4. พระวจนะว่าด้วยการเปิดเผยความล้ำลึกแห่งการจุติเป็นมนุษย์ของพระเจ้า

187. การประสูติเป็นมนุษย์ครั้งแรกคือการไถ่มนุษย์จากบาป เพื่อไถ่เขาด้วยกายเนื้อหนังของพระเยซู นั่นก็คือ พระองค์ทรงช่วยมนุษย์ให้รอดจากกางเขน แต่อุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานยังคงอยู่ในตัวมนุษย์  การประสูติเป็นมนุษย์ครั้งที่สองนั้นไม่ใช่เพื่อทำหน้าที่เป็นเครื่องบูชาลบล้างบาปอีกต่อไป แต่เพื่อช่วยบรรดาผู้ที่ได้รับการไถ่จากบาปให้รอดโดยสมบูรณ์  การนี้ทำไปเพื่อให้บรรดาผู้ที่ได้รับการอภัยบาปของตนไปแล้วอาจได้รับการปลดปล่อยจากบาปของตน และได้รับการชำระให้บริสุทธิ์อย่างครบถ้วน บรรลุการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัย และหลุดพ้นจากอิทธิพลแห่งความมืดของซาตานและคืนสู่เบื้องหน้าพระบัลลังก์ของพระเจ้าด้วยเหตุนี้  เพียงในหนทางนี้เท่านั้นมนุษย์จึงสามารถได้รับการชำระให้สะอาดบริสุทธิ์อย่างครบถ้วน  หลังจากที่ยุคธรรมบัญญัติได้สิ้นสุดลงและเริ่มต้นยุคพระคุณ พระเจ้าทรงเริ่มพระราชกิจแห่งความรอดซึ่งดำเนินต่อมาจนถึงยุคสุดท้ายที่พระองค์จะทรงชำระมวลมนุษย์ให้บริสุทธิ์โดยสมบูรณ์ในการพิพากษาและการตีสอนเผ่าพันธุ์มนุษย์เพราะความเป็นกบฏของพวกเขา  เมื่อนั้นเท่านั้นพระเจ้าจึงจะทรงสรุปพระราชกิจแห่งความรอดของพระองค์และเข้าสู่การหยุดพัก  ดังนั้น ในพระราชกิจสามระยะ มีเพียงสองระยะเท่านั้นที่พระเจ้าได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อทรงพระราชกิจของพระองค์ท่ามกลางมนุษย์โดยพระองค์เอง  นั่นเป็นเพราะว่า มีเพียงหนึ่งในสามระยะของพระราชกิจเท่านั้นที่ทรงชี้แนะมนุษย์ในการดำเนินชีวิตของพวกเขา ในขณะที่อีกสองระยะนั้นประกอบด้วยพระราชกิจแห่งความรอด  ด้วยการบังเกิดเป็นมนุษย์เท่านั้นพระเจ้าจึงทรงอยู่ร่วมกับมนุษย์ ผ่านประสบการณ์ความทุกข์ของโลกนี้ และดำรงพระชนม์ชีพในกายเนื้อหนังปกติได้  เพียงในหนทางนี้เท่านั้นที่พระองค์จึงสามารถประทานพระวจนะที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงให้กับมนุษย์ ซึ่งพวกเขาจำเป็นต้องมีในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง  โดยผ่านทางการประสูติเป็นมนุษย์ของพระเจ้า มนุษย์จึงได้รับความรอดจากพระเจ้าโดยสมบูรณ์ ไม่ใช่รับโดยตรงจากสวรรค์ที่ตอบคำอธิษฐานของเขา  มนุษย์มีธรรมชาติเป็นเนื้อหนังและเลือด เขาไม่มีทางที่จะมองเห็นพระวิญญาณของพระเจ้า นับประสาอะไรกับการเข้าหาพระวิญญาณของพระองค์ ดังนั้นสิ่งเดียวที่เขาสามารถสัมผัสได้คือเนื้อหนังของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์  ด้วยวิถีทางนี้เท่านั้น มนุษย์จึงสามารถเข้าใจพระวจนะทั้งปวงและความจริงทั้งหมดและได้รับความรอดโดยสมบูรณ์  การประสูติเป็นมนุษย์ครั้งที่สองย่อมจะเพียงพอสำหรับการชำระล้างบาปทั้งหลายของมนุษย์ และชำระเขาให้บริสุทธิ์โดยสมบูรณ์  เพราะฉะนั้น พระราชกิจทั้งมวลของพระเจ้าในเนื้อหนังก็จะสิ้นสุดลงและนัยสำคัญของการประสูติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าจึงได้รับการทำให้ครบบริบูรณ์ด้วยการประสูติเป็นมนุษย์ครั้งที่สอง  นับแต่นั้นมาพระราชกิจของพระเจ้าในเนื้อหนังก็จะสิ้นสุดลงโดยบริบูรณ์  ภายหลังการประสูติเป็นมนุษย์ครั้งที่สอง พระองค์จะไม่ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เป็นครั้งที่สามเพื่อทรงพระราชกิจของพระองค์  เพราะการบริหารจัดการทั้งหมดของพระองค์จะสิ้นสุดลงแล้ว การประสูติเป็นมนุษย์ในยุคสุดท้ายจะทรงรับประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรรเอาไว้อย่างครบถ้วน และมวลมนุษย์ในยุคสุดท้ายทั้งหมดจะถูกจำแนกไปตามประเภทของตน  พระองค์จะไม่ทรงพระราชกิจแห่งความรอด และจะไม่ทรงกลับคืนสู่เนื้อหนังเพื่อทรงพระราชกิจใดอีกต่อไป

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ความล้ำลึกแห่งการประสูติเป็นมนุษย์ (4)

188. หลังจากพระราชกิจของพระยาห์เวห์ พระเยซูทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อทรงพระราชกิจของพระองค์ท่ามกลางมนุษย์  พระราชกิจของพระองค์ไม่ได้ถูกดำเนินการในแบบแยกไปตามลำพัง แต่ทรงก่อขึ้นบนพระราชกิจของพระยาห์เวห์  เป็นพระราชกิจสำหรับยุคใหม่ที่พระเจ้าทรงทำหลังจากที่พระองค์ได้ทรงสรุปปิดตัวยุคธรรมบัญญัติ  ในทำนองเดียวกัน หลังจากที่พระราชกิจของพระเยซูสิ้นสุดลง พระเจ้าก็ทรงไปต่อกับพระราชกิจของพระองค์สำหรับยุคถัดไป เพราะการบริหารจัดการทั้งมวลของพระเจ้ากำลังก้าวไปข้างหน้าเสมอ  เมื่อยุคเก่าผ่านไป ก็จะถูกแทนที่ด้วยยุคใหม่ และเมื่อพระราชกิจเก่าเสร็จบริบูรณ์แล้วก็จะมีพระราชกิจใหม่เพื่อสานต่อการบริหารจัดการของพระเจ้าต่อไป  การประสูติเป็นมนุษย์ครั้งนี้เป็นการประสูติเป็นมนุษย์ครั้งที่สองของพระเจ้าซึ่งตามหลังพระราชกิจของพระเยซูมา  แน่นอนว่าการประสูติเป็นมนุษย์ครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยเอกเทศ แต่เป็นช่วงระยะที่สามของพระราชกิจหลังยุคธรรมบัญญัติและยุคพระคุณ  ทุกครั้งที่พระเจ้าทรงริเริ่มช่วงระยะใหม่ของพระราชกิจ จะต้องมีการเริ่มต้นใหม่เสมอและจะต้องนำยุคใหม่มาเสมอ  ดังนั้นจึงมีการเปลี่ยนแปลงที่สอดคล้องกันในพระอุปนิสัยของพระเจ้า ในลักษณะของการทรงพระราชกิจของพระองค์ ในที่ตั้งของพระราชกิจของพระองค์และในพระนามของพระองค์อีกด้วย  ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่มนุษย์จะยอมรับพระราชกิจของพระเจ้าในยุคใหม่ได้ยาก แต่โดยไม่คำนึงถึงว่าพระองค์จะถูกมนุษย์ต่อต้านอย่างไร พระเจ้าก็ทรงพระราชกิจของพระองค์เสมอและทรงนำทางมวลมนุษย์ทั้งปวงไปข้างหน้าเสมอ  เมื่อพระเยซูเสด็จมายังโลกมนุษย์ พระองค์ทรงเริ่มต้นยุคพระคุณและสิ้นสุดยุคธรรมบัญญัติ  ในยุคสุดท้ายนี้ พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนังอีกครั้ง และพร้อมกับการประสูติเป็นมนุษย์ในครั้งนี้ พระองค์ได้ทรงสิ้นสุดยุคพระคุณและนำมาซึ่งยุคราชอาณาจักร  ทุกคนที่สามารถยอมรับการประสูติเป็นมนุษย์ครั้งที่สองของพระเจ้าจะถูกพาเข้าสู่ยุคราชอาณาจักร และจะสามารถน้อมรับการทรงนำจากพระเจ้าได้ด้วยตนเองอีกด้วย  แม้พระเยซูเสด็จมาท่ามกลางมนุษย์และทรงพระราชกิจมากมาย พระองค์เพียงทรงพระราชกิจแห่งการไถ่มวลมนุษย์ทั้งปวงเสร็จสิ้นและทรงเป็นเครื่องบูชาลบล้างบาปของมนุษย์เท่านั้น พระองค์ไม่ได้ทรงขจัดอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์ให้หมดไป  การช่วยมนุษย์ให้รอดจากอิทธิพลของซาตานโดยสิ้นเชิงนั้น ไม่เพียงจำเป็นต้องให้พระเยซูทรงเป็นเครื่องบูชาลบล้างบาปและแบกรับบาปทั้งหลายของมนุษย์เท่านั้น แต่ยังต้องให้พระเจ้าทรงพระราชกิจยิ่งใหญ่กว่านั้นเพื่อขจัดอุปนิสัยที่ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามออกจากตัวมนุษย์โดยสิ้นเชิง  ดังนั้น หลังจากมนุษย์ได้รับการอภัยบาปของตนแล้ว พระเจ้าก็เสด็จกลับสู่เนื้อหนังเพื่อนำมนุษย์เข้าสู่ยุคใหม่และเริ่มพระราชกิจแห่งการตีสอนและการพิพากษา  พระราชกิจนี้ได้พามนุษย์เข้าสู่สภาวะที่สูงขึ้น  ทุกคนที่นบนอบอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระองค์จะได้ชื่นชมกับความจริงที่สูงส่งขึ้นและได้รับพรที่ยิ่งใหญ่ขึ้น  พวกเขาจะมีชีวิตอยู่ในความสว่างอย่างแท้จริง และพวกเขาจะได้รับความจริง หนทาง และชีวิต

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, คำนำ

189. “การประสูติเป็นมนุษย์” คือการทรงปรากฏของพระเจ้าในเนื้อหนัง  พระเจ้าทรงพระราชกิจในพระฉายาของเนื้อหนังท่ามกลางมวลมนุษย์ที่ทรงสร้าง  ดังนั้น เนื่องจากพระองค์คือพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ ประการแรกพระองค์ต้องทรงเป็นเนื้อหนังก่อน เนื้อหนังที่มีสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติ นี่คือข้อกำหนดเบื้องต้นซึ่งเป็นพื้นฐานที่สุด  อันที่จริงแล้ว ความหมายโดยนัยของการประสูติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าก็คือว่า พระเจ้าทรงพระชนม์ชีพและทรงพระราชกิจในเนื้อหนัง พระเจ้าโดยแก่นแท้ของพระองค์ทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนัง ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, แก่นแท้ของเนื้อหนังที่พระเจ้าประทับ

190. การประสูติเป็นมนุษย์หมายความว่า พระวิญญาณของพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ นั่นคือ พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ พระราชกิจที่เนื้อหนังกระทำคือพระราชกิจของพระวิญญาณ ซึ่งทำให้เป็นจริงในเนื้อหนัง แสดงออกโดยเนื้อหนัง  ไม่มีผู้ใดเว้นแต่เนื้อหนังของพระเจ้าที่สามารถทำให้พันธกิจของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ลุล่วง นั่นคือ มีเพียงเนื้อหนังซึ่งประสูติเป็นมนุษย์ของพระเจ้า สภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกตินี้เท่านั้น—และไม่มีผู้อื่นใด—ที่สามารถแสดงออกถึงพระราชกิจที่เป็นของพระเจ้าได้  หากในระหว่างการเสด็จมาครั้งแรก พระเจ้าไม่ได้ทรงมีสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติก่อนพระชันษายี่สิบเก้าปี—หากพระองค์สามารถแสดงการอัศจรรย์ได้ทันทีที่พระองค์ประสูติ หากพระองค์สามารถพูดภาษาของสวรรค์ได้ทันทีที่พระองค์ทรงเรียนรู้ที่จะพูด หากพระองค์สามารถเข้าใจเรื่องราวทางโลกทั้งหมด วินิจฉัยความคิดและเจตนาของทุกคนในชั่วขณะที่พระองค์ทรงย่างพระบาทครั้งแรกบนโลก—บุคคลเช่นนั้นไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นมนุษย์ที่ปกติ และเนื้อหนังเช่นนั้นไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นเนื้อหนังของมนุษย์  หากเป็นเช่นนี้กับพระคริสต์ เช่นนั้นแล้วความหมายและแก่นสารของการประสูติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าก็คงจะสูญสิ้นไป  การที่พระองค์ทรงมีสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติพิสูจน์ว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าซึ่งประสูติเป็นมนุษย์ในเนื้อหนัง  ข้อเท็จจริงที่ว่าพระองค์ทรงก้าวผ่านกระบวนการเติบโตของมนุษย์ที่ปกติยังแสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงเป็นเนื้อหนังที่ปกติ  ยิ่งไปกว่านั้น พระราชกิจของพระองค์เป็นหลักฐานเพียงพอว่าพระองค์ทรงเป็นพระวจนะของพระเจ้า พระวิญญาณของพระเจ้าที่ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, แก่นแท้ของเนื้อหนังที่พระเจ้าประทับ

191. พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์เรียกว่าพระคริสต์ และพระคริสต์คือเนื้อหนังมนุษย์ที่พระวิญญาณของพระเจ้าทรงสวมใส่ เนื้อหนังมนุษย์นี้ไม่เหมือนกับมนุษย์คนใดที่มีเนื้อหนัง  ความแตกต่างนี้เป็นเพราะพระคริสต์คือการประสูติเป็นมนุษย์ของพระวิญญาณ ไม่ใช่การเป็นเนื้อหนัง  พระองค์ทรงมีทั้งความเป็นมนุษย์ที่ปกติ และเทวสภาพที่ครบบริบูรณ์  ไม่มีมนุษย์คนใดครอบครองเทวสภาพของพระองค์  ความเป็นมนุษย์ที่ปกติของพระองค์ช่วยในการทำกิจกรรมตามปกติทั้งหมดของพระองค์ในเนื้อหนัง ในขณะที่เทวสภาพของพระองค์ปฏิบัติพระราชกิจของพระเจ้าพระองค์เอง  ไม่ว่าสภาวะความเป็นมนุษย์หรือเทวสภาพของพระองค์ ต่างก็นบนอบต่อน้ำพระทัยของพระบิดาผู้สถิตในสวรรค์  แก่นแท้ของพระคริสต์คือพระวิญญาณ นั่นก็คือ เทวสภาพ  ดังนั้นแล้ว แก่นแท้ของพระองค์จึงเป็นแก่นแท้ของพระเจ้าพระองค์เอง  แก่นแท้นี้จะไม่ทำให้พระราชกิจของพระองค์เองหยุดชะงัก และคงไม่อาจเป็นไปได้ที่พระองค์จะทรงกระทำสิ่งใดๆ ที่ทำลายพระราชกิจของพระองค์เอง อีกทั้งพระองค์คงไม่ดำรัสพระวจนะใดๆ ที่ค้านกันกับน้ำพระทัยของพระองค์เอง  ดังนั้น พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์จะไม่มีวันทรงปฏิบัติพระราชกิจใดที่ทำให้การบริหารจัดการของพระองค์เองหยุดชะงักอย่างแน่นอน  นี่คือสิ่งที่ผู้คนทั้งมวลควรเข้าใจ  แก่นสารของพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์คือเพื่อช่วยมนุษย์ให้รอด และเป็นไปเพื่อประโยชน์ของการบริหารจัดการของพระเจ้าเอง  ในทำนองเดียวกัน พระราชกิจของพระคริสต์ก็เป็นการช่วยมนุษย์ให้รอดเช่นกัน และเป็นไปเพื่อประโยชน์ของน้ำพระทัยของพระเจ้า  เนื่องจากพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ พระองค์ทรงตระหนักถึงแก่นแท้ของพระองค์ภายในเนื้อหนังของพระองค์จนถึงขั้นที่เนื้อหนังของพระองค์เพียงพอที่จะปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์  ดังนั้น พระราชกิจทั้งหมดของพระวิญญาณของพระเจ้าจึงถูกแทนที่ด้วยพระราชกิจของพระคริสต์ในระหว่างช่วงเวลาแห่งการประสูติเป็นมนุษย์ และแกนกลางของพระราชกิจทั้งหมดตลอดช่วงเวลาแห่งการประสูติเป็นมนุษย์คือพระราชกิจของพระคริสต์  พระราชกิจนี้ไม่สามารถนำมาผสมผสานกับพระราชกิจจากยุคอื่นใดได้  และเนื่องจากพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ พระองค์จึงทรงปฏิบัติพระราชกิจในพระอัตลักษณ์ของเนื้อหนังของพระองค์  เนื่องจากพระองค์เสด็จมาในเนื้อหนัง พระองค์จึงทรงปฏิบัติพระราชกิจที่พระองค์ควรทรงปฏิบัติให้เสร็จสิ้นในเนื้อหนังนั้น  ไม่ว่าจะเป็นพระวิญญาณของพระเจ้าหรือพระคริสต์ต่างก็เป็นพระเจ้าพระองค์เอง และพระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกิจที่พระองค์ควรทรงปฏิบัติ และดำเนินพันธกิจที่พระองค์ควรทรงดำเนิน

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, แก่นแท้ของพระคริสต์คือการนบนอบน้ำพระทัยของพระบิดาผู้สถิตในสวรรค์

192. พระองค์ผู้ซึ่งเป็นพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ย่อมจะทรงครองแก่นแท้ของพระเจ้า และพระองค์ผู้ซึ่งเป็นพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ย่อมจะทรงมีการแสดงออกของพระเจ้า  ในเมื่อพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ พระองค์จะทรงก่อเกิดพระราชกิจที่พระองค์ตั้งพระทัยที่จะทำ และในเมื่อพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ พระองค์จะทรงแสดงออกถึงสิ่งที่พระองค์ทรงเป็น และจะสามารถนำความจริงมาสู่มนุษย์ ประทานชีวิตให้เขาและชี้ทางให้เขา  เนื้อหนังที่ไม่มีแก่นแท้ของพระเจ้านั้นไม่ใช่พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์อย่างแน่นอน เรื่องนี้ไม่ต้องสงสัยเลย  หากมนุษย์ตั้งใจจะสืบค้นลงไปว่านั่นคือเนื้อหนังจากการประสูติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าหรือไม่ เช่นนั้นแล้วเขาต้องยืนยันเรื่องนี้จากพระอุปนิสัยที่พระองค์ทรงแสดงออกและพระวจนะที่พระองค์ตรัส  ซึ่งหมายความว่า การยืนยันว่าเป็นเนื้อหนังที่พระเจ้าใช้ประสูติเป็นมนุษย์หรือไม่ และใช่หนทางที่แท้จริงหรือไม่นั้น คนเราต้องแยกแยะโดยดูที่แก่นแท้ของพระองค์  และดังนั้น ในการกำหนดว่านั่นเป็นเนื้อหนังของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์หรือไม่ กุญแจอยู่ในแก่นแท้ของพระองค์ (พระราชกิจของพระองค์ ถ้อยดำรัสของพระองค์ พระอุปนิสัยของพระองค์และแง่มุมอื่นๆ มากมาย) แทนที่จะอยู่ในรูปปรากฏภายนอก  หากมนุษย์พินิจพิเคราะห์เพียงแค่รูปปรากฏภายนอกของพระองค์ และส่งผลให้มองข้ามแก่นแท้ของพระองค์ นี่ก็แสดงว่า มนุษย์มืดบอดและไม่รู้ความ

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, คำนำ

193. ความหมายโดยนัยของการประสูติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าก็คือว่า พระเจ้าทรงพระชนม์ชีพและทรงพระราชกิจในเนื้อหนัง พระเจ้าโดยแก่นแท้ของพระองค์ทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนัง ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์  พระชนม์ชีพซึ่งประสูติเป็นมนุษย์และพระราชกิจของพระองค์สามารถแบ่งออกได้เป็นสองช่วงระยะ  ช่วงระยะแรกคือพระชนม์ชีพที่พระองค์ทรงดำเนินก่อนปฏิบัติพันธกิจของพระองค์  พระองค์ทรงดำเนินพระชนม์ชีพในครอบครัวมนุษย์ธรรมดา ในสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติอย่างที่สุด โดยทรงเชื่อฟังจรรยาที่ปกติและกฎแห่งชีวิตมนุษย์ และทรงมีความต้องการตามปกติของมนุษย์ (อาหาร เสื้อผ้า การนอนหลับ ที่พักอาศัย) ความอ่อนแอตามปกติของมนุษย์ และอารมณ์ตามปกติของมนุษย์  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ในระหว่างช่วงระยะแรกนี้ พระองค์ทรงดำเนินพระชนม์ชีพในสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ไม่มีเทวสภาพและเป็นปกติอย่างบริบูรณ์ และทรงกระทำกิจกรรมตามปกติทั้งหมดของมนุษย์ ช่วงระยะที่สองคือพระชนม์ชีพที่พระองค์ทรงดำเนินหลังจากเริ่มต้นปฏิบัติพันธกิจของพระองค์  พระองค์ยังคงทรงอยู่อาศัยในสภาวะความเป็นมนุษย์ธรรมดาและมีเปลือกมนุษย์ที่ปกติ ไม่แสดงถึงสัญญาณภายนอกของความเกินธรรมชาติ  แต่พระองค์ทรงดำเนินพระชนม์ชีพเพื่อประโยชน์ของพันธกิจของพระองค์โดยสิ้นเชิง และในระหว่างเวลานี้ สภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติของพระองค์มีอยู่เพื่อสนับสนุนพระราชกิจปกติของเทวสภาพของพระองค์เท่านั้น เพราะพอถึงเวลานั้น สภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติของพระองค์ได้พัฒนาเต็มที่ถึงจุดที่สามารถปฏิบัติพันธกิจของพระองค์ได้  ดังนั้น ช่วงระยะที่สองของพระชนม์ชีพของพระองค์คือการปฏิบัติพันธกิจของพระองค์ในสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติของพระองค์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เป็นพระชนม์ชีพที่มีทั้งสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติและเทวสภาพที่ครบบริบูรณ์  เหตุผลที่ว่าทำไมพระองค์ทรงดำเนินพระชนม์ชีพในสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ธรรมดาอย่างบริบูรณ์ในระหว่างช่วงระยะแรกของพระชนม์ชีพของพระองค์นั้นเป็นเพราะว่า สภาวะความเป็นมนุษย์ของพระองค์ยังไม่สามารถรักษาทั้งหมดของพระราชกิจที่เป็นของพระเจ้า ยังไม่พัฒนาเต็มที่  พระองค์สามารถเริ่มต้นปฏิบัติพันธกิจที่พระองค์ควรต้องทรงกระทำหลังจากที่สภาวะความเป็นมนุษย์ของพระองค์เติบโตพัฒนาเต็มที่แล้วเท่านั้น  เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นเนื้อหนัง พระองค์ทรงจำเป็นต้องเติบโตและเป็นผู้ใหญ่ เพราะฉะนั้นช่วงระยะแรกแห่งพระชนม์ชีพของพระองค์จึงเป็นช่วงระยะแห่งสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติ—โดยที่ในช่วงระยะที่สอง สภาวะความเป็นมนุษย์ของพระองค์มีความสามารถที่จะดำเนินพระราชกิจของพระองค์และปฏิบัติพันธกิจของพระองค์ และดังนั้นพระชนม์ชีพที่พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ทรงดำเนินในช่วงระหว่างพันธกิจของพระองค์จึงเป็นพระชนม์ชีพที่มีทั้งสภาวะความเป็นมนุษย์และเทวสภาพที่ครบบริบูรณ์  หากนับจากช่วงเวลาแห่งการประสูติของพระองค์ พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ทรงเริ่มต้นพันธกิจของพระองค์อย่างเป็นกิจลักษณะ และทำการแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ที่เกินธรรมชาติ เช่นนั้นแล้วพระองค์คงจะไม่ทรงมีแก่นแท้แห่งเนื้อหนัง  ดังนั้น สภาวะความเป็นมนุษย์ของพระองค์ดำรงอยู่เพื่อประโยชน์ของแก่นแท้แห่งเนื้อหนังของพระองค์  หากไร้ซึ่งสภาวะความเป็นมนุษย์แล้วก็ไม่อาจมีเนื้อหนังได้ และผู้ที่ไร้ซึ่งสภาวะความเป็นมนุษย์ก็มิใช่มนุษย์  ในหนทางนี้ สภาวะความเป็นมนุษย์ของเนื้อหนังของพระเจ้าจึงเป็นคุณสมบัติเนื้อแท้ของเนื้อหนังที่พระเจ้าประสูติเป็นมนุษย์  การกล่าวว่า “เมื่อพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ พระองค์ทรงมีเทวสภาพเท่านั้น และไม่มีสภาวะความเป็นมนุษย์” นั้นเป็นการหมิ่นประมาท เพราะคำกล่าวนี้เพียงแค่ไม่มีอยู่ และฝ่าฝืนหลักการของการประสูติเป็นมนุษย์  แม้หลังจากที่พระองค์ทรงเริ่มต้นปฏิบัติพันธกิจของพระองค์แล้ว พระองค์ยังคงทรงดำเนินพระชนม์ชีพในเทวสภาพของพระองค์ร่วมกับเปลือกนอกของมนุษย์เมื่อพระองค์ทรงพระราชกิจของพระองค์ เป็นเพียงแค่ว่า ณ ขณะนั้น สภาวะความเป็นมนุษย์ของพระองค์ทำหน้าที่เพียงหนึ่งเดียวในการทำให้เทวสภาพของพระองค์สามารถกระทำพระราชกิจในเนื้อหนังที่ปกติได้  ดังนั้น ผู้กระทำพระราชกิจคือเทวสภาพที่อาศัยอยู่ในสภาวะความเป็นมนุษย์ของพระองค์  เทวสภาพของพระองค์คือผู้ที่ทรงพระราชกิจ มิใช่สภาวะความเป็นมนุษย์ของพระองค์ ถึงกระนั้นเทวสภาพนี้ยังคงซ่อนอยู่ภายในสภาวะความเป็นมนุษย์ของพระองค์ ในแก่นแท้นั้น พระราชกิจของพระองค์ได้รับการดำเนินการเสร็จสมบูรณ์โดยเทวสภาพที่ครบบริบูรณ์ของพระองค์ มิใช่โดยสภาวะความเป็นมนุษย์ของพระองค์  แต่ผู้ที่กระทำพระราชกิจนี้คือเนื้อหนังของพระองค์  คนเราอาจกล่าวได้ว่าพระองค์ทรงเป็นมนุษย์ และทรงเป็นพระเจ้าด้วย เพราะพระเจ้าทรงกลายเป็นพระเจ้าที่ดำรงพระชนม์ชีพอยู่ในเนื้อหนัง พระองค์ทรงมีเปลือกของมนุษย์และแก่นแท้ของมนุษย์ และยิ่งไปกว่านั้นก็ทรงมีแก่นแท้ของพระเจ้าด้วยเช่นกัน  เพราะพระองค์คือมนุษย์ที่มีแก่นแท้ของพระเจ้า พระองค์จึงทรงอยู่เหนือมนุษย์ที่ถูกสร้างขึ้นทั้งปวง เหนือมนุษย์คนใดที่สามารถปฏิบัติพระราชกิจของพระเจ้าได้  และดังนั้นแล้ว ท่ามกลางทุกคนที่มีเปลือกมนุษย์เช่นเดียวกับของพระองค์ ท่ามกลางทุกคนที่ครองสภาวะความเป็นมนุษย์ มีเพียงพระองค์ที่เป็นพระเจ้าพระองค์เองผู้ประสูติเป็นมนุษย์—ผู้อื่นล้วนเป็นมนุษย์ที่ทรงสร้างขึ้น  แม้ว่าพวกเขาทั้งหมดจะมีสภาวะความเป็นมนุษย์ แต่มนุษย์ที่ทรงสร้างขึ้นไม่มีสิ่งใดนอกจากสภาวะความเป็นมนุษย์ ในขณะที่พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์นั้นแตกต่างออกไป นั่นคือ ในเนื้อหนังของพระองค์ไม่เพียงทรงมีสภาวะความเป็นมนุษย์เท่านั้น แต่ที่สำคัญที่สุดคือทรงมีเทวสภาพด้วย  สภาวะความเป็นมนุษย์ของพระองค์สามารถมองเห็นได้ในการปรากฏภายนอกของเนื้อหนังของพระองค์และในพระชนม์ชีพแต่ละวันของพระองค์ แต่เทวสภาพของพระองค์นั้นล่วงรู้ได้ยาก  เนื่องจากเทวสภาพของพระองค์แสดงออกเมื่อพระองค์ทรงมีสภาวะความเป็นมนุษย์เท่านั้น และไม่ได้เกินธรรมชาติเหมือนดังที่ผู้คนจินตนาการไว้ว่าจะเป็น จึงเป็นการยากยิ่งที่ผู้คนจะมองเห็น  แม้กระทั่งวันนี้ ผู้คนมีความลำบากยากเย็นอย่างที่สุดที่จะหยั่งลึกถึงแก่นแท้อันแท้จริงของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์  แม้หลังจากที่เราได้กล่าวอย่างยืดยาวเช่นนั้นแล้ว เราคาดหวังว่านั่นก็จะยังคงเป็นความล้ำลึกสำหรับพวกเจ้าส่วนใหญ่  อันที่จริง ประเด็นนี้นั้นง่ายมาก กล่าวคือ เนื่องจากพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ แก่นแท้ของพระองค์จึงเป็นการรวมกันระหว่างสภาวะความเป็นมนุษย์และเทวสภาพ  การรวมกันนี้เรียกว่าพระเจ้าพระองค์เอง พระเจ้าพระองค์เองบนแผ่นดินโลก

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, แก่นแท้ของเนื้อหนังที่พระเจ้าประทับ

194. สภาวะความเป็นมนุษย์ของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์มีอยู่เพื่อรักษาพระราชกิจที่เป็นของพระเจ้าที่ปกติในเนื้อหนัง การคิดของมนุษย์ที่ปกติของพระองค์สนับสนุนสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติของพระองค์และกิจกรรมที่มีตัวตนที่ปกติทั้งหมดของพระองค์  เราอาจกล่าวได้ว่าการคิดของมนุษย์ที่ปกติของพระองค์มีอยู่เพื่อสนับสนุนพระราชกิจทั้งหมดของพระเจ้าในเนื้อหนัง  หากเนื้อหนังนี้ไม่ได้มีจิตใจของมนุษย์ที่ปกติ เช่นนั้นแล้วพระเจ้าจะไม่สามารถปฏิบัติพระราชกิจในเนื้อหนังได้ และสิ่งที่พระองค์ทรงต้องทำในเนื้อหนังคงไม่มีวันสำเร็จลุล่วงได้  แม้ว่าพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์จะทรงมีพระทัยของมนุษย์ที่ปกติ แต่พระราชกิจของพระองค์ก็มิได้ถูกปลอมปนด้วยความคิดของมนุษย์  พระองค์ทรงดำเนินพระราชกิจในสภาวะความเป็นมนุษย์ที่มีจิตใจที่ปกติ ภายใต้เงื่อนไขเบื้องต้นคือการมีสภาวะความเป็นมนุษย์ที่มีจิตใจ ไม่ใช่โดยการใช้ความคิดของมนุษย์ที่ปกติ  ไม่สำคัญว่าความคิดเกี่ยวกับเนื้อหนังของพระเจ้าจะสูงส่งอย่างไร พระราชกิจของพระองค์ก็ไม่มีมลทินจากตรรกะหรือความคิด  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พระราชกิจของพระองค์ไม่ได้ก่อเกิดขึ้นด้วยจิตใจของเนื้อหนังของพระองค์ แต่เป็นการแสดงออกโดยตรงของพระราชกิจที่เป็นของพระเจ้าในสภาวะความเป็นมนุษย์ของพระองค์  พระราชกิจทั้งหมดของพระองค์คือพันธกิจที่พระองค์ทรงต้องทำให้ลุล่วง และไม่มีพระราชกิจใดที่ก่อเกิดขึ้นด้วยพระมัตถลุงค์ของพระองค์  ตัวอย่างเช่น การรักษาคนป่วย การขับไล่ปีศาจ และการตรึงกางเขนไม่ใช่ผลิตผลของจิตใจของสภาวะความเป็นมนุษย์ของพระองค์ และไม่สามารถสัมฤทธิ์ผลได้ด้วยมนุษย์คนใดที่มีจิตใจของมนุษย์  ในทำนองเดียวกัน พระราชกิจแห่งการพิชิตชัยในวันนี้คือพันธกิจที่ต้องกระทำโดยพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ แต่ไม่ใช่พระราชกิจของความต้องการของมนุษย์  พระราชกิจนี้คือพระราชกิจที่เทวสภาพของพระองค์ควรทรงปฏิบัติ เป็นพระราชกิจที่ไม่มีมนุษย์ที่มีเนื้อหนังคนใดสามารถกระทำได้  ดังนั้น พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ต้องมีพระทัยของมนุษย์ที่ปกติ ต้องทรงมีสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติ เนื่องจากพระองค์ต้องกระทำพระราชกิจของพระองค์ในสภาวะความเป็นมนุษย์ที่มีจิตใจที่ปกติ  นี่คือแก่นสารของพระราชกิจของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ แก่นสารที่แท้จริงของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์

ก่อนที่พระเยซูทรงประกอบพระราชกิจ พระองค์ทรงดำเนินพระชนม์ชีพในสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติของพระองค์เท่านั้น  ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า ไม่มีใครพบว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์  ผู้คนเพียงรู้จักพระองค์ในฐานะมนุษย์ธรรมดาอย่างบริบูรณ์  สภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติธรรมดาอย่างที่สุดของพระองค์คือหลักฐานว่าพระเจ้าประสูติเป็นมนุษย์ในเนื้อหนัง และว่ายุคพระคุณคือยุคแห่งพระราชกิจของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ ไม่ใช่ยุคแห่งพระราชกิจของพระวิญญาณ  มันคือหลักฐานว่าพระวิญญาณของพระเจ้าได้เป็นจริงอย่างบริบูรณ์ในเนื้อหนัง ว่าในยุคแห่งการประสูติเป็นมนุษย์ของพระเจ้า เนื้อหนังของพระองค์จะทรงประกอบพระราชกิจทั้งหมดของพระวิญญาณ  พระคริสต์ที่มีสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติก็คือพระวิญญาณที่เป็นจริงขึ้นมาในเนื้อหนัง และทรงครองสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติ  สำนึกที่ปกติ และมีความคิดอย่างมนุษย์  “การเป็นจริงขึ้นในเนื้อหนัง” หมายถึงพระเจ้า ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ พระวิญญาณ ทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนัง  กล่าวอย่างง่ายๆ ยิ่งกว่านั้นคือ นั่นคือเวลาที่พระเจ้าพระองค์เองประทับในเนื้อหนังที่มีสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติ และทรงแสดงออกถึงพระราชกิจของพระเจ้าผ่านทางเนื้อหนังนี้—นี่คือความหมายของการกลายเป็นเนื้อหนัง หรือการประสูติเป็นมนุษย์

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, แก่นแท้ของเนื้อหนังที่พระเจ้าประทับ

195. สภาวะความเป็นมนุษย์ของพระคริสต์นั้นควบคุมด้วยเทวสภาพของพระองค์  แม้ว่าพระองค์ทรงอยู่ในเนื้อหนัง แต่สภาวะความเป็นมนุษย์ของพระองค์ไม่เหมือนกับของมนุษย์ที่มีเนื้อหนังเสียทั้งหมด  พระองค์ทรงมีลักษณะนิสัยของพระองค์เองที่หาที่เสมอเหมือนไม่ได้ และสิ่งนี้ก็ควบคุมด้วยเทวสภาพของพระองค์ด้วยเช่นกัน  เทวสภาพของพระองค์ไม่มีจุดอ่อน  จุดอ่อนของพระคริสต์อ้างอิงถึงจุดอ่อนของสภาวะความเป็นมนุษย์ของพระองค์  จุดอ่อนนี้จำกัดเทวสภาพของพระองค์ในระดับหนึ่ง แต่ข้อจำกัดดังกล่าวอยู่ภายในวงเขตและเวลาหนึ่งๆ และไม่ได้ไร้เขตคั่น  เมื่อถึงเวลาที่จะปฏิบัติพระราชกิจของเทวสภาพของพระองค์นั้น พระราชกิจได้รับการดำเนินการโดยไม่คำนึงถึงสภาวะความเป็นมนุษย์ของพระองค์ สภาวะความเป็นมนุษย์ของพระคริสต์ได้รับการชี้นำโดยเทวสภาพของพระองค์โดยทั้งหมด  นอกเหนือจากชีวิตตามปกติของสภาวะความเป็นมนุษย์ของพระองค์แล้ว การกระทำอื่นๆ ทั้งหมดของสภาวะความเป็นมนุษย์ของพระองค์นั้นได้รับอิทธิพล ได้รับผลกระทบ และได้รับการชี้นำโดยเทวสภาพของพระองค์  แม้ว่าพระคริสต์ทรงมีสภาวะความเป็นมนุษย์ แต่มันก็ไม่ได้รบกวนพระราชกิจของเทวสภาพของพระองค์ และแน่นอนว่านี่เป็นเพราะสภาวะความเป็นมนุษย์ของพระคริสต์ได้รับการชี้นำโดยเทวสภาพของพระองค์  แม้ว่าสภาวะความเป็นมนุษย์ของพระองค์ไม่พัฒนาเต็มที่ในด้านวิธีการที่จะปฏิบัติตัวกับผู้อื่น แต่มันก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อพระราชกิจตามปกติของเทวสภาพของพระองค์  เมื่อเรากล่าวว่าสภาวะความเป็นมนุษย์ของพระองค์ยังไม่ถูกทำให้เสื่อมทรามนั้น เราหมายถึงว่าสภาวะความเป็นมนุษย์ของพระคริสต์สามารถได้รับการบัญชาโดยตรงจากเทวสภาพของพระองค์ และพระองค์ทรงมีสำนึกที่สูงกว่าของมนุษย์ธรรมดาทั่วไป  สภาวะความเป็นมนุษย์ของพระองค์เหมาะสมที่สุดที่จะได้รับการชี้นำโดยเทวสภาพในพระราชกิจของพระองค์  สภาวะความเป็นมนุษย์ของพระองค์มีความสามารถมากที่สุดที่จะแสดงออกถึงพระราชกิจของเทวสภาพ และมีความสามารถมากที่สุดที่จะนบนอบต่อพระราชกิจดังกล่าว  ขณะที่พระเจ้าทรงปฏิบัติพระราชกิจในเนื้อหนัง พระองค์ไม่เคยทรงลืมหน้าที่ที่มนุษย์ในเนื้อหนังควรต้องทำปฏิบัติ  พระองค์สามารถนมัสการพระเจ้าในสวรรค์ด้วยพระทัยที่แท้จริง  พระองค์ทรงมีแก่นแท้ของพระเจ้า และพระอัตลักษณ์ของพระองค์คือพระอัตลักษณ์ของพระเจ้าพระองค์เอง  เป็นเพียงแค่ว่าพระองค์เสด็จมายังโลกและทรงกลายมาเป็นสิ่งทรงสร้าง ซึ่งมีเปลือกภายนอกของสิ่งทรงสร้าง และในตอนนี้ทรงมีสภาวะความเป็นมนุษย์ที่พระองค์ไม่เคยทรงมีมาก่อน  พระองค์สามารถนมัสการพระเจ้าในสวรรค์  นี่คือการดำรงอยู่ของพระเจ้าพระองค์เอง และมนุษย์ไม่อาจเลียนแบบได้  พระอัตลักษณ์ของพระองค์คือพระเจ้าพระองค์เอง  การที่พระองค์ทรงนมัสการพระเจ้านั้นมาจากมุมมองของเนื้อหนัง ดังนั้น พระวจนะว่า “พระคริสต์ทรงนมัสการพระเจ้าในสวรรค์” จึงไม่ผิด  สิ่งที่พระองค์ทรงขอจากมนุษย์คือการทรงดำรงอยู่ของพระองค์เองอย่างแน่แท้  พระองค์ทรงได้สัมฤทธิ์ทุกสิ่งที่พระองค์ทรงขอจากมนุษย์ก่อนที่จะทรงขอสิ่งเหล่านั้นจากพวกเขาแล้ว  พระองค์จะไม่มีวันทรงเรียกร้องจากผู้ใดในขณะที่พระองค์เองทรงเป็นอิสระจากสิ่งเหล่านั้น เพราะทั้งหมดนี้ประกอบเป็นการทรงดำรงอยู่ของพระองค์  ไม่ว่าพระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์อย่างไร พระองค์จะไม่ทรงปฏิบัติในลักษณะที่กบฏต่อพระเจ้า  ไม่สำคัญว่าพระองค์ทรงขอสิ่งใดจากมนุษย์ จะไม่มีการเรียกร้องใดที่เกินกว่าสิ่งที่มนุษย์สามารถบรรลุได้  ทั้งหมดที่พระองค์ทรงปฏิบัตินั้นคือสิ่งที่เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระเจ้า และเป็นไปเพื่อประโยชน์ของการบริหารจัดการของพระองค์  เทวสภาพของพระคริสต์อยู่เหนือมนุษย์ทั้งมวล ดังนั้น พระองค์จึงทรงเป็นสิทธิอำนาจสูงสุดของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างทั้งปวง  สิทธิอำนาจนี้คือเทวสภาพของพระองค์ นั่นคือ พระอุปนิสัยและความเป็นพระเจ้าพระองค์เอง ซึ่งเป็นสิ่งที่กำหนดพระอัตลักษณ์ของพระองค์  ดังนั้นแล้ว ไม่สำคัญว่าสภาวะความเป็นมนุษย์ของพระองค์จะเป็นปกติอย่างไร ก็มิอาจปฏิเสธได้ว่าพระองค์ทรงมีพระอัตลักษณ์ของพระเจ้าพระองค์เอง  ไม่สำคัญว่าพระองค์จะตรัสจากจุดยืนใด และไม่สำคัญว่าพระองค์จะทรงนบนอบน้ำพระทัยของพระเจ้าอย่างไรก็ตาม ก็ไม่อาจกล่าวได้ว่าพระองค์ไม่ได้ทรงเป็นพระเจ้าพระองค์เอง

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, แก่นแท้ของพระคริสต์คือการนบนอบน้ำพระทัยของพระบิดาผู้สถิตในสวรรค์

196. บุตรมนุษย์ที่เป็นพระเจ้าประสูติมานี้แสดงเทวสภาพของพระเจ้าออกมาทางสภาวะความเป็นมนุษย์ของพระองค์ และถ่ายทอดเจตนารมณ์ของพระเจ้าแก่มวลมนุษย์  และพระองค์ยังทรงเผยให้ผู้คนเห็นพระเจ้าที่ไม่สามารถมองเห็นหรือสัมผัสได้ที่ประทับอยู่ในอาณาจักรฝ่ายวิญญาณโดยผ่านทางการแสดงออกของพระองค์ถึงเจตนารมณ์และพระอุปนิสัยของพระเจ้าด้วยเช่นกัน  สิ่งที่ผู้คนมองเห็นคือพระเจ้าพระองค์เองในรูปแบบที่จับต้องได้และมาจากเลือดเนื้อ  ดังนั้น บุตรมนุษย์ที่พระเจ้าประสูติมาทรงทำให้สิ่งต่างๆ ได้เป็นรูปธรรมและเป็นมนุษย์ขึ้น เช่น อัตลักษณ์ของพระเจ้าพระองค์เอง สถานะของพระเจ้า พระฉายา พระอุปนิสัย และสิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็น  ถึงแม้ว่าการทรงปรากฏภายนอกของบุตรมนุษย์จะมีขีดจำกัดบางอย่างเกี่ยวกับพระฉายาของพระเจ้า แต่แก่นแท้ของพระองค์และสิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็นทั้งหมดสามารถเป็นสิ่งแทนอัตลักษณ์และสถานะของพระเจ้าพระองค์เองได้—มีความแตกต่างอยู่บ้างในรูปของการแสดงออกเท่านั้น  พวกเราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าบุตรมนุษย์ได้ทรงเป็นตัวแทนอัตลักษณ์และสถานะของพระเจ้าพระองค์เองทั้งในรูปของสภาวะความเป็นมนุษย์ของพระองค์และเทวสภาพของพระองค์  อย่างไรก็ตาม ในช่วงระหว่างเวลานี้ พระเจ้าได้ทรงพระราชกิจโดยผ่านทางเนื้อหนัง ตรัสจากมุมมองของเนื้อหนัง และทรงยืนต่อหน้ามวลมนุษย์ด้วยอัตลักษณ์และสถานะของบุตรมนุษย์ และนี่ทำให้ผู้คนมีโอกาสได้พบเจอและมีประสบการณ์กับพระวจนะและพระราชกิจที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระเจ้าท่ามกลางมวลมนุษย์  นอกจากนี้ยังให้ผู้คนมีความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับเทวสภาพของพระองค์และความยิ่งใหญ่ของพระองค์ท่ามกลางความถ่อมพระทัย อีกทั้งได้รับความเข้าใจและคำจำกัดความเบื้องต้นเกี่ยวกับความจริงแท้และความสัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระเจ้า  ถึงแม้ว่าพระราชกิจที่องค์พระเยซูเจ้าได้ทรงทำให้ครบบริบูรณ์ วิธีการทรงพระราชกิจของพระองค์ และมุมมองที่พระองค์ตรัสจะแตกต่างจากตัวตนจริงของพระเจ้าในอาณาจักรฝ่ายวิญญาณ แต่ทุกสิ่งเกี่ยวกับพระองค์ก็ได้เป็นสิ่งแทนพระเจ้าพระองค์เองอย่างแท้จริง ผู้ซึ่งมวลมนุษย์ไม่เคยเห็นมาก่อน—นี่เป็นสิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้!  นั่นจึงกล่าวได้ว่าไม่ว่าพระเจ้าทรงปรากฏในรูปร่างใดก็ตาม ไม่ว่าพระองค์ตรัสจากมุมมองใดก็ตาม หรือไม่ว่าพระองค์ทรงเผชิญกับมวลมนุษย์ในพระฉายาใดก็ตาม พระเจ้าไม่ทรงเป็นตัวแทนสิ่งใดเว้นแต่พระองค์เองเท่านั้น  พระองค์ไม่สามารถเป็นตัวแทนมนุษย์คนหนึ่งคนใด หรือมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามคนใด  พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าพระองค์เอง และนี่เป็นสิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้

—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระราชกิจของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระเจ้า และพระเจ้าพระองค์เอง 3

197. พระเจ้าผู้ทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริงพระองค์เองที่ถูกพูดถึงในวันนี้นั้น ทรงพระราชกิจทั้งในสภาวะความเป็นมนุษย์และในเทวสภาพ  พระราชกิจและชีวิตแบบมนุษย์ธรรมดาของพระองค์ และพระราชกิจแบบพระเจ้าโดยสมบูรณ์ของพระองค์สัมฤทธิ์ผลโดยผ่านทางการทรงปรากฏของพระเจ้าผู้ทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริง  สภาวะความเป็นมนุษย์และเทวสภาพของพระองค์รวมกันเป็นหนึ่ง และพระราชกิจของทั้งคู่ก็สำเร็จลุล่วงโดยผ่านทางพระวจนะ พระองค์ดำรัสพระวจนะไม่ว่าจะในสภาวะความเป็นมนุษย์หรือเทวสภาพ  ยามที่พระเจ้าทรงพระราชกิจในสภาวะความเป็นมนุษย์ พระองค์ตรัสภาษาของสภาวะความเป็นมนุษย์ เพื่อที่ผู้คนอาจมีส่วนร่วมและเข้าใจได้  พระวจนะของพระองค์ตรัสโดยเรียบง่าย และง่ายที่จะเข้าใจ จนพระวจนะเหล่านั้นสามารถถูกจัดเตรียมให้แก่ผู้คนทั้งหมดได้ โดยไม่คำนึงว่าผู้คนเหล่านี้มีความรู้หรือมีการศึกษาต่ำก็ตาม พวกเขาทุกคนสามารถรับพระวจนะของพระเจ้าไว้ได้  พระราชกิจของพระเจ้าในเทวสภาพก็ดำเนินการโดยผ่านทางพระวจนะเช่นกัน แต่มันเต็มเปี่ยมไปด้วยการจัดเตรียม เต็มเปี่ยมไปด้วยชีวิต ไม่แปดเปื้อนโดยแนวคิดทั้งหลายของมนุษย์ ไม่เกี่ยวข้องกับการเลือกชอบของมนุษย์ และไม่มีขีดจำกัดแบบมนุษย์ อยู่นอกเขตแดนของสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติอันใดก็ตาม พระราชกิจส่วนนี้ดำเนินการในเนื้อหนัง แต่ก็เป็นการแสดงออกโดยตรงของพระวิญญาณ  หากผู้คนยอมรับพระราชกิจของพระเจ้าแค่ในสภาวะความเป็นมนุษย์เท่านั้น เช่นนั้นแล้ว พวกเขาย่อมจะจำกัดเขตตัวพวกเขาเองอยู่ในขอบเขตเฉพาะ และจะต้องมีการตัดแต่งกับการบ่มวินัยตลอดเวลา เพื่อให้มีความเปลี่ยนแปลงแม้แค่สักเล็กน้อยในตัวพวกเขาก็ยังดี  แม้นไม่มีพระราชกิจหรือการสถิตของพระวิญญาณบริสุทธิ์ พวกเขาก็จะพึ่งหนทางเก่าๆ ของพวกเขาเสมอ โรคาพยาธิและสิ่งที่ขาดตกบกพร่องเหล่านี้จะสามารถได้รับการแก้ไขให้ถูกต้องได้ก็โดยผ่านทางพระราชกิจของเทวสภาพเท่านั้น และเมื่อนั้นเท่านั้นผู้คนจึงจะสามารถได้รับการทำให้ครบบริบูรณ์  แทนที่จะเป็นการตัดแต่งที่ยืดเยื้อไม่จบสิ้น สิ่งที่พึงประสงค์กลับเป็นการจัดเตรียมเชิงบวก การใช้พระวจนะเพื่อชดเชยข้อบกพร่องทั้งหมด การใช้พระวจนะเพื่อเผยให้เห็นทุกสภาวะของผู้คน การใช้พระวจนะเพื่อชี้นำชีวิตของพวกเขา ทุกถ้อยคำของพวกเขา ทุกการกระทำของพวกเขา เพื่อเปิดเผยความตั้งใจและแรงจูงใจทั้งหลายของพวกเขา นี่คือพระราชกิจที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระเจ้า  ด้วยเหตุนี้ ในท่าทีของเจ้าที่มีต่อพระเจ้าผู้ทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริงนั้น เจ้าควรนบนอบเบื้องหน้าสภาวะความเป็นมนุษย์ของพระองค์ทันที โดยระลึกรู้และยอมรับพระองค์ และยิ่งไปกว่านั้น เจ้าควรยอมรับและนบนอบต่อพระราชกิจและพระวจนะแบบพระเจ้าของพระองค์  การทรงปรากฏในเนื้อหนังของพระเจ้า หมายความว่า พระราชกิจและพระวจนะทั้งหมดของพระวิญญาณของพระเจ้าดำเนินการไปโดยผ่านทางสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติของพระองค์ และโดยผ่านทางเนื้อหนังที่ประสูติเป็นมนุษย์ของพระองค์  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พระวิญญาณของพระเจ้าทรงชี้นำพระราชกิจแบบมนุษย์ของพระองค์และทรงดำเนินพระราชกิจของเทวสภาพในเนื้อหนังไปพร้อมกัน และในพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์นั้น เจ้าสามารถมองเห็นทั้งพระราชกิจในสภาวะความเป็นมนุษย์ของพระเจ้า และพระราชกิจแบบพระเจ้าโดยสมบูรณ์ของพระองค์ นี่คือนัยสำคัญที่เป็นจริงของการทรงปรากฏในเนื้อหนังของพระเจ้าผู้ทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริง  หากเจ้าสามารถมองเห็นการนี้ได้อย่างชัดเจน เจ้าจะสามารถเชื่อมโยงส่วนที่แตกต่างทั้งหมดของพระเจ้าได้ เจ้าจะเลิกให้ความสำคัญเกินควรต่อพระราชกิจของพระองค์ในเทวสภาพ และเจ้าจะเลิกมองพระราชกิจของพระองค์ในสภาวะความเป็นมนุษย์ด้วยความเมินเฉยเกินควร และเจ้าจะไม่ไปไกลสุดขั้ว หรือใช้ทางอ้อมใดๆ  โดยรวมแล้ว ความหมายของพระเจ้าผู้ทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริงอยู่ตรงที่ว่า พระราชกิจของสภาวะความเป็นมนุษย์และของเทวสภาพของพระองค์ตามที่ได้รับการชี้นำโดยพระวิญญาณนั้น ถูกแสดงออกโดยผ่านทางเนื้อหนังของพระองค์ เพื่อให้ผู้คนสามารถมองเห็นได้ว่า พระองค์ทรงมีชีวิตชีวาและเหมือนจริง เป็นจริงและแท้จริง

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เจ้าควรรู้ว่า พระเจ้าผู้ทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริงคือพระเจ้าพระองค์เอง

198. พระวิญญาณของพระเจ้าทรงเป็นสิทธิอำนาจเหนือสรรพสิ่งทรงสร้างทั้งมวล  เนื้อหนังที่มีแก่นแท้ของพระเจ้าก็มีสิทธิอำนาจเช่นกัน หากแต่พระเจ้าในเนื้อหนังสามารถปฏิบัติพระราชกิจทั้งหมดที่นบนอบน้ำพระทัยของพระบิดาผู้สถิตในสวรรค์  ซึ่งมิอาจบรรลุหรือก่อเกิดขึ้นได้โดยบุคคลหนึ่งบุคคลใด  พระเจ้าพระองค์เองทรงเป็นสิทธิอำนาจ แต่เนื้อหนังของพระองค์สามารถนบนอบต่อสิทธิอำนาจของพระองค์ได้  นี่คือความหมายโดยนัยเมื่อกล่าวว่า “พระคริสต์ทรงนบนอบน้ำพระทัยของพระเจ้าพระบิดา”  พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณและสามารถปฏิบัติพระราชกิจแห่งความรอดได้เช่นเดียวกับที่พระองค์สามารถกลายมาเป็นมนุษย์  ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม พระเจ้าพระองค์เองทรงปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์เอง  พระองค์ไม่ทรงรบกวนหรือทำให้หยุดชะงัก นับประสาอะไรที่พระองค์จะทรงปฏิบัติพระราชกิจที่ขัดแย้งตัวมันเอง เนื่องเพราะแก่นแท้ของพระราชกิจที่พระวิญญาณทรงปฏิบัติและที่เนื้อหนังปฏิบัตินั้นเป็นเฉกเช่นเดียวกัน  ไม่ว่าจะเป็นพระวิญญาณหรือเนื้อหนัง ทั้งสองต่างก็ปฏิบัติพระราชกิจเพื่อทำให้น้ำพระทัยหนึ่งเดียวลุล่วงและเพื่อบริหารจัดการพระราชกิจเดียวกัน  แม้ว่าพระวิญญาณและเนื้อหนังมีคุณสมบัติสองอย่างที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่แก่นแท้ของทั้งสองนั้นเหมือนกัน  ทั้งสองต่างมีแก่นแท้ของพระเจ้าพระองค์เอง และพระอัตลักษณ์ของพระเจ้าพระองค์เอง  พระเจ้าพระองค์เองไม่ทรงมีองค์ประกอบของความเป็นกบฏ  แก่นแท้ของพระองค์ดีงาม  พระองค์ทรงเป็นการแสดงออกถึงความงดงามและความดีงามทั้งหมด รวมทั้งความรักทั้งหมดด้วย  แม้ในเนื้อหนัง พระเจ้าไม่ทรงปฏิบัติสิ่งใดที่กบฏต่อพระเจ้าพระบิดา  แม้จะต้องเสียสละพระชนม์ชีพของพระองค์ พระองค์ก็จะยังเต็มพระทัยที่จะทำเช่นนั้นอย่างสุดพระทัย และพระองค์จะไม่ตัดสินพระทัยเลือกสิ่งอื่น  พระเจ้าไม่ทรงมีองค์ประกอบของความคิดว่าพระองค์เองชอบธรรมเสมอหรือความคิดว่าพระองค์เองสำคัญ หรือองค์ประกอบของความโอหังและความทะนงตน พระองค์ไม่ทรงมีองค์ประกอบของความคดโกง  ทุกสิ่งทุกอย่างที่กบฏต่อพระเจ้ามาจากซาตาน  ซาตานคือแหล่งกำเนิดของความอัปลักษณ์และความชั่วร้ายทั้งหมด  เหตุผลที่มนุษย์มีคุณสมบัติที่คล้ายกับคุณสมบัติทั้งหลายของซาตานนั้นเป็นเพราะว่ามนุษย์ได้ถูกทำให้เสื่อมทรามและถูกแปรรูปโดยซาตานมาแล้ว  พระคริสต์ไม่ได้ทรงถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม ดังนั้น พระองค์จึงทรงมีเฉพาะพระลักษณะของพระเจ้าเท่านั้น และไม่มีคุณลักษณะใดของซาตานเลย  ไม่สำคัญว่าพระราชกิจจะยากเข็ญหรือเนื้อหนังจะอ่อนแอเพียงใด พระเจ้าในขณะที่พระองค์ยังดำรงพระชนม์ชีพในเนื้อหนังนั้นจะไม่มีวันทรงทำสิ่งใดก็ตามที่ทำให้พระราชกิจของพระเจ้าพระองค์เองหยุดชะงัก นับประสาอะไรที่จะทรงละทิ้งน้ำพระทัยของพระเจ้าพระบิดาอย่างเป็นกบฏ  พระองค์ทรงยินดีที่จะทนทุกข์จากความเจ็บปวดของเนื้อหนังมากกว่าที่จะทำสิ่งที่ขัดกับน้ำพระทัยของพระเจ้าพระบิดา เช่นเดียวกับที่พระเยซูตรัสในการอธิษฐานว่า “โอพระบิดาของข้าพระองค์ ถ้าเป็นได้ขอให้ถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์เถิด แต่อย่างไรก็ดี อย่าให้เป็นไปตามใจปรารถนาของข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามความประสงค์ของพระองค์”  ผู้คนตัดสินใจเลือกโดยตนเอง แต่พระคริสต์ไม่ทรงทำเช่นนั้น  แม้ว่าพระองค์ทรงมีพระอัตลักษณ์ของพระเจ้าพระองค์เอง แต่พระองค์ยังคงแสวงหาน้ำพระทัยของพระเจ้าพระบิดา และทำให้สิ่งที่พระเจ้าพระบิดาได้วางพระทัยมอบหมายให้พระองค์ลุล่วงจากในมุมมองของเนื้อหนัง  นี่คือสิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถบรรลุได้  สิ่งซึ่งมาจากซาตานไม่สามารถมีแก่นแท้ของพระเจ้า และสามารถมีได้เพียงแก่นแท้ที่ต้านทานและกบฏต่อพระเจ้าเท่านั้น  มันไม่สามารถนบนอบพระเจ้าอย่างเต็มเปี่ยมได้ นับประสาอะไรที่จะนบนอบน้ำพระทัยของพระเจ้าอย่างเต็มใจ  มนุษย์ทั้งมวล นอกเหนือจากพระคริสต์ อาจทำสิ่งที่ต้านทานพระเจ้า และไม่มีมนุษย์คนหนึ่งคนใดที่สามารถปฏิบัติพระราชกิจที่พระเจ้าวางพระทัยมอบหมายได้โดยตรง  ไม่มีผู้ใดสามารถถือว่าการบริหารจัดการของพระเจ้าเป็นหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติของพวกเขาเองได้  แก่นแท้ของพระคริสต์คือการนบนอบต่อน้ำพระทัยของพระเจ้าพระบิดา  ความเป็นกบฏต่อพระเจ้าคือคุณลักษณะของซาตาน  คุณสมบัติสองอย่างเหล่านี้เข้ากันไม่ได้ และผู้ใดที่มีคุณสมบัติของซาตานก็มิอาจเรียกได้ว่าพระคริสต์  เหตุผลที่มนุษย์ไม่สามารถปฏิบัติพระราชกิจของพระเจ้าแทนพระองค์ได้เป็นเพราะมนุษย์ไม่มีแก่นแท้ใดๆ ของพระเจ้า  มนุษย์ทำงานเพื่อพระเจ้าเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนและความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้ในอนาคตของมนุษย์ แต่พระคริสต์ทรงพระราชกิจเพื่อทรงทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าพระบิดา

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, แก่นแท้ของพระคริสต์คือการนบนอบน้ำพระทัยของพระบิดาผู้สถิตในสวรรค์

199. ถึงแม้ว่าการทรงปรากฏภายนอกของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์จะเหมือนกับมนุษย์อย่างแน่ชัด และถึงแม้ว่าพระองค์จะทรงเรียนรู้ความรู้ของมนุษย์และพูดภาษาของมนุษย์ และแม้กระทั่งทรงแสดงออกถึงแนวความคิดของพระองค์โดยผ่านทางวิธีการหรือลักษณะการพูดของมวลมนุษย์เองในบางครั้ง กระนั้น วิธีการที่พระองค์ทอดพระเนตรเห็นพวกมนุษย์และทอดพระเนตรเห็นแก่นแท้ของสิ่งต่างๆ ก็ไม่เหมือนกับวิธีที่ผู้คนที่เสื่อมทรามมองเห็นมวลมนุษย์และแก่นแท้ของสิ่งต่างๆ  มุมมองของพระองค์และจุดสูงที่พระองค์ประทับยืนคือบางสิ่งบางอย่างที่บุคคลที่เสื่อมทรามไม่สามารถบรรลุไปถึงได้  นี่เป็นเพราะว่าพระเจ้าทรงเป็นความจริง เพราะเนื้อหนังที่พระองค์ทรงสวมใส่ก็ครอบครองแก่นแท้ของพระเจ้าเช่นเดียวกัน และพระดำริและสิ่งที่สภาวะความเป็นมนุษย์ของพระองค์แสดงออกก็เป็นความจริงเช่นเดียวกัน  สำหรับผู้คนที่เสื่อมทราม สิ่งที่พระองค์ทรงแสดงออกในเนื้อหนังคือการจัดเตรียมความจริง และการจัดเตรียมชีวิต  การจัดเตรียมเหล่านี้ไม่ได้เป็นไปเพียงเพื่อบุคคลหนึ่งคน แต่เพื่อมวลมนุษย์ทั้งหมด  ในหัวใจของบุคคลที่เสื่อมทรามคนใดก็ตาม มีผู้คนเพียงไม่กี่คนที่มีความเกี่ยวข้องกับพวกเขา  พวกเขาใส่ใจและกังวลแค่กับผู้คนหยิบมือนี้เท่านั้น  เมื่อความวิบัติจะเกิดขึ้นในไม่ช้า พวกเขาคิดถึงบุตรหลาน คู่ครอง หรือบิดามารดาของพวกเขาเป็นอันดับแรก  อย่างมากที่สุด บุคคลที่มีความสงสารเห็นใจมากกว่าคงจะเผื่อความคิดไปถึงญาติหรือเพื่อนที่ดีบางคนอยู่บ้าง แต่ความคิดของบุคคลที่สงสารเห็นใจเช่นนั้นขยายไปเกินกว่านั้นหรือไม่?  ไม่มีวัน!  เพราะในท้ายที่สุดแล้ว มนุษย์ก็คือมนุษย์ และพวกเขาสามารถเพียงมองดูทุกสิ่งได้จากจุดสูงและมุมมองของมนุษย์เท่านั้น  อย่างไรก็ตาม พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ทรงแตกต่างจากมนุษย์ที่เสื่อมทรามโดยสิ้นเชิง  ไม่ว่าเนื้อหนังที่พระเจ้าประสูติเป็นมนุษย์จะธรรมดาเพียงใด จะปกติเพียงใด จะต่ำต้อยเพียงใด หรือแม้ผู้คนจะดูถูกพระองค์ด้วยการดูหมิ่นใด พระดำริของพระองค์และท่าทีของพระองค์ต่อมวลมนุษย์คือสิ่งที่ไม่มีมนุษย์คนใดสามารถครอบครองได้ ไม่มีมนุษย์คนใดสามารถเอาอย่างได้  พระองค์จะทรงสังเกตมวลมนุษย์จากมุมมองของเทวสภาพเสมอ จากฐานะอันสูงส่งของพระองค์ที่เป็นพระผู้สร้าง  และพระองค์จะทอดพระเนตรมวลมนุษย์ผ่านทางแก่นแท้และวิธีคิดของพระเจ้าเสมอ  พระองค์ไม่สามารถทอดพระเนตรมวลมนุษย์จากจุดยืนของบุคคลทั่วไป หรือจากมุมมองของบุคคลที่เสื่อมทราม  เมื่อผู้คนมองดูมวลมนุษย์ พวกเขามองดูด้วยวิสัยทัศน์ของมนุษย์ และพวกเขาใช้สิ่งต่างๆ เช่น ความรู้ของมนุษย์และกฎและทฤษฎีของมนุษย์มาเป็นตัววัดของพวกเขา  สิ่งนี้อยู่ภายในขอบเขตของสิ่งที่ผู้คนสามารถมองเห็นด้วยตาของพวกเขา และขอบเขตที่ผู้คนที่เสื่อมทรามสามารถสัมฤทธิ์ผลได้  เมื่อพระเจ้าทอดพระเนตรมวลมนุษย์ พระองค์ทอดพระเนตรด้วยนิมิตของพระเจ้า และพระองค์ทรงใช้แก่นแท้ของพระองค์และสิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็นมาเป็นตัววัด  ขอบเขตนี้รวมถึงสิ่งต่างๆ ที่ผู้คนไม่สามารถมองเห็นได้ และนี่คือจุดที่พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์และมนุษย์ที่เสื่อมทรามแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง  ความแตกต่างนี้กำหนดด้วยแก่นแท้ที่แตกต่างกันของมนุษย์และพระเจ้า—แก่นแท้ที่แตกต่างกันเหล่านี้นี่เองที่กำหนดอัตลักษณ์และฐานะของมนุษย์และพระเจ้า ตลอดจนมุมมองและจุดยืนที่มนุษย์และพระเจ้าใช้มองดูสิ่งต่างๆ

—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระราชกิจของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระเจ้า และพระเจ้าพระองค์เอง 3

200. ไม่ว่าเจ้ามีประสบการณ์ของสังคมหรือไม่และไม่ว่าเจ้าใช้ชีวิตจริงๆ ในครอบครัวของเจ้าและได้รับประสบการณ์ภายในนั้นอย่างไร สามารถมองเห็นได้ในสิ่งที่เจ้าแสดงออก ในขณะที่เจ้าไม่สามารถมองเห็นว่าพระองค์ทรงมีประสบการณ์ทางสังคมหรือไม่ในพระราชกิจของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์  พระองค์ทรงตระหนักรู้เป็นอย่างดีถึงแก่นแท้ของมนุษย์ และสามารถเปิดเผยการปฏิบัติประเภทต่างๆ ทั้งหมดที่เกี่ยวกับผู้คนทุกประเภท  พระองค์ทรงพระปรีชายิ่งกว่านั้นในการเปิดเผยอุปนิสัยที่เสื่อมทรามทั้งหลายและพฤติกรรมที่เป็นกบฏของพวกมนุษย์  พระองค์ไม่ดำรงพระชนม์ชีพท่ามกลางผู้คนทางโลก แต่พระองค์ทรงตระหนักรู้ถึงธรรมชาติของมนุษย์ธรรมดาและความเสื่อมทรามทั้งหมดของผู้คนทางโลก  นี่คือสิ่งทรงเป็นของพระองค์  ถึงแม้ว่าพระองค์ไม่ทรงจัดการกับโลก พระองค์ทรงรู้กฎการจัดการโลก เพราะพระองค์เข้าพระทัยธรรมชาติของมนุษย์อย่างครบถ้วน  พระองค์ทรงรู้เกี่ยวกับพระราชกิจของพระวิญญาณที่ตาของมนุษย์ไม่สามารถมองเห็นและหูของมนุษย์ไม่สามารถได้ยิน ทั้งในวันนี้และในอดีต  นี่รวมถึงสติปัญญาที่ไม่ใช่ปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลกและการอัศจรรย์ที่ผู้คนหยั่งลึกได้ยาก  นี่คือสิ่งทรงเป็นของพระองค์ ซึ่งเปิดกว้างต่อผู้คนและซ่อนเร้นจากผู้คนด้วยเช่นกัน  สิ่งที่พระองค์ทรงแสดงออกไม่ใช่สิ่งที่บุคคลเหนือปกติเป็น แต่เป็นพระลักษณะโดยธรรมชาติของพระวิญญาณและสิ่งที่พระวิญญาณทรงเป็น  พระองค์ไม่ได้ทรงพระดำเนินทั่วโลก แต่ทรงรู้ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับโลก  พระองค์ทรงสัมผัสกับ “พวกลิงคล้ายคน” ที่ไม่มีความรู้หรือความรู้ความเข้าใจเชิงลึก แต่พระองค์ทรงแสดงพระวจนะที่สูงกว่าความรู้และสูงกว่าบรรดาเหล่ามนุษย์ที่ยิ่งใหญ่  พระองค์ดำรงพระชนม์ชีพภายในกลุ่มผู้คนที่ทึ่มและด้านชา ผู้ที่ปราศจากสภาวะความเป็นมนุษย์และผู้ที่ไม่เข้าใจธรรมเนียมและชีวิตของมนุษยชาติ แต่พระองค์สามารถขอให้มวลมนุษย์ใช้ชีวิตตามสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติ และในขณะเดียวกันก็ทรงเปิดเผยพื้นฐานและสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ต่ำต้อยของมวลมนุษย์  ทั้งหมดนี้คือสิ่งทรงเป็นของพระองค์ ซึ่งสูงส่งกว่าสิ่งที่บุคคลที่มีเลือดเนื้อคนใดเป็น  สำหรับพระองค์แล้ว ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องได้รับประสบการณ์กับชีวิตทางสังคมที่ซับซ้อน ยุ่งยาก และสกปรกเพื่อที่จะทรงพระราชกิจที่พระองค์ต้องทรงทำและเปิดเผยถึงแก่นแท้ของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามอย่างถ้วนทั่ว  ชีวิตทางสังคมที่สกปรกไม่เสริมสร้างเนื้อหนังของพระองค์  พระราชกิจและพระวจนะของพระองค์เพียงเปิดเผยถึงความเป็นกบฏของมนุษย์เท่านั้น และไม่ได้จัดเตรียมประสบการณ์และบทเรียนเพื่อการจัดการโลกให้กับมนุษย์  พระองค์ไม่ทรงจำเป็นต้องเจาะลึกด้านสังคมหรือครอบครัวของมนุษย์เมื่อพระองค์ทรงจัดหาชีวิตให้กับมนุษย์  การตีแผ่และการพิพากษามนุษย์ไม่ใช่การแสดงออกถึงประสบการณ์ของเนื้อหนังของพระองค์  นั่นคือการเปิดเผยของพระองค์ถึงความไม่ชอบธรรมของมนุษย์หลังจากที่ทรงได้รู้ถึงความเป็นกบฏของมนุษย์มาเป็นเวลานานและทรงชิงชังความเสื่อมทรามของมนุษย์  พระราชกิจที่พระองค์ทรงทำทั้งหมดมีความหมายเพื่อเปิดเผยพระอุปนิสัยของพระองค์ต่อมนุษย์ และเพื่อแสดงออกถึงสิ่งที่พระองค์ทรงเป็น  มีเพียงพระองค์ที่สามารถปฏิบัติพระราชกิจนี้ได้ พระราชกิจนี้ไม่ใช่บางสิ่งบางอย่างที่บุคคลที่มีเลือดเนื้อสามารถสัมฤทธิ์ได้

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระราชกิจของพระเจ้าและงานของมนุษย์

201. พระราชกิจและการทรงแสดงออกของพระคริสต์กำหนดพิจารณาแก่นแท้ของพระองค์  พระองค์สามารถปฏิบัติสิ่งที่พระองค์ได้รับการวางพระทัยมอบหมายให้ครบบริบูรณ์ได้ด้วยพระทัยที่แท้จริง  พระองค์สามารถนมัสการพระเจ้าในสวรรค์ด้วยพระทัยที่แท้จริง และทรงแสวงหาน้ำพระทัยของพระเจ้าพระบิดาด้วยพระทัยที่แท้จริง  ทั้งหมดนี้ต่างกำหนดพิจารณาโดยแก่นแท้ของพระองค์  และดังนั้น การวิวรณ์ตามธรรมชาติของพระองค์ก็กำหนดพิจารณาโดยแก่นแท้ของพระองค์เช่นเดียวกัน  เหตุผลที่เราเรียกสิ่งนี้ว่า “การวิวรณ์ตามธรรมชาติ” ของพระองค์นั้น เป็นเพราะว่าการทรงแสดงออกของพระองค์ไม่ใช่การเลียนแบบ หรือผลจากการให้การศึกษาโดยมนุษย์ หรือผลจากการอบรมสั่งสอนเป็นเวลาหลายปีโดยมนุษย์  พระองค์มิได้ทรงเรียนรู้หรือนำมันมาประดับพระองค์ หากแต่การทรงแสดงออกของพระองค์นั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่โดยธรรมชาติภายในพระองค์  มนุษย์อาจปฏิเสธพระราชกิจของพระองค์การทรงแสดงออกของพระองค์ สภาวะความเป็นมนุษย์ของพระองค์ และทั้งชีวิตของสภาวะความเป็นมนุษย์ตามปกติของพระองค์ แต่ไม่มีผู้ใดสามารถปฏิเสธได้ว่าพระองค์ทรงนมัสการพระเจ้าในสวรรค์ด้วยพระทัยที่แท้จริง  ไม่มีผู้ใดสามารถปฏิเสธได้ว่าพระองค์ได้เสด็จมาเพื่อทำให้น้ำพระทัยของพระบิดาแห่งสวรรค์ลุล่วง และไม่มีผู้ใดสามารถปฏิเสธได้ถึงความจริงใจในการที่พระองค์แสวงหาพระเจ้าพระบิดา  แม้ว่าพระฉายาของพระองค์ไม่ได้เป็นที่น่าถูกใจสำหรับประสาทสัมผัส การปาฐกถาของพระองค์ไม่ได้มีบรรยากาศพิเศษเกินปกติ และพระราชกิจของพระองค์ไม่ได้ทำให้โลกสั่นไหวหรือสวรรค์สั่นคลอนอย่างที่มนุษย์จินตนาการ  แต่พระองค์ทรงเป็นพระคริสต์อย่างแท้จริง ผู้ทรงทำให้น้ำพระทัยของพระบิดาแห่งสวรรค์ลุล่วงด้วยพระทัยที่แท้จริง ทรงนบนอบต่อพระบิดาแห่งสวรรค์อย่างบริบูรณ์ และทรงมีความนบนอบจนสิ้นพระชนม์  นี่เป็นเพราะว่าแก่นแท้ของพระองค์คือแก่นแท้ของพระคริสต์  ความจริงนี้ยากที่จะเชื่อสำหรับมนุษย์ แต่มันคือข้อเท็จจริง  เมื่อพันธกิจของพระคริสต์ได้รับการทำให้ลุล่วงอย่างบริบูรณ์แล้ว มนุษย์จะสามารถมองเห็นจากพระราชกิจของพระองค์ว่า พระอุปนิสัยของพระองค์และการทรงดำรงอยู่ของพระองค์แสดงถึงพระอุปนิสัยและการทรงดำรงอยู่ของพระเจ้าในสวรรค์  ในเวลานั้น ผลรวมของพระราชกิจทั้งหมดของพระองค์สามารถยืนยันได้ว่า พระองค์ทรงเป็นเนื้อหนังที่พระวจนะกลายเป็นอย่างแท้จริง และไม่เหมือนกับเนื้อหนังของมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อ

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, แก่นแท้ของพระคริสต์คือการนบนอบน้ำพระทัยของพระบิดาผู้สถิตในสวรรค์

202. พระเจ้าผู้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ได้รับการเรียกขานว่าพระคริสต์ ดังนั้น การเรียกพระคริสต์ที่สามารถประทานความจริงให้แก่ผู้คนว่าพระเจ้าจึงไม่ใช่เรื่องที่เกินเลยแต่อย่างใด  นี่ก็เพราะพระองค์ทรงครองแก่นแท้ของพระเจ้า และพระองค์ทรงครองอุปนิสัยของพระเจ้า รวมทั้งพระปัญญาในการทรงพระราชกิจของพระเจ้า ซึ่งมนุษย์ไม่อาจบรรลุถึงได้  บรรดาพวกที่เรียกตัวเองว่าพระคริสต์ แต่กลับไม่สามารถทำพระราชกิจของพระเจ้าได้นั้นเป็นพวกฉ้อฉล  พระคริสต์ไม่ได้ทรงเป็นแค่การสำแดงของพระเจ้าบนแผ่นดินโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นเนื้อหนังเฉพาะที่พระเจ้าทรงสวมในขณะที่พระองค์ทรงพระราชกิจของพระองค์บนแผ่นดินโลกและทรงทำให้พระราชกิจของพระองค์ครบบริบูรณ์ท่ามกลางมนุษย์ เนื้อหนังนี้ไม่สามารถแทนที่ได้โดยมนุษย์ผู้ใด แต่เป็นเนื้อหนังที่สามารถแบกรับพระราชกิจของพระเจ้าบนแผ่นดินโลกได้อย่างครบถ้วน สามารถแสดงอุปนิสัยของพระเจ้า สามารถเป็นตัวแทนพระเจ้าได้อย่างเหมาะสม และสามารถจัดเตรียมชีวิตให้แก่มนุษย์  ไม่ช้าก็เร็ว พวกที่แสร้งแสดงตนเป็นพระคริสต์จะพินาศทั้งหมด เพราะแม้พวกเขาอ้างว่าเป็นพระคริสต์ พวกเขาก็ไม่มีแก่นแท้ของพระคริสต์เลย  ดังนั้นแล้ว เราจึงกล่าวว่าความจริงแท้แห่งพระคริสต์ไม่สามารถกำหนดโดยมนุษย์ได้ แต่เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงตอบและตัดสินด้วยพระองค์เอง

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระคริสต์แห่งยุคสุดท้ายเท่านั้นที่สามารถประทานหนทางแห่งชีวิตนิรันดร์แก่มนุษย์ได้

203. เนื้อหนังที่พระวิญญาณของพระเจ้าสวมใส่นั้นคือเนื้อหนังของพระเจ้าเอง  พระวิญญาณของพระเจ้ายิ่งใหญ่ที่สุด พระองค์ทรงมหิทธิฤทธิ์ บริสุทธิ์ และชอบธรรม  ในทำนองเดียวกัน เนื้อหนังของพระองค์ก็ยิ่งใหญ่ที่สุด ทรงมหิทธิฤทธิ์ บริสุทธิ์ และชอบธรรมเช่นกัน  เนื้อหนังเช่นนั้นสามารถทำได้เพียงสิ่งที่ชอบธรรมและให้คุณแก่มวลมนุษย์ สิ่งที่บริสุทธิ์ รุ่งโรจน์ และทรงฤทธิ์ พระองค์ไม่สามารถทำสิ่งใดที่ฝ่าฝืนความจริง ที่ฝ่าฝืนศีลธรรมและความยุติธรรม และนับประสาอะไรที่พระองค์จะสามารถทำสิ่งใดที่จะทรยศต่อพระวิญญาณของพระเจ้า  พระวิญญาณของพระเจ้านั้นบริสุทธิ์ และด้วยเหตุนี้ เนื้อหนังของพระองค์จึงมิอาจถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามได้  เนื้อหนังของพระองค์คือเนื้อแท้ที่แตกต่างจากเนื้อหนังของมนุษย์  เพราะผู้ที่ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามคือมนุษย์ มิใช่พระเจ้า และซาตานไม่อาจสามารถทำให้เนื้อหนังของพระเจ้าพระองค์เองเสื่อมทรามได้เลย  ด้วยเหตุนี้ แม้จะมีข้อเท็จจริงที่ว่ามนุษย์กับพระคริสต์พำนักอยู่ภายในพื้นที่เดียวกัน ก็มีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่สามารถถูกครอบครองและถูกใช้โดยซาตาน และทำร้ายโดยกลอุบายของซาตาน ในทางกลับกัน พระคริสต์ไม่ได้รับผลกระทบจากความเสื่อมทรามของซาตานชั่วนิรันดร์ เพราะซาตานจะไม่มีวันที่จะสามารถขึ้นไปถึงสถานที่สูงที่สุดได้ และจะไม่มีวันสามารถเข้าใกล้พระเจ้าได้  วันนี้ พวกเจ้าทั้งหมดควรเข้าใจว่า ผู้ที่ทรยศเรา มีเพียงมวลมนุษย์ที่ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างที่เป็นอยู่เท่านั้น  การทรยศจะไม่มีวันที่จะเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับพระคริสต์แม้แต่น้อย

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ปัญหาที่ร้ายแรงมาก: การทรยศ (2)

204. พระเจ้าได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพราะเป้าหมายแห่งพระราชกิจของพระองค์มิใช่วิญญาณของซาตาน หรือสิ่งที่ไม่มีตัวตนใดๆ  แต่คือมนุษย์ ผู้ซึ่งมีเนื้อหนังและได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามไปแล้ว  แน่นอนว่าเป็นเพราะเนื้อหนังของมนุษย์ได้ถูกทำให้เสื่อมทรามไปแล้ว พระเจ้าจึงได้ทรงทำให้มนุษย์ที่มีเนื้อหนังเป็นเป้าหมายแห่งพระราชกิจของพระองค์ ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากมนุษย์คือเป้าหมายของความเสื่อมทราม พระเจ้าจึงได้ทรงทำให้มนุษย์เป็นเป้าหมายเพียงอย่างเดียวแห่งพระราชกิจของพระองค์โดยตลอดทุกช่วงระยะของพระราชกิจแห่งความรอดของพระองค์  มนุษย์คือสิ่งมีชีวิตที่ต้องตาย มีเลือดเนื้อ และพระเจ้าคือองค์หนึ่งเดียวเท่านั้นที่สามารถช่วยมนุษย์ให้รอดได้  ในหนทางนี้ พระเจ้าต้องทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ที่มีคุณลักษณะเดียวกันกับมนุษย์เพื่อทรงพระราชกิจของพระองค์ เพื่อที่ว่าพระราชกิจของพระองค์อาจจะบรรลุประสิทธิผลได้ดียิ่งขึ้น  พระเจ้าต้องทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อทรงพระราชกิจของพระองค์อย่างแน่นอนเพราะมนุษย์มีเนื้อหนัง และไม่สามารถเอาชนะบาปหรือปลดเปลื้องตัวเขาเองจากเนื้อหนังได้  แม้ว่าแก่นแท้และพระอัตลักษณ์ของพระเจ้าซึ่งประสูติเป็นมนุษย์จะแตกต่างไปอย่างยิ่งจากแก่นแท้และอัตลักษณ์ของมนุษย์ กระนั้นการทรงปรากฏของพระองค์นั้นก็เหมือนกันกับการปรากฏของมนุษย์ พระองค์ทรงมีการปรากฏของบุคคลปกติคนหนึ่ง และดำรงพระชนม์ชีพแบบบุคคลปกติคนหนึ่ง และบรรดาผู้ที่มองเห็นพระองค์ไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างกับบุคคลปกติได้  การทรงปรากฏตามปกติและสภาวะความเป็นมนุษย์ปกตินี้เพียงพอสำหรับพระองค์ที่จะทรงพระราชกิจเยี่ยงพระเจ้าของพระองค์ในสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติ เนื้อหนังของพระองค์เปิดโอกาสให้พระองค์ได้ทรงพระราชกิจของพระองค์ในสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติ และช่วยพระองค์ทรงพระราชกิจของพระองค์ท่ามกลางมนุษย์ และยิ่งไปกว่านั้น สภาวะความเป็นมนุษย์ปกติของพระองค์นั้นช่วยพระองค์ดำเนินพระราชกิจแห่งความรอดท่ามกลางมนุษย์  ถึงแม้ว่าสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติของพระองค์จะก่อให้เกิดความสับสนอลหม่านมากมายท่ามกลางมนุษย์ แต่ความสับสนอลหม่านเช่นนั้นก็หาได้ส่งผลกระทบต่อประสิทธิผลตามปกติของพระราชกิจของพระองค์ไม่  กล่าวสั้นๆ  ก็คือ พระราชกิจแห่งเนื้อหนังปกติของพระองค์นั้นมีประโยชน์สูงสุดต่อมนุษย์  แม้ว่าผู้คนส่วนใหญ่จะไม่ยอมรับสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติของพระองค์ แต่พระราชกิจของพระองค์ก็ยังคงสามารถสัมฤทธิ์ผลลัพธ์ได้ และผลลัพธ์เหล่านี้สัมฤทธิ์ได้เนื่องจากสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติของพระองค์  ไม่ต้องสงสัยเกี่ยวกับการนี้เลย  จากพระราชกิจของพระองค์ในเนื้อหนัง มนุษย์ได้รับสิ่งต่างๆ  มากกว่ามโนคติอันหลงผิดทั้งหลายที่มีอยู่ท่ามกลางมนุษย์เกี่ยวกับสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติของพระองค์สิบเท่าหรือหลายสิบเท่า และมโนคติอันหลงผิดทั้งหลายเช่นนั้นในท้ายที่สุดแล้วจะต้องถูกพระราชกิจของพระองค์กลืนกินไปทั้งหมด  และประสิทธิผลที่ได้สัมฤทธิ์ขึ้นโดยพระราชกิจของพระองค์ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ความรู้ที่มนุษย์มีเกี่ยวกับพระองค์นั้น มีน้ำหนักเกินกว่ามโนคติอันหลงผิดของมนุษย์เกี่ยวกับพระองค์อย่างมาก  ไม่มีหนทางใดที่จะจินตนาการหรือประเมินพระราชกิจที่พระองค์ทรงกระทำในเนื้อหนัง เพราะเนื้อหนังของพระองค์นั้นไม่เหมือนกับเนื้อหนังของมนุษย์ที่มีเนื้อหนังคนใด ถึงแม้ว่าเปลือกภายนอกจะเหมือนกัน แต่แก่นแท้ไม่ใช่อย่างเดียวกัน  เนื้อหนังของพระองค์ทำให้เกิดมโนคติอันหลงผิดต่างๆ มากมายเกี่ยวกับพระเจ้าท่ามกลางมนุษย์ กระนั้น เนื้อหนังของพระองค์ก็ยังสามารถเปิดโอกาสให้มนุษย์ได้ความรู้มาอย่างมากมายด้วยเช่นกัน และสามารถกระทั่งพิชิตบุคคลใดก็ตามที่มีเปลือกภายนอกที่คล้ายคลึงกัน  เนื่องจากพระองค์มิใช่ทรงเป็นแค่มนุษย์ แต่ทรงเป็นพระเจ้าที่มีเปลือกภายนอกของมนุษย์ และจึงไม่มีผู้ใดเลยที่สามารถหยั่งถึงและเข้าใจพระองค์ได้โดยครบบริบูรณ์

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามจำเป็นต้องมีความรอดจากพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์มากขึ้นทุกขณะ

205. มนุษย์ได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามไปแล้วและเป็นสิ่งที่สูงที่สุดในบรรดาสรรพสิ่งทรงสร้างทั้งหมดของพระเจ้า ดังนั้นมนุษย์จึงจำเป็นต้องมีความรอดของพระเจ้า  เป้าหมายแห่งความรอดของพระเจ้าคือมนุษย์ ไม่ใช่ซาตาน และสิ่งที่จะต้องได้รับการช่วยให้รอดนั้นคือเนื้อหนังของมนุษย์ และจิตใจของมนุษย์ และไม่ใช่เหล่ามาร  ซาตานคือเป้าหมายแห่งการทำลายล้างของพระเจ้า มนุษย์คือเป้าหมายแห่งความรอดของพระเจ้า และเนื้อหนังของมนุษย์ได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามไปแล้ว ดังนั้น สิ่งแรกที่ต้องได้รับการช่วยให้รอดก็คือเนื้อหนังของมนุษย์  เนื้อหนังของมนุษย์ถูกทำให้เสื่อมทรามอย่างล้ำลึกมากที่สุด และมันได้กลายไปเป็นบางสิ่งบางอย่างที่ต่อต้านพระเจ้า มากเสียจนกระทั่งว่ามันถึงกับต่อต้านและปฏิเสธการดำรงอยู่ของพระเจ้าอย่างเปิดเผย  เนื้อหนังที่เสื่อมทรามของมนุษย์นี้ดื้อด้านมากเกินไปเท่านั้น และไม่มีสิ่งใดที่ตัดแต่งหรือเปลี่ยนแปลงได้ยากไปกว่าอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์  ซาตานเข้ามาในเนื้อหนังของมนุษย์เพื่อก่อการรบกวนต่างๆ และมันใช้เนื้อหนังของมนุษย์เพื่อรบกวนพระราชกิจของพระเจ้า และขัดขวางแผนของพระเจ้า และด้วยเหตุนี้มนุษย์จึงได้กลายเป็นซาตาน และได้กลายเป็นศัตรูของพระเจ้า  เพื่อการที่มนุษย์จะได้รับการช่วยให้รอดนั้น เขาต้องได้รับการพิชิตเสียก่อน  เป็นเพราะการนี้นี่เองที่พระเจ้าทรงรับความท้าทายและเสด็จมาเป็นมนุษย์เพื่อทรงพระราชกิจที่พระองค์ตั้งพระทัยที่จะทำ และเพื่อทำการสู้รบกับซาตาน  จุดมุ่งหมายของพระองค์คือความรอดของมนุษย์ ผู้ซึ่งได้ถูกทำให้เสื่อมทราม และคือการเอาชนะและการทำลายล้างซาตาน ซึ่งกบฏต่อพระองค์  พระองค์ทรงเอาชนะซาตานโดยผ่านทางพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยมนุษย์ของพระองค์ ขณะเดียวกันพระองค์ก็ทรงช่วยมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามให้รอด  ด้วยเหตุนี้จึงเป็นพระราชกิจที่สัมฤทธิ์สองจุดมุ่งหมายในคราวเดียว  พระองค์ทรงพระราชกิจในเนื้อหนัง และตรัสในเนื้อหนัง และทรงเข้ารับพระราชกิจทั้งหมดในเนื้อหนังเพื่อที่จะทรงมีส่วนร่วมกับมนุษย์ได้ดีขึ้น และพิชิตมนุษย์ได้ดีขึ้น  ครั้งสุดท้ายที่พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์นั้น พระราชกิจของพระองค์ในยุคสุดท้ายจะได้รับการสรุปปิดตัวในเนื้อหนัง  พระองค์จะทรงจัดระดับมนุษย์ทั้งมวลไปตามประเภท ทรงสรุปปิดตัวการบริหารจัดการทั้งหมดทั้งมวลของพระองค์ และสรุปปิดตัวพระราชกิจทั้งหมดของพระองค์ในเนื้อหนังอีกด้วย  หลังจากที่พระราชกิจทั้งหมดของพระองค์บนแผ่นดินโลกมาถึงบทอวสาน พระองค์จะทรงมีชัยชนะอย่างครบบริบูรณ์  โดยการทรงพระราชกิจในเนื้อหนังนั้น พระเจ้าจะทรงได้พิชิตมวลมนุษย์แล้วอย่างเต็มเปี่ยม และได้รับมวลมนุษย์ไว้แล้วอย่างเต็มเปี่ยม  การนี้มิได้หมายความว่าการบริหารจัดการทั้งหมดทั้งมวลของพระองค์จะได้มาถึงบทอวสานแล้วหรอกหรือ?  เมื่อพระเจ้าทรงสรุปปิดตัวพระราชกิจของพระองค์ในเนื้อหนัง ขณะที่พระองค์ได้ทรงเอาชนะซาตานและได้ทรงมีชัยชนะอย่างเต็มเปี่ยมแล้วนั้น ซาตานจะไม่มีโอกาสทำให้มนุษย์เสื่อมทรามอีกต่อไป  พระราชกิจแห่งการประสูติเป็นมนุษย์ครั้งแรกของพระเจ้าคือการไถ่และการให้อภัยบาปทั้งหลายของมนุษย์  บัดนี้ มันคือพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยและการได้รับมวลมนุษย์ไว้อย่างเต็มเปี่ยม เพื่อที่ซาตานจะไม่มีหนทางใดที่จะทำงานของมันอีกต่อไป และจะพ่ายแพ้แล้วอย่างสิ้นเชิง และพระเจ้าจะทรงมีชัยชนะแล้วอย่างครบบริบูรณ์  นี่คือพระราชกิจของเนื้อหนัง และเป็นพระราชกิจที่ทำโดยพระเจ้าพระองค์เอง

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามจำเป็นต้องมีความรอดจากพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์มากขึ้นทุกขณะ

206. เนื้อหนังของมนุษย์ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามไปแล้ว ถูกทำให้มืดบอดอย่างหนักที่สุด และถูกทำร้ายอย่างลึกล้ำ  สาเหตุสำคัญที่สุดที่พระเจ้าทรงพระราชกิจในเนื้อหนังด้วยพระองค์เองก็เพราะเป้าหมายที่พระองค์จะทรงช่วยให้รอดคือมนุษย์ที่มีเนื้อหนัง และยังเป็นเพราะซาตานใช้เนื้อหนังของมนุษย์มารบกวนพระราชกิจของพระเจ้าอีกด้วย  แท้จริงแล้วการสู้รบกับซาตานก็คือพระราชกิจแห่งการพิชิตมนุษย์ และในเวลาเดียวกัน มนุษย์ยังเป็นเป้าหมายที่พระเจ้าจะทรงช่วยให้รอดอีกด้วย  ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่พระเจ้าจะต้องทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนังเพื่อทรงพระราชกิจของพระองค์  ซาตานทำให้เนื้อหนังของมนุษย์เสื่อมทราม และมนุษย์ก็ได้กลายเป็นร่างจำแลงของซาตาน กลายเป็นเป้าหมายที่พระเจ้าจะทรงทำให้ปราชัย  เมื่อเป็นดังนี้ พระราชกิจแห่งการทำสงครามกับซาตานและช่วยมวลมนุษย์ให้รอดจึงเกิดขึ้นบนแผ่นดินโลก และพระเจ้าต้องทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อที่จะทำสงครามกับซาตาน  นี่คือพระราชกิจที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงอย่างที่สุด  ขณะที่พระเจ้าทรงพระราชกิจในเนื้อหนัง แท้จริงแล้วพระองค์กำลังทำสงครามกับซาตานอยู่ในเนื้อหนัง  เมื่อพระองค์ทรงพระราชกิจในเนื้อหนัง พระองค์กำลังทรงพระราชกิจของพระองค์ในโลกวิญญาณ และทำให้พระราชกิจทั้งปวงของพระองค์ในโลกวิญญาณกลายเป็นจริงบนแผ่นดินโลก  คนที่ถูกพิชิตก็คือมนุษย์ มนุษย์ที่เป็นกบฏต่อพระองค์ ส่วนคนที่ถูกทำให้พ่ายแพ้คือร่างจำแลงของซาตาน (แน่นอนว่านี่ก็คือมนุษย์เช่นกัน) ที่เป็นอริกับพระองค์ และคนที่ได้รับการช่วยให้รอดในท้ายที่สุดก็คือมนุษย์เช่นกัน  เมื่อเป็นเช่นนี้จึงยิ่งจำเป็นที่พระเจ้าจะต้องทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ที่มีเปลือกนอกเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง เพื่อให้พระองค์สามารถทำสงครามกับซาตานได้จริง สามารถพิชิตมนุษย์ที่เป็นกบฏต่อพระองค์และมีเปลือกนอกแบบเดียวกันกับพระองค์ได้ และสามารถช่วยมนุษย์ที่มีเปลือกนอกเหมือนพระองค์และถูกซาตานทำร้ายไปแล้วนั้นให้รอด  ศัตรูของพระองค์คือมนุษย์ เป้าหมายที่พระองค์จะพิชิตก็คือมนุษย์ และเป้าหมายที่พระองค์จะทรงช่วยให้รอดย่อมเป็นมนุษย์ที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นมา  ดังนั้นพระองค์จึงต้องทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ และเมื่อทำดังนี้ พระราชกิจของพระองค์จึงง่ายขึ้นมาก—พระองค์สามารถเอาชนะซาตานและพิชิตมวลมนุษย์ และยิ่งสามารถมากขึ้นที่จะช่วยมวลมนุษย์ให้รอด

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามจำเป็นต้องมีความรอดจากพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์มากขึ้นทุกขณะ

207. การช่วยมนุษย์ให้รอดของพระเจ้าไม่ได้ทำโดยตรงด้วยการใช้วิธีการของพระวิญญาณและพระอัตลักษณ์ของพระวิญญาณ เพราะพระวิญญาณของพระองค์นั้นไม่สามารถสัมผัสและมองเห็นได้โดยมนุษย์ และมนุษย์ก็ไม่สามารถเข้าใกล้ได้  หากพระองค์ทรงพยายามที่จะช่วยมนุษย์ให้รอดโดยตรงในฐานะพระวิญญาณ มนุษย์ก็จะไม่สามารถรับความรอดของพระองค์ได้  หากพระเจ้ามิได้ทรงสวมรูปสัณฐานภายนอกของมนุษย์ทรงสร้าง ก็คงจะปราศจากหนทางที่มนุษย์จะได้รับความรอดนี้  เพราะมนุษย์ไม่มีหนทางที่จะเข้าใกล้พระองค์ได้เลย เช่นเดียวกับที่ไม่มีใครสามารถเข้าใกล้เมฆของพระยาห์เวห์ได้  ด้วยการบังเกิดเป็นมนุษย์ทรงสร้างเท่านั้น นั่นคือ ด้วยการนำพระวจนะของพระองค์มาไว้ในเนื้อหนังที่พระองค์จะใช้ประสูติเท่านั้น พระองค์จึงจะทำให้พระวจนะทำงานในตัวทุกคนที่ติดตามพระองค์ได้ด้วยพระองค์เอง  เมื่อนั้นเท่านั้นมนุษย์จึงสามารถได้ยินและมองเห็นพระวจนะของพระองค์ได้ด้วยตนเอง และถึงกับได้รับพระวจนะของพระองค์ และโดยวิถีทางนี้จึงได้รับการช่วยให้รอดโดยสมบูรณ์  หากพระเจ้ามิได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ ผู้ที่มีเนื้อหนังและเลือดจะไม่สามารถได้รับความรอดอันยิ่งใหญ่เช่นนั้นได้เลย และจะไม่มีใครสักคนที่ได้รับการช่วยให้รอด  หากพระวิญญาณของพระเจ้าทรงพระราชกิจโดยตรงท่ามกลางมวลมนุษย์ มนุษยชาติทั้งมวลก็จะถูกบดขยี้ หรือถูกซาตานจับเป็นเชลยทั้งหมดเมื่อไร้หนทางมาสัมผัสพระเจ้า

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ความล้ำลึกแห่งการประสูติเป็นมนุษย์ (4)

208. เหตุผลเดียวที่พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ได้ทรงเข้ามาสู่เนื้อหนังก็เนื่องจากความต้องการที่จำเป็นของมนุษย์ที่เสื่อมทราม เป็นเพราะความจำเป็นของมนุษย์นั่นเอง ไม่ใช่ของพระเจ้า และการพลีอุทิศและความทุกข์ทั้งหมดของพระองค์นั้นล้วนเป็นไปเพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของมวลมนุษย์ และมิใช่เพื่อประโยชน์ของพระเจ้าพระองค์เอง  ไม่มีข้อดีและข้อเสียหรือรางวัลตอบแทนอันใดเลยสำหรับพระเจ้า พระองค์จะไม่ได้เก็บเกี่ยวพืชผลในอนาคตบางอย่าง แต่พืชผลนั้นเองที่ติดค้างพระองค์มาแต่เดิม  ทั้งหมดที่พระองค์ทรงทำและทรงพลีอุทิศให้แก่มวลมนุษย์นั้นมิใช่เพื่อที่พระองค์อาจจะทรงได้รับรางวัลตอบแทนอันใหญ่หลวงทั้งหลาย  แต่เพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของมวลมนุษย์โดยล้วน  แม้ว่าพระราชกิจของพระเจ้าในเนื้อหนังจะเกี่ยวข้องกับความลำบากยากเย็นมากมายอันมิอาจจินตนาการได้ แต่ประสิทธิผลที่จะสัมฤทธิ์ในท้ายที่สุดนั้นมากเกินกว่าประสิทธิผลทั้งหลายของพระราชกิจที่พระวิญญาณทรงกระทำโดยตรงมากนัก  พระราชกิจแห่งเนื้อหนังพ่วงเอาความยากลำบากมากมาย และเนื้อหนังไม่สามารถมีอัตลักษณ์ที่ยิ่งใหญ่แบบเดียวกับพระวิญญาณได้ พระองค์ไม่สามารถดำเนินกิจการทั้งหลายที่เหนือธรรมชาติแบบเดียวกับพระวิญญาณได้ นับประสาอะไรที่พระองค์จะสามารถมีสิทธิอำนาจแบบเดียวกับพระวิญญาณได้  กระนั้น แก่นแท้ของพระราชกิจที่กระทำโดยเนื้อหนังที่ไม่โดดเด่นนี้กลับเหนือกว่าแก่นแท้ของพระราชกิจที่พระวิญญาณทรงกระทำโดยตรงมากนัก และพระองค์เองในเนื้อหนังนี้ก็ทรงสนองตอบต่อความต้องการที่จำเป็นทั้งหลายของมวลมนุษย์ทั้งปวง  สำหรับบรรดาผู้ที่จะได้รับการช่วยให้รอดนั้น คุณค่าการใช้งานของพระวิญญาณด้อยกว่าคุณค่าการใช้งานของเนื้อหนังมากนัก กล่าวคือ พระราชกิจของพระวิญญาณสามารถครอบคลุมทั่วทั้งจักรวาล ตลอดทั้งภูเขา แม่น้ำ ทะเลสาบ และมหาสมุทรทั้งหมด กระนั้น พระราชกิจของเนื้อหนังสัมพันธ์กับทุกคนที่พระองค์เสด็จมาติดต่อสัมผัสอย่างมีประสิทธิผลมากกว่า  ยิ่งไปกว่านั้น เนื้อหนังของพระเจ้าที่มีรูปทรงอันสัมผัสได้สามารถได้รับความเข้าใจและไว้วางใจจากมนุษย์ได้ดีกว่า และสามารถทำให้มนุษย์มีความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปอีก  และสามารถทำให้มนุษย์เกิดความประทับใจลุ่มลึกยิ่งขึ้นกับกิจการอันสัมพันธ์กับชีวิตจริงทั้งหลายของพระเจ้าได้  พระราชกิจของพระวิญญาณถูกปกคลุมอยู่ในความล้ำลึก มันยากเย็นที่จะคาดการณ์ได้สำหรับสิ่งมีชีวิตที่ต้องตาย และยิ่งยากมากขึ้นไปอีกสำหรับพวกเขาที่จะมองเห็น และดังนั้นพวกเขาจึงสามารถเพียงพึ่งพาจินตนาการอันไม่มีแก่นสารของพวกเขาเท่านั้น  อย่างไรก็ตาม พระราชกิจของเนื้อหนังก็เป็นปกติและสัมพันธ์กับชีวิตจริง และมีปัญญาอันอุดม และเป็นข้อเท็จจริงที่สามารถมองเห็นได้โดยตาเนื้อของมนุษย์ มนุษย์สามารถรับประสบการณ์กับปัญญาแห่งพระราชกิจของพระเจ้าด้วยตนเอง และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้จินตนาการอันอุดมสมบูรณ์ของเขา  นี่คือความแน่นอนและคุณค่าที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระราชกิจของพระเจ้าในเนื้อหนัง  พระวิญญาณสามารถเพียงแค่ทำสิ่งทั้งหลายที่มนุษย์มิอาจมองเห็นได้และยากสำหรับเขาที่จะจินตนาการ ตัวอย่างเช่น ความรู้แจ้งของพระวิญญาณ การทรงขับเคลื่อนของพระวิญญาณ การทรงนำของพระวิญญาณ แต่สำหรับมนุษย์ผู้มีความรู้สึกนึกคิด การเหล่านี้มิได้จัดเตรียมความหมายที่ชัดเจนอันใด  การเหล่านี้เพียงจัดเตรียมการขับเคลื่อน หรือความหมายกว้างๆ  เท่านั้น และไม่สามารถให้การอบรมสั่งสอนด้วยคำพูดได้  อย่างไรก็ตาม พระราชกิจของพระเจ้าในเนื้อหนังนั้นแตกต่างอย่างใหญ่หลวง กล่าวคือ เป็นพระราชกิจที่เกี่ยวข้องกับการทรงนำที่ถูกต้องแม่นยำด้วยพระวจนะ มีเจตนารมณ์ที่ชัดเจน และมีเป้าหมายที่พึงประสงค์ชัดเจนในการนี้  และดังนั้น มนุษย์ไม่จำเป็นต้องควานไปทั่ว หรือใช้จินตนาการของเขา นับประสาอะไรที่จำเป็นต้องสร้างการคาดเดา  นี่คือความชัดเจนของพระราชกิจในเนื้อหนังกับความแตกต่างอันใหญ่หลวงจากพระราชกิจของพระวิญญาณ  พระราชกิจของพระวิญญาณเหมาะสมเพียงสำหรับขอบเขตจำกัดขอบเขตหนึ่งเท่านั้นและไม่สามารถแทนที่พระราชกิจของเนื้อหนังได้  พระราชกิจของเนื้อหนังให้มนุษย์มีเป้าหมายที่แม่นยำและจำเป็นกว่า และให้ความรู้ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงและมีคุณค่ากว่าพระราชกิจของพระวิญญาณมากมายนัก  พระราชกิจที่มีคุณค่ายิ่งใหญ่ที่สุดต่อมนุษย์ที่เสื่อมทรามคือพระราชกิจที่จัดเตรียมพระวจนะที่ถูกต้องแม่นยำ เป้าหมายที่ชัดเจนเพื่อไล่ตามเสาะหา และที่สามารถมองเห็นและสัมผัสได้  มีเพียงพระราชกิจที่เป็นจริงและการทรงนำที่ทันกาลเท่านั้นที่เหมาะกับรสนิยมของมนุษย์ และมีเพียงพระราชกิจที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงเท่านั้นที่สามารถช่วยมนุษย์ให้รอดจากอุปนิสัยที่เสื่อมทรามและต่ำช้าของเขาได้  การนี้สามารถสัมฤทธิ์ผลได้โดยพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์เท่านั้น มีเพียงพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์เท่านั้นที่สามารถช่วยมนุษย์ให้รอดจากอุปนิสัยที่เสื่อมทรามและต่ำช้าแต่เดิมนั้นของเขาได้  ถึงแม้พระวิญญาณจะเป็นแก่นแท้ในธรรมชาติของพระเจ้า แต่พระราชกิจดังเช่นการนี้สามารถทำได้โดยเนื้อหนังของพระองค์เท่านั้น  หากพระวิญญาณได้ทรงพระราชกิจเพียงฝ่ายเดียว เช่นนั้นแล้ว ก็คงจะเป็นไปไม่ได้ที่พระราชกิจของพระองค์จะมีประสิทธิผล—นี่คือความจริงที่ชัดแจ้ง  แม้ว่าผู้คนส่วนใหญ่ได้กลายมาเป็นศัตรูของพระเจ้าเนื่องจากเนื้อหนังนี้ แต่เมื่อพระองค์ทรงสรุปปิดตัวพระราชกิจของพระองค์ บรรดาผู้ที่ต่อต้านพระองค์จะไม่เพียงเลิกเป็นศัตรูของพระองค์เท่านั้น แต่ตรงกันข้าม จะกลายเป็นพยานของพระองค์  พวกเขาจะกลายเป็นพยานที่พระองค์ได้ทรงพิชิต พยานทั้งหลายที่เข้ากันได้กับพระองค์และมิอาจแยกจากพระองค์ได้  พระองค์จะทรงทำให้มนุษย์รู้จักความสำคัญของพระราชกิจของพระองค์ในเนื้อหนังที่มีต่อมนุษย์ และมนุษย์จะรู้จักความสำคัญของเนื้อหนังนี้ที่มีต่อความหมายแห่งการดำรงอยู่ของมนุษย์ จะรู้จักคุณค่าที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระองค์ที่เกี่ยวข้องกับการเติบโตของชีวิตมนุษย์ และยิ่งไปกว่านั้น จะรู้ว่าเนื้อหนังนี้จะกลายเป็นน้ำพุแห่งชีวิตที่มีชีวิตที่มนุษย์ไม่สามารถทนแยกจากได้

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามจำเป็นต้องมีความรอดจากพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์มากขึ้นทุกขณะ

209. แม้ว่าเนื้อหนังของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์จะห่างไกลจากการจับคู่กับพระอัตลักษณ์และฐานะของพระเจ้า และสำหรับมนุษย์แล้วดูเหมือนว่าจะเป็นสิ่งซึ่งเข้ากันไม่ได้กับสถานะจริงของพระองค์ แต่เนื้อหนังนี้ผู้ซึ่งไม่มีพระฉายาที่แท้จริงของพระเจ้า หรือพระอัตลักษณ์ที่แท้จริงของพระเจ้า สามารถทรงพระราชกิจที่พระวิญญาณของพระเจ้าไม่สามารถทำได้โดยตรง เช่นนั้นเองที่เป็นนัยสำคัญและคุณค่าที่แท้จริงของการประสูติเป็นมนุษย์ของพระเจ้า และนัยสำคัญและคุณค่านี้นี่เองที่มนุษย์ไม่สามารถซาบซึ้งและยอมรับได้  แม้มวลมนุษย์ทั้งปวงเทิดทูนพระวิญญาณของพระเจ้าและดูแคลนเนื้อหนังของพระเจ้า ไม่ว่าพวกเขาจะมีทรรศนะหรือคิดอย่างไร นัยสำคัญและคุณค่าที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของเนื้อหนังก็มากเกินกว่านัยสำคัญและคุณค่าของพระวิญญาณมากนัก  แน่นอนว่า การนี้เกี่ยวข้องกับมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามเท่านั้น  สำหรับทุกคนที่แสวงหาความจริงและถวิลหารอคอยการทรงปรากฏของพระเจ้า พระราชกิจของพระวิญญาณสามารถเพียงจัดเตรียมการดลใจหรือแรงบันดาลใจ และสำนึกรับรู้ถึงความน่าอัศจรรย์ว่าพระราชกิจนี้มิอาจอธิบายได้และมิอาจจินตนาการได้ และสำนึกรับรู้ว่ามันยิ่งใหญ่ สูงส่ง และน่าเลื่อมใส กระนั้นทุกคนก็ยังมิอาจบรรลุถึงได้และมิอาจได้มาได้ด้วยเช่นกัน  มนุษย์และพระวิญญาณของพระเจ้าสามารถเพียงมองดูกันและกันจากที่ห่างไกล ราวกับว่ามีระยะห่างใหญ่หลวงระหว่างพวกเขา และพวกเขาไม่สามารถมีวันที่จะเหมือนกันได้ ราวกับว่ามนุษย์และพระเจ้าถูกแยกออกจากกันโดยขีดคั่นที่ไม่ประจักษ์แก่ตา  ในความเป็นจริงแล้ว นี่คือภาพมายาที่พระวิญญาณทรงมอบให้แก่มนุษย์ ซึ่งเป็นเพราะพระวิญญาณและมนุษย์ไม่ใช่ประเภทเดียวกันและจะไม่มีวันอยู่ร่วมกันในโลกเดียวกัน และเพราะพระวิญญาณไม่ทรงมีสิ่งใดเลยที่เป็นของมนุษย์ ดังนั้น มนุษย์จึงไม่มีความจำเป็นต้องมีพระวิญญาณ เพราะพระวิญญาณไม่สามารถทรงพระราชกิจที่มนุษย์จำเป็นมากที่สุดได้โดยตรง  พระราชกิจของเนื้อหนังมอบวัตถุประสงค์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงเพื่อไล่ตามเสาะหา มอบพระวจนะที่ชัดเจน และมอบสำนึกรับรู้ว่าพระองค์ทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริงและเป็นปกติ ว่าพระองค์ทรงถ่อมพระทัยและทรงธรรมดาสามัญ  แม้มนุษย์อาจกลัวพระองค์ แต่สำหรับผู้คนส่วนใหญ่แล้วพระองค์ทรงง่ายที่จะมีสัมพันธ์ด้วย กล่าวคือ มนุษย์สามารถมองพระพักตร์ของพระองค์ และได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ และเขาไม่จำเป็นต้องมองพระองค์จากที่ห่างไกล  เนื้อหนังนี้ให้ความรู้สึกสามารถเข้าถึงได้แก่มนุษย์ ไม่ทรงห่างไกล หรือมิอาจหยั่งลึกได้ แต่เป็นที่ประจักษ์แก่ตาและสัมผัสได้ เพราะเนื้อหนังนี้ทรงอยู่ในโลกเดียวกันกับมนุษย์

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามจำเป็นต้องมีความรอดจากพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์มากขึ้นทุกขณะ

210. ตอนนี้ มนุษย์สามารถมองเห็นว่าพระราชกิจของพระเจ้าที่ประสูติเป็นมนุษย์นั้นพิเศษจริงๆ และมีมากมายในนั้นที่มนุษย์ไม่สามารถบรรลุได้ และนั่นก็คือ ความล้ำลึกและการอัศจรรย์ทั้งหลายนั่นเอง  ดังนั้น หลายคนจึงได้นบนอบแล้ว  บางคนไม่เคยนบนอบมนุษย์คนใดเลยนับแต่วันที่พวกเขาถือกำเนิดมา กระนั้นเมื่อพวกเขามองเห็นพระวจนะต่างๆ ของพระเจ้าในทุกวันนี้ พวกเขาก็นบนอบอย่างสุดใจโดยมิได้สังเกตเลยว่าพวกเขาได้ทำเช่นนั้นลงไป และพวกเขาไม่กล้าเสี่ยงที่จะทำการพินิจพิเคราะห์หรือกล่าวอะไรอื่นใด  มนุษยชาติได้ตกมาอยู่ภายใต้พระวจนะและหมอบราบภายใต้การพิพากษาของพระวจนะ  หากพระวิญญาณของพระเจ้าตรัสกับมนุษย์โดยตรง มวลมนุษย์ทั้งปวงย่อมจะนบนอบพระสุรเสียง ล้มลงแม้ไม่มีพระวจนะต่างๆ แห่งวิวรณ์ ไม่ต่างอะไรกับที่เปาโลล้มลงกับพื้นในความสว่างระหว่างการเดินทางไปสู่ดามัสกัส  หากพระเจ้าได้ทรงสานต่อพระราชกิจในหนทางนี้ มนุษย์ก็คงจะไม่มีวันมีความสามารถที่จะมารู้จักความเสื่อมทรามของตัวเขาเองโดยผ่านทางการพิพากษาของพระวจนะและบรรลุความรอดโดยการนั้น  โดยผ่านทางการบังเกิดเป็นมนุษย์เท่านั้นพระเจ้าจึงสามารถนำส่งพระวจนะต่างๆ ของพระองค์เข้าไปในหูของมนุษย์ทุกผู้ทุกคนได้ด้วยพระองค์เองโดยเฉพาะ เพื่อที่ทุกคนซึ่งมีหูอาจได้ยินพระวจนะทั้งหลายของพระองค์และรับพระราชกิจแห่งการพิพากษาโดยพระวจนะของพระองค์เอาไว้  ด้วยวิธีนี้เท่านั้น พระวจนะของพระองค์จึงจะเกิดผลสัมฤทธิ์ แทนที่จะเป็นการที่พระวิญญาณทรงเกิดสำแดงออกมาให้มนุษย์หวาดผวาจนต้องนบนอบ  เพียงผ่านพระราชกิจที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงแต่ทว่ามีความพิเศษนี้เท่านั้น อุปนิสัยเดิมของมนุษย์ซึ่งซ่อนเร้นลึกอยู่ภายในมาหลายปีจึงจะสามารถถูกตีแผ่ออกมาอย่างเต็มที่ เพื่อที่มนุษย์อาจจำมันได้และเปลี่ยนแปลงมันเสีย  สิ่งเหล่านี้คือพระราชกิจทั้งหมดซึ่งสัมพันธ์กับชีวิตของพระเจ้าที่ประสูติเป็นมนุษย์ ด้วยการตรัสและการทำการพิพากษาในลักษณะที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงอยู่ในนั้น พระองค์จึงทรงสัมฤทธิ์ผลลัพธ์แห่งการพิพากษาที่กระทำกับมนุษย์โดยพระวจนะ  นี่คือสิทธิอำนาจของพระเจ้าที่ประสูติเป็นมนุษย์และนัยสำคัญของการประสูติเป็นมนุษย์ของพระเจ้า  มันถูกทำไปก็เพื่อทำให้สิทธิอำนาจของพระเจ้าที่ประสูติเป็นมนุษย์เป็นที่รู้จัก ทำให้ผลลัพธ์ที่สัมฤทธิ์โดยพระราชกิจของพระวจนะเป็นที่รู้จัก และทำให้เป็นที่รู้กันว่า พระวิญญาณได้มาอยู่ในเนื้อหนังแล้ว และแสดงให้เห็นสิทธิอำนาจของพระองค์โดยผ่านทางการตัดสินมนุษย์โดยพระวจนะ  แม้ว่าเนื้อหนังของพระองค์เป็นรูปสัณฐานภายนอกของสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติและธรรมดา แต่ผลลัพธ์ต่างๆ ที่พระวจนะทั้งหลายของพระองค์สัมฤทธิ์นี่เองที่แสดงให้มนุษย์เห็นว่า พระองค์ทรงเต็มไปด้วยสิทธิอำนาจ เห็นว่าพระองค์คือพระเจ้าพระองค์เอง และเห็นว่าพระวจนะต่างๆ ของพระองค์คือการแสดงออกของพระเจ้าพระองค์เอง  โดยวิถีทางนี้ มนุษยชาติทั้งมวลได้ถูกแสดงให้เห็นว่า พระองค์คือพระเจ้าพระองค์เอง ว่าพระองค์คือพระเจ้าพระองค์เองผู้ซึ่งทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ ว่าพระองค์มิอาจทรงถูกทำให้ขุ่นเคืองโดยผู้ใดเลย และว่าไม่มีใครสามารถอยู่เหนือการพิพากษาโดยพระวจนะของพระองค์ได้ และไม่มีกำลังบังคับใดเลยของความมืดที่สามารถมีสิทธิพิเศษเหนือสิทธิอำนาจของพระองค์  การนบนอบของมนุษย์ต่อพระองค์ล้วนเนื่องเพราะพระองค์คือพระวจนะที่ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ ล้วนเนื่องเพราะสิทธิอำนาจของพระองค์ และเนื่องเพราะการพิพากษาด้วยพระวจนะของพระองค์  พระราชกิจที่เนื้อหนังของการประสูติเป็นมนุษย์ของพระองค์นำมาก็คือสิทธิอำนาจที่พระองค์ทรงครอง  สาเหตุที่พระองค์ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ก็เพราะเนื้อหนังสามารถครองสิทธิอำนาจได้เช่นกัน และพระองค์ก็สามารถที่จะดำเนินพระราชกิจในลักษณะที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงท่ามกลางมวลมนุษย์ในหนทางที่มองเห็นได้และจับต้องได้สำหรับมนุษย์  พระราชกิจนี้สัมพันธ์กับชีวิตจริงยิ่งกว่าพระราชกิจที่พระวิญญาณของพระเจ้า ผู้ทรงครองสิทธิอำนาจทั้งมวล ทรงกระทำเองโดยตรงมากนัก และผลลัพธ์ของพระราชกิจก็เห็นได้ชัดแจ้งเช่นกัน  นี่เป็นเพราะเนื้อหนังที่ประสูติเป็นมนุษย์ของพระเจ้านั้นสามารถพูดและทำงานในหนทางที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงได้  รูปสัณฐานภายนอกของเนื้อหนังของพระองค์มิได้กุมสิทธิอำนาจใดเลย และสามารถเข้าหาได้โดยมนุษย์ เมื่อเทียบกับการที่เนื้อแท้ของพระองค์นั้นถือครองสิทธิอำนาจอยู่จริง แต่สิทธิอำนาจของพระองค์ก็หาได้มีผู้ใดสามารถมองเห็นได้เลย  เมื่อพระองค์ตรัสและทรงพระราชกิจต่างๆ มนุษย์ไร้ความสามารถที่จะตรวจพบการดำรงอยู่ของสิทธิอำนาจของพระองค์ได้ นี่อำนวยให้พระองค์สามารถทรงพระราชกิจที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระองค์  พระราชกิจที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงทั้งหมดนี้สามารถสัมฤทธิ์ผลลัพธ์ได้  แม้ว่าไม่มีมนุษย์ใดเลยที่สามารถตระหนักว่าพระองค์ทรงกุมสิทธิอำนาจ หรือมองเห็นว่าพระองค์มิอาจทรงถูกทำให้ขุ่นเคืองได้ หรือมองเห็นพระพิโรธของพระองค์ แต่พระองค์ก็ทรงสัมฤทธิ์ผลลัพธ์ที่ตั้งใจไว้ของพระวจนะทั้งหลายของพระองค์โดยผ่านทางสิทธิอำนาจของพระองค์ซึ่งถูกปิดคลุมไว้ โดยผ่านทางพระพิโรธของพระองค์ที่ถูกซ่อนเร้นไว้ และโดยผ่านทางพระวจนะทั้งหลายที่พระองค์ตรัสอย่างเปิดเผย  กล่าวได้อีกอย่างว่า มนุษย์ถูกโน้มน้าวให้เชื่อมั่นอย่างถึงที่สุดโดยผ่านทางกระแสพระสุรเสียงของพระองค์ ความเข้มขรึมของพระวาทะ และพระปัญญาทั้งมวลของพระวจนะทั้งหลายของพระองค์  ในหนทางนี้ มนุษย์จึงนบนอบพระวจนะของพระเจ้าที่ประสูติเป็นมนุษย์ผู้ซึ่งดูเหมือนไม่มีสิทธิอำนาจเลย อันเป็นการทำให้จุดมุ่งหมายของพระเจ้าในการช่วยมนุษย์ให้รอดนั้นลุล่วง  นี่คืออีกด้านของนัยสำคัญแห่งการประสูติเป็นมนุษย์ของพระองค์ นั่นก็คือ เพื่อที่จะตรัสให้สัมพันธ์กับชีวิตจริงมากขึ้น และเอื้ออำนวยให้ความเป็นจริงแห่งพระวจนะทั้งหลายของพระองค์มีผลต่อมนุษย์ เพื่อที่มนุษย์อาจเป็นพยานต่อฤทธานุภาพแห่งพระวจนะของพระเจ้า ดังนั้น หากพระราชกิจนี้ไม่ได้ถูกทำโดยวิถีทางของการประสูติเป็นมนุษย์ ก็คงจะไม่สัมฤทธิ์ผลลัพธ์แม้เพียงน้อยนิด และคงจะไม่สามารถช่วยผู้คนที่เปี่ยมไปด้วยบาปทั้งหลายให้รอดได้อย่างครบถ้วน  หากพระเจ้ามิได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ พระองค์คงจะยังเป็นพระวิญญาณผู้ซึ่งมนุษย์ทั้งไม่สามารถมองเห็นได้และไม่สามารถจับต้องได้  ด้วยความที่มนุษย์เป็นสิ่งทรงสร้างที่มีเนื้อหนัง เขากับพระเจ้าเป็นของสองโลกที่แตกต่างกัน และมีธรรมชาติที่แตกต่างกัน  พระวิญญาณของพระเจ้าเข้ากันไม่ได้กับมนุษย์ผู้ซึ่งมีเนื้อหนัง และจึงเป็นธรรมดาที่ไม่มีทางที่จะสร้างความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองได้เลย ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่มนุษย์นั้นไม่สามารถกลายไปเป็นพระวิญญาณ กับการที่เป็นเช่นนี้ พระวิญญาณของพระเจ้าจึงต้องทรงกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างเพื่อที่จะทรงพระราชกิจดั้งเดิมของพระองค์  พระเจ้าสามารถทั้งเสด็จขึ้นไปยังสถานที่ซึ่งสูงที่สุดและถ่อมพระองค์เองกลายเป็นมนุษย์ที่ทรงสร้าง ทรงพระราชกิจท่ามกลางมวลมนุษย์และดำรงพระชนม์ชีพท่ามกลางพวกเขา แต่มนุษย์ไม่สามารถขึ้นไปยังสถานที่ซึ่งสูงที่สุดและกลายเป็นวิญญาณ และยิ่งน้อยนักที่เขาจะสามารถลงไปยังสถานที่ซึ่งต่ำที่สุดได้  นี่คือเหตุผลที่เหตุใดพระเจ้าจึงต้องทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อที่จะดำเนินพระราชกิจของพระองค์ให้สำเร็จ  ในทำนองเดียวกัน ในช่วงระหว่างการประสูติเป็นมนุษย์ครั้งแรก มีเพียงเนื้อหนังซึ่งเป็นพระเจ้าที่ประสูติเป็นมนุษย์เท่านั้นที่ได้สามารถไถ่มนุษย์โดยผ่านทางการตรึงกางเขนของพระองค์ ในขณะที่เมื่อเทียบไปแล้วก็คงจะไม่มีทางที่พระวิญญาณของพระเจ้าจะถูกตรึงกางเขนในฐานะเครื่องบูชาลบล้างบาปสำหรับมนุษย์  พระเจ้าได้สามารถบังเกิดเป็นมนุษย์โดยตรงเพื่อทำหน้าที่เป็นเครื่องบูชาลบล้างบาปสำหรับมนุษย์ แต่มนุษย์ไม่ได้สามารถขึ้นสู่สวรรค์โดยตรงเพื่อรับเอาเครื่องบูชาลบล้างบาปที่พระเจ้าได้ทรงตระเตรียมไว้สำหรับเขา  ด้วยความที่เป็นเช่นนี้ ทั้งหมดที่เป็นไปได้ก็คงจะเป็นการขอให้พระเจ้าเสด็จกลับไปกลับมาสักสองสามครั้งระหว่างสวรรค์และแผ่นดินโลก ไม่ใช่ให้มนุษย์ขึ้นไปยังสวรรค์เพื่อรับความรอดนี้ เพราะมนุษย์ได้ตกต่ำลงไปแล้ว และยิ่งไปกว่านั้น มนุษย์ย่อมไม่สามารถขึ้นสู่สวรรค์ได้เป็นธรรมดา นับประสาอะไรที่จะได้รับเครื่องบูชาลบล้างบาป  ดังนั้นจึงได้จำเป็นสำหรับพระเยซูที่จะเสด็จมาท่ามกลางมวลมนุษย์และทรงพระราชกิจด้วยพระองค์เองซึ่งไม่อาจถูกทำให้สำเร็จลุล่วงได้โดยมนุษย์เป็นธรรมดา  ทุกครั้งที่พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ มันเป็นความจำเป็นอย่างสิ้นเชิงจริงๆ  หากช่วงระยะใดสามารถดำเนินการโดยพระวิญญาณของพระเจ้าโดยตรงแล้วไซร้ พระองค์ก็คงจะไม่ยอมประสูติเป็นมนุษย์อันเป็นการไร้ศักดิ์ศรี

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ความล้ำลึกแห่งการประสูติเป็นมนุษย์ (4)

211. ไม่มีผู้ใดเหมาะสมและมีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับพระราชกิจแห่งการพิพากษาความเสื่อมทรามของเนื้อหนังมนุษย์มากไปกว่าพระเจ้าในเนื้อหนัง  หากการพิพากษาดำเนินการโดยพระวิญญาณของพระเจ้าโดยตรง เช่นนั้นก็คงจะไม่ครอบคลุมทั้งหมด และยิ่งไปกว่านั้น มนุษย์จะยอมรับเรื่องนี้ได้ยาก เพราะพระวิญญาณไม่สามารถเสด็จมาเผชิญหน้ากับมนุษย์ได้  เมื่อพิจารณาเพียงประเด็นนี้ ผลลัพธ์จะเกิดขึ้นในทันที นับประสาอะไรที่มนุษย์จะสามารถมองเห็นพระอุปนิสัยที่มิอาจถูกล่วงเกินของพระเจ้าได้ชัดเจนขึ้น  ซาตานสามารถได้รับความพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิงก็ต่อเมื่อพระเจ้าในเนื้อหนังทรงพิพากษาความเสื่อมทรามของมวลมนุษย์เท่านั้น  พระเจ้าในเนื้อหนังคือบุคคลผู้มีสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติ และพระองค์สามารถพิพากษาความไม่ชอบธรรมของมนุษย์ได้โดยตรง นี่คือเครื่องหมายของความบริสุทธิ์โดยเนื้อแท้ของพระองค์ และของความเป็นหนึ่งเดียวของพระองค์  มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงมีคุณสมบัติเหมาะสม และทรงอยู่ในฐานะที่จะพิพากษามนุษย์ เพราะพระองค์ทรงครองความจริงและความชอบธรรม ดังนั้น พระองค์จึงสามารถพิพากษามนุษย์ได้  พวกที่ปราศจากความจริงและความชอบธรรมย่อมไม่เหมาะสมที่จะตัดสินผู้อื่น  หากพระราชกิจนี้ทำโดยพระวิญญาณของพระเจ้า เช่นนั้นก็จะไม่ได้หมายถึงชัยชนะเหนือซาตาน  โดยเนื้อแท้แล้ว พระวิญญาณทรงได้รับการยกชูมากกว่าสิ่งมีชีวิตที่ต้องตายทั้งหลาย และพระวิญญาณของพระเจ้าทรงบริสุทธิ์โดยเนื้อแท้ และทรงมีชัยชนะเหนือเนื้อหนัง  หากพระวิญญาณทรงพระราชกิจนี้โดยตรง พระองค์ก็จะไม่สามารถพิพากษาความเป็นกบฏทั้งหมดของมนุษย์ได้ และไม่สามารถเผยความไม่ชอบธรรมทั้งหมดของมนุษย์ออกมา  เนื่องจากพระราชกิจแห่งการพิพากษาถูกดำเนินการโดยผ่านมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์เกี่ยวกับพระเจ้าด้วย และมนุษย์ไม่เคยมีมโนคติอันหลงผิดใดเกี่ยวกับพระวิญญาณเลย ดังนั้น พระวิญญาณจึงไม่สามารถเผยความไม่ชอบธรรมของมนุษย์ได้ดีกว่า และยิ่งไม่สามารถเปิดโปงความไม่ชอบธรรมเช่นนั้นอย่างครบถ้วน  พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ทรงเป็นศัตรูของผู้ที่ไม่รู้จักพระองค์ทั้งปวง  พระองค์ทรงเปิดโปงความเป็นกบฏทั้งหมดของมวลมนุษย์ผ่านการพิพากษามโนคติอันหลงผิดและการต่อต้านพระองค์ของมนุษย์  ผลลัพธ์ของพระราชกิจของพระองค์ในเนื้อหนังเป็นที่ประจักษ์ชัดมากกว่าผลลัพธ์ของพระราชกิจของพระวิญญาณ  ดังนั้น การพิพากษามวลมนุษย์ทั้งปวงจึงไม่ถูกดำเนินการโดยพระวิญญาณโดยตรง แต่เป็นพระราชกิจของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์  มนุษย์สามารถมองเห็นและสัมผัสพระเจ้าในเนื้อหนังได้ และพระเจ้าในเนื้อหนังทรงสามารถพิชิตมนุษย์ได้โดยสมบูรณ์  มนุษย์จึงก้าวหน้าจากการต่อต้านไปสู่การนบนอบพระองค์ จากการข่มเหงพระองค์ไปสู่การยอมรับพระองค์ จากการมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระองค์ไปสู่การรู้จักพระองค์ และจากการปฏิเสธพระองค์ไปสู่การรักพระองค์—เหล่านี้คือผลลัพธ์ของพระราชกิจของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์  มนุษย์ได้รับการช่วยให้รอดโดยผ่านทางการยอมรับการพิพากษาของพระองค์เท่านั้น มนุษย์ค่อยๆ มารู้จักพระองค์ทีละน้อยโดยผ่านทางพระวจนะทั้งหลายจากพระโอษฐ์ของพระองค์เท่านั้น มนุษย์ได้รับการพิชิตโดยพระองค์ในระหว่างการที่เขาต่อต้านพระองค์ และเขาได้รับสิ่งหล่อเลี้ยงชีวิตจากพระองค์ในระหว่างการยอมรับการตีสอนของพระองค์  พระราชกิจทั้งหมดนี้คือพระราชกิจของพระเจ้าในเนื้อหนัง และมิใช่พระราชกิจของพระเจ้าในพระอัตลักษณ์ของพระองค์ในฐานะพระวิญญาณ

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามจำเป็นต้องมีความรอดจากพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์มากขึ้นทุกขณะ

212. เมื่อพระเจ้ายังไม่ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ ผู้คนไม่เข้าใจสิ่งที่พระองค์ตรัสมากนัก เพราะพระวจนะของพระองค์มาจากเทวสภาพอย่างสมบูรณ์  มุมมองและบริบทของสิ่งที่พระองค์ตรัสนั้นไม่ปรากฏแก่ตาและไม่อาจเอื้อมถึงสำหรับมวลมนุษย์ สิ่งนี้ได้รับการแสดงออกจากอาณาจักรฝ่ายวิญญาณที่ผู้คนไม่สามารถมองเห็นได้  สำหรับผู้คนที่ใช้ชีวิตในเนื้อหนัง พวกเขาไม่สามารถก้าวผ่านอาณาจักรฝ่ายวิญญาณได้  แต่หลังจากที่พระเจ้าได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ พระองค์ตรัสต่อมวลมนุษย์จากมุมมองของสภาวะความเป็นมนุษย์ และพระองค์เสด็จออกจากและผ่านขอบเขตของอาณาจักรฝ่ายวิญญาณ  พระองค์สามารถแสดงออกถึงพระอุปนิสัย เจตนารมณ์ และท่าทีที่แบบพระเจ้าของพระองค์โดยผ่านทางสิ่งต่างๆ ที่พวกมนุษย์สามารถจินตนาการได้ สิ่งต่างๆ ที่พวกเขามองเห็นและประสบพบเจอในชีวิตของพวกเขา และโดยใช้วิธีการที่พวกมนุษย์สามารถยอมรับได้ ในภาษาที่พวกเขาสามารถเข้าใจได้ และด้วยความรู้ที่พวกเขาสามารถจับความเข้าใจได้ เพื่อให้มวลมนุษย์สามารถเข้าใจและรู้จักพระเจ้า ทำความเข้าใจความปรารถนาของพระองค์และมาตรฐานที่พระองค์ทรงพึงประสงค์ภายในขอบเขตของขีดความสามารถของพวกเขา และจนถึงระดับที่พวกเขาสามารถทำได้  นี่คือวิธีการและหลักการของพระราชกิจของพระเจ้าในสภาวะความเป็นมนุษย์  ถึงแม้ว่าโดยส่วนใหญ่แล้วหนทางของพระเจ้าและหลักการของพระองค์ในการทรงพระราชกิจในเนื้อหนังสัมฤทธิ์ผลด้วยการใช้หรือโดยผ่านทางสภาวะความเป็นมนุษย์ แต่ก็สัมฤทธิ์ผลอย่างแท้จริงในผลลัพธ์ที่ไม่อาจสัมฤทธิ์ผลได้โดยการทรงพระราชกิจในเทวสภาพโดยตรง  พระราชกิจของพระเจ้าในสภาวะความเป็นมนุษย์นั้นเป็นรูปธรรม เป็นของแท้ และมุ่งเป้าหมายมากกว่า วิธีการต่างๆ มีความยืดหยุ่นมากกว่ามาก และในรูปร่างนั้นเกินหน้าจากพระราชกิจที่ทรงดำเนินการในช่วงระหว่างยุคธรรมบัญญัติ

—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระราชกิจของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระเจ้า และพระเจ้าพระองค์เอง 3

213. การเสด็จมาถึงของพระเจ้าในเนื้อหนังนี้ โดยเบื้องต้นแล้วหมายที่จะทำให้ผู้คนสามารถมองเห็นกิจการที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระเจ้า เพื่อทำให้พระวิญญาณอันไร้รูปเกิดเป็นจริงในเนื้อหนัง และเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้คนได้เห็นและสัมผัสพระองค์  ในหนทางนี้ บรรดาผู้ที่พระองค์ทรงทำให้ครบบริบูรณ์จะใช้ชีวิตไปตามพระองค์ จะได้รับการรับไว้โดยพระองค์ และจะตรงตามเจตนารมณ์ของพระองค์  หากพระเจ้าเพียงตรัสในสวรรค์เท่านั้น และไม่ได้เสด็จมายังแผ่นดินโลกอย่างเป็นจริง เช่นนั้นแล้ว ผู้คนก็คงจะยังไม่สามารถรู้จักพระเจ้า พวกเขาคงจะเพียงแค่สามารถประกาศกิจการทั้งหลายของพระเจ้าโดยใช้ทฤษฎีที่ว่างเปล่า และคงจะไม่มีพระวจนะของพระเจ้ามาเป็นความเป็นจริง  พระเจ้าได้เสด็จมาบนแผ่นดินโลก โดยเบื้องต้นแล้วก็เพื่อทรงปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างและเป็นต้นแบบสำหรับบรรดาผู้ที่พระองค์จะทรงรับไว้ เพียงด้วยเหตุนี้เท่านั้น ผู้คนจึงจะสามารถรู้จักพระเจ้า สัมผัสพระเจ้า และมองเห็นพระองค์ได้อย่างเป็นจริง และเมื่อนั้นเท่านั้นที่พวกเขาจะสามารถได้รับการรับไว้โดยพระเจ้าอย่างแท้จริง

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เจ้าควรรู้ว่า พระเจ้าผู้ทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริงคือพระเจ้าพระองค์เอง

214. เมื่อพระเจ้าทรงถ่อมพระองค์ลงจนถึงจุดหนึ่งเท่านั้น อีกนัยหนึ่งคือ เมื่อพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เท่านั้น มนุษย์จึงสามารถเป็นคนสนิทและคนไว้ใจของพระองค์  พระเจ้าทรงมีพระวิญญาณ กล่าวคือ ผู้คนมีคุณสมบัติที่จะเป็นคนสนิทของพระวิญญาณองค์นี้อย่างไร ผู้ทรงเป็นที่ยกย่องและไม่อาจหยั่งถึงได้ยิ่งนัก?  เมื่อพระวิญญาณของพระเจ้าเสด็จลงมาในเนื้อหนัง และกลายเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหนึ่งซึ่งมีลักษณะภายนอกแบบเดียวกันกับมนุษย์เท่านั้น ผู้คนจึงจะสามารถเข้าใจเจตนารมณ์ของพระองค์และได้รับการรับไว้โดยพระองค์ในหนทางซึ่งสัมพันธ์กับชีวิตจริง  พระองค์ตรัสและทรงพระราชกิจในเนื้อหนัง ทรงมีส่วนร่วมในความชื่นบานยินดี ความเศร้าโศก และความทุกข์ลำบากทั้งหลายของมนุษยชาติ ดำรงพระชนม์ชีพอยู่ในโลกเดียวกันกับมนุษยชาติ ทรงปกป้องมนุษยชาติ และทรงนำพวกเขา และโดยผ่านทางการนี้พระองค์ทรงชำระผู้คนให้สะอาดและทรงอนุญาตให้พวกเขาได้รับความรอดของพระองค์และพระพรของพระองค์ได้  เมื่อผู้คนได้รับสิ่งเหล่านี้แล้วและเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าอย่างแท้จริงแล้วเท่านั้น พวกเขาจึงสามารถเป็นคนสนิทของพระเจ้าได้  สิ่งนี้เท่านั้นที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง  หากพระเจ้าไม่ทรงปรากฏแก่ตาและไม่อาจจับต้องได้แก่ผู้คน เช่นนั้นแล้ว พวกเขาจะสามารถเป็นคนสนิทของพระองค์ได้อย่างไร?  นี่ไม่ใช่คำสอนที่ว่างเปล่าหรอกหรือ?

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, บรรดาผู้ที่รู้จักพระเจ้าและพระราชกิจของพระองค์เท่านั้นที่สามารถทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยได้

215. สำหรับบรรดาผู้คนทั้งหมดที่ดำรงชีวิตอยู่ในเนื้อหนังนั้น การเปลี่ยนอุปนิสัยของพวกเขาจำเป็นต้องมีเป้าหมายต่างๆ เพื่อไล่ตามเสาะหา และการรู้จักพระเจ้าจำเป็นต้องมีการเป็นประจักษ์พยานถึงกิจการอันสัมพันธ์กับชีวิตจริงทั้งหลายและพระพักตร์จริงของพระเจ้า  ทั้งสองนั้นสามารถสัมฤทธิ์ผลได้โดยเนื้อหนังซึ่งประสูติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าเท่านั้น และทั้งสองนั้นสามารถบรรลุถึงได้โดยเนื้อหนังที่ปกติและจับต้องได้เท่านั้น  นี่คือเหตุผลว่าทำไมการประสูติเป็นมนุษย์จึงเป็นสิ่งจำเป็น และทำไมจึงเป็นที่ต้องการของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามทุกคน  ในเมื่อผู้คนจำเป็นต้องรู้จักพระเจ้า ฉายาทั้งหลายของบรรดาพระเจ้าที่คลุมเครือและเหนือธรรมชาติต้องถูกขับไล่ออกไปจากหัวใจของพวกเขา และในเมื่อพวกเขาจำเป็นต้องกำจัดอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของพวกเขาออกไป พวกเขาก็ต้องรู้จักอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของพวกเขาเสียก่อน  หากมนุษย์เพียงแค่ทำงานเพื่อขับไล่ฉายาทั้งหลายของบรรดาพระเจ้าที่คลุมเครือออกไปจากหัวใจของผู้คนเท่านั้น เช่นนั้นแล้ว เขาก็จะไม่อาจสัมฤทธิ์ผลตามที่ตั้งใจไว้ได้  ฉายาทั้งหลายของบรรดาพระเจ้าที่คลุมเครือในหัวใจของผู้คนนั้นไม่สามารถถูกเปิดโปง ถูกกำจัดออกไป หรือถูกไล่ออกไปได้โดยสิ้นเชิงด้วยพระวจนะต่างๆ  เพียงอย่างเดียว  ท้ายที่สุดแล้วในการทำเช่นนี้ มันคงจะยังคงเป็นไปไม่ได้ที่จะขับไล่สิ่งที่หยั่งรากลึกเหล่านี้ไปจากผู้คน  มีเพียงการแทนที่สิ่งคลุมเครือและเหนือธรรมชาติเหล่านี้ด้วยพระเจ้าผู้ทรงภาคชีวิตจริงและพระฉายาที่แท้จริงของพระเจ้า และการทำให้ผู้คนค่อยๆ รู้จักสิ่งเหล่านั้นเท่านั้น จึงจะสามารถสัมฤทธิ์ประสิทธิผลที่เหมาะสมได้  มนุษย์ระลึกได้ว่าพระเจ้าผู้ที่เขาแสวงหาในอดีตกาลนั้นคลุมเครือและเหนือธรรมชาติ  สิ่งที่ทำให้สามารถสัมฤทธิ์ประสิทธิผลนี้ได้นั้นไม่ใช่การทรงนำโดยตรงของพระวิญญาณบริสุทธิ์ นับประสาอะไรที่จะใช่คำสอนทั้งหลายของบุคคลเฉพาะคนใดคนหนึ่ง แต่คือพระเจ้าซึ่งประสูติเป็นมนุษย์  มโนคติอันหลงผิดทั้งหลายของมนุษย์ถูกวางแผ่ออกเมื่อพระเจ้าซึ่งประสูติเป็นมนุษย์ทรงพระราชกิจของพระองค์อย่างเป็นกิจจะลักษณะ เพราะความเป็นปกติและความสัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระเจ้าซึ่งประสูติเป็นมนุษย์คือสิ่งที่ตรงกันข้ามกับพระเจ้าที่คลุมเครือและเหนือธรรมชาติในจินตนาการของมนุษย์  มโนคติอันหลงผิดดั้งเดิมทั้งหลายของมนุษย์สามารถถูกเผยออกมาได้ก็เฉพาะเมื่อถูกเทียบเคียงกับพระเจ้าซึ่งประสูติเป็นมนุษย์เท่านั้น  หากไม่มีการเปรียบเทียบกับพระเจ้าซึ่งประสูติเป็นมนุษย์ มโนคติอันหลงผิดทั้งหลายของมนุษย์ก็คงจะไม่สามารถถูกเผยออกมาได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ หากไม่มีความสัมพันธ์กับชีวิตจริงมาเป็นเครื่องตีพ่าย สิ่งคลุมเครือทั้งหลายก็คงไม่สามารถถูกเผยออกมา  ไม่มีผู้ใดสามารถใช้พระวจนะทั้งหลายเพื่อทำพระราชกิจนี้ได้ และไม่มีผู้ใดสามารถแสดงชัดถึงพระราชกิจนี้โดยใช้พระวจนะทั้งหลายได้  พระเจ้าพระองค์เองสามารถทรงพระราชกิจของพระองค์เองได้ และไม่มีผู้ใดอื่นที่สามารถทำพระราชกิจนี้ในนามของพระองค์ได้  ไม่สำคัญว่าภาษาของมนุษย์จะอุดมเพียงใด เขาไม่สามารถที่จะแสดงชัดถึงความสัมพันธ์กับชีวิตจริงและความเป็นปกติของพระเจ้าได้  หากพระเจ้าทรงพระราชกิจท่ามกลางมนุษย์โดยพระองค์เองและทรงแสดงพระฉายาของพระองค์และสิ่งทรงเป็นของพระองค์ออกมาโดยครบบริบูรณ์ มนุษย์ก็สามารถเพียงแค่รู้จักพระองค์อย่างสัมพันธ์กับชีวิตจริงมากขึ้นเท่านั้น และสามารถเพียงแค่มองเห็นพระองค์ได้ชัดเจนขึ้นเท่านั้น  ไม่มีมนุษย์ที่มีเนื้อหนังคนใดสามารถสัมฤทธิ์ประสิทธิผลนี้ได้  แน่นอนว่า พระวิญญาณของพระเจ้าก็ไม่สามารถที่จะสัมฤทธิ์ประสิทธิผลนี้ด้วยเช่นกัน  พระเจ้าสามารถช่วยมนุษย์ที่เสื่อมทรามให้รอดจากอิทธิพลของซาตานได้ แต่พระราชกิจนี้ไม่สามารถสำเร็จลุล่วงโดยตรงได้โดยพระวิญญาณของพระเจ้า ตรงกันข้าม มันสามารถกระทำได้โดยเนื้อหนังที่พระวิญญาณของพระเจ้าทรงสวม โดยเนื้อหนังซึ่งประสูติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าเท่านั้น  เนื้อหนังนี้คือมนุษย์และคือพระเจ้าด้วยเช่นกัน คือมนุษย์ที่มีสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติและพระเจ้าซึ่งทรงมีเทวสภาพเต็มเปี่ยมด้วยเช่นกัน  และดังนั้น ถึงแม้ว่าเนื้อหนังนี้จะไม่ใช่พระวิญญาณของพระเจ้า และแตกต่างอย่างยิ่งจากพระวิญญาณ แต่เนื้อหนังนี้ยังคงทรงเป็นพระเจ้าพระองค์เองซึ่งประสูติเป็นมนุษย์ผู้ทรงช่วยมนุษย์ให้รอด ผู้ซึ่งทรงเป็นพระวิญญาณและเป็นเนื้อหนังด้วยเช่นกัน  ไม่สำคัญว่าพระองค์จะได้รับการเรียกขานว่าอะไร ท้ายที่สุดแล้วเนื้อหนังนั้นก็ยังคงทรงเป็นพระเจ้าพระองค์เองผู้ซึ่งทรงช่วยมวลมนุษย์ให้รอด  เนื่องจากพระวิญญาณของพระเจ้าไม่อาจทรงแยกกันได้จากเนื้อหนัง และพระราชกิจของเนื้อหนังก็เป็นพระราชกิจของพระวิญญาณของพระเจ้าด้วยเช่นกัน มันเป็นเพียงแค่ว่าพระราชกิจนี้ไม่กระทำขึ้นโดยใช้พระอัตลักษณ์ของพระวิญญาณ แต่กระทำขึ้นโดยใช้อัตลักษณ์ของเนื้อหนัง  พระราชกิจที่จำเป็นต้องกระทำโดยพระวิญญาณโดยตรงนั้นไม่จำเป็นต้องมีการประสูติเป็นมนุษย์ และพระราชกิจที่จำเป็นต้องให้เนื้อหนังทำนั้นไม่สามารถกระทำได้โดยพระวิญญาณโดยตรง และสามารถกระทำได้โดยพระเจ้าซึ่งประสูติเป็นมนุษย์เท่านั้น  นี่คือสิ่งที่จำเป็นสำหรับพระราชกิจนี้ และคือสิ่งที่มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามต้องการ  ในพระราชกิจสามช่วงระยะของพระเจ้านั้น มีเพียงช่วงระยะหนึ่งเท่านั้นที่พระวิญญาณทรงดำเนินการโดยตรง และสองช่วงระยะที่เหลือนั้นดำเนินการโดยพระเจ้าซึ่งประสูติเป็นมนุษย์ และไม่ใช่โดยพระวิญญาณโดยตรง  พระราชกิจในยุคธรรมบัญญัติที่พระวิญญาณทรงกระทำนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์ และไม่ได้มีความสัมพันธ์ใดๆ  กับความรู้ของมนุษย์ในเรื่องพระเจ้าด้วย  อย่างไรก็ตาม พระราชกิจของเนื้อหนังของพระเจ้าในยุคพระคุณและยุคแห่งราชอาณาจักรนั้น เกี่ยวข้องกับอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์และความรู้ของเขาในเรื่องพระเจ้า และเป็นตอนที่สำคัญและวิกฤติของพระราชกิจแห่งความรอด  เพราะฉะนั้น มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามจึงต้องการความรอดของพระเจ้าซึ่งประสูติเป็นมนุษย์มากกว่า และต้องการพระราชกิจโดยตรงของพระเจ้าซึ่งประสูติเป็นมนุษย์มากกว่า  มวลมนุษย์ต้องการพระเจ้าซึ่งประสูติเป็นมนุษย์มาเลี้ยงดูเขา สนับสนุนเขา ให้น้ำเขา ให้อาหารเขา พิพากษาและตีสอนเขา และเขาต้องการพระคุณมากขึ้นและการไถ่ที่ยิ่งใหญ่ขึ้นจากพระเจ้าซึ่งประสูติเป็นมนุษย์  มีเพียงพระเจ้าในเนื้อหนังเท่านั้นที่สามารถเป็นคนสนิทของมนุษย์ เป็นผู้เลี้ยงดูมนุษย์ เป็นความช่วยเหลือในปัจจุบันนี้ของมนุษย์ และทั้งหมดนี้เป็นความจำเป็นของการประสูติเป็นมนุษย์ทั้งในวันนี้และในอดีตกาล

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามจำเป็นต้องมีความรอดจากพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์มากขึ้นทุกขณะ

216. พระเจ้าเสด็จมายังแผ่นดินโลกเพื่อทรงพระราชกิจของพระองค์ท่ามกลางมนุษย์ เพื่อเผยพระองค์เองแก่มนุษย์และเปิดโอกาสให้มนุษย์มองเห็นพระองค์ด้วยพระองค์เอง นี่ใช่เรื่องเล็กหรือไม่?  นี่ไม่เรียบง่ายเลยจริงๆ!  การนี้มิได้เป็นดังที่มนุษย์จินตนาการว่าพระเจ้าเสด็จมาเพื่อให้มนุษย์มองดูพระองค์ เพื่อให้มนุษย์เข้าใจว่าพระเจ้าทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริงและไม่คลุมเครือหรือกลวงเปล่า และเข้าใจว่าพระเจ้าทรงสูงส่ง แต่ก็ถ่อมพระทัยด้วย  เป็นไปได้หรือที่การนี้จะเรียบง่ายเช่นนั้น?  แท้ที่จริงแล้วเป็นเพราะซาตานได้ทำให้เนื้อหนังของมนุษย์เสื่อมทราม และมนุษย์คือผู้ที่พระเจ้าตั้งพระทัยที่จะช่วยให้รอด พระเจ้าจึงต้องทรงยอมรับเนื้อหนังเพื่อทำการสู้รบกับซาตานและเพื่อเป็นผู้เลี้ยงมนุษย์ด้วยพระองค์เอง  นี่เท่านั้นที่เป็นผลดีต่อพระราชกิจของพระองค์  เนื้อหนังที่ประสูติเป็นมนุษย์ทั้งสองครั้งของพระเจ้ามีขึ้นเพื่อทำให้ซาตานปราชัย และเพื่อช่วยมนุษย์ให้รอดได้ดีขึ้นด้วย  นั่นเป็นเพราะผู้ที่จะสู้รบกับซาตานต้องเป็นพระเจ้าเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นพระวิญญาณของพระเจ้าหรือเนื้อหนังที่ประสูติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าก็ตาม  กล่าวสั้นๆ ได้ว่า ผู้ที่จะสู้รบกับซาตานไม่สามารถเป็นทูตสวรรค์ และยิ่งไม่อาจเป็นมนุษย์ที่ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามไปแล้วได้  บรรดาทูตสวรรค์ไร้พลังอำนาจที่จะต่อสู้ในการสู้รบครั้งนี้ และมนุษย์ก็ไร้พละกำลังยิ่งกว่านั้นเสียอีก  เมื่อเป็นเช่นนี้ หากพระเจ้าทรงปรารถนาที่จะปรับปรุงชีวิตของมนุษย์ หากพระองค์ปรารถนาที่จะเสด็จมายังแผ่นดินโลกเพื่อช่วยมนุษย์ให้รอดด้วยพระองค์เอง เช่นนั้นแล้ว พระองค์ต้องทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ด้วยพระองค์เอง—นั่นคือ พระองค์ต้องทรงยอมรับเนื้อหนังด้วยพระองค์เอง และเสด็จมาท่ามกลางมนุษย์และช่วยมนุษย์ให้รอดด้วยพระองค์เอง พร้อมกับอัตลักษณ์โดยกำเนิดของพระองค์และพระราชกิจที่พระองค์ต้องทำ  หาไม่แล้ว หากเป็นมนุษย์หรือพระวิญญาณของพระเจ้าที่ทรงพระราชกิจนี้ เช่นนั้นแล้ว การสู้รบนี้ก็จะไม่เกิดผลและจะไม่มีวันจบสิ้น  มีเพียงเมื่อพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อทำสงครามกับซาตานด้วยพระองค์เองท่ามกลางมนุษย์เท่านั้น มนุษย์จึงจะมีโอกาสแห่งความรอด  ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อนั้นเท่านั้น ซาตานจึงจะอับอายและจากไปโดยหมดโอกาสหาประโยชน์ใส่ตัว  หรือแผนการให้ลงมือ  พระวิญญาณของพระเจ้าไม่สามารถสัมฤทธิ์พระราชกิจที่พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ทำได้ และย่อมจะเป็นไปไม่ได้ยิ่งขึ้นที่มนุษย์ผู้มีเนื้อหนังจะทำการนั้นแทนพระเจ้า เพราะพระราชกิจที่พระองค์ทำนั้นเป็นไปเพื่อชีวิตของมนุษย์ และเพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์  หากมนุษย์เข้าร่วมการสู้รบนี้ เขาย่อมจะเอาแต่เผ่นหนีด้วยความระส่ำระสายที่น่าเศร้าเท่านั้น แล้วก็แค่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเขาได้เท่านั้น  เขาจะไม่สามารถช่วยมนุษย์ให้รอดจากกางเขนหรือพิชิตมวลมนุษย์ที่เป็นกบฏทั้งปวงได้ แต่จะทำได้เพียงงานเก่าๆ เล็กๆ น้อยๆ ที่ก้าวไม่พ้นหลักธรรมทั้งหลาย หรือไม่ก็เป็นงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำให้ซาตานปราชัย  ดังนี้แล้วจะลำบากไปไย?  พระราชกิจที่ไม่สามารถได้มวลมนุษย์มาและยิ่งไม่อาจทำให้ซาตานปราชัย มีความสำคัญอันใดหรือ?  และเช่นนี้เอง การสู้รบกับซาตานจึงสามารถดำเนินการได้โดยพระเจ้าพระองค์เองเท่านั้น และแค่เป็นไปไม่ได้ที่มนุษย์จะทำการนั้น  หน้าที่ของมนุษย์คือนบนอบและติดตาม เพราะมนุษย์ไม่สามารถทำงานที่ละม้ายคล้ายการสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกได้ และยิ่งไปกว่านั้น เขาไม่สามารถดำเนินงานแห่งการสู้รบกับซาตานได้  มนุษย์สามารถเพียงทำให้พระผู้สร้างพึงพอพระทัยภายใต้การนำทางของพระเจ้าพระองค์เอง ซึ่งจะทำให้ซาตานพลอยปราชัยไปด้วย นี่คือสิ่งเดียวเท่านั้นที่มนุษย์สามารถทำได้  และดังนั้นทุกครั้งที่การสู้รบครั้งใหม่เริ่มขึ้น ซึ่งหมายความว่าทุกครั้งที่พระราชกิจของยุคใหม่เริ่มต้นขึ้น พระเจ้าพระองค์เองย่อมทำพระราชกิจนี้ด้วยพระองค์เอง และพระองค์ทรงนำทางยุคทั้งยุคและเปิดเส้นทางใหม่สำหรับมวลมนุษย์ทั้งปวงโดยผ่านทางการทำพระราชกิจใหม่นี้  อรุณรุ่งของยุคใหม่แต่ละยุคคือการเริ่มสู้รบกับซาตานใหม่ และโดยผ่านทางการนี้ มนุษย์ก็เข้าสู่อาณาจักรที่งดงามขึ้น ใหม่ขึ้น และเข้าสู่ยุคใหม่ที่มีพระเจ้าพระองค์เองทรงนำทางด้วยพระองค์เอง

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การฟื้นฟูชีวิตที่ปกติของมนุษย์และการนำมนุษย์ไปสู่บั้นปลายอันน่าอัศจรรย์

217. เหตุใดเราจึงพูดว่าความหมายของการประสูติเป็นมนุษย์ไม่ได้ครบบริบูรณ์ในพระราชกิจของพระเยซู?  นั่นเป็นเพราะพระวจนะไม่ได้กลายมาเป็นเนื้อหนังทั้งหมด  สิ่งที่พระเยซูทรงทำเป็นเพียงส่วนหนึ่งของพระราชกิจในเนื้อหนังของพระเจ้า  พระองค์ทรงปฏิบัติเพียงพระราชกิจแห่งการไถ่ และไม่ได้ทรงปฏิบัติพระราชกิจแห่งการได้รับมนุษย์อย่างบริบูรณ์  ด้วยเหตุผลนี้ พระเจ้าจึงทรงบังเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้งในยุคสุดท้าย  พระราชกิจช่วงระยะนี้ยังเสร็จสิ้นในเนื้อหนังที่ธรรมดา กระทำโดยมนุษย์ที่ปกติอย่างที่สุด มนุษย์ที่สภาวะความเป็นมนุษย์ไม่ได้เหนือธรรมชาติแม้แต่น้อย  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พระเจ้าได้ทรงกลายเป็นมนุษย์อย่างบริบูรณ์  พระองค์ทรงเป็นผู้ที่มีพระอัตลักษณ์ของพระเจ้า มนุษย์ที่บริบูรณ์ เนื้อหนังที่บริบูรณ์ ผู้ที่กำลังปฏิบัติพระราชกิจ  ตาของมนุษย์มองเห็นกายที่มีเนื้อหนังที่ไม่ได้เหนือธรรมชาติเลย ผู้ที่ธรรมดายิ่งที่สามารถพูดภาษาของสวรรค์ ผู้ที่ไม่แสดงหมายสำคัญมหัศจรรย์ใดๆ ไม่แสดงการอัศจรรย์ใดๆ นับประสาอะไรที่จะเผยความจริงภายในเกี่ยวกับศาสนาในหอประชุมที่ยิ่งใหญ่  สำหรับผู้คนแล้ว พระราชกิจของเนื้อหนังซึ่งพระเจ้าประสูติเป็นมนุษย์ครั้งที่สองดูไม่เหมือนกับของครั้งแรกเอาเสียเลย ไม่เหมือนมากจนเนื้อหนังทั้งสองครั้งดูไม่มีสิ่งใดร่วมกันเลย และไม่มีสิ่งใดในพระราชกิจครั้งที่หนึ่งที่สามารถพบได้ในครั้งนี้  แม้ว่าพระราชกิจของเนื้อหนังที่พระเจ้าประสูติเป็นมนุษย์ครั้งที่สองจะแตกต่างจากครั้งแรก นั่นก็ไม่ได้พิสูจน์ว่าแหล่งกำเนิดของทั้งสองครั้งไม่ได้เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกัน  แหล่งกำเนิดของทั้งสองครั้งจะเป็นสิ่งเดียวกันหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับธรรมชาติของพระราชกิจที่เนื้อหนังทั้งสองได้กระทำ ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับเปลือกนอกของเนื้อหนังนั้น  ในระหว่างพระราชกิจสามช่วงระยะของพระองค์ พระเจ้าประสูติเป็นมนุษย์สองครั้ง และในทั้งสองครั้งพระราชกิจของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ก็เปิดฉากยุคใหม่และนำพระราชกิจใหม่เข้ามา  การประสูติเป็นมนุษย์ทั้งสองครั้งนั้นเสริมซึ่งกันและกัน  เป็นไปไม่ได้เลยที่ตามนุษย์จะบอกได้ว่าเนื้อหนังทั้งสองมาจากแหล่งกำเนิดเดียวกันจริงๆ  ไม่ต้องบอกก็รู้ว่านี่อยู่เหนือความสามารถของตามนุษย์หรือจิตใจมนุษย์  แต่ในแก่นสารของเนื้อหนังทั้งสองแล้วเป็นสิ่งเดียวกัน เพราะพระราชกิจของเนื้อหนังทั้งสองมีจุดเริ่มต้นจากพระวิญญาณเดียวกัน  เนื้อหนังที่พระเจ้าประสูติเป็นมนุษย์ทั้งสองครั้งจะเกิดขึ้นจากแหล่งกำเนิดเดียวกันหรือไม่นั้นไม่สามารถตัดสินได้โดยยุคและสถานที่ที่เนื้อหนังทั้งสองเกิดขึ้นหรือปัจจัยดังกล่าวอื่นๆ แต่ตัดสินได้โดยพระราชกิจที่เป็นของพระเจ้าที่เนื้อหนังทั้งสองได้แสดงออก  เนื้อหนังที่พระเจ้าประสูติเป็นมนุษย์ครั้งที่สองไม่ได้กระทำพระราชกิจใดๆ ที่พระเยซูทรงได้กระทำ เพราะพระราชกิจของพระเจ้าไม่ได้ยึดติดอยู่กับแบบแผน แต่เปิดเส้นทางใหม่ๆ ในแต่ละครั้ง  เนื้อหนังที่พระเจ้าประสูติเป็นมนุษย์ครั้งที่สองไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อจะทำให้ความประทับใจที่จิตใจของผู้คนมีเกี่ยวกับเนื้อหนังครั้งแรกลึกซึ้งหรือแข็งแกร่งยิ่งขึ้น แต่เพื่อเสริมและทำให้ความประทับใจนั้นเพียบพร้อม เพื่อทำให้ความรู้ที่มนุษย์มีเกี่ยวกับพระเจ้าลึกซึ้งขึ้น เพื่อทำลายกฎทั้งหมดที่มีอยู่ในหัวใจของผู้คน และเพื่อขจัดภาพเกี่ยวกับพระเจ้าที่ไม่ถูกต้องในหัวใจของพวกเขา  สามารถกล่าวได้ว่าไม่มีช่วงระยะใดของพระราชกิจของพระเจ้าเองที่สามารถให้ความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าอย่างบริบูรณ์แก่มนุษย์  แต่ละช่วงระยะให้ความรู้เพียงส่วนหนึ่ง ไม่ใช่ทั้งหมด  แม้ว่าพระเจ้าทรงแสดงออกถึงพระอุปนิสัยของพระองค์ทั้งหมด แต่เพราะความสามารถที่จำกัดของมนุษย์ในการจับใจความ ความรู้ที่เขามีเกี่ยวกับพระเจ้าจึงยังคงไม่บริบูรณ์  เป็นไปไม่ได้เลยที่จะสื่อสารถึงทั้งหมดทั้งปวงของพระอุปนิสัยของพระเจ้าโดยใช้ภาษาของมนุษย์  ยิ่งไปกว่านั้น ช่วงระยะหนึ่งของพระราชกิจของพระองค์จะสามารถแสดงออกถึงพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ได้อย่างไร?  พระองค์ทรงพระราชกิจในเนื้อหนังภายใต้การบังตาด้วยความเป็นมนุษย์ที่ปกติของพระองค์ และคนเราสามารถรู้จักพระองค์ได้จากการแสดงออกถึงเทวสภาพของพระองค์เท่านั้น ไม่ใช่จากเปลือกร่างกายของพระองค์  พระเจ้าเสด็จมาในเนื้อหนังเพื่อให้มนุษย์สามารถรู้จักพระองค์ได้โดยวิถีทางแห่งพระราชกิจทั้งหลายของพระองค์ และไม่มีช่วงระยะสองช่วงใดๆ ของพระราชกิจของพระองค์ที่เหมือนกัน  มนุษย์สามารถมีความรู้ที่ครบถ้วนเกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้าในเนื้อหนังได้ในหนทางนี้เท่านั้น ซึ่งไม่ได้ถูกจำกัดขอบเขตอยู่ในด้านเหลี่ยมมุมหนึ่งเดียว  แม้ว่าพระราชกิจของเนื้อหนังที่พระเจ้าประสูติเป็นมนุษย์สองครั้งจะแตกต่างกัน แต่แก่นสารของเนื้อหนังและแหล่งกำเนิดของพระราชกิจของเนื้อหนังทั้งสองนั้นเหมือนกัน เป็นเพียงแค่ว่าเนื้อหนังทั้งสองมีอยู่เพื่อกระทำพระราชกิจที่แตกต่างสองช่วงระยะ และเกิดขึ้นในยุคที่แตกต่างกันสองยุค  ไม่ว่าอะไรก็ตาม เนื้อหนังซึ่งประสูติเป็นมนุษย์ของพระเจ้ามีแก่นสารเดียวกันและจุดกำเนิดเดียวกัน—นี่คือความจริงที่ไม่มีผู้ใดสามารถปฏิเสธได้

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, แก่นแท้ของเนื้อหนังที่พระเจ้าประทับ

218. พระเจ้าในการประสูติเป็นมนุษย์ครั้งแรกของพระองค์ไม่ได้ทรงปฏิบัติพระราชกิจของการประสูติเป็นมนุษย์จนครบบริบูรณ์  พระองค์ทรงเพียงแต่ปฏิบัติพระราชกิจในขั้นตอนแรกที่พระเจ้าในเนื้อหนังควรทรงปฏิบัติเท่านั้น  ดังนั้น เพื่อให้พระราชกิจของการประสูติเป็นมนุษย์เสร็จสมบูรณ์ พระเจ้าได้ทรงกลับมายังเนื้อหนังอีกครั้ง และดำเนินพระชนม์ชีพตามความเป็นปกติและความสัมพันธ์กับชีวิตจริงทั้งปวงของเนื้อหนัง นั่นคือ การทำให้พระวจนะของพระเจ้าได้รับการสำแดงในเนื้อหนังที่ปกติธรรมดาที่สุด และด้วยการนั้น จึงทำให้พระราชกิจที่พระองค์ยังทรงกระทำไม่เสร็จสมบูรณ์ในเนื้อหนังได้สรุปปิดตัวลง  เนื้อหนังซึ่งประสูติเป็นมนุษย์ครั้งที่สองมีแก่นแท้เหมือนกับเนื้อหนังแรก แต่พระองค์ทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริงมากขึ้นอีก เป็นปกติมากยิ่งกว่าเนื้อหนังแรก  ดังนั้นแล้ว ความทุกข์ที่เนื้อหนังซึ่งประสูติเป็นมนุษย์ครั้งที่สองสู้ทนจึงมากกว่าของเนื้อหนังครั้งที่หนึ่ง แต่ความทุกข์นี้เป็นผลจากพันธกิจของพระองค์ของในเนื้อหนัง ซึ่งไม่เหมือนกับความทุกข์ของมนุษย์ที่ถูกทำให้เสื่อมทราม  นอกจากนี้ยังเกิดจากความเป็นปกติและความสัมพันธ์กับชีวิตจริงของเนื้อหนังของพระองค์ด้วย  เพราะพระองค์ทรงปฏิบัติพันธกิจของพระองค์ในเนื้อหนังที่ปกติและสัมพันธ์กับชีวิตจริงอย่างที่สุด เนื้อหนังนี้จึงต้องสู้ทนความยากลำบากมากมาย  ยิ่งเนื้อหนังนี้เป็นปกติและสัมพันธ์กับชีวิตจริงมากขึ้นเท่าใด พระองค์ก็จะยิ่งทรงทนทุกข์ในการปฏิบัติพันธกิจของพระองค์ยิ่งขึ้นเท่านั้น  พระราชกิจของพระเจ้าได้รับการแสดงออกในเนื้อหนังสามัญอย่างยิ่ง เนื้อหนังที่ไม่ได้เกินธรรมชาติเลย  เนื่องจากเนื้อหนังของพระองค์ปกติและยังต้องรับภาระพระราชกิจในการช่วยมนุษย์ให้รอดเช่นกัน พระองค์จึงทรงทนทุกข์ในระดับที่มากยิ่งกว่าที่เนื้อหนังที่เกินธรรมชาติจะเป็น—และความทุกข์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์กับชีวิตจริงและความเป็นปกติของเนื้อหนังของพระองค์  คนเราสามารถมองเห็นแก่นแท้ของเนื้อหนังซึ่งประสูติเป็นมนุษย์ได้จากความทุกข์ที่เนื้อหนังซึ่งประสูติเป็นมนุษย์ทั้งสองครั้งได้ก้าวผ่านขณะที่ปฏิบัติพันธกิจของพระองค์ทั้งหลาย  ยิ่งเนื้อหนังเป็นปกติมากขึ้นเท่าใด ความยากลำบากที่พระองค์ต้องทรงสู้ทนขณะที่ทรงปฏิบัติพระราชกิจก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น  ยิ่งเนื้อหนังที่ดำเนินพระราชกิจสัมพันธ์กับชีวิตจริงมากขึ้นเท่าใด มโนคติอันหลงผิดของผู้คนก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น และภยันตรายก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะบังเกิดกับพระองค์มากขึ้นเท่านั้น  กระนั้น ยิ่งเนื้อหนังสัมพันธ์กับชีวิตจริงมากขึ้นเท่าใด และยิ่งเนื้อหนังมีความต้องการและประสาทสัมผัสทั้งหมดของมนุษย์ที่ปกติมากขึ้นเท่าใด พระองค์ก็ยิ่งจะทรงมีความสามารถในการรับพระราชกิจของพระเจ้าในเนื้อหนังมากขึ้นเท่านั้น  พระเยซูทรงถูกตรึงกางเขนด้วยการใช้เนื้อหนังและพระองค์ทรงรับใช้ในฐานะเครื่องบูชาลบล้างบาปด้วยการใช้เนื้อหนัง นั่นก็คือ พระองค์ทรงเอาชนะซาตานและช่วยมนุษย์ให้รอดจากกางเขนได้อย่างบริบูรณ์โดยผ่านทางเนื้อหนังที่มีสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติ  ผู้ประสูติเป็นมนุษย์ครั้งที่สองทรงประกอบพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยและเอาชนะซาตานด้วยการใช้เนื้อหนังที่ครบบริบูรณ์  เนื้อหนังที่ปกติและสัมพันธ์กับชีวิตจริงทุกประการเท่านั้นที่สามารถกระทำพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยทั้งหมดทั้งมวลและเป็นคำพยานที่ทรงพลัง  กล่าวคือ การพิชิตมนุษย์บรรลุผลลัพธ์ก็เพราะความสัมพันธ์กับชีวิตจริงและความเป็นปกติของพระเจ้าในเนื้อหนัง ไม่ใช่เพราะการอัศจรรย์และการเปิดเผยที่เหนือธรรมชาติ  พันธกิจที่พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ทรงปฏิบัตินี้คือการตรัส และโดยผ่านทางการตรัสนั้นพระองค์จึงพิชิตและทำให้มนุษย์เพียบพร้อม  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พระราชกิจของพระวิญญาณที่กลายเป็นจริงในเนื้อหนังย่อมเป็นการตรัส และพระราชกิจของเนื้อหนังนั้นย่อมเป็นการตรัส ด้วยการตรัสจึงสัมฤทธิ์จุดประสงค์ของการพิชิต การเปิดเผย การทำให้เพียบพร้อม และการกำจัดผู้คนออกไปอย่างสิ้นเชิง  และดังนั้นแล้ว พระราชกิจของพระเจ้าในเนื้อหนังจึงจะสำเร็จลุล่วงอย่างครบถ้วนในพระราชกิจแห่งการพิชิตชัย  พระราชกิจแห่งการชดใช้ให้บาปของมนุษย์เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของพระราชกิจแห่งการประสูติเป็นมนุษย์  เนื้อหนังที่กระทำพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยเท่านั้นที่ปฏิบัติพระราชกิจแห่งการประสูติเป็นมนุษย์ทั้งหมดให้ครบบริบูรณ์  ในด้านเพศสภาพ มีครั้งหนึ่งเป็นชายและอีกครั้งหนึ่งเป็นหญิง ดังนั้นจึงทำให้นัยสำคัญของการประสูติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าครบบริบูรณ์ และขจัดมโนคติอันหลงผิดที่มนุษย์มีเกี่ยวกับพระเจ้า กล่าวคือ พระเจ้าสามารถบังเกิดเป็นได้ทั้งชายและหญิง และตามแก่นแท้แล้ว พระเจ้าผู้ทรงประสูติเป็นมนุษย์นั้นไร้เพศ  พระองค์ทรงสร้างทั้งชายและหญิง และสำหรับพระองค์แล้วไม่มีการแบ่งแยกของเพศ  ในพระราชกิจในช่วงระยะนี้ พระเจ้าไม่ได้ทรงแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์เพื่อให้พระราชกิจสัมฤทธิ์ผลลัพธ์โดยการใช้พระวจนะ  ยิ่งไปกว่านั้น เหตุผลสำหรับการนี้เป็นเพราะพระราชกิจของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ในครั้งนี้ไม่ใช่การรักษาคนป่วยและขับผี แต่เป็นการพิชิตมนุษย์โดยการตรัส กล่าวได้ว่าความสามารถโดยกำเนิดที่เนื้อหนังของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์นี้มีคือการตรัสพระวจนะและพิชิตมนุษย์ ไม่ใช่การรักษาคนป่วยและขับผี  พระราชกิจของพระองค์ในสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติไม่ใช่การแสดงการอัศจรรย์ ไม่ใช่การรักษาคนป่วยและขับผี แต่เป็นการตรัส และดังนั้น สำหรับผู้คนแล้ว เนื้อหนังซึ่งประสูติเป็นมนุษย์ครั้งที่สองจึงดูเป็นปกติมากกว่าครั้งแรก  ผู้คนมองเห็นว่าการประสูติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าไม่ใช่เรื่องโกหก แต่พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์พระองค์นี้ก็ทรงแตกต่างจากพระเยซูผู้ประสูติเป็นมนุษย์ และถึงแม้ว่าทั้งสองพระองค์ต่างเป็นพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ แต่ทั้งสองพระองค์ก็ไม่ได้ทรงเป็นสิ่งเดียวกันไปทั้งหมด  พระเยซูทรงมีสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติ สภาวะความเป็นมนุษย์ที่ธรรมดา แต่พระองค์ทรงมีหมายสำคัญและการอัศจรรย์มากมายเสริมเพิ่มเติมด้วย  ในพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์นี้ ตาของมนุษย์จะมองไม่เห็นหมายสำคัญหรือการอัศจรรย์ ไม่เห็นทั้งการรักษาคนป่วยและการขับผี ไม่เห็นทั้งการเดินบนทะเล ไม่เห็นทั้งการอดอาหารนานสี่สิบวัน… พระองค์ไม่ได้ทรงปฏิบัติพระราชกิจเดียวกันกับที่พระเยซูทรงปฏิบัติ ไม่ใช่เพราะว่าตามแก่นแท้แล้วเนื้อหนังของพระองค์แตกต่างจากเนื้อหนังของพระเยซู แต่เป็นเพราะว่าการรักษาคนป่วยและการขับผีไม่ใช่พันธกิจของพระองค์  พระองค์ไม่ทรงทำลายพระราชกิจของพระองค์เอง และไม่รบกวนพระราชกิจของพระองค์เอง  เนื่องจากพระองค์ทรงพิชิตมนุษย์ผ่านทางพระวจนะที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง จึงไม่มีความจำเป็นต้องทำให้การอัศจรรย์อยู่เหนือพระองค์ และดังนั้นช่วงระยะนี้จึงเป็นไปเพื่อทำพระราชกิจแห่งการประสูติเป็นมนุษย์ให้ครบบริบูรณ์

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, แก่นแท้ของเนื้อหนังที่พระเจ้าประทับ

219. พระราชกิจแต่ละช่วงระยะที่พระเจ้าทรงปฏิบัติมีนัยสำคัญในทางปฏิบัติของมันเอง  ย้อนกลับไป เมื่อพระเยซูเสด็จมา พระองค์เสด็จมาในรูปแบบของชาย และเมื่อพระเจ้าเสด็จมาครั้งนี้ รูปแบบของพระองค์ทรงเป็นหญิง  จากสิ่งนี้ เจ้าสามารถมองเห็นได้ว่าสรรพสิ่งที่ทรงสร้างของพระเจ้าทั้งที่เป็นชายและหญิงสามารถเป็นประโยชน์ในพระราชกิจของพระองค์ได้ และกับพระองค์แล้วนั้น ไม่มีความแตกต่างกันในด้านเพศ  เมื่อพระวิญญาณของพระองค์เสด็จมา พระองค์สามารถใช้มนุษย์ใดๆ ก็ได้ตามที่พระองค์พอพระทัย และมนุษย์ผู้นั้นสามารถเป็นตัวแทนพระองค์ได้ ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิงก็สามารถแสดงถึงพระเจ้าได้ตราบเท่าที่มนุษย์ผู้นั้นเป็นมนุษย์ที่พระเจ้าประสูติมา  หากพระเยซูประสูติเป็นผู้หญิงเมื่อพระองค์เสด็จมา กล่าวคือ หากพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงปฏิสนธิในครรภ์เป็นทารกหญิง และไม่ใช่เด็กชาย พระราชกิจในช่วงระยะนั้นจะยังเสร็จสิ้นสมบูรณ์ทั้งหมดเหมือนเช่นเดิม  หากเป็นกรณีนั้น พระราชกิจในช่วงระยะปัจจุบันก็จะต้องทำให้เสร็จสมบูรณ์ด้วยชายแทน แต่พระราชกิจก็จะยังเสร็จสิ้นสมบูรณ์ทั้งหมดเหมือนเช่นเดิม  พระราชกิจที่ทรงกระทำในแต่ละช่วงระยะมีนัยสำคัญของช่วงระยะนั้น ทั้งสองระยะจะไม่มีการกระทำซ้ำ และทั้งสองระยะไม่มีความขัดแย้งกัน  ณ ขณะนั้น ในการปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์ พระเยซูทรงได้รับการเรียกขานว่าเป็นพระบุตรพระองค์เดียว และ “พระบุตร” แสดงนัยถึงเพศชาย  เหตุใดจึงไม่มีการกล่าวถึงพระบุตรพระองค์เดียวนั้นในระยะปัจจุบันนี้?  นั่นเป็นเพราะข้อพึงประสงค์ของพระราชกิจทำให้จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงเพศจากเพศของพระเยซู  กับพระเจ้าแล้ว เพศไม่มีความแตกต่าง  พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์ตามที่ทรงปรารถนา และในการปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์นั้น พระองค์ไม่ทรงอยู่ภายใต้ข้อจำกัดใด แต่ทรงเป็นอิสระอย่างยิ่ง  แต่พระราชกิจทุกช่วงระยะมีนัยสำคัญในทางปฏิบัติของมันเอง

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การประสูติเป็นมนุษย์สองหนทำให้นัยสำคัญของการประสูติเป็นมนุษย์ครบบริบูรณ์

220. พระราชกิจในช่วงระยะที่พระเยซูได้ทรงปฏิบัตินั้นเพียงแค่ทำให้แก่นแท้ของ “พระวจนะทรงอยู่กับพระเจ้า” ลุล่วงไปเท่านั้น กล่าวคือ ความจริงเรื่องพระเจ้าทรงอยู่กับพระเจ้า และพระวิญญาณของพระเจ้าทรงอยู่กับเนื้อหนังและไม่สามารถแยกจากเนื้อหนังนั้นได้ นั่นคือ เนื้อหนังของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์นั้นอยู่กับพระวิญญาณของพระเจ้า ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์อันยิ่งใหญ่ยิ่งขึ้นว่าพระเยซูผู้ซึ่งประสูติเป็นมนุษย์ทรงเป็นการประสูติเป็นมนุษย์ครั้งแรกของพระเจ้า  พระราชกิจช่วงระยะนี้ทำให้ความหมายภายในของคำว่า “พระวจนะทรงบังเกิดเป็นมนุษย์” ลุล่วงไปอย่างแท้จริง ให้ความหมายที่ลึกยิ่งขึ้นต่อคำว่า “พระวจนะทรงอยู่กับพระเจ้า และพระวจนะทรงเป็นพระเจ้า” และเปิดโอกาสให้เจ้าเชื่ออย่างมั่นคงในพระวจนะที่ว่า “ในปฐมกาลพระวจนะทรงดำรงอยู่” กล่าวคือ ณ เวลาแห่งการทรงสร้างสรรพสิ่งพระเจ้าทรงถูกครอบครองโดยพระวจนะ พระวจนะของพระองค์ทรงอยู่กับพระองค์และไม่สามารถแยกจากพระองค์ได้ และในยุคสุดท้าย พระองค์ทรงทำให้ฤทธานุภาพและสิทธิอำนาจของพระวจนะของพระองค์แจ่มชัดยิ่งขึ้นไปอีก และเปิดโอกาสให้มนุษย์ได้เห็นพระวจนะทั้งหมดของพระองค์—ได้ยินพระวจนะทั้งหมดของพระองค์ เช่นนั้นคือพระราชกิจของยุคสุดท้าย  เจ้าจะต้องมาเข้าใจสิ่งต่างๆ เหล่านี้อย่างทะลุปรุโปร่ง เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นเกี่ยวกับการรู้จักเนื้อหนัง แต่เกี่ยวกับว่าเจ้าเข้าใจเนื้อหนังและพระวจนะอย่างไร  นี่คือสิ่งที่เจ้าต้องเป็นคำพยาน สิ่งที่ทุกคนต้องรู้  เนื่องจากนี่เป็นพระราชกิจของการประสูติเป็นมนุษย์ครั้งที่สอง—และเป็นครั้งสุดท้ายที่พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์—จึงทำให้นัยสำคัญของการประสูติเป็นมนุษย์นั้นครบบริบูรณ์ ดำเนินการและส่งพระราชกิจทั้งหมดของพระเจ้าในเนื้อหนังออกไปอย่างละเอียดถี่ถ้วน และนำยุคแห่งการทรงเป็นมนุษย์ของพระเจ้าไปสู่บทอวสาน

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การปฏิบัติ (4)

221. โดยเบื้องต้นแล้ว พระเจ้าได้เสด็จมายังแผ่นดินโลกก็เพื่อสำเร็จลุล่วงข้อเท็จจริงที่ว่า “พระวจนะทรงบังเกิดเป็นมนุษย์” ซึ่งกล่าวได้ว่า พระองค์เสด็จมาเพื่อที่อาจจะได้ปล่อยพระวจนะของพระองค์ออกทางเนื้อหนัง (ไม่เหมือนกับในช่วงเวลาของโมเสสในพันธสัญญาเดิม คราที่พระสุรเสียงของพระเจ้าปล่อยออกมาจากท้องฟ้าโดยตรง) หลังจากนั้น พระวจนะทั้งหมดของพระองค์ก็จะถูกทำให้ลุล่วงในช่วงระหว่างยุคอาณาจักรพันปี พระวจนะทั้งหมดของพระองค์จะกลายเป็นข้อเท็จจริงที่มองเห็นได้ต่อหน้าต่อตามนุษย์ และผู้คนจะเห็นพระวจนะทั้งหมดของพระองค์โดยใช้ดวงตาของตัวเองโดยปราศจากความไม่เสมอภาคกันแม้แต่น้อย นี่คือความหมายสูงสุดของการประสูติเป็นมนุษย์ของพระเจ้า ซึ่งกล่าวได้ว่า พระราชกิจของพระวิญญาณสำเร็จลุล่วง โดยผ่านทางเนื้อหนังและผ่านทางพระวจนะ นี่คือความหมายที่แท้จริงของ “พระวจนะทรงบังเกิดเป็นมนุษย์” การทรงปรากฏเป็นมนุษย์ของพระวจนะ มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถตรัสถึงเจตนารมณ์ของพระวิญญาณ และมีเพียงพระเจ้าผู้ทรงปรากฏเป็นมนุษย์เท่านั้นที่สามารถตรัสในพระนามของพระวิญญาณ พระวจนะของพระเจ้ามีความเรียบง่ายต่อการทำความเข้าใจในพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ และคนอื่นๆ ทุกคนได้รับการทรงนำโดยพระวจนะเหล่านั้น โดยไม่มีใครได้รับการยกเว้น พวกเขาทั้งหมดดำรงอยู่ภายในวงเขตนี้ ผู้คนสามารถกลายมาเป็นตระหนักรู้ได้ก็เพียงจากถ้อยดำรัสเหล่านี้เท่านั้น บรรดาผู้ที่ไม่ได้รับในหนทางนี้ย่อมกำลังฝันกลางวันหากพวกเขาคิดว่าพวกเขาสามารถรับถ้อยดำรัสจากสวรรค์ได้ สิ่งดังกล่าวคือสิทธิอำนาจที่สาธิตให้เห็นในเนื้อหนังที่ประสูติเป็นมนุษย์ของพระเจ้า ซึ่งเป็นเหตุให้ทุกคนเชื่อในสิ่งนี้ด้วยความเชื่อมั่นทั้งมวล แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญที่น่าเคารพยกย่องที่สุดและศิษยาภิบาลที่เคร่งศาสนาก็ยังไม่สามารถกล่าวคำเหล่านี้ได้ พวกเขาทั้งหมดต้องยอมสยบภายใต้พระวจนะของพระเจ้า และไม่มีผู้ใดจะสามารถทำการเริ่มต้นใหม่ได้ พระเจ้าจะทรงใช้พระวจนะเพื่อพิชิตจักรวาล พระองค์จะไม่ทรงปฏิบัติสิ่งนี้โดยเนื้อหนังที่พระองค์ประสูติเป็นมนุษย์ แต่ใช้ถ้อยดำรัสจากพระโอษฐ์ของพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อพิชิตผู้คนทั้งหมดในทั้งจักรวาล เช่นนี้เท่านั้นที่พระวจนะจะบังเกิดเป็นเนื้อหนัง และเช่นนี้เท่านั้นที่เป็นการปรากฏของพระวจนะในเนื้อหนัง สำหรับมนุษย์ บางทีอาจปรากฏให้เห็นเสมือนว่าพระเจ้ามิได้ทรงปฏิบัติพระราชกิจอะไรมากมายนัก แต่พระเจ้าแค่ต้องดำรัสพระวจนะของพระองค์เท่านั้น และพระวจนะของพระองค์จะเป็นที่เชื่อมั่นและเป็นที่เกรงขามโดยทั่วกัน เมื่อปราศจากข้อเท็จจริง ผู้คนโห่ร้องและกรีดร้อง เมื่อมีพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาพลันเงียบกริบ พระเจ้าจะทรงสำเร็จลุล่วงข้อเท็จจริงนี้เป็นแน่เพราะ นี่คือแผนการของพระเจ้าที่ได้ทรงสถาปนาไว้นานแล้ว การสำเร็จลุล่วงข้อเท็จจริงของการมาถึงของพระวจนะบนแผ่นดินโลก

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, อาณาจักรพันปีได้มาถึงแล้ว

222. พระเจ้าที่ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ทรงสำแดงพระองค์เองต่อผู้คนส่วนหนึ่งซึ่งติดตามพระองค์ในช่วงเวลานี้ที่พระองค์ทรงดำเนินพระราชกิจของพระองค์เป็นการส่วนตัวเท่านั้น และไม่ได้ทรงสำแดงต่อสิ่งมีชีวิตทรงสร้างทั้งหมด  พระองค์ได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพียงเพื่อเสร็จสิ้นช่วงระยะหนึ่งของพระราชกิจของพระองค์ และหาใช่เพื่อประโยชน์แห่งการแสดงให้เห็นพระฉายาของพระองค์ต่อมนุษย์ไม่  อย่างไรก็ตาม พระราชกิจของพระองค์จำต้องถูกดำเนินการจนเสร็จสิ้นด้วยพระองค์เอง เมื่อเป็นดังนั้น พระองค์จึงจำเป็นต้องทรงทำเช่นนั้นในเนื้อหนัง  ครั้นพระราชกิจนี้สรุปปิดตัวลง พระองค์จะทรงไปจากโลกมนุษย์ พระองค์ไม่สามารถคงอยู่ท่ามกลางมวลมนุษย์ได้เป็นเวลานาน เนื่องจากทรงเกรงว่าจะเป็นการขวางทางพระราชกิจที่กำลังจะมา  สิ่งที่พระองค์ทรงสำแดงต่อมวลชนนั้นเป็นเพียงพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์และกิจการทั้งหมดของพระองค์เท่านั้น และหาใช่พระฉายาของตอนที่พระองค์ทรงมาบังเกิดเป็นมนุษย์สองคราวไม่ เนื่องจากพระฉายาของพระเจ้าสามารถแสดงโดยผ่านทางพระอุปนิสัยของพระองค์ได้เท่านั้น และไม่สามารถถูกแทนที่ด้วยพระฉายาในเนื้อหนังที่พระองค์ประสูติเป็นมนุษย์ได้  พระฉายาในเนื้อหนังของพระองค์ถูกแสดงต่อผู้คนจำนวนจำกัดเท่านั้น เฉพาะต่อบรรดาผู้ที่ติดตามพระองค์ในขณะที่พระองค์ทรงพระราชกิจในเนื้อหนังเท่านั้น  นี่คือเหตุผลที่ทำไมพระราชกิจซึ่งกำลังถูกดำเนินการให้เสร็จสิ้นอยู่ในขณะนี้จึงถูกทำอย่างลับๆ ยิ่งนัก  ในทำนองเดียวกัน พระเยซูได้ทรงแสดงพระองค์เองต่อพวกยิวเท่านั้นเมื่อตอนที่พระองค์ได้ทรงพระราชกิจของพระองค์ และไม่เคยทรงแสดงพระองค์เองต่อชนชาติอื่นใดอย่างเปิดเผยเลย  เมื่อเป็นเช่นนั้น ทันทีที่พระองค์ได้ทรงเสร็จสิ้นพระราชกิจของพระองค์แล้ว พระองค์จึงได้ทรงไปจากโลกมนุษย์โดยพลันและมิได้ทรงพำนักอยู่ นั่นคือ  ต่อมาภายหลัง พระฉายาของมนุษย์นี้ ที่ได้ทรงแสดงพระองค์เองต่อมนุษย์นั้น หาใช่พระองค์ไม่ แต่เป็นพระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้ซึ่งได้ทรงดำเนินพระราชกิจโดยตรง  ทันทีที่พระราชกิจของพระเจ้าที่ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ได้แล้วเสร็จอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ พระองค์จะทรงไปจากโลกมนุษย์ และจะไม่มีวันทรงพระราชกิจใดที่คล้ายคลึงกับที่พระองค์ได้ทรงทำไปเมื่อพระองค์ทรงอยู่ในเนื้อหนังอีก หลังจากนี้ พระราชกิจทั้งหมดได้ถูกปฏิบัติโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์โดยตรง  ในระหว่างช่วงเวลานี้ ยากที่มนุษย์จะมีความสามารถมองเห็นพระฉายาของพระกายที่เป็นเนื้อหนังของพระองค์ กล่าวคือ  พระองค์มิได้ทรงแสดงพระองค์เองต่อมนุษย์เลย แต่ยังคงทรงซ่อนเร้นตลอดกาล  เวลาสำหรับพระราชกิจของพระเจ้าที่ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์นั้นมีจำกัด  พระราชกิจนี้ถูกดำเนินไปในยุค ในช่วงเวลา ในชนชาติที่เฉพาะเจาะจง และท่ามกลางผู้คนที่เฉพาะเจาะจง  พระราชกิจนี้เป็นเพียงตัวแทนของพระราชกิจในระหว่างช่วงเวลาแห่งการประสูติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าเท่านั้น ทั้งนี้ นั่นเป็นตัวแทนยุคหนึ่ง และนั่นเป็นตัวแทนพระราชกิจของพระวิญญาณของพระเจ้าในยุคเฉพาะยุคหนึ่ง และไม่ใช่ความครบถ้วนบริบูรณ์ของพระราชกิจของพระองค์  ดังนั้น พระฉายาของพระเจ้าที่ทรงบังเกิดมาเป็นมนุษย์จะไม่ถูกแสดงต่อผู้คนทั้งหมด  สิ่งที่ถูกแสดงต่อมวลชนคือความชอบธรรมของพระเจ้าและพระอุปนิสัยของพระองค์ในความครบถ้วนบริบูรณ์มากกว่าที่จะเป็นพระฉายาของพระองค์ตอนที่พระองค์ทรงบังเกิดมาเป็นมนุษย์สองคราว  มันไม่ใช่สักพระฉายาเดียวที่ถูกแสดงต่อมนุษย์ ทั้งยังไม่ใช่พระฉายาทั้งสองที่ผนึกผสานกัน  ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เนื้อหนังซึ่งประสูติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าควรไปจากแผ่นดินโลกทันทีที่พระราชกิจซึ่งพระองค์ทรงจำเป็นต้องทำนั้นเสร็จบริบูรณ์ เนื่องจากพระองค์ทรงมาเพื่อทรงพระราชกิจที่พระองค์ทรงพึงกระทำเท่านั้น และหาใช่เพื่อทรงแสดงพระฉายาของพระองค์ต่อผู้คนไม่  แม้ว่านัยสำคัญแห่งการประสูติเป็นมนุษย์ได้ลุล่วงไปแล้วโดยพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์สองคราว แต่พระองค์ก็ยังคงจะไม่ทรงสำแดงพระองค์เองอย่างเปิดเผยต่อชนชาติใดที่ไม่เคยได้เห็นพระองค์มาก่อน  พระเยซูจะไม่มีวันทรงแสดงพระองค์เองต่อพวกยิวในฐานะองค์ตะวันแห่งความชอบธรรมอีกแล้ว ทั้งยังจะไม่ทรงยืนบนยอดภูเขามะกอกเทศและทรงปรากฏต่อผู้คนทั้งหมด กล่าวคือ ทั้งหมดที่พวกยิวได้เห็นกันไปนั้นเป็นรูปภาพของพระเยซูในช่วงระหว่างกาลสมัยของพระองค์ในยูเดีย  นี่เป็นเพราะพระราชกิจของพระเยซูในการประสูติเป็นมนุษย์ของพระองค์นั้นได้จบลงไปเมื่อสองพันปีที่แล้ว พระองค์จะไม่ทรงกลับไปที่ยูเดียในรูปลักษณ์ของคนยิว นับประสาอะไรที่จะทรงแสดงพระองค์เองในรูปลักษณ์ของคนยิวต่อชนต่างชาติใดๆ เพราะพระฉายาของพระเยซูที่ทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนังนั้นเป็นแค่รูปลักษณ์ของคนยิว และไม่ใช่พระฉายาของบุตรมนุษย์ที่ยอห์นได้เห็น  แม้ว่าพระเยซูได้ทรงสัญญาต่อเหล่าผู้ติดตามของพระองค์ว่าพระองค์จะเสด็จมาอีก  แต่พระองค์จะไม่ทรงแสดงพระองค์เองในรูปลักษณ์ของคนยิวอย่างเรียบง่ายต่อบรรดาผู้ที่อยู่ในชนต่างชาติทั้งหมด  พวกเจ้าจึงพึงรู้เถิดว่าพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์นั้นเป็นไปเพื่อเปิดยุคหนึ่งขึ้นมา  พระราชกิจนี้จำกัดอยู่ภายในเวลาไม่กี่ปี และพระองค์ไม่สามารถที่จะทำให้พระราชกิจทั้งหมดของพระวิญญาณของพระเจ้าเสร็จสิ้นได้  เหมือนดั่งที่พระฉายาของพระเยซูที่เป็นคนยิวจะสามารถเป็นตัวแทนได้เพียงพระฉายาของพระเจ้าในขณะที่พระองค์ได้ทรงงานอยู่ในยูเดียเท่านั้น และพระองค์ได้สามารถปฏิบัติพระราชกิจแห่งการถูกตรึงกางเขนเท่านั้น  ในระหว่างช่วงเวลาที่พระเยซูได้ทรงอยู่ในเนื้อหนัง พระองค์ไม่ได้สามารถปฏิบัติพระราชกิจแห่งการนำพายุคไปสู่บทอวสานหรือสู่การทำลายล้างมวลมนุษย์  ดังนั้น หลังจากที่พระองค์ได้ทรงถูกตรึงกางเขนและได้ทรงสรุปปิดตัวพระราชกิจของพระองค์ไปแล้ว พระองค์ได้เสด็จขึ้นสู่ความสูงอันสูงที่สุด และทรงปกปิดพระองค์เองจากมนุษย์ตลอดกาล  จากนั้นมา บรรดาผู้เชื่อที่สัตย์ซื่อจากชนต่างชาติทั้งหลายจึงไร้ความสามารถที่จะมองเห็นการสำแดงขององค์พระเยซูเจ้าได้ มีก็แต่เพียงรูปภาพของพระองค์ที่พวกเขาได้ป้ายไว้บนผนังเท่านั้น  รูปภาพนี้เป็นแค่รูปภาพที่มนุษย์วาดขึ้นเท่านั้น และหาใช่พระฉายาของพระเจ้าขณะที่พระองค์ทรงแสดงพระองค์เองต่อมนุษย์ไม่  พระเจ้าจะไม่ทรงแสดงพระองค์เองอย่างเปิดเผยต่อมวลชนในพระฉายาของตอนที่พระองค์ได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์สองคราว  พระราชกิจที่พระองค์ทรงกระทำท่ามกลางมวลมนุษย์นั้นก็คือการอนุญาตให้พวกเขาได้เข้าใจพระอุปนิสัยของพระองค์  ทั้งหมดนี้ถูกแสดงออกต่อมนุษย์โดยวิถีทางของพระราชกิจของยุคต่างๆ ที่แตกต่างกัน  กล่าวคือมันถูกทำให้สำเร็จลุล่วงโดยผ่านทางพระอุปนิสัยที่พระองค์ได้ทรงทำให้เป็นที่รู้กันไปแล้ว และโดยผ่านทางพระราชกิจที่พระองค์ได้ทรงปฏิบัติไปแล้ว มากกว่าจะโดยผ่านทางการสำแดงของพระเยซู  นี่กล่าวได้ว่า พระฉายาของพระเจ้าไม่ได้ถูกทำให้เป็นที่รู้จักต่อมนุษย์โดยผ่านทางพระฉายาที่ประสูติเป็นมนุษย์ แต่กลับโดยผ่านทางพระราชกิจที่ถูกดำเนินการจนเสร็จสิ้นโดยพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ผู้ซึ่งมีทั้งพระฉายาและพระรูปสัณฐาน และพระฉายาของพระองค์จึงได้ถูกแสดงและพระอุปนิสัยของพระองค์จึงได้ถูกทำให้เป็นที่รู้กันโดยผ่านทางพระราชกิจของพระองค์นี่เอง  นี่คือนัยสำคัญของพระราชกิจที่พระองค์ทรงปรารถนาที่จะทำในเนื้อหนัง

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ความล้ำลึกแห่งการประสูติเป็นมนุษย์ (2)

223. เมื่อพระเจ้าทรงยิ่งใหญ่ที่สุดในจักรวาลและในอาณาจักรเบื้องบน พระองค์จะสามารถอธิบายพระองค์เองได้อย่างครบถ้วนด้วยการใช้รูปลักษณ์ของเนื้อหนังมนุษย์กระนั้นหรือ?  พระเจ้าทรงใช้เนื้อหนังห่อหุ้มพระองค์เองเพื่อที่จะทรงพระราชกิจช่วงระยะหนึ่งของพระองค์  รูปสัณฐานของเนื้อหนังนี้ไม่มีนัยสำคัญโดยเฉพาะแต่อย่างใด ไม่มีความสัมพันธ์กับการล่วงเลยไปของยุคทั้งหลาย อีกทั้งไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับพระอุปนิสัยของพระเจ้า  เหตุใดพระเยซูจึงมิยอมให้พระฉายาของพระองค์คงอยู่?  เหตุใดพระองค์จึงไม่ทรงให้มนุษย์วาดพระฉายาของพระองค์เพื่อส่งต่อให้ชนรุ่นหลัง?  เหตุใดพระองค์มิทรงยอมให้ผู้คนรับรู้ว่าพระฉายาของพระองค์คือพระฉายาของพระเจ้า?  ถึงแม้ว่ารูปลักษณ์ของมนุษย์ถูกสร้างขึ้นในพระฉายาของพระเจ้า แต่จะเป็นไปได้หรือที่รูปลักษณ์ของมนุษย์สามารถเป็นตัวแทนพระฉายาอันเป็นที่ยกย่องของพระเจ้า?  เมื่อพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ พระองค์เพียงเสด็จลงจากสวรรค์มาเป็นมนุษย์คนหนึ่ง  เป็นพระวิญญาณของพระองค์นั่นเองที่เสด็จลงมาเป็นมนุษย์ แล้วพระองค์ก็ทรงพระราชกิจของพระวิญญาณผ่านทางเนื้อหนังมนุษย์นี้  เนื้อหนังมนุษย์จึงแสดงออกถึงพระวิญญาณ และพระวิญญาณก็ทรงพระราชกิจของพระองค์ในเนื้อหนัง  พระราชกิจที่ทรงทำในเนื้อหนังเป็นตัวแทนของพระวิญญาณอย่างครบถ้วน และเนื้อหนังนั้นก็อยู่เพื่อพระราชกิจ แต่นั่นมิได้หมายความว่ารูปลักษณ์ของเนื้อหนังเป็นสิ่งแทนพระฉายาที่แท้จริงของพระเจ้าพระองค์เอง นี่มิใช่จุดประสงค์หรือความสำคัญของการที่พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์  พระองค์ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพียงเพื่อให้พระวิญญาณมีที่สถิตที่เหมาะกับการทรงพระราชกิจของพระองค์เท่านั้น เพื่อที่จะสัมฤทธิ์พระราชกิจของพระองค์ในเนื้อหนังได้ดีขึ้น เพื่อให้ผู้คนสามารถมองเห็นกิจการทั้งหลายของพระองค์ เข้าใจพระอุปนิสัยของพระองค์ ได้ฟังพระวจนะของพระองค์ และรู้จักความอัศจรรย์แห่งพระราชกิจของพระองค์  พระนามของพระองค์เป็นตัวแทนพระอุปนิสัยของพระองค์ พระราชกิจของพระองค์เป็นตัวแทนพระอัตลักษณ์ของพระองค์ แต่พระองค์ไม่เคยตรัสว่าการทรงปรากฏเป็นมนุษย์ของพระองค์คือตัวแทนพระฉายาของพระองค์ นั่นเป็นเพียงมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์เท่านั้น  และดังนั้นแง่มุมที่สำคัญยิ่งของการประสูติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าก็คือพระนามของพระองค์ พระราชกิจของพระองค์ พระอุปนิสัยของพระองค์ และเพศสภาพของพระองค์  เหล่านี้ถูกใช้เป็นตัวแทนการบริหารจัดการของพระองค์ในยุคนี้  การทรงปรากฏเป็นมนุษย์ของพระองค์ไม่มีความสัมพันธ์กับการบริหารจัดการของพระองค์แต่อย่างใด เป็นเพียงเพื่อพระราชกิจของพระองค์ในยุคนั้นเท่านั้น  กระนั้นก็เป็นไปไม่ได้ที่พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์จะไม่ทรงมีรูปลักษณ์เป็นการเฉพาะ และดังนั้นพระองค์จึงทรงเลือกครอบครัวที่เหมาะสมเพื่อกำหนดรูปลักษณ์ของพระองค์  หากรูปลักษณ์ของพระเจ้ามีนัยสำคัญในเชิงเป็นตัวแทนของพระองค์ เช่นนั้นแล้ว ทุกคนที่มีเครื่องหน้าคล้ายกับของพระองค์ก็คงจะเป็นตัวแทนพระเจ้าไปด้วย  นั่นจะไม่เป็นการเข้าใจผิดอย่างมหันต์หรอกหรือ?  มนุษย์วาดพระรูปเหมือนของพระเยซูขึ้นมาเพื่อที่มนุษย์จะได้นมัสการพระองค์  ในเวลานั้นพระวิญญาณบริสุทธิ์มิได้ประทานคำแนะนำอันใดเป็นพิเศษ และดังนั้นมนุษย์จึงส่งต่อพระรูปเหมือนที่จินตนาการขึ้นมานั้นจนถึงทุกวันนี้  อันที่จริงแล้ว ตามเจตนารมณ์เดิมของพระเจ้า มนุษย์ย่อมไม่ควรทำเช่นนั้น  ความกระตือรือร้นของมนุษย์เท่านั้นที่เป็นเหตุให้พระรูปเหมือนของพระเยซูยังคงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้  พระเจ้าก็คือพระวิญญาณ และแม้จะวิเคราะห์จนถึงที่สุดแล้ว มนุษย์ก็จะไม่มีวันสรุปได้ว่าพระฉายาของพระองค์เป็นเช่นไร  พระอุปนิสัยของพระองค์เท่านั้นที่สามารถเป็นตัวแทนพระฉายาของพระองค์ได้

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, นิมิตแห่งพระราชกิจของพระเจ้า (3)

224. พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ไม่ใช่ด้วยเจตนารมณ์ที่จะเปิดโอกาสให้มนุษย์ได้รู้จักเนื้อหนังของพระองค์ หรือเพื่อเปิดโอกาสให้มนุษย์จำแนกความต่างระหว่างเนื้อหนังของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์กับเนื้อหนังของมนุษย์ อีกทั้งพระเจ้าไม่ได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อฝึกฝนพลังอำนาจแห่งการหยั่งรู้ของมนุษย์ และนับประสาอะไรที่พระองค์จะทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ด้วยเจตนารมณ์ที่จะเปิดโอกาสให้มนุษย์นมัสการเนื้อหนังที่ประสูติเป็นมนุษย์ของพระเจ้า เพื่อที่จะได้รับพระสิริที่ยิ่งใหญ่โดยการนั้น  ไม่มีสิ่งใดจากสิ่งเหล่านี้ที่เป็นเจตนารมณ์ของพระเจ้าในการบังเกิดเป็นมนุษย์  อีกทั้งพระเจ้าไม่ได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อที่จะกล่าวโทษมนุษย์ อีกทั้งไม่ได้ทรงจงใจที่จะเปิดเผยมนุษย์ อีกทั้งไม่ได้จะทำให้สิ่งทั้งหลายลำบากยากเย็นสำหรับเขา  ไม่มีสิ่งใดจากสิ่งเหล่านี้ที่เป็นเจตนารมณ์ของพระเจ้า  ทุกครั้งที่พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ นั่นเป็นรูปแบบหนึ่งของงานที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้  นั่นเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งงานที่ยิ่งใหญ่ขึ้นของพระองค์และการบริหารจัดการที่ยิ่งใหญ่ขึ้นของพระองค์ที่พระองค์ทรงกระทำดังที่พระองค์ทรงทำ และไม่ใช่ด้วยเหตุผลทั้งหลายที่มนุษย์จินตนาการ  พระเจ้าเสด็จมายังแผ่นดินโลกตามที่พระราชกิจของพระองค์พึงประสงค์เท่านั้น และตามที่จำเป็นเท่านั้น  พระองค์มิได้เสด็จมายังแผ่นดินโลกด้วยเจตนารมณ์ที่จะทอดพระเนตรเยี่ยมชมทั่วไป แต่เพื่อดำเนินงานที่พระองค์ควรจะทรงทำ  เหตุใดอื่นเล่าที่พระองค์จะทรงเข้ารับภาระหนักเช่นนั้นและรับความเสี่ยงที่ยิ่งใหญ่เช่นนั้นเพื่อดำเนินการพระราชกิจนี้?  พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ก็ต่อเมื่อพระองค์ต้องทรงบังเกิดเท่านั้น และพร้อมด้วยนัยสำคัญที่เป็นเอกลักษณ์เสมอ  หากเป็นเพียงเพื่อประโยชน์แห่งการเปิดโอกาสให้ผู้คนได้มองดูพระองค์ และเพื่อขยายขอบเขตประสบการณ์ของพวกเขาให้กว้างขึ้น เช่นนั้นแล้ว แน่นอนที่สุดเลยว่า พระองค์คงจะไม่มีวันทรงมาอยู่ท่ามกลางผู้คนอย่างง่ายๆ เช่นนั้น  พระองค์เสด็จมาสู่แผ่นดินโลกเพื่อประโยชน์แห่งการบริหารจัดการของพระองค์และพระราชกิจที่ยิ่งใหญ่ขึ้นของพระองค์ และเพื่อที่พระองค์อาจจะทรงได้รับมวลมนุษย์มากยิ่งขึ้น  พระองค์เสด็จมาเพื่อเป็นตัวแทนของยุค พระองค์เสด็จมาเพื่อทำให้ซาตานปราชัย และพระองค์ทรงสวมใส่พระองค์เองในเนื้อหนังเพื่อที่จะทำให้ซาตานพ่ายแพ้  ยิ่งไปกว่านั้น พระองค์เสด็จมาเพื่อทรงนำเผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งหมดทั้งมวลในการดำรงชีวิตของพวกเขา  ทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการของพระองค์ และนั่นเกี่ยวข้องกับพระราชกิจแห่งทั้งจักรวาล  หากพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์แค่เพื่อเปิดโอกาสให้มนุษย์ได้มารู้จักเนื้อหนังของพระองค์และเพื่อเปิดตาของมนุษย์ เช่นนั้นแล้ว เหตุใดพระองค์จึงจะไม่ทรงเดินทางไปยังทุกชนชาติเล่า?  นี่จะไม่เป็นเรื่องที่ง่ายมากเหลือเกินหรอกหรือ?  แต่พระองค์ก็มิได้ทรงทำเช่นนั้น กลับทรงเลือกสถานที่ที่เหมาะสมในการตั้งหลักและเริ่มต้นพระราชกิจที่พระองค์ควรจะทรงทำแทน  แค่เนื้อหนังนี้เท่านั้นที่มีนัยสำคัญอย่างมาก  พระองค์ทรงเป็นตัวแทนของยุคหนึ่งทั้งยุค และยังทรงดำเนินงานของยุคหนึ่งทั้งยุคให้เสร็จสิ้นอีกด้วย พระองค์ทั้งทรงนำพายุคก่อนหน้าไปสู่ปลายทางและนำยุคใหม่เข้ามา  ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการของพระเจ้า และทั้งหมดนี้คือนัยสำคัญของงานช่วงระยะหนึ่งที่พระเจ้าเสด็จมายังแผ่นดินโลกเพื่อดำเนินการ

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ความล้ำลึกแห่งการประสูติเป็นมนุษย์ (3)

225. แม้ว่าพระคริสต์บนแผ่นดินโลกสามารถปฏิบัติพระราชกิจในพระนามของพระเจ้าพระองค์เองได้ แต่พระองค์ไม่ได้เสด็จมาด้วยเจตนารมณ์ที่จะแสดงพระฉายาของพระองค์ในเนื้อหนังต่อมนุษย์ทั้งมวล  พระองค์ไม่ได้เสด็จมาเพื่อให้มนุษย์ทั้งมวลมองเห็นพระองค์  พระองค์เสด็จมาเพื่อทำให้มนุษย์สามารถได้รับการนำโดยพระหัตถ์ของพระองค์ได้ และเช่นนั้นมนุษย์จึงเข้าสู่ยุคใหม่ได้  การปฏิบัติหน้าที่ของเนื้อหนังของพระคริสต์นั้นเป็นไปเพื่อพระราชกิจของพระเจ้าพระองค์เอง นั่นคือ เพื่อพระราชกิจของพระเจ้าในเนื้อหนัง และไม่ใช่เพื่อทำให้มนุษย์สามารถเข้าใจแก่นแท้ของเนื้อหนังของพระองค์ได้อย่างเต็มเปี่ยม  ไม่สำคัญว่าพระองค์จะทรงพระราชกิจอย่างไร ไม่มีสิ่งใดที่พระองค์ทรงปฏิบัติที่อยู่เหนือกว่าสิ่งที่เนื้อหนังสามารถบรรลุได้  ไม่สำคัญว่าพระองค์ทรงพระราชกิจอย่างไร พระองค์ทรงพระราชกิจนั้นในเนื้อหนังที่มีสภาวะความเป็นมนุษย์ตามปกติ และไม่ได้ทรงเผยโฉมพระพักตร์ที่แท้จริงของพระเจ้าต่อมนุษย์อย่างเต็มเปี่ยม  นอกจากนี้ พระราชกิจในเนื้อหนังของพระองค์ไม่มีวันที่จะเกินธรรมชาติหรือประมาณค่าไม่ได้อย่างที่มนุษย์คิดฝัน  ถึงแม้ว่าพระคริสต์ทรงเป็นตัวแทนพระเจ้าพระองค์เองในเนื้อหนัง และทรงปฏิบัติในสภาวะบุคคลในพระราชกิจที่พระเจ้าพระองค์เองควรทรงปฏิบัติ แต่พระองค์มิได้ทรงปฏิเสธการทรงดำรงอยู่ของพระเจ้าในสวรรค์ อีกทั้งพระองค์มิได้ทรงกล่าวประกาศกิจการของพระองค์เองอย่างร้อนรุ่ม ตรงกันข้าม พระองค์ยังคงทรงซ่อนอย่างถ่อมพระทัยอยู่ภายในเนื้อหนังของพระองค์  นอกเหนือจากพระคริสต์แล้ว บรรดาผู้ที่อ้างอย่างเทียมเท็จว่าเป็นพระคริสต์นั้นไม่มีคุณสมบัติของพระองค์  เมื่อนำมาวางเปรียบเทียบข้างๆ อุปนิสัยที่โอหังและยกย่องตนเองของพวกพระคริสต์เทียมเท็จแล้ว ก็เป็นที่ชัดเจนขึ้นมาว่าเนื้อหนังลักษณะเช่นใดที่เป็นพระคริสต์อย่างแท้จริง  ยิ่งพวกเขาเทียมเท็จมากขึ้นเท่าใด พวกพระคริสต์เทียมเท็จเช่นนั้นก็ยิ่งคุยโตถึงตนเองมากขึ้นเท่านั้น และพวกเขาก็ยิ่งมีความสามารถที่จะทำการแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์เพื่อชักพามนุษย์ให้หลงผิดมากขึ้นเท่านั้น  พระคริสต์เทียมเท็จไม่มีคุณสมบัติของพระเจ้า  พระคริสต์ไม่ทรงมีมลทินจากองค์ประกอบใดๆ ที่เป็นของพระคริสต์เทียมเท็จ  พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพียงเพื่อปฏิบัติพระราชกิจของเนื้อหนังให้ครบบริบูรณ์เท่านั้น ไม่ใช่เพียงเพื่อทำให้มนุษย์สามารถมองเห็นพระองค์ได้  แต่พระองค์ทรงปล่อยให้พระราชกิจของพระองค์ยืนยันพระอัตลักษณ์ของพระองค์ และทรงปล่อยให้สิ่งที่พระองค์ทรงเผยพิสูจน์แก่นแท้ของพระองค์แทน  แก่นแท้ของพระองค์มิได้ไร้มูลฐาน พระอัตลักษณ์ของพระองค์ไม่ได้ถูกยึดครองไว้โดยพระหัตถ์ แต่ถูกกำหนดพิจารณาโดยพระราชกิจของพระองค์และแก่นแท้ของพระองค์

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, แก่นแท้ของพระคริสต์คือการนบนอบน้ำพระทัยของพระบิดาผู้สถิตในสวรรค์

226. จุดแข็งที่ยอดเยี่ยมที่สุดเกี่ยวกับพระราชกิจในเนื้อหนังของพระองค์ก็คือ พระองค์สามารถฝากพระวจนะและคำเตือนสติที่ถูกต้องเที่ยงตรง และเจตนารมณ์อันแน่ชัดที่พระองค์ทรงมีต่อมวลมนุษย์ให้แก่คนที่ติดตามพระองค์ เพื่อที่หลังจากนั้นผู้ติดตามของพระองค์จะได้สามารถถ่ายทอดพระราชกิจทั้งปวงในเนื้อหนังของพระองค์ รวมทั้งเจตนารมณ์ที่พระองค์ทรงมีต่อมนุษย์ทั้งมวล ให้แก่คนที่ยอมรับหนทางนี้ได้อย่างเที่ยงตรงยิ่งขึ้นและในลักษณะที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงมากขึ้น  ด้วยการที่พระเจ้าในเนื้อหนังมาทรงพระราชกิจท่ามกลางมนุษย์เท่านั้นที่ทำให้พระเจ้าทรงอยู่ร่วมและดำรงพระชนม์ร่วมกับมนุษย์ได้จริง ทั้งยังลุล่วงความปรารถนาของมนุษย์ที่จะยลพระพักตร์ของพระเจ้า เป็นพยานรู้เห็นพระราชกิจของพระเจ้า และได้ฟังพระวจนะที่พระเจ้านั้นตรัสด้วยพระองค์เอง  พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ทรงสิ้นสุดยุคที่มวลมนุษย์มองเห็นแต่พระปฤษฎางค์ของพระยาห์เวห์ และพระองค์ยังสรุปปิดยุคที่มวลมนุษย์เชื่อในพระเจ้าที่คลุมเครืออีกด้วย  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระราชกิจแห่งการประสูติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าในครั้งที่ผ่านมานั้นพามนุษย์ทั้งปวงเข้าสู่ยุคที่มีความเป็นจริงมากขึ้น สัมพันธ์กับชีวิตจริงมากขึ้น และงดงามขึ้น  พระราชกิจนี้ไม่เพียงสรุปปิดยุคธรรมบัญญัติและกฎข้อบังคับทั้งหลายเท่านั้น แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ ยังเผยให้มวลมนุษย์มองเห็นพระเจ้าผู้ทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริงและปกติ ชอบธรรมและบริสุทธิ์ พระเจ้าผู้ทรงเปิดตัวพระราชกิจที่เป็นแผนการบริหารจัดการ แสดงให้เห็นความล้ำลึกทั้งหลายและบั้นปลายของมวลมนุษย์ สร้างมวลมนุษย์และสิ้นสุดพระราชกิจบริหารจัดการ ทั้งยังทรงซ่อนเร้นมานานหลายพันปีแล้ว  พระราชกิจนี้สิ้นสุดยุคแห่งความคลุมเครือโดยสิ้นเชิง สรุปปิดยุคที่มนุษย์ทั้งมวลปรารถนาที่จะแสวงหาพระพักตร์ของพระเจ้า แต่ก็ไม่สามารถทำได้ เป็นการจบยุคที่มนุษย์ทั้งมวลรับใช้ซาตาน และนำมนุษย์ทั้งมวลผ่านเข้าสู่ยุคใหม่ล่าสุด  ทั้งหมดนี้เป็นผลจากพระราชกิจของพระเจ้าในเนื้อหนังซึ่งแทนที่พระวิญญาณของพระเจ้า  เฉพาะเมื่อพระเจ้าทรงพระราชกิจในเนื้อหนังของพระองค์เท่านั้น คนที่ติดตามพระองค์จึงจะไม่แสวงและควานหาสิ่งที่ดูเหมือนทั้งมีอยู่และไม่มีอยู่อีกต่อไป ยุติการคาดเดาเจตนารมณ์ของพระเจ้าที่คลุมเครือ  เมื่อพระเจ้าทรงเผยแผ่พระราชกิจของพระองค์ในเนื้อหนังนั้น บรรดาผู้ที่ติดตามพระองค์จะถ่ายทอดพระราชกิจที่พระองค์ได้ทรงกระทำในเนื้อหนังให้กับทุกๆ ศาสนาและคณะนิกายทั้งหมด และพวกเขาจะสื่อสารพระวจนะทั้งหมดของพระองค์ไปถึงหูของมวลมนุษย์ทั้งหมด  ทุกอย่างที่บรรดาผู้ได้รับข่าวประเสริฐของพระองค์ได้ยินนั้นจะเป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวพระราชกิจของพระองค์ จะเป็นสิ่งทั้งหลายที่มนุษย์ได้เห็นและได้ยินมาด้วยตนเอง และจะเป็นข้อเท็จจริงและไม่ใช่เรื่องเล่าขาน  ข้อเท็จจริงเหล่านี้คือหลักฐานที่พระองค์ทรงใช้เผยแผ่พระราชกิจ และพวกมันยังเป็นเครื่องมือทั้งหลายที่พระองค์ทรงใช้ในการเผยแผ่พระราชกิจด้วยเช่นกัน  หากไม่มีการดำรงอยู่ของข้อเท็จจริงทั้งหลายแล้ว ข่าวประเสริฐของพระองค์ก็คงจะไม่เผยแผ่ไปทั่วทุกประเทศและทุกสถานที่ หากไม่มีข้อเท็จจริงแต่มีเพียงความคิดฝันของมนุษย์เท่านั้น พระองค์ก็คงจะไม่มีวันสามารถทรงพระราชกิจแห่งการพิชิตจักรวาลทั้งหมดทั้งมวลได้  พระวิญญาณเป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่อาจสัมผัสได้ ไม่ปรากฏแก่ตามนุษย์ และพระราชกิจของพระวิญญาณก็ไม่สามารถทิ้งหลักฐานหรือข้อเท็จจริงอันใดเกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้าให้แก่มนุษย์ได้มากกว่านี้  มนุษย์จะไม่มีวันมองเห็นพระพักตร์อันแท้จริงของพระเจ้า เขาจะเชื่ออยู่เสมอในพระเจ้าที่คลุมเครือซึ่งไม่มีอยู่จริง  มนุษย์จะไม่มีวันได้เห็นพระพักตร์ของพระเจ้า และจะไม่มีวันได้ฟังพระวจนะที่พระเจ้าตรัสด้วยพระองค์เอง  ไม่ว่าจะอย่างไร ความคิดฝันของมนุษย์ก็ว่างเปล่า และไม่สามารถแทนที่พระพักตร์ที่แท้จริงของพระเจ้า มนุษย์ไม่อาจแสดงอุปนิสัยประจำพระองค์ของพระเจ้าและทำพระราชกิจของพระเจ้าพระองค์เองได้  มีเพียงพระเจ้าผู้บังเกิดเป็นเนื้อหนังและเสด็จมาท่ามกลางมนุษย์เพื่อทรงพระราชกิจของพระองค์ด้วยพระองค์เองเท่านั้นที่สามารถนำพระเจ้าที่มองไม่เห็นบนฟ้าสวรรค์และพระราชกิจของพระองค์มายังแผ่นดินโลกได้  นี่คือหนทางซึ่งดีเลิศที่สุดที่พระเจ้าจะทรงปรากฏแก่มนุษย์ เป็นหนทางที่ทำให้มนุษย์มองเห็นพระเจ้าและมารู้จักพระพักตร์ที่แท้จริงของพระเจ้า ซึ่งพระเจ้าผู้ไม่ได้ประสูติเป็นมนุษย์ไม่อาจสัมฤทธิ์ได้  การที่ได้ทรงดำเนินพระราชกิจของพระองค์มาจนถึงช่วงระยะนี้แล้วนั้น พระราชกิจของพระเจ้าได้สัมฤทธิ์ประสิทธิผลที่เหมาะสมที่สุดแล้ว และได้เป็นความสำเร็จที่ครบบริบูรณ์แล้ว  พระราชกิจส่วนพระองค์ของพระเจ้าในเนื้อหนังได้ทำให้พระราชกิจแห่งการบริหารจัดการทั้งหมดทั้งมวลของพระองค์ครบบริบูรณ์ไปแล้วร้อยละเก้าสิบ  เนื้อหนังนี้ได้จัดเตรียมการเริ่มต้นที่ดีขึ้นให้แก่พระราชกิจทั้งหมดของพระองค์ สรุปย่อพระราชกิจทั้งหมดของพระองค์ ประกาศให้พระราชกิจทั้งหมดของพระองค์เป็นที่รู้จักโดยทั่วกัน และเสริมสร้างพระราชกิจทั้งหมดนี้อย่างรอบด้านเป็นครั้งสุดท้าย  ต่อแต่นี้ไป จะไม่มีพระเจ้าซึ่งประสูติเป็นมนุษย์อีกพระองค์เพื่อทรงพระราชกิจของพระเจ้าช่วงระยะที่สี่ และจะไม่มีวันมีพระราชกิจที่น่าอัศจรรย์อันใดแห่งการประสูติเป็นมนุษย์ครั้งที่สามของพระเจ้า

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามจำเป็นต้องมีความรอดจากพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์มากขึ้นทุกขณะ

227. ถึงแม้ว่าเนื้อหนังนี้จะเป็นปกติและสัมพันธ์กับชีวิตจริง แต่พระองค์มิใช่เนื้อหนังทั่วไป กล่าวคือ พระองค์มิใช่เนื้อหนังที่เป็นแค่เพียงมนุษย์เท่านั้น แต่เป็นเนื้อหนังที่เป็นทั้งมนุษย์และพระเจ้า  นี่คือความแตกต่างระหว่างพระองค์กับมนุษย์ และมันคือเครื่องหมายแห่งพระอัตลักษณ์ของพระเจ้า  มีเพียงเนื้อหนังดังเช่นนี้เท่านั้นที่สามารถทำพระราชกิจที่พระองค์ตั้งพระทัยที่จะทำได้ และทำให้พันธกิจของพระเจ้าในเนื้อหนังสำเร็จลุล่วงได้ และทำให้พระราชกิจของพระองค์ท่ามกลางมนุษย์ครบบริบูรณ์อย่างเต็มเปี่ยมได้  หากมันมิได้เป็นดังนี้แล้ว พระราชกิจของพระองค์ท่ามกลางมนุษย์ก็คงจะเป็นความว่างเปล่าและมีข้อบกพร่องอยู่เสมอ  ถึงแม้ว่าพระเจ้าสามารถทำการสู้รบกับวิญญาณของซาตานและทำให้เกิดชัยชนะได้ แต่ธรรมชาติเก่าๆ  ของมนุษย์ที่ถูกทำให้เสื่อมทรามไปแล้วก็ไม่มีวันสามารถได้รับการแก้ไขได้ และพวกที่เป็นกบฏต่อพระเจ้าและต่อต้านพระองค์ก็ไม่มีวันสามารถกลายมาเป็นผู้ที่อยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระองค์ได้อย่างแท้จริง กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พระองค์ไม่มีวันสามารถพิชิตมวลมนุษย์ได้ และไม่มีวันสามารถได้รับมวลมนุษย์ทั้งหมดไว้ได้  หากพระราชกิจของพระเจ้าไม่สามารถได้รับการแก้ไข เช่นนั้นแล้ว การบริหารจัดการของพระองค์ก็จะไม่มีวันได้รับการนำพาไปสู่บทอวสาน และมวลมนุษย์ทั้งหมดก็จะไม่สามารถเข้าสู่การหยุดพักได้  หากพระเจ้าไม่สามารถเข้าสู่การหยุดพักกับสิ่งมีชีวิตทรงสร้างทั้งหมดของพระองค์ได้ เช่นนั้นแล้ว ก็คงจะไม่มีวันมีบทอวสานแก่พระราชกิจบริหารจัดการเช่นนั้น และผลที่สุดก็คือพระสิริของพระเจ้าจะสาบสูญไป  ถึงแม้ว่าเนื้อหนังของพระองค์จะไม่มีสิทธิอำนาจ แต่พระราชกิจที่พระองค์ทรงกระทำจะได้สัมฤทธิ์ประสิทธิผลของมันมาแล้ว  นี่คือทิศทางที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของพระราชกิจของพระองค์  ไม่ว่าเนื้อหนังของพระองค์จะมีสิทธิอำนาจหรือไม่ก็ตาม ตราบเท่าที่พระองค์ทรงมีความสามารถในการกระทำพระราชกิจของพระเจ้าพระองค์เอง เช่นนั้นแล้ว พระองค์ก็ทรงเป็นพระเจ้าพระองค์เอง  ไม่ว่าเนื้อหนังนี้จะเป็นปกติและธรรมดาเพียงใดก็ตาม พระองค์ก็ยังคงสามารถกระทำพระราชกิจที่พระองค์ควรต้องทรงกระทำได้ เพราะเนื้อหนังนี้คือพระเจ้าและไม่ใช่เป็นเพียงแค่มนุษย์  เหตุผลที่เนื้อหนังนี้สามารถทำงานที่มนุษย์ไม่สามารถทำได้คือเพราะแก่นแท้ภายในของพระองค์ไม่เหมือนกับเนื้อแท้ภายในของมนุษย์คนใด และเหตุผลที่พระองค์สามารถช่วยมนุษย์ให้รอดคือเพราะพระอัตลักษณ์ของพระองค์แตกต่างไปจากอัตลักษณ์ของมนุษย์คนใด  เนื้อหนังนี้มีความสำคัญต่อมนุษย์ยิ่งนักเพราะพระองค์ทรงเป็นมนุษย์ และยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า เพราะพระองค์สามารถกระทำพระราชกิจที่ไม่มีมนุษย์ธรรมดาที่มีเนื้อหนังคนใดสามารถกระทำได้ และเพราะพระองค์สามารถช่วยมนุษย์ที่เสื่อมทรามผู้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับพระองค์บนแผ่นดินโลกให้รอดได้  แม้ว่าพระองค์ทรงเป็นเหมือนกันกับมนุษย์ แต่พระเจ้าซึ่งประสูติเป็นมนุษย์ก็ทรงมีความสำคัญต่อมวลมนุษย์มากกว่าบุคคลที่มีคุณค่าคนใด เพราะพระองค์สามารถกระทำพระราชกิจที่พระวิญญาณของพระเจ้าไม่สามารถกระทำได้ สามารถมากกว่าพระวิญญาณของพระเจ้าในการเป็นคำพยานต่อพระเจ้าพระองค์เอง และสามารถมากกว่าพระวิญญาณของพระเจ้าในการได้รับมวลมนุษย์อย่างครบถ้วน  เนื่องจากผลอันนี้ ถึงแม้เนื้อหนังนี้จะเป็นปกติและธรรมดา แต่เมื่อเป็นเรื่องของความช่วยเหลือที่พระองค์ทรงมีต่อมวลมนุษย์และนัยสำคัญของพระองค์ต่อการดำรงอยู่ของมวลมนุษย์ สิ่งเหล่านั้นก็มีค่าอย่างสูง และคุณค่าและนัยสำคัญตามจริงของเนื้อหนังนี้มิอาจประเมินได้กับมนุษย์คนใด  ถึงแม้ว่าเนื้อหนังนี้จะไม่สามารถทำลายซาตานได้โดยตรง แต่พระองค์สามารถใช้พระราชกิจของพระองค์เพื่อพิชิตมวลมนุษย์และเอาชนะซาตาน และทำให้ซาตานนบนอบต่ออำนาจครอบครองของพระองค์อย่างเต็มเปี่ยมได้  เป็นเพราะพระเจ้าประสูติเป็นมนุษย์นี่เองที่พระองค์สามารถเอาชนะซาตานและสามารถช่วยมวลมนุษย์ให้รอดได้  พระองค์มิได้ทรงทำลายซาตานโดยตรง แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ทรงกลายมาเป็นเนื้อหนังเพื่อทรงพระราชกิจแห่งการพิชิตมวลมนุษย์ที่ได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามไปแล้ว  ในหนทางนี้ พระองค์สามารถเป็นคำพยานต่อพระองค์เองท่ามกลางสิ่งมีชีวิตทรงสร้างของพระองค์ได้ดีกว่า และพระองค์สามารถช่วยมนุษย์ที่ถูกทำให้เสื่อมทรามให้รอดได้ดีกว่า  การที่พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ทรงทำให้ซาตานปราชัยนั้นเป็นคำพยานที่ยิ่งใหญ่กว่า และจูงใจได้มากกว่าการทำลายซาตานโดยตรงโดยพระวิญญาณของพระเจ้า  พระเจ้าในเนื้อหนังสามารถช่วยมนุษย์ให้รู้จักพระผู้สร้างได้ดีกว่า และสามารถเป็นคำพยานต่อพระองค์เองท่ามกลางสิ่งมีชีวิตทรงสร้างของพระองค์ได้ดีกว่า

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามจำเป็นต้องมีความรอดจากพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์มากขึ้นทุกขณะ

228. เวลานี้ พระเจ้าเสด็จมาทรงพระราชกิจไม่ใช่ในกายจิตวิญญาณ แต่ในกายที่ธรรมดาสามัญมาก  ยิ่งไปกว่านั้น นี่เป็นพระกายในการประสูติเป็นมนุษย์ครั้งที่สองของพระเจ้า และยังเป็นพระกายที่พระเจ้าทรงใช้กลับคืนสู่เนื้อหนังด้วยเช่นกัน  เป็นเนื้อหนังซึ่งธรรมดาสามัญมาก  เมื่อมองดูพระองค์ เจ้าไม่สามารถมองเห็นสิ่งใดที่ทำให้พระองค์โดดเด่นออกมาจากผู้อื่น แต่เจ้าสามารถได้รับความจริงซึ่งไม่เคยได้ยินมาก่อนจากพระองค์  เนื้อหนังซึ่งธรรมดาสามัญนี้เองคือรูปธรรมของพระวจนะแห่งความจริงทั้งหมดจากพระเจ้า เป็นผู้แบกรับพระราชกิจของพระเจ้าในยุคสุดท้าย และเป็นการแสดงออกซึ่งพระอุปนิสัยทั้งหมดของพระเจ้าให้มนุษย์เข้าใจ  เจ้าไม่ปรารถนาอย่างยิ่งยวดที่จะได้เห็นพระเจ้าในสวรรค์หรอกหรือ?  เจ้าไม่ปรารถนาอย่างยิ่งยวดที่จะเข้าใจพระเจ้าในสวรรค์หรอกหรือ?  เจ้าไม่ปรารถนาอย่างยิ่งยวดที่จะมองเห็นบั้นปลายของมวลมนุษย์หรอกหรือ?  พระองค์จะทรงบอกความลับทั้งหมดนี้แก่เจ้า—ความลับที่ไม่เคยมีมนุษย์คนใดสามารถบอกเจ้าได้—และพระองค์จะตรัสบอกความจริงที่เจ้าไม่เข้าใจกับเจ้าด้วยเช่นกัน  พระองค์ทรงเป็นประตูให้เจ้าไปสู่ราชอาณาจักร และเป็นผู้นำเจ้าเข้าไปสู่ยุคใหม่  เนื้อหนังที่ธรรมดาสามัญนี้ถือครองความล้ำลึกมากมายซึ่งมนุษย์มิอาจหยั่งถึง  กิจการของพระองค์มิอาจพินิจพิเคราะห์ได้สำหรับเจ้า แต่เป้าหมายทั้งหมดของพระราชกิจที่พระองค์ทรงทำนั้นเพียงพอที่จะทำให้เจ้ามองเห็นว่าพระองค์มิใช่เนื้อหนังธรรมดาอย่างที่ผู้คนเชื่อ เพราะพระองค์เป็นตัวแทนเจตนารมณ์ของพระเจ้าในยุคสุดท้ายและความใส่พระทัยที่พระเจ้าทรงแสดงต่อมวลมนุษย์ในยุคสุดท้าย  แม้เจ้าจะไม่สามารถได้ยินพระวจนะของพระองค์ที่ดูเหมือนจะสั่นสะเทือนฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก แม้เจ้าจะไม่สามารถมองเห็นพระเนตรของพระองค์ดังเช่นเปลวเพลิง และแม้เจ้าจะไม่สามารถได้รับการบ่มวินัยจากคทาเหล็กของพระองค์  แต่กระนั้น  เจ้าก็สามารถได้ยินจากพระวจนะของพระองค์ว่าพระเจ้ากำลังทรงพิโรธ และรู้ว่าพระเจ้ากำลังทรงแสดงพระกรุณาต่อมวลมนุษย์ และมองเห็นพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าและพระปัญญาของพระองค์ และยิ่งไปกว่านั้น ซาบซึ้งถึงความกังวลห่วงใยที่พระเจ้าทรงมีให้กับมวลมนุษย์ทั้งปวง  พระราชกิจของพระเจ้าในยุคสุดท้ายคือ การเปิดโอกาสให้มนุษย์มองเห็นพระเจ้าในสวรรค์ดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางพวกมนุษย์บนแผ่นดินโลก และทำให้มนุษย์สามารถรู้จัก นบนอบ ยำเกรง และรักพระเจ้า  นี่เป็นเหตุผลว่าเหตุใดพระองค์จึงได้ทรงกลับคืนสู่เนื้อหนังเป็นครั้งที่สอง  แม้ว่าสิ่งที่มนุษย์เห็นในวันนี้คือพระเจ้าองค์หนึ่งซึ่งเหมือนกับมนุษย์ พระเจ้าองค์หนึ่งซึ่งมีหนึ่งพระนาสิกและสองพระเนตร และเป็นพระเจ้าที่ไม่โดดเด่นอย่างยิ่ง ในท้ายที่สุด พระเจ้าจะแสดงให้พวกเจ้าเห็นว่าถ้าคนคนนี้มิได้ดำรงอยู่ ฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกก็จะประสบกับการเปลี่ยนแปลงมหาศาล ถ้าคนคนนี้มิได้ดำรงอยู่ ฟ้าสวรรค์จะสลัวลง แผ่นดินโลกจะดิ่งลงสู่ความอลหม่าน และมวลมนุษย์ทั้งปวงจะดำรงชีวิตท่ามกลางการกันดารอาหารและโรคระบาด  พระองค์จะทรงแสดงให้พวกเจ้าเห็นว่า ถ้าพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ในยุคสุดท้ายไม่ได้เสด็จมาช่วยพวกเจ้าให้รอด พระเจ้าก็คงจะทรงทำลายมวลมนุษย์ทั้งปวงในนรกไปนานแล้ว หากไม่มีเนื้อหนังนี้อยู่ พวกเจ้าก็จะเป็นพวกคนบาปตัวฉกาจไปตลอดกาล และเจ้าจะกลายเป็นซากศพชั่วนิรันดร  พวกเจ้าควรรู้ว่า หากเนื้อหนังนี้มิได้ดำรงอยู่ ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่มวลมนุษย์ทั้งปวงจะหลีกหนีความหายนะอันใหญ่หลวง และเป็นไปไม่ได้ที่จะหลีกหนีการลงโทษที่รุนแรงยิ่งขึ้นซึ่งพระเจ้าประทานให้กับมวลมนุษย์ในยุคสุดท้าย  หากเนื้อหนังธรรมดาสามัญนี้ไม่ถือกำเนิดขึ้น พวกเจ้าทั้งหมดก็คงจะอยู่ในสภาวะที่พวกเจ้าร้องขอชีวิตแต่ก็ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ และวิงวอนขอความตายแต่ก็ไม่สามารถตายได้ หากเนื้อหนังนี้มิได้ดำรงอยู่ พวกเจ้าก็จะไม่สามารถได้รับความจริงและมาอยู่เบื้องหน้าพระบัลลังก์ของพระเจ้าในวันนี้ได้ แต่พวกเจ้าจะถูกพระเจ้าลงโทษเพราะบาปอันหนักหนาสาหัสของพวกเจ้าแทน  พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่า หากมิใช่เพราะพระเจ้าทรงกลับคืนสู่เนื้อหนัง ก็คงจะไม่มีผู้ใดมีโอกาสได้รับความรอด  และหากมิใช่เพราะการมาของเนื้อหนังนี้ พระเจ้าก็คงจะทรงยุติยุคเก่าไปเสียนานแล้ว?  เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเจ้ายังจะปฏิเสธการประสูติเป็นมนุษย์ครั้งที่สองของพระเจ้าอยู่อีกหรือ?  ในเมื่อพวกเจ้าสามารถได้ประโยชน์มากมายเช่นนี้จากคนธรรมดาผู้นี้ เหตุใดพวกเจ้าจึงจะไม่ยอมรับพระองค์ด้วยความยินดีเล่า?

พระราชกิจของพระเจ้าคือบางสิ่งที่เจ้าไม่สามารถเข้าใจได้  หากเจ้าไม่สามารถทำความเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ว่าทางเลือกของเจ้าถูกต้องหรือไม่ ทั้งยังไม่สามารถรู้ได้ว่าพระราชกิจของพระเจ้าสามารถประสบผลสำเร็จได้หรือไม่ แล้วเหตุใดเจ้าจึงไม่ลองเสี่ยงโชคของเจ้าดูว่ามนุษย์ธรรมดาสามัญผู้นี้อาจช่วยเหลือเจ้าได้อย่างใหญ่หลวง และพระเจ้าได้ทรงพระราชกิจที่ยิ่งใหญ่จริงๆ หรือไม่?  อย่างไรก็ตาม เราต้องบอกเจ้าว่า ในกาลของโนอาห์ มนุษย์ได้กินและดื่ม สมรสกันและยอมพ่ายแพ้แก่ชีวิตสมรสจนถึงขอบข่ายที่พระเจ้าไม่ทรงสามารถทนรู้เห็นเป็นพยานได้ พระองค์จึงทรงส่งน้ำท่วมใหญ่มาทำลายมวลมนุษย์ และไว้ชีวิตเพียงครอบครัวแปดคนของโนอาห์ กับนกและสัตว์ป่าทุกชนิด  อย่างไรก็ตาม ในยุคสุดท้าย ผู้ที่พระเจ้าทรงไว้ชีวิตคือทุกคนที่จงรักภักดีต่อพระองค์จนถึงปลายทาง  แม้ทั้งสองยุคจะเป็นกาลสมัยที่มีความเสื่อมทรามอันใหญ่หลวงจนพระองค์ไม่สามารถทนรู้เห็นเป็นพยานได้ และมวลมนุษย์ในทั้งสองยุคกลับกลายเป็นเสื่อมทรามยิ่งนักและปฏิเสธว่าพระเจ้าไม่ใช่องค์พระผู้เป็นเจ้าของพวกเขา พระเจ้าได้ทรงทำลายเพียงผู้คนในกาลสมัยของโนอาห์  มวลมนุษย์ในทั้งสองยุคทำให้พระเจ้าทรงทุกข์โศกอย่างใหญ่หลวง ทว่าพระเจ้าก็ยังคงทรงอดทนกับมนุษย์ในยุคสุดท้ายจนถึงบัดนี้  เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้เล่า?  พวกเจ้าไม่เคยแปลกใจเลยหรือว่าเป็นเพราะเหตุใด?  หากพวกเจ้าไม่รู้จริงๆ เช่นนั้นก็จงให้เราบอกแก่พวกเจ้าเถิด  เหตุผลที่พระเจ้าสามารถประทานพระคุณให้แก่ผู้คนในยุคสุดท้ายนั้น ไม่ใช่เพราะพวกเขาเสื่อมทรามน้อยกว่าผู้คนในกาลสมัยของโนอาห์ หรือเพราะพวกเขาได้แสดงการกลับใจต่อพระเจ้าแล้ว และนับประสาอะไรที่จะเป็นเพราะวิทยาการในยุคสุดท้ายก้าวหน้าเสียจนพระเจ้าไม่สามารถตัดใจทำลายพวกเขาได้  แต่เป็นเพราะพระเจ้าทรงมีพระราชกิจที่ต้องทำในกลุ่มผู้คนในยุคสุดท้าย และพระเจ้าจะทรงพระราชกิจนี้ด้วยพระองค์เองในการประสูติเป็นมนุษย์ของพระองค์  นอกจากนี้ พระเจ้าจะทรงเลือกสรรคนส่วนหนึ่งในกลุ่มนี้ให้กลายเป็นวัตถุแห่งความรอดของพระองค์ และเป็นดอกผลของแผนการบริหารจัดการของพระองค์ และนำพาผู้คนเหล่านี้ไปสู่ยุคถัดไป  ดังนั้น ราคาที่พระเจ้าทรงจ่ายไปทั้งหมดนี้ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม ต่างก็เป็นไปเพื่อการตระเตรียมสำหรับพระราชกิจซึ่งเนื้อหนังที่พระองค์ประสูติเป็นมนุษย์จะทรงทำในยุคสุดท้ายทั้งสิ้น  ข้อเท็จจริงที่ว่าพวกเจ้าได้มาถึงวันนี้นั้น ก็เป็นเพราะเนื้อหนังนี้  พวกเจ้ามีโอกาสที่จะรอดชีวิตก็เพราะพระเจ้าทรงดำรงชีวิตอยู่ในเนื้อหนังนี้  พรทั้งหมดนี้ล้วนได้มาก็เพราะมนุษย์ธรรมดาสามัญผู้นี้  แต่ไม่เพียงเท่านี้ ในท้ายที่สุด ทุกชนชาติจะนมัสการมนุษย์ธรรมดาสามัญผู้นี้ ทั้งยังขอบคุณและนบนอบมนุษย์ที่ไร้นัยสำคัญผู้นี้ เพราะความจริง ชีวิต และหนทางที่พระองค์ทรงนำมานี่เองที่ได้ช่วยมวลมนุษย์ทั้งปวงให้รอด ได้บรรเทาความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า ได้ลดระยะห่างระหว่างมนุษย์และพระเจ้า และเปิดการเชื่อมโยงระหว่างพระดำริของพระเจ้าและมนุษย์  เป็นพระองค์เช่นกันที่ได้รับพระสิริซึ่งยิ่งใหญ่ขึ้นสำหรับพระเจ้า  มนุษย์ธรรมดาสามัญผู้นี้ไม่ควรค่าแก่ความไว้วางใจและความชื่นชมบูชาของเจ้าหรอกหรือ?  เนื้อหนังซึ่งธรรมดาสามัญผู้นี้ไม่เหมาะที่จะได้รับการเรียกขานว่าพระคริสต์หรอกหรือ?  มนุษย์ธรรมดาสามัญผู้นี้ไม่สามารถกลายเป็นการแสดงออกของพระเจ้าท่ามกลางมวลมนุษย์หรอกหรือ?  มนุษย์ผู้นี้คือผู้ที่ได้ไว้ชีวิตมวลมนุษย์จากความวิบัติไม่สมควรแก่ความรักของพวกเจ้าและความปรารถนาของพวกเจ้าที่จะยึดพระองค์ไว้ให้มั่นหรอกหรือ?  หากพวกเจ้าปฏิเสธความจริงซึ่งแสดงจากพระโอษฐ์ของพระองค์ และรังเกียจการดำรงอยู่ของพระองค์ท่ามกลางพวกเจ้า  แล้วสิ่งใดเล่าที่จะเกิดขึ้นกับเจ้าในท้ายที่สุด?

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เจ้ารู้หรือไม่ว่า พระเจ้าได้ทรงกระทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ท่ามกลางมวลมนุษย์?

229. พระราชกิจทั้งหมดของพระเจ้าในยุคสุดท้ายกระทำผ่านมนุษย์ธรรมดาสามัญผู้นี้  บุคคลผู้นี้จะมอบทุกสิ่งแก่เจ้า และที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ บุคคลผู้นี้จะสามารถชี้ขาดทุกสิ่งที่สัมพันธ์กับเจ้า  เป็นไปได้หรือที่มนุษย์ผู้นี้จะเป็นมนุษย์ที่ธรรมดาจนไม่ควรค่าแก่การเอ่ยถึง อย่างที่พวกเจ้าเชื่อว่าพระองค์เป็น?  ความจริงของพระองค์ไม่เพียงพอที่จะทำให้พวกเจ้าเชื่ออย่างสุดใจกระนั้นหรือ?  การได้เห็นกิจการของพระองค์ด้วยตาของพวกเจ้าเองไม่สามารถทำให้พวกเจ้าเชื่อได้กระนั้นหรือ?  หรือว่าเส้นทางที่พระองค์ทรงนำทางนั้นไม่ควรค่าให้พวกเจ้าเดินไป?  เมื่อพิจารณาโดยรวมทุกอย่างแล้ว สิ่งใดที่เป็นเหตุให้พวกเจ้ารู้สึกรังเกียจพระองค์ และปฏิเสธพระองค์และรักษาระยะห่างจากพระองค์  มนุษย์ผู้นี้นี่เองที่เป็นผู้แสดงความจริง มนุษย์ผู้นี้นี่เองที่เป็นผู้จัดเตรียมความจริง และมนุษย์ผู้นี้นี่เองที่เป็นผู้มอบเส้นทางให้พวกเจ้าเดินตาม  อาจเป็นได้หรือไม่ว่าพวกเจ้ายังคงไม่สามารถค้นพบร่องรอยของพระราชกิจของพระเจ้าภายในความจริงเหล่านี้?  หากปราศจากพระราชกิจของพระเยซู มวลมนุษย์ย่อมจะไม่สามารถลงมาจากกางเขน แต่หากปราศจากการประสูติเป็นมนุษย์ในวันนี้ บรรดาผู้ที่ลงมาจากกางเขนย่อมจะไม่มีวันได้รับการเห็นชอบจากพระเจ้าหรือเข้าสู่ยุคใหม่ได้เลย  หากปราศจากการมาของมนุษย์ธรรมดาสามัญผู้นี้ พวกเจ้าก็คงจะไม่มีวันได้มีโอกาสที่จะมองเห็นพระพักตร์ที่แท้จริงของพระเจ้า ทั้งยังไม่มีคุณสมบัติเหมาะสมพอที่จะมองเห็น เพราะพวกเจ้าทั้งหมดล้วนเป็นเป้าหมายที่ควรถูกทำลายสิ้นมานานแล้ว  เนื่องจากการมาถึงของการประสูติเป็นมนุษย์ครั้งที่สองของพระเจ้า พระเจ้าได้ทรงยกโทษให้พวกเจ้าและแสดงความกรุณาต่อพวกเจ้า  ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม คำพูดที่เราต้องทิ้งไว้กับพวกเจ้าในตอนท้ายก็ยังคงเป็นคำพูดเหล่านี้ที่ว่า มนุษย์ธรรมดาสามัญผู้นี้ ผู้ซึ่งเป็นพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์นั้น มีความสำคัญสูงสุดต่อพวกเจ้า  นี่คือสิ่งยิ่งใหญ่ที่พระเจ้าได้ทรงกระทำท่ามกลางมวลมนุษย์แล้ว

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เจ้ารู้หรือไม่ว่า พระเจ้าได้ทรงกระทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ท่ามกลางมวลมนุษย์?

230. พวกที่ปรารถนาที่จะได้รับชีวิตโดยไม่พึ่งพาความจริงที่พระคริสต์ตรัสคือผู้คนที่ไร้สาระน่าขันที่สุดบนแผ่นดินโลก และพวกที่ไม่ยอมรับหนทางแห่งชีวิตซึ่งพระคริสต์ทรงนำพามาคือคนที่หลงอยู่ในความเพ้อฝัน  และดังนั้นเราจึงกล่าวว่าพวกที่ไม่ยอมรับพระคริสต์ของยุคสุดท้ายจะถูกพระเจ้าทรงเกลียดชังไปตลอดกาล  พระคริสต์ทรงเป็นประตูให้มนุษย์ไปสู่ราชอาณาจักรในยุคสุดท้าย และไม่มีใครสามารถเลี่ยงพระองค์ได้  อาจไม่มีใครเลยที่พระเจ้าทรงทำให้มีความเพียบพร้อมเว้นแต่จะผ่านทางพระคริสต์  เจ้าเชื่อในพระเจ้า และดังนั้นเจ้าต้องยอมรับพระวจนะของพระองค์และนบนอบพระวจนะของพระองค์  อย่าเอาแต่นึกถึงการได้รับพรระหว่างที่ยังไม่สามารถยอมรับความจริงและยังไม่อาจรับมอบชีวิตได้  พระคริสต์เสด็จมาในยุคสุดท้ายเพื่อให้พระองค์ทรงจัดเตรียมชีวิตให้ทุกคนซึ่งเชื่อในพระองค์อย่างจริงใจ  พระราชกิจนี้มีขึ้นเพื่อการสรุปปิดตัวยุคเก่าและเข้าสู่ยุคใหม่ และพระราชกิจนี้คือเส้นทางที่บรรดาผู้ที่จะผ่านเข้าสู่ยุคใหม่ล้วนต้องใช้เดิน  หากเจ้าไม่ยอมรับรู้เกี่ยวกับพระคริสต์ และยิ่งไปกว่านั้นกลับกล่าวโทษ หมิ่นประมาท หรือข่มเหงพระองค์ เช่นนั้นแล้วแน่นอนว่าเจ้าไม่แคล้วถูกเผาไหม้ไปชั่วนิรันดร์และจะไม่มีวันเข้าสู่ราชอาณาจักรของพระเจ้าได้  นี่เป็นเพราะพระคริสต์พระองค์นี้ทรงเป็นการแสดงออกด้วยพระองค์เองของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ทรงเป็นการแสดงออกของพระเจ้า ทรงเป็นองค์หนึ่งเดียวที่พระเจ้าได้ไว้วางพระทัยมอบหมายให้ปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์บนแผ่นดินโลก และดังนั้นเราจึงกล่าวว่าหากเจ้าไม่สามารถยอมรับทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมหมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์  การลงทัณฑ์อันสาสมสำหรับพวกที่หมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นประจักษ์ชัดอยู่ในตัวของมันเองต่อทุกคน  เรายังบอกเจ้าดังนี้ด้วยว่าหากเจ้าขัดขืนพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย หากเจ้าปฏิเสธพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย เช่นนั้นก็จะไม่มีใครอื่นแบกรับผลที่ตามมาเพราะการนี้แทนเจ้าได้  ยิ่งไปกว่านั้น นับจากจุดนั้นเป็นต้นไป เจ้าจะไม่มีโอกาสได้รับการเห็นชอบจากพระเจ้าอีกเลย ต่อให้เจ้าปรารถนาจะไถ่ตัวเอง เจ้าก็จะไม่อาจได้เห็นพระพักตร์ของพระเจ้าอีกแล้ว  นี่เป็นเพราะสิ่งที่เจ้ากำลังต่อต้านอยู่นั้นไม่ใช่มนุษย์ สิ่งที่เจ้ากำลังปฏิเสธนั้นไม่ใช่คนที่ไม่มีความสำคัญแต่เป็นพระคริสต์  เจ้ารู้หรือไม่ว่าผลสืบเนื่องของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร?  เจ้าไม่ได้กำลังทำความผิดพลาดเล็กๆ แต่กำลังก่อบาปอันชั่วร้าย  และดังนั้นเราจึงแนะนำทุกคนว่าจงอย่าแยกเขี้ยวและเงื้อง่ากรงเล็บของตน หรือแสดงความคิดเห็นตามอำเภอใจเมื่ออยู่ต่อหน้าความจริง เพราะความจริงเท่านั้นที่สามารถนำชีวิตมาสู่เจ้าได้ และไม่มีอะไรนอกจากความจริงเท่านั้นที่สามารถเปิดโอกาสให้เจ้าเกิดใหม่และได้มองเห็นพระพักตร์ของพระเจ้าอีกครั้ง

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระคริสต์แห่งยุคสุดท้ายเท่านั้นที่สามารถประทานหนทางแห่งชีวิตนิรันดร์แก่มนุษย์ได้

ก่อนหน้า: 3. พระวจนะว่าด้วยการเป็นคำพยานต่อการทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า

ถัดไป: 5. พระวจนะว่าด้วยสัมพันธภาพระหว่างแต่ละช่วงระยะแห่งพระราชกิจของพระเจ้ากับพระนามของพระเจ้า

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger