนเช่นกัน สอนให้พวกเขามีความสุภาพและทักทายผู้อาวุโสของพวกเขาเมื่อใดก็ตามที่พวกเขาพบเจอผู้อาวุโส และสอนสิ่งอื่นๆ ที่เกี่ยวกับพฤติกรรมแก่พวกเขา—นี่คือความรับผิดชอบที่พ่อแม่ควรลุล่วง  การดูแลชีวิตของลูกและอบรมสั่งสอนพวกเขาด้วยกฎเกณฑ์พื้นฐานบางอย่างในการประพฤติปฏิบัติตน—นั่นคือทั้งหมดที่อิทธิพลของพ่อแม่ทำได้  ส่วนบุคลิกของลูกนั้น พ่อแม่ไม่สามารถสอนสิ่งนี้ได้  พ่อแม่บางคนเป็นคนสบายๆ และทำทุกอย่างด้วยจังหวะที่เชื่องช้า ในขณะที่ลูกๆ ของพวกเขากลับใจร้อนมากและไม่สามารถอยู่เฉยได้แม้เพียงระยะเวลาสั้นๆ  พวกเขาออกไปทำมาหากินด้วยตัวเองเมื่ออายุ 14 หรือ 15 ปี ตัดสินใจทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่ต้องการพ่อแม่ และยืนหยัดได้ด้วยตนเองอย่างมาก  นี่คือสิ่งที่พ่อแม่ของพวกเขาสอนมาหรือ?  ไม่ใช่  เพราะฉะนั้น บุคลิก อุปนิสัย และแม้กระทั่งแก่นแท้ของคนคนหนึ่ง ตลอดจนเส้นทางที่พวกเขาเลือกในอนาคต ล้วนไม่เกี่ยวข้องกับพ่อแม่ของพวกเขาแต่อย่างใด  มีบางคนที่หักล้างเรื่องนี้โดยกล่าวว่า “แล้วจะไม่เกี่ยวข้องกับพ่อแม่เลยได้อย่างไร?  บางคนมาจากครอบครัวปัญญาชนหรือครอบครัวที่มีความเชี่ยวชาญในอาชีพเฉพาะทางมาหลายชั่วอายุคน  ตัวอย่างเช่น คนรุ่นหนึ่งเรียนวาดภาพ คนรุ่นต่อมาก็เรียนวาดภาพ และคนรุ่นถัดไปก็เช่นกัน  นี่เป็นการยืนยันความถูกต้องของคำกล่าวที่ว่า ‘หาเลี้ยงโดยไม่สอนสั่งคือความผิดของผู้เป็นพ่อ’”  การกล่าวเช่นนี้ถูกหรือผิด?  (ผิด)  การใช้ตัวอย่างนี้มาอธิบายปัญหานี้ย่อมผิดและไม่ถูกต้อง เพราะสองเรื่องนี้เป็นคนละเรื่องกัน  อิทธิพลของครอบครัวที่มีหลายชั่วอายุคนซึ่งมีความเชี่ยวชาญนั้นขยายไปถึงเพียงแง่มุมหนึ่งของความเชี่ยวชาญเท่านั้น และอาจเป็นไปได้ว่าสภาพแวดล้อมในครอบครัวนี้ส่งผลให้ทุกคนเรียนรู้สิ่งเดียวกัน  ดูจากภายนอกแล้ว ลูกก็เป็นคนเลือกสิ่งเดียวกันนี้ด้วย แต่จากรากเหง้าแล้ว ทั้งหมดนี้เป็นการลิขิตไว้ล่วงหน้าของพระเจ้า  คนคนนั้นกลับมาเกิดในครอบครัวนี้ได้อย่างไร?  นั่นเป็นบางสิ่งบางอย่างที่พระเจ้าทรงมีอธิปไตยเหนือเช่นกันมิใช่หรือ?  พ่อแม่เพียงรับผิดชอบเลี้ยงดูลูกๆ ของพวกเขาให้เติบใหญ่ขึ้นเท่านั้น  ลูกๆ เพียงได้รับอิทธิพลจากพ่อแม่ในแง่ของพฤติกรรมภายนอกและนิสัยในการดำเนินชีวิตของพวกเขา  แต่เมื่อพวกเขาเติบใหญ่ขึ้นแล้ว เป้าหมายที่พวกเขาไล่ตามไขว่คว้าในชีวิตและโชคชะตาในชีวิตของพวกเขาก็ไม่เกี่ยวข้องกับพ่อแม่ของพวกเขาเลย  พ่อแม่บางคนเป็นเพียงชาวนาธรรมดาๆ ที่ดำเนินชีวิตตามสถานะของตน แต่ลูกๆ ของพวกเขากลับสามารถเป็นข้าราชการและทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้  แล้วก็มีลูกๆ บางคนที่มีพ่อแม่เป็นทนายความและแพทย์ ต่างคนต่างก็มีความสามารถ แต่ทว่าลูกๆ กลับไม่เอาไหน หางานทำไม่ได้ไม่ว่าพวกเขาจะไปที่ใดก็ตาม  นี่คือสิ่งที่พ่อแม่ของพวกเขาสอนให้พวกเขาเป็นหรือ?  เมื่อพ่อเป็นทนายความ เป็นไปได้หรือที่เขาจะตระหนี่ในการอบรมสั่งสอนและการมีอิทธิพลต่อลูกๆ ของเขา?  เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน  ไม่มีพ่อคนใดกล่าวว่า “พ่อเจริญรุ่งเรืองในชีวิตอย่างยิ่ง พ่อหวังว่าในอนาคตลูกๆ ของพ่อจะไม่เจริญรุ่งเรืองเหมือนพ่อ นั่นมันเหน็ดเหนื่อยเกินไป  ในอนาคตแค่ให้พวกเขาเป็นคนเลี้ยงวัวก็พอแล้ว”  เขาต้องอบรมสั่งสอนให้ลูกๆ เรียนรู้จากเขาและเป็นเหมือนเขาในอนาคตอย่างแน่นอน  จะเกิดอะไรขึ้นกับลูกๆ ของเขาหลังจากที่เขาอบรมสั่งสอนลูกๆ เสร็จแล้ว?  ลูกๆ จะกลายเป็นอะไรก็ตามที่พวกเขาถูกกำหนดให้เป็น และโชคชะตาของพวกเขาก็จะเป็นอะไรก็ตามที่ถูกกำหนดให้เป็น และไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงเรื่องนั้นได้  เจ้ารับรู้ข้อเท็จจริงใดในที่นี้?  เส้นทางที่ลูกเดินนั้นไม่เกี่ยวข้องกับพ่อแม่ของพวกเขาแต่อย่างใด  พ่อแม่บางคนเชื่อในพระเจ้าและอบรมสั่งสอนให้ลูกๆ เชื่อในพระเจ้า แต่ไม่ว่าพวกเขาจะพูดอะไร ลูกๆ ของพวกเขาก็ไม่เชื่อ และไม่มีสิ่งใดที่พ่อแม่สามารถทำได้ในเรื่องนี้  พ่อแม่บางคนไม่เชื่อในพระเจ้า ในขณะที่ลูกๆ ของพวกเขากลับเชื่อในพระเจ้า  เมื่อลูกๆ ของพวกเขาเริ่มเชื่อในพระเจ้า ลูกๆ ของพวกเขาก็ติดตามพระองค์ สละตนเองเพื่อพระองค์ สามารถยอมรับความจริงได้ และได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้า และด้วยเหตุนั้นโชคชะตาของพวกเขาจึงเปลี่ยนแปลงไป  นี่เป็นผลลัพธ์จากการอบรมสั่งสอนของพ่อแม่หรือ?  ไม่ใช่แม้แต่น้อย เรื่องนี้เกี่ยวกับการที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้ล่วงหน้าและทรงเลือกสรร  คำกล่าวที่ว่า “หาเลี้ยงโดยไม่สอนสั่งคือความผิดของผู้เป็นพ่อ” นั้นมีปัญหา  แม้ว่าพ่อแม่จะมีความรับผิดชอบในการอบรมสั่งสอนลูกของตน แต่โชคชะตาของลูกไม่ได้ถูกกำหนดโดยพ่อแม่ แต่ถูกกำหนดโดยธรรมชาติของลูก  การอบรมสั่งสอนสามารถแก้ปัญหาของธรรมชาติของลูกได้หรือไม่?  ไม่สามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้เลย  เส้นทางในชีวิตที่คนคนหนึ่งเดินนั้นไม่ได้ถูกกำหนดโดยพ่อแม่ แต่พระเจ้าทรงลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้ว  มีคำกล่าวว่า “ชะตากรรมของมนุษย์มีสวรรค์เป็นผู้ลิขิต” และคำกล่าวนี้ก็สรุปได้จากประสบการณ์ของมนุษย์  ก่อนที่คนคนหนึ่งจะบรรลุนิติภาวะ เจ้าไม่สามารถบอกได้ว่าพวกเขาจะเดินในเส้นทางใด  เมื่อพวกเขากลายเป็นผู้ใหญ่ และมีความคิดและสามารถคิดทบทวนปัญหาได้ พวกเขาจะเลือกสิ่งที่ทำในชุมชนที่กว้างขึ้น  บางคนกล่าวว่าพวกเขาต้องการเป็นข้าราชการระดับสูง คนอื่นๆ กล่าวว่าพวกเขาต้องการเป็นทนายความ และยังมีคนอื่นๆ ที่กล่าวว่าพวกเขาต้องการเป็นนักเขียน  ทุกคนต่างมีทางเลือกของตนเองและแนวคิดของตนเอง  ไม่มีใครบอกว่า “ฉันจะรอให้พ่อแม่สอนก็แล้วกัน  ฉันจะกลายเป็นอะไรก็แล้วแต่ที่พ่อแม่ของฉันสอนให้ฉันเป็น”  ไม่มีใครโง่เขลาเช่นนี้  หลังจากบรรลุนิติภาวะแล้ว แนวคิดของผู้คนก็เริ่มตื่นตัวและค่อยๆ เติบโตเต็มที่ และด้วยเหตุนั้นเส้นทางและเป้าหมายเบื้องหน้าพวกเขาจึงยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ  เมื่อถึงเวลานั้นก็ค่อยชัดเจนและมองเห็นได้ ทีละน้อยว่าพวกเขาเป็นคนประเภทใด และพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มใด  นับจากจุดนี้เป็นต้นไป บุคลิกของแต่ละคนก็จะค่อยๆ ถูกนิยามอย่างชัดเจน เช่นเดียวกับอุปนิสัยของพวกเขา ตลอดจนเส้นทางที่พวกเขากำลังไล่ตามเสาะหา ทิศทางในชีวิตของพวกเขา และกลุ่มที่พวกเขาเป็นสมาชิก  ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากพื้นฐานใด?  ท้ายที่สุดแล้ว นี่คือสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงลิขิตไว้ล่วงหน้า—ไม่เกี่ยวข้องกับพ่อแม่ของคนเรา  ตอนนี้เจ้ามองเห็นเรื่องนี้อย่างชัดเจนแล้วหรือไม่?  แล้วมีสิ่งใดบ้างที่เกี่ยวข้องกับพ่อแม่?  รูปร่างหน้าตา ความสูง ยีน และโรคบางอย่างที่ถ่ายทอดในครอบครัวนั้นเกี่ยวข้องกับพ่อแม่ของคนเราเล็กน้อย  เหตุใดเราจึงบอกว่าเล็กน้อย?  เพราะไม่ได้เป็นเช่นนั้นกันทุกกรณี  ในบางครอบครัว แต่ละรุ่นจะทุกข์ร้อนจากโรคชนิดหนึ่ง แต่แล้วลูกคนหนึ่งก็เกิดมาโดยไม่เป็นโรคนี้  เรื่องนี้เป็นไปได้อย่างไร?  มีบางคนที่กล่าวว่า “นั่นเป็นเพราะลูกคนนี้มีบุคลิกที่ดี”  นี่เป็นความคิดเห็นของผู้คน แต่เรื่องนี้มีต้นกำเนิดมาจากที่ใด?  (การที่พระเจ้าทรงลิขิตไว้ล่วงหน้า)  เรื่องเป็นเช่นนั้นจริงๆ  แล้วคำกล่าวที่ว่า “หาเลี้ยงโดยไม่สอนสั่งคือความผิดของผู้เป็นพ่อ” แท้จริงแล้วถูกหรือผิด?  (ผิด)  ตอนนี้เจ้าเข้าใจชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนั้นแล้วใช่หรือไม่?  หากเจ้าไม่รู้จักแยกแยะ นั่นย่อมใช้ไม่ได้  หากปราศจากความจริง เจ้าย่อมไม่สามารถมองเห็นเรื่องใดๆ ได้อย่างชัดเจน

ในชีวิตประจำวัน แต่ละคนมีมุมมองที่ดูเหมือนจะถูกต้องจากซาตานเหล่านี้อยู่ในใจไม่น้อยเลย  มันยังคงฝังลึกและเก็บสะสมอยู่ภายใน และจะถูกเผยออกมาเมื่อใดก็ตามที่มีบางสิ่งเกิดขึ้น  บางคนกล่าวว่า “ลูกผู้ชายตัวจริงไม่รังแกผู้หญิง  ดูสิว่าฉันสูงส่งเพียงใด  ฉันเป็นลูกผู้ชายอกสามศอก ในขณะที่เจ้าเป็นผู้หญิงที่บอบบางน่าทะนุถนอม ดังนั้นฉันจะไม่ต่อกรกับเจ้า”  พวกเขาปฏิบัติต่อคำกล่าวนี้ประหนึ่งเป็นอะไร?  (ความจริง)  พวกเขาปฏิบัติต่อมันประหนึ่งเป็นความจริงและเป็นหลักธรรมของการปฏิบัติความจริง  ยังมีผู้คนที่เห็นใครบางคนที่มีหน้าตางดงามจริงๆ และดูเหมือนสุภาพบุรุษที่น่านับถือ แต่กลับมีลับลมคมในและเสแสร้งอยู่เสมอ และหลอกลวงและร้ายกาจเป็นพิเศษเมื่อมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น และผู้คนมากมายก็ไม่สามารถหยั่งถึงเขาได้ พวกเขาจึงกล่าวว่า “ฉันเชื่อในพระเจ้าเพียงเพื่อที่จะประพฤติปฏิบัติตนเป็นคนที่เที่ยงตรงและใจดี และเป็นมิตรกับผู้อื่น แทนที่จะเป็นศัตรู  ก็เหมือนกับคำกล่าวที่ว่า ‘เป็นคนเลวแท้ดีกว่าเป็นสัตบุรุษเทียมเท็จ’  พระวจนะของพระเจ้าบางส่วนก็มีความหมายนี้เช่นกัน”  พวกเจ้าคิดอย่างไรกับสิ่งที่คนเหล่านี้พูด?  “เป็นคนเลวแท้ดีกว่าเป็นสัตบุรุษเทียมเท็จ”  พวกเจ้าเห็นไหม ทันทีที่มีบางสิ่งเกิดขึ้นกับผู้คน คำพูดทั่วไป สุภาษิต และคำกล่าวเหล่านี้ทั้งหมดที่อยู่ภายในตัวพวกเขาก็พรั่งพรูออกมาในคราวเดียว และไม่มีคำพูดของความจริงเลยแม้แต่คำเดียว  ในท้ายที่สุด คนเหล่านั้นยังกล่าวอีกว่า “ขอบพระคุณพระเจ้าที่ทรงให้ความรู้แจ้งแก่ข้าพระองค์”  คำกล่าวที่ว่า “เป็นคนเลวแท้ดีกว่าเป็นสัตบุรุษเทียมเท็จ” นั้นถูกหรือผิด?  (ผิด)  พวกเจ้าทุกคนรู้ว่ามันผิด แต่มันผิดตรงไหน?  สิ่งที่ผิดเกี่ยวกับสุภาพบุรุษจอมปลอมคือพวกเขาเป็นของปลอม  ไม่มีใครปรารถนาที่จะเป็นสุภาพบุรุษจอมปลอม พวกเขาปรารถนาที่จะเป็นคนร้ายตัวจริง  แล้วอะไรในตัวคนร้ายตัวจริงที่ผู้คนเห็นชอบ?  ก็เพียงเพราะพวกเขาเป็นคนจริงแท้ แม้จะเป็นคนร้าย แต่ก็ยังได้รับความเห็นชอบจากทุกคน  แล้วพวกเจ้าปรารถนาที่จะเป็นอะไร คนร้ายตัวจริงหรือสุภาพบุรุษจอมปลอม?  (ไม่เป็นทั้งสองอย่าง)  เหตุใดจึงไม่เป็นคนสองประเภทนี้?  (ไม่มีประเภทใดที่สอดคล้องกับความจริง ไม่มีอะไรกล่าวถึงเรื่องนี้ในพระวจนะของพระเจ้า)  เจ้าสามารถหาพื้นฐานที่เกี่ยวข้องสำหรับการอ้างว่าพระเจ้าไม่ได้บอกให้ผู้คนเป็นสุภาพบุรุษจอมปลอมหรือคนร้ายตัวจริงได้หรือไม่?  (พระเจ้าทรงต้องการให้ผู้คนเป็นคนที่ซื่อสัตย์)  พระเจ้าทรงต้องการให้ผู้คนเป็นคนที่ซื่อสัตย์  แล้วอะไรคือความแตกต่างระหว่างคนที่ซื่อสัตย์กับคนร้ายตัวจริง?  คำว่า “คนร้าย” ไม่ดี แต่พวกเขาก็เป็นคนจริงทีเดียว  เหตุใดคนร้ายตัวจริงจึงไม่ดี?  เจ้าสามารถอธิบายได้อย่างชัดเจนหรือไม่?  อะไรคือพื้นฐานสำหรับการอ้างว่าทั้งคนร้ายตัวจริงและสุภาพบุรุษจอมปลอมไม่ใช่คนดี?  คนร้ายคืออะไร?  คำใดที่มักเกี่ยวข้องกับคนร้าย?  (เลวทราม)  ถูกต้อง  คำว่า “เลวทราม” นี้ถูกอธิบายและนิยามในพระวจนะของพระเจ้าอย่างไร?  ในพระวจนะของพระเจ้า “เลวทราม” ถูกนิยามว่าเป็นคำที่ดีหรือคำที่ไม่ดี?  (คำที่ไม่ดี)  คำที่ไม่ดี คำที่ถูกพระเจ้าพิพากษาลงโทษ  ผู้คนที่มีการกระทำที่เลวทรามและมุมมองที่เลวทรามคือคนร้าย  อุปนิสัยและแก่นแท้ของคนร้ายถูกนิยามไว้อย่างอื่นอีกหรือไม่?  เห็นแก่ตัว มิใช่หรือ?  (ใช่)  คนประเภทนี้เห็นแก่ตัวและเลวทราม  แม้ว่าสิ่งที่พวกเขาเผยออกมาจะเป็นของจริงและเป็นอารมณ์ที่แท้จริงของพวกเขา พวกเขาก็ยังคงเป็นคนร้ายอย่างมาก  สุภาพบุรุษจอมปลอมนั้นหลอกลวงและชั่วร้าย และเสแสร้งอยู่เสมอและสร้างความประทับใจที่ผิดๆ ให้กับผู้อื่น ปล่อยให้ผู้อื่นเห็นด้านที่สดใส เปล่งประกาย และเป็นมิตรของเขา  เขาเก็บงำอุปนิสัย ความคิดเห็น และมุมมองที่แท้จริงของเขาไว้เพื่อไม่ให้ใครสามารถเห็นหรือเข้าใจได้  คนเช่นนี้มีอุปนิสัยเช่นใด?  (หลอกลวงและชั่วร้าย)  พวกเขาเป็นคนชั่วร้ายอย่างแท้จริง  ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นคนร้ายหรือสุภาพบุรุษ ต่างก็ไม่ใช่คนดีทั้งสิ้น  คนหนึ่งเลวจากภายใน ส่วนอีกคนเลวที่ภายนอก  แต่แท้จริงแล้วอุปนิสัยของพวกเขาก็เหมือนกัน—พวกเขาทั้งสองชั่วร้าย เห็นแก่ตัว และหลอกลวงอย่างยิ่ง  คนสองประเภทที่ชั่วร้ายและหลอกลวงอย่างยิ่งนี้แสวงหาที่จะเป็นคนที่ซื่อสัตย์หรือไม่?  (ไม่)  นั่นคือเหตุผลว่า ไม่ว่าเจ้าจะกลายเป็นคนประเภทใดในสองประเภทนี้ เจ้าก็ไม่ใช่คนดีหรือคนที่ซื่อสัตย์ที่พระเจ้าทรงกำหนด  เจ้าเป็นคนที่พระเจ้าทรงรังเกียจเดียดฉันท์ และเจ้าไม่ใช่คนที่พระเจ้าทรงกำหนดให้เจ้าเป็น  ดังนั้นจงบอกเราทีว่า คำกล่าว “เป็นคนเลวแท้ดีกว่าเป็นสัตบุรุษเทียมเท็จ” คือความจริงหรือไม่?  (ไม่ใช่)  เมื่อมองจากมุมมองนี้ คำกล่าวนี้ไม่ใช่ความจริง  ผู้คนมากมาย ด้วยจุดมุ่งหมายที่จะโจมตีและพิพากษาลงโทษสุภาพบุรุษจอมปลอมเพื่อที่พวกเขาจะสามารถแสร้งทำเป็นคนดีได้ กล่าวว่า “เป็นคนเลวแท้ดีกว่าเป็นสัตบุรุษเทียมเท็จ” ราวกับว่า “ความเป็นคนร้าย” ของคนร้ายเหล่านี้ทำให้พวกเขาเที่ยงธรรมและเป็นของจริงเป็นพิเศษ เหมือนกับพลังแห่งความยุติธรรมบางอย่าง  เจ้าในฐานะคนร้าย จะอ้างว่าเป็นผู้เที่ยงธรรมได้อย่างไร?  เจ้าคือผู้ที่สมควรถูกพิพากษาลงโทษ

ในใจของทุกคน มีคำกล่าวและสิ่งต่างๆ ประเภทนี้อยู่ไม่น้อยเลย และดังนั้นผู้คนจำนวนมากจึงยึดถือมุมมองประเภทนี้  ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิม สุภาษิตพื้นบ้าน คติประจำตระกูล กฎของตระกูล หรือระบบกฎหมายของประเทศ ผู้คนมักใช้สิ่งเหล่านี้ที่เผยแพร่มาเป็นเวลานานและกว้างขวางในสังคม และที่แม้กระทั่งได้รับการประกาศและส่งเสริมว่าเป็นสิ่งที่เป็นบวกในสังคมและในหมู่มวลมนุษย์มาเป็นเวลานาน เพื่ออบรมสั่งสอนผู้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่า  คำกล่าวบางอย่างถูกมองในส่วนลึกของหัวใจของผู้คนว่าเป็นหลักธรรมของการปฏิบัติและหลักธรรมของการดำรงอยู่ของมนุษย์  บางอย่างเป็นคำกล่าวที่สื่อถึงมุมมองที่ผู้คนเห็นด้วยเท่านั้น แต่ไม่จำเป็นต้องปรารถนาที่จะนำไปปฏิบัติ  ไม่ว่าเจ้าจะปรารถนาที่จะนำไปปฏิบัติหรือไม่ ในส่วนลึกของหัวใจของเจ้า ตามจริงแล้วเจ้ายึดถือคำกล่าวเหล่านี้เป็นหลักธรรมของการปฏิบัติสำหรับการประพฤติปฏิบัติตนของเจ้า  สรุปแล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นอุปสรรคอย่างใหญ่หลวงต่อการเชื่อในพระเจ้าและการไล่ตามเสาะหาความจริงของผู้คน  มันมีแต่จะทำร้าย แทนที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้คน  ยกตัวอย่างเช่น หัวข้อที่คนสมัยใหม่มักพูดถึงคือ “ชีวิตมีค่า ความรักยิ่งกว่านั้น  แต่เพื่อเสรีภาพแล้วไซร้ ข้าฯ ยอมสละได้ทั้งสองอย่าง”  คำกล่าวนี้เป็นคำกล่าวที่รู้จักกันดีซึ่งได้รับการสนับสนุนและเคารพนับถือจากผู้คนในโลกตะวันออกและตะวันตกผู้มีอุดมการณ์สูงส่งและผู้ที่ไล่ตามเสาะหาเสรีภาพและต้องการที่จะหลุดพ้นจากระบบศักดินาดั้งเดิม  จุดสนใจของการไล่ตามเสาะหาของผู้คนในที่นี้คืออะไร?  คือชีวิตหรือ?  หรือความรัก?  (ไม่ใช่ แต่เป็นเสรีภาพ)  ถูกต้อง มันคือเสรีภาพ  แล้วคำกล่าวนี้คือความจริงหรือไม่?  ความหมายของคำกล่าวนี้คือ เพื่อที่จะไล่ตามเสาะหาเสรีภาพ ชีวิตก็สามารถทิ้งไปได้ และความรักก็สามารถสละได้เช่นกัน—นั่นคือ คนที่เจ้ารักก็สามารถถูกทอดทิ้งได้เช่นกัน—เพื่อที่จะวิ่งไปสู่เสรีภาพที่สวยงามนั้น  เสรีภาพนี้ดูเป็นอย่างไรในสายตาของคนทางโลก?  จะอธิบายสิ่งที่พวกเขาคิดว่าเป็นเสรีภาพนี้ได้อย่างไร?  การทะลายกรอบประเพณีดั้งเดิมเป็นเสรีภาพชนิดหนึ่ง การทะลายกรอบจารีตประเพณีเก่าแก่เป็นเสรีภาพชนิดหนึ่ง และการทะลายกรอบระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็เป็นเสรีภาพชนิดหนึ่งเช่นกัน  มีอะไรอีกบ้าง?  (การไม่ถูกควบคุมโดยระบอบการเมืองบางระบอบ)  อีกอย่างคือการไม่ถูกควบคุมโดยอำนาจหรือการเมือง  สิ่งที่พวกเขาไล่ตามเสาะหาคือเสรีภาพประเภทนี้  แล้วเสรีภาพที่พวกเขาพูดถึงคือเสรีภาพที่แท้จริงหรือไม่?  (ไม่ใช่)  มันมีความคล้ายคลึงกับเสรีภาพที่ผู้คนที่เชื่อในพระเจ้าพูดถึงหรือไม่?  (ไม่)  ผู้คนที่เชื่อในพระเจ้าบางคนอาจมีมุมมองนี้ในใจเช่นกันว่า “การเชื่อในพระเจ้านั้นยอดเยี่ยม มันทำให้เจ้าเป็นอิสระและได้รับการปลดปล่อย  เจ้าไม่ต้องปฏิบัติตามประเพณีหรือพิธีรีตองดั้งเดิมใดๆ เจ้าไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการจัดหรือเข้าร่วมงานแต่งงานและงานศพ เจ้าปล่อยวางทุกสิ่งทางโลก  เจ้าเป็นอิสระอย่างแท้จริง!”  เป็นเช่นนั้นหรือไม่?  (ไม่ใช่)  แล้วเสรีภาพคืออะไรกันแน่?  ตอนนี้พวกเจ้าเป็นอิสระแล้วหรือยัง?  (เล็กน้อย)  แล้วพวกเจ้าได้รับเสรีภาพเล็กน้อยนี้มาได้อย่างไร?  เสรีภาพนี้หมายความว่าอย่างไร?  (การเข้าใจความจริงและทะลายอิทธิพลมืดของซาตาน)  หลังจากทะลายอิทธิพลมืดของซาตานแล้ว เจ้าก็รู้สึกถึงการปลดปล่อยเล็กน้อยและเสรีภาพในระดับหนึ่ง  อย่างไรก็ตาม หากเราไม่ได้ชำแหละมัน พวกเจ้าก็จะคิดว่าพวกเจ้าเป็นอิสระอย่างแท้จริง ในขณะที่ตามจริงแล้วพวกเจ้าไม่ได้เป็นเช่นนั้น  เสรีภาพที่แท้จริงไม่ใช่เสรีภาพและการปลดปล่อยของร่างกายในแง่ของพื้นที่และวัตถุอย่างที่ผู้คนคิด  แต่คือการที่เมื่อผู้คนเข้าใจความจริงแล้ว พวกเขาจะมีมุมมองที่ถูกต้องเกี่ยวกับผู้คน เหตุการณ์ สิ่งต่างๆ และเกี่ยวกับโลกที่หลากหลาย และสามารถไล่ตามเสาะหาเป้าหมายและทิศทางที่ถูกต้องในชีวิตได้ และเมื่อผู้คนไม่ตกอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของอิทธิพลของซาตานและความคิดและมุมมองเยี่ยงซาตาน หัวใจของพวกเขาก็จะได้รับการปลดปล่อย—นี่คือเสรีภาพที่แท้จริง

มีหนุ่มคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้ไม่มีความเชื่อ เขาคิดว่าตนชอบเสรีภาพ ชอบโบยบินไปทุกหนทุกแห่งเหมือนนก และใช้ชีวิตที่ไร้ข้อจำกัด ดังนั้น เขาจึงดูหมิ่นกฎเกณฑ์และคำพูดไร้สาระเหล่านั้นในครอบครัวของเขา  เขามักจะบอกเพื่อนของเขาว่า “แม้ว่าฉันจะเกิดมาในครอบครัวที่ยึดถือขนบธรรมเนียมมากที่สุด และเป็นครอบครัวที่ใหญ่มาก มีกฎเกณฑ์และประเพณีมากมาย และแม้กระทั่งตอนนี้ก็ยังมีศาลบรรพบุรุษที่มีป้ายวิญญาณของบรรพชนแต่ละรุ่นจัดเรียงอยู่ข้างใน แต่ตัวฉันเองก็ได้ทลายประเพณีเหล่านี้ และไม่ได้รับอิทธิพลจากกฎเกณฑ์ของครอบครัว ขนบธรรมเนียมของครอบครัว และธรรมเนียมปฏิบัติทั่วไปเหล่านี้  ไม่เห็นหรือว่าฉันเป็นคนที่ไม่ยึดถือขนบธรรมเนียมอย่างยิ่ง?”  เพื่อนของเขาพูดว่า “พวกเราสังเกตเห็นแล้วว่านายเป็นคนที่ไม่ยึดถือขนบธรรมเนียมจริงๆ”  พวกเขาสังเกตเห็นได้อย่างไร?  เขาเจาะลิ้น เจาะจมูก เจาะหูทั้งสองข้างสี่หรือห้ารู เจาะสะดือ และมีรอยสักรูปงูที่แขน  คนจีนถือว่างูเป็นสิ่งอัปมงคล แต่เขาก็ยืนกรานที่จะสักไว้บนร่างกายของตน และเมื่อผู้คนเห็นก็หวาดกลัว  นี่คือการไม่ยึดถือขนบธรรมเนียมใช่หรือไม่?  (ใช่)  ไม่ยึดถือขนบธรรมเนียมอย่างยิ่ง และยิ่งไปกว่านั้น เขายังพูดจาด้วยท่าทีของคนหัวก้าวหน้าอีกด้วย  ทุกคนที่เห็นเขาต่างพูดว่า “คนคนนี้สุดยอดมาก!  เขาไม่ยึดถือขนบธรรมเนียม ไม่ยึดถือขนบธรรมเนียมจริงๆ!”  เขาเชื่อว่าเขาไม่อาจแสดงการไม่ยึดถือขนบธรรมเนียมเพียงในหนทางเหล่านี้เท่านั้น แต่ต้องทำให้เป็นรูปธรรมมากขึ้นอีกหน่อย และทำให้ผู้คนสามารถสังเกตเห็นสัญญาณว่าเขาไม่ยึดถือขนบธรรมเนียมได้ชัดเจนยิ่งขึ้น  เขาเห็นว่าคนอื่นๆ โดยทั่วไปมีแฟนเป็นสาวจีนผิวเหลือง เขาจึงจงใจหาแฟนสาวชาวต่างชาติผิวขาวให้ตัวเอง เพื่อให้ทุกคนเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้นว่าเขาไม่ยึดถือขนบธรรมเนียมจริงๆ  หลังจากนั้น เขาก็เลียนแบบแฟนสาวของเขาในทุกสถานการณ์ ทำทุกอย่างที่แฟนสาวของเขาบอก ทำทุกอย่างที่เธอขอให้เขาทำ  เมื่อถึงวันเกิดของเขา แฟนสาวของเขาก็ซื้อของขวัญลึกลับชิ้นหนึ่งบรรจุอยู่ในกล่องใบใหญ่ให้เขา และเขาก็เริ่มแกะของขวัญด้วยความยินดี  หลังจากแกะกระดาษห่อของขวัญทั้งหมดออก เขาก็เห็นหมวกสีเขียวอยู่ข้างใน  คนจีนทุกคนรู้ความหมายโดยนัยของ “หมวกสีเขียว” ใช่ไหม?  แน่นอนว่านี่เป็นเรื่องที่ดั้งเดิมอย่างยิ่ง  ทันทีที่เห็นหมวกใบนั้น เขาก็โกรธและพูดขึ้นว่า “นี่มันของขวัญแบบไหนกัน?  เธอซื้อของขวัญชิ้นนี้มาให้ใคร?”  แฟนสาวของเขาคิดว่าเขาน่าจะมีความสุข—ทำไมเขาถึงโกรธเรื่องนี้มากขนาดนี้?  เธอนึกไม่ออกและคิดไม่ตกว่าเพราะอะไร ดังนั้นเธอจึงพูดว่า “หมวกสีเขียวใบนี้หาไม่ง่ายเลยนะ  ฉันรับประกันว่าคุณสวมแล้วจะดูดี”  เขาพูดว่า “เธอรู้ไหมว่าหมวกใบนี้หมายถึงอะไร?”  แฟนสาวพูดว่า “ก็แค่หมวกใบหนึ่งไม่ใช่หรือ?  หมวกสีเขียวก็ดูสวยดี”  และเธอก็คะยั้นคะยอให้เขาสวมหมวกใบนั้น  ไม่ว่าอย่างไรเขาก็จะไม่ยอมสวมหมวก  ชาวตะวันตกรู้ความหมายแฝงของ “หมวกสีเขียว” หรือไม่?  (พวกเขาไม่รู้)  เช่นนั้น เรื่องนี้ควรได้รับการอธิบายให้ชัดเจนและเปิดเผยไม่ใช่หรือ?  ไม่มีพวกเจ้าคนใดตอบได้เลย—ทำไมพวกเจ้าถึงไม่กล้าอธิบายให้ชัดเจนเล่า?  นี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลยไม่ใช่หรือ?  พวกเจ้าก็เหมือนกับชายหนุ่มคนนี้ไม่มีผิด—ชูธงว่าไม่ยึดถือขนบธรรมเนียม รวมทั้งการปล่อยมือจากประเพณีและทิ้งมโนคติอันหลงผิดของวัฒนธรรมดั้งเดิมเยี่ยงซาตานเพื่อไล่ตามเสาะหาความจริงและเสรีภาพ แต่พวกเจ้ากลับยึดติดอยู่กับหมวกสีเขียวใบนี้อย่างลึกซึ้ง  แฟนสาวของชายหนุ่มคนนั้นขอให้เขาสวมหมวก แต่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็จะไม่สวมหมวกใบนั้น สุดท้ายจึงพูดว่า “เธอยืนกรานจะให้ฉันสวมหมวก  ถ้าฉันสวม ฉันก็ต้องทนทุกข์กับความอัปยศจากคนอื่น!”  นี่คือแก่นของปัญหาและเป็นที่มาของปัญหา—นี่คือประเพณี  ประเพณีนี้ไม่เกี่ยวกับสีของสิ่งของหรือสิ่งนั้นเป็นของประเภทใด แต่เกี่ยวกับสัญลักษณ์และทัศนะที่สิ่งนี้กระตุ้นให้เกิดขึ้นในตัวผู้คน  ของสิ่งนี้—หมวกสีเขียว—เป็นสัญลักษณ์ของอะไรกันแน่?  เป็นตัวแทนของอะไร?  ผู้คนตีตราหมวกสีนี้ว่าไม่ดี ดังนั้น พวกเขาจึงปฏิเสธหมวกที่เป็นสีนี้  ทำไมผู้คนจึงปฏิเสธหมวกสีนี้?  ทำไมพวกเขายอมรับสิ่งของดังกล่าวไม่ได้?  เพราะมีความคิดดั้งเดิมชนิดหนึ่งอยู่ในตัวพวกเขา  ความคิดดั้งเดิมนี้ไม่ใช่ความจริง นี่ก็เหมือนสิ่งที่เป็นวัตถุ แต่สังคมนี้และชนชาตินี้ได้แปรเปลี่ยนให้กลายเป็นสิ่งที่เป็นลบโดยไม่รู้ตัว  ตัวอย่างเช่น ผู้คนเปลี่ยนสีขาวให้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ สีดำเป็นสัญลักษณ์ของความมืดและความเลวร้าย และสีแดงเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นมงคล ความนองเลือด และความเร่าร้อน  ในอดีต คนจีนสวมเสื้อผ้าสีแดงเวลาแต่งงาน โดยเชื่อว่าเป็นมงคล  เมื่อชาวตะวันตกแต่งงาน พวกเขาสวมเสื้อผ้าสีขาวที่สวยงามและสะอาด ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์  ความเข้าใจเกี่ยวกับการแต่งงานของทั้งสองวัฒนธรรมนั้นแตกต่างกัน  ในวัฒนธรรมหนึ่ง ใช้สีแดงเป็นตัวแทน และในอีกวัฒนธรรมหนึ่ง ใช้สีขาวเป็นตัวแทน  ทั้งสองสีนี้ต่างเป็นตัวแทนของท่าทีแห่งการอวยพรต่อการแต่งงาน  กลุ่มชาติพันธุ์และเชื้อชาติต่างๆ ใช้สิ่งเดียวกันเพื่อวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน และนี่คือที่มาของภูมิหลังทางวัฒนธรรมของพวกเขา  หลังจากที่ภูมิหลังทางวัฒนธรรมเหล่านี้ถือกำเนิดขึ้น วัฒนธรรมประเพณีก็เกิดขึ้นควบคู่กัน  ในหนทางนี้ สังคมที่แตกต่างกันและเชื้อชาติที่แตกต่างกันจึงพัฒนาขนบธรรมเนียมที่แตกต่างกัน และขนบธรรมเนียมดังกล่าวก็ส่งอิทธิพลต่อผู้คนในเชื้อชาติแต่ละเชื้อชาติเหล่านี้  ดังนั้น คนจีนจึงได้รับอิทธิพลจากความหมายแฝงของหมวกสีเขียวนี้  ผลลัพธ์ชนิดใดที่เกิดขึ้นจากการปลูกฝังเช่นนี้เข้าไปในตัวพวกเขา?  ผู้ชายสวมหมวกสีเขียวไม่ได้ และผู้หญิงก็ไม่สวมเช่นกัน  เจ้าเห็นผู้หญิงคนไหนสวมหมวกสีเขียวบ้างไหม?  อันที่จริง ประเพณีทางวัฒนธรรมนี้มุ่งเป้าไปที่ผู้ชายเท่านั้น หมายความว่าการที่ผู้ชายสวมหมวกสีเขียวเป็นลางร้าย และไม่เกี่ยวข้องกับผู้หญิงเลย  อย่างไรก็ตาม เมื่อประเพณีทางวัฒนธรรมนี้ถือกำเนิดขึ้น ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในบริบทใด ย่อมก่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติรูปแบบหนึ่งต่อสิ่งนี้จากทุกคนในเชื้อชาตินี้  หลังจากการเลือกปฏิบัติเช่นนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้ก็เปลี่ยนจากสิ่งของทางวัตถุที่บริสุทธิ์ไร้เดียงสาอย่างยิ่งไปเป็นสิ่งที่เป็นลบโดยไม่รู้ตัว  ในความเป็นจริง สิ่งนี้บริสุทธิ์และไม่มีคุณลักษณะที่เป็นบวกหรือเป็นลบใดๆ เลย  มันเป็นเพียงสิ่งของทางวัตถุ เป็นสี และเป็นวัตถุที่มีรูปทรงเท่านั้น  อย่างไรก็ตาม หลังจากถูกตีความและได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมดั้งเดิมในหนทางนี้ ผลลัพธ์สุดท้ายกลายเป็นอย่างไร?  (เป็นลบ)  ผลลัพธ์กลายเป็นลบ  หลังจากที่กลายเป็นสิ่งที่เป็นลบ ผู้คนก็ไม่สามารถปฏิบัติต่อหรือใช้สิ่งนี้ได้อย่างถูกควร  จงคิดดูว่า—มีหมวกหลากหลายสีในตลาดจีน เช่น สีแดง สีชมพู สีเหลือง และอื่นๆ แต่ไม่มีหมวกสีเขียว  ผู้คนถูกตีกรอบและได้รับอิทธิพลจากความคิดดั้งเดิมนี้  นี่คือผลกระทบที่เรื่องราวเฉพาะเรื่องหนึ่งของวัฒนธรรมดั้งเดิมมีต่อผู้คน

แม้บางคนจะเดินทางไปต่างประเทศและได้สัมผัสกับวัฒนธรรม ประเพณี กฎเกณฑ์ และสิ่งทางวัตถุอย่างปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตในยุโรปและประเทศอื่นๆ ในเอเชีย และคุ้นเคยกับกฎหมายและความรู้ทั่วไปบางอย่างของประเทศอื่น แต่ประเพณีของประเทศตนเองก็ยากที่จะสลัดทิ้ง  แม้ว่าเจ้าได้จากแผ่นดินเกิดของเจ้ามาและยอมรับแง่มุมต่างๆ ของชีวิตประจำวันในอีกประเทศหนึ่ง หรือแม้กระทั่งกฎหมายและระบบของประเทศนั้น แต่เจ้าก็ไม่รู้ว่าในแต่ละวัน เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่ หรือเจ้าจะเผชิญหน้ากับปัญหาอย่างไรเมื่อมีบางสิ่งเกิดขึ้นกับเจ้า หรือจะนำมุมมองและทัศนะใดมาใช้  บางคนคิดว่า “ฉันอยู่ในโลกตะวันตก ดังนั้น ฉันเป็นชาวตะวันตกหรือเปล่า?”  หรือ “ฉันอยู่ในญี่ปุ่น แล้วฉันเป็นคนญี่ปุ่นอย่างนั้นหรือ?”  เป็นเช่นนี้หรือไม่?  (ไม่ใช่)  คนญี่ปุ่นพูดว่า “พวกเราชอบกินซูชิและอุด้งที่สุด  นั่นไม่ทำให้พวกเราสูงส่งหรอกหรือ?”  คนเกาหลีใต้พูดว่า “พวกเราชอบกินข้าวกับกิมจิ  ชาติเกาหลีใต้อันยิ่งใหญ่ของพวกเราไม่สูงส่งอย่างนั้นหรือ?  พวกคุณคนจีนพูดว่าวัฒนธรรมของพวกคุณเก่าแก่และมีอายุยาวนานกว่าของพวกเราหลายพันปี แต่พวกคุณแสดงความกตัญญูต่อผู้ใหญ่ได้ดีเท่าพวกเราหรือไม่?  พวกคุณยึดติดกับประเพณีเท่าพวกเราหรือเปล่า?  พวกคุณมีกฎเกณฑ์มากเท่าพวกเราหรือไม่?  ทุกวันนี้พวกคุณไม่พูดถึงสิ่งเหล่านี้แล้ว พวกคุณล้าหลังไปแล้ว เราต่างหากคือคนที่ยึดมั่นในประเพณีอย่างแท้จริง และวัฒนธรรมของเราคือวัฒนธรรมที่แท้จริง!”  พวกเขาคิดว่าวัฒนธรรมดั้งเดิมของตนนั้นสูงส่ง แล้วก็แข่งขันกันเพื่อประกาศให้สิ่งต่างๆ มากมายเป็นมรดกโลก  ทำไมต้องแข่งขันกันเช่นนี้?  ทุกประเทศ ทุกเชื้อชาติ และแม้กระทั่งกลุ่มชาติพันธุ์เล็กๆ ต่างก็เชื่อว่าสิ่งของ กฎเกณฑ์ ขนบธรรมเนียม ประเพณี และธรรมเนียมปฏิบัติที่บรรพบุรุษของตนทิ้งไว้ให้นั้นดีงามและเป็นบวก และสามารถเผยแพร่ในหมู่มวลมนุษย์ได้  แนวคิดและทัศนะเช่นนี้ของพวกเขาย่อมสื่อโดยนัยไม่ใช่หรือว่าสิ่งเหล่านี้คือความจริง เป็นสิ่งที่ดีและเป็นบวก และควรได้รับการสืบทอดโดยเผ่าพันธุ์มนุษย์นี้?  แล้วสิ่งที่ได้รับการสืบทอดต่อกันมาเหล่านี้ขัดแย้งกับเสรีภาพหรือไม่?  เราเพิ่งยกตัวอย่างของชายหนุ่มคนหนึ่งที่หลุดพ้นจากพันธนาการของครอบครัว ร่างกายเต็มไปด้วยรอยเจาะและห่วง มีรอยสักทั่วตัว และถึงขนาดมีแฟนสาวชาวต่างชาติอีกด้วย  ในแง่ของรูปลักษณ์ภายนอกและเนื้อหนังของเขา ดูเหมือนเขาไม่ปฏิบัติตามกฎของครอบครัวและได้ทิ้งประเพณีไปแล้ว  ในแง่ของระเบียบแบบแผนและพฤติกรรมของเขา และแม้กระทั่งในแง่ของเจตจำนงส่วนตัวของเขา เขาก็ได้ทิ้งสิ่งต่างๆ เช่น ครอบครัว ขนบธรรมเนียม และประเพณีไปแล้ว  แต่ของขวัญวันเกิดชิ้นเดียวกลับเปิดโปงเขา หักล้างและกล่าวโทษการเชื่อของเขาที่ว่าเขา “ไม่ยึดถือขนบธรรมเนียมอย่างยิ่ง”  แล้วคนคนนี้จริงๆ แล้วยึดถือขนบธรรมเนียมหรือไม่?  (เขายึดถือขนบธรรมเนียม)  การยึดถือธรรมเนียมนั้นดีหรือไม่ดี?  (ไม่ดี)  นั่นคือเหตุผลว่า ไม่ว่าเจ้าจะถือว่าตัวเองยึดติดกับประเพณีหรือไม่ยึดติดกับประเพณี และไม่ว่าเจ้าจะเป็นเชื้อชาติใด—ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติที่เรียกกันว่าสูงส่งหรือเชื้อชาติธรรมดา—ความคิดภายในของเจ้าก็ถูกจำกัดทั้งสิ้น  ไม่ว่าเจ้าจะไล่ตามไขว่คว้าและเทิดทูนเสรีภาพมากเพียงใด ไม่ว่าความตั้งใจแน่วแน่ ความอยากได้อยากมี และความทะเยอทะยานของเจ้าที่จะหลุดพ้นจากพลังแห่งประเพณีและจากธรรมเนียมปฏิบัติดั้งเดิมของครอบครัวจะยิ่งใหญ่เพียงใด หรือการกระทำที่แท้จริงของเจ้าจะสร้างแรงบันดาลใจและทรงพลังเพียงใด หากเจ้าไม่เข้าใจความจริง เจ้าก็ทำได้เพียงลดเลี้ยวอยู่ท่ามกลางหลักคำสอนและเหตุผลวิบัติที่ซาตานปลูกฝังในตัวเจ้า โดยไม่สามารถหลุดออกมาได้  บางคนได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมดั้งเดิม บางคนได้รับอิทธิพลจากการศึกษาเชิงอุดมการณ์ บางคนได้รับอิทธิพลจากตำแหน่งและสถานะ และยังมีบางคนที่ได้รับอิทธิพลจากระบบอุดมการณ์บางอย่าง  ยกตัวอย่างเช่น คนที่มีส่วนร่วมทางการเมือง เช่น กลุ่มคนที่สนับสนุนลัทธิคอมมิวนิสต์  พวกเขาเริ่มต้นจากการเป็นกลุ่มชนชั้นกรรมาชีพ ยอมรับแถลงการณ์และทฤษฎีคอมมิวนิสต์ ตัดขาดจากประเพณี ตัดขาดกับระบอบศักดินา ตัดขาดกับจารีตเก่าๆ บางอย่าง แล้วจากนั้นก็ยอมรับลัทธิมาร์กซ์-เลนินและลัทธิคอมมิวนิสต์  หลังจากยอมรับสิ่งเหล่านี้แล้ว พวกเขาเป็นอิสระ หรือพวกเขาถูกจำกัดมาตลอดเวลา?  (พวกเขาถูกจำกัดตลอดเวลา)  พวกเขาคิดว่าโดยการเปลี่ยนจากสิ่งเก่าไปสู่สิ่งใหม่ พวกเขาจะได้รับเสรีภาพ  แนวคิดเช่นนี้ผิดพลาดไม่ใช่หรือ?  (ผิดพลาด)  เป็นแนวคิดที่ผิดพลาด  ผู้คนสามารถเปลี่ยนจากสิ่งเก่าไปสู่สิ่งใหม่ใดๆ ก็ได้ แต่ตราบใดที่นั่นไม่ใช่ความจริง พวกเขาก็จะติดอยู่ในกับดักของซาตานตลอดไป—นี่ไม่ใช่เสรีภาพที่แท้จริง  บางคนอุทิศตนเพื่อลัทธิคอมมิวนิสต์หรือเพื่ออุดมการณ์บางอย่าง บางคนอุทิศตนเพื่อคำสาบาน ในขณะที่บางคนอุทิศตนเพื่อทฤษฎี และยังมีบางคน ที่ยึดถือคำกล่าวต่างๆ เช่น “ฉันจะยอมรับกระสุนแทนเพื่อน” หรือ “ข้าผู้จงรักภักดีไม่รับใช้กษัตริย์สององค์” หรือ “เมื่อชาติมีภัย ทุกคนต้องทำหน้าที่ในส่วนของตน”  สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมดั้งเดิมหรือไม่?  (ใช่)  โดยผิวเผินแล้ว สิ่งเหล่านี้อาจดูเหมือนสิ่งที่เป็นบวกอย่างยิ่ง ถูกควรอย่างยิ่ง และเป็นสิ่งที่สูงส่งและมีเกียรติเป็นพิเศษในหมู่มวลมนุษย์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว จากอีกมุมมองหนึ่งและการใช้วิธีการที่แตกต่างออกไป สิ่งเหล่านี้กลับผูกมัดจิตวิญญาณของผู้คน จำกัดผู้คน และขัดขวางไม่ให้พวกเขาบรรลุเสรีภาพที่แท้จริง  อย่างไรก็ตาม ก่อนที่มนุษย์จะเข้าใจความจริง พวกเขาได้แต่รู้สึกหลงทาง ดังนั้น จึงยอมรับสิ่งเหล่านี้ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ค่อนข้างเป็นบวกในหมู่มวลมนุษย์ เป็นหนทางในการดำรงอยู่ของตน  ดังนั้น สิ่งที่เรียกกันว่าวัฒนธรรมดั้งเดิมเหล่านี้—สิ่งที่มนุษย์คิดว่าค่อนข้างดีในโลก—จึงได้รับการยอมรับจากผู้คนโดยธรรมชาติ  หลังจากยอมรับแล้ว ผู้คนก็รู้สึกว่าพวกเขามีต้นทุน มีความมั่นใจ และมีแรงจูงใจในการใช้ชีวิต  ตัวอย่างเช่น บางคนได้ยอมรับตำแหน่งในสังคมนี้และในเผ่าพันธุ์มนุษย์นี้ที่เกี่ยวกับความรู้และวุฒิการศึกษา  ตำแหน่งนี้คืออะไร?  (ความรู้สามารถเปลี่ยนชะตากรรมของเจ้าได้)  (การไล่ตามเสาะหาอื่นๆ ล้วนด้อยกว่าตำรา)  ลึกลงไปในหัวใจของผู้คน พวกเขาเห็นด้วย ยอมรับ และเห็นชอบกับสิ่งเหล่านี้เช่นกัน  ในขณะที่ยอมรับและเห็นชอบกับสิ่งเหล่านี้ ยิ่งผู้คนดิ้นรนต่อสู้กับความทุกข์ยากในสังคมนี้นานเท่าไร พวกเขาก็ยิ่งเห็นคุณค่าของสิ่งเหล่านี้มากขึ้นเท่านั้น  ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?  ผู้คนทุกคนต่างพึ่งพาความรู้ในการดำรงชีวิต  หากปราศจากความรู้และวุฒิการศึกษาเหล่านี้ เจ้าย่อมรู้สึกว่าไม่สามารถตั้งหลักในสังคมได้  คนอื่นจะรังแกเจ้าและเลือกปฏิบัติต่อเจ้า ดังนั้น เจ้าจึงไล่ตามสิ่งเหล่านี้อย่างเอาเป็นเอาตาย  ยิ่งวุฒิการศึกษาของเจ้าสูงเท่าไร สถานะทางสังคมของเจ้าในสังคมหรือในหมู่เชื้อชาติหรือชุมชนของเจ้าก็จะยิ่งสูงขึ้น และความชื่นชมของผู้คนที่มีต่อเจ้า การปฏิบัติต่อเจ้า และสิ่งอื่นๆ อีกมากมายก็จะมากขึ้นและดียิ่งขึ้น  ในแง่หนึ่ง วุฒิการศึกษาของคนคนหนึ่งได้กลายมาเป็นตัวกำหนดสถานะทางสังคมของพวกเขาไปแล้ว

ในอดีต มีอาจารย์มหาวิทยาลัยกลุ่มหนึ่งประมาณเจ็ดหรือแปดคนเดินทางไปปักกิ่งเพื่อศึกษาต่อ  ในสมัยนั้นอาจจะยังไม่มีบริการรถรับส่งหรือรถพร้อมคนขับ ดังนั้น พวกเขาจึงต้องขึ้นรถโดยสารประจำทางหลังจากไปถึงปักกิ่ง  อันที่จริง อาจารย์อย่างพวกเขาพบเห็นได้ทั่วไปในปักกิ่ง  พวกเขาไม่ได้ถูกมองว่าเป็นคนพิเศษอะไร เป็นเพียงคนธรรมดาเท่านั้น  แต่พวกเขาเองกลับไม่รู้ตัว และนั่นคือความร้ายแรงของปัญหา—เรื่องราวนี้ก็เกิดขึ้นบนพื้นฐานของปัญหาดังกล่าว  เกิดอะไรขึ้น?  อาจารย์กลุ่มนี้กำลังรอรถโดยสารอยู่ที่ป้ายรถประจำทาง  ขณะที่รออยู่ ผู้คนก็มารวมตัวกันมากขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อฝูงชนหนาแน่นขึ้น ทุกคนก็เริ่มกระวนกระวาย  จากนั้นเมื่อรถมาถึง ทุกคนก็กรูกันขึ้นไปบนรถโดยไม่รอให้ผู้โดยสารข้างในลงก่อน ต่างผลักและใช้ศอกดันกัน และสร้างความชุลมุนวุ่นวาย  เป็นภาพที่โกลาหลอย่างยิ่ง  อาจารย์เหล่านี้ครุ่นคิดแล้วพูดว่า “เห็นได้ชัดว่าเพื่อนร่วมชาติของพวกเราในปักกิ่งลำบากไม่น้อยเลยที่ต้องขึ้นรถโดยสารประจำทางไปทำงานและกลับบ้านทุกวัน  ในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัย พวกเราควรเห็นใจสภาพการณ์ของผู้คน  ในฐานะปัญญาชนระดับสูง พวกเราไม่สามารถแก่งแย่งกับคนธรรมดาได้  เราต้องแสดงจิตวิญญาณที่ไม่เห็นแก่ตัวของเหลยเฟิงโดยให้พวกเขาขึ้นรถคันนี้ไปก่อน ดังนั้น พวกเราอย่าเบียดขึ้นไปเลย”  พวกเขาทุกคนเห็นพ้องต้องกันในเรื่องนี้และตัดสินใจรอรถคันต่อไป  แต่ปรากฏว่าเมื่อรถคันต่อไปมาถึงก็มีคนมากเท่าเดิม และผู้คนก็เบียดเสียดกันขึ้นไปอย่างไม่มีระเบียบอีกครั้ง  บรรดาอาจารย์ต่างตกตะลึง  พวกเขาเฝ้ามองรถที่เต็มไปด้วยผู้คนและขับออกไป และเป็นอีกครั้งที่พวกเขาไม่สามารถเบียดเสียดขึ้นไปได้  พวกเขาหารือกันอีกครั้งและพูดว่า “พวกเราไม่รีบ  อย่างไรเสียพวกเราก็เป็นปัญญาชนระดับสูง พวกเราไม่สามารถแก่งแย่งกับคนธรรมดาเพื่อขึ้นรถโดยสารได้  พวกเราค่อยๆ ไปดีกว่า รถคันต่อไปอาจจะมีคนรอไม่มากนักก็ได้”  ขณะที่รอรถประจำทางคันที่สาม อาจารย์เหล่านี้เริ่มกระวนกระวายเล็กน้อย  บางคนกำหมัดและพูดว่า “ถ้ารถคันนี้ยังมีคนเยอะเท่าเดิม เราจะเบียดขึ้นไปไหม?  ถ้าไม่เบียดขึ้นไป ฉันว่าพวกเราอาจจะขึ้นรถคันที่ห้าหรือคันที่หกไม่ได้ด้วยซ้ำ ดังนั้น พวกเราเบียดขึ้นไปดีกว่า!”  คนอื่นๆ พูดว่า “ปัญญาชนระดับสูงจะเบียดขึ้นรถโดยสารประจำทางได้หรือ?  นั่นจะทำลายภาพลักษณ์ของพวกเรา!  จะน่าอับอายแค่ไหนถ้าวันหนึ่งผู้คนรู้ว่าพวกเราที่เป็นปัญญาชนระดับสูงเคยถึงกับเบียดขึ้นรถโดยสารประจำทางด้วย!”  ความเห็นของพวกเขาแตกเป็นสองฝ่าย  ขณะที่พวกเขากำลังหารือกัน ผู้คนที่รอรถอีกกลุ่มหนึ่งก็มารวมตัวกัน  ถึงตอนนี้ บรรดาอาจารย์ก็เริ่มกังวลอย่างมากและได้หยุดหารือกัน  เมื่อรถประจำทางมาถึง ทันทีที่ประตูเปิดออก แม้กระทั่งก่อนที่ทุกคนจะลงจากรถจนหมด บรรดาอาจารย์ก็เลียนแบบผู้คนกลุ่มสุดท้ายโดยการเบียดตัวเข้าไปอย่างสุดกำลัง  บางคนสามารถเบียดเข้าไปได้ ในขณะที่ปัญญาชนผู้เรียบร้อยไม่กี่คน—นักวิชาการที่สุภาพเรียบร้อย—ไม่สามารถเบียดเข้าไปได้ เพราะพวกเขาขาดแรงผลักดันและจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้  เราจะทิ้งเรื่องนี้ไว้เท่านี้  จงบอกเราทีว่า นี่คือข้อเท็จจริงไม่ใช่หรือ?  (ใช่)  การเบียดขึ้นรถโดยสารประจำทางเช่นนี้เป็นเรื่องธรรมดาเสียเหลือเกิน และปัญญาชนเหล่านี้ก็เสแสร้งได้เก่งกาจยิ่ง!  จงบอกเราทีว่า ปัญหาในที่นี้คืออะไร?  ก่อนอื่น พวกเรามาพูดถึงปัญญาชนเหล่านี้ ผู้ซึ่งได้รับการศึกษาระดับสูงและได้เป็นอาจารย์ที่สอนและให้การศึกษาแก่ผู้คน และกลายเป็นปัญญาชนระดับสูง  กล่าวคือ การศึกษาที่พวกเขาได้รับและความรู้ที่พวกเขามีนั้นสูงกว่าระดับที่คนทั่วไปจะสัมฤทธิ์ และความรู้ของพวกเขาก็เพียงพอที่จะเป็นครูและผู้ชี้แนะ ให้การศึกษาแก่ผู้คน และถ่ายทอดความรู้ให้พวกเขา—ดังนั้น พวกเขาจึงถูกเรียกว่าปัญญาชนระดับสูง  แนวคิดและทัศนะของปัญญาชนระดับสูงเหล่านี้มีปัญหาหรือไม่?  มีปัญหาอย่างแน่นอน  แล้วปัญหาของพวกเขาอยู่ตรงไหน?  พวกเรามาวิเคราะห์เรื่องนี้กัน  เมื่อได้รับความรู้มากมายและการศึกษาระดับสูงเช่นนี้ ความคิดของพวกเขานั้นตายตัวหรือเป็นอิสระ?  (ตายตัว)  พวกเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าตายตัว?  ปัญหาของพวกเขาอยู่ที่ใด?  ก่อนอื่น พวกเขากล่าวประกาศว่าตนเองเป็นปัญญาชนระดับสูง  การกล่าวอ้างเช่นนี้มีอะไรผิดหรือไม่?  (มี)  การกล่าวอ้างนี้มีปัญหา  ต่อมา พวกเขาก็กล่าวว่า “เมื่อพวกเราปัญญาชนระดับสูงขึ้นรถโดยสารประจำทาง พวกเราไม่ควรแก่งแย่งและเบียดเสียด คนอื่นเพื่อขึ้นไปบนรถ”  ประโยคนี้มีปัญหาหรือไม่?  (มี)  นี่คือปัญหาที่สอง  ปัญหาที่สามคือเมื่อพวกเขากล่าวว่า “พวกเราปัญญาชนระดับสูงสามารถรอรถคันต่อไปได้”—ประเด็นนี้มีปัญหาหรือไม่?  (มี)  มีปัญหากับทุกประเด็นเหล่านี้  เชิญพวกเจ้าชำแหละเรื่องนี้ผ่านทั้งสามประเด็นนี้ เพื่อดูว่าปัญหาคืออะไร  หากพวกเจ้าได้รับความเข้าใจปัญหาอย่างถ่องแท้แล้ว ประการแรก พวกเจ้าจะไม่เลื่อมใสบูชาปัญญาชนระดับสูงอีกต่อไป และประการที่สอง พวกเจ้าจะไม่ต้องการเป็นปัญญาชนระดับสูงอีกต่อไป

ประเด็นแรกคืออะไร?  คือพวกเขากล่าวประกาศว่าตนเองเป็นปัญญาชนระดับสูง  การกล่าวอ้างนี้มีปัญหาหรือไม่?  (มี)  คำว่า “การประกาศตนเอง” ไม่มีอะไรผิด ซึ่งในกรณีนี้หมายถึงการขนานนามตนเองเป็นปัญญาชนระดับสูง  แล้ววลีที่ว่า “ในฐานะปัญญาชนระดับสูง” มีปัญหาหรือไม่?  ข้อเท็จจริงก็คืออาจารย์มหาวิทยาลัยเป็นปัญญาชนระดับสูงในสังคม  ในเมื่อนี่เป็นข้อเท็จจริง ทำไมถึงมีปัญหากับวลีนี้?  (พวกเขาคิดว่าเมื่อได้รับความรู้แล้ว พวกเขาก็สูงกว่าผู้อื่น)  สูงกว่าผู้อื่น—มีอุปนิสัยบางอย่างอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้อย่างแน่นอน  (พวกเขาคิดว่าเพราะพวกเขาได้รับความรู้มากกว่า พวกเขาจึงสูงกว่าคนอื่น  ในความเป็นจริง สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของคนคนหนึ่งได้)  ถูกต้องบางส่วน แต่อธิบายไม่ชัดเจน  ใครสามารถเพิ่มเติมอะไรได้บ้าง?  (ข้าแต่พระเจ้า พวกเขาอวดดีและคิดว่าตนเองถูกใช่หรือไม่?)  ถูกต้อง แต่เจ้ายังไม่ได้อธิบายแก่นแท้ให้ชัดเจน จงอธิบายให้ละเอียดขึ้นอีกหน่อย  (เมื่อพวกเขาได้รับความรู้บางอย่างแล้ว พวกเขาก็รู้สึกว่าตนเองสูงส่งและมีเกียรติกว่าคนอื่น ดังนั้น พวกเขาจึงไม่สามารถมองตนเองเป็นคนธรรมดาได้  สำหรับผู้คนปกติที่อาศัยอยู่ในสังคมนี้ การต้องเบียดขึ้นรถโดยสารประจำทางถูกกำหนดโดยสภาพแวดล้อมในชีวิตจริงและเป็นเรื่องปกติ  อย่างไรก็ตาม เมื่อปัญญาชนเหล่านี้มองว่าตนเองสูงส่งและมีเกียรติอย่างยิ่ง พวกเขาก็ไม่สามารถปฏิบัติตนเหมือนคนปกติได้อีกต่อไป และคิดว่ากิจกรรมของคนปกตินั้นเป็นอันตรายต่ออัตลักษณ์ของพวกเขา ดังนั้น ข้าพระองค์จึงรู้สึกว่าพวกเขาผิดปกติ)  พวกเขาผิดปกติ  การกล่าวประกาศว่าตนเองเป็นปัญญาชนระดับสูงของพวกเขานั้นแฝงความหมายที่ไม่ปกติ  กล่าวคือ มีบางอย่างที่บิดเบี้ยวในความเป็นมนุษย์ของพวกเขา  พวกเขารู้สึกว่าตนสูงส่งและมีค่ามากกว่าผู้อื่น  อะไรคือหลักเกณฑ์ของพวกเขา?  ก็คือพวกเขาได้รับการศึกษามามากเหลือเกิน อัดแน่นไปด้วยความรู้ และไม่ว่าพวกเขาพบปะผู้ใด พวกเขาไม่เคยหมดเรื่องพูด และสามารถสั่งสอนสิ่งต่างๆ ให้คนเหล่านั้นได้  พวกเขามองความรู้อย่างไร?  พวกเขามองว่านี่คือหลักเกณฑ์สำหรับการประพฤติปฏิบัติตนและการกระทำ รวมถึงหลักเกณฑ์สำหรับศีลธรรมของคนเราด้วย  พวกเขาเชื่อว่าบัดนี้เมื่อพวกเขามีความรู้แล้ว ความซื่อตรง ลักษณะนิสัย และอัตลักษณ์ของพวกเขาก็สูงส่ง ล้ำค่า และทรงคุณค่า ความหมายโดยนัยก็คือ ปัญญาชนระดับสูงเป็นธรรมิกชน  เป็นเช่นนี้มิใช่หรือ?  (ใช่)  นี่คือความหมายของการเป็นคนระดับสูงสำหรับพวกเขา ดังนั้น เมื่อต้องเบียดขึ้นรถโดยสารประจำทาง พวกเขาจึงจะไม่ทำ  ทำไมพวกเขาจึงจะไม่เบียดขึ้นไป?  พวกเขาถูกควบคุมด้วยอะไร?  พวกเขาอยู่ภายใต้การจำกัดและการตีกรอบอะไร?  พวกเขารู้สึกว่าการเบียดเสียดขึ้นบนรถโดยสารประจำทางจะทำลายอัตลักษณ์และภาพลักษณ์ของพวกเขา  พวกเขาเชื่อว่าความรู้ได้มอบอัตลักษณ์และภาพลักษณ์ให้พวกเขา ดังนั้นพวกเขาจึงกล่าวประกาศตนเองว่าเป็นปัญญาชนระดับสูง  จากการวิเคราะห์นี้ สิ่งที่พวกเขาพูดช่างน่ารังเกียจไม่ใช่หรือ?  น่ารังเกียจมากทีเดียว  แต่พวกเขาก็ยังเที่ยวโอ้อวดโดยพูดว่า “พวกเราซึ่งเป็นปัญญาชนระดับสูง”  อันที่จริง คนอื่นๆ คิดว่าพวกเขาเป็นเพียงปัญญาชนที่มีท่าทางขัดสนและอวดรู้ซึ่งผู้คนถึงกับดูถูก แต่พวกเขาเองก็ยังคิดว่าตนสูงส่งเป็นพิเศษ  นี่เป็นปัญหาไม่ใช่หรือ?  พวกเขาเชื่อว่าตนเองสูงส่งมากและมีอัตลักษณ์อันเลิศลอย ถึงขั้นที่ต้องการยกตนเองเป็นธรรมิกชน  ทัศนะเช่นนี้เป็นข้อจำกัดพวกเขาหรือไม่?  จุดยืนของพวกเขาเกี่ยวกับความรู้คืออะไร?  ก็คือ เมื่อผู้คนมีความรู้ ความซื่อตรงของพวกเขาย่อมสูงขึ้น พวกเขากลายเป็นคนที่โดดเด่นและสูงส่ง และควรได้รับการเคารพ  ดังนั้น การกระทำที่ค่อนข้างปกติบางอย่างซึ่งคนธรรมดาทำ จึงถูกพวกเขาดูหมิ่นและกล่าวโทษ  ตัวอย่างเช่น เมื่อปัญญาชนจาม พวกเขามองดูคนรอบข้างและรีบกล่าวขอโทษ ในขณะที่เมื่อคนธรรมดาจาม พวกเขาก็ไม่คิดอะไร  อันที่จริง การเรอและการจามเป็นเรื่องปกติในชีวิต แต่ในสายตาของปัญญาชนเหล่านั้น สิ่งเหล่านี้เป็นพฤติกรรมที่หยาบคายและไร้มารยาท ดังนั้น พวกเขาจึงดูหมิ่นและมองมันด้วยความรังเกียจ โดยกล่าวว่า “ดูคนธรรมดาที่ไร้มารยาทพวกนี้สิ วิธีจาม วิธีนั่ง และวิธียืนของพวกเขาช่างไม่น่าดูเอาเสียเลย แล้วเวลารถโดยสารประจำทางมาถึง พวกเขาก็เบียดกันขึ้นไป และไม่รู้จักการหลีกทางอย่างสุภาพเลย!”  เมื่อพูดถึงความรู้ จุดยืนของพวกเขาก็คือ ความรู้เป็นสัญลักษณ์ของอัตลักษณ์ และความรู้สามารถเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของผู้คน ตลอดจนอัตลักษณ์และคุณค่าของพวกเขาได้

ประเด็นที่สองคืออะไร?  (ปัญญาชนระดับสูงไม่สามารถเบียดเสียดกับคนอื่นเพื่อขึ้นไปบนรถโดยสารประจำทางได้)  พวกเขาไม่สามารถเบียดเสียดกับคนอื่นเพื่อขึ้นไปบนรถโดยสารประจำทางได้  การเบียดขึ้นรถโดยสารประจำทางเป็นเพียงเรื่องเล็กๆ เรื่องหนึ่งที่พวกเขาพบเจอในชีวิต  เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงอะไร?  กล่าวคือ พวกเขาเชื่อว่าคำพูดและกิริยาท่าทางของผู้ที่มีความรู้ในระดับหนึ่งต้องสุภาพ และต้องเหมาะสมกับอัตลักษณ์ของพวกเขา  ตัวอย่างเช่น คนเช่นนี้ต้องเดินอย่างแผ่วเบา และเมื่อพบปะกับผู้คน พวกเขาต้องทำให้ผู้อื่นรู้สึกว่าพวกเขาน่าคบหา เข้าถึงง่าย และควรค่าแก่การเคารพ คำพูดและกิริยาท่าทางของพวกเขาต้องสุภาพเรียบร้อย  พวกเขาไม่อาจเหมือนคนทั่วไปได้ พวกเขาต้องทำให้คนอื่นสังเกตเห็นความแตกต่างระหว่างตนเองกับคนทั่วไป—มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่พวกเขาสามารถอวดอัตลักษณ์ของตนว่าโดดเด่นและแตกต่างจากคนอื่น  ลึกลงไปในหัวใจของอาจารย์เหล่านี้ พวกเขาเชื่อว่าสิ่งต่างๆ เช่น การเบียดขึ้นไปบนรถโดยสารประจำทางเป็นสิ่งที่คนในระดับล่างของสังคมและผู้ที่ไม่ได้รับการศึกษาระดับสูงทำกัน และยังเป็นสิ่งที่ผู้ที่ไม่มีความรู้ขั้นสูงหรือไม่มีอัตลักษณ์อย่างปัญญาชนระดับสูงทำกัน  แล้วปัญญาชนระดับสูงเหล่านี้ทำอะไร?  การยืนอยู่ที่แท่นบรรยายเพื่อประกาศคำสอน ถ่ายทอดความรู้ และไขข้อสงสัยของผู้คน—เหล่านี้คือหน้าที่ของพวกเขา ซึ่งเป็นตัวแทนของอัตลักษณ์ ภาพลักษณ์ และอาชีพของพวกเขา  พวกเขาทำได้เพียงสิ่งเหล่านี้เท่านั้น  งานบ้านและกิจวัตรประจำวันของคนธรรมดาไม่ควรเกี่ยวข้องกับพวกเขาซึ่งเป็นชนชั้นที่แยกออกมาจาก “รสนิยมที่หยาบคายและต่ำต้อย” เหล่านี้  พวกเขาระบุลักษณะงานบ้านและกิจวัตรประจำวันของคนธรรมดา และแม้กระทั่งการกระทำอย่างการเบียดกันขึ้นรถโดยสารประจำทางว่าอย่างไร?  (หยาบคาย)  ถูกต้อง หยาบคายและไร้มารยาท  นี่คือนิยามจากส่วนลึกในหัวใจของพวกเขาสำหรับผู้คนธรรมดาทั่วไปที่อยู่ในระดับต่ำกว่าพวกเขา

พวกเรามาพูดถึงประเด็นที่สามกัน—“พวกเราปัญญาชนระดับสูงสามารถรอรถคันต่อไปได้”—นี่คือจิตวิญญาณแบบใด?  นี่ไม่ใช่จิตวิญญาณของข่งหรงที่ยอมสละลูกแพร์ผลใหญ่กว่าตามที่เล่าขานในวัฒนธรรมดั้งเดิมหรอกหรือ?  อิทธิพลของวัฒนธรรมดั้งเดิมที่มีต่อปัญญาชนนั้นล้ำลึกเป็นพิเศษ  ไม่เพียงแต่พวกเขายอมรับวัฒนธรรมดั้งเดิมเท่านั้น แต่พวกเขายังยอมรับแนวคิดและทัศนะมากมายจากวัฒนธรรมดั้งเดิมเข้ามาในหัวใจและปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้นในฐานะสิ่งที่เป็นบวก ถึงขั้นที่ยึดถือคำกล่าวที่มีชื่อเสียงบางคำกล่าวเป็นคติประจำใจ และในการทำเช่นนั้น พวกเขาก็ได้เดินไปบนเส้นทางชีวิตที่ผิดพลาด  วัฒนธรรมดั้งเดิมมีคำสอนของลัทธิขงจื๊อเป็นตัวแทน  คำสอนของลัทธิขงจื๊อมีทฤษฎีเชิงอุดมการณ์ครบชุด โดยส่งเสริมวัฒนธรรมทางศีลธรรมดั้งเดิมเป็นหลัก และได้รับการเคารพนับถือจากชนชั้นปกครองของราชวงศ์ต่างๆ ตลอดประวัติศาสตร์ และยกย่องขงจื๊อและเมิ่งจื่อเป็นนักบุญ  คำสอนของลัทธิขงจื๊อสนับสนุนให้คนยึดมั่นในคุณค่าของความเมตตา ความชอบธรรม ความเหมาะสม สติปัญญา และความน่าเชื่อถือ เรียนรู้ที่จะสงบ เยือกเย็น และอดทนไว้ก่อนเมื่อมีเรื่องต่างๆ เกิดขึ้น สงบสติอารมณ์และพูดคุยเพื่อแก้ปัญหา ไม่ทะเลาะหรือแย่งชิงสิ่งต่างๆ เรียนรู้ที่จะเอื้อเฟื้ออย่างสุภาพ และได้รับความเคารพจากทุกคน—นี่คือการประพฤติปฏิบัติตนอย่างมีมารยาท  ปัญญาชนเหล่านี้วางตนเองอยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่าคนทั่วไป และในสายตาของพวกเขา ทุกคนคือเป้าหมายของการอดทนและความผ่อนปรนของพวกเขา  “ผล” ของความรู้นั้นยิ่งใหญ่ทีเดียว!  ผู้คนเหล่านี้คล้ายกับสุภาพบุรุษจอมปลอมอย่างยิ่งมิใช่หรือ?  ผู้คนที่ได้รับความรู้มากเกินไปกลับกลายเป็นสุภาพบุรุษจอมปลอม  หากจะอธิบายถึงนักวิชาการที่สุภาพเรียบร้อยกลุ่มนี้ในวลีเดียว ก็คือ ความสง่างามแบบนักปราชญ์  หลักการที่นักวิชาการที่สุภาพเรียบร้อยเหล่านี้ใช้ในการปฏิสัมพันธ์กันคืออะไร?  แนวทางในการจัดการกับเรื่องทางโลกของพวกเขาคืออะไร?  ตัวอย่างเช่น คนทั่วไปเรียกผู้ชายที่แซ่หลี่ว่า “เหล่าหลี่” หรือ “เสี่ยวหลี่”[ก]  ปัญญาชนจะเรียกพวกเขาแบบนี้หรือไม่?  (ไม่)  พวกเขาจะเรียกคนเหล่านั้นว่าอย่างไร?  (คุณหลี่)  หากพวกเขาเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง พวกเขาจะเรียกเธอว่าคุณคนนั้นคนนี้ และจะสุภาพและสง่างามเป็นพิเศษ ราวกับสุภาพบุรุษ  พวกเขาเชี่ยวชาญในการเรียนรู้และเลียนแบบความสง่างามแบบผู้ดีที่เหล่าสุภาพบุรุษแสดงออก  พวกเขาพูดคุยและหารือเรื่องต่างๆ ร่วมกันด้วยวิธีและน้ำเสียงแบบใด?  สีหน้าของพวกเขาดูอ่อนโยนเป็นพิเศษ พวกเขาพูดจาสุภาพและสำรวม  พวกเขาเพียงแสดงทัศนะของตนเอง และแม้จะรู้ว่าทัศนะของคนอื่นผิด พวกเขาก็ไม่พูดอะไร  ไม่มีใครทำร้ายความรู้สึกของใคร และคำพูดของพวกเขาก็นุ่มนวลอย่างยิ่ง ราวกับห่อด้วยสำลี เพื่อที่จะไม่ทำร้ายหรือทำให้ใครระคายเคือง ซึ่งทำให้คนรู้สึกคลื่นไส้ กระวนกระวาย หรือโกรธเมื่อได้ฟัง  ข้อเท็จจริงก็คือ ไม่มีใครมีทัศนะที่ชัดเจน และไม่มีใครยอมใคร  คนประเภทนี้เก่งในการอำพรางตนเหลือเกิน  แม้เผชิญเรื่องเล็กน้อยที่สุด พวกเขาก็จะอำพรางตนปิดบังตัวเอง และไม่มีใครจะให้คำอธิบายที่ชัดเจน  ต่อหน้าคนธรรมดา พวกเขาต้องการใช้ท่าทีแบบใด และต้องการสร้างภาพลักษณ์แบบไหน?  กล่าวคือ เพื่อให้คนธรรมดามองเห็นว่าพวกเขาเป็นสุภาพบุรุษที่ถ่อมตน  สุภาพบุรุษนั้นเหนือกว่าคนอื่นและเป็นเป้าหมายที่เคารพนับถือของผู้คน  ผู้คนคิดว่าพวกเขามีความเข้าใจเชิงลึกที่ลึกซึ้งกว่าคนทั่วไป และมีความเข้าใจในสิ่งต่างๆ ดีกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับคนทั่วไป ดังนั้น ทุกคนจึงปรึกษาพวกเขาเมื่อมีปัญหา  นี่คือผลลัพธ์ที่ปัญญาชนเหล่านี้ต้องการอย่างแท้จริง พวกเขาทุกคนหวังว่าจะได้รับการเคารพบูชาดั่งธรรมิกชน

เมื่อพิจารณาจากสามประเด็นที่พวกเราเพิ่งชำแหละไปนั้น เมื่ออาจารย์เหล่านี้ได้รับตำแหน่ง “ปัญญาชนระดับสูง” แล้ว ความคิดของพวกเขาเป็นอิสระมากขึ้นหรือถูกจำกัดมากขึ้น?  (ถูกจำกัด)  ย่อมต้องถูกจำกัด  ถูกจำกัดด้วยอะไร?  (ความรู้)  ความรู้เป็นสิ่งที่อยู่ในวิชาชีพของพวกเขา  อันที่จริง ความรู้ไม่ได้จำกัดพวกเขาอย่างแท้จริง  อะไรเล่าที่จำกัดพวกเขา?  ท่าทีที่พวกเขามีต่อความรู้ และอิทธิพลที่ความรู้มีต่อความคิดของพวกเขา รวมถึงทัศนะที่ความรู้ปลูกฝังเอาไว้—นี่คือปัญหา  ดังนั้น ยิ่งพวกเขาได้รับความรู้ในระดับที่สูงขึ้นเท่าไร พวกเขาก็ยิ่งรู้สึกว่าอัตลักษณ์และสถานะของตนแตกต่างจากคนอื่นมากขึ้นเท่านั้น และยิ่งรู้สึกว่าตนสูงส่งและยิ่งใหญ่ และในขณะเดียวกัน ความคิดของพวกเขาก็ยิ่งถูกจำกัดมากขึ้น  เมื่อมองจากมุมมองนี้ ผู้คนที่ได้รับความรู้มากขึ้นนั้น ได้รับเสรีภาพหรือสูญเสียเสรีภาพ?  (สูญเสียเสรีภาพ)  พวกเขาได้สูญเสียเสรีภาพไปแล้วจริงๆ  ความรู้มีอิทธิพลต่อความคิดของผู้คนและต่อสถานะของพวกเขาในสังคม และอิทธิพลที่มีต่อผู้คนนั้นไม่ใช่สิ่งที่เป็นบวกเลย  ไม่เคยมีกรณีที่ว่า ยิ่งเจ้าได้รับความรู้มากเท่าไร เจ้าจะยิ่งเข้าใจหลักธรรม ทิศทาง และเป้าหมายที่เจ้าควรมีเกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติตนดีขึ้น  ตรงกันข้าม ยิ่งเจ้าไล่ตามความรู้มากเท่าไร และยิ่งความรู้ที่เจ้าได้รับนั้นลึกซึ้งเพียงใด เจ้าก็จะยิ่งห่างไกลจากความคิดและทัศนะซึ่งผู้คนที่มีความเป็นมนุษย์ที่ปกติควรมีมากขึ้นเท่านั้น  ก็เหมือนกับกลุ่มปัญญาชนกลุ่มนั้นที่ได้รับการศึกษาและความรู้มามากมาย แต่กลับไม่เข้าใจแม้กระทั่งเรื่องสามัญสำนึกพื้นฐาน  สามัญสำนึกนั้นคืออะไร?  เมื่อมีผู้คนจำนวนมาก เจ้าก็ต้องเบียดเข้าไปเพื่อขึ้นรถโดยสารประจำทาง  หากเจ้าไม่เบียดเข้าไป เจ้าจะไม่มีทางได้ขึ้นรถ—พวกเขาไม่รู้แม้กระทั่งกฎที่ง่ายที่สุดนี้  จงบอกเราเถิดว่า พวกเขากลายเป็นคนฉลาดหรือคนโง่?  (พวกเขากลายเป็นโง่เขลา)  อันที่จริง พวกเขาคือกลุ่มคนโง่  คนธรรมดาไม่ได้รับความรู้ขั้นสูงหรือการศึกษาระดับสูงเช่นนี้ และไม่มีสถานะเช่นนี้ แต่คนธรรมดากลับเข้าใจประเด็นนี้และพูดว่า “เวลาขึ้นรถโดยสารประจำทางและมีคนเยอะ คุณต้องเบียดเข้าไป และต้องออกแรงเต็มที่ เพราะถ้าคุณผ่อนแรงแม้แต่นิดเดียว และสมองคุณตอบสนองช้าไปก้าวหนึ่ง คุณอาจจะลงเอยด้วยการอยู่ท้ายแถวและต้องรอรถคันต่อไป”  นี่คือเรื่องของสามัญสำนึกพื้นฐานในชีวิตที่คนธรรมดาคุ้นเคย แต่ปัญญาชนเหล่านี้กลับไม่เข้าใจ ดังนั้น พวกเขาจึงรอรถประจำทางคันแล้วคันเล่า  พวกเขาถูกจำกัดด้วยอะไร?  พวกเขาถูกผูกมัดอย่างแน่นหนาด้วยคำกล่าวอ้างที่ว่า “พวกเราคือปัญญาชนระดับสูง”  เรื่องเป็นเช่นนั้น  พวกเขาไม่รู้แม้กระทั่งวิธีที่จะเผชิญหน้าหรือจัดการกับปัญหาในชีวิตจริงที่ง่ายดายเช่นนี้  พวกเขาคือกลุ่มคนโง่เขลา!  ความรู้นำอะไรมาให้พวกเขาบ้าง?  สิ่งที่ความรู้นำมาให้พวกเขาก็คือ การทำให้พวกเขาเหินห่างจากประชากรส่วนใหญ่ พวกเขาไม่รู้วิธีใช้ชีวิต และไม่รู้วิธีจัดการกับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง  พวกเขาใช้ทฤษฎีที่สูงส่งบางอย่างเพื่อจัดการกับปัญหาที่ธรรมดาที่สุดที่คนทั่วไปพบเจอในชีวิตจริง และพวกเขาไม่รู้ว่าผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร หลังจากจัดการกับปัญหาในหนทางนี้—บางทีจนถึงทุกวันนี้ พวกเขาก็ยังคงไม่เข้าใจ  พวกเขาอาจจะสามารถคิดเรื่องนี้ได้อย่างทะลุปรุโปร่งเมื่อเข้าสู่วัยชรา  ถึงตอนนั้น พวกเขาก็จะไม่มีเกียรติยศใดๆ อีกต่อไป และคงจะเพียงพอกับการสุขสำราญกับความมีหน้ามีตาอันทรงเกียรติของปัญญาชนระดับสูงมาตลอดชีวิตแล้วจริงๆ  วันหนึ่ง พวกเขาอาจจะนึกถึงสภาพอันน่าสมเพชของตนบนรถโดยสารประจำทางในครั้งนั้น และพวกเขาจะตระหนักขึ้นมาทันทีว่า ตนไม่ได้สูงส่งหรือสูงกว่าผู้อื่นขนาดนั้น และพวกเขาจะตระหนักขึ้นมาทันทีว่า “ความเป็นนักวิชาการที่สุภาพเรียบร้อยของฉันทำให้มีอาหารกินได้หรือ?  ฉันยังต้องกินอาหารสามมื้อต่อวันเหมือนคนธรรมดาไม่ใช่หรือ?  ฉันไม่ได้แตกต่างจากคนอื่นเลย  ในวัยชรา ฉันก็เดินหลังค่อมเหมือนกันไม่ใช่หรือ?  และฉันก็ตัวสั่นด้วยความกลัวและรู้สึกหวาดกลัวเมื่อเผชิญกับอันตรายเช่นกันไม่ใช่หรือ?  และเมื่อเผชิญกับความตายของคนที่รักหรือเหตุการณ์ที่น่ายินดี ฉันก็เศร้าหรือมีความสุขตามที่คนเราควรเป็นไม่ใช่หรือ?  ฉันก็แค่ใช้ชีวิตเหมือนคนธรรมดาไม่ใช่หรือ?  ฉันไม่ได้แตกต่างจากคนอื่นเลย!”  ถึงตอนนั้น ความรู้นี้ก็จะสายเกินไปสำหรับพวกเขา  สิ่งเหล่านี้คือความอัปลักษณ์หลากหลายรูปแบบซึ่งผู้คนแสดงออกมาเมื่อพวกเขายอมรับคำกล่าวและทัศนะที่เรียกกันว่าเป็นบวกเพียงไม่กี่อย่างโดยที่พวกเขาไม่เข้าใจความจริง  เมื่อผู้คนไม่รู้ว่าทัศนะเหล่านี้ถูกต้องหรือไม่ พวกเขาก็มักจะมองว่าทัศนะและคำกล่าวเหล่านี้เป็นความจริงที่ต้องยึดถือและนำไปใช้ และเมื่อพวกเขานำไปใช้ พวกเขาก็มักจะทนทุกข์กับผลที่ตามมาทุกประเภท และเกิดความกระอักกระอ่วนทุกรูปแบบ  ผลที่ตามมาของเรื่องนี้ต่อผู้คนคืออะไร?  ในขณะที่ผู้คนกำลังไล่ตามไขว่คว้าเสรีภาพอย่างต่อเนื่อง พวกเขาก็กำลังถลำจากวังวนหนึ่งไปสู่อีกวังวนหนึ่ง และจากพันธนาการแบบหนึ่งไปสู่พันธนาการอีกแบบหนึ่งอย่างต่อเนื่องเช่นกัน  เป็นเช่นนี้มิใช่หรือ?  ดังนั้น เมื่อเจ้าไม่เข้าใจความจริง—ไม่ว่าสิ่งที่เจ้ายึดถือจะเป็นทัศนะ วัฒนธรรมดั้งเดิม หรือกฎเกณฑ์ ระบบ หรือทฤษฎีบางประเภท และไม่ว่าสิ่งเหล่านี้จะค่อนข้างล้าสมัยในสังคม หรือค่อนข้างล้ำสมัยและทันสมัย—สิ่งเหล่านี้ก็ไม่สามารถทดแทนความจริงได้เลย เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความจริง  ไม่ว่าเจ้าจะยึดมั่นในสิ่งเหล่านี้ได้ดีเพียงใด หรือนำไปใช้ได้ดีเพียงใด ในท้ายที่สุด สิ่งเหล่านี้ก็จะทำให้เจ้าห่างไกลจากความจริงเ แทนที่จะได้รับความจริง  ยิ่งเจ้ายึดมั่นในสิ่งเหล่านี้ เจ้าก็จะยิ่งห่างไกลจากความจริง และเจ้าจะยิ่งเบี่ยงเบนจากหนทางของพระเจ้าและจากหนทางแห่งความจริงมากขึ้น  ในทางกลับกัน หากเจ้าสามารถริเริ่มที่จะปล่อยมือจากสิ่งที่เรียกกันว่าสิ่งที่เป็นบวก ทฤษฎี และความจริงเทียมเท็จเหล่านี้ได้อย่างกระตือรือร้น เจ้าย่อมสามารถเข้าสู่ความจริงได้อย่างค่อนข้างรวดเร็ว  ในหนทางนี้ ผู้คนจะไม่ใช้สิ่งที่เรียกว่าวัฒนธรรมดั้งเดิมเหล่านี้และไม่ใช้ความจริงเทียมเท็จเหล่านี้เป็นหลักธรรมของการปฏิบัติในชีวิตประจำวันของตนแทนความจริงและพระวจนะของพระเจ้า และความกระอักกระอ่วนนี้ก็จะค่อยๆ บรรเทาลงและค่อยๆ ได้รับการแก้ไข

บางคนคิดว่าตนได้รับความจริงแล้วโดยการทิ้งวัฒนธรรมดั้งเดิมของครอบครัวและประเทศ และโดยการยอมรับวัฒนธรรมดั้งเดิมของต่างชาติจากต่างประเทศ บางคนคิดว่าตนได้มาซึ่งความจริงแล้วโดยการทิ้งวัฒนธรรมดั้งเดิมที่เก่าแก่ รวมทั้งแนวคิดและทัศนะเก่าๆ และโดยการยอมรับแนวคิดที่ก้าวหน้าและทันสมัยขึ้นเล็กน้อย  เมื่อมองดูตอนนี้ คนเหล่านี้ถูกหรือผิด?  (ผิด)  พวกเขาผิดทั้งหมด  ผู้คนคิดว่าเพียงแค่ทิ้งสิ่งเก่าๆ พวกเขาก็จะได้รับเสรีภาพ  ความหมายโดยนัยของการได้รับเสรีภาพคืออะไร?  หมายความว่าคนเราได้รับความจริงและหนทางที่แท้จริงในการดำรงชีวิตที่พึงมีแล้ว  ผู้คนคิดว่าหนทางที่แท้จริงนั้นได้มาเช่นนี้  นี่เป็นความจริงแน่หรือ?  ถูกต้องหรือไม่?  ไม่  ไม่ว่ามวลมนุษย์จะยอมรับวัฒนธรรมที่สมัยใหม่และก้าวหน้าเพียงใด ในท้ายที่สุดก็ยังคงเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิม และแก่นแท้ก็ไม่เปลี่ยนแปลง  วัฒนธรรมดั้งเดิมจะยังคงเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมตลอดไป  ไม่ว่าวัฒนธรรมดั้งเดิมจะสามารถทนต่อการทดสอบของกาลเวลาหรือทนต่อการทดสอบของข้อเท็จจริงได้หรือไม่ หรือไม่ว่าจะเป็นที่เคารพนับถือของมวลมนุษย์หรือไม่ สุดท้ายแล้วก็ยังคงเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิม  เหตุใดวัฒนธรรมดั้งเดิมเหล่านี้จึงไม่ใช่ความจริง?  สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ สิ่งเหล่านี้เป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นหลังจากมวลมนุษย์ถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม  สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มาจากพระเจ้า  สิ่งเหล่านี้เจือปนด้วยความคิดฝันและมโนคติอันหลงผิดบางอย่างของผู้คน และยิ่งไปกว่านั้น สิ่งเหล่านี้คือผลสืบเนื่องที่สัมฤทธิ์จากการทำให้มวลมนุษย์เสื่อมทรามของซาตาน  ซาตานใช้ประโยชน์จากแนวคิด ทัศนะ รวมทั้งคำพูดและข้อโต้แย้งทุกรูปแบบของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามเพื่อผูกมัดความคิดของผู้คนและทำให้ความคิดของผู้คนเสื่อมทราม  หากซาตานใช้สิ่งที่ไร้สาระ ไร้เหตุผล และผิดอย่างเห็นได้ชัดเพื่อชักพาผู้คนให้หลงผิด เมื่อนั้นผู้คนก็จะมีวิจารณญาณแยกแยะ พวกเขาก็จะสามารถจำแนกระหว่างถูกผิดได้ และจะใช้วิจารณญาณแยกแยะนี้เพื่อปฏิเสธและกล่าวโทษสิ่งเหล่านั้น  ดังนั้น หลักคำสอนเหล่านี้ย่อมจะไม่อาจทนต่อการพินิจพิเคราะห์ได้  อย่างไรก็ตาม เมื่อซาตานใช้แนวคิดและทฤษฎีบางอย่างที่สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของผู้คน เพื่อหล่อหลอม มีอิทธิพล และปลูกฝังผู้คน ซึ่งมันคิดว่าจะทนต่อการพินิจพิเคราะห์ได้เมื่อพูดออกมา มวลมนุษย์จึงถูกชักพาให้หลงผิดโดยง่าย และคำพูดเหล่านี้ก็เป็นที่ยอมรับและเผยแพร่โดยผู้คนโดยง่ายเช่นกัน ดังนั้น คำพูดเหล่านี้จึงคงอยู่จากรุ่นสู่รุ่น จวบจนถึงปัจจุบัน  ยกตัวอย่างเรื่องราวเกี่ยวกับวีรบุรุษของชาวจีนบางเรื่อง เช่น เรื่องราวความรักชาติของเยว่เฟย เหล่าแม่ทัพตระกูลหยาง และเหวินเทียนเสียง  เหตุใดแนวคิดเหล่านี้จึงได้สืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้?  หากพวกเรามองจากแง่มุมของผู้คน ในทุกยุคทุกสมัยย่อมมีคนประเภทหนึ่งหรือผู้ปกครองประเภทหนึ่งที่ใช้ตัวอย่างเหล่านี้และใช้แนวคิดกับจิตวิญญาณของบุคคลเหล่านี้เพื่อสั่งสอนผู้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าตลอดเวลา เพื่อให้ผู้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่ายอมรับการปกครองของพวกเขาอย่างว่าง่ายและนอบน้อม และเพื่อให้พวกเขาสามารถปกครองผู้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าได้อย่างง่ายดาย และทำให้การครองอำนาจของพวกเขามีเสถียรภาพมากขึ้น  พวกเขาอบรมสั่งสอนประชาชนของตนด้วยการพูดถึงการอุทิศตนอย่างงมงายของเยว่เฟยและเหล่าแม่ทัพตระกูลหยาง ตลอดจนจิตวิญญาณรักชาติของเหวินเทียนเสียงและชวีหยวน และทำให้คนเหล่านั้นรู้กฎข้อหนึ่ง ซึ่งก็คือคนเราต้องประพฤติปฏิบัติตนด้วยความจงรักภักดี—นี่คือสิ่งที่คนที่มีคุณธรรมสูงส่งควรมี  จงรักภักดีถึงระดับใด?  ถึงระดับที่ว่า “เมื่อจักรพรรดิสั่งให้ขุนนางตาย พวกเขาก็ไม่มีทางเลือกนอกจากตาย” และ “ข้าผู้จงรักภักดีไม่รับใช้กษัตริย์สององค์”—นี่เป็นอีกคำกล่าวหนึ่งที่พวกเขาเคารพนับถือ  พวกเขายังเคารพนับถือผู้ที่รักประเทศของตนอีกด้วย  การรักประเทศของตนหมายถึงการรักอะไรหรือรักใคร?  รักแผ่นดินหรือ?  รักผู้คนในแผ่นดินนั้นหรือ?  และประเทศคืออะไร?  (ผู้ปกครอง)  ผู้ปกครองคือตัวแทนของประเทศ  หากเจ้ากล่าวว่า “แท้จริงแล้ว ความรักชาติของฉันคือความรักบ้านเกิดและพ่อแม่ของฉัน  ฉันไม่ได้รักพวกคุณ พวกผู้ปกครอง!” แล้วพวกเขาก็จะโกรธ  หากเจ้ากล่าวว่า “ความรักชาติของฉันคือความรักที่มีต่อผู้ปกครอง จากส่วนที่ลึกที่สุดในหัวใจของฉัน” พวกเขาจะยอมรับและเห็นชอบกับความรักเช่นนั้น  หากเจ้าทำให้พวกเขาเข้าใจ และทำให้ชัดเจนว่าคนที่เจ้ารักไม่ใช่พวกเขา พวกเขาก็จะไม่เห็นชอบ  ผู้ปกครองตลอดทุกยุคเป็นตัวแทนของใคร?  (ซาตาน)  พวกเขาเป็นตัวแทนของซาตาน เป็นสมาชิกในหมู่ซาตาน และเป็นพวกมาร  จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะอบรมสั่งสอนผู้คนให้นมัสการพระเจ้า และนมัสการพระผู้สร้าง  เป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะทำเช่นนี้  แต่พวกเขากลับบอกผู้คนว่าผู้ปกครองคือโอรสแห่งสวรรค์  “โอรสแห่งสวรรค์” หมายความว่าอย่างไร?  หมายความว่าสวรรค์ประทานอำนาจให้แก่ใครสักคน และคนคนนี้ก็ถูกเรียกว่า “โอรสแห่งสวรรค์” และมีอำนาจปกครองผู้คนทั้งปวงภายใต้สวรรค์  นี่คือแนวคิดที่ผู้ปกครองปลูกฝังให้แก่ผู้คนมิใช่หรือ?  (ใช่)  เมื่อคนคนหนึ่งได้เป็นโอรสแห่งสวรรค์ นั่นคือการกำหนดโดยสวรรค์ และเจตจำนงของสวรรค์ก็อยู่กับเขา ดังนั้น ผู้คนจึงควรยอมรับการปกครองของคนคนนั้นโดยไม่มีเงื่อนไข ไม่ว่าจะเป็นการปกครองแบบใดก็ตาม  สิ่งที่พวกเขาปลูกฝังให้แก่ผู้คนคือแนวคิดเช่นนี้ ซึ่งทำให้เจ้ายอมรับคนคนนั้นในฐานะโอรสแห่งสวรรค์ตามการยอมรับการมีอยู่ของสวรรค์ของเจ้า  จุดประสงค์ของการทำให้เจ้ายอมรับคนคนนั้นในฐานะโอรสแห่งสวรรค์คืออะไร?  ไม่ใช่เพื่อทำให้เจ้ายอมรับว่ามีสวรรค์ หรือมีพระเจ้า หรือมีพระผู้สร้าง แต่เพื่อทำให้เจ้ายอมรับข้อเท็จจริงที่ว่าคนคนนี้คือโอรสแห่งสวรรค์ และเพราะเขาเป็นโอรสแห่งสวรรค์ ซึ่งเกิดขึ้นจากการดำรงอยู่ของเจตจำนงแห่งสวรรค์ ผู้คนจึงควรยอมรับการปกครองของเขา—สิ่งเหล่านี้คือแนวคิดประเภทที่เขาปลูกฝัง  เบื้องหลังแนวคิดทั้งหมดนี้ที่ได้พัฒนาขึ้นมาตั้งแต่จุดเริ่มต้นของมวลมนุษย์จนถึงปัจจุบัน—ไม่ว่าสิ่งที่พวกเราชำแหละจะเป็นวลีและสำนวนที่มีการพาดพิงเรื่องราวในอดีต หรือสุภาษิตพื้นบ้านและคำพูดทั่วไปที่ปราศจากการอ้างอิงโดยสิ้นเชิงก็ตาม—ล้วนเป็นพันธนาการและการชักพาให้หลงผิดของซาตานต่อมวลมนุษย์ รวมถึงนิยามที่คลาดเคลื่อนของมวลมนุษย์ผู้เสื่อมทรามต่อแนวคิดเหล่านี้เอง  นิยามที่คลาดเคลื่อนนี้มีอิทธิพลต่อมวลมนุษย์ในยุคต่อมาอย่างไร?  เป็นผลดี เป็นบวก หรือเป็นลบ?  (เป็นลบ)  โดยพื้นฐานแล้วเป็นลบ  ยกตัวอย่างเช่น คำกล่าวที่ว่า “นอนบนกองฟืนและเลียถุงน้ำดี” และ “ซ่อนแสงของตนและรวบรวมกำลังในความมืด” และ “การสู้ทนความอัปยศอดสูและการแบกภาระอันหนักอึ้ง” และ “ที่ไม่เคยยอมแพ้” ตลอดจน “ปากอย่างใจอย่าง”—คำกล่าวเหล่านี้มีอิทธิพลต่อมวลมนุษย์ในยุคหลังอย่างไร?  กล่าวคือ เมื่อผู้คนยอมรับแนวคิดเหล่านี้จากวัฒนธรรมดั้งเดิมแล้ว ผู้คนแต่ละรุ่นที่สืบต่อกันมาก็จะยิ่งห่างไกลจากพระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ และยิ่งห่างไกลจากการทรงสร้างของพระเจ้าและการทรงช่วยผู้คนให้รอด และจากพระราชกิจแห่งแผนการบริหารจัดการของพระองค์มากขึ้นเรื่อยๆ  เมื่อผู้คนยอมรับทัศนะที่ผิดพลาดเหล่านี้จากวัฒนธรรมดั้งเดิม พวกเขาก็จะยิ่งรู้สึกมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า โชคชะตาของมนุษย์ควรอยู่ในมือของตนเอง และความสุขต้องสร้างขึ้นด้วยมือของตนเอง และโอกาสสงวนไว้สำหรับผู้ที่เตรียมพร้อม ซึ่งนำมวลมนุษย์ไปสู่การปฏิเสธพระเจ้า ปฏิเสธอธิปไตยของพระเจ้า และดำเนินชีวิตภายใต้อำนาจของซาตานมากขึ้นเรื่อยๆ  หากเราเปรียบเทียบสิ่งที่ผู้คนในยุคใหม่ชอบพูดถึงกับสิ่งที่ผู้คนเมื่อสองพันปีก่อนชอบพูดถึง ความหมายของการคิดเบื้องหลังสิ่งเหล่านี้แท้จริงแล้วเหมือนกัน  เพียงแต่ว่าผู้คนในปัจจุบันพูดถึงสิ่งเหล่านั้นอย่างเจาะจงมากขึ้นและเปิดเผยมากขึ้น  ไม่เพียงแต่พวกเขาจะปฏิเสธการดำรงอยู่และอธิปไตยของพระเจ้าเท่านั้น แต่พวกเขายังต่อต้านและกล่าวโทษพระเจ้าในระดับที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย

ตัวอย่างเช่น ผู้คนในสมัยโบราณกล่าวว่า “เมื่อชาติมีภัย ทุกคนต้องทำหน้าที่ในส่วนของตน” ซึ่งเป็นคำกล่าวที่สืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้  ผู้คนต่างให้คุณค่าคำกล่าวนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาผู้รักชาติ ซึ่งถือว่าคำกล่าวนี้เป็นคติประจำใจของตน  บัดนี้เมื่อพวกเจ้าได้มาอยู่ต่างแดนแล้ว หากมีคนอื่นบอกว่าเกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้นในประเทศจีน เหตุการณ์นั้นเกี่ยวข้องกับพวกเจ้าหรือไม่?  (ไม่)  เหตุใดพวกเจ้าจึงกล่าวว่าไม่เกี่ยวข้องกับพวกเจ้า?  มีบางคนกล่าวว่า “ฉันเกลียดประเทศนั้น  ตอนนี้พวกคอมมิวนิสต์ครองอำนาจ พรรคการเมืองที่ชั่วร้ายพรรคนั้น  พรรคคอมมิวนิสต์คือมารซาตาน เป็นระบอบเผด็จการ และไม่เกี่ยวข้องกับฉันเลย  มันข่มเหงพวกเราและขัดขวางไม่ให้พวกเราเชื่อในพระเจ้า  ฉันเกลียดมัน”  สมมติว่าวันหนึ่ง ประเทศนั้นกำลังจะพินาศ—เจ้าอาจไม่รู้สึกอะไรในหัวใจ แต่เมื่อเจ้าได้ยินว่าจังหวัดที่เจ้ามาจากที่นั่นถูกกลุ่มต่างชาติรุกรานและยึดครอง เจ้าย่อมจะรู้สึกราวกับว่าเจ้าได้กลายเป็นผู้ลี้ภัย เป็นคนเร่ร่อนที่ไม่มีบ้านให้กลับ เจ้าจะเสียใจและรู้สึกว่าตนไม่สามารถกลับคืนสู่รากเหง้าของตนดั่งใบไม้ร่วงสู่โคนต้นได้  การกลับคืนสู่รากเหง้าของตนดั่งใบไม้ร่วงสู่โคนต้น—นี่ก็เป็นแนวคิดดั้งเดิมอีกแนวคิดหนึ่ง  และสมมติว่า วันหนึ่งหลังจากนั้น เจ้าได้ยินว่าบ้านเกิดของเจ้า—แผ่นดินที่เจ้าเกิดและเติบโต—ถูกกลุ่มต่างชาติรุกรานและยึดครอง เส้นทางที่เจ้าใช้เดินไปโรงเรียนทุกวันได้ถูกกลุ่มต่างชาติยึดครอง และบ้านกับที่ดินของครอบครัวเจ้าก็ถูกกลุ่มต่างชาติยึดเอาไป  สิ่งที่เคยเป็นของเจ้าได้สูญไปแล้ว—ที่ดินผืนเล็กๆ ที่ฝังลึกอยู่ในความรู้สึกนึกคิดของเจ้า ที่ดินผืนที่เจ้ามีความผูกพันใกล้ชิดที่สุดได้หายไป และญาติพี่น้องทั้งหมดของเจ้าที่นั่นก็หายไปด้วย  ถึงตอนนั้น เจ้าจะคิดว่า “ฉันจะมีบ้านได้อย่างไรหากไม่มีประเทศ?  ตอนนี้ฉันกลายเป็นผู้ลี้ภัยจริงๆ แล้ว ฉันเป็นคนไร้บ้านจริงๆ ฉันกลายเป็นคนเร่ร่อนไปแล้ว  ดูเหมือนคำกล่าวที่ว่า ‘เมื่อชาติมีภัย ทุกคนต้องทำหน้าที่ในส่วนของตน’ นั้นถูกต้อง!”  เมื่อถึงเวลานั้น เจ้าจะเปลี่ยนไป  แล้วเหตุใดตอนนี้เจ้าจึงไม่คิดว่าคำกล่าวนี้ถูกต้อง?  เรื่องนี้มีภูมิหลังและเงื่อนไขอยู่ เพราะประเทศนั้นข่มเหงเจ้าและทำให้เจ้าทุกข์ระทมมากเกินไป ไม่ยอมรับเจ้า และเจ้าก็เกลียดประเทศนั้น  ความจริงก็คือสิ่งที่เจ้าเกลียดจริงๆ ไม่ใช่ผืนแผ่นดินนั้น  สิ่งที่เจ้าเกลียดคือระบอบซาตานที่ข่มเหงเจ้า  เจ้าไม่ยอมรับว่านั่นเป็นประเทศของเจ้า ดังนั้น ในเวลานี้ เมื่อใดก็ตามที่คนอื่นพูดว่า “เมื่อชาติมีภัย ทุกคนต้องทำหน้าที่ในส่วนของตน” เจ้าก็จะบอกว่า “นั่นไม่เกี่ยวกับฉัน”  แต่วันหนึ่งเมื่อแผ่นดินที่เจ้าเกิดและเติบโตไม่ได้เป็นของเจ้าอีกต่อไป และเจ้าไม่มีบ้านเกิดอีกต่อไป เจ้าจะรู้สึกว่าตนเป็นคนเร่ร่อนและเป็นคนไร้สัญชาติ และเจ้าได้สูญเสียประเทศของเจ้าไปแล้วอย่างแท้จริง  ถึงตอนนั้นเจ้าจะรู้สึกเจ็บแปลบในหัวใจ  เจ้าจะเจ็บแปลบในหัวใจไปเพื่ออะไร?  อาจเป็นไปได้ว่าตอนนี้เจ้ายังไม่รู้สึกอย่างลึกซึ้งนัก แต่วันหนึ่งมันจะกระทบหัวใจเจ้าอย่างลึกซึ้ง  ภายใต้สภาพการณ์ใดที่จะกระทบหัวใจเจ้าอย่างลึกซึ้ง?  ไม่น่ากลัวหรอกหากประเทศของเจ้าล่มสลายและเจ้ากลายเป็นคนของชาติผู้ถูกพิชิต  สิ่งที่น่ากลัวคืออะไร?  เมื่อเจ้ากลายเป็นคนของชาติผู้ถูกพิชิตและถูกรังแก ถูกด่าทอ ถูกเลือกปฏิบัติ ถูกเหยียบย่ำ และไม่มีที่อยู่อาศัยอย่างสงบสุข ถึงตอนนั้นเจ้าจะคิดว่า “การมีประเทศนั้นล้ำค่าเหลือเกิน  หากไม่มีประเทศ ผู้คนก็ไม่มีบ้านที่แท้จริง  ผู้คนมีบ้านได้ก็เพราะมีประเทศ ดังนั้นคำกล่าวที่ว่า—‘เมื่อชาติมีภัย ทุกคนต้องทำหน้าที่ในส่วนของตน’ จึงกล่าวได้ดีแล้ว”  ในวลีที่ว่า “ทุกคนต้องทำหน้าที่ในส่วนของตน” “หน้าที่” นี้มีไว้เพื่ออะไร?  เพื่อความสงบสุขของบ้านเจ้าเอง เพื่อให้สามารถปกป้องบ้านของเจ้าเองได้  เมื่อเจ้าคิดถึงเรื่องนี้ เมื่อเจ้าถูกเลือกปฏิบัติโดยกลุ่มต่างชาติหรือในต่างแดน เมื่อเจ้าต้องการสถานที่ที่มีเจ้าเป็นส่วนหนึ่ง และเมื่อเจ้าต้องการประเทศที่คอยหนุนค้ำจุนศักดิ์ศรี หน้าตา อัตลักษณ์ และสถานะของเจ้า เจ้าจะรู้สึกอย่างไร?  เจ้าย่อมจะคิดว่า “หากคนในต่างแดนมีการสนับสนุนที่ทรงพลังอยู่เบื้องหลัง นั่นต้องเป็นมาตุภูมิที่ยิ่งใหญ่!”  สภาวะจิตใจของเจ้าในตอนนั้นแตกต่างจากตอนนี้หรือไม่?  (แตกต่าง)  ตอนนี้เจ้าเพียงแค่โกรธเคืองชั่ววูบ เจ้าจึงพูดว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในประเทศของเจ้าก็ไม่ใช่ธุระของเจ้า  หากเมื่อถึงเวลานั้น เจ้ายังสามารถพูดเช่นนั้นได้ เจ้าต้องมีวุฒิภาวะแบบใด?  มีข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งในโลกนี้ที่ทุกคนอาจรู้ ซึ่งก็คือ หากปราศจากการหนุนหลังของมาตุภูมิที่ทรงพลังแล้ว เจ้าจะถูกเลือกปฏิบัติและถูกรังแกในต่างแดนอย่างแน่นอน  เมื่อถึงเวลาที่เจ้าจะมีประสบการณ์กับเรื่องนั้นจริงๆ เจ้าจะร้องขออะไรเป็นอันดับแรก?  บางคนจะพูดว่า “คงจะดีมากถ้าฉันเป็นคนยิวหรือคนญี่ปุ่น  คงจะไม่มีใครกล้ารังแกฉัน  ฉันคงจะได้รับการยกย่องอย่างสูงจากผู้คนในทุกประเทศที่ฉันไป  ทำไมฉันถึงเกิดในประเทศจีน?  ประเทศนี้ไร้ความสามารถและคนจีนก็ถูกรังแกในทุกที่ที่ไป”  พวกเจ้าจะคิดถึงอะไรเป็นอันดับแรกเมื่อเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น?  (พวกเรามีความเชื่อในพระเจ้าและนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดเตรียมของพระเจ้า)  ถูกต้อง  แต่คนคนหนึ่งต้องเข้าใจความจริงมากเท่าใด ต้องมีประสบการณ์อะไรมาแล้วบ้าง และควรมีความเข้าใจที่ได้จากประสบการณ์มากเพียงใดจึงจะสามารถพูดเช่นนั้นและเปลี่ยนให้เป็นวุฒิภาวะของตนเองได้?  เมื่อเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น เจ้าต้องมีแนวคิด ความเข้าใจ และประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงแบบใดเพื่อที่จะไม่อ่อนแอ?  และเพื่อที่จะไม่รู้สึกเสียใจแม้จะมีคนถ่มน้ำลายใส่เจ้าและเรียกเจ้าว่าเป็นคนของชาติที่ถูกพิชิต?  เจ้าต้องมีวุฒิภาวะแบบใดจึงจะไม่รู้สึกเสียใจและไม่ทนทุกข์กับข้อจำกัดเหล่านี้?  ตอนนี้พวกเจ้ามีวุฒิภาวะแบบนี้แล้วหรือยัง?  (ยัง)  ตอนนี้พวกเจ้ายังไม่มีวุฒิภาวะแบบนี้ แต่เจ้าอาจจะมีในวันหนึ่งได้หรือไม่?  พวกเจ้าต้องได้รับการเตรียมพร้อมด้วยความจริงอะไรบ้าง?  ต้องเข้าใจความจริงอะไรบ้าง?  ทุกวันนี้ ทันทีที่บางคนได้ยินว่าคนในครอบครัวของตนในจีนแผ่นดินใหญ่ถูกจับกุมเพราะเชื่อในพระเจ้า สิ่งที่พวกเขาเข้าใจในหัวใจ—ซึ่งก็คือทุกสิ่งอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า—ก็กลายเป็นคำสอนสำหรับพวกเขา และพวกเขาก็ถูกจำกัดโดยข้อเท็จจริงที่ว่าคนในครอบครัวของตนถูกจับกุม และพวกเขาไม่มีแก่ใจที่จะทำหน้าที่ของตน  หากพวกเขาได้ยินว่าญาติคนหนึ่งเสียชีวิต พวกเขาอาจเป็นลมล้มพับไปทันที  พวกเจ้าจะรู้สึกอย่างไรหากแผ่นดินนั้นถูกทำลายและผู้คนทั้งหมดในนั้นเสียชีวิต?  สิ่งดั้งเดิมต่างๆ—เช่น ประเทศ บ้าน บ้านเกิด และมาตุภูมิ—ตลอดจนแนวคิดและวัฒนธรรมดั้งเดิมบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับคำพูดเหล่านี้ มีน้ำหนักมากเพียงใดในส่วนลึกของหัวใจพวกเจ้า?  ในการดำเนินชีวิตของเจ้า สิ่งเหล่านี้ยังคงครอบงำทุกการกระทำ และทุกความคิดและพฤติกรรมของเจ้าอยู่หรือไม่?  หากหัวใจของเจ้ายังคงถูกครอบครองโดยสิ่งดั้งเดิมทั้งหมดนี้ที่เจ้ามีความเชื่อมโยงด้วย เช่น ประเทศ เชื้อชาติ ชาติ ตระกูล บ้านเกิด แผ่นดิน และอื่นๆ—กล่าวคือ สิ่งเหล่านี้ยังคงมีนัยของวัฒนธรรมดั้งเดิมบางอย่างอยู่ในหัวใจของเจ้า—เมื่อนั้นคำเทศนาที่เจ้าฟังและความจริงที่เจ้าเข้าใจก็ล้วนเป็นคำสอนสำหรับเจ้าทั้งสิ้น  หากเจ้าได้ฟังคำเทศนามามากมาย แต่กลับไม่สามารถปล่อยมือแม้กระทั่งจากสิ่งพื้นฐานที่สุดที่ผู้คนควรปล่อยมือและแยกตนเองออกจากสิ่งเหล่านั้นได้ และเจ้าไม่สามารถปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้นอย่างถูกต้องได้ แล้วความจริงเหล่านั้นที่เจ้าเข้าใจแก้ไขปัญหาอะไรได้บ้างกันแน่?

หลังจากที่คนจีนจำนวนมากเดินทางมายังโลกตะวันตก พวกเขาก็ต้องการที่จะปลูกฝังวัฒนธรรมดั้งเดิมของตนและสิ่งที่พวกเขาคิดว่าถูกต้องและดีงามให้แก่ชาวตะวันตก  ในทำนองเดียวกัน ชาวตะวันตกย่อมจะไม่ยอมน้อยหน้าและเชื่อว่าวัฒนธรรมดั้งเดิมของตนก็มีความเป็นมาที่ยาวนานเช่นกัน  ยกตัวอย่างเช่น โรมโบราณ อียิปต์โบราณ และกรีกโบราณ ล้วนมีคำว่า “โบราณ” อยู่ในชื่อ และวัฒนธรรมของพวกเขาก็มีอายุมากกว่าสามพันปี  เมื่อพิจารณาจากตัวเลขนี้ จะเห็นว่ามีมรดกทางวัฒนธรรมบางอย่างอยู่ในนี้ และสิ่งที่เกิดจากมรดกทางวัฒนธรรมนี้ถือเป็นสาระสำคัญของชีวิตมนุษย์ทั้งปวงในหมู่มวลมนุษย์ และเป็นการสรุปรวมสิ่งที่เป็นแก่นสารที่สุดที่เกิดจากชีวิต การดำรงอยู่ และการประพฤติปฏิบัติตนของมวลมนุษย์  สิ่งที่เป็นแก่นสารที่สุดที่มวลมนุษย์สืบทอดกันมาเรียกว่าอะไร?  วัฒนธรรมดั้งเดิม  ผู้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าได้สืบทอดวัฒนธรรมดั้งเดิมนี้ และทุกคนต่างก็คิดในใจว่านี่คือสิ่งที่ดีที่สุด  ไม่ว่าผู้คนจะสามารถปฏิบัติตามได้หรือไม่ แต่โดยทั่วไปแล้ว ผู้คนทุกเชื้อชาติต่างก็ถือว่านี่เป็นสิ่งที่อยู่เหนือสิ่งอื่นใดและถือเป็นความจริง  ดังนั้น ผู้คนทุกเชื้อชาติจึงมีสิ่งดั้งเดิมบางอย่างที่ทนต่อการพินิจพิเคราะห์และมีอิทธิพลอย่างลึกซึ้งเป็นพิเศษต่อพวกเขา และพวกเขาใช้สิ่งเหล่านี้เพื่อแข่งขันและเปรียบเทียบกัน แม้กระทั่งพยายามเอาชนะกัน  ตัวอย่างเช่น คนจีนพูดว่า “เหล้าขาวของจีนเราดีนะ มีปริมาณแอลกอฮอล์สูงจริงๆ!”  ชาวตะวันตกก็พูดว่า “เหล้าของพวกคุณดีที่ตรงไหน?  ปริมาณแอลกอฮอล์ก็สูงมากจนดื่มแล้วเมา ยิ่งไปกว่านั้น มันยังทำลายตับอย่างร้ายแรง  ไวน์แดงที่ชาวตะวันตกอย่างพวกเราดื่มมีปริมาณแอลกอฮอล์ต่ำ ทำลายตับน้อย และยังช่วยส่งเสริมการไหลเวียนโลหิตอีกด้วย”  คนจีนจึงพูดว่า “เหล้าขาวของเราก็ช่วยส่งเสริมการไหลเวียนโลหิตเหมือนกัน และทำได้ดีมากด้วย  ทันทีที่ดื่มเข้าไป มันก็ขึ้นสมองและทำให้หน้าเปล่งปลั่งไปหมด  ไวน์แดงของพวกคุณไม่แรงพอ ดื่มเท่าไรก็ไม่เมา  คุณเห็นไหม พวกเรามีวัฒนธรรมการดื่มเหล้า และวัฒนธรรมการดื่มชา”  ชาวตะวันตกเลยพูดว่า “พวกเราก็มีวัฒนธรรมการดื่มชาเหมือนกัน และมีวัฒนธรรมการดื่มกาแฟ วัฒนธรรมการดื่มเหล้า และทุกวันนี้พวกเรายังมีวัฒนธรรมอาหารจานด่วนอีกด้วย”  ในการเปรียบเทียบกัน ไม่มีใครยอมใคร และไม่มีใครยอมรับอะไรจากใคร  พวกเขาต่างก็คิดว่าสิ่งของของตนเองคือความจริง แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่มีสิ่งใดเป็นความจริงเลย  ไม่ต้องพูดถึงพวกผู้ไม่มีความเชื่อ สิ่งที่น่าเศร้าที่สุดคือแม้แต่ผู้ที่เชื่อในพระเจ้า—และที่แย่ไปกว่านั้นคือ ผู้ที่ยอมรับพระราชกิจในระยะนี้มาเป็นเวลา 20 หรือ 30 ปีแล้ว—ก็ยังไม่ตระหนักว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความจริงเลยแม้แต่น้อย  มีบางคนที่พูดว่า “พูดได้ไหมว่ามันเกี่ยวข้องกับความจริง?”  แม้แต่จะพูดว่าเกี่ยวข้องก็ยังไม่ได้  นั่นไม่ใช่ความจริง ไม่มีความเกี่ยวข้องหรือความเชื่อมโยงใดๆ กับความจริงเลย สิ่งเหล่านี้ไม่เหมือนกัน และไม่ใช่สิ่งเดียวกัน  เช่นเดียวกับทองแดงที่ยังคงเป็นทองแดงไม่ว่าจะชุบทองหรือขัดเงาดีเพียงใด ในขณะที่ทองคำที่ไม่ขัดเงา ไม่แวววาว หรือไม่มีประกายก็ยังคงเป็นทองคำ—ทั้งสองไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

มีบางคนถามว่า “เป็นเรื่องง่ายหรือไม่ที่ผู้ที่ได้รับการศึกษาและหล่อหลอมทางวัฒนธรรมดั้งเดิมที่ดีพอสมควรจะยอมรับความจริง?”  ไม่ ทั้งสองเป็นคนละเรื่องกัน  มีเพียงรูปแบบการดำเนินชีวิตของพวกเขาที่แตกต่างกันบ้าง แต่ท่าทีของผู้คนต่อการยอมรับความจริง ความคิดและทัศนะต่างๆ ของพวกเขา และระดับความเสื่อมทรามของเผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งมวลนั้นเหมือนกัน  เมื่อพระเจ้าเริ่มตรัสในพระราชกิจระยะนี้ ซึ่งเป็นพระราชกิจในยุคสุดท้าย พระองค์ตรัสในบริบทของคนจีน และตรัสพระวจนะของพระองค์แก่พวกเขาโดยตรง  สามสิบปีผ่านไป และเมื่อพระวจนะเหล่านี้ถูกถ่ายทอดไปยังเชื้อชาติต่างๆ ในส่วนอื่นๆ ของเอเชีย และในสถานที่ต่างๆ เช่น ยุโรปและอเมริกา และอื่นๆ หลังจากผู้คนอ่านพระวจนะเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นคนผิวดำ ผิวขาว ผิวสีน้ำตาล หรือผิวเหลือง พวกเขาล้วนพูดว่า “พระวจนะเหล่านี้กำลังพูดถึงพวกเรา”  พระวจนะของพระเจ้าเปิดโปงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์ทุกคน  มีน้อยคนนักที่พูดว่า “พระวจนะเหล่านี้ล้วนกล่าวต่อพวกเจ้าชาวจีน  พระวจนะเหล่านี้กำลังพูดถึงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของชาวจีนอย่างพวกคุณ ซึ่งพวกเราไม่มี”  มีเพียงคนจำนวนน้อยมาก คือผู้ที่ไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณเท่านั้นที่จะพูดเช่นนั้น  ในอดีต ชาวเกาหลีใต้ก็มีความเข้าใจผิดเช่นนี้  พวกเขาเชื่อว่าชาวเกาหลีใต้ใช้ชีวิตภายใต้ระบบสังคมเสรีที่เป็นประชาธิปไตย และได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมคริสเตียน ตลอดจนวัฒนธรรมเกาหลีอายุหลายพันปี ดังนั้น เชื้อชาติของพวกเขาจึงโดดเด่นและสูงส่งกว่าคนจีน  เหตุใดพวกเขาจึงคิดเช่นนั้น?  เพราะหลังจากที่คนจีนจำนวนมากเดินทางมาถึงเกาหลีใต้ พวกเขาก็ทำให้สถานที่ที่พวกเขาไปไม่ถูกสุขลักษณะและเสียงดังขึ้น การลักขโมยและอาชญากรรมก็เพิ่มขึ้น และเรื่องนี้ส่งผลเสียบางอย่างต่อบรรยากาศทางสังคม  ดังนั้น พี่น้องชายหญิงในเกาหลีใต้จึงเชื่อว่า “คนจีนเป็นลูกหลานของพญานาคใหญ่สีแดงและเป็นวงศ์วานของโมอับ  พวกเราชาวเกาหลีใต้ไม่เคยถูกพญานาคใหญ่สีแดงทำให้เสื่อมทราม”  พวกเขากำลังสื่ออะไรในการกล่าวเช่นนั้น?  สื่อว่า “พวกเราไม่เคยถูกพญานาคใหญ่สีแดงทำให้เสื่อมทราม ดังนั้น พวกเราจึงไม่เสื่อมทรามเท่าคนจีน  คนจีนเสื่อมทรามกว่าพวกเรา  พวกเราดีกว่าคนจีน”  คำว่า “ดีกว่า” ของพวกเขาหมายความว่าอย่างไร?  (ประพฤติตนดีกว่า)  ในแง่หนึ่ง เป็นเรื่องพฤติกรรม  ในอีกแง่หนึ่ง พวกเขาเชื่อจากก้นบึ้งของหัวใจว่าวัฒนธรรมดั้งเดิมที่ชนชาติเกาหลีใต้ได้สร้างและยอมรับมาตั้งแต่เริ่มต้นประวัติศาสตร์นั้นสูงส่ง สูงส่งกว่าวัฒนธรรมและประเพณีของชนชาติจีน และผู้คนกับเชื้อชาติที่ถูกหล่อหลอมโดยวัฒนธรรมดั้งเดิมประเภทนี้ก็สูงส่งกว่าผู้ที่ถูกหล่อหลอมโดยวัฒนธรรมดั้งเดิมของจีน  ดังนั้น เมื่อพวกเขาอ่านพระวจนะของพระเจ้าและเห็นพระเจ้าตรัสว่า “พวกเจ้าขยะราคาถูก” พวกเขาก็คิดว่าพระองค์กำลังตรัสถึงคนจีน  พี่น้องชายหญิงชาวจีนกล่าวว่า “คำว่า ‘พวกเจ้า’ ที่พระเจ้าตรัสถึงนั้นหมายถึงมวลมนุษย์”  ชาวเกาหลีใต้กล่าวว่า “นั่นไม่ถูกต้อง พระเจ้ากำลังตรัสถึง ‘พวกคุณ’ ไม่ใช่พวกเรา  สิ่งที่พระเจ้ากำลังทรงสื่อถึงนั้นไม่รวมถึงชาวเกาหลีใต้”  นั่นคือสิ่งที่พวกเขาคิด  กล่าวคือ ไม่ว่าพวกเขาจะมองสิ่งต่างๆ จากแง่มุมใด มุมมองและทัศนคติของพวกเขาก็ไม่ได้มาจากมุมมองของความจริง ไม่ต้องพูดถึงมุมมองที่เป็นกลางและเป็นธรรมเลย  แต่พวกเขากลับมองสิ่งต่างๆ จากบริบทของเชื้อชาติและวัฒนธรรมดั้งเดิม  ดังนั้น ไม่ว่าพวกเขาจะมองสิ่งต่างๆ อย่างไร ผลลัพธ์ที่ตามมาก็ขัดแย้งกับความจริง  เพราะไม่ว่าพวกเขาจะมองสิ่งต่างๆ อย่างไร จุดเริ่มต้นของพวกเขาก็คือ “ทุกสิ่งเกี่ยวกับชนชาติเกาหลีใต้อันยิ่งใหญ่ของพวกเราล้วนถูกต้อง ทุกสิ่งเกี่ยวกับชนชาตินี้คือมาตรฐาน และทุกสิ่งเกี่ยวกับชาตินี้ล้วนถูกต้อง”  พวกเขามองทุกสิ่งและวัดทุกสิ่งจากมุมมองและจุดเริ่มต้นที่ผิด แล้วผลลัพธ์ตามที่พวกเขามองเห็นนั้นถูกหรือผิด?  (ผิด)  ผิดอย่างแน่นอน  แล้วอะไรควรเป็นมาตรฐานที่ใช้วัดทุกสิ่ง?  (ความจริง)  ควรเป็นความจริง—นี่คือมาตรฐาน  มาตรฐานของพวกเขานั้นผิดมาตั้งแต่แรกแล้ว  พวกเขาวัดทุกสิ่งและทุกเหตุการณ์จากมุมมองและทัศนะที่ผิด ดังนั้นผลลัพธ์ที่วัดได้จึงผิดอย่างแน่นอน ไม่เป็นธรรม ไม่ถูกต้อง และยิ่งไปกว่านั้นก็ไม่เป็นกลาง  ดังนั้น จึงเป็นเรื่องยากสำหรับพวกเขาที่จะยอมรับบางสิ่งบางอย่างจากต่างแดน และยิ่งไปกว่านั้น ความคิดของพวกเขาก็สุดโต่ง ปิดกั้น คับแคบ และมีแนวโน้มที่จะมุทะลุ  ความมุทะลุของพวกเขามาจากไหน?  มาจากที่ว่าไม่ว่าพวกเขาจะพูดอะไร พวกเขาก็ต้องเอ่ยถึง “ชนชาติเกาหลีใต้อันยิ่งใหญ่ของพวกเรา” และพวกเขายืนกรานที่จะเติมคำว่า “ยิ่งใหญ่” เข้าไป  “ยิ่งใหญ่” หมายความว่าอะไร?  คำว่า “ยิ่งใหญ่” นี้ไม่ได้แสดงถึงความโอหังหรอกหรือ?  หากเจ้าเดินทางไปทั่วโลกหรือดูแผนที่โลก เกาหลีใต้ใหญ่แค่ไหน?  หากใหญ่กว่าประเทศอื่นจริงๆ และสามารถเรียกได้ว่ายิ่งใหญ่จริงๆ ก็เอาเถิด ก็เรียกว่า “ยิ่งใหญ่” ไปเถิด  แต่เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ บนโลก เกาหลีใต้ก็ไม่ใช่สถานที่ที่ใหญ่โต แล้วเหตุใดพวกเขาจึงยืนกรานที่จะเรียกว่า “ยิ่งใหญ่”?  นอกจากนี้ ไม่ว่าประเทศจะใหญ่หรือเล็ก กฎเกณฑ์และวัฒนธรรมดั้งเดิมที่ประเทศนั้นสร้างขึ้นก็ไม่ได้มาจากพระเจ้า และไม่ได้มาจากความจริงอย่างแน่นอน  นี่เป็นเพราะว่าจนกว่าผู้คนจะยอมรับความจริงและความรอดจากพระเจ้า ทุกแนวคิดที่พวกเขายอมรับล้วนมาจากซาตาน  ความคิด มุมมอง และวัฒนธรรมดั้งเดิมทั้งหมดที่กำเนิดจากซาตาน—สิ่งเหล่านี้นำสิ่งใดมาให้ผู้คน?  สิ่งเหล่านี้นำการล่อลวง ความเสื่อมทราม พันธนาการ และโซ่ตรวนมาให้ ทำให้ความคิดของมวลมนุษย์ผู้เสื่อมทรามคับแคบและสุดโต่ง และทำให้ทัศนะที่พวกเขามีต่อสิ่งต่างๆ ลำเอียงและมีอคติ จนถึงขั้นไร้สาระและวิปลาส  นี่คือผลสืบเนื่องจากการที่ซาตานทำให้มวลมนุษย์เสื่อมทรามโดยแท้  ดังนั้น เมื่อผู้คนในหลายประเทศ และแม้แต่บางเชื้อชาติได้ยินคำว่า “พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ในประเทศจีน” ปฏิกิริยาแรกของพวกเขาคืออะไร?  คำเดียว—เป็นไปไม่ได้!  พวกเขาคิดว่าสถานที่นั้นน่าจะเป็นที่ใด?  (อิสราเอล)  ถูกต้อง อิสราเอล  ผู้คนชอบที่จะทำตามข้อบังคับและปฏิบัติตามมโนคติอันหลงผิดมากที่สุด  พวกเขาคิดว่าอิสราเอลเป็นสถานที่ที่พระเจ้าเคยทรงพระราชกิจ ดังนั้น พระเจ้าจึงควรทรงปรากฏในอิสราเอล หรือในจักรวรรดิที่ทรงอำนาจบางแห่งที่พวกเขาเคารพนับถือ หรือพวกเขาคิดว่าพระเจ้าควรทรงปรากฏในประเทศที่เคยเป็นอารยธรรมโบราณในมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของพวกเขามาก่อน  ประเทศจีนไม่ใช่ประเทศเช่นนั้นอย่างแน่นอน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากสำหรับพวกเขาที่จะยอมรับคำพยานที่ว่าพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ในประเทศจีน และเพียงเท่านี้ก็เพียงพอที่จะทำให้พวกเขาสูญเสียโอกาสที่จะได้รับความรอดนี้  ใครทำให้เป็นเช่นนี้?  (พวกเขาเอง)  เพราะพวกเขาเก็บงำมโนคติอันหลงผิดเช่นนั้นไว้ และได้กลายเป็นกบฏ และไม่แสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาเลยแม้แต่น้อย พวกเขาจึงได้ทำร้ายตนเองอย่างร้ายแรงและทำลายโอกาสเพียงหนึ่งเดียวที่จะบรรลุความรอด

ความคิดฝันและมโนคติอันหลงผิดมากมายที่ผู้คนมีเมื่อพวกเขาไม่เข้าใจความจริง และแม้กระทั่งบางสิ่งที่ผู้คนบูชา ก็ล้วนไร้สาระและน่าขันยิ่ง  สุภาพสตรีชาวเกาหลีใต้คนหนึ่งซึ่งอยู่ในสหรัฐอเมริกาและชื่นชอบประเทศนี้ ได้พบปะกับชาวอเมริกัน และหนึ่งในนั้นถามเธอว่า “เทศกาลตรุษจีนใกล้เข้ามาแล้ว  คนจีนกินอะไรกันในช่วงเทศกาลตรุษจีน?”  เธอกล่าวว่า “ฉันไม่ใช่คนจีน ฉันเป็นคนเกาหลีใต้”  ชาวอเมริกันตอบว่า “แล้วคนเกาหลีใต้ไม่ฉลองเทศกาลตรุษจีนด้วยหรือ?”  ซึ่งเธอตอบว่า “พวกเราชาวเกาหลีใต้ไม่ฉลองเทศกาลตรุษจีน”  ชาวอเมริกันกล่าวว่า “ฉันคิดว่าคนเกาหลีใต้ฉลองเทศกาลตรุษจีนเหมือนคนจีนเสียอีก”  เธอตอบด้วยน้ำเสียงห้วนอย่างยิ่งว่า “พวกเราไม่เหมือนคนจีน!  การที่คุณคิดว่าพวกเราฉลองเทศกาลตรุษจีนนั้นถูกต้องแล้วหรือ?  นี่เป็นการดูหมิ่นศักดิ์ศรีของพวกเราชาวเกาหลีใต้อย่างร้ายแรง!”  คนเกาหลีใต้ไม่ฉลองเทศกาลตรุษจีนจริงๆ หรือ?  (พวกเขาฉลองเทศกาลตรุษจีน)  ในความเป็นจริง คนเกาหลีใต้ก็ฉลองเทศกาลตรุษจีนเช่นกัน  แล้วเหตุใดเธอจึงกล่าวว่าคนเกาหลีใต้ไม่ฉลองเล่า?  พวกเรามาเสวนาเรื่องนี้กันเถิด  การฉลองเทศกาลตรุษจีนนั้นถูกหรือผิด?  พวกเจ้าสามารถอธิบายเรื่องนี้อย่างชัดเจนได้หรือไม่?  สำหรับชาวต่างชาติ การฉลองเทศกาลตรุษจีนนั้นไม่ใช่เรื่องน่าอายแต่อย่างใด  มันเป็นพิธีกรรมพิเศษเพื่อระลึกถึงวันสำคัญในชีวิตของผู้คน  สำหรับมนุษย์ที่อาศัยอยู่ในโลกแห่งวัฒนธรรมดั้งเดิมนี้ การฉลองเทศกาลตรุษจีนไม่ใช่เรื่องผิดหรือเรื่องน่าอับอาย แล้วเหตุใดผู้หญิงคนนั้นจึงไม่กล้ายอมรับว่าฉลองเทศกาลตรุษจีนเล่า?  เพราะทันทีที่เธอยอมรับว่าฉลองเทศกาลตรุษจีน เธอย่อมไม่ใช่ชาวตะวันตกอีกต่อไป และเธอจะถูกตีตราว่าเป็นคนเอเชียตะวันออกที่ยึดถือประเพณีอย่างยิ่ง และเธอไม่ต้องการให้ผู้คนคิดว่าเธอเป็นผู้หญิงเอเชียตะวันออกที่ยึดติดกับประเพณี  เธอต้องการให้ผู้คนคิดว่าเธอไม่มีประเพณีของเอเชียตะวันออกอยู่ในตัว และเธอไม่เข้าใจประเพณีของเอเชียตะวันออก หรือแม้กระทั่งไม่รู้อะไรเกี่ยวกับประเพณีเหล่านั้นเลย  เธอยังต้องการให้พวกเขารู้ด้วยว่าเธอพูดภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่ว ย้อมผมสีบลอนด์ ใส่คอนแทคเลนส์สีฟ้า แต่งตัวเหมือนชาวตะวันตก มีความกล้าหาญและไร้ข้อจำกัด เป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเอง และชาญฉลาดเหมือนผู้หญิงตะวันตก—เธอต้องการให้ผู้คนมองเธอเช่นนั้น  ดังนั้น ภายใต้อิทธิพลของความคิดเช่นนี้ เมื่อใดก็ตามที่เกิดเรื่องขึ้นกับเธอ วิธีที่เธอปฏิบัติตนก็จะสอดคล้องกับความคิดนี้  เมื่อใดก็ตามที่มีคนถามเธอว่าคนเกาหลีใต้ฉลองเทศกาลตรุษจีนหรือไม่ เธอก็ตอบว่า “พวกเราชาวเกาหลีใต้ไม่ฉลองเทศกาลตรุษจีน”  หากคนใกล้ชิดของเธอกล่าวว่า “เห็นกันอยู่ว่าพวกเราฉลองเทศกาลตรุษจีนกัน แล้วทำไมเธอถึงบอกว่าพวกเราไม่ฉลองเล่า?” เธอจะตอบว่าอะไร?  “เธอมันโง่  ถ้าฉันบอกว่าพวกเราฉลองเทศกาลตรุษจีน พวกเขาก็จะรู้สิว่าฉันเป็นคนเกาหลีใต้ที่ยึดถือประเพณี”  เธอต้องการให้ผู้คนคิดว่าเธอเกิดและเติบโตในสหรัฐอเมริกา  หากเจ้าถามเธอว่า “เธอเกิดที่นี่ ว่าแต่ครอบครัวของเธออยู่ที่นี่มากี่รุ่นแล้ว?” เธอจะตอบว่า “บรรพบุรุษของพวกเราเติบโตที่นี่”  เธอคิดว่านี่เป็นสัญลักษณ์ของอัตลักษณ์และสถานะ ดังนั้น เธอจึงถึงกับโกหกเช่นนี้ และไม่กลัวว่าคนอื่นจะจับได้  นี่เป็นความคิดแบบใด?  เรื่องนี้คุ้มค่าที่จะโกหกหรือไม่?  คุ้มค่าที่จะเสี่ยงหรือไม่?  ไม่คุ้มค่าเลย  แม้แต่เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ก็สามารถเปิดโปงความคิดและทัศนะของคนคนหนึ่งได้  ความคิดและมุมมองแบบใดที่ถูกเปิดโปง?  เด็กสาวชาวจีนบางคนสวยมาก แต่พวกเธอก็ยืนกรานที่จะย้อมผมสีบลอนด์ ดัดผมเป็นลอน ใส่คอนแทคเลนส์สีต่างๆ ที่เปลี่ยนสีตาของพวกเธอ และแสร้งทำตัวเป็นชาวต่างชาติ—เห็นแล้วอึดอัดใจจริงๆ  เหตุใดพวกเธอจึงยืนกรานที่จะเป็นคนแบบนั้น?  สายเลือดของพวกเธอเปลี่ยนไปหลังจากที่พวกเธอเริ่มแต่งตัวแบบนั้นหรือไม่?  แม้สายเลือดของพวกเธอเปลี่ยนไปแล้ว และในชาติหน้าพวกเธอก็กลับมาเกิดเป็นคนผิวขาว หรือเป็นคนในเชื้อชาติที่พวกเธอชื่นชม—แล้วอย่างไร?  พวกเจ้าสามารถมองเรื่องนี้อย่างชัดเจนหรือไม่?  หากใครสักคนยืนกรานที่จะประพฤติปฏิบัติตนด้วยรูปแบบและอารมณ์บางอย่าง และแสร้งทำตัวเป็นสมาชิกของชนชาติหรือเชื้อชาติที่พวกเขาเคารพนับถือ เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้?  มีการคิดอ่านบางอย่างที่อยู่เบื้องหลังควบคุมอยู่หรือไม่?  การคิดอ่านที่ควบคุมอยู่นั้นคืออะไร?  ก็เหมือนกับผู้หญิงชาวเกาหลีใต้คนนั้น เมื่อชาวอเมริกันถามเธอว่าเธอเล่นปิงปองเป็นไหม เธอก็ตอบว่า “ปิงปองคืออะไร?  มีแต่คนจีนเท่านั้นที่เล่น  พวกเราเล่นเทนนิสและกอล์ฟ”  คนประเภทใดกันที่สามารถประพฤติปฏิบัติตนและพูดจาเช่นนี้ได้?  แบบนี้ไม่เสแสร้งไปหน่อยหรือ?  ทุกสิ่งที่เธอทำล้วนเสแสร้ง และทำให้ชีวิตของเธอน่าเหน็ดเหนื่อยเหลือเกิน!  พวกเจ้าจะประพฤติปฏิบัติตนเช่นนี้หรือไม่?  คนจีนบางคนที่อาศัยอยู่ในโลกตะวันตกมานานหลายสิบปีไม่สามารถพูดภาษาจีนได้อีกต่อไปเมื่อกลับไปยังบ้านเกิดของตน  นี่เป็นเรื่องเลวร้ายหรือไม่?  (ใช่)  บางคนกล่าวว่า “พวกเราต้องไม่ลืมรากเหง้าของตน   พระเจ้าก็ตรัสเช่นกันว่าผู้คนไม่ควรลืมรากเหง้าของตน  พระเจ้าคือรากเหง้าของผู้คน  ผู้คนถูกสร้างโดยพระเจ้า และทุกสิ่งที่เกี่ยวกับผู้คนล้วนมีต้นกำเนิดมาจากพระเจ้า ดังนั้นในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ผู้คนต้องนมัสการพระเจ้า—นี่คือความหมายของการไม่ลืมรากเหง้าของตน”  เป็นเช่นนั้นไม่ใช่หรือ?  มีความจริงให้แสวงหาในทุกสถานการณ์ แต่ผู้คนกลับไม่แสวงหาความจริง และพวกเขายึดมั่นในวัฒนธรรมดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง  เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?  บางคนกล่าวว่า “พวกเราไม่เคยลืมรากเหง้าของตน  ไม่ว่าพวกเราจะไปที่ใด พวกเราก็ยอมรับว่าพวกเราเป็นคนจีน และพวกเรายอมรับว่าประเทศของพวกเรายากจนและล้าหลัง  พวกเราจะไม่มีวันลืมรากเหง้าของพวกเราเลย”  แบบนี้ถูกต้องหรือไม่?  ในแง่หนึ่ง ปัญหาทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากอิทธิพลและการศึกษาที่ลึกซึ้งเกินไปของสิ่งที่เรียกว่าวัฒนธรรมดั้งเดิมเหล่านี้ที่มีต่อมวลมนุษย์  อีกแง่หนึ่งคือ แม้หลังจากที่ผู้คนได้ฟังคำเทศนามานานหลายปี พวกเขาก็ไม่ใคร่ครวญและแสวงหาอย่างรอบคอบว่าความจริงคืออะไร  แต่พวกเขามักจะใช้วัฒนธรรมดั้งเดิมและสิ่งที่เสื่อมทรามที่พวกเขามีอยู่แล้ว สิ่งที่พวกเขาได้เรียนรู้มาแล้วและสิ่งนั้นจึงฝังรากลึก และอ้างว่าสิ่งเหล่านั้นคือความจริง  นี่คือแง่มุมที่สอง  แง่มุมที่สาม หลังจากฟังคำเทศนาแล้ว ผู้คนก็ไม่ค้นหาความจริงในพระวจนะของพระเจ้า  แต่พวกเขากลับใช้มุมมองดั้งเดิมและความรู้กับการเรียนรู้ในมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์ที่พวกเขารู้อยู่แล้ว มาประเมินวัดพระวจนะของพระเจ้า  ดังนั้น จนถึงบัดนี้ แม้ผู้คนจะได้ฟังคำเทศนามามากมายแล้วก็ตาม แต่สิ่งที่เรียกว่าหลักการในการประพฤติตนและสิ่งที่เรียกว่าหลักการในการหน้าที่ของตนและรับใช้พระเจ้าที่ผู้คนถ่ายทอดกันปากต่อปาก ก็มักจะตั้งอยู่บนความรู้ สุภาษิต และคำพูดทั่วไปบางอย่างที่พวกเขายึดถือว่าถูกต้องด้วยเช่นกัน  ยกตัวอย่างเช่น หากบางคนทำอะไรผิดและผู้นำคริสตจักรหรือพี่น้องชายหญิงตัดแต่งพวกเขา พวกเขาก็จะคิดว่า “หึ ก็เหมือนกับคำกล่าวที่ว่า ‘การประหารชีวิตมีแต่ทำให้หัวหลุดจากบ่า’ และ ‘อย่าง้างมือใส่ผู้ที่ไม่คิดจะสู้’  ฉันยอมรับข้อบกพร่องเล็กน้อยของฉันนี้ด้วยรอยยิ้มอย่างอดทนแล้ว—ทำไมคุณก็ยังเปิดโปงฉันไม่หยุดหย่อน?”  ภายนอกพวกเขาฟังและนบนอบอย่างว่าง่าย แต่จริงๆ แล้ว ลึกลงไปในหัวใจของพวกเขา พวกเขากำลังใช้มโนคติอันหลงผิดดั้งเดิมเพื่อโต้เถียงและต่อต้าน  เหตุผลในการไม่ยอมรับของพวกเขาคืออะไร?  คือพวกเขาคิดว่าคำกล่าวที่ว่า “การประหารชีวิตมีแต่ทำให้หัวหลุดจากบ่า” และ “อย่าง้างมือใส่ผู้ที่ไม่คิดจะสู้” เป็นความจริงแท้และถูกต้อง และการที่ใครก็ตามคอยตัดแต่งและเปิดโปงพวกเขาอย่างไม่หยุดหย่อนโดยไม่รู้สึกรู้สาแม้แต่น้อยย่อมไม่ถูกต้อง และนั่นไม่ใช่ความจริง

พวกเจ้าได้รับความเข้าใจความจริงที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นจากเนื้อหาที่พวกเราเพิ่งสามัคคีธรรมกันไปหรือไม่?  (ได้รับ)  บางคนอาจกล่าวว่า “บัดนี้ เมื่อพระองค์ตรัสบอกพวกเราเช่นนี้แล้ว พวกเรากลับไม่รู้ว่าควรยึดถือหลักธรรมใดในการปฏิบัติ  หากปราศจากวัฒนธรรมดั้งเดิม มโนคติอันหลงผิด และความรู้เหล่านี้ พวกเราควรดำเนินชีวิตอย่างไร?  พวกเราควรประพฤติตนอย่างไร?  หากปราศจากสิ่งเหล่านี้มาควบคุมพวกเรา พวกเราจะอ้าปากประกาศพระวจนะของพระเจ้าได้อย่างไร?  หากปราศจากสิ่งเหล่านี้ พื้นฐานที่พวกเราใช้ในการประกาศพระวจนะของพระเจ้าก็จะหายไปมิใช่หรือ?  แล้วพวกเราจะเหลืออะไรอยู่อีกเล่า?”  เอาละ สิ่งที่เราบอกพวกเขาก็คือ หากเจ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้จริงๆ การแสวงหาความจริงก็จะง่ายขึ้น และจะง่ายต่อการยอมรับความจริงและกลับคืนสู่พระเจ้ามากขึ้น  ก่อนหน้านี้เมื่อเจ้าอ้าปาก สิ่งที่ออกมาล้วนเป็นปรัชญาเยี่ยงซาตานและความรู้ทางวัฒนธรรม เช่น “ผู้มีปัญญานบนอบต่อรูปการณ์แวดล้อม” “อย่าง้างมือใส่ผู้ที่ไม่ได้คิดจะสู้” “การประหารชีวิตมีแต่ทำให้หัวหลุดจากบ่า” และอื่นๆ  ตอนนี้เจ้าใคร่ครวญและคิดว่า “ฉันพูดเช่นนั้นไม่ได้แล้ว คำพูดเหล่านี้ผิดทั้งหมด ถูกปฏิเสธและกล่าวโทษไปแล้ว แล้วฉันควรจะพูดอะไรดี?  จงอ่านพระวจนะของพระเจ้าต่อไปอย่างนอบน้อมและถูกควร และค้นหาพื้นฐานจากพระวจนะของพระเจ้า”  ผู้คนทำหน้าที่ของตนและติดตามพระเจ้า แต่เมื่อใดก็ตามที่พวกเขาอ้าปาก สิ่งที่ออกมาล้วนเป็นสุภาษิต คำกล่าว รวมทั้งทัศนะและบางสิ่งบางอย่างที่พวกเขาได้รับจากวัฒนธรรมดั้งเดิม  เมื่อเกิดเรื่องขึ้นกับตน ไม่มีผู้ใดสามารถยกชูหรือเป็นพยานให้พระเจ้าได้อย่างแท้จริง และกล่าวว่า “พระเจ้าตรัสเช่นนี้” หรือ “พระเจ้าตรัสเช่นนั้น”  ไม่มีใครพูดอย่างนั้นเลย ไม่มีใครอ้าปากแล้วท่องพระวจนะของพระเจ้าได้อย่างคล่องแคล่ว  เจ้าไม่สามารถท่องพระวจนะของพระเจ้าได้อย่างคล่องแคล่ว แต่กลับกล่าวคำพูดติดปากเหล่านั้นได้อย่างคล่องปาก เช่นนั้นแล้ว หัวใจของเจ้าเต็มไปด้วยสิ่งใดกันแน่?  ล้วนเป็นสิ่งที่มาจากซาตานทั้งสิ้น  เมื่อผู้นำทีมมาตรวจสอบงานของตน บางคนก็กล่าวว่า “คุณกำลังตรวจสอบอะไรอยู่?  ใช้คนก็อย่าสงสัย สงสัยคนก็อย่าใช้  ถ้าคุณสงสัยฉันอยู่ตลอดเวลา แล้วคุณใช้งานฉันทำไม?  ก็ไปหาคนอื่นทำสิ”  พวกเขาคิดว่านี่เป็นหนทางปฏิบัติตนที่ถูกต้อง และไม่ยอมให้ผู้อื่นมากำกับดูแลและวิพากษ์วิจารณ์ตน  นอกจากนี้ ยังมีผู้คนที่ได้ทนทุกข์อย่างใหญ่หลวงในการทำหน้าที่ของตน แต่เพราะพวกเขาไม่แสวงหาหลักธรรมและทำให้เกิดการขัดขวางและการก่อกวนต่องานของคริสตจักร ในที่สุดพวกเขาก็ถูกปลด และยังถูกตัดแต่งอีกด้วย  หลังจากที่ได้ฟังถ้อยคำกล่าวโทษบางอย่าง พวกเขาก็ดื้อรั้นและคิดว่า “มีคำกล่าวที่ว่า ‘ต่อให้ฉันไม่ได้สัมฤทธิ์ผลใดๆ ฉันก็ได้สู้ทนกับความยากลำบาก หากไม่ใช่ความยากลำบาก ก็เป็นความเหนื่อยล้า’  ฉันก็แค่ทำผิดพลาดเล็กน้อยจะเป็นอะไรไป?”  เพราะพวกเขาเรียนรู้คำกล่าวติดปากนี้มาก่อน เพราะฉะนั้น มันจึงฝังแน่นในตัวพวกเขา ควบคุมและมีอิทธิพลต่อความคิดของพวกเขา กระตุ้นให้พวกเขาใช้คำกล่าวนี้—ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้และหลังจากเกิดสถานการณ์เช่นนี้ขึ้น—เป็นพื้นฐานในการไม่ยอมรับและไม่นบนอบการปฏิบัติที่พวกเขาได้รับจากพระนิเวศของพระเจ้า  เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเขายังสามารถนบนอบได้หรือไม่?  การยอมรับความจริงสำหรับพวกเขายังคงง่ายอยู่อีกหรือไม่?  แม้ภายนอกพวกเขาจะนบนอบ แต่ก็เพราะพวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นและนั่นเป็นหนทางสุดท้าย  แม้ว่าภายนอกพวกเขาจะไม่ตอบโต้ แต่ในหัวใจของพวกเขาก็ยังคงมีความรู้สึกคัดค้าน  นี่คือการนบนอบที่แท้จริงหรือไม่?  (ไม่ใช่)  นี่คือการทำแบบขอไปที ไม่ใช่การนบนอบที่แท้จริง  ในที่นี้ไม่มีการนบนอบ มีเพียงการหาเหตุผลเข้าข้างตนเอง ความคิดลบ และการต่อต้าน  การหาเหตุผลเข้าข้างตนเอง ความคิดลบ และการต่อต้านนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?  เกิดขึ้นจากคำกล่าวที่ว่า “ต่อให้ฉันไม่ได้สัมฤทธิ์ผลใดๆ ฉันก็ได้สู้ทนกับความยากลำบาก หากไม่ใช่ความยากลำบาก ก็เป็นความเหนื่อยล้า”  คำกล่าวนี้ก่อให้เกิดอุปนิสัยแบบใดในผู้คนเหล่านี้?  ไม่เชื่อฟัง ดื้อแพ่ง ต่อต้าน และหาเหตุผลเข้าข้างตนเอง  พวกเจ้าได้รับความเข้าใจในความจริงเพิ่มเติมขึ้นจากสามัคคีธรรมนี้หรือไม่?  เมื่อพวกเจ้าได้ชำแหละและแยกแยะสิ่งที่เป็นลบเหล่านี้อย่างชัดเจนและขุดออกจากหัวใจของพวกเจ้าแล้ว พวกเจ้าก็จะสามารถแสวงหาความจริงและปฏิบัติความจริงได้เมื่อใดก็ตามที่มีสิ่งใดเกิดขึ้นกับพวกเจ้า เพราะสิ่งเก่าๆ ได้ถูกละทิ้งไปแล้ว และไม่สามารถชักจูงให้เจ้าพึ่งพาสิ่งเหล่านั้นในการทำหน้าที่ของเจ้า การรับใช้พระเจ้า และการติดตามพระเจ้าได้อีกต่อไป  สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่หลักธรรมในการประพฤติปฏิบัติตนของเจ้าอีกต่อไป ไม่ใช่หลักธรรมที่เจ้าควรยึดถือเมื่อทำหน้าที่ของเจ้าอีกต่อไป และสิ่งเหล่านั้นได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์และถูกกล่าวโทษไปแล้ว  หากเจ้านำสิ่งเหล่านั้นมาใช้อีกครั้ง จะเกิดอะไรขึ้นในส่วนลึกของหัวใจเจ้า?  เจ้าจะยังคงมีความสุขอยู่หรือไม่?  เจ้าจะยังคงมั่นใจว่าตนทำถูกต้องอยู่อีกหรือไม่?  เห็นได้ชัดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้  หากสิ่งเหล่านี้ที่อยู่ภายในตัวเจ้าถูกกำจัดออกไปจริงๆ เช่นนั้นเจ้าก็ควรแสวงหาในพระวจนะของพระเจ้าว่าหลักธรรมที่แท้จริงและข้อกำหนดของพระเจ้าคืออะไรกันแน่  บางคนมักกล่าวว่า “จงทำตามที่นายสั่ง มิเช่นนั้นถึงทุ่มเทเต็มที่ก็จะไม่ได้อะไร”  คำกล่าวนี้ถูกหรือผิด?  ผิดอย่างแน่นอน  ผิดอย่างไร?  คำว่า “นาย” ในวลีที่ว่า “จงทำตามที่นายสั่ง” หมายถึงใคร?  นายจ้างของเจ้า เจ้านายของเจ้า ผู้บังคับบัญชาของเจ้า  คำว่า “นาย” นี้ผิดโดยตัวมันเอง  พระเจ้าไม่ใช่นายจ้างของเจ้า ไม่ใช่เจ้านายของเจ้า และไม่ใช่ผู้จัดการของเจ้า  พระเจ้าก็คือพระเจ้าของเจ้า  ผู้จัดการ เจ้านาย และผู้บังคับบัญชาล้วนเป็นประเภทเดียวกันและอยู่ในระดับเดียวกับผู้คน  โดยแก่นแท้แล้ว พวกเขาเหมือนกัน พวกเขาล้วนเป็นมนุษย์ที่เสื่อมทราม  เจ้าฟังพวกเขา รับค่าจ้างจากพวกเขา และทำทุกอย่างที่พวกเขาสั่งให้เจ้าทำ  พวกเขาจ่ายเงินให้เจ้าตามปริมาณงานที่เจ้าทำ และไม่มีอะไรเกินกว่านั้น  คำว่า “ได้” ในวลี “มิเช่นนั้นถึงทุ่มเทเต็มที่ก็จะไม่ได้อะไร” หมายความว่าอย่างไร?  (การยอมรับในผลงาน)  การยอมรับในผลงานและได้ค่าตอบแทน  แรงผลักดันในการกระทำของเจ้าคือการได้รับค่าจ้าง  การนี้ไม่ได้เรียกร้องความจงรักภักดีหรือการเชื่อฟัง และไม่ได้ต้องการการแสวงหาความจริงและการนมัสการ—ไม่มีสิ่งเหล่านี้เลย นั่นเป็นเพียงธุรกรรมแลกเปลี่ยน  นี่แหละคือสิ่งที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์และถูกกล่าวโทษในระหว่างการเชื่อในพระเจ้า การทำหน้าที่ของตน และการไล่ตามเสาะหาความจริง  หากเจ้าถือคำกล่าวที่ว่า “จงทำตามที่นายสั่ง มิเช่นนั้นถึงทุ่มเทเต็มที่ก็จะไม่ได้อะไร” เป็นความจริง เช่นนั้นแล้ว นี่ย่อมเป็นความผิดพลาดอย่างร้ายแรง  เมื่อเจ้าพยายามทำให้บางคนเข้าใจความจริง ปฏิกิริยาของพวกเขาจะเชื่องช้าและเฉื่อยชา และไม่ว่าพวกเขากินและดื่มพระวจนะของพระเจ้ามากเพียงใด พวกเขาก็จะไม่สามารถเข้าใจความจริงได้แม้เพียงหนึ่งหรือสองประการ และจะไม่สามารถจดจำพระวจนะของพระเจ้าได้แม้แต่หนึ่งหรือสองวลี  แต่เมื่อเป็นเรื่องของวลีติดปาก สุภาษิต คำกล่าวทั่วไปที่มักจะแพร่หลายในหมู่ประชากร และสิ่งเหล่านี้ที่คนธรรมดามักจะพูดถึง พวกเขากลับยอมรับได้อย่างรวดเร็วอย่างยิ่ง  ไม่ว่าใครจะโง่เขลาเพียงใด แต่เขากลับยอมรับสิ่งเหล่านี้ได้อย่างรวดเร็วอย่างยิ่ง  เป็นไปได้อย่างไร?  ไม่ว่าเจ้าเชื้อชาติใดหรือผิวสีใด ในที่สุดแล้ว เจ้าก็ล้วนเป็นมนุษย์และเป็นพวกเดียวกัน  มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่เป็นคนละประเภทกับมนุษย์  มนุษย์จะเป็นพวกเดียวกับมนุษย์อื่นๆ ตลอดไป  ดังนั้น เมื่อพระเจ้าทรงทำสิ่งใดก็ตาม ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่มวลมนุษย์จะยอมรับ ในขณะที่เมื่อใครสักคนในหมู่มวลมนุษย์ทำสิ่งใดก็ตาม ไม่ว่าคนที่ทำสิ่งนั้นจะเป็นใครหรือต่ำต้อยเพียงใด หากสิ่งนั้นสอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของทุกคน ทุกคนก็จะยอมรับอย่างรวดเร็ว เพราะแนวคิด ทัศนะ วิธีคิด ระดับและเส้นทางแห่งความเข้าใจของผู้คนนั้น โดยพื้นฐานแล้วล้วนเหมือนกัน แตกต่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น  ดังนั้น ทันทีที่ใครสักคนพูดถึงบางอย่างที่มีลักษณะของมโนคติอันหลงผิดและไม่สอดคล้องกับความจริง บางคนก็จะยอมรับอย่างรวดเร็ว และก็เป็นเช่นนั้นเอง

เจ้าเข้าใจสิ่งที่เป็นความจริงและสิ่งที่ไม่ใช่ความจริงแต่อ้างว่าเป็นความจริงไม่มากก็น้อยแล้วใช่หรือไม่?  ยังมีสิ่งอื่นใดอีกบ้างในความรู้สึกนึกคิดของพวกเจ้า?  ตอนนี้พวกเจ้ายังไม่สามารถพูดสิ่งเหล่านั้นได้ทันทีโดยไม่ต้องคิด เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่นับเป็นความรู้ ไม่เหมือนกับสิ่งที่อยู่ในหนังสือซึ่งเจ้าสามารถพลิกดูทีละหน้าได้  แต่เมื่อมีบางสิ่งเกิดขึ้น  สิ่งเหล่านั้นก็เป็นสิ่งที่เจ้าอดไม่ได้ที่จะพูดออกมาดังๆ ในแบบที่เป็นธรรมชาติอย่างยิ่งจนเจ้าควบคุมไม่ได้ เมื่อมีบางสิ่งเกิดขึ้น  นี่ย่อมพิสูจน์ให้เห็นว่าสิ่งเหล่านั้นได้กลายเป็นชีวิตของพวกเจ้าและได้หยั่งรากลึกในกระดูกของพวกเจ้าแล้ว  เมื่อถูกขอให้นึกสิ่งเหล่านั้น พวกเจ้ากลับนึกไม่ออก แต่เมื่อถูกขอไม่ให้พูด พวกเจ้าก็อดไม่ได้ที่จะพูด  เมื่อมีสิ่งใดเกิดขึ้น ทัศนะที่บิดเบี้ยวเหล่านั้นก็จะปรากฏออกมา—นี่คือข้อเท็จจริง  จงใช้เวลาไปกับการได้รับประสบการณ์  จากนี้ไป พวกเจ้าควรใส่ใจกับสิ่งที่ผู้คนมักจะพูดบ่อยๆ และสิ่งที่พวกเขาคิดว่าถูกต้อง  ก่อนหน้านี้เราได้กล่าวถึงพิษบางอย่างของพญานาคใหญ่สีแดงและปรัชญาในการดำรงชีวิตทางโลกบางประการของซาตาน  สิ่งเหล่านั้นอาจแยกแยะได้ง่ายจากมุมมองของความหมายตามตัวอักษร กล่าวคือ ผู้คนสามารถเข้าใจได้ทันทีว่าสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่ความจริงอย่างแน่นอน และสามารถบอกได้อย่างชัดเจนว่าสิ่งเหล่านั้นคือพิษของพญานาคใหญ่สีแดง และมีกลอุบายเจ้าเล่ห์อยู่เบื้องหลัง  สิ่งเหล่านั้นง่ายต่อการแยกแยะ และเราคิดว่าพวกเจ้าสามารถชำแหละอย่างละเอียดได้ไม่มากก็น้อยเมื่อถูกขอให้ชำแหละ  พวกเจ้าได้ทิ้งสิ่งที่เห็นได้ชัดว่าเป็นของซาตานไปแล้ว แต่ในหัวใจของพวกเจ้ายังมีคำกล่าวอีกมากมาย เช่น “การสู้ทนความอัปยศอดสูและการแบกรับภาระหนักอึ้ง” และ “นอนบนกองฟืนและเลียถุงน้ำดี” และ “อย่าง้างมือใส่ผู้ที่ไม่ได้คิดจะสู้” และ “ความยุติธรรมย่อมมีผู้เกื้อหนุนมาก ส่วนความอยุติธรรมย่อมมีผู้เกื้อหนุนมีน้อย” และ “สุภาพบุรุษไม่กินอาหารที่ยื่นให้อย่างดูถูกเหยียดหยาม”  ลึกลงไปในหัวใจของพวกเจ้า เจ้าอาจยังคงทำเครื่องหมายถูกข้างคำกล่าวเหล่านี้และคิดว่า “สิ่งเหล่านี้คือสิ่งล้ำค่า  สิ่งที่ดีงามทั้งหมดเกี่ยวกับวิธีที่ฉันควรประพฤติปฏิบัติตนในชีวิตนี้ล้วนอยู่ในคำกล่าวเหล่านี้” และสิ่งเหล่านี้ก็ยังไม่ถูกขุดขึ้นมา  เมื่อสิ่งเหล่านี้ได้ถูกขุดขึ้นมาอย่างละเอียดถี่ถ้วนและเจ้ามีวิจารณญาณแยกแยะในสิ่งเหล่านี้แล้ว ในอนาคตเมื่อสิ่งต่างๆ จากวัฒนธรรมดั้งเดิมเหล่านี้ปรากฏออกมา ไม่ว่าจะเป็นปฏิกิริยาตามธรรมชาติ หรือการสะท้อนภาวะตามความเป็นจริง เจ้าก็จะตระหนักในทันทีว่าสิ่งเหล่านี้ผิดและไม่ใช่ความจริงอย่างแน่นอน  ในเวลานั้น ระดับการรับรู้และการยอมรับความจริงของเจ้าจะสูงกว่าตอนนี้  การกล่าวว่า “สูงกว่าตอนนี้” เราหมายความว่าอย่างไร?  เราหมายความว่าเจ้าจะได้บรรลุวุฒิภาวะในระดับหนึ่ง ความสามารถในการแยกแยะของเจ้าจะดีขึ้น ประสบการณ์และความเข้าใจในความจริงของเจ้าจะล้ำลึกยิ่งกว่าตอนนี้ และเจ้าจะรู้สึกได้ว่าความจริงคืออะไรกันแน่  ตอนนี้เจ้าอาจคิดว่า “วัฒนธรรมดั้งเดิมทั้งหมดที่มาจากซาตาน และที่พัฒนามาจากภูมิหลังทางวัฒนธรรมของทุกกลุ่มชาติพันธุ์ในโลกนี้ล้วนผิดทั้งสิ้น”  นี่เป็นวิธีพูดโดยรวม แต่เจ้าอาจจะยังไม่รู้ว่าสิ่งใดผิดและผิดอย่างไร  ดังนั้น เจ้าต้องชำแหละและทำความเข้าใจทีละอย่าง แล้วจากนั้นจึงไปถึงจุดที่เจ้าสามารถปล่อยมือ กล่าวโทษ แยกตัวออกจากสิ่งนั้นโดยสิ้นเชิง และไม่ดำเนินชีวิตตามสิ่งดังกล่าว แต่ดำเนินชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้า  ในเวลานี้ เจ้าอาจรู้เพียงในแง่ของเจตจำนงส่วนตัวว่าสุภาษิต คำพังเพย คติพจน์ที่มีชื่อเสียง และคำพูดที่มักจะพูดถึงกันอย่างแพร่หลายนั้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับพระวจนะของพระเจ้าและไม่ใช่ความจริง แต่เมื่อมีสิ่งใดเกิดขึ้น เจ้าก็ยังคงใช้คำพูดเหล่านี้เป็นพื้นฐานในการกล่าวโทษผู้อื่น การควบคุมตนเอง และการชี้นำพฤติกรรมของตนโดยไม่รู้ตัว  คำพูดเหล่านี้จำกัดและบงการความคิดและทัศนะของเจ้า ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหา และจะส่งผลกระทบต่อการเข้าสู่ความจริงของเจ้า  แม้ว่าวันหนึ่งสิ่งที่มาจากซาตานเหล่านี้อาจจะยังคงปรากฏอยู่ในหัวใจของเจ้า แต่หากเจ้าสามารถแยกแยะสิ่งเหล่านี้ ดำเนินชีวิตโดยไม่พึ่งพาสิ่งเหล่านี้ และปฏิบัติตามหลักธรรมความจริงได้ เจ้าก็จะมีวุฒิภาวะอย่างแท้จริง  ตอนนี้เจ้ามีวุฒิภาวะนี้หรือไม่?  ยังไม่มี  หากมีคำกล่าวที่พวกเจ้าทุกคนยอมรับว่าถูกต้อง และหากอาจพบถ้อยแถลงที่คล้ายคลึงกันในพระวจนะของพระเจ้า—แม้จะไม่ได้แสดงออกมาในหนทางเดียวกันทั้งหมด—เจ้าอาจเชื่ออย่างผิดๆ ว่าคำกล่าวนี้ก็เป็นความจริงเช่นกัน และเป็นเหมือนพระวจนะของพระเจ้า  หากเจ้ายังไม่สามารถมองเรื่องเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน และยังคงยึดติดอยู่กับคำพูดของมนุษย์และไม่เต็มใจที่จะละทิ้งสิ่งเหล่านี้ เช่นนั้นแล้ว คำกล่าวนี้ก็จะมีอิทธิพลกับการเข้าสู่ความจริงของเจ้า เพราะนั่นไม่ใช่พระวจนะของพระเจ้าและไม่สามารถแทนที่ความจริงได้

ทุกวันนี้เราสามัคคีธรรมถึงสิ่งที่เป็นความจริงอยู่เสมอ  นั่นหมายความว่าเรากำลังเอาจริงเอาจังกับพวกเจ้า  เพื่อให้พวกเจ้าเข้าใจความจริง พวกเราต้องนำแนวคิดและทัศนะต่างๆ ของผู้คน การทำดีและเจตนาดีของพวกเขา และคำกล่าวที่ถูกต้องและการปฏิบัติที่เป็นสามัญสำนึกบางอย่างที่ผู้คนพึ่งพาในการดำเนินชีวิต ตลอดจนแนวคิดและทัศนะบางอย่างจากวัฒนธรรมดั้งเดิม มาชำแหละและแยกแยะทั้งหมดเพื่อดูว่าสอดคล้องกับความจริงอย่างแท้จริงหรือไม่ และเกี่ยวข้องกับความจริงอย่างแท้จริงหรือไม่  หากเจ้าเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้เป็นความจริง พื้นฐานที่เจ้าใช้ยืนยันเช่นนี้คืออะไร?  หากเจ้าระบุลักษณะว่านั่นเป็นความจริงบนพื้นฐานของทฤษฎีและหลักคำสอนเยี่ยงซาตาน เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็มีธรรมชาติของซาตาน  หากสิ่งเหล่านี้ไม่สอดคล้องกับความจริง เช่นนั้นแล้ว สิ่งเหล่านี้ก็มาจากซาตาน ดังนั้น เจ้าจำเป็นต้องชำแหละว่าแก่นแท้ของสิ่งเหล่านี้คืออะไรกันแน่  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนเราควรมีความเข้าใจและท่าทีที่ถูกต้องต่อคำกล่าวและทัศนะมากมายในวัฒนธรรมดั้งเดิมที่ถ่ายทอดกันปากต่อปากจากรุ่นสู่รุ่น  ในหนทางนี้เท่านั้นที่ผู้คนจะสามารถเข้าใจและรู้จักสิ่งที่เป็นความจริงได้อย่างแท้จริง และเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าพระเจ้าทรงต้องการสิ่งใดจากผู้คน และเข้าใจวลีที่ว่า “ทุกสิ่งที่พระเจ้าตรัสคือความจริง” แท้จริงแล้วหมายความว่าอย่างไร  ในขณะเดียวกัน สิ่งนี้ยังทำให้ผู้คนรู้ด้วยว่า—ในเมื่อมนุษย์มีทัศนะและคำกล่าวเหล่านี้ที่ดูเหมือนจะสอดคล้องกับศีลธรรมจริยธรรมความเป็นมนุษย์ และธรรมเนียมปฏิบัติทางโลกเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของมนุษย์ และในเมื่อพวกเขามีแนวคิด ทัศนะและคำกล่าวเหล่านี้ที่พวกเขาพึ่งพาในการดำเนินชีวิต—เหตุใดพระเจ้าจึงยังทรงแสดงความจริงเพื่อช่วยผู้คนให้รอด และยิ่งไปกว่านั้น เหตุใดพระเจ้าจึงตรัสว่ามีเพียงความจริงเท่านั้นที่สามารถช่วยผู้คนให้รอดได้ และมีเพียงความจริงเท่านั้นที่สามารถเปลี่ยนแปลงผู้คนได้  เห็นได้ชัดว่ามีความจริงให้ค้นหาในเรื่องนี้  อย่างน้อยที่สุด ประเด็นหนึ่งก็คือ แนวคิด ทัศนะ และคำกล่าวที่ผู้คนพึ่งพาในชีวิตนั้นมาจากมวลมนุษย์ที่เสื่อมทราม เป็นสิ่งที่มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามสรุปขึ้น เป็นมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของผู้คน และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับความจริง  ยิ่งไปกว่านั้น โดยแก่นแท้แล้ว สิ่งเหล่านี้ขัดแย้งและเป็นปฏิปักษ์ต่อความจริง  สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถแทนที่ความจริงได้ ไม่ใช่ความจริงอย่างแน่นอน และจะไม่มีวันเป็นความจริง  จากมุมมองของพระเจ้า สิ่งเหล่านี้ถูกนิยามว่าผิดและถูกกล่าวโทษ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความจริงแม้แต่น้อย  การกระทำของพระเจ้าและความจริงที่พระเจ้าทรงแสดงนั้นไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้เลย  กล่าวคือ ความจริงที่พระเจ้าทรงแสดงนั้นไม่เกี่ยวข้องแม้แต่น้อยกับธรรมเนียมปฏิบัติทางโลกเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทราม หรือวัฒนธรรมดั้งเดิม แนวคิด ทัศนะ และการทำดีของผู้คน หรือกับนิยามของพวกเขาเกี่ยวกับศีลธรรม ศักดิ์ศรี และสิ่งที่เป็นบวก  ในการแสดงความจริงของพระองค์ พระเจ้าทรงแสดงอุปนิสัยและแก่นแท้ของพระองค์ การแสดงความจริงของพระองค์ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของสิ่งที่เป็นบวกและถ้อยแถลงต่างๆ ที่ผู้คนเชื่อซึ่งสรุปโดยมวลมนุษย์  พระวจนะของพระเจ้าคือพระวจนะของพระเจ้า พระวจนะของพระเจ้าคือความจริง  พระวจนะเหล่านั้นเป็นรากฐานและกฎเพียงหนึ่งเดียวที่มวลมนุษย์ดำรงอยู่ และหลักการทั้งปวงที่เรียกกันว่ามาจากมนุษย์นั้นผิด เหลวไหล และถูกพระเจ้าทรงกล่าวโทษ  สิ่งเหล่านั้นไม่ได้รับการยอมรับจากพระองค์ และยิ่งไม่ใช่ที่มาหรือพื้นฐานแห่งถ้อยดำรัสของพระองค์  พระเจ้าทรงแสดงอุปนิสัยและแก่นแท้ของพระองค์ผ่านพระวจนะของพระองค์  พระวจนะทั้งหมดที่พระเจ้าทรงแสดงคือความจริง เพราะพระองค์ทรงมีแก่นแท้ของพระเจ้า และพระองค์คือความเป็นจริงของสิ่งที่เป็นบวกทั้งปวง  ไม่ว่ามวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามนี้จะจัดวางหรือนิยามพระวจนะของพระเจ้าอย่างไร และไม่ว่าจะมองหรือเข้าใจพระวจนะเหล่านั้นอย่างไร พระวจนะของพระเจ้าก็ยังคงเป็นความจริงชั่วนิรันดร์ และนี่คือข้อเท็จจริงที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง  ไม่ว่าพระเจ้าได้ตรัสพระวจนะมากมายเพียงใด และไม่ว่ามวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามและเลวร้ายนี้จะกล่าวโทษและปฏิเสธพระวจนะเหล่านั้นมากมายเพียงใด ก็ยังคงมีข้อเท็จจริงที่ไม่เปลี่ยนแปลงตลอดไป นั่นคือ พระวจนะของพระเจ้าจะเป็นความจริงเสมอ และมนุษย์ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ได้เลย  ในท้ายที่สุด มนุษย์ต้องยอมรับว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริง และวัฒนธรรมดั้งเดิมและความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่มวลมนุษย์ยกย่องนั้นไม่สามารถกลายเป็นสิ่งที่เป็นบวก และไม่สามารถกลายเป็นความจริงได้เลย  นี่เป็นเรื่องจริงแน่นอน  วัฒนธรรมดั้งเดิมและกลยุทธ์ในการอยู่รอดของมวลมนุษย์จะไม่กลายเป็นความจริงเพราะการเปลี่ยนแปลงของกาลเวลา หรือหลังจากเวลาผ่านไปเนิ่นนาน และพระวจนะของพระเจ้าจะไม่กลายเป็นคำพูดของมนุษย์เพราะการกล่าวโทษหรือการหลงลืมของมวลมนุษย์  ความจริงย่อมเป็นความจริงเสมอ แก่นแท้นี้จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง  มีข้อเท็จจริงอะไรอยู่ในนี้?  นั่นคือ คำกล่าวทั่วไปเหล่านี้ที่มวลมนุษย์ได้สรุปขึ้นมา มีต้นกำเนิดมาจากซาตานและความคิดฝันกับมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์ หรือเกิดขึ้นจากความหัวร้อนกับอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์ และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เป็นบวกเลย  ในทางตรงข้าม พระวจนะของพระเจ้าคือการแสดงออกถึงแก่นแท้และอัตลักษณ์ของพระเจ้า  พระองค์ทรงแสดงพระวจนะเหล่านี้ด้วยเหตุผลใด?  เหตุใดเราจึงกล่าวว่าพระวจนะเหล่านี้คือความจริง?  เหตุผลก็คือ พระเจ้าทรงมีอธิปไตยเหนือกฎ ระเบียบ รากเหง้า แก่นแท้ ความเป็นจริง และความล้ำลึกของสรรพสิ่ง  สิ่งเหล่านั้นอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์  ดังนั้น มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงรู้กฎเกณฑ์ ความเป็นจริง ข้อเท็จจริง และความล้ำลึกของสรรพสิ่ง  พระเจ้าทรงรู้ต้นกำเนิดของสรรพสิ่ง และพระเจ้าทรงรู้ว่ารากเหง้าของสรรพสิ่งคืออะไรกันแน่  มีเพียงนิยามของสรรพสิ่งในพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้นที่ถูกต้องแม่นยำที่สุด และมีเพียงพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้นที่เป็นมาตรฐานและเป็นหลักธรรมสำหรับชีวิตมนุษย์ เป็นความจริงและเป็นหลักเกณฑ์ที่มนุษย์สามารถใช้ดำเนินชีวิตได้ ในขณะที่กฎและทฤษฎีเยี่ยงซาตานที่มนุษย์พึ่งพาในการดำเนินชีวิตนับตั้งแต่ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามนั้นล้วนขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าทรงมีอธิปไตยเหนือสรรพสิ่ง และขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่ว่าพระองค์ทรงมีอธิปไตยเหนือกฎและระเบียบของสรรพสิ่ง  ทฤษฎีเยี่ยงซาตานทั้งปวงของมนุษย์ล้วนเกิดจากมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของมนุษย์ทั้งสิ้น และสิ่งเหล่านั้นมาจากซาตาน  ซาตานมีบทบาทเช่นใด?  ประการแรก มันแสดงตัวว่าเป็นความจริง ประการถัดมา มันก่อกวน ทำลาย และเหยียบย่ำกฎและระเบียบของสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้าง  ดังนั้น สิ่งที่มาจากซาตานจึงสอดคล้องกับแก่นแท้ของซาตานเป็นอย่างยิ่ง และเต็มไปด้วยจุดมุ่งหมายอันเลวร้ายของซาตาน ด้วยการปลอมแปลงและการเสแสร้ง และด้วยความทะเยอทะยานที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงของซาตาน  ไม่ว่ามนุษย์ที่เสื่อมทรามจะสามารถแยกแยะปรัชญาและทฤษฎีเหล่านี้จากซาตานได้หรือไม่ และไม่ว่าจะมีผู้คนจำนวนเท่าใดที่เชิดชู ส่งเสริม และทำตามสิ่งเหล่านี้ และไม่ว่ามวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามจะชื่นชม บูชา และประกาศสิ่งเหล่านี้มานานกี่ปีและกี่ยุคก็ตาม สิ่งเหล่านี้ก็จะไม่กลายเป็นความจริง  เพราะแก่นแท้ ต้นกำเนิด และแหล่งที่มาของสิ่งเหล่านี้คือซาตาน ผู้ซึ่งเป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้าและเป็นปฏิปักษ์กับความจริง สิ่งเหล่านี้จึงจะไม่มีวันกลายเป็นความจริง—สิ่งเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่เป็นลบเสมอ  เมื่อไม่มีความจริงมาเปรียบเทียบ สิ่งเหล่านี้ก็อาจถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ดีและเป็นบวกได้ แต่เมื่อใช้ความจริงเปิดโปงและชำแหละ สิ่งเหล่านี้กลับไม่ได้สมบูรณ์แบบ สิ่งเหล่านี้ ไม่สามารถทนทานต่อการพินิจพิเคราะห์ได้ และเป็นสิ่งที่ถูกกล่าวโทษและปฏิเสธอย่างรวดเร็ว  ความจริงที่พระเจ้าทรงแสดงนั้นสอดคล้องกับความต้องการของความเป็นมนุษย์ที่ปกติของมวลมนุษย์ที่พระเจ้าทรงสร้างอย่างแม่นยำ ในขณะที่สิ่งที่ซาตานปลูกฝังให้แก่ผู้คนกลับตรงกันข้ามความต้องการของความเป็นมนุษย์ที่ปกติของมวลมนุษย์โดยสิ้นเชิง  สิ่งเหล่านั้นทำให้คนปกติกลายเป็นคนผิดปกติ และกลายเป็นสุดโต่ง ใจแคบ โอหัง โง่เขลา เลวร้าย ดื้อแพ่ง ชั่วช้า และแม้กระทั่งหยิ่งยโสจนเหลือทน  มีจุดหนึ่งที่ร้ายแรงจนผู้คนกลายเป็นสติวิปลาสและไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเป็นใคร  พวกเขาไม่ต้องการเป็นคนปกติหรือคนธรรมดา แต่กลับยืนกรานที่จะเป็นอภิมนุษย์ เป็นคนที่มีพลังพิเศษ หรือมนุษย์ระดับสูง—สิ่งเหล่านี้ได้บิดเบือนความเป็นมนุษย์ของผู้คนและบิดเบือนสัญชาตญาณของพวกเขา  ความจริงทำให้ผู้คนสามารถดำรงอยู่ตามสัญชาตญาณได้มากขึ้น สอดคล้องกับกฎและระเบียบของความเป็นมนุษย์ที่ปกติและกฎเกณฑ์ทั้งหมดที่พระเจ้าทรงกำหนดขึ้น ในขณะที่สิ่งที่เรียกว่าสุภาษิตทั่วไปและคำกล่าวที่ชักพาให้หลงผิดเหล่านี้กลับทำให้ผู้คนหันหลังให้กับสัญชาตญาณของมนุษย์และหลีกเลี่ยงกฎที่พระเจ้าทรงลิขิตและกำหนดขึ้นโดยแท้ ถึงขั้นทำให้ผู้คนเบี่ยงเบนไปจากครรลองของความเป็นมนุษย์ที่ปกติและทำสิ่งสุดโต่งบางอย่างที่คนปกติไม่ควรทำหรือคิดถึง  กฎเยี่ยงซาตานเหล่านี้ไม่เพียงบิดเบือนความเป็นมนุษย์ของผู้คน แต่ยังทำให้ผู้คนสูญเสียความเป็นมนุษย์ที่ปกติและสัญชาตญาณของความเป็นมนุษย์ที่ปกติอีกด้วย  ตัวอย่างเช่น กฎเยี่ยงซาตานกล่าวว่า “โชคชะตาของคนอยู่ในมือของตนเอง” และ “ความสุขสร้างได้ด้วยสองมือของตนเอง”  นี่ขัดแย้งกับอธิปไตยของพระเจ้าและขัดแย้งกับสัญชาตญาณของมนุษย์  เมื่อร่างกายและสัญชาตญาณของผู้คนถึงขีดจำกัด หรือเมื่อโชคชะตาของพวกเขามาถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ผู้คนที่พึ่งพากฎจากซาตานเหล่านี้ก็ไม่สามารถทนรับได้  ส่วนใหญ่รู้สึกว่าแรงกดดันได้เกินขีดจำกัดของตนและเกินกว่าที่จิตใจของตนจะสู้ทนได้ และในที่สุด บางคนก็กลายเป็นโรคจิตเภท  ผู้คนที่กำลังสอบเข้ามหาวิทยาลัยในตอนนี้กำลังทนทุกข์จากแรงกดดันมหาศาลที่การสอบเหล่านั้นนำมาให้  ภาวะทางร่างกายและคุณสมบัติทางจิตใจของผู้คนนั้นแตกต่างกัน บางคนสามารถปรับตัวเข้ากับระบบเช่นนั้นได้ ในขณะที่บางคนทำไม่ได้  ในที่สุด บางคนก็กลายเป็นหดหู่ ในขณะที่บางคนกลายเป็นโรคจิตเภท และถึงกับกระโดดตึกฆ่าตัวตาย—เกิดเรื่องราวสารพัดประเภทขึ้น  ผลสืบเนื่องเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?  เหตุผลก็คือซาตานชักพาผู้คนให้หลงผิดโดยทำให้พวกเขาไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียงและผลประโยชน์ ซึ่งทำร้ายผู้คน  หากผู้คนสามารถใช้ชีวิตอย่างเป็นธรรมชาติตามกฎเกณฑ์ที่พระเจ้าทรงวางไว้ และดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับหนทางพระเจ้าทรงลิขิตไว้ให้แก่ผู้คน และอ่านพระวจนะของพระเจ้า และใช้ชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า พวกเขาจะกลายเป็นสติวิปลาสหรือไม่?  พวกเขาจะทนต่อแรงกดดันมากมายขนาดนั้นได้หรือไม่?  ไม่ได้อย่างแน่นอน  พระเจ้าทรงพระราชกิจของพระองค์เพื่อให้ผู้คนเข้าใจความจริง ทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตน และนบนอบอธิปไตยและการจัดเตรียมการของพระเจ้า  ในหนทางนี้ ผู้คนสามารถดำเนินชีวิตอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้โดยปราศจากแรงกดดัน และได้รับแต่เสรีภาพและการปลดปล่อย  มวลมนุษย์ถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้า และมีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงรู้จักสัญชาตญาณของมนุษย์และทุกสิ่งเกี่ยวกับผู้คน  พระเจ้าทรงใช้กฎเกณฑ์ที่พระองค์ทรงกำหนดขึ้นเพื่อชี้แนะผู้คนและจัดเตรียมสิ่งที่พวกเขาต้องการ ในขณะที่ซาตานกลับไม่ทำเช่นนั้นเลย  นั่นทำให้ผู้คนละเมิดกฎเกณฑ์ทั้งหมดนี้ และบีบบังคับให้ผู้คนเป็นอภิมนุษย์และเป็นคนเก่งรอบด้าน  นี่คือการหลอกลวงผู้คนไม่ใช่หรือ?  แท้จริงแล้วผู้คนเป็นคนปกติและคนธรรมดา—พวกเขาจะเป็นอภิมนุษย์หรือผู้มีพลังพิเศษได้อย่างไร?  นี่เป็นการทำลายผู้คนไม่ใช่หรือ?  ไม่ว่าเจ้าดิ้นรนมากเพียงใด ไม่ว่าความทะเยอทะยานและความอยากได้อยากมีของเจ้ายิ่งใหญ่เพียงใด เจ้าก็ไม่สามารถกลายเป็นอภิมนุษย์หรือคนที่มีพลังพิเศษได้  แม้ว่าเจ้าจะทำลายตัวเองจนถึงจุดที่เจ้าสูญเสียลักษณะของความเป็นมนุษย์ไปทั้งหมด เจ้าก็ไม่สามารถกลายเป็นอภิมนุษย์หรือผู้มีพลังพิเศษได้  ไม่ว่าคนคนหนึ่งควรมีอาชีพอะไรในชีวิต ก็ถูกพระเจ้าทรงลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้ว  หากเจ้าไม่ดำเนินชีวิตตามกฎและระเบียบที่พระเจ้าทรงกำหนดขึ้น แต่กลับเลือกวาจาเยี่ยงมารที่ชักพาให้หลงผิดของซาตานและไล่ตามไขว่คว้าการเป็นอภิมนุษย์หรือผู้มีพลังพิเศษ เจ้าก็จะต้องทนทุกข์ทรมานและจะต้องตาย  กล่าวคือ หากเจ้าเลือกที่จะยอมรับการถูกทำลาย ถูกเหยียบย่ำ และถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม เช่นนั้นแล้ว ทุกสิ่งที่เจ้าสู้ทนก็คือผลสืบเนื่องจากการกระทำของเจ้าเอง เป็นสิ่งที่เจ้าสมควรได้รับ และเป็นไปตามความสมัครใจของเจ้าเอง  บางคนสอบเข้ามหาวิทยาลัย สอบตกสองหรือสามครั้ง และลงเอยด้วยการเสียสติเพราะไม่เคยสอบผ่านได้เลย  นี่เป็นสิ่งที่พวกเขานำมาสู่ตนเองใช่หรือไม่?  เหตุใดเจ้าจึงต้องการสอบเข้ามหาวิทยาลัย?  เพียงเพื่อที่จะโดดเด่นเหนือผู้อื่น และนำเกียรติยศมาสู่บรรพบุรุษของเจ้าไม่ใช่หรือ?  หากเจ้าละทิ้งทั้งสองเป้าหมายนี้ นั่นคือ การโดดเด่นเหนือผู้อื่น และการนำเกียรติยศมาสู่บรรพบุรุษของเจ้า และไม่ไล่ตามสิ่งเหล่านี้ แต่เปลี่ยนไปสู่เป้าหมายที่ถูกต้องแทน แรงกดดันนี้ก็จะหายไปมิใช่หรือ?  หากเจ้ายอมรับความเสื่อมทรามจากซาตาน และหากเจ้ายอมรับแนวคิดและทัศนะทั้งหมดนี้จากมัน เช่นนั้นแล้ว ร่างกายของเจ้าก็จะต้องสู้ทนความเจ็บปวดทุกรูปแบบ และจะไม่น้อยไปกว่าที่เจ้าสมควรได้รับเลย!  ผลสืบเนื่องนี้เป็นสิ่งที่เจ้าเลือกเองและเป็นสิ่งที่เจ้าก่อขึ้นเอง  นั่นไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าทรงลิขิตไว้ล่วงหน้า  พระเจ้าไม่ทรงทำให้เจ้าดำเนินชีวิตเช่นนั้น  พระวจนะของพระเจ้าได้ทำให้สิ่งต่างๆ ชัดเจนมากแล้ว และเป็นเจ้าเองที่ไม่ปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้า  สิ่งที่ร่างกาย พลังใจ และคุณสมบัติทางจิตใจของคนคนหนึ่งสามารถสู้ทนได้มีขีดจำกัด แต่ผู้คนเองกลับไม่ตระหนักและคิดเป็นอย่างอื่น และถึงกับพูดว่าโชคชะตาของตนอยู่ในมือของตนเอง แต่ในที่สุดพวกเขาก็ไม่สามารถควบคุมโชคชะตาของตนได้ และกลับตายอย่างน่าเวทนาและน่าสลดใจ  นี่คือการกุมชะตากรรมของตนเองได้อย่างไร?  นี่คือวิธีที่ซาตานใช้แนวคิดที่คลาดเคลื่อนทุกรูปแบบและใช้คำสอนนอกรีตกับเหตุผลวิบัติทุกประเภทเพื่อทำให้ผู้คนเสื่อมทราม  ผู้คนเองก็ไม่รู้เรื่องนี้ และถึงกับรู้สึกดีกับสิ่งเหล่านี้ โดยคิดว่า “สังคมกำลังก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง เราควรก้าวให้ทันยุคสมัยและยอมรับพลังงานบวกทั้งหมดนั้น”  นี่เป็นวาจาเยี่ยงมารโดยสมบูรณ์  จะมีพลังงานบวกในโลกของการไม่มีความเชื่อเยี่ยงปีศาจได้อย่างไร?  นั่นล้วนเป็นพลังงานลบ เป็นมะเร็ง และเป็นระเบิดเวลาทั้งสิ้น  หากเจ้ายอมรับสิ่งเหล่านี้ เจ้าจะต้องแบกรับผลร้ายที่ตามมา และเจ้าจะต้องถูกซาตานทรมานและทำลายล้าง  นี่คือสิ่งที่มาจากการไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง  จะมีจุดจบที่ดีได้อย่างไรหากเจ้าติดตามซาตาน?  ซาตานจะทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อวางยาพิษเจ้าและปลูกฝังพิษในตัวเจ้า  พระเจ้าทรงช่วยเจ้าให้รอด แต่ซาตานทำร้ายเจ้า  พระเจ้าทรงรักษาความเจ็บป่วยของเจ้า ซาตานปลูกฝังพิษในตัวเจ้าเพื่อทำให้เจ้าป่วย  ยิ่งเจ้ายอมรับพิษจากซาตานมากเท่าใด ก็ยิ่งยากลำบากมากขึ้นที่เจ้าจะยอมรับความจริง  ก็เป็นเช่นนั้นเอง  สามัคคีธรรมหัวข้อสิ่งที่เป็นความจริงของเราจึงสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้  ต่อไป พวกเราจะสามัคคีธรรมหัวข้ออื่น

การชำแหละเรื่องที่ศัตรูของพระคริสต์ทำหน้าที่ของพวกเขาเพียงเพื่อให้ตนเองโดดเด่นและหล่อเลี้ยงผลประโยชน์และความทะเยอทะยานของตน ไม่เคยคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า และถึงขั้นทรยศผลประโยชน์เหล่านั้น แลกกับความเกรียงไกรของตน

1. สิ่งที่เป็นผลประโยชน์ของพระเจ้าและสิ่งที่เป็นผลประโยชน์ของผู้คน

ครั้งนี้พวกเราจะสามัคคีธรรมเรื่องการสำแดงต่างๆ ของศัตรูของพระคริสต์ในหัวข้อที่เก้า—พวกเขาทำหน้าที่ของตนเพียงเพื่อให้ตนเองโดดเด่นและหล่อเลี้ยงผลประโยชน์และความทะเยอทะยานของตน ไม่เคยคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า และถึงขั้นทรยศผลประโยชน์เหล่านั้น แลกกับความเกรียงไกรของตน  ในชีวิตประจำวันของพวกเรา พวกเรามักจะเน้นย้ำถึงผลประโยชน์ของพระเจ้าและของพระนิเวศของพระเจ้า  อย่างไรก็ดี บางคนมักจะไม่คำนึงถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า แต่กลับยึดเอาผลประโยชน์ของตนเป็นที่ตั้งในทุกสิ่ง  ผู้คนเหล่านี้เห็นแก่ตัวเป็นพิเศษ  ยิ่งไปกว่านั้น ในการจัดการกับกิจธุระต่างๆ ของพวกเขา พวกเขามักจะปกป้องผลประโยชน์ของตนเองจนส่งผลเสียต่อผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าอยู่เนืองๆ ถึงขนาดที่พวกเขาจะร้องขอจากพระนิเวศของพระเจ้าอย่างอ้อมค้อมเพื่อสนองความอยากได้อยากมีของตนเองเสียด้วยซ้ำ  คำสำคัญในที่นี้คืออะไร?  ประเด็นหลักที่กำลังพูดถึงคืออะไร?  (ผลประโยชน์)  คำว่า “ผลประโยชน์” หมายความว่าอย่างไร?  คำคำนี้ครอบคลุมอะไรบ้าง?  คนเราถือว่าอะไรคือผลประโยชน์ของผู้คน?  ผลประโยชน์ของผู้คนครอบคลุมอะไรบ้าง?  สถานะ ความมีหน้ามีตา และสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทางวัตถุ  ตัวอย่างเช่น เมื่อคนคนหนึ่งชักพาผู้อื่นให้หลงผิดในการชื่นชมและบูชาตน เขากำลังไล่ตามไขว่คว้าผลประโยชน์ทางจิตใจของตนเอง  นอกจากนี้ยังมีผลประโยชน์ทางวัตถุ ซึ่งผู้คนไล่ตามไขว่คว้าโดยการเอาเปรียบผู้อื่น เก็บเกี่ยวผลประโยชน์เพื่อตนเอง หรือขโมยทรัพย์สินของพระนิเวศของพระเจ้า เป็นต้น  ศัตรูของพระคริสต์เสาะแสวงแต่ผลประโยชน์เท่านั้น  ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์กำลังไล่ตามไขว่คว้าผลประโยชน์ทางจิตใจหรือทางวัตถุ พวกเขาก็โลภมาก ไม่รู้จักพอ และจะพยายามยึดครองสิ่งเหล่านี้มาเป็นของตัวเองทั้งหมด  เรื่องที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ของคนคนหนึ่งเผยเขาออกมามากที่สุด  ผลประโยชน์เชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับชีวิตของทุกคน และทุกสิ่งที่คนคนหนึ่งพบเจอในแต่ละวันล้วนเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของเขา  ตัวอย่างเช่น เมื่อเจ้าพูดอะไรบางอย่างหรือพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องเรื่องหนึ่ง มีผลประโยชน์อะไรบ้างที่เกี่ยวข้อง?  เมื่อคนสองคนหารือกันถึงประเด็นปัญหาบางอย่าง นั่นเป็นเรื่องที่ว่าใครพูดเก่งและใครพูดไม่เก่ง ใครได้รับการยกย่องจากคนอื่นและใครถูกคนอื่นดูถูก และยังเป็นเรื่องของผลสืบเนื่องที่ต่างกันไปตามวิธีพูดที่แตกต่างกันของพวกเขาด้วย  นี่เป็นเรื่องของผลประโยชน์ไม่ใช่หรือ?  แล้วผู้คนทำอย่างไรเมื่อเกิดปัญหาประเภทนี้ขึ้นกับพวกเขา?  ผู้คนพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะอวดตน เค้นสมองในการเรียบเรียงคำพูดของตนเพื่ออธิบายเรื่องนั้นให้ชัดเจน และเพื่อให้คำพูดเหล่านั้นถูกถ่ายทอดออกมาอย่างสละสลวยยิ่งขึ้น ฟังรื่นหูยิ่งขึ้น แถมยังมีโครงสร้างที่เป็นลำดับ สร้างความประทับใจให้กับผู้คนอย่างยาวนาน  การใช้แนวทางนี้ การใช้วาทศิลป์ สมอง และความรู้ของตนเพื่อเอาชนะใจผู้คนและสร้างความประทับใจอย่างลึกซึ้งให้กับพวกเขา—นี่คือผลประโยชน์รูปแบบหนึ่ง  ผลประโยชน์ที่ผู้คนไล่ตามไขว่คว้ายังเกี่ยวข้องกับแง่มุมอื่นใดอีกบ้าง?  เวลาดำเนินธุรกิจของตน ผู้คนจะชั่งน้ำหนัก คำนวณ และไตร่ตรองอยู่ในความรู้สึกนึกคิดตลอดเวลา เค้นสมองเพื่อคิดว่าการกระทำใดเป็นประโยชน์แก่ตน การกระทำใดไม่เป็นประโยชน์แก่ตน การกระทำใดสามารถส่งเสริมผลประโยชน์ของตน การกระทำใดที่อย่างน้อยที่สุดก็ไม่ทำลายผลประโยชน์ของตน และการกระทำใดสามารถทำให้พวกเขาได้รับความเกรียงไกรมากที่สุดและผลประโยชน์ทางวัตถุที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และทำให้ตนกลายเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุด  นี่คือผลประโยชน์สองประการที่ผู้คนต่อสู้เพื่อให้ได้มาเมื่อใดก็ตามที่เกิดปัญหาต่างๆ ขึ้นกับพวกเขา  ผลประโยชน์ที่ผู้คนไล่ตามไขว่คว้านั้นมุ่งเน้นไปที่สองแง่มุมนี้และไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ ในแง่หนึ่งคือการได้มาซึ่งผลประโยชน์ทางวัตถุ หรืออย่างน้อยที่สุดก็ไม่ขาดทุน และการเอาเปรียบผู้อื่น  นอกจากนี้ ในระดับจิตใจคือการทำให้ผู้คนยกย่องและชื่นชมพวกเขา และการเอาชนะใจผู้คน  บางครั้ง เพื่อให้ได้รับอำนาจและสถานะ ผู้คนสามารถสละผลประโยชน์ทางวัตถุได้ด้วยซ้ำ—นั่นคือ พวกเขาจะยอมขาดทุนเล็กน้อยเพื่อที่จะได้เปรียบผู้อื่นมากขึ้นในภายหลัง  โดยสรุป สิ่งเหล่านี้ที่เกี่ยวข้องกับความมีหน้ามีตา สถานะ ความรุ่งโรจน์ และสิ่งของทางวัตถุของผู้คน ล้วนจัดอยู่ในหมวดหมู่ที่เป็นผลประโยชน์ของผู้คน และล้วนเป็นผลประโยชน์ที่ผู้คนไล่ตามไขว่คว้า

อะไรคือธรรมชาติของการไล่ตามไขว่คว้าผลประโยชน์เหล่านี้ของผู้คน?  เหตุใดผู้คนจึงไล่ตามไขว่คว้าสิ่งเหล่านี้?  การไล่ตามไขว่คว้าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ชอบธรรมหรือไม่?  สมเหตุสมผลหรือไม่?  สอดคล้องกับข้อกำหนดที่พระเจ้าทรงมีต่อผู้คนหรือไม่?  นี่คือมาตรฐานที่พระเจ้าทรงกำหนดให้กับสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหรือไม่?  ในพระวจนะของพระเจ้า พระองค์ตรัสหรือไม่ว่า “พวกเจ้าควรไล่ตามไขว่คว้าผลประโยชน์ของตนเองและเพิ่มพูนผลประโยชน์ของตนเองให้มากที่สุด  จงอย่าพลีอุทิศผลประโยชน์ของตนเองเพียงเพราะพวกเจ้าเชื่อในพระเจ้าและทำหน้าที่  พวกเจ้าควรหวงแหนสถานะ ความมีหน้ามีตา และอำนาจของตน และปกป้องสิ่งเหล่านี้ไว้ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม  หากพระเจ้าประทานสถานะแก่เจ้า เจ้าก็ควรหวงแหนและเปลี่ยนสถานะนั้นให้เป็นความเกรียงไกรของเจ้าแทนที่จะเป็นความอับอาย  นี่คือพระบัญชาที่พระเจ้าประทานให้แก่เจ้า”—พระเจ้าเคยตรัสเช่นนี้หรือไม่?  (ไม่)  ในเมื่อไม่มีเรื่องเช่นนี้ในพระวจนะของพระเจ้า แล้วในพระทัยของพระเจ้า พระองค์ประสงค์สิ่งใดจากสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง?  พระเจ้าประสงค์ให้ผู้คนมองผลประโยชน์อย่างไร?  ในแง่หนึ่ง พระเจ้าทรงต้องการให้ผู้คนสละผลประโยชน์ของตน—นี่เป็นการกล่าวโดยรวม นอกจากนี้ พระเจ้ายังประทานเส้นทางแห่งการปฏิบัติที่เหมาะสมแก่ผู้คนในแง่มุมต่างๆ มากขึ้นอีก โดยตรัสบอกผู้คนว่าต้องปฏิบัติตนอย่างไรเพื่อที่พวกเขาจะได้เดินตามเส้นทางที่พวกเขาควรเดิน ควรปฏิบัติอย่างไรในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ผู้คนควรมีทัศนะและท่าทีอย่างไรต่อสิ่งของทางวัตถุ ชื่อเสียงและผลประโยชน์ และพวกเขาควรเลือกอย่างไร  ไม่ต้องสงสัยเลยว่าแม้พระวจนะของพระเจ้าไม่ได้บอกผู้คนโดยตรงว่าให้มองผลประโยชน์อย่างไร แต่นัยที่แฝงอยู่นั้น พระวจนะของพระองค์ก็ยังแสดงออกอย่างชัดเจนถึงทัศนะของพระเจ้าที่มีต่อผลประโยชน์ของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทราม และทำให้เห็นอย่างชัดเจนยิ่งว่าผู้คนควรวางทัศนะของตนเองลง ทำสิ่งต่างๆ ให้สอดคล้องกับหลักธรรมความจริง ปฏิบัติตนให้สอดคล้องกับฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างของตน และอยู่ในที่ทางของตนเอง  ในพระทัยของพระเจ้า พระองค์ตั้งพระทัยที่จะพรากผลประโยชน์ของผู้คนไปโดยกำหนดให้พวกเขาปฏิบัติตนในหนทางนี้หรือไม่?  ไม่อย่างแน่นอน  บางคนกล่าวว่า “ในคริสตจักร มีการพูดถึงผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าและผลประโยชน์ของคริสตจักรเสมอ แต่ทำไมไม่มีใครพูดถึงผลประโยชน์ของผู้คนอย่างพวกเราบ้างเลย?  ใครเป็นผู้ดูแลผลประโยชน์ของพวกเรา?  พวกเราก็ควรมีสิทธิของมนุษย์บ้างไม่ใช่หรือ?  พวกเราต้องได้รับผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ เช่นกัน  ทำไมพวกเราไม่ได้อะไรเล็กๆ น้อยๆ บ้างเลย?  ทำไมผลประโยชน์ทั้งหมดจึงเป็นของพระเจ้า?  พระเจ้าก็ทรงเห็นแก่ตัวเช่นกันไม่ใช่หรือ?”  การพูดเช่นนี้เป็นการกบฏและทรยศอย่างถึงที่สุด  เป็นคำพูดที่ผิดอย่างเห็นได้ชัด  คนคนหนึ่งที่มีความเป็นมนุษย์ย่อมไม่สามารถพูดเช่นนี้ได้อย่างแน่นอน มีเพียงหมู่มารเท่านั้นที่กล้าพูดสิ่งที่เป็นกบฏทุกรูปแบบ  คนอื่นๆ กล่าวว่า “พระเจ้าตรัสบอกผู้คนเสมอว่าอย่าคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนตัวของตน  พระองค์ตรัสเสมอว่าอย่าวางกลอุบายเพื่อประโยชน์ของตนเอง  ผู้คนต้องการโดดเด่นด้วยการทำบางสิ่งหรือสัมฤทธิ์บางอย่างที่ทำให้ทุกคนบูชาพวกเขา  พระเจ้าตรัสว่านี่คือความทะเยอทะยาน  ผู้คนต้องการต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง กินอาหารดีๆ สุขสำราญกับชีวิต ลุ่มหลงในความสะดวกสบายทางเนื้อหนัง และใช้ชีวิตอย่างน่านับถือในหมู่มวลมนุษย์  พระเจ้าตรัสว่าผู้คนเพียงกำลังหล่อเลี้ยงผลประโยชน์ของตนเองด้วยวิธีนี้ และต้องวางผลประโยชน์เหล่านี้ลง  ถ้าพวกเราวางผลประโยชน์ทั้งหมดนี้ลง พวกเราจะมีชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างไร?”  หากผู้คนไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า พวกเขาก็จะต่อต้านข้อกำหนดของพระเจ้าเสมอ และพวกเขาจะโต้แย้งกับพระเจ้าในเรื่องเหล่านี้ตลอดเวลา  เหมือนกับพ่อแม่บางคนที่ทำงานหนักมาครึ่งชีวิตเพื่อเลี้ยงดูลูกๆ และเหนื่อยล้าจนเจ็บป่วยสารพัด  พ่อแม่กังวลว่าร่างกายของตนจะทรุดโทรมลงและลูกๆ จะไม่มีใครคอยเกื้อหนุน ดังนั้น พวกเขาจึงซื้อผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพบางอย่าง  ลูกๆ ไม่รู้เรื่องอะไรเลย เมื่อเห็นผลิตภัณฑ์เหล่านี้ พวกเขาก็พูดว่า “ลูกไม่ได้ซื้อเสื้อผ้าใหม่มาหลายปีแล้ว ทำไมพ่อแม่ยังซื้อผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพได้อีก?  พ่อแม่ควรเก็บเงินนั้นไว้ให้ลูกเรียนมหาวิทยาลัยสิ”  คำพูดนี้ทำร้ายความรู้สึกของพ่อแม่หรือไม่?  พ่อแม่ทำทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง และไม่ใช่เพราะพวกเขาต้องการลุ่มหลงในความสะดวกสบายทางเนื้อหนัง หรือเพราะพวกเขาต้องการมีชีวิตยืนยาวขึ้นอีกหน่อย สบายขึ้นอีกนิด และแบ่งปันความโชคดีของลูกๆ ในอนาคต  ไม่ใช่เพื่อเหตุผลเหล่านี้เลย  พวกเขากำลังทำเพื่ออะไร?  พวกเขากำลังทำเพื่อลูกๆ ของตน  ลูกๆ ไม่เข้าใจเรื่องนี้และถึงกับตำหนิพ่อแม่ของตน—นี่ไม่ใช่การทรยศหรอกหรือ?  (ใช่)  หากลูกๆ ไม่เข้าใจเจตนาของพ่อแม่ พวกเขาอาจเกิดความขัดแย้งกับพ่อแม่ของตน จนถึงขั้นที่ทำให้เกิดการโต้เถียงและทำร้ายความรู้สึกของพ่อแม่  แล้วพวกเจ้าเข้าใจพระทัยของพระเจ้าหรือไม่?  นี่เป็นเรื่องของการเข้าใจความจริง  เหตุใดการปฏิบัติของผู้คนที่เป็นการหล่อเลี้ยงผลประโยชน์และความทะเยอทะยานของตนเองจึงถูกพระเจ้าทรงกล่าวโทษ?  เป็นเพราะพระเจ้าทรงเห็นแก่ตัวอย่างนั้นหรือ?  เป็นเพราะพระเจ้าตรัสบอกผู้คนว่าอย่าไล่ตามไขว่คว้าผลประโยชน์ส่วนตัวเพื่อทำให้พวกเขาต้องยากจนและน่าเวทนาหรือ?  (ไม่ใช่)  ไม่ใช่เช่นนั้นอย่างแน่นอน  พระเจ้าทรงต้องการสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับผู้คน และพระเจ้าเสด็จมาเพื่อทรงพระราชกิจของพระองค์และทรงช่วยผู้คนให้รอดเพื่อประทานพรแก่มวลมนุษย์และทรงนำพาผู้คนไปสู่บั้นปลายที่สวยงาม  ทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำก็เพื่อให้ผู้คนได้รับความจริงและได้รับชีวิต เพื่อให้พวกเขามีคุณสมบัติที่จะได้รับพระสัญญาและพรของพระเจ้า  อย่างไรก็ดี ผู้คนได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างลึกซึ้งและมีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม และต้องทนทุกข์อย่างหนักเพื่อที่จะได้รับความจริงและชีวิต  หากทุกคนไล่ตามไขว่คว้าผลประโยชน์ส่วนตัวและต้องการมีชีวิตที่ดีเพื่อสนองความอยากได้อยากมีอันฟุ่มเฟือยของเนื้อหนัง แต่ไม่พยายามไล่ตามเสาะหาความจริง ผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร?  พวกเขาจะไม่สามารถได้รับความจริง และไม่สามารถได้รับการชำระให้บริสุทธิ์และการช่วยให้รอด  ผลสืบเนื่องของการที่พวกเขาไม่ได้รับการช่วยให้รอดคืออะไร?  พวกเขาทั้งหมดต้องตายในความวิบัติ  นี่คือเวลาที่จะลุ่มหลงในความยินดีทางเนื้อหนังหรือ?  ไม่ใช่  ผู้ที่ไม่ได้รับความจริงต้องตาย  ดังนั้น ข้อกำหนดของพระเจ้าที่ให้ผู้คนสละผลประโยชน์ทางเนื้อหนังเพื่อไล่ตามเสาะหาความจริงนั้นก็เพื่อประโยชน์ของผู้คน เพื่อชีวิตของพวกเขา และเพื่อการได้รับความรอดของพวกเขา  เมื่อผู้คนได้มาซึ่งความจริงและได้รับการช่วยให้รอดแล้ว พระสัญญาและพรของพระเจ้าก็จะมาถึงได้ทุกเมื่อ  ไม่มีใครรู้ว่าพรที่พระเจ้าประทานแก่ผู้คนนั้นยิ่งใหญ่กว่าความยินดีทางเนื้อหนังที่ผู้คนคิดฝันไว้ไม่รู้กี่ร้อยกี่พันเท่า  ทำไมผู้คนถึงมองไม่เห็นสิ่งเหล่านี้?  ผู้คนตาบอดต่อสิ่งเหล่านี้กันหมดเลยหรือ?  แล้วเหตุใดพระเจ้าจึงประสงค์ให้ผู้คนวางผลประโยชน์ของตนเองลงและปกป้องผลประโยชน์ของพระเจ้าและผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าอยู่เสมอ?  ใครสามารถอธิบายเรื่องนี้ได้บ้าง?  (พระเจ้าประสงค์ให้ผู้คนสละผลประโยชน์ส่วนตัวเพราะผู้คนถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม และผลประโยชน์ของพวกเขาไม่สอดคล้องกับความจริง  ในการกำหนดให้ผู้คนปกป้องผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า พระเจ้ากำลังทรงสอนผู้คนถึงวิธีประพฤติปฏิบัติตน  นอกจากนี้ยังเป็นเพราะพระราชกิจทั้งหมดที่พระเจ้าทรงทำนั้นก็เพื่อช่วยผู้คนให้รอด และหากใครไม่รู้จักปกป้องผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาก็ไม่คู่ควรที่จะถูกเรียกว่ามนุษย์)  มีประเด็นที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงบางอย่างในสิ่งที่เจ้าพูด  (ข้าพระองค์อยากจะเสริมอะไรบางอย่าง  ข้าพระองค์หมกมุ่นอยู่กับชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะ  ข้าพระองค์รู้สึกว่าข้าพระองค์มีพรสวรรค์บางอย่างและควรได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ดูแล  อย่างไรก็ดี ทุกครั้งที่มีการคัดเลือก ข้าพระองค์กลับพลาดไป และข้าพระองค์ก็พร่ำบ่นพระเจ้าอยู่ในหัวใจ—ทำไมพระเจ้าถึงไม่ประทานความปรารถนาเล็กๆ น้อยๆ นี้ให้ข้าพระองค์?  ต่อมา เมื่อมีประสบการณ์กับความล้มเหลวบางอย่าง ข้าพระองค์จึงอ่านพระวจนะของพระเจ้าและทบทวนตนเอง และยอมรับว่าข้าพระองค์มักจะอิจฉาและแก่งแย่งชิงดีเพราะข้าพระองค์ไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะ รวมทั้งไม่ร่วมมืออย่างกลมเกลียวกับพี่น้องชายหญิงของข้าพระองค์  ไม่เพียงแต่ข้าพระองค์จะไม่ก้าวหน้าในชีวิตของข้าพระองค์ แต่ข้าพระองค์ยังได้ก่อให้เกิดความสูญเสียบางอย่างต่องานของพระนิเวศของพระเจ้าอีกด้วย  ข้าพระองค์จึงตระหนักว่าการไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียง ผลประโยชน์ และผลประโยชน์ส่วนตัวไม่ใช่ทัศนคติที่ถูกต้องต่อชีวิตหรือเป้าหมายที่ถูกต้องในการไล่ตามเสาะหา แต่เป็นทัศนะที่ผิดพลาดซึ่งซาตานปลูกฝังในตัวผู้คนเพื่อชักพาพวกเขาให้หลงผิด และการไล่ตามไขว่คว้าเช่นนี้ก็อันตรายมาก  พระเจ้าตรัสบอกผู้คนว่าอย่าไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะ ไม่ใช่เพราะพระองค์ทรงต้องการสร้างปัญหาให้พวกเขา หรือเพราะพระองค์ทรงต้องการเข้มงวดกับพวกเขา แต่เพราะนี่คือเส้นทางที่อันตรายมาก และการไล่ตามไขว่คว้าเช่นนั้นสามารถนำคนเราไปสู่การจบลงด้วยมือเปล่าในที่สุดเท่านั้น)  คำว่า “มือเปล่า” และ “อันตรายมาก” นั้น พวกเจ้าคิดว่าอันตรายที่เขาพูดถึงคืออะไร?  เป็นเพียงเรื่องของการจบลงด้วยมือเปล่าและไม่มีอะไรมากไปกว่านั้นจริงหรือ?  นี่เป็นเส้นทางแบบใด?  (เส้นทางสู่การทำลายล้าง)  การไล่ตามไขว่คว้านี้คือเส้นทางแห่งการต่อต้านพระเจ้า  นี่ไม่ใช่การไล่ตามเสาะหาความจริง แต่เป็นการไล่ตามไขว่คว้าสถานะและเกียรติยศ  เป็นการเดินบนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์  ไม่ว่าเจ้าจะคิดว่าความปรารถนาและความใฝ่ฝันของเจ้านั้นชอบธรรมเพียงใด สิ่งที่พระเจ้าต้องประสงค์ไม่ใช่สิ่งนี้ ไม่ใช่การไล่ตามไขว่คว้าประเภทนี้  พระเจ้าไม่ต้องประสงค์ให้เจ้าไล่ตามไขว่คว้าในหนทางนี้  หากเจ้ายืนกรานที่จะยึดมั่นในแนวทางของตนเอง เช่นนั้นจุดจบสุดท้ายของเจ้าจะไม่ใช่เพียงแค่การจบลงด้วยมือเปล่า แต่เจ้าจะเริ่มต้นบนเส้นทางแห่งการต่อต้านพระเจ้า  อันตรายในเรื่องนี้คืออะไร?  เจ้าจะต่อต้านพระเจ้า โห่ร้องคัดค้านพระองค์และต่อต้านพระองค์ ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับพระองค์ และจุดจบจะเป็นการทำลายล้าง  มีอะไรเสริมอีกหรือไม่?  (ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ขอเสริมอะไรบางอย่าง  เมื่อสักครู่พระเจ้าทรงถามว่า เหตุใดพระเจ้าจึงไม่ต้องประสงค์ให้ผู้คนปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง แต่ให้ปกป้องผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าแทน?  ตามที่ข้าพระองค์เข้าใจ พระเจ้าทรงสร้างทุกสิ่ง และทุกสิ่งมาจากพระเจ้า  ทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างก็ล้วนเพื่อผู้คน  ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงทำสิ่งใด—รวมถึงการที่พระองค์ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์สองครั้งเพื่อทรงพระราชกิจทั้งหมดนี้ และรวมถึงพระราชกิจแห่งการสถาปนาคริสตจักรทั้งหมดนี้ในปัจจุบัน—แท้จริงแล้ว ทั้งหมดนี้ก็เพื่อช่วยผู้คนให้รอด  เมื่อผู้คนเชื่อในพระเจ้า เริ่มต้นใช้ชีวิตคริสตจักร และสามารถทำหน้าที่ของตนได้ พวกเขาก็มีเส้นทางของความรอด  ดังนั้น การที่พระเจ้าทรงขอให้พวกเราวางผลประโยชน์ส่วนตัวของพวกเราลง จึงไม่ใช่การพรากไป เพราะท้ายที่สุดแล้ว พวกเราเองก็คือผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการปกป้องผลประโยชน์ของพระเจ้าและผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า)  ดีมาก  ความหมายโดยรวมของสิ่งที่พวกเจ้าได้สามัคคีธรรมกันนั้น โดยพื้นฐานแล้วถูกต้อง  บางคนพูดถึงประสบการณ์ส่วนตัวของตนเอง และคนอื่นๆ ก็พูดถึงเรื่องนี้จากมุมมองทางทฤษฎี  โดยพื้นฐานแล้ว สิ่งที่พวกเจ้าเข้าใจนั้นเป็นไปในแนวทางที่ว่า ผลประโยชน์ของพระเจ้านั้นชอบธรรมและผลประโยชน์ของผู้คนไม่ชอบธรรม  มีเพียงผลประโยชน์ของพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถเรียกได้ว่าผลประโยชน์ ในขณะที่ผลประโยชน์ของผู้คนไม่ควรมีอยู่  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ผลประโยชน์ของผู้คน”—วลีนี้ การแสดงออกนี้ ข้อเท็จจริงนี้—ไม่ใช่สิ่งที่ผู้คนควรเพลิดเพลิน  ผลประโยชน์ของพระเจ้ามาก่อนสิ่งอื่นใดและควรได้รับการปกป้อง  นี่คือสิ่งที่พวกเจ้าเข้าใจโดยพื้นฐาน  กล่าวคือ ผู้คนควรมีความรับผิดชอบที่จะปกป้องผลประโยชน์ของพระเจ้าและควรมองผลประโยชน์ของพระเจ้าอย่างถูกต้อง ในขณะที่ควรมองผลประโยชน์ของผู้คนด้วยความดูแคลนและควรถูกริบไป เพราะผลประโยชน์ของผู้คนนั้นไม่รุ่งโรจน์นัก  จากมุมมองของมนุษย์—เพราะโดยรากฐานแล้ว ผู้คนมีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม และภายในตัวพวกเขาก็เจือปนด้วยอุปนิสัยอันเสื่อมทราม—ผลประโยชน์ทั้งหมดของผู้คน ไม่ว่าจะมองในหนทางใด และไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่รับรู้ได้หรือรับรู้ไม่ได้ ล้วนจัดอยู่ในหมวดหมู่ของสิ่งที่ไม่ชอบธรรม  ดังนั้น ไม่ว่าผู้คนจะสามารถวางผลประโยชน์เหล่านั้นลงได้หรือไม่ พวกเขาก็ได้ตระหนักเองแล้วว่าผลประโยชน์ของผู้คนควรถูกวางลง และผลประโยชน์ของพระเจ้าคือสิ่งที่ควรต่อสู้เพื่อให้ได้มาและปกป้องไว้  มีความเห็นพ้องต้องกันในประเด็นนี้  บัดนี้ เมื่อพวกเราได้บรรลุความเห็นพ้องต้องกันแล้ว พวกเรามาสามัคคีธรรมเรื่องผลประโยชน์ของพระเจ้าคืออะไรกันแน่กันเถิด

ผลประโยชน์ของพระเจ้าคืออะไรกันแน่?  ผลประโยชน์ของพระเจ้า ผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า และผลประโยชน์ของคริสตจักร สามารถเทียบเท่ากันทั้งหมดได้หรือไม่?  อาจกล่าวได้ว่า “พระเจ้า” เป็นพระนามเรียกขาน และยังเป็นคำที่ใช้แทนแก่นแท้ของพระเจ้าอีกด้วย  แล้ว “พระนิเวศของพระเจ้า” และ “คริสตจักร” เล่า?  พระนิเวศของพระเจ้ามีขอบเขตกว้างขวางทีเดียว ในขณะที่คริสตจักรมีความเฉพาะเจาะจงมากกว่า  ผลประโยชน์ของพระเจ้า ผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า และผลประโยชน์ของคริสตจักร สามารถเทียบเท่ากันได้หรือไม่?  (ไม่สามารถเทียบเท่ากันได้)  บางคนบอกว่าเทียบเท่ากันไม่ได้ แต่จริงๆ แล้วสามารถเทียบเท่ากันได้หรือไม่?  กฎการปกครองแห่งพระนิเวศของพระเจ้า กฎการปกครองของคริสตจักร และกฎการปกครองที่พระเจ้าทรงประกาศใช้ เป็นสิ่งเดียวกันหรือไม่?  (ใช่)  เป็นสิ่งเดียวกัน  เมื่อพูดจากมุมมองนี้ ผลประโยชน์ของทั้งสามจึงสามารถเทียบเท่ากันได้  พระนิเวศของพระเจ้าเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีพระเจ้าและประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรรเท่านั้น และคริสตจักรเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีประชากรที่ทรงเลือกสรรของพระนิเวศของพระเจ้าเหล่านี้  คริสตจักรเป็น “หน่วยย่อย” ที่เฉพาะเจาะจงยิ่งขึ้นของพระนิเวศของพระเจ้า  พระนิเวศของพระเจ้าเป็นคำที่กว้างกว่า ในขณะที่คริสตจักรมีความเฉพาะเจาะจงมากกว่า  ผลประโยชน์ของพระเจ้า ผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า และผลประโยชน์ของคริสตจักร สามารถเทียบเท่ากันได้หรือไม่?  พวกเจ้าคิดว่าควรจะเทียบเท่ากันหรือไม่?  พวกเจ้าไม่รู้หรือ?  เช่นนั้น พวกเราลองทำให้เท่ากันก่อนเพื่อวิเคราะห์ดู  ตัวอย่างเช่น พระสิริของพระเจ้าคือผลประโยชน์ของพระเจ้า  จะพูดว่าเป็นความรุ่งโรจน์ของพระนิเวศของพระเจ้าได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  จะกล่าวเช่นนั้นไม่ได้  พระนิเวศของพระเจ้าเป็นชื่อเรียก ไม่ใช่ตัวแทนของแก่นแท้ของพระเจ้า  จะพูดว่าพระสิริของพระเจ้าคือความรุ่งโรจน์ของคริสตจักรได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  เห็นได้ชัดว่านั่นก็จะไม่ได้เช่นกัน  ความรุ่งโรจน์ของคริสตจักรคือความเกรียงไกรของพี่น้องชายหญิงทุกคน  การเทียบเท่ากับพระสิริของพระเจ้าย่อมจะเป็นเรื่องอุกอาจ  ผู้คนไม่สามารถแบกรับความเกรียงไกรนี้ได้ และทั้งพระนิเวศของพระเจ้าและคริสตจักรก็ไม่สามารถแบกรับได้เช่นกัน  เมื่อพูดจากมุมมองนี้ ผลประโยชน์ของพระเจ้า ผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า และผลประโยชน์ของคริสตจักร สามารถเทียบเท่ากันได้หรือไม่?  (ไม่สามารถเทียบเท่ากันได้)  เทียบเท่ากันไม่ได้  จากอีกมุมมองหนึ่ง พระราชกิจที่พระเจ้าทรงทำบางส่วน งานของพระนิเวศของพระเจ้าบางส่วน และงานของคริสตจักรบางส่วน สามารถเทียบเท่ากันได้หรือไม่?  ตัวอย่างเช่น พระเจ้าตรัสบอกผู้คนให้ประกาศข่าวประเสริฐและถ่ายทอดพระวจนะของพระเจ้า  นี่คือเจตนารมณ์ของพระเจ้า และยังเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงมีพระบัญชาต่อผู้คนอีกด้วย  เมื่อพระบัญชานี้ถูกมอบให้กับพระนิเวศของพระเจ้า งานนี้สามารถเทียบเท่ากับพระราชกิจที่พระเจ้าทรงวางแผนที่จะทำได้หรือไม่?  สิ่งที่พระเจ้าทรงมีพระบัญชาก็เป็นส่วนหนึ่งของพระราชกิจของพระองค์เช่นกัน และส่วนที่เฉพาะเจาะจงนี้สามารถเทียบเท่ากับพระราชกิจที่พระเจ้าทรงวางแผนที่จะทำได้  เมื่อพระบัญชานี้ถูกมอบให้กับคริสตจักรแล้ว จะสามารถเทียบเท่ากับพระราชกิจของพระเจ้าได้หรือไม่?  (ได้)  สามารถเทียบเท่ากันได้  หนึ่งในสองตัวอย่างนี้เกี่ยวข้องกับบางสิ่งที่เป็นแก่นแท้ของพระเจ้า ซึ่งในกรณีนี้ พระเจ้า พระนิเวศของพระเจ้า และคริสตจักรไม่สามารถเทียบเท่ากันได้  อีกตัวอย่างหนึ่งเกี่ยวข้องกับพระราชกิจที่พระเจ้าทรงทำ พระบัญชาของพระเจ้า และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อกำหนดที่พระเจ้าทรงมีต่อทุกคน—สิ่งเหล่านี้สามารถเทียบเท่ากันได้  เมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพระสิริของพระเจ้า อัตลักษณ์ของพระเจ้า แก่นแท้ของพระเจ้า และคำพยานของพระเจ้า พระเจ้า พระนิเวศของพระเจ้า และคริสตจักร สามารถเทียบเท่ากันได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  พระนิเวศของพระเจ้าและคริสตจักรไม่สามารถครอบครองคำพยานและความรุ่งโรจน์นี้ และไม่สามารถเทียบเท่ากับพระเจ้าได้ แต่เมื่อเป็นเรื่องของงานเฉพาะหรือพระบัญชาบางอย่าง ก็สามารถเทียบเท่ากันได้  ก่อนหน้านี้พวกเราได้สามัคคีธรรมเรื่องผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าและของคริสตจักร ซึ่งพวกเราพูดถึงกันไปมากแล้ว  วันนี้เราจะมุ่งเน้นที่การสามัคคีธรรมถึงสิ่งที่เป็นผลประโยชน์ของพระเจ้าอย่างแท้จริง และอะไรกันแน่คือสิ่งที่ผู้คนไม่รู้จัก สิ่งที่ผู้คนไม่เคยคิดถึง และสิ่งที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับพระเจ้าและนับเป็นผลประโยชน์ของพระเจ้า  ไม่ว่าจะเป็นคำนาม คำกล่าว หรือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับแก่นแท้และอัตลักษณ์ของพระเจ้า สิ่งใดคือผลประโยชน์ของพระเจ้า?  (พระสิริของพระเจ้า)  พระสิริของพระเจ้านั้นใช่อย่างแน่นอน รวมถึงคำพยานที่พระเจ้าทรงได้รับจากผู้คน  มีอะไรอีกบ้าง?  พระราชกิจของพระเจ้า แผนการบริหารจัดการของพระเจ้า พระนามของพระเจ้า คำพยานของพระเจ้า อัตลักษณ์ของพระเจ้า และสถานะของพระเจ้า—ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นผลประโยชน์ของพระองค์  สำหรับพระเจ้าแล้ว สิ่งที่ล้ำค่าที่สุดที่พระองค์ต้องประสงค์ที่จะคุ้มครองคืออะไร?  พระนามของพระเจ้า พระสิริของพระเจ้า คำพยานของพระเจ้า หรืออัตลักษณ์และสถานะของพระเจ้า?  คืออะไรกันแน่?  แผนการบริหารจัดการของพระเจ้าเพื่อช่วยมวลมนุษย์ให้รอดคือสิ่งล้ำค่าที่สุดที่พระเจ้าต้องประสงค์ที่จะคุ้มครอง  แผนการบริหารจัดการหกพันปีของพระเจ้าคือพระราชกิจทั้งหมดที่พระเจ้าทรงวางแผนที่จะทำภายในระยะเวลาหกพันปีนี้  สำหรับพระเจ้าแล้ว นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด  อาจกล่าวได้ว่า นี่ควรเป็นผลประโยชน์ของพระเจ้าซึ่งมวลมนุษย์ทรงสร้างสามารถมองเห็นได้  สิ่งที่ผู้คนสามารถเข้าใจได้ไม่มากก็น้อยเกี่ยวกับผลประโยชน์ของพระเจ้า และสิ่งที่ผู้คนควรเข้าใจนั้น โดยพื้นฐานแล้วสามารถหยุดอยู่เพียงเท่านั้น  ต่อไป พวกเรามาพูดถึงผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้ากันเถิด  เมื่อเป็นเรื่องของผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า นอกเหนือจากการปกป้องพระนามของพระเจ้า พระสิริของพระเจ้า และคำพยานของพระเจ้าแล้ว มีอะไรอีกบ้างที่พระเจ้าทรงมีพระบัญชาต่อมวลมนุษย์ว่าผู้คนควรปกป้อง?  (แผนการบริหารจัดการของพระเจ้า)  ถูกต้อง พระบัญชาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพระเจ้าต่อมวลมนุษย์คือผลประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพระนิเวศของพระเจ้า  แล้วผลประโยชน์นี้คืออะไร?  คือเพื่อให้แผนการบริหารจัดการหกพันปีของพระเจ้าดำเนินการในหมู่มวลมนุษย์ และแน่นอนว่านี่ย่อมรวมถึงแง่มุมต่างๆ สารพัดประเภท  แล้วรวมถึงอะไรบ้าง?  รวมถึงการที่คริสตจักรได้รับการสถาปนาและก่อตั้งขึ้น และการที่ผู้นำและคนทำงานในทุกระดับของคริสตจักรถูกจัดตั้งขึ้น เพื่อให้งานต่างๆ ของคริสตจักรและงานเผยแผ่ข่าวประเสริฐของพระเจ้าสามารถดำเนินไปได้โดยไม่มีอุปสรรค—ทั้งหมดนี้ล้วนเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของคริสตจักร  เหล่านี้คือสิ่งที่สำคัญที่สุดในผลประโยชน์ของพระเจ้า พระนิเวศของพระเจ้า และคริสตจักร ซึ่งพวกเรามักจะพูดถึงกัน  เพื่อให้พระราชกิจของพระเจ้าได้รับการเผยแผ่ เพื่อให้แผนการบริหารจัดการของพระเจ้าดำเนินไปโดยปราศจากอุปสรรค เพื่อให้เจตนารมณ์และน้ำพระทัยของพระเจ้าสำเร็จลุล่วงโดยปราศจากอุปสรรคในหมู่มวลมนุษย์ และเพื่อให้พระวจนะของพระเจ้าได้รับการเผยแผ่ แพร่กระจาย และถ่ายทอดอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้นในหมู่ผู้คน เพื่อให้ผู้คนจำนวนมากขึ้นมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า—สิ่งเหล่านี้คือวัตถุประสงค์และแก่นของพระราชกิจทั้งหมดของพระเจ้า  ดังนั้น สิ่งใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าและผลประโยชน์ของคริสตจักรย่อมต้องเกี่ยวข้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้าและแผนการบริหารจัดการของพระเจ้าอย่างแน่นอน  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นั่นเป็นเรื่องที่ว่า ในทุกยุคและทุกระยะ พระราชกิจของพระเจ้าสามารถดำเนินไปโดยปราศจากอุปสรรคและสามารถเผยแผ่ได้หรือไม่ กำลังดำเนินการและก้าวหน้าไปอย่างราบรื่นในหมู่มวลมนุษย์หรือไม่  หากทั้งหมดนี้กำลังดำเนินไปตามปกติ เช่นนั้นแล้ว ผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าและของคริสตจักรจะได้รับการปกป้อง และพระสิริของพระเจ้าและคำพยานของพระเจ้าก็จะได้รับการปกป้อง  หากพระราชกิจของพระเจ้าในพระนิเวศของพระเจ้าและในคริสตจักรถูกขัดขวางและไม่สามารถดำเนินไปได้โดยปราศจากอุปสรรค และเจตนารมณ์ของพระเจ้าและพระราชกิจที่พระเจ้าทรงวางแผนที่จะทำถูกขัดขวาง เช่นนั้นผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าและของคริสตจักรย่อมได้รับความเสียหายอย่างใหญ่หลวงอย่างแน่นอน—สิ่งเหล่านี้เชื่อมโยงกัน  กล่าวคือ เมื่อผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าและของคริสตจักรได้รับความเสียหายหรือถูกขัดขวางอย่างใหญ่หลวง เช่นนั้นแล้ว แผนการบริหารจัดการของพระเจ้าย่อมถูกขัดขวางอย่างร้ายแรงแน่นอน และผลประโยชน์ของพระเจ้าก็จะได้รับความเสียหายอย่างใหญ่หลวงเช่นกัน

เมื่อเสร็จสิ้นสามัคคีธรรมถึงสิ่งที่เป็นผลประโยชน์ของพระเจ้าแล้ว ต่อไป พวกเรามาพูดถึงสิ่งที่เป็นผลประโยชน์ของผู้คนเถิด  พวกเราเพิ่งพูดถึงผลประโยชน์ของผู้คนไปเล็กน้อย ตอนนี้พวกเรามาพูดถึงธรรมชาติของผลประโยชน์ของผู้คนในแง่ของคำจำกัดความ และมาระบุลักษณะของผลประโยชน์กันเถิด  เหตุใดพระเจ้าจึงประสงค์ให้ผู้คนวางผลประโยชน์ของตนลง?  ผู้คนไม่มีสิทธิเช่นนี้หรือ?  พระเจ้าไม่ประทานสิทธินี้แก่ผู้คนหรือ?  ผู้คนไม่สมควรได้รับสิทธิเช่นนี้หรือ?  ไม่ใช่เช่นนั้นหรือ?  เมื่อมองจากแง่มุมต่างๆ ของผลประโยชน์ของผู้คนที่พวกเราเพิ่งพูดถึงกัน ผู้คนไล่ตามไขว่คว้าผลประโยชน์เพื่ออะไร?  (ตนเอง)  “เพื่อตัวเอง” เป็นการสรุปโดยรวม  ตัวเองคือใคร?  (เหล่าซาตาน)  หากผู้คนเข้าใจความจริงและสามารถใช้ชีวิตตามความจริงได้ หากพวกเขาสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยและได้รับความรอด และพวกเขาไล่ตามไขว่คว้าสิ่งที่ตนต้องการ การไล่ตามไขว่คว้านี้ย่อมจะเข้ากันไม่ได้กับพระเจ้าไม่ใช่หรือ?  แต่ก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงและได้รับความรอด สิ่งเดียวที่ผู้คนไล่ตามไขว่คว้าก็คือชื่อเสียงและผลประโยชน์ แง่มุมนับไม่ถ้วนที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหนัง  สิ่งเหล่านี้เป็นปฏิปักษ์และขัดแย้งกับความจริงโดยสิ้นเชิง เป็นการละเมิดความจริงอย่างยิ่ง เป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความจริงอย่างสิ้นเชิง  หากใครบางคนพูดว่าพวกเขารักความจริงและว่าพวกเขาไล่ตามเสาะหาความจริง แต่โดยแก่นแท้แล้ว เป้าหมายที่พวกเขาไล่ตามเสาะหาคือการทำให้ตัวพวกเขาเองโดดเด่นแตกต่าง การอวดโอ้ การทำให้ผู้คนคิดกับพวกเขาอย่างสูงส่ง การสัมฤทธิ์ผลประโยชน์ส่วนบุคคลของตัวเอง และการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขานั้นไม่ใช่เป็นการนบนอบหรือทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย และแทนที่จะเป็นเช่นนั้นกลับเป็นการสัมฤทธิ์ชื่อเสียง ผลประโยชน์และสถานะ เช่นนั้นแล้ว การไล่ตามเสาะหาของพวกเขาย่อมไม่ถูกทำนองคลองธรรม  ในกรณีที่เป็นเช่นนั้น เมื่อเป็นเรื่องงานของคริสตจักร การกระทำของพวกเขาเป็นอุปสรรคกีดขวางหรือว่าพวกเขาช่วยขับเคลื่อนสิ่งเหล่านี้ไปข้างหน้าเล่า?  พวกเขาเป็นอุปสรรคกีดขวางอย่างชัดเจน ทั้งนี้พวกเขาไม่ขับเคลื่อนสิ่งเหล่านี้ไปข้างหน้า  ผู้คนบางคนสนับสนุนการทำงานของคริสตจักร แต่กระนั้นกลับไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะส่วนบุคคลของตัวเอง ประกอบกิจการของตัวเอง สร้างกลุ่มเล็กๆ ของตัวเอง ราชอาณาจักรเล็กๆ ของตัวเอง—บุคคลประเภทนี้กำลังทำหน้าที่ของพวกเขาอยู่หรือไม่?  งานทั้งหมดที่พวกเขาทำนั้นในแก่นแท้แล้วขัดขวาง ก่อกวน และบั่นทอนงานของคริสตจักร  สิ่งใดคือผลสืบเนื่องของการไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะของพวกเขา?  ก่อนอื่นการนี้ส่งผลต่อวิธีที่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าตามปกติและเข้าใจความจริง การนี้ขัดขวางการเข้าสู่ชีวิตของพวกเขา หยุดยั้งพวกเขาจากการเข้าสู่ครรลองที่ถูกต้องของความเชื่อในพระเจ้า และนำพวกเขาไปบนเส้นทางที่ผิด—ซึ่งทำร้ายผู้ที่ได้รับการเลือกสรร และพาพวกเขาไปสู่ความย่อยยับ  และในท้ายที่สุด การนี้ทำสิ่งใดกับงานของคริสตจักร?  ย่อมเป็นการก่อกวน บั่นทอน และรื้อทำลาย  นี่คือผลสืบเนื่องที่เกิดจากการไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะของผู้คน  เมื่อพวกเขาปฏิบัติหน้าที่ของตนในหนทางนี้ นี่จะนิยามได้หรือไม่ว่าเป็นการเดินบนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์?  เมื่อพระเจ้าตรัสขอให้ผู้คนละชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะ นั่นไม่ใช่ว่าพระองค์กำลังทรงลิดรอนสิทธิ์ในการเลือกของพวกเขา ตรงกันข้าม นั่นเป็นเพราะขณะที่ไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะอยู่นั้น ผู้คนได้ก่อกวนและทำให้งานของคริสตจักรกับการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรหยุดชะงัก และถึงขั้นสามารถมีอิทธิพลต่อการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าของผู้คนเป็นจำนวนมากขึ้น การเข้าใจความจริง รวมถึงการสัมฤทธิ์ความรอดของพระเจ้า  นี่คือข้อเท็จจริงที่มิอาจโต้แย้งได้  เมื่อผู้คนไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะของตน แน่นอนว่าพวกเขาจะไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงและไม่ลุล่วงหน้าที่ของตนด้วยความสัตย์ซื่อ  พวกเขาจะพูดและทำเพื่อชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะเท่านั้น และงานทุกอย่างที่พวกเขาทำก็ล้วนเป็นไปเพื่อสิ่งเหล่านั้นโดยไม่มีข้อยกเว้นแม้แต่น้อย  การประพฤติและปฏิบัติในหนทางเช่นนี้คือการเดินบนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์อย่างไม่ต้องสงสัย ก่อให้เกิดความไม่สงบและทำให้พระราชกิจของพระเจ้าหยุดชะงัก ผลสืบเนื่องต่างๆ ของการนี้ล้วนขัดขวางการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักรและการดำเนินงานตามน้ำพระทัยของพระเจ้าภายในคริสตจักร  ดังนั้น คนเราอาจพูดได้อย่างมั่นใจว่าเส้นทางที่ผู้ไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะเดินอยู่นั้นเป็นเส้นทางของการต้านทานพระเจ้า  นี่คือการตั้งใจต้านทานพระองค์ ปฏิเสธพระองค์—นี่คือการร่วมมือกับซาตานเพื่อต้านทานพระเจ้าและยืนหยัดต่อต้านพระองค์  นี่คือธรรมชาติของการไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะของผู้คน  ข้อผิดพลาดในการที่ผู้คนไล่ตามเสาะหาผลประโยชน์ของตนเองนั้นก็คือว่า เป้าหมายที่พวกเขาไล่ตามเสาะหานั้นคือเป้าหมายของซาตาน ซึ่งเป็นเป้าหมายที่เลวทรามและไม่ยุติธรรม  เมื่อผู้คนไล่ไขว่คว้าผลประโยชน์ส่วนตน เช่น ชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะ พวกเขากลายเป็นเครื่องมือของซาตานโดยไม่รู้ตัว พวกเขากลายเป็นทางออกสำหรับซาตาน และที่มากกว่านั้นก็คือ พวกเขากลายเป็นร่างจำแลงของซาตาน  พวกเขาแสดงบทบาทเชิงลบอยู่ในคริสตจักร ผลกระทบที่พวกเขามีต่องานของคริสตจักร และต่อชีวิตคริสตจักรที่ปกติและการไล่ตามเสาะหาตามปกติของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรก็คือ การก่อความไม่สงบและลดคุณค่า พวกเขาส่งผลเลวร้ายในเชิงลบ  เมื่อใครบางคนไล่ตามเสาะหาความจริง พวกเขามีความสามารถที่จะคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าและพระภาระของพระองค์  เมื่อพวกเขาทำหน้าที่ของตน พวกเขาย่อมค้ำจุนงานของคริสตจักรในทุกด้าน  พวกเขาย่อมมีความสามารถที่จะยกย่องพระเจ้าและให้การเป็นพยานต่อพระเจ้าได้ พวกเขาย่อมนำพาประโยชน์มาสู่เหล่าพี่น้องชายหญิง และสนับสนุนพวกเขา และจัดเตรียมให้พวกเขา และพระเจ้าย่อมได้รับพระสิริและคำพยาน ซึ่งนำความละอายมาสู่ซาตาน  ผลลัพธ์ของการไล่ตามเสาะหาของพวกเขาก็คือ พระเจ้าทรงได้รับสิ่งมีชีวิตทรงสร้างซึ่งสามารถยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วได้อย่างแท้จริง ซึ่งมีความสามารถที่จะนมัสการพระเจ้าได้  ผลลัพธ์ของการไล่ตามเสาะหาของพวกเขาก็คือ น้ำพระทัยของพระเจ้าได้รับการดำเนินการ และพระราชกิจของพระเจ้าก็มีความสามารถที่จะก้าวหน้าได้เช่นกัน  ในสายพระเนตรของพระเจ้า การไล่ตามเสาะหาดังกล่าวนั้นเป็นบวก เป็นสิ่งที่ถูกต้องเปิดเผย  การไล่ตามเสาะหาเช่นนี้เป็นประโยชน์อย่างมหาศาลต่อผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรร อีกทั้งยังเป็นประโยชน์อย่างเต็มที่ต่องานของคริสตจักร ช่วยผลักดันสิ่งต่างๆ ให้ก้าวหน้า และได้รับการเห็นชอบจากพระเจ้า

ลำดับถัดไป พวกเราจะสามัคคีธรรมเรื่องผลประโยชน์ของพระเจ้า ผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า และผลประโยชน์ของคริสตจักร  ตอนนี้พวกเรายังไม่พูดถึงว่า ระหว่างผลประโยชน์ทั้งสามนี้มีสิ่งร่วมกันได้หรือไม่ กล่าวคือ เมื่อพูดถึงผลประโยชน์อย่างหนึ่ง จะเทียบเท่ากับผลประโยชน์อีกสองอย่างได้หรือไม่  พวกเรามาพูดถึงผลประโยชน์ของพระเจ้ากันก่อนเถิด  เราเพิ่งกล่าวไปว่าผลประโยชน์ของพระเจ้าประกอบด้วยพระสิริของพระเจ้า คำพยานของพระเจ้า พระนามของพระเจ้า และที่สำคัญที่สุดคือ แผนการบริหารจัดการของพระเจ้าและการเผยแผ่พระราชกิจของพระเจ้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและสำคัญที่สุดในสายพระเนตรของพระเจ้า  สำหรับตอนนี้ พวกเรายังไม่กล่าวถึงพระสิริของพระเจ้า พระนามของพระเจ้า และคำพยานของพระเจ้า ซึ่งค่อนข้างห่างไกลจากผู้คน  พวกเรามาพูดถึงพระราชกิจของพระเจ้ากันก่อน  แท้จริงแล้วพระเจ้ากำลังทรงพระราชกิจใดอยู่?  อะไรคือเนื้อหาของพระราชกิจของพระเจ้า?  อะไรคือธรรมชาติของพระราชกิจของพระเจ้า?  พระราชกิจของพระเจ้านำสิ่งใดมาสู่มวลมนุษย์?  พระราชกิจของพระเจ้าส่งผลกระทบใดต่อมวลมนุษย์กันแน่?  พวกเรามาพูดถึงสิ่งเหล่านี้กันก่อน  เช่นนั้นแล้ว พระราชกิจของพระเจ้าคืออะไรกันแน่?  (การช่วยมวลมนุษย์ให้รอด)  หัวข้อนี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ จุดประสงค์ของพระราชกิจไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ นั่นคือ เพื่อช่วยมวลมนุษย์ซึ่งอยู่ภายใต้อำนาจของซาตานและถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างลึกซึ้งไปแล้วให้รอด  พระราชกิจนี้คือการช่วยผู้คนกลุ่มหนึ่งที่ได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามจนถึงขั้นไร้ความคล้ายคลึงมนุษย์โดยสิ้นเชิงให้รอด เป็นกลุ่มผู้คนที่เต็มไปด้วยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของซาตาน และเต็มไปด้วยอุปนิสัยที่ต่อต้านพระเจ้า เพื่อทำให้พวกเขาเปลี่ยนแปลงจนมีสภาพเสมือนมนุษย์ เพื่อให้พวกเขาเข้าใจความจริง เข้าใจและหยั่งรู้ว่าสิ่งใดยุติธรรมและสิ่งใดไม่ยุติธรรม สิ่งใดเป็นบวกและสิ่งใดเป็นลบ และผู้คนควรดำเนินชีวิตอย่างไรเพื่อที่จะใช้ชีวิตตามสภาพเสมือนผู้คนอย่างแท้จริง และพวกเขาควรยืนอยู่ในตำแหน่งใดเพื่อที่จะอยู่ในตำแหน่งที่พระเจ้าทรงลิขิตไว้ล่วงหน้าให้ผู้คนยืนอยู่  สิ่งเหล่านี้คือเนื้อหาพื้นฐานของพระราชกิจของพระเจ้า และพวกเจ้าทุกคนก็รู้เรื่องเหล่านี้ในระดับทฤษฎี  หากพวกเจ้าเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าอย่างแท้จริง พวกเจ้าก็ควรรู้ว่าพระเจ้าทรงพิพากษาผู้คนเพื่อกล่าวโทษและทำลายพวกเขา หรือเพื่อชำระพวกเขาให้บริสุทธิ์และทำให้พวกเขาเพียบพร้อม และพระเจ้าทรงพิพากษาและตีสอนผู้คนเพื่อผลักไสพวกเขาลงสู่บ่อไฟ หรือเพื่อช่วยพวกเขาให้รอดและพาพวกเขาไปสู่ความสว่าง  พวกเราทุกคนสามารถมองเห็นได้ว่าพระเจ้าทรงแสดงความจริงมากมายเหลือเกิน ทรงเปิดโปงสภาวะที่เสื่อมทรามต่างๆ นานาของผู้คน ทรงแก้ไขความเบี่ยงเบนในความเชื่อของผู้คนและมโนคติอันหลงผิดที่พวกเขามีต่อความเชื่อ และทรงนำผู้คนให้เข้าใจความจริงและดำเนินชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้า และใช้ชีวิตตามสภาพเสมือนมนุษย์ที่แท้จริง และผลลัพธ์บางอย่างก็ได้สัมฤทธิ์ในหมู่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรแล้ว  พระเจ้าทรงเปิดโปงอุปนิสัยอันโอหังของผู้คนและทรงป้องกันไม่ให้พวกเขากลายเป็นอภิมนุษย์หรือผู้คนที่ยิ่งใหญ่ โดยทรงอนุญาตให้พวกเขากลายเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่แท้จริง และเป็นผู้คนที่มีมโนธรรมและสำนึก พระเจ้าทรงเปิดโปงแก่นแท้หน้าซื่อใจคดของพวกฟาริสี ทรงอนุญาตให้ผู้คนมองเห็นโฉมหน้าที่หน้าซื่อใจคดของพวกฟาริสี และทรงนำพาผู้คนไปสู่ความเป็นจริงความจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้า พระเจ้าทรงเปิดโปงความไร้สาระของวัฒนธรรมดั้งเดิมและโซ่ตรวนที่วัฒนธรรมดั้งเดิมพันธนาการผู้คน และความเสียหายที่วัฒนธรรมดั้งเดิมก่อให้เกิดขึ้นกับพวกเขา เพื่อให้ผู้คนสามารถหลุดพ้นจากพันธนาการของวัฒนธรรมดั้งเดิม รวมทั้งสามารถยอมรับความจริงและดำเนินชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้าได้…  ทั้งหมดนี้สามารถสรุปได้ดังนี้ว่า พระราชกิจแห่งการช่วยผู้คนให้รอดของพระเจ้าคือการนำผู้คนออกจากกระแสนิยมชั่วของโลกกลับคืนสู่พระนิเวศของพระเจ้า แล้วจากนั้นก็ทรงสั่งสอนพวกเขาอย่างไม่ลดละ ประทานความจริงและชีวิตแก่พวกเขา เพื่อให้พวกเขาสามารถเข้าใจและรู้ว่าหลักธรรมที่แท้จริงของการประพฤติปฏิบัติตนคืออะไร และผู้คนควรประพฤติปฏิบัติตนอย่างไร เพื่อหลีกหนีจากความเสียหายที่กระแสนิยมชั่วของซาตาน ปรัชญาเยี่ยงซาตาน และพิษต่างๆ ของซาตานก่อให้เกิดขึ้นกับผู้คน  ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน พระเจ้าได้ทรงพระราชกิจทุกรูปแบบ จากพระราชกิจของพระองค์ในยุคธรรมบัญญัติ จนถึงพระราชกิจของพระองค์ในยุคพระคุณ สู่พระราชกิจแห่งการพิพากษาที่บัดนี้พระองค์กำลังทรงทำอยู่ในยุคสุดท้าย  บัดนี้ เมื่อพวกเจ้าเข้าใจชัดเจนเกี่ยวกับพระราชกิจสามระยะของพระเจ้าแล้ว ธรรมชาติที่แท้จริงของพระราชกิจของพระเจ้าในแผนการบริหารจัดการหกพันปีของพระองค์คืออะไร?  ควรระบุลักษณะอย่างไร?  (นี่คือภารกิจที่ยุติธรรมที่สุดในหมู่มวลมนุษย์)  ถูกต้อง  พระราชกิจแห่งการบริหารจัดการและช่วยมวลมนุษย์ให้รอดของพระเจ้าได้ดำเนินมาเป็นเวลา 6,000 ปีแล้ว และในช่วง 6,000 ปีนี้ พระเจ้าทรงอดทน รอคอย และตรัสอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพื่อทรงนำมวลมนุษย์มาจนถึงปัจจุบัน  พระเจ้าไม่ได้ทรงทอดทิ้ง และพระราชกิจที่พระเจ้าทรงทำนี้คือภารกิจที่ยุติธรรมที่สุดในหมู่มวลมนุษย์  เมื่อพิจารณาจากธรรมชาติของพระราชกิจของพระเจ้าแล้ว ผลประโยชน์ของพระเจ้ายุติธรรมและชอบธรรมที่สุดมิใช่หรือ?  (ใช่)  หากผลประโยชน์ของพระเจ้าได้รับการปกป้อง จะเกิดอะไรขึ้นกับมวลมนุษย์?  มวลมนุษย์จะสามารถมีชีวิตรอดต่อไปได้ด้วยดี ใช้ชีวิตตามสภาพเสมือนมนุษย์ ดำรงชีวิตอยู่ภายในกฎของสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงกำหนดขึ้น และสุขสำราญกับทุกสิ่งที่พระเจ้าได้ประทานแก่มวลมนุษย์ และด้วยเหตุนี้ มนุษย์จะกลายเป็นเจ้านายที่แท้จริงของสรรพสิ่ง  พวกเจ้าควรเห็นว่า ท้ายที่สุดแล้วพระราชกิจบริหารจัดการของพระเจ้าก็เป็นไปเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของผู้คน  เช่นนั้นแล้ว พระราชกิจแห่งการช่วยมวลมนุษย์ให้รอดของพระเจ้าจึงเป็นภารกิจที่ยุติธรรมที่สุดในหมู่มวลมนุษย์มิใช่หรือ?  นี่เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้และไร้ข้อกังขา—นี่คือภารกิจที่ยุติธรรมที่สุด  ดังนั้น หากใครบางคนจะถึงขั้นทำให้ผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าเสียหายและถึงขั้นขัดขวางการเผยแผ่พระราชกิจของพระเจ้าเพื่อผลประโยชน์ของตนเองแล้ว คนคนนี้เป็นคนแบบใด?  นี่คือบุคคลที่เลวร้ายและเป็นมารอย่างชัดเจน  พระเจ้าเพียงทรงจัดเตรียมให้มวลมนุษย์ โดยไม่ทรงเรียกร้องสิ่งใดตอบแทน  ขณะที่พระเจ้ากำลังทรงพระราชกิจที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อมวลมนุษย์และทรงดำเนินภารกิจที่ยุติธรรมที่สุด ผู้คนไม่เพียงแต่ไม่ซาบซึ้งหรือไม่ขอบคุณพระเจ้าและไม่คิดที่จะตอบแทนพระเจ้า ตรงกันข้าม พวกเขากลับขัดขวาง ก่อกวน ลดคุณค่าพระราชกิจของพระเจ้า และไล่ตามไขว่คว้าผลประโยชน์ส่วนตัวของตนเอง  ผู้คนเช่นนี้ไม่มีมโนธรรมหรือสำนึกแม้แต่น้อย  พวกเขายังสมควรถูกเรียกว่าผู้คนอยู่อีกหรือ?  คนเหล่านี้คือหมู่มารและเหล่าซาตานโดยแท้!  แม้ว่าจะทรงทำทั้งหมดนี้แล้ว พระเจ้าก็ยังไม่ทรงสามารถทำให้ผู้คนซาบซึ้งได้ พวกเขายังมีหัวใจอยู่หรือ?  พวกเขาไม่มีหัวใจ  การไม่มีหัวใจหมายถึงการไม่มีมโนธรรม  คนเช่นนี้ไม่มีสำนึกของมโนธรรม  เมื่อความเป็นมนุษย์ของคนเราขาดมโนธรรม เขาก็ไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป แต่เป็นสัตว์ เป็นมาร และเป็นซาตาน  นี่เป็นเรื่องที่ชัดเจนมาก  เพื่อให้ผู้คนได้รับการช่วยให้รอด พระเจ้าตั้งพระทัยที่จะจ่ายทุกราคาและทรงพระราชกิจอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย  ไม่ว่าผู้คนจะเข้าใจผิดหรือกังขาอย่างไร พระเจ้าก็ทรงอดทนเสมอมาและทรงจัดเตรียมให้แก่ผู้คนต่อไป โดยตรัสบอกพวกเขาถึงแง่มุมต่างๆ ของความจริงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้พวกเขาเข้าใจทีละน้อย ทำให้พวกเขาคิดทบทวนและตรวจสอบ และทำให้พวกเขาสามารถเข้าใจพระทัยของพระเจ้าและหยั่งรู้พระทัยของพระเจ้าได้  และเมื่อผู้คนได้ยินพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้า พวกเขาก็ซาบซึ้งและหลั่งน้ำตาไม่กี่หยด  แต่พอหันหลัง พวกเขาไม่เพียงไม่คำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า แต่พวกเขาก็ยังคงไล่ตามไขว่คว้าผลประโยชน์ของตนเองและยังคงไล่ตามไขว่คว้าพรทั้งหลายต่อไป  จงบอกเราทีว่า ผู้คนเช่นนี้ไม่มีมโนธรรมและสำนึกใช่หรือไม่?  ผู้คนเช่นนี้ขาดสิ่งใดมากที่สุด?  พวกเขาขาดมโนธรรมและสำนึกมากที่สุด และพวกเขาขาดความเป็นมนุษย์มากที่สุด  พระเจ้าทรงอดทนต่อความเจ็บปวดทุกรูปแบบด้วยความอดกลั้นอย่างที่สุดเพื่อทรงพระราชกิจและช่วยผู้คนให้รอด แต่ผู้คนก็ยังคงเข้าใจพระเจ้าผิด ตั้งตนเป็นปฏิปักษ์ต่อพระองค์อยู่เสมอ ปกป้องผลประโยชน์ของตนเองอยู่ตลอดเวลาโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า และต้องการใช้ชีวิตที่หรูหราอยู่เสมอ แต่กลับไม่ต้องการอุทิศตนเพื่อพระสิริของพระเจ้า—ในสิ่งทั้งหมดนี้ มีความเป็นมนุษย์ให้พูดถึงบ้างหรือไม่?  แม้ผู้คนจะกล่าวประกาศคำพยานถึงพระเจ้าออกมาดังๆ แต่ในหัวใจของพวกเขากลับพูดว่า “นี่คืองานที่ฉันได้ทำ ซึ่งได้สัมฤทธิ์ผลแล้ว  ฉันได้ทุ่มความพยายามและได้จ่ายราคาด้วยเช่นกัน  ทำไมไม่เป็นพยานให้ฉันบ้างเล่า?”  พวกเขามักจะต้องการแบ่งปันพระสิริและคำพยานของพระเจ้าเสมอ  ผู้คนคู่ควรกับสิ่งเหล่านี้หรือไม่?  คำว่า “พระสิริ” ไม่ได้เป็นของมนุษย์  พระสิริเป็นของพระเจ้า เป็นของพระผู้สร้างได้เท่านั้น และไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตทรงสร้างเลย  แม้ผู้คนจะทุ่มเทความพยายามและให้ความร่วมมือ พวกเขาก็ยังคงอยู่ภายใต้การนำของพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์  หากไม่มีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผู้คนจะทำสิ่งใดได้บ้าง?  คำว่า “คำพยาน” ก็ไม่ได้เป็นของมนุษย์เช่นกัน  ไม่ว่าจะเป็นคำนามที่ว่า “คำพยาน” หรือคำกริยาว่า “เป็นพยานยืนยัน” สองคำนี้เองก็ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตทรงสร้างเลย  มีเพียงพระผู้สร้างเท่านั้นที่ทรงคู่ควรแก่การได้รับการเป็นพยานให้และคู่ควรกับคำพยานของผู้คน  เรื่องนี้ถูกกำหนดโดยอัตลักษณ์ สถานะ และแก่นแท้ของพระเจ้า และยังเป็นเพราะทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำนั้นมาจากพระอุตสาหะของพระเจ้า และพระเจ้าก็ทรงสมควรที่จะได้รับสิ่งเหล่านั้น  สิ่งที่ผู้คนสามารถทำได้นั้นมีจำกัดอย่างยิ่ง และทั้งหมดล้วนเป็นผลลัพธ์มาจากความรู้แจ้ง การทรงนำ และการทรงชี้แนะของพระวิญญาณบริสุทธิ์  สำหรับธรรมชาติของมนุษย์แล้ว ผู้คนกลายเป็นโอหังเมื่อพวกเขาเข้าใจความจริงบางอย่างและสามารถทำงานได้บ้างเล็กน้อย  หากพวกเขาไม่มีการพิพากษาและการตีสอนจากพระเจ้าคอยอยู่กับพวกเขา ก็ไม่มีใครสามารถสัมฤทธิ์การนบนอบพระเจ้าและเป็นพยานให้พระองค์ได้  อันเป็นผลมาจากการลิขิตไว้ล่วงหน้าของพระเจ้า ผู้คนอาจมีพรสวรรค์หรือความสามารถพิเศษบางอย่าง ได้เรียนรู้วิชาชีพหรือทักษะบางอย่าง หรือมีไหวพริบอยู่บ้าง และแล้วพวกเขาก็โอหังจนเหลือทน และต้องการให้พระเจ้าทรงแบ่งปันพระสิริและคำพยานของพระองค์ให้กับพวกเขาอยู่เสมอ  นี่คือการไร้เหตุผลไม่ใช่หรือ?  นี่เป็นการไร้เหตุผลอย่างที่สุด  แสดงให้เห็นว่าพวกเขากำลังยืนอยู่ในจุดยืนที่ไม่ถูกต้อง  พวกเขาไม่ได้มองว่าตนเองเป็นมนุษย์ แต่มองว่าเป็นเผ่าพันธุ์ที่แตกต่างกัน เป็นอภิมนุษย์  ผู้คนที่ไม่รู้จักอัตลักษณ์และแก่นแท้ของตนเอง ไม่รู้ว่าตนควรยืนอยู่ในตำแหน่งใดนั้นไม่มีการตระหนักรู้ในตนเองเลย  ความถ่อมตนของผู้คนไม่ใช่สิ่งที่มาจากการถ่อมตน—ผู้คนนั้นถ่อมใจและต่ำต้อยมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว  ความถ่อมพระทัยของพระเจ้าคือสิ่งที่มาจากการถ่อมพระองค์  การกล่าวว่าผู้คนถ่อมใจนั้นเป็นการยกชูพวกเขา—ที่จริงแล้วพวกเขาต่ำต้อย  ผู้คนต้องการแข่งขันเพื่อชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะ และแข่งขันกับพระเจ้าเพื่อประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรรเสมอ  พวกเขาสวมบทบาทของซาตานในหนทางนี้ และนี่คือธรรมชาติของซาตาน  พวกเขาเป็นลูกหลานของซาตานอย่างแท้จริง โดยไม่มีความแตกต่างกันเลยแม้แต่น้อย  สมมติว่าพระเจ้าประทานสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพแก่ผู้คนเล็กน้อย และสมมติว่าพวกเขาสามารถแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ และทำสิ่งพิเศษบางอย่างได้ และสมมติว่าพวกเขาทำทุกสิ่งตามข้อกำหนดของพระเจ้าและทำตามนั้นทุกตัวอักษร  แต่พวกเขาสามารถเหนือกว่าพระเจ้าได้หรือไม่?  ไม่มีวัน  ความสามารถของซาตาน หัวหน้าทูตสวรรค์ ยิ่งใหญ่กว่าความสามารถของมนุษย์ไม่ใช่หรือ?  มันต้องการที่จะเหนือกว่าพระเจ้าตลอดเวลา แต่ผลลัพธ์สุดท้ายคืออะไร?  ในท้ายที่สุด มันก็ต้องตกลงสู่บาดาลลึก  พระเจ้าจะทรงเป็นตัวแทนแห่งความยุติธรรมตลอดไป ในขณะที่ซาตาน มาร หัวหน้าทูตสวรรค์ จะเป็นตัวแทนของความเลวร้ายตลอดไป และเป็นตัวแทนของกองกำลังแห่งความเลวร้าย  พระเจ้าจะทรงยุติธรรมตลอดไป และข้อเท็จจริงนี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้  นี่คือด้านที่พิเศษและเหนือธรรมดาของพระเจ้า  แม้ว่ามนุษย์จะได้รับความจริงทั้งหมดของพระเจ้าจากพระองค์ พวกเขาก็เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตทรงสร้างเล็กๆ และไม่สามารถเหนือกว่าพระเจ้าได้  นี่คือความแตกต่างระหว่างมวลมนุษย์กับพระเจ้า  ผู้คนสามารถดำรงอยู่อย่างเป็นระเบียบได้ก็แต่ภายในกฎเกณฑ์และระเบียบแบบแผนทั้งหมดที่พระเจ้าทรงกำหนดขึ้นเท่านั้น และสามารถบริหารจัดการทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างได้ก็แต่ภายในกฎเกณฑ์และระเบียบแบบแผนเหล่านี้เท่านั้น  ผู้คนไม่สามารถสร้างสิ่งมีชีวิตใดๆ และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของมวลมนุษย์ได้—นี่คือข้อเท็จจริง  ข้อเท็จจริงนี้บ่งชี้อะไร?  นั่นคือ ไม่ว่าพระเจ้าจะประทานสิทธิอำนาจและความสามารถแก่มวลมนุษย์มากเพียงใด ในท้ายที่สุดก็ไม่มีใครสามารถอยู่เหนือสิทธิอำนาจของพระเจ้าได้  ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี หรือกี่ชั่วอายุคน หรือมีมนุษย์มากเพียงใด มนุษย์ก็สามารถดำรงอยู่ภายใต้สิทธิอำนาจและอธิปไตยของพระเจ้าได้เท่านั้น  นี่คือข้อเท็จจริงที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดไป เป็นสิ่งที่จะไม่มีวันและไม่เคยเปลี่ยนแปลง!

พวกเจ้ารู้สึกอย่างไรหลังจากได้ยินเรื่องเหล่านี้?  บางคนกล่าวว่า “ข้าพระองค์เคยคิดถึงสิ่งเหล่านี้ในจิตสำนึกของข้าพระองค์ แต่ข้าพระองค์ก็รู้สึกว่าความสามารถของข้าพระองค์กำลังเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว  เมื่อข้าพระองค์อายุมากขึ้น ความคิดของข้าพระองค์ก็เป็นผู้ใหญ่ขึ้นด้วย และข้าพระองค์ก็สามารถคิดถึงปัญหาต่างๆ ได้อย่างครอบคลุมมากขึ้น และเมื่อข้าพระองค์ฟังพระวจนะของพระเจ้ามากขึ้น ข้าพระองค์ก็สามารถเข้าใจเจตนารมณ์บางอย่างของพระองค์ได้ ดังนั้น ข้าพระองค์จึงรู้สึกว่าข้าพระองค์แข็งแกร่งและไม่จำเป็นต้องให้พระเจ้าทรงครองอธิปไตยเหนือข้าพระองค์  โดยไม่รู้ตัว ข้าพระองค์เริ่มรู้สึกว่าข้าพระองค์มีความสามารถ และพระเจ้าได้รับข้าพระองค์ไว้แล้ว”  นี่เป็นความรู้สึกที่ดีหรือไม่?  (ไม่ใช่)  ไม่ดีอย่างไร?  นี่ไม่ใช่สัญญาณที่ดี  เช่นนั้นสัญญาณที่ดีคืออะไร?  ยิ่งผู้คนมีชีวิตอยู่นานเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งรู้สึกว่า “มนุษย์เป็นเหมือนผงคลีดิน และต่ำต้อยยิ่งกว่ามด  ไม่ว่าผู้คนจะแข็งแกร่งหรือมีศักดิ์ศรีเพียงใด หรือพวกเขาจะเข้าใจคำสอนมากเพียงใด หรือความคิดของพวกเขาจะเป็นผู้ใหญ่เพียงใด พวกเขาก็ไม่สามารถอยู่เหนืออธิปไตยของพระเจ้าได้”  ยิ่งผู้คนมีชีวิตอยู่นานเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่แห่งสิทธิอำนาจของพระเจ้าและมหิทธานุภาพแห่งสิทธิอำนาจของพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น  ยิ่งผู้คนมีชีวิตอยู่นานเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งรู้สึกถึงความเล็กน้อยของผู้คนมากขึ้นเท่านั้น  ยิ่งพวกเขามีชีวิตอยู่นานเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งรู้สึกว่าพระเจ้าไม่อาจหยั่งถึงได้มากขึ้นเท่านั้น  สภาวะจิตใจเช่นนี้เป็นเรื่องปกติ  ตอนนี้พวกเจ้ามีสภาวะแบบนี้หรือไม่?  ยังไม่มีใช่ไหม?  พวกเจ้ายังคงอยู่ท่ามกลางการดิ้นรนต่อสู้อยู่บ่อยครั้ง ลังเลอยู่ตรงขอบของผลประโยชน์ และบางครั้งก็ถึงกับส่งสัญญาณเล็กๆ ออกมา โดยกล่าวว่า “ทำไมพระเจ้าไม่ทรงแบ่งปันผลประโยชน์ของพระองค์กับข้าพระองค์บ้างเลย?  ทำไมพระเจ้าไม่ทรงชมเชยข้าพระองค์?  ทำไมพระเจ้าไม่ทรงทำให้ผู้คนรอบข้างข้าพระองค์ยกย่องข้าพระองค์?  ทำไมพระเจ้าไม่ทรงทำให้ผู้คนเป็นคำพยานให้ข้าพระองค์?  ข้าพระองค์ได้จ่ายราคาและได้มีส่วนร่วมแล้ว  พระเจ้าจะประทานรางวัลแก่ข้าพระองค์อย่างไร?”  พวกเจ้ายังคงจมอยู่ในความหลงตัวเองและกรอบความคิดที่พึงพอใจตนเองอยู่บ่อยๆ  พวกเจ้ามักจะไม่รู้ว่าตนเป็นใคร และพวกเจ้ามักจะรู้สึกว่าตนมีความสามารถ  สถานการณ์นี้ไม่ปกติ  นี่ไม่ใช่ความก้าวหน้าในชีวิต  แล้วสิ่งนี้เรียกว่าอะไร?  อุปนิสัยอันเสื่อมทรามกำลังขยายตัวขึ้นอีกครั้ง  บางคนจะค่อนข้างถ่อมตัวและไม่โดดเด่นเมื่อพวกเขายังไม่ได้ทำคุณประโยชน์ใดๆ  เมื่อพวกเขาทำสิ่งสำคัญและทำคุณประโยชน์บางอย่าง และรู้สึกว่าตนมีต้นทุน เมื่อมองดูผู้คนรอบข้าง พวกเขาก็สงสัยว่า “ทำไมพวกคุณไม่รายงานถึงคุณประโยชน์ของฉันบ้าง?  พวกคุณทุกคนเป็นคำพยานถึงพระนามของพระเจ้าและแก่นแท้ของพระเจ้า แล้วทำไมไม่นำเสนอเกี่ยวกับฉันบ้าง?  แม้ว่าพวกคุณจะไม่เป็นคำพยานให้ฉัน พวกคุณก็แค่นำเสนอเกี่ยวกับฉันก็ได้  ฉันคือพี่น้องหญิงคนนั้นคนนี้ ฉันเชื่อในพระเจ้ามา 25 ปีแล้ว  ตอนนี้ฉันอายุ 45 ปี ยังไม่ได้แต่งงานและเป็นโสด และได้ไล่ตามเสาะหาอย่างเปี่ยมศรัทธาและกระตือรือร้นมาจนถึงทุกวันนี้  เพราะฉันเป็นกำลังหลักของคริสตจักร หลายครั้งฉันจึงได้ถูกขึ้นบัญชีเป็นผู้ต้องหาของรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีน ถูกไล่ล่า และได้หลบซ่อนในที่ต่างๆ สารพัดประเภท ร่อนเร่ไปกว่าสิบมณฑลก่อนจะย้ายมาต่างประเทศ  หลังจากทั้งหมดนั้น ฉันได้รับใช้ในฐานะผู้ดูแลงานสำคัญของพระนิเวศของพระเจ้าต่อไป ในช่วงเวลานั้น ฉันได้นำเสนอข้อเสนอแนะ แนวคิด และความคิดที่สร้างสรรค์มากมายต่องานบางอย่างของพระนิเวศของพระเจ้า ซึ่งเป็นการทำคุณประโยชน์ที่ไม่อาจลบเลือนได้ในการขับเคลื่อนงานของคริสตจักรและเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักรของพระเจ้า  ทำไมพวกคุณไม่นำเสนอฉันแบบนั้น?  ทำไมพระเจ้าไม่ประทานสภาพแวดล้อมและโอกาสให้ฉันได้แสดงความสามารถของฉันบ้าง เพื่อให้ทุกคนสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับฉันและรู้จักฉัน?  ทำไมพระเจ้าทรงปิดกั้นพวกเราอยู่เสมอ?  ในพระนิเวศของพระเจ้า พวกเราไม่มีอิสระขนาดนั้น และพวกเราก็ไม่ได้ผ่อนคลาย เป็นอิสระ หรือมีความสุขขนาดนั้น!”  เธอถึงกับต้องการที่จะผ่อนคลาย เป็นอิสระ และมีความสุข  พวกเราสามารถทำให้เจ้าผ่อนคลาย เป็นอิสระ และมีความสุขได้อย่างไร?  โดยการจัดให้เจ้าอยู่ในลำดับสูงสุดหรือ?  แล้วหลังจากที่จัดให้เจ้าอยู่ในลำดับสูงสุดแล้ว ก็นำเสนอเรื่องของเจ้าว่า ในโลกภายนอก คนคนนี้เคยเป็นแพทย์ที่มีชื่อเสียง ซึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศเป็นแพทย์ดีเด่นระดับชาติ และต่อมาชื่อของเธอก็ถูกรวมอยู่ใน “สารานุกรมแพทย์ผู้มีชื่อเสียงระดับโลก”  เธอได้เขียนผลงานทางวิชาการมากมายหลายฉบับ และหลังจากเข้ามาในพระนิเวศของพระเจ้า เธอก็ยังคงเป็นกำลังหลักและเป็นคนที่มีความสามารถ และตอนนี้เธอก็ได้กลายเป็นผู้นำระดับสูงแล้ว  เช่นนั้นเธอย่อมจะมีความสุขไม่ใช่หรือ?  เธอจะคิดว่า “ฉันเป็นคนที่มีความสามารถ  ฉันเคยเป็นคนดังมาก่อน และหลังจากที่เข้ามาในพระนิเวศของพระเจ้า ฉันก็ยังคงเป็นคนดัง  ฉันเป็นเหมือนทองคำที่เปล่งประกายไม่ว่าจะวางไว้ที่ใด และไม่มีใครสามารถบดบังรัศมีของมันได้  ความสามารถเหล่านี้ของฉันประจักษ์แก่สายตาของทุกคน!  แม้ว่าพระเจ้าไม่ทรงเป็นคำพยานให้ แต่ข้อเท็จจริงเหล่านี้ก็เป็นคำพยานที่ดังกึกก้องให้ฉัน”  เจ้าคิดอย่างไรกับความคิดเห็นนี้?  หากเจ้าไม่สามารถปล่อยมือจากการไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียงและผลประโยชน์ของเจ้าได้แม้เพียงวันเดียว เช่นนั้นเจ้าก็ยังคงถูกผูกมัดด้วยชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะ และเจ้าก็ไม่สามารถผ่อนคลายและมีความสุขได้อย่างแท้จริง  ตราบใดที่เจ้าถูกพันธนาการของชื่อเสียงและผลประโยชน์ผูกมัด จำกัด และครอบงำ เจ้าจะไม่ก้าวหน้าในการไล่ตามเสาะหาความจริงของเจ้า แต่ทำได้เพียงยังคงติดอยู่กับที่เท่านั้น  บางคนอาจถามว่า “ฉันจะเสื่อมถอยหรือไม่?”  ข้อเท็จจริงก็คือ ตราบใดที่เจ้าไม่ก้าวไปข้างหน้า เจ้าก็กำลังติดอยู่กับที่หรือกำลังเสื่อมถอย  นี่แสดงให้เห็นว่าแก่นแท้ธรรมชาติของเจ้าเป็นเช่นนี้ และไม่ว่าเจ้าจะเชื่อในพระเจ้ามานานกี่ปี เจ้าก็จะไม่มีวันก้าวหน้า และแม้กระทั่งในท้ายที่สุด เจ้าก็อาจยังคงทำความชั่วมากมายอยู่ดี  สามารถกล่าวได้อย่างแน่นอนว่า เจ้าจะถูกเผยออกมา  เมื่อคนเช่นนี้มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เมื่อเขาได้รับสถานะ ความทะเยอทะยานของเขาจะถูกเปิดโปงออกมา  ที่จริงแล้ว หากไม่มีสภาพแวดล้อมและสถานะเช่นนี้ เขาจะไม่มีความทะเยอทะยานเลยหรือ?  เขาจะยังคงมีอยู่  เขาก็เป็นเช่นนี้และมีแก่นแท้เช่นนี้ และความทะเยอทะยานของเขาก็ไม่สามารถถูกจำกัดได้  เมื่อเขามีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เขาก็จะ “ระเบิด” ออกมาในทันที ไม่มีสิ่งใดจะสามารถยับยั้งเขาไว้ได้ และเขาก็จะเริ่มทำชั่ว และโฉมหน้าอันอัปลักษณ์ของมารของเขาก็จะถูกเปิดโปงออกมาโดยสมบูรณ์  นี่คือกรณีที่ถูกเผยออกมา  เจ้าควรเข้าใจคำว่า “เผย” ในหนทางนี้ พระเจ้าไม่ได้ตั้งพระทัยที่จะเผยเจ้า พระเจ้าตั้งพระทัยที่จะประทานโอกาสให้เจ้าได้ปฏิบัติ  แต่เจ้ากลับไม่รู้จักสิ่งที่ดีเมื่อได้เห็น และถึงกับแสดงตัวตนที่แท้จริงออกมา  การถูกเผยออกมาก็สมควรแล้วมิใช่หรือ?  นี่คือทางเลือกของเจ้าเอง  ไม่ใช่ว่าพระเจ้าตั้งพระทัยที่จะเผยเจ้าและกำจัดเจ้า  เป็นเหตุจูงใจและความทะเยอทะยานของเจ้าที่เผยเจ้าออกมา  เจ้าจะโทษใครอื่นได้เล่า?

ในแง่ของผลประโยชน์ของผู้คนและผลประโยชน์ของพระเจ้านั้น พวกเราสามัคคีธรรมความจริงในเรื่องนี้กันมามากพอสมควรแล้วใช่หรือไม่?  ผลประโยชน์ส่วนตัวของผู้คนคืออะไร?  คือสิ่งที่ผู้คนไล่ตามเสาะหา ซึ่งรวมถึงชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะ ความทะเยอทะยานและความอยากได้อยากมีที่จะได้รับพร ตลอดจนความถือดีและความทะนงตนของผู้คน ครอบครัว ญาติพี่น้อง ผลประโยชน์ทางวัตถุ และอื่นๆ  แก่นแท้ของผลประโยชน์ของผู้คนนั้นเห็นแก่ตัวและน่าดูหมิ่น เลวร้ายและมีธรรมชาติของซาตาน ตรงกันข้ามกับความจริง อีกทั้งยังขัดขวาง ก่อกวน และทำลายงานของพระนิเวศของพระเจ้า ในขณะที่ผลประโยชน์ของพระเจ้านั้นเป็นภารกิจอันชอบธรรมที่สุดในการช่วยมวลมนุษย์ให้รอด และเป็นตัวแทนของความรักของพระเจ้า พระราชกิจของพระเจ้า ตลอดจนความบริสุทธิ์และความชอบธรรมของพระเจ้า  เพราะฉะนั้น พระเจ้าจึงทรงชอบธรรมในการปกป้องผลประโยชน์ของพระองค์  พระองค์กำลังทรงปกป้องภารกิจอันชอบธรรม  นี่ไม่ได้เป็นเพราะพระเจ้าทรงเห็นแก่พระองค์เองและทรงต้องการปกป้องศักดิ์ศรีของพระองค์เอง  นี่เป็นเรื่องที่ชอบธรรมและถูกทำนองคลองธรรม และเป็นประโยชน์มากมายเหลือคณานับแก่มนุษยชาติที่พระเจ้าทรงช่วยให้รอด  เฉพาะเมื่อพระเจ้าทรงปกป้องผลประโยชน์ของพระองค์เท่านั้น มวลมนุษย์จึงสามารถได้รับความรอดเป็นผลลัพธ์ และได้รับผลประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่กว่าเป็นผลลัพธ์ กล่าวคือการได้รับความจริง หนทาง และชีวิต และเมื่อนั้นเท่านั้น ผู้คนจึงจะสามารถกลายเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่แท้จริงในที่สุด และใช้ชีวิตอยู่ในกฎและกฎเกณฑ์ทั้งหมดที่พระเจ้าทรงกำหนด และใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางสรรพสิ่งทั้งปวงที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นเพื่อพวกเขา และเมื่อนั้นเท่านั้นที่มวลมนุษย์จะสามารถได้รับความเบิกบานยินดีและชีวิตที่งดงามอย่างแท้จริง  ทั้งหมดที่พระเจ้าทรงทำนี้เป็นภารกิจอันชอบธรรมใช่หรือไม่?  เป็นภารกิจที่ชอบธรรมอย่างที่สุด!  พระราชกิจและการบริหารจัดการที่พระเจ้าทรงทำนี้ ตลอดจนงานทั้งหมดในคริสตจักรที่เกี่ยวข้องกับการที่พระเจ้าทรงช่วยมวลมนุษย์ให้รอด—เช่น การประกาศข่าวประเสริฐ การถ่ายทำภาพยนตร์ การเขียนบทความคำพยาน การทำวีดิทัศน์ การแปลพระวจนะของพระเจ้า และการรักษาระเบียบปกติของชีวิตคริสตจักร—งานเหล่านี้มีความสำคัญและต้องมีการรับประกัน  นอกจากนี้ยังมีแง่มุมของการรับประกันชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรทุกคนที่ทำหน้าที่ของตนด้วย  แม้ว่านี่จะเป็นงานพื้นฐานที่สุด ซึ่งคล้ายกับงานบริการสนับสนุน และดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกับงานหลักของพระนิเวศของพระเจ้ามากนัก แต่งานนั้นก็สำคัญมากเช่นกัน และจำเป็นต้องกล่าวถึงงานดังกล่าวในที่นี้  สิ่งปกติธรรมดา เช่น อาหาร เสื้อผ้า ที่พัก และการขนส่ง—นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้ผู้คน และสิ่งเหล่านี้ยังเป็นสิ่งจำเป็นทางกายภาพที่ถูกทำนองคลองธรรมที่สุดซึ่งคนที่มีความเป็นมนุษย์ที่ปกติควรจะมี  พระเจ้าจะไม่ทรงลิดรอนสิทธิ์ของผู้คนในการมีสิ่งจำเป็นเหล่านี้ แต่พระองค์กลับต้องทรงปกป้องสิ่งเหล่านี้  หากเจ้าขัดขวาง ก่อกวน และบ่อนทำลายสิ่งที่พระเจ้าทรงต้องการจะปกป้องอยู่เสมอ หากเจ้าแสดงความดูหมิ่นต่อสิ่งเหล่านั้นอยู่เสมอ และมีมโนคติอันหลงผิดและความคิดเห็นเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้นอยู่เสมอ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็กำลังกล่าวปฏิเสธพระเจ้าและยืนหยัดเพื่อต่อต้านพระองค์  หากเจ้าไม่ถือว่างานของพระนิเวศของพระเจ้าและผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าเป็นสิ่งสำคัญ และต้องการบ่อนทำลายสิ่งเหล่านั้นอยู่เสมอ และต้องการก่อให้เกิดการทำลายอยู่เสมอ หรือต้องการแสวงหาผลประโยชน์จากสิ่งเหล่านั้น ฉ้อโกง หรือยักยอกอยู่เสมอ เช่นนั้นแล้วพระเจ้าจะทรงกริ้วเจ้าหรือไม่?  (จะทรงกริ้ว)  ผลที่ตามมาของการที่พระเจ้าทรงกริ้วคืออะไร?  (พวกเราจะถูกลงโทษ)  นี่เป็นเรื่องที่แน่นอน  พระเจ้าจะไม่ทรงให้อภัยเจ้าโดยเด็ดขาด!  เพราะสิ่งที่เจ้ากำลังทำคือการรื้อถอนและทำลายงานของคริสตจักร และการทำเช่นนี้ขัดแย้งกับงานและผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า  นี่คือความชั่วอันใหญ่หลวง เป็นการเข้าสู่การเป็นปรปักษ์ต่อพระเจ้า และเป็นสิ่งที่ล่วงเกินพระอุปนิสัยของพระเจ้าโดยตรง  พระเจ้าจะไม่ทรงกริ้วเจ้าได้อย่างไร?  หากบางคน ไม่มีความสามารถในการทำงานของตน และทำสิ่งต่างๆ ที่ก่อให้เกิดการขัดขวางและการก่อกวนโดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะพวกเขามีขีดความสามารถที่อ่อนด้อย นี่เป็นเรื่องที่ให้อภัยได้  อย่างไรก็ตาม หากว่าเป็นเพราะผลประโยชน์ส่วนตัวของเจ้า เจ้าจึงเข้าไปพัวพันกับความอิจฉาริษยาและความขัดแย้ง และจงใจทำสิ่งต่างๆ ที่ขัดขวาง ก่อกวน และทำลายงานของพระนิเวศของพระเจ้า นี่เป็นการละเมิดโดยเจตนา และเป็นเรื่องของการล่วงเกินพระอุปนิสัยของพระเจ้า  พระเจ้าจะทรงให้อภัยเจ้าหรือไม่?  พระเจ้ากำลังทรงพระราชกิจแห่งแผนการบริหารจัดการ 6,000 ปีของพระองค์ และโลหิตจากพระหทัยของพระองค์ทั้งหมดก็ทุ่มเทให้กับแผนการนี้  หากใครบางคนต่อต้านพระเจ้า จงใจทำให้ผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าเสียหาย และจงใจไล่ตามเสาะหาผลประโยชน์ส่วนตัวและเกียรติยศและสถานะส่วนตัวของตนโดยแลกกับการทำให้ผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าเสียหาย และไม่ลังเลที่จะรื้อถอนงานของคริสตจักร ซึ่งเป็นเหตุให้งานของพระนิเวศของพระเจ้าถูกขัดขวางและถูกทำลาย และถึงกับสร้างความเสียหายทางวัตถุและการเงินอย่างมหาศาลต่อพระนิเวศของพระเจ้า พวกเจ้าคิดว่าผู้คนเช่นนั้นควรได้รับการให้อภัยหรือไม่?  (ไม่ควร)  พวกเจ้าทุกคนกล่าวว่าไม่สามารถให้อภัยพวกเขาได้ แล้วพระเจ้าทรงกริ้วผู้คนเช่นนั้นหรือไม่?  พระองค์ทรงกริ้วอย่างแน่นอน  พระเจ้าได้ทรงพระราชกิจอันยิ่งใหญ่ในการแสดงความจริงและช่วยผู้คนให้รอด และทรงทุ่มเทโลหิตจากพระหทัยของพระองค์ทั้งหมดให้กับพระราชกิจนี้  พระเจ้าทรงถือว่าภารกิจอันชอบธรรมที่สุดนี้เป็นเรื่องจริงจังมาก โลหิตจากพระหทัยของพระองค์ทั้งหมดได้ถูกใช้ไปเพื่อผู้คนเหล่านี้ที่พระองค์ทรงต้องการจะช่วยให้รอด ความคาดหวังทั้งหมดของพระองค์ก็อยู่ที่ผู้คนเหล่านี้เช่นกัน และผลลัพธ์สุดท้ายและพระเกียรติที่พระองค์ทรงต้องการจะได้รับจากแผนการบริหารจัดการ 6,000 ปีของพระองค์จะถูกทำให้เป็นจริงทั้งหมดในหมู่ผู้คนเหล่านี้  หากใครบางคนเข้าสู่การเป็นปรปักษ์ต่อพระเจ้า ต่อต้าน ก่อกวน หรือทำลายผลลัพธ์ของภารกิจนี้ พระเจ้าจะทรงให้อภัยพวกเขาหรือไม่?  (ไม่)  การกระทำเช่นนี้ล่วงเกินพระอุปนิสัยของพระเจ้าหรือไม่?  หากเจ้ายังคงพูดว่าเจ้าติดตามพระเจ้า ไล่ตามเสาะหาความรอด ยอมรับการพินิจพิเคราะห์และการทรงนำของพระเจ้า ตลอดจนยอมรับและนบนอบการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า แต่ในขณะที่เจ้ากำลังกล่าวคำพูดเหล่านี้ เจ้ากลับกำลังขัดขวาง ก่อกวน และทำลายงานต่างๆ ของคริสตจักร และเพราะการก่อกวน การขัดขวาง และการทำลายของเจ้า เพราะความประมาทเลินเล่อหรือการละเลยหน้าที่ของเจ้า หรือเพราะความอยากได้อยากมีอันเห็นแก่ตัวของเจ้าและเพื่อการไล่ตามไขว่คว้าผลประโยชน์ของเจ้าเอง ผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า ผลประโยชน์ของคริสตจักร และแง่มุมอื่นๆ อีกมากมายได้ถูกทำให้เสียหาย กระทั่งถึงจุดที่งานของพระนิเวศของพระเจ้าถูกก่อกวนและทำลายอย่างร้ายแรง เช่นนั้นแล้ว พระเจ้าควรจะทรงประเมินจุดจบของเจ้าในหนังสือแห่งชีวิตของเจ้าอย่างไร?  เจ้าควรถูกระบุลักษณะว่าอย่างไร?  ตามความเป็นธรรมแล้ว เจ้าควรถูกลงโทษ  นี่เรียกว่าการได้รับสิ่งที่สมควรได้รับ  ตอนนี้พวกเจ้าเข้าใจอะไรแล้วบ้าง?  ผลประโยชน์ของผู้คนคืออะไร?  (คือสิ่งที่เลวร้าย)  แท้จริงแล้วผลประโยชน์ของผู้คนก็คือความอยากได้อยากมีอันฟุ้งเฟ้อทั้งหมดของพวกเขา  พูดกันตามตรงแล้ว ทั้งหมดล้วนเป็นการทดลอง ล้วนเป็นความเทียมเท็จ และล้วนเป็นเหยื่อล่อที่ซาตานใช้เพื่อทดลองผู้คน  การไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะ และการไล่ตามไขว่คว้าผลประโยชน์ของตนเอง—นี่คือการร่วมมือกับซาตานในการทำชั่ว และเป็นการต่อต้านพระเจ้า  เพื่อที่จะขัดขวางพระราชกิจของพระเจ้า ซาตานจึงสร้างสภาพแวดล้อมต่างๆ ขึ้นมาเพื่อทดลอง ก่อกวน และชักพาผู้คนให้หลงผิด และป้องกันไม่ให้ผู้คนติดตามพระเจ้า และป้องกันไม่ให้พวกเขาสามารถนบนอบพระเจ้าได้  ตรงกันข้ามพวกเขากลับร่วมมือกับซาตานและติดตามซาตาน โดยจงใจลุกขึ้นมาก่อกวนและทำลายพระราชกิจของพระเจ้า  ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงสามัคคีธรรมความจริงมากเพียงใด พวกเขาก็ยังไม่มีสำนึก  ไม่ว่าพระนิเวศของพระเจ้าจะตัดแต่งพวกเขามากเพียงใด พวกเขาก็ยังคงไม่ยอมรับความจริง  พวกเขาไม่นบนอบพระเจ้าเลยแม้แต่น้อย แต่กลับยืนกรานที่จะทำสิ่งต่างๆ ตามใจตนเองและทำตามที่พวกเขาพอใจ  ผลลัพธ์ก็คือ พวกเขาก่อกวนและทำลายงานของคริสตจักร โดยส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อความคืบหน้าของงานต่างๆ ของคริสตจักร และก่อให้เกิดความเสียหายอันมากมายมหาศาลต่อการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร  บาปนี้ใหญ่หลวงเกินไป และผู้คนดังกล่าวจะถูกพระเจ้าทรงลงโทษอย่างแน่นอน

ในความรู้สึกนึกคิดของพวกเจ้าขณะนี้ งานใดในคริสตจักรที่สำคัญที่สุดและเกี่ยวข้องกับการขยายแผนการบริหารจัดการของพระเจ้า?  (การประกาศข่าวประเสริฐ)  งานข่าวประเสริฐเป็นงานที่สำคัญยิ่ง  พระราชกิจของพระเจ้าในสายพระเนตรของพระเจ้าคือพระราชกิจ แต่สำหรับผู้คน นั่นคือหน้าที่ของพวกเขา  นอกจากงานข่าวประเสริฐแล้ว ยังมีงานผลิตภาพยนตร์ งานแปล งานบทเพลงนมัสการ และงานข้อเขียนต่างๆ  ในปัจจุบัน ผู้คนส่วนใหญ่ที่ทำหน้าที่ของตนเต็มเวลาย่อมมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับงานเหล่านี้  จงบอกเราทีว่า งานใดในบรรดางานเหล่านี้ที่สามารถงดเว้นได้?  บางคนกล่าวว่า “ดนตรีเป็นแค่เรื่องของโน้ตไม่กี่ตัว ซึ่งฉันไม่คิดว่าสำคัญ  พระวจนะของพระเจ้ายังคงสามารถถ่ายทอดและเผยแผ่ได้เหมือนเดิมโดยไม่มีท่วงทำนองเหล่านั้น และสามารถนำผู้คนมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้เหมือนเดิม”  การพูดเช่นนั้นถูกต้องหรือไม่?  (ไม่ถูกต้อง)  เหตุใดจึงไม่ถูกต้อง?  หากไม่มีดนตรี งานผลิตวีดิทัศน์ประเภทต่างๆ จะยังดีอยู่หรือไม่?  (ไม่)  นอกจากจะจำเป็นต่อการร้องเพลงนมัสการภายในคริสตจักรแล้ว ภาพยนตร์ มิวสิกวิดีโอ เพลงประสานเสียง และละครเวทีทั้งหมด ตลอดจนวีดิทัศน์การอ่านออกเสียงพระวจนะของพระเจ้า และอื่นๆ ล้วนต้องการดนตรีด้วยเช่นกัน  แม้เมื่อมองเผินๆ แล้ว ดนตรีเป็นเพียงเรื่องของตัวโน้ตอย่างแท้จริง แต่เมื่อผู้คนได้ยินดนตรีนี้แล้ว ย่อมมีประสิทธิภาพในการถ่ายทอดพระวจนะของพระเจ้ามากขึ้น และสามารถมีบทบาทในการผลักดันการเผยแผ่ข่าวประเสริฐได้ ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้  ต่อให้เจ้าเพียงแค่กำลังพูดคุยกันอย่างสบายๆ ตรงนี้และมีดนตรีประกอบคลออยู่เบื้องหลัง ผลลัพธ์ก็จะแตกต่างออกไปมิใช่หรือ?  ดังนั้น หน้าที่นี้จึงสำคัญมาก  บางคนกล่าวว่า “แล้วงานวีดิทัศน์ของพวกเราสำคัญหรือไม่?”  พวกเจ้าจงบอกเราทีว่า งานวีดิทัศน์สำคัญหรือไม่?  (สำคัญ)  ตัวอย่างเช่น ภาพจำนวนมากที่ผลิตโดยการใช้เทคโนโลยีเทคนิคพิเศษนั้น ไม่สามารถทดแทนด้วยภาพบันทึกวีดิทัศน์ต้นฉบับ และไม่สามารถถ่ายทำเช่นนั้นได้—นี่คือศิลปะสมัยใหม่  มีผู้ที่กล่าวว่า “แม้แต่พระนิเวศของพระเจ้าก็ยังพูดถึงศิลปะสมัยใหม่  นี่เป็นเรื่องของการก้าวให้ทันยุคสมัยไม่ใช่หรือ?”  เป็นการก้าวให้ทันยุคสมัยอย่างไร?  นี่เรียกว่าการใช้ประโยชน์จากซาตานเพื่อให้ทำงานให้  แน่นอนว่าไม่ใช่การใช้ประโยชน์จากพี่น้องชายหญิงเพื่อทำงานให้  สิ่งที่เราหมายถึงก็คือ หากเจ้าสามารถเรียนรู้วิชาชีพด้านเทคนิคและศิลปะบางอย่าง และใช้ความรู้ทางวิชาชีพนี้ในงานเผยแผ่ข่าวประเสริฐและถ่ายทอดพระวจนะของพระเจ้าแล้ว เมื่อนั้นสิ่งที่เจ้าได้เรียนรู้ก็มีประโยชน์  หากเจ้าสามารถเรียนรู้ได้ นั่นคือพระคุณของพระเจ้า และเจ้าย่อมสามารถทำหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกันได้ และเจ้าก็จะได้รับพร  นี่คือพรสำหรับเจ้าไม่ใช่หรือ?  (ใช่)  ดังนั้น สิ่งที่เจ้าเรียนรู้จึงไม่ใช่เรื่องสำคัญ สิ่งสำคัญก็คือเจ้าใช้สิ่งนั้นในการทำหน้าที่ของเจ้าหรือไม่  มีคนอื่นๆ ที่กล่าวว่า “พวกเราทำงานข้อเขียน แต่ไม่เคยมีใครรู้จักพวกเรา ไม่มีใครพูดถึงพวกเรา และผู้คนจำนวนมากก็ไม่เคยเห็นพวกเราด้วยซ้ำ  พวกเรากลายเป็นคนที่ไม่สำคัญไปแล้ว”  นี่คือการมองเรื่องนี้ไม่ชัดเจน  ผู้คนอาจมองไม่เห็นเจ้า แต่พระเจ้าทรงสามารถมองเห็นเจ้าได้ พระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์เจ้าอยู่ พระเจ้ากำลังทรงชี้แนะเจ้า พระเจ้ากำลังประทานพรให้เจ้า เหตุใดเจ้าจึงไม่อาจรู้สึกได้เล่า?  การที่ผู้คนจะมองเห็นเจ้าหรือกล่าวถึงพวกเจ้าหรือไม่นั้นสำคัญหรือ?  ความจริงข้อใดที่ไม่ได้ถูกจัดเตรียมไว้ให้พวกเจ้า?  คำเทศนาและการสามัคคีธรรมใดที่พวกเจ้าพลาดไป?  ในความเป็นจริงทั้งปวง เนื้อหาทางเทคนิคของงานข้อเขียนนั้นไม่สูงมากนัก และแง่มุมทางวิชาชีพก็ไม่จำเป็นต้องเสริมสร้างมากขนาดนั้น  อย่างไรก็ตาม มีสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้  พวกเจ้าต้องเข้าใจความจริง  หากพวกเจ้าไม่เข้าใจความจริง พวกเจ้าจะไม่สามารถเขียนอะไรได้เลย  เจ้ามีความรู้ด้านการเขียน เจ้าสามารถทำให้ภาษามีมาตรฐาน จัดระเบียบภาษา และสามารถวางโครงสร้างและแนวคิดในงานเขียนได้  อย่างไรก็ตาม ตัวโครงสร้างเองไม่ใช่บทความ  จำเป็นต้องเติมเนื้อหาเข้าไป  แท้จริงแล้ว เนื้อหาที่ควรเขียนคืออะไร และควรเขียนอย่างไรเพื่อให้บรรลุผลลัพธ์ของการเป็นพยานให้พระเจ้า—นี่คือสิ่งที่พวกเจ้าควรเข้าสู่  หากพวกเจ้าเพียงแต่วนเวียนอยู่บนรากฐานนี้ นั่นคือการเป็นพยานถึงพระวจนะของพระเจ้าและถ่ายทอดพระราชกิจในช่วงระยะนี้ เช่นนั้นแล้ว วุฒิภาวะของพวกเจ้าก็จะไม่มีวันเติบโต  หากนอกเหนือจากการเป็นพยานถึงพระราชกิจใหม่ของพระเจ้า การโต้แย้งมโนคติอันหลงผิดของผู้คน และสามัคคีธรรมถึงความจริงของนิมิตบางประการแล้ว พวกเจ้าก็ยังสามารถสามัคคีธรรมถึงความจริงบางประการเกี่ยวกับการเข้าสู่ชีวิตได้ด้วย และใช้ข้อเท็จจริง เรื่องราว และรายละเอียดบางประการที่บรรยายไว้อย่างประณีตทีเดียว เพื่อแสดงสภาวะต่างๆ ที่อยู่ลึกลงไปในหัวใจของผู้คนทั้งหมด เพื่อให้ผู้คนตระหนักถึงความเสื่อมทรามของตน และเพื่อให้พวกเขาเข้าใจว่าข้อกำหนดที่พระเจ้าทรงมีต่อมวลมนุษย์คืออะไรและเจตนารมณ์ของพระเจ้าคืออะไร และยิ่งไปกว่านั้น เพื่อให้ตระหนักถึงประเด็นที่สำคัญที่สุด—ว่าความจริงคืออะไรกันแน่ เส้นทางใดที่ผู้คนควรเดิน ความผิดพลาดบนเส้นทางที่ผิดที่ผู้คนกำลังเดินอยู่ในขณะนี้อยู่ที่ใด พระเจ้าทรงกำหนดให้มนุษย์เป็นคนแบบใด และเส้นทางใดที่พระเจ้าทรงกำหนดให้ผู้คนเดิน—หากพวกเจ้าสามารถก้าวหน้าไปทีละก้าวเช่นนี้ได้ เช่นนั้นหน้าที่ที่พวกเจ้าทำก็จะมีคุณค่าอย่างยิ่ง  แต่นี่คือส่วนที่ยาก นี่คือสิ่งที่ยากที่สุด  การเข้าสู่ชีวิตของผู้คนไม่ได้เกิดขึ้นภายในหนึ่งหรือสองวัน  สำหรับเรื่องราวมากมาย ต้องใช้เวลาหนึ่งหรือสองปีนับจากที่เรื่องราวเหล่านี้ถูกกล่าวถึงเป็นครั้งแรกจนกระทั่งผู้คนเริ่มตระหนักรู้เรื่องราวเหล่านั้น  จากการตระหนักรู้อย่างคลุมเครือไปสู่การตระหนักรู้อย่างชัดเจนนั้นใช้เวลาสองถึงสามปี หรืออาจจะสามถึงห้าปี จากการตระหนักรู้ที่ชัดเจนของคนเราไปสู่การตระหนักถึงธรรมชาติของเรื่องนี้นั้นใช้เวลาสองถึงสามปี และจากนั้นก็ใช้เวลาอีกสองถึงสามปีเพื่อที่จะรู้ถึงความร้ายแรงของปัญหานี้  ผู้คนที่ด้านชาและมีขีดความสามารถต่ำสามารถไปถึงจุดนี้ได้เท่านั้น  ผู้คนที่มีขีดความสามารถดีกว่าและมีจิตวิญญาณที่เฉียบแหลมย่อมรู้จักแสวงหาสิ่งที่เป็นความจริงอย่างกระตือรือร้น ซึ่งต้องใช้เวลาอีกสองหรือสามปี…  ก่อนที่พวกเขาจะรู้ตัว ชีวิตทั้งชีวิตของพวกเขาก็ผ่านไปแล้ว  นี่แหละความเชื่องช้าของการเข้าสู่ชีวิต!  ความเข้าใจและการจดจำความจริงของผู้คนนั้นรวดเร็วกว่าความเร็วที่ผู้คนได้รับประสบการณ์และเข้าใจความจริงเป็นอย่างยิ่ง  เราหมายความว่าอย่างไร?  เราหมายความว่าการได้รับประสบการณ์และการเข้าใจนั้นเชื่องช้าเสมอ เพราะนี่คือชีวิต ในขณะที่การเข้าใจและการจดจำนั้นต้องการเพียงความรู้สึกนึกคิดเท่านั้น  ผู้คนที่มีความจำดี มีความสามารถในการเข้าใจที่แข็งแกร่ง มีขีดความสามารถและมีพื้นฐานทางการศึกษาอยู่บ้างย่อมสามารถสัมฤทธิ์สิ่งเหล่านี้ได้อย่างรวดเร็ว  แต่หลังจากเข้าใจแล้ว คนเราก็มีความรู้เลยอย่างนั้นหรือ?  ไม่ใช่  หลังจากเข้าใจแล้ว คนเราก็หยุดอยู่ที่การรู้ว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับอะไรเท่านั้น และไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น แต่นั่นจะยังคงใช้ไม่ได้เมื่อลงมือทำ  เหตุใดจึงจะใช้ไม่ได้?  บ่อยครั้งที่คำสอนที่เจ้าเข้าใจนั้นไม่สามารถนำไปใช้หรือเชื่อมโยงกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับเจ้าได้  ผลก็คือ หลังจากที่ล้มเหลวหลายครั้ง ทนทุกข์กับการสูญเสียไม่น้อย เดินอ้อมอยู่พอสมควร และได้รับการพิพากษา การตีสอน และการตัดแต่งมากมาย ในที่สุดเจ้าก็เข้าใจความจริง และสามารถปฏิบัติและได้รับประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้าในสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเจ้าได้ทั้งหมด  เมื่อถึงตอนนั้น เวลาหลายปีจะผ่านไปอย่างรวดเร็วจนใบหน้าของเจ้าอาจเต็มไปด้วยริ้วรอย—นี่ช้าไปมากไม่ใช่หรือ?  ชีวิตของผู้คนก้าวหน้าไปอย่างเชื่องช้ามาก เพราะความจริงที่ผู้คนเข้าใจนั้นเกี่ยวข้องกับแก่นแท้ธรรมชาติของผู้คน การดำรงอยู่ของผู้คน และสิ่งต่างๆ ที่ผู้คนใช้ในการดำเนินชีวิต และเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของคนเรา ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของคนเรา  ชีวิตของเจ้าจะเปลี่ยนไปเป็นอีกชีวิตหนึ่งอย่างง่ายดายเช่นนั้นได้อย่างไร?  ในแง่หนึ่ง ต้องอาศัยพระราชกิจของพระเจ้า และในขณะเดียวกัน ก็ต้องอาศัยการให้ความร่วมมืออย่างกระตือรือร้นของผู้คนด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีบททดสอบจากสภาพแวดล้อมภายนอก ตลอดจนการไล่ตามเสาะหาส่วนตัวของเจ้า นอกจากนี้ เจ้าต้องมีขีดความสามารถและความสามารถในการรับรู้ที่เพียงพอ แล้วพระเจ้าก็จะประทานความรู้แจ้งและการชี้แนะเพิ่มเติมแก่เจ้า ยิ่งไปกว่านั้น พระเจ้าจะประทานการตีสอน การพิพากษา และการตัดแต่งบางอย่างแก่เจ้า พี่น้องชายหญิงของเจ้าจะวิพากษ์วิจารณ์เจ้า และเจ้าก็ยังคงต้องไล่ตามเสาะหาสิ่งที่อยู่สูงขึ้นไป เพื่อให้สิ่งที่เป็นของซาตานเหล่านั้นสามารถถูกกำจัดออกไป—เมื่อนั้นเท่านั้น สิ่งที่เป็นบวกซึ่งเป็นของความจริงจึงจะสามารถเข้ามาทีละน้อย  บางคนกล่าวว่า “เมื่อผู้คนเข้าใจความจริง ชีวิตของพวกเขาย่อมเปลี่ยนไป”  การพูดเช่นนี้ถูกหรือผิด?  (ผิด)  ผิดอย่างไร?  การเข้าใจความจริงไม่เท่ากับการมีความจริง และเมื่อเจ้าเข้าใจความจริง ความจริงก็ไม่ใช่ชีวิตของเจ้า  เมื่อเจ้าได้ยินความจริง เข้าใจความจริง และเข้าใจสิ่งที่เจ้าได้ยินแล้ว ความจริงจะสามารถดำรงอยู่ในหัวใจของเจ้าได้นานเท่าใด?  อาจเป็นไปได้ว่าหนึ่งเดือนต่อมา คำพูดที่เจ้าคิดในตอนนั้นว่าสำคัญที่สุดได้หายไปโดยสิ้นเชิง และเมื่อเจ้าได้ยินอีกครั้ง เจ้าก็รู้สึกราวกับว่าไม่เคยได้ยินมาก่อน  อย่างไรก็ตาม หากเจ้ามีวุฒิภาวะที่แท้จริง และมีคำพยานจากประสบการณ์ในแง่มุมนี้ เช่นนั้นเจ้าก็ไม่ต้องฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่า  หากเจ้าไม่มีความเป็นจริงความจริงในแง่มุมนี้ เจ้าก็ควรฟังให้มากขึ้น จนกว่าเจ้าจะเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง หากเจ้าไม่ฟัง เช่นนั้นสิ่งที่เจ้าเข้าใจก็จะค่อยๆ ลดน้อยลงและหายไปจนกระทั่งเจ้ากลายเป็นเหมือนผู้ไม่มีความเชื่อ  ดังนั้น จึงต้องฟังและอ่านพระวจนะของพระเจ้าและความจริงอย่างสม่ำเสมอ  การอ่านหรือฟังน้อยเกินไปย่อมจะไม่ได้ผล  พวกเจ้าทุกคนต่างก็มีการตระหนักรู้ในเรื่องนี้อย่างลึกซึ้งใช่หรือไม่?  (ใช่)  บางครั้งหลังจากไม่ได้ร้องเพลงนมัสการหรืออธิษฐานถึงพระเจ้าเป็นเวลาสองหรือสามวัน พวกเจ้าก็รู้สึกว่างเปล่าในหัวใจและไม่สามารถจับความเข้าใจพระเจ้าได้ ดังนั้น พวกเจ้าจึงสงสัยว่าจะไปเดินเล่นที่ไหนเพื่อผ่อนคลายดี  ผลก็คือ ยิ่งพวกเจ้าผ่อนคลายมากเท่าไร พวกเจ้าก็ยิ่งขาดระเบียบวินัยมากขึ้นเท่านั้น และเมื่อไปคริสตจักรเพื่อสามัคคีธรรมความจริงกับพี่น้องชายหญิงของพวกเจ้า พวกเจ้ากลับรู้สึกไม่คุ้นเคย และทันทีที่พูดถึงงานคริสตจักร พวกเจ้าก็รู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง  ภายในเวลาสองหรือสามวัน เจ้าก็ได้เปลี่ยนไปและกลายเป็นเหมือนคนละคน จนเจ้าถึงกับรู้สึกว่ายอมรับตัวเองไม่ได้อีกต่อไป  เป็นเช่นนี้ได้อย่างไร?  จงอย่าคิดว่าเพราะเจ้าได้ฟังคำเทศนามามากมายแล้ว ความจริงจึงกลายเป็นชีวิตของเจ้า และเจ้าได้รับความจริงแล้ว  เจ้ายังห่างไกลจากจุดนั้น!  จงอย่าคิดว่าเพียงเพราะเจ้าได้เขียนบทความคำพยานหรือมีประสบการณ์เช่นนั้น เจ้าก็ได้รับการช่วยให้รอดแล้ว  เจ้ายังไม่ถึงจุดนั้น!  นั่นเป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆ ในประสบการณ์ชีวิตอันยาวนานของเจ้า  เศษเสี้ยวนี้อาจเป็นเพียงอารมณ์ชั่ววูบ ความรู้สึกชั่วขณะ ความปรารถนาหรือความทะเยอทะยานชั่วคราว และไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น  เมื่อวันหนึ่งเจ้าอ่อนแอ เจ้ามองย้อนกลับไปและฟังคำพยานที่เจ้าเคยให้ไว้ คำสาบานที่เจ้าเคยกล่าว และความเข้าใจที่เจ้าเคยมี เจ้าจะรู้สึกไม่คุ้นเคยกับสิ่งเหล่านั้น และเจ้าจะกล่าวว่า “นั่นคือฉันหรือ?  ฉันมีวุฒิภาวะมากขนาดนั้นเชียวหรือ?  ทำไมฉันไม่รู้เล่า?  นั่นไม่ใช่ฉันแน่ๆ ใช่ไหม?”  เมื่อถึงจุดนี้ เจ้าจะตระหนักว่าชีวิตของเจ้ายังไม่ได้เปลี่ยนแปลง  การที่ชีวิตของเจ้ายังไม่ได้เปลี่ยนแปลงนั้นบ่งบอกถึงอะไร?  อุปนิสัยของเจ้ายังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป  เจ้าจะรู้สึกอย่างไรเมื่อเจ้าค้นพบ—แม้ได้ให้คำพยานและมีความคิดในตอนนั้นว่าเจ้ามีวุฒิภาวะที่ยิ่งใหญ่แล้ว—ว่าเจ้ายังสามารถกลายเป็นคนคิดลบอย่างที่เจ้าเป็นอยู่ตอนนี้ได้?  เจ้าจะไม่คิดว่าการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของคนเราเป็นเรื่องยากเกินไปหรือ?  ความจริงไม่ใช่สิ่งที่สามารถสร้างขึ้นในตัวผู้คนได้ในชั่วข้ามคืน  หากผู้คนได้รับความจริงเป็นชีวิตของตนอย่างแท้จริง พวกเขาก็จะได้รับพร และชีวิตของพวกเขาก็จะแตกต่างออกไป  พวกเขาจะไม่เป็นเหมือนที่เป็นอยู่ตอนนี้อีกต่อไป ซึ่งมักจะเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามออกมา แต่จะสามารถนบนอบพระเจ้าได้อย่างสมบูรณ์และทำหน้าที่ของตนได้อย่างจงรักภักดี และพวกเขาจะได้รับการเปลี่ยนแปลงโดยสมบูรณ์

เพราะมวลมนุษย์เสื่อมทรามอย่างยิ่ง การยอมรับความจริงจึงไม่ใช่เรื่องง่าย และเพราะความจริงนั้นล้ำค่าอย่างยิ่ง จึงไม่ง่ายสำหรับพระเจ้าที่จะทรงพระราชกิจเพื่อให้ความจริงเข้าไปอยู่ในผู้คน  คุณค่าและความหมายของความจริงและแง่มุมต่างๆ นานาของความจริงนั้นมีคุณค่าและมีความหมายอย่างยิ่งสำหรับมนุษย์  แต่เพราะมนุษย์ได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างลึกซึ้งไปแล้ว และมีสิ่งต่างๆ ที่เป็นของซาตานอยู่ภายในตัวพวกเขามากมาย จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทรงพระราชกิจเพื่อให้ความจริงเข้าไปอยู่ในผู้คนเพื่อให้ความจริงกลายเป็นชีวิตของพวกเขา  เช่นนั้นแล้ว นี่หมายความว่าความจริงไม่สามารถถูกหล่อหลอมขึ้นมาในตัวผู้คนใช่หรือไม่?  ไม่ใช่  ความจริงสามารถหล่อหลอมขึ้นมาในตัวพวกเขาได้ แต่ผู้คนต้องมีท่าทีและทัศนะที่ถูกต้อง และพวกเขาต้องเดินตามเส้นทางที่ถูกต้อง  การทำได้ยากไม่ได้หมายความว่าทำไม่ได้ เช่นเดียวกับพระราชกิจสองระยะแรกของพระเจ้า เมื่อพระเจ้าไม่ทรงพระราชกิจแห่งการทำให้เพียบพร้อม และไม่ทรงแสดงความจริงเหล่านี้หรือตรัสพระวจนะเหล่านี้ แต่บางคนก็ได้รับการทำให้เพียบพร้อม และบางคนก็มารู้จักพระเจ้าได้เหมือนกัน  เมื่อมองจากข้อเท็จจริงนี้แล้ว การที่ความจริงจะถูกหล่อหลอมขึ้นในตัวผู้คนนั้นสัมฤทธิ์ได้และไม่ใช่เป็นไปไม่ได้ แต่ขึ้นอยู่กับว่าผู้คนไล่ตามเสาะหาความจริงหรือไม่  แล้วคนเราควรไล่ตามเสาะหาอย่างไร?  หนทางที่เรียบง่ายที่สุดคือการอ่านพระวจนะของพระเจ้าทุกวัน ท่องจำพระวจนะที่สำคัญของพระเจ้า ใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้าหนึ่งบทตอนทุกวัน อ่านอธิษฐานและสามัคคีธรรมถึงพระวจนะเหล่านั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า  เมื่อเจ้าได้อ่านอธิษฐานทัศนะและคำกล่าวเหล่านี้—ตลอดจนท่าทีต่อผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ—ที่พระวจนะของพระเจ้าหมายจะสอนเจ้า เพื่อให้เจ้าเข้าใจและพระวจนะเหล่านั้นได้เข้าสู่หัวใจของเจ้าแล้ว เมื่อนั้นความคิดและทัศนะที่เป็นบวก  และหลักธรรมของการปฏิบัติก็จะแสดงออกมาโดยที่เจ้าไม่รู้ตัวในยามที่มีเรื่องราวต่างๆ เกิดขึ้นกับเจ้า  พวกเจ้ายังไปไม่ถึงระดับนี้  เจ้าอ่านสิ่งที่โยบทำหรือไม่?  ในขณะที่บุตรของเขากำลังสนุกสนานรื่นเริงกัน โยบกำลังทำอะไรอยู่?  เขามาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่ออธิษฐานและถวายการพลีอุทิศเพื่อลูกๆ ของเขา  เขาไม่เคยห่างไกลจากพระเจ้าเลย  กล่าวคือ จงหลีกเลี่ยงสิ่งใดก็ตามที่อาจทำให้หัวใจของเจ้าห่างเหินจากพระเจ้า จงอย่าพูดสิ่งใดที่อาจทำให้หัวใจของเจ้าเหินห่างจากพระเจ้า จงหลีกเลี่ยงการมองดูสิ่งที่อาจทำให้เจ้าหลงทางจากพระเจ้า หรือเกิดมโนคติอันหลงผิดหรือความสงสัยเกี่ยวกับพระองค์ จงอย่าคบหาสมาคมกับผู้คนที่อาจทำให้เจ้าคิดลบ เสื่อมทราม และเอาแต่ใจตัวเอง หรือผู้ที่อาจทำให้เจ้าสงสัย ต่อต้าน หรือออกห่างจากพระเจ้า แต่จงอยู่ให้ห่างจากคนเช่นนั้น จงใกล้ชิดกับผู้ใดก็ตามที่เจ้าสามารถได้รับการเจริญใจ การช่วยเหลือ และการหล่อเลี้ยงจากเขาได้ และอย่าทำสิ่งที่อาจทำให้เจ้ารังเกียจเดียดฉันท์ ไม่ชอบ หรือขยะแขยงความจริง  เจ้าต้องมีแนวคิดเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ในความรู้สึกนึกคิดของตนเองบ้าง  จงอย่าดำเนินชีวิตอย่างเลอะเลือน โดยคิดว่า “ฉันไม่สนใจว่าฉันจะมีชีวิตอยู่นานแค่ไหน หรือชีวิตของฉันจะเป็นอย่างไร ฉันจะปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติและการจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้า”  พระเจ้าทรงจัดเตรียมสภาพแวดล้อมต่างๆ ไว้ให้เจ้าและประทานเจตจำนงเสรีให้เจ้าเลือก แต่หากเจ้าไม่ร่วมมือ และยังคงเลือกที่จะคบหาสมาคมกับผู้คนเหล่านั้นที่ชื่นชอบสิ่งทางโลก คนที่ปล่อยตัวตามเนื้อหนัง คนที่ไม่อุทิศตนให้กับหน้าที่ของตน และคนที่ไม่รับผิดชอบอยู่เสมอ และหากเจ้ายังคงคลุกคลีกับผู้คนเหล่านั้นตลอดเวลา ผลลัพธ์และจุดจบสุดท้ายคืออะไร?  เมื่อผู้คนเหล่านั้นไม่มีอะไรทำ พวกเขาก็พูดคุยถึงการกิน การดื่ม และความสนุกสนาน และมักจะเล่าเรื่องไร้สาระและซุบซิบนินทา  หากเจ้าเผชิญกับการทดลองเช่นนั้นและไม่อยู่ห่างจากสิ่งเหล่านั้น ถึงขั้นกลายเป็นหมกมุ่นกับสิ่งเหล่านี้และจงใจไปพบปะสังสรรค์กับคนแบบนั้น เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ตกอยู่ในอันตราย เพราะการทดลองอยู่รอบตัวเจ้า!  เมื่อคนมีปัญญาเห็นการทดลองเช่นนั้น พวกเขาก็อยู่ห่างๆ  พวกเขาชัดเจนในหัวใจว่า “ฉันไม่มีวุฒิภาวะเช่นนั้น ฉันจะไม่ฟัง และฉันก็ไม่ต้องการสนใจพวกเขา  คนเหล่านี้ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงหรือรักความจริงเลย  ฉันจะอยู่ห่างๆ และหาสถานที่เงียบๆ เพื่ออ่านพระวจนะของพระเจ้าด้วยตัวเอง สงบใจและใคร่ครวญสักพักหนึ่ง และมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า”  หลักธรรมและเป้าหมายทั้งหมดนี้คือ ประการแรก จงอย่าอยู่ห่างจากพระวจนะของพระเจ้า และประการที่สอง จงอย่าอยู่ห่างจากพระเจ้าในหัวใจของเจ้า  ในหนทางนี้ เจ้าย่อมสามารถดำเนินชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้ตลอดเวลาโดยมีพื้นฐานอยู่บนความเข้าใจว่าความจริงคืออะไร  ในแง่หนึ่ง พระเจ้าจะทรงคุ้มครองเจ้าจากการตกอยู่ในการทดลอง  ในอีกแง่หนึ่ง พระเจ้าจะทรงปฏิบัติต่อเจ้าอย่างเปี่ยมพระคุณยิ่ง ทำให้เจ้าสามารถเข้าใจว่าเจ้าควรทำอย่างไรเพื่อปฏิบัติความจริง และทำให้เจ้าได้รับความกระจ่างและความรู้แจ้งเกี่ยวกับความจริงทั้งปวง  เมื่อเป็นเรื่องหน้าที่ของเจ้า พระเจ้าจะทรงชี้แนะเจ้าให้พยายามไม่ทำผิดพลาด ให้ทำสิ่งที่ถูกต้องเสมอ และให้รู้จักหลักธรรม  ในหนทางนี้ เจ้าย่อมจะได้รับการคุ้มครองไม่ใช่หรือ?  แน่นอนว่า นี่ไม่ใช่เป้าหมายที่ใหญ่ที่สุดและสูงที่สุด  แล้วเป้าหมายที่สูงที่สุดคืออะไร?  คือการที่เจ้าสามารถเรียนรู้บทเรียนจากผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ นานัปการ เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า รู้จักพระราชกิจของพระเจ้า และปฏิบัติอย่างสอดคล้องกับหลักธรรมที่พระเจ้าทรงกำหนด  ในหนทางนี้ ชีวิตและวุฒิภาวะของเจ้าจึงสามารถก้าวหน้าต่อไปแทนที่จะหยุดนิ่ง  หากเจ้ามัวยุ่งอยู่กับกิจธุระต่างๆ และไม่มุ่งเน้นที่การปฏิบัติความจริงในการปฏิบัติหน้าที่ของตนและแก้ไขความลำบากยากเย็นของการเข้าสู่ชีวิต เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะไม่ก้าวหน้าในชีวิตของเจ้า  การเข้าสู่ชีวิตนั้นสัมฤทธิ์ได้ด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของคนเรา  หากคนเราละทิ้งการปฏิบัติหน้าที่ของตนและละทิ้งพระวจนะของพระเจ้า ก็จะไม่มีความก้าวหน้าในชีวิต  บางคนเห็นคนอื่นพูดคุยกันเรื่อยเปื่อย  พวกเขาก็เข้าไปร่วมวงและยุ่งเรื่องของคนอื่น สอดรู้สอดเห็นเรื่องของคนอื่นตลอดเวลา และชอบซุบซิบนินทาอยู่เสมอ—พระเจ้าไม่โปรดคนเช่นนี้  พระเจ้าโปรดคนแบบใด?  ผู้คนที่สามารถสงบใจของตนได้  สงบใจลงเพื่อทำอะไร?  เพื่อเป็นหุ่นเชิดที่ไม่คิดอะไรเลยอย่างนั้นหรือ?  ไม่ใช่ แต่เพื่ออธิษฐานอย่างเงียบๆ เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า แสวงหาเจตนารมณ์ของพระเจ้า ขอให้พระเจ้าทรงคุ้มครองเจ้า และขอให้พระเจ้าทรงให้ความรู้แจ้งแก่เจ้า  อีกทั้ง เพื่อแสวงหาที่จะได้รับความรู้แจ้งและความกระจ่างเกี่ยวกับบางแง่มุมของความจริงที่เจ้าไม่เข้าใจ เพื่อให้สัมฤทธิ์ความเข้าใจและความชัดเจนในแง่มุมนี้ของความจริง หรือแสวงหาการแก้ไขปัญหาที่รุมเร้างานของเจ้าในทุกแง่มุม และได้รับการทรงชี้แนะจากพระเจ้า  มีกิจมากมายที่ต้องรับผิดชอบและสิ่งต่างๆ ที่ต้องทำเมื่อคนเราสงบอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า  ไม่ใช่เรื่องของการมาหาพระเจ้าเพื่อรายงานตัวเมื่อเจ้ามีเวลาว่างและกล่าวว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์อยู่ที่นี่ ข้าพระองค์มีพระองค์อยู่ในหัวใจ โปรดอยู่กับข้าพระองค์ อย่าให้ข้าพระองค์ตกอยู่ในการทดลอง!”  หากเจ้าทำไปตามขั้นตอนเช่นนี้ และทำอย่างไม่ใส่ใจพระเจ้า เช่นนั้นเจ้าก็ไม่ใช่ผู้เชื่อที่แท้จริง และพระเจ้าจะไม่ประทานความจริงแก่คนเช่นนั้น  ผู้คนต้องมีสิ่งใดก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อให้พระเจ้าประทานความจริงแก่พวกเขา?  พวกเขาต้องมีหัวใจที่หิวและกระหายความชอบธรรม มีหัวใจที่จริงใจ  การที่หัวใจของเจ้าจริงใจนั้นหมายถึงอะไร?  หมายถึงว่าเจ้ารักความจริงอย่างแท้จริง  หากเจ้าปฏิบัติต่อพระเจ้าอย่างไม่ใส่ใจอยู่เสมอและไม่มีความจริงใจเลย ต้องการตัดสินใจทุกเรื่องด้วยตัวเองตลอดเวลา และต้องการมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อรายงานตัว ทักทาย จากนั้นก็ตัดสินใจและทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง เช่นนั้นแล้ว แม้พระเจ้าจะทรงมีพระบัญชามอบหมายพระราชกิจของพระองค์ให้เจ้าแล้ว แต่เจ้าก็ลงเอยด้วยการไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพระเจ้าหรือความจริงเลย  แบบนี้เรียกว่าอะไร?  เรียกว่าการต่อต้านพระเจ้าและดำเนินกิจการของตนเอง  พระเจ้าจะทรงให้ความรู้แจ้งแก่เจ้าในหนทางนี้ได้หรือไม่?  ไม่ได้  พวกเจ้าทุกคนได้จับความเข้าใจหนทางที่จะไล่ตามเสาะหาความจริงและเข้าใจความจริงแล้วหรือยัง?  พวกเจ้าต้องมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าบ่อยครั้ง สงบใจเพื่อแสวงหาความจริงและอธิษฐานถึงพระเจ้า และพวกเจ้าต้องเรียนรู้ที่จะทำให้ตัวเองสงบลง  การทำให้ตัวเองสงบลง ไม่ได้หมายถึงการมีจิตใจที่ว่างเปล่า แต่หมายถึงการมีคำขอ ความคิด และภาระในหัวใจของพวกเจ้า การมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าด้วยหัวใจที่จริงใจและโหยหา มีความโหยหาความจริงและเจตนารมณ์ของพระเจ้า และแบกรับภาระเพื่อหน้าที่ที่พวกเจ้าปฏิบัติและเพื่องานที่พวกเจ้าทำ—นี่คือสิ่งที่เจ้าควรมีเมื่อเจ้ามาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและทำให้ตัวเองสงบลง

เราเพิ่งสามัคคีธรรมกันว่างานทั้งหมดของคริสตจักรล้วนเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับพระราชกิจแห่งการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักรของพระเจ้า  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งานประกาศข่าวประเสริฐและงานทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพล้วนมีความเชื่อมโยงที่สำคัญและแยกจากงานเผยแผ่ข่าวประเสริฐไม่ได้  ดังนั้น สิ่งใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับงานเผยแผ่ข่าวประเสริฐย่อมเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของพระเจ้าและผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า  หากผู้คนสามารถเข้าใจงานเผยแผ่ข่าวประเสริฐได้อย่างถูกต้อง พวกเขาก็ควรจัดการหน้าที่ที่ตนทำและหน้าที่ที่ผู้อื่นทำอย่างถูกต้อง  หนทางที่ถูกต้องในการจัดการหน้าที่เหล่านั้นคืออะไร?  จงทุ่มเทความพยายามอย่างเต็มที่และทำหน้าที่เหล่านั้นอย่างสอดคล้องกับข้อกำหนดของพระเจ้า  อย่างน้อยที่สุด อย่ามีพฤติกรรมและการปฏิบัติที่จงใจสร้างความเสียหายหรือการก่อกวน และอย่าทำสิ่งที่เจ้ารู้ว่าผิดโดยเจตนา  หากใครสักคนยืนกรานที่จะทำบางสิ่งแม้เขารู้ว่าเป็นการขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักร และไม่มีใครสามารถห้ามปรามเขาจากการทำเช่นนั้นได้ เช่นนั้นแล้ว เขาก็กำลังทำชั่ว รนหาที่ตาย และแสดงธาตุแท้ของตนว่าเป็นมาร  จงรีบให้พี่น้องชายหญิงแยกแยะเขาตามที่เขาเป็น แล้วเอาตัวคนชั่วคนนี้ออกจากคริสตจักร  หากคนทำชั่วคนนี้อยู่ในความเขลาชั่วขณะและไม่ได้จงใจทำชั่ว ควรปฏิบัติต่อเรื่องดังกล่าวอย่างไร?  คนคนนั้นควรได้รับการอบรมสั่งสอนและช่วยเหลือหรือไม่?  หากเขาได้รับการอบรมสั่งสอนแต่ยังคงไม่รับฟังเล่า?  พี่น้องชายหญิงก็มารวมตัวกันวิพากษ์วิจารณ์เขา  หากคนคนนั้นมีความสามารถในงานของตนแต่กลับไม่พยายามทำอย่างดีที่สุด แต่ในขณะนี้ยังไม่มีใครแทนที่เขาได้ และทุกคนยังคงต้องการให้คนคนนั้นทำงานนี้อยู่เล่า?  ทุกคนก็มารวมตัวกันเพื่อตัดแต่งคนคนนั้นและตักเตือนเขาว่า “พระเจ้าได้ทรงยกชูคุณและขอให้คุณทำหน้าที่นี้  ถ้าคุณไม่พยายามทำอย่างดีที่สุด และยังคงทำให้เกิดการก่อกวน และละทิ้งงานของคุณอีก เช่นนั้นคุณก็ไร้มโนธรรมอย่างชัดเจนและไม่เหมาะสมที่จะทำหน้าที่ของคุณ”  หนทางนี้ดีหรือไม่?  หากมีคนสามารถแทนที่เขาได้ เช่นนั้นก็จงปล่อยเขาไป  พวกเจ้าจะกล้าทำเช่นนั้นหรือไม่?  ผู้คนส่วนใหญ่ย่อมจะไม่กล้า  เมื่อเป็นเรื่องของการปกป้องงานของคริสตจักร ผู้คนจำนวนมากไม่กล้ายืนหยัดและยกชูความยุติธรรม  นี่เป็นเรื่องของการไม่กล้ายึดมั่นในความจริงไม่ใช่หรือ?  บางคนเอาหัวมุดทรายและไม่แยแสเมื่อพวกเขาเห็นงานของคริสตจักรถูกขัดขวางหรือก่อกวน ราวกับนั่นไม่เกี่ยวข้องกับพวกเขา และท่าทีของพวกเขาก็คือทำเป็นมองไม่เห็น  แต่หากมีคนวิพากษ์วิจารณ์พวกเขาโดยกล่าวว่าพวกเขาไม่ควรเป็นเช่นนี้ หรือดูหมิ่นหรือดูแคลนพวกเขา พวกเขาก็กลายเป็นฉุนเฉียวและคิดในใจว่า “คุณคิดว่าคุณเป็นใคร?  คุณเป็นใครถึงมาวิพากษ์วิจารณ์ฉัน?  คุณเป็นใครถึงมาดูแคลนฉัน?  พวกเราต้องคุยเรื่องนี้กันให้รู้เรื่อง”  พวกเขาเก็บเอาเรื่องนี้มาใส่ใจและถือเป็นจริงเป็นจัง และพวกเขาอดไม่ได้ที่จะไม่พูดอะไรออกมาและประกาศจุดยืนของตน  พวกเขาไม่รู้สึกอะไรเลยเมื่องานของคริสตจักรถูกขัดขวาง ก่อกวน และทำลาย แต่ทำเป็นมองไม่เห็นแทน  ผู้คนเหล่านี้เป็นคนประเภทใด?  (คนที่เห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจ)  นี่เป็นเพียงความเห็นแก่ตัวและความน่ารังเกียจเท่านั้นหรือ?  ปัญหานี้ร้ายแรงมากจนไม่สามารถสรุปได้ในประโยคเดียว  กล่าวได้เพียงว่า คนเช่นนี้ไม่มีความเป็นมนุษย์และไม่ใช่คนดีอย่างแน่นอน  อันที่จริง นี่คือสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ทำ และแน่นอนว่า ผู้นำเทียมเท็จก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น  ศัตรูของพระคริสต์ไม่มีแนวคิดว่าผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าคืออะไร  เมื่องานของคริสตจักรถูกขัดขวาง พวกเขากลับมองไม่เห็น  บางคนก่อความวุ่นวายอย่างหนักด้วยการก่อกวนงานของคริสตจักร แต่เมื่อศัตรูของพระคริสต์เห็นเช่นนี้ พวกเขาก็ไม่ถือเป็นเรื่องสำคัญ  พวกเขาลดทอนความร้ายแรงของเรื่องนี้และตำหนิผู้กระทำผิดอย่างนุ่มนวลด้วยคำพูดที่เรียบง่ายไม่กี่คำ เตือนสติพวกเขาเพียงสั้นๆ และไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น โดยปราศจากแม้แต่ร่องรอยของความขุ่นเคือง  คนเช่นนี้มีสำนึกของความยุติธรรมหรือไม่?  ผู้คนเหล่านี้เป็นคนประเภทใด?  คนประเภทนี้แว้งกัดคนที่ป้อนอาหาร พวกเขาคือคนทรยศ!  พวกเขาคือคนต่ำช้า!

เราเพิ่งให้ภาพรวมโดยสังเขปว่าผลประโยชน์ของผู้คนคืออะไร แก่นแท้ของผลประโยชน์ของผู้คนคืออะไร เหตุใดผู้คนจึงไล่ตามไขว่คว้าผลประโยชน์ส่วนตน ธรรมชาติของการไล่ตามไขว่คว้าผลประโยชน์ส่วนตนของผู้คนคืออะไร รวมถึงอะไรคือธรรมชาติของผลประโยชน์ของพระเจ้า และได้รับการนิยามว่าอย่างไร  ผลประโยชน์ของพระเจ้าเป็นภารกิจที่ยุติธรรมที่สุดและควรถือว่าเป็นเช่นนั้น  การที่พระเจ้าทรงปกป้องผลประโยชน์ของพระองค์นั้นไม่ใช่ความเห็นแก่ตัวอย่างแน่นอน และไม่ใช่เพียงเพื่อปกป้องพระเกียรติและพระสิริของพระองค์เท่านั้น  แต่พระองค์ทรงต้องการปกป้องความคืบหน้าและผลลัพธ์ของพระราชกิจของพระองค์ และปกป้องภารกิจที่ยุติธรรม  นี่เป็นพฤติกรรมและแนวทางการปฏิบัติที่ยุติธรรมและชอบธรรมที่สุด และนี่คือการกระทำของพระเจ้า  มนุษย์ทรงสร้างไม่ควรเก็บงำมโนคติอันหลงผิดใดๆ เกี่ยวกับการกระทำเช่นนี้ของพระเจ้า และยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเก็บงำข้อกล่าวหาหรือคำตัดสินใดๆ  พวกเราสามารถกล่าวได้หรือไม่ว่าผลประโยชน์ของพระเจ้าอยู่เหนือสิ่งอื่นใด?  (ได้)  การกล่าวเช่นนี้เห็นแก่ตัวหรือไม่?  (ไม่)  ผู้คนเข้าใจความจริงในแง่มุมนี้ และบนพื้นฐานนี้ ถ้อยแถลงนี้จึงฟังดูสมเหตุสมผล  นี่ไม่ใช่การมีอคติโดยเจตนา แต่เป็นกลางและชอบธรรม  “พวกเขาไม่เคยคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า และถึงขั้นทรยศผลประโยชน์เหล่านั้นแลกกับความรุ่งโรจน์ส่วนตน”—นี่คือแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์  ท่าทีและแนวทางที่พวกเขามีต่อผลประโยชน์นั้น มีธรรมชาติเช่นนี้ และพวกเขาไม่เคยคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าเลย  คำว่า “ไม่เคย” หมายความว่าอย่างไร?  นั่นคือ พวกเขาไม่คิดถึงผลประโยชน์ของพระเจ้าเลย และไม่มีแนวคิดเช่นนั้นด้วย พวกเขาคำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ของตนเองเท่านั้น—นั่นก็คือความหมาย  เรื่องนี้ร้ายแรงเพียงใด?  การทรยศผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า แลกกับความรุ่งโรจน์ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนตน  ผลประโยชน์ของพวกเขานั้นสำคัญที่สุดและสามารถมาแทนที่ผลประโยชน์ของพระเจ้าได้  พวกเขาจะต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของตนไม่ว่าผลประโยชน์เหล่านี้จะเลวร้าย ไม่ชอบธรรม หรือเป็นลบเพียงใด และเพื่อที่จะยึดครองผลประโยชน์ของตนและต่อสู้เพื่อผลประโยชน์เหล่านั้น พวกเขาจะถึงกับยอมเสียสละใครก็ได้ ไม่ว่าจะต้องจ่ายราคาเท่าใดก็ตาม  นี่เป็นพฤติกรรมแบบใด?  (พฤติกรรมของศัตรูของพระคริสต์)  พฤติกรรมของศัตรูของพระคริสต์—นี่คือสิ่งที่ซาตานทำ  ซาตานครอบงำเผ่าพันธุ์มนุษย์นี้ ครอบงำประเทศหนึ่ง ครอบงำเชื้อชาติหนึ่ง และถึงกับยอมเสียสละชีวิตกี่ชีวิตก็ได้เพื่อแลกกับความมั่นคงแห่งอำนาจครอบครองของมัน  ผลประโยชน์ของมันคืออะไร?  อำนาจและสถานะของการครอบงำ  แล้วมันได้มาซึ่งสถานะของการครอบงำและทำให้การครอบงำนี้มั่นคงได้อย่างไร?  (ไม่ว่าจะต้องจ่ายราคาเท่าใดก็ตาม)  ไม่ว่าจะต้องจ่ายราคาเท่าใดก็ตาม  นั่นคือ ไม่สนใจว่าการปฏิบัติและวิธีการของมันจะดูชอบธรรมหรือไม่ชอบธรรมในสายตาของสาธารณชนหรือไม่ และมันใช้ทุกอย่างตั้งแต่การสังหารและการปราบปราม ไปจนถึงชั้นเชิงทั้งไม้อ่อนและไม้แข็ง การบีบบังคับและการชักจูง และจะถึงกับยอมสละชีวิตของใครก็ตามหรือกี่ชีวิตก็ได้เพื่อแลกกับความมั่นคงของสถานะและอำนาจในมือของมัน—นี่คือพฤติกรรมของซาตาน  ศัตรูของพระคริสต์ก็ทำสิ่งต่างๆ ในหนทางนี้เช่นกัน

พระวจนะที่สามัคคีธรรมในวันนี้ถูกใจพวกเจ้าหรือไม่?  (ข้าพระองค์ก็ได้รับประโยชน์มากมายจากการฟังในวันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การชำแหละความรู้และปัญญาชนนั้นประทับใจข้าพระองค์เป็นอย่างยิ่ง  ในอดีตข้าพระองค์ไม่ค่อยเห็นด้วยกับแนวคิดที่ว่าปัญญาชนขาดความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ แต่ในช่วงเวลานี้ ข้าพระองค์ก็ค่อยๆ สามารถนำมาเปรียบเทียบและมองเห็นผ่านการชำแหละความรู้ของพระเจ้าได้ทีละน้อยแล้วว่า ในหลายโอกาส ข้าพระองค์เองไม่สามารถเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าได้ ข้าพระองค์ไม่เข้าใจพระวจนะเหล่านั้นเมื่อได้ฟัง และเมื่อมองดูผู้คนและเหตุการณ์ต่างๆ ข้าพระองค์ก็มองและวิเคราะห์ผู้คนและเหตุการณ์เหล่านั้นจากมุมมองทางปัญญา ซึ่งนำไปสู่ความเข้าใจที่บิดเบือน—นี่คือการขาดความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ  ตอนนี้ข้าพระองค์สามารถมองเห็นแก่นแท้ของปัญญาชนได้ชัดเจนขึ้น)  ในการพูดถึงปัญญาชนวันนี้ เราไม่ได้เจาะจงที่ใครคนใดคนหนึ่งอย่างแน่นอน แต่หากพวกเจ้าสามารถนำพระวจนะของเราไปเปรียบเทียบกับตนเองได้ นั่นย่อมเป็นสิ่งที่ดี และมีความหวังว่าพวกเจ้าจะสามารถพลิกกลับและเข้าสู่ได้  พวกเจ้าควรไล่ตามเสาะหาอย่างขยันขันแข็ง จากจุดที่ไม่เข้าใจหรือไม่หยั่งรู้ความจริง ไปสู่การค่อยๆ บรรลุถึงจุดที่พวกเจ้าสามารถเข้าใจความจริงที่เรียบง่าย เป็นเอกเทศ และไม่ลึกซึ้งนักได้ทีละประการ เพื่อให้สิ่งที่พวกเจ้าเข้าใจนั้นเป็นความจริงแทนที่จะเป็นคำพูดและคำสอน  ในหนทางนี้ เจ้าจะมีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณทีละน้อย  หากเจ้าคิดใคร่ครวญสิ่งต่างๆ โดยมุ่งเน้นไปที่ความจริงและความเป็นจริง เจ้าก็จะค่อยๆ เข้าใจความจริง หากเจ้าวิเคราะห์สิ่งต่างๆ โดยมุ่งเน้นที่คำสอนตลอดเวลา โดยใช้ตรรกะและใช้ความรู้สึกนึกคิดของเจ้า เช่นนั้นแล้ว สิ่งที่เจ้าเข้าใจก็จะเป็นเพียงคำสอนหรือทฤษฎี ซึ่งจะไม่มีวันกลายเป็นความจริงได้ และเจ้าจะไม่มีวันไปไกลกว่ารากฐานของคำสอน  เป็นเช่นนั้นไม่ใช่หรือ?  (ใช่)  บางคนกล่าวว่า “ทำไมฉันไม่สามารถเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าบางส่วนที่ฉันอ่านได้?  เมื่อประเมินวัดโดยใช้ไวยากรณ์และอิงตามโครงสร้างการเรียงความแล้ว ทำไมพระวจนะเหล่านั้นจึงไม่ง่ายนักที่ผู้คนจะเข้าใจและยอมรับ?”  พวกเจ้าจะอธิบายปัญหานี้อย่างไร?  ตอนนี้พวกเจ้าเข้าใจได้หรือไม่?  เราจะอธิบายให้พวกเจ้าฟัง  พระเจ้าได้ตรัสกับมนุษย์นับตั้งแต่มวลมนุษย์ถือกำเนิดขึ้น ทุกพระวจนะและทุกย่อหน้าของสิ่งที่พระองค์ตรัสล้วนเป็นเพียงภาษา ไม่ใช่เรียงความ  ขณะที่เราพูดอยู่ที่นี่ในวันนี้ เรากำลังนำเสนอเรียงความ กำลังรายงาน หรือเพียงสนทนาอยู่?  (สนทนา)  เรากำลังพูดคุยกับพวกเจ้า บอกความจริง และพูดคุยถึงหัวข้อที่พวกเจ้าจำเป็นต้องรู้  เรากำลังพูด ไม่ใช่กำลังนำเสนอเรียงความ  ดังนั้น พวกเจ้าจึงต้องเข้าใจว่าเรียงความคืออะไรและการพูดคืออะไร—ทั้งสองอย่างนี้มีความแตกต่างกัน  องค์ประกอบหลายอย่างที่จำเป็นสำหรับเรียงความนั้น เป็นแง่มุมของความรู้ที่มาจากมวลมนุษย์ และเวลาตรัส พระเจ้า ก็ไม่จำเป็นต้องทรงปฏิบัติตามความรู้นี้  พระองค์เพียงจำเป็นต้องตรัสความจริงที่พระองค์ประสงค์จะตรัสอย่างเรียบง่ายและชัดเจน และตราบใดที่ผู้คนสามารถเข้าใจความจริงที่ตนได้ยิน นั่นก็เพียงพอแล้ว และไม่จำเป็นต้องใช้แม้กระทั่งเครื่องหมายวรรคตอนด้วยซ้ำ  มวลมนุษย์คิดค้นเครื่องหมายวรรคตอนและเรียงความขึ้นมา และยังคิดค้นไวยากรณ์และองค์ประกอบที่เรียงความจำเป็นต้องมีขึ้นมาอีกด้วย  สิ่งเหล่านี้ล้วนอยู่ในหมวดหมู่ของความรู้ และพระเจ้าไม่จำเป็นต้องทรงปฏิบัติตามสิ่งเหล่านี้  นอกจากนี้ ภาษาก็มาจากพระเจ้า และนี่คือสิ่งที่เป็นบวก  ดังนั้น ไม่ว่าพระเจ้าตรัสสิ่งใด สิ่งนั้นถูกต้อง  เจ้าไม่จำเป็นต้องตรวจสอบประเด็นปัญหาทางไวยากรณ์ เปรียบเทียบหรือชำแหละประเด็นปัญหาทางไวยากรณ์  เจ้าเพียงจำเป็นต้องเข้าใจว่า ในงานเขียนชิ้นหนึ่ง ในย่อหน้าหนึ่ง และในประโยคหนึ่ง เจตนารมณ์ของพระเจ้าคืออะไร ความจริงคืออะไร หลักธรรมความจริงที่พระเจ้าทรงกำหนดให้กับผู้คนคืออะไร และเส้นทางแห่งการปฏิบัติที่พระเจ้าตรัสบอกแก่ผู้คนคืออะไร และนั่นก็เพียงพอแล้ว  นี่คือสำนึกที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้าง—นั่นคือผู้คน—ควรมี  พระวจนะและการกระทำของพระเจ้าไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามแบบแผนและกรอบการทั้งหมดที่ผู้คนกำหนดขึ้นมา รวมถึงข้อบังคับเหล่านี้และสิ่งที่เป็นเพียงเรื่องทางปัญญาที่เป็นส่วนหนึ่งของความรู้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามเลย  พระเจ้าได้ตรัสสิ่งต่างๆ มากมาย และไม่ว่าพระองค์ตรัสสิ่งใด สิ่งนั้นคือความจริง  ยิ่งผู้คนมีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณและยิ่งผู้คนมีประสบการณ์กับการอ่านพระวจนะของพระเจ้ามากเท่าไร พวกเขาก็ยิ่งรู้สึกว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริง  ความจริงที่อยู่ในพระวจนะเหล่านี้คือ สิ่งที่ผู้คนจำเป็นต้องทำความเข้าใจ แสวงหา และมีประสบการณ์  พระเจ้าตรัสกับมวลมนุษย์—จงจดจำว่า สิ่งที่พระเจ้าทรงทำคือการตรัส และ “การตรัส” รู้จักกันในภาษาพูดว่าการพูดคุยกัน หรือการพูดคุยถึงเรื่องทั่วไป  แก่นแท้ที่อยู่ในสิ่งที่พระเจ้าต้องประสงค์ที่จะตรัสในที่นี้คืออะไร?  คือเจตนารมณ์ของพระเจ้า ความจริง และข้อกำหนดที่พระเจ้าทรงมีต่อผู้คน—นี่คือเนื้อหา  ธรรมชาติของการพูดคือการพูดคุยอย่างตรงไปตรงมาและชัดเจนอย่างเป็นกันเอง อย่างเปิดอกและซึ่งหน้า บางครั้งก็ใช้ภาษาพูดและภาษาถิ่นบ้าง และบางครั้งก็ใช้คำพูดเชิงวรรณกรรมบ้าง  ในการเขียนเรียงความ เจ้าจำเป็นต้องมีบทนำในย่อหน้าแรก พัฒนาและขยายความประเด็นนั้นในตอนกลาง แล้วจึงไปถึงจุดสูงสุดและบทสรุป  ต้องเขียนตรงตามรูปแบบนี้ทุกประการจึงจะถือว่าเป็นเรียงความ และเมื่อนั้นเท่านั้นครูจึงจะอ่านและให้คะแนนว่าพอใช้ ดี หรือยอดเยี่ยม  เจ้าสามารถให้คะแนนพระวจนะของพระเจ้าในหนทางนี้หรือไม่?  สมมติเจ้ากล่าวว่า “บทตอนนี้ดี ไวยากรณ์ดี ใช้ภาษาของพระเจ้า และสอดคล้องกับโครงสร้างของเรียงความอย่างสมบูรณ์ ส่วนบทตอนนั้นไม่ดีนัก ไม่ค่อยเป็นระเบียบ และโครงสร้างก็ไม่ค่อยดีนัก  พระวจนะบางส่วนไม่ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ และมีแม้กระทั่งพระวจนะบางคำที่ดูเหมือนจะใช้ไม่ถูกที่ถูกทาง”  การอ่านพระวจนะของพระเจ้าในหนทางนี้ใช้ได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  การอ่านพระวจนะในหนทางนี้ย่อมจะเป็นการบิดเบือน และเจ้าจะไม่มีวันได้รับความจริง  เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะอ่านระหว่างบรรทัดของพระวจนะของพระเจ้าเพื่อให้มองเห็นว่าพระเจ้าต้องประสงค์อะไรจากเจ้า และความจริงที่อยู่ในพระวจนะเหล่านี้คืออะไร—นั่นคือสิ่งที่พึงทำอย่างชาญฉลาด  เจ้าไม่รู้จักแม้แต่วิธีที่จะมองดูสิ่งเหล่านี้ และเจ้าก็เอาแต่พูดทั้งวันว่า “ทำไมพระวจนะของพระเจ้าจึงไม่ใช่แม้กระทั่งเรียงความ?  พระวจนะของพระเจ้าควรเป็นเหมือนสุนทรพจน์ และพระเจ้าควรตรัสด้วยภาษาที่สละสลวย”  เราไม่ทำเช่นนั้น  มันจะเหนื่อยเกินไป และพวกเจ้าก็จะฟังจนเหนื่อย และคนพูดก็จะเหนื่อยเช่นกัน  จงคิดถึงดูว่า พระเจ้าตรัสในสวรรค์ ตรัสกับโยบ ตรัสกับเปโตร ตรัสกับโมเสสและโยนาห์—พระวจนะของพระเจ้าเรียบง่ายและชัดเจนมิใช่หรือ?  พวกเจ้าไม่สามารถมองเห็นได้เลยว่าพระวจนะเหล่านั้นพิเศษเหนือธรรมดา เป็นนามธรรม หรือยิ่งใหญ่เพียงใด หรือพระวจนะนั้นเข้มงวดเพียงใด  จงดูครั้งที่ซาตานทดลองโยบ พระเจ้าตรัสกับซาตานว่า “เจ้าได้พิจารณาดูโยบผู้รับใช้ของเราหรือไม่ว่า ในแผ่นดินโลกไม่มีใครเหมือนเขา เป็นคนดีพร้อมและเที่ยงธรรม เป็นผู้ยำเกรงพระเจ้าและหันจากความชั่วร้าย?” (โยบ 1:8) และ “ดูเถิด เขาอยู่ในมือเจ้า จงไว้ชีวิตเขาเท่านั้น” (โยบ 2:6)  พระวจนะของพระเจ้านั้นทั้งเรียบง่ายและกระชับ และอธิบายเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจนยิ่ง  นี่คืออุปนิสัยของพระเจ้าและแก่นแท้ของพระเจ้า  พระเจ้าไม่ทรงใช้วาจาคลุมเครือที่ทำให้สับสนโดยเจตนา และความยิ่งใหญ่ ความไม่ธรรมดา ความน่าเทิดทูน สิทธิอำนาจ และฤทธานุภาพของพระองค์ไม่ใช่สิ่งเทียม  เหตุใดเราจึงกล่าวว่าไม่ใช่สิ่งเทียมเท็จ?  เมื่อพระองค์ตรัสกับคนคนหนึ่ง พระองค์ไม่ทรงเสแสร้ง อำพรางพระองค์เองด้วยพระฉายาที่สูงส่ง หรือตรัสสิ่งที่ผู้คนไม่สามารถเข้าใจได้—เป็นซาตานที่ทำเช่นนั้น พระเจ้าย่อมไม่ทรงทำเช่นนั้น—และในเมื่อพระเจ้าเป็นผู้ตรัส พระองค์ก็จะทรงทำให้เจ้าเข้าใจ  หากเจ้าเป็นเด็ก พระองค์จะตรัสกับเจ้าด้วยพระวจนะที่เด็กสามารถเข้าใจได้  หากเจ้าเป็นคนสูงวัย พระองค์ก็จะตรัสกับเจ้าด้วยภาษาของคนสูงวัย  หากเจ้าเป็นผู้ชาย พระองค์จะตรัสกับเจ้าด้วยภาษาที่ผู้ชายใช้กันอย่างคุ้นเคย  หากเจ้าเป็นมนุษย์ที่เสื่อมทราม พระองค์จะตรัสกับเจ้าในหนทางและโครงสร้างทางภาษาซึ่งมนุษย์ที่เสื่อมทรามสามารถเข้าใจได้  พระเจ้าตรัสในหลากหลายวิธี  บางครั้งพระองค์ตรัสอย่างมีอารมณ์ขัน บางครั้งก็ตรัสอย่างเสียดสี บางครั้งทรงประชดประชัน บางครั้งทรงชำแหละ บางครั้งทรงเข้มงวดขึ้น บางครั้งทรงอ่อนโยนลง บางครั้งทรงทำให้เจ้ารู้สึกซาบซึ้ง และบางครั้งก็ทรงปลอบโยนเจ้าหลังจากที่ทรงตัดแต่งเจ้า…  พระราชกิจทั้งหมดนี้ที่พระเจ้าทรงทำและความจริงที่พระองค์ทรงแสดงเหล่านี้ไม่แข็งกระด้าง แต่มีชีวิตชีวา  พระเจ้าทรงเป็นน้ำพุของน้ำแห่งชีวิต และแหล่งกำเนิดของความจริงก็คือพระเจ้า  ไม่ว่าพระเจ้าจะตรัสสิ่งใดล้วนถูกต้อง มีความจริงอยู่ในนั้น และไม่สำคัญว่าพระองค์จะตรัสด้วยวิธีใด  หากใครสักคนมีมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับวิธีตรัสของพระเจ้า โครงสร้างภาษาของพระองค์ และอื่นๆ อยู่เสมอ คอยพินิจพิเคราะห์และสงสัยตลอดเวลา รู้สึกไม่พอใจกับสิ่งเหล่านี้อยู่เสมอและคิดว่า “พระเจ้าที่ฉันเชื่อดูไม่เหมือนพระเจ้าเลยจริงๆ ทำไมพระองค์ถึงเป็นแบบนั้น?  ดังนั้น ฉันจึงไม่ต้องการยอมรับพระองค์ คงจะเป็นเรื่องน่าอายเกินไปถ้าฉันยอมรับพระองค์ ฉันไปเชื่อคนนั้นคนนี้เสียยังจะดีกว่า”  คนคนนี้เป็นคนประเภทไหน?  (ผู้ไม่เชื่อ)  นี่คือผู้ไม่เชื่อ  ผู้ไม่เชื่อส่วนใหญ่เป็นคนประเภทใด?  คนที่ไร้ซึ่งความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ  เมื่อผู้คนที่ไร้ซึ่งความเข้าใจฝ่ายวิญญาณอ่านพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาก็พินิจพิเคราะห์อย่างตั้งใจ ผลก็คือ พวกเขายังคงไม่สามารถเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ ดังนั้น พวกเขาจึงสงสัยว่า “ในเมื่อนี่คือหนทางที่แท้จริง เป็นไปได้หรือไม่ที่จะได้รับพรอย่างแท้จริงด้วยการเชื่อในหนทางนี้?  ผู้คนจำนวนมากเชื่อเช่นนั้น ถ้าฉันไม่เชื่อ ฉันก็จะตกนรกไม่ใช่หรือ?”  พวกเขาถึงกับเก็บงำอุบายเล็กๆ น้อยๆ เอาไว้  พวกเขาไม่สงสัยเลยว่า “พวกเขาบอกว่ามีความจริงอยู่ในพระวจนะของพระเจ้า แล้วอะไรคือความจริง?  ทำไมฉันจึงยังไม่เห็นเล่า?  ฉันต้องอ่านและฟัง!”  วันหนึ่งพวกเขาก็ “เข้าใจสิ่งที่พวกเขาได้ยิน” ในที่สุด และคิดว่า “สิ่งที่พระวจนะเหล่านี้เผยให้เห็นคือสถานการณ์จริง นั่นคือความจริง  แต่ภาษานั้นธรรมดาและสามัญเกินไป เป็นภาษาที่ธรรมดามาก และอาจถูกปัญญาชนดูแคลนและเลือกปฏิบัติ และถูกมองว่าเป็นคำพูดที่ธรรมดาที่สุด และในพระวจนะบางส่วนก็ถึงกับจืดชืด อีกทั้งพระวจนะบางคำที่ปัญญาชนระดับสูงในวงการความรู้ไม่ลดตัวลงมาใช้ กลับถูกตรัสออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า—ช่างเหลือเชื่อเหลือเกิน และไม่ควรเป็นเช่นนั้นเลย ไม่ใช่หรือ?”  ผลที่ตามมาของการพินิจพิเคราะห์ตลอดเวลานี้คืออะไร?  เจ้าจะรู้สึกว่าเจ้าดีกว่าพระเจ้า และพระเจ้าควรทรงเชื่อเจ้าและยกชูเจ้า  นี่เป็นปัญหาไม่ใช่หรือ?  ผู้คนเหล่านี้คือผู้ที่ขาดความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ  ท่าทีที่พวกเขามีต่อพระเจ้านั้นคือการยืนอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับพระเจ้าและพินิจพิเคราะห์พระองค์อยู่เสมอ  ในขณะที่พินิจพิเคราะห์พระเจ้า พวกเขาก็กำลังต่อต้านพระองค์ และในขณะที่ต่อต้านพระองค์ พวกเขาก็กำลังคิดว่า “เป็นการดีกว่าถ้าพระองค์ไม่ใช่พระเจ้า เพราะพระองค์ไม่มีความสำคัญเลย พระองค์ไม่เหมือนพระเจ้า  ถ้าพระองค์เป็นพระเจ้า ข้าพระองค์คงจะรู้สึกไม่สบายใจ  ถ้าข้าพระองค์ดูแคลนพระองค์และพินิจพิเคราะห์พระองค์ วิเคราะห์พระองค์จนถึงจุดที่พระองค์ไม่ใช่พระเจ้าอีกต่อไป และไม่มีใครเชื่อในพระองค์ เมื่อนั้นข้าพระองค์ก็จะมีความสุข และถ้าข้าพระองค์มองหาพระเจ้าที่ยิ่งใหญ่เพื่อที่จะเชื่อ ข้าพระองค์จะรู้สึกสงบใจ”  ผู้คนเช่นนี้คือผู้ไม่เชื่อ  ผู้ไม่เชื่อส่วนใหญ่ไร้ซึ่งความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ  พวกเขาจะไม่มีวันเข้าใจหรือได้รับความจริงจากถ้อยดำรัสที่ธรรมดาที่สุดเหล่านี้ของพระเจ้าเลย  พวกเขาเพียงแต่พินิจพิเคราะห์ถ้อยดำรัสเหล่านั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จึงไม่เพียงไม่สามารถได้รับความจริง แต่ยังทำลายเรื่องสำคัญเกี่ยวกับความรอดของตนเอง ทั้งยังเผยตนเองและกำจัดตนเองออกไปอีกด้วย  พวกเราจบสามัคคีธรรมของวันนี้ไว้ตรงนี้เถิด (ขอบพระคุณพระเจ้า!)  ลาก่อน!

17 มกราคม ค.ศ. 2020

เชิงอรรถ:

[ก] “เหล่า” และ “เสี่ยว” เป็นคำนำหน้าชื่อสกุลในภาษาจีน ใช้เป็นคำเรียกที่แสดงถึงความคุ้นเคยหรือความเป็นกันเองที่ผู้พูดและผู้ฟังมีร่วมกัน

ก่อนหน้า: ประการที่เจ็ด: พวกเขาเลว เคลือบแฝง และหลอกลวง (ภาคที่สอง)

ถัดไป: ประการที่สิบ: พวกเขาดูหมิ่นความจริง ทำผิดหลักธรรมอย่างหน้าไม่อาย และเพิกเฉยต่อการจัดการเตรียมการของพระนิเวศของพระเจ้า (ภาคที่หนึ่ง)

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger