การรู้จักพระเจ้า I

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 1

พวกเจ้าทุกคนควรตรวจสอบการเดินทางของตนเองในฐานะผู้เชื่อในพระเจ้าใหม่ เพื่อดูว่าในขั้นตอนของการติดตามพระเจ้านั้น เจ้าได้เข้าใจอย่างแท้จริง ทำความเข้าใจอย่างแท้จริง และได้มารู้จักพระเจ้าอย่างแท้จริงหรือไม่ เจ้ารู้จักท่าทีของพระเจ้าที่มีต่อผู้คนหลากหลายประเภทอย่างแท้จริงหรือไม่ และเจ้าเข้าใจในพระราชกิจที่พระเจ้าทรงทำกับเจ้าอย่างแท้จริงหรือไม่และพระเจ้าทรงนิยามทุกการกระทำของเจ้าอย่างไร  พระเจ้าพระองค์นี้ ผู้ที่ทรงอยู่เคียงข้างเจ้า ทรงคอยเป็นเพื่อนเจ้า ทรงชี้แนะทิศทางให้กับความก้าวหน้าของเจ้า ทรงครองอธิปไตยเหนือชะตากรรมของเจ้า และทรงจัดหาสิ่งจำเป็นทั้งหลายสำหรับเจ้า—เจ้าเข้าใจและรู้จักพระเจ้าพระองค์นี้มากน้อยเพียงใดกันแน่?  เจ้ารู้หรือไม่ว่าพระราชกิจใดที่พระองค์ทรงแสดงบทบาทกับเจ้าทุกๆ วัน?  เจ้ารู้จักหลักธรรมและจุดประสงค์ในทุกการกระทำของพระองค์หรือไม่?  เจ้ารู้วิธีที่พระองค์ทรงนำเจ้าหรือไม่?  เจ้ารู้หรือไม่ว่าพระองค์ทรงจัดเตรียมให้เจ้าอย่างไร?  เจ้ารู้วิธีการทั้งหลายซึ่งพระองค์ทรงใช้ในการนำทางเจ้าหรือไม่?  เจ้ารู้หรือไม่ว่าสิ่งที่พระองค์ทรงปรารถนาจะได้รับจากเจ้าและสิ่งที่พระองค์ทรงปรารถนาจะสัมฤทธิ์ในตัวเจ้าคืออะไร?  เจ้ารู้หรือไม่ว่าพระองค์ทรงมีท่าทีอย่างไรต่อวิธีประพฤติตนต่างๆ ของเจ้า?  เจ้ารู้หรือไม่ว่าเจ้าเป็นคนคนหนึ่งที่พระองค์ทรงรัก?  เจ้ารู้ที่มาของความชื่นบาน พระพิโรธ ความโทมนัส และความปีติยินดีของพระองค์ ความคิดและแนวคิดทั้งหลายเบื้องหลังสิ่งเหล่านี้ และแก่นแท้ของพระองค์หรือไม่?  เจ้ารู้หรือไม่ว่าพระเจ้าพระองค์นี้ที่เจ้าเชื่อทรงเป็นพระเจ้าแบบไหนกันแน่?  คำถามเหล่านี้และคำถามอื่นๆ ประเภทนี้เป็นสิ่งที่เจ้าไม่เคยเข้าใจหรือนึกถึงมาก่อนใช่หรือไม่?  ตลอดระยะเวลาที่เจ้าเชื่อในพระเจ้า เจ้าได้ขจัดความเข้าใจผิดทั้งหลายของเจ้าเกี่ยวกับพระองค์ผ่านความซาบซึ้งและประสบการณ์ที่แท้จริงในพระวจนะของพระเจ้าแล้วหรือไม่?  หลังจากที่ได้รับการบ่มวินัยและการตีสอนของพระเจ้า เจ้าได้เกิดการนบนอบและคำนึงถึงพระเจ้าอย่างแท้จริงหรือไม่?  ท่ามกลางการตีสอนและการพิพากษาของพระเจ้า เจ้าได้มารู้จักความเป็นกบฏและธรรมชาติเยี่ยงซาตานของมนุษย์ และด้วยเหตุนี้จึงได้รับความเข้าใจเกี่ยวกับความบริสุทธิ์ของพระเจ้าขึ้นเล็กน้อยหรือไม่?  ภายใต้การทรงนำและความรู้แจ้งแห่งพระวจนะของพระเจ้า เจ้าได้เริ่มมีทัศนคติใหม่ต่อชีวิตแล้วหรือยัง?  ท่ามกลางบททดสอบทั้งหลายของพระเจ้าที่มีต่อเจ้า เจ้าได้รู้สึกถึงความไม่ทรงผ่อนปรนของพระองค์ต่อการล่วงเกินทั้งหลายของมนุษย์ รวมทั้งสิ่งซึ่งพระองค์ประสงค์จากเจ้าและวิธีที่พระองค์กำลังทรงช่วยเจ้าให้รอดหรือไม่?  หากเจ้าไม่รู้ว่าการเข้าใจพระเจ้าผิดนั้นคืออะไร หรือจะขจัดความเข้าใจผิดนี้อย่างไร เช่นนั้นก็อาจกล่าวได้ว่าเจ้าไม่เคยได้เข้าสู่การมหาสนิทที่แท้จริงกับพระเจ้า และไม่เคยเข้าใจพระเจ้าเลย หรืออย่างน้อยที่สุดก็อาจกล่าวได้ว่าเจ้าไม่เคยได้ปรารถนาที่จะเข้าใจพระองค์  หากเจ้าไม่รู้ว่าการบ่มวินัยและการตีสอนของพระเจ้าคืออะไร เช่นนั้นแล้ว เจ้าย่อมไม่รู้ว่าอะไรคือการนบนอบและการคำนึงถึงอย่างแน่นอน หรืออย่างน้อยที่สุดเจ้าก็ไม่เคยนบนอบหรือแสดงความคำนึงถึงพระเจ้าอย่างแท้จริงเลย  หากเจ้าไม่เคยได้รับประสบการณ์กับการตีสอนและการพิพากษาของพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว เจ้าย่อมจะไม่รู้อย่างแน่นอนว่าอะไรคือความบริสุทธิ์ของพระองค์ และเจ้าจะยิ่งไม่เข้าใจว่าความเป็นกบฏของมนุษย์คืออะไร  หากเจ้าไม่เคยมีทัศนคติที่แท้จริงและถูกต้องเกี่ยวกับชีวิต หรือจุดมุ่งหมายที่ถูกต้องในชีวิต แต่ยังคงงุนงงและไม่แน่ใจเกี่ยวกับเส้นทางชีวิตในภายภาคหน้าของเจ้า และถึงขนาดลังเลใจที่จะก้าวไปข้างหน้า เช่นนั้นแล้วย่อมเป็นที่แน่ชัดว่าเจ้าไม่เคยได้รับความรู้แจ้งและการทรงนำของพระเจ้าเลย อาจกล่าวได้เช่นกันว่าเจ้าไม่เคยได้รับการจัดหาหรือได้รับการเติมเต็มจากพระวจนะของพระเจ้าอย่างแท้จริง  หากเจ้ายังไม่เคยผ่านบททดสอบทั้งหลายของพระเจ้า เช่นนั้นก็ชัดเจนโดยไม่ต้องกล่าวเลยว่า เจ้าจะไม่รู้อย่างแน่นอนว่าการที่พระเจ้าไม่ทรงผ่อนปรนต่อการล่วงเกินทั้งหลายของมนุษย์นั้นคืออะไร และเจ้าย่อมจะไม่เข้าใจว่าอะไรคือสิ่งที่พระเจ้าประสงค์จากเจ้าอย่างแท้จริง และยิ่งไม่รู้ว่าพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการและการทรงช่วยมนุษย์ให้รอดนั้นคืออะไร  ไม่ว่าคนคนหนึ่งเชื่อในพระเจ้ามาเป็นเวลากี่ปีแล้วก็ตาม หากพวกเขาไม่เคยได้รับประสบการณ์กับหรือรับรู้สิ่งใดในพระวจนะของพระเจ้าเลย เช่นนั้นแล้วก็แน่นอนว่าพวกเขายังไม่ได้เริ่มต้นเดินไปบนเส้นทางสู่ความรอด ความเชื่อของพวกเขาในพระเจ้าย่อมปราศจากเนื้อหาที่แท้จริงเป็นแน่แท้ ความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าของพวกเขาย่อมเป็นศูนย์ด้วยเช่นกัน และนั่นชัดเจนโดยไม่ต้องบอกว่า พวกเขาไม่รู้เลยว่าการยำเกรงพระเจ้าคืออะไร

—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, คำนำ

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 2

สิ่งทรงครองและสิ่งทรงเป็นของพระเจ้า แก่นแท้ของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระเจ้า—ทั้งหมดล้วนแล้วแต่ถูกทำให้เป็นที่รู้จักกันในพระวจนะของพระองค์ที่มีต่อความเป็นมนุษย์  เมื่อเขาได้รับประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้า ในขณะที่กำลังทำการนำพระวจนะไปฝึกฝนปฏิบัติ มนุษย์จะมารู้จักจุดประสงค์เบื้องหลังพระวจนะซึ่งพระเจ้าตรัส และเข้าใจแหล่งที่มาและปูมหลังของพระวจนะของพระเจ้า และเข้าใจและซึ้งคุณค่าในผลที่เกิดขึ้นตามเจตนารมณ์ของพระวจนะของพระเจ้า  สำหรับความเป็นมนุษย์แล้ว เหล่านี้คือสิ่งซึ่งมนุษย์ต้องได้รับประสบการณ์ จับความเข้าใจ และบรรลุเพื่อที่จะบรรลุความจริงและชีวิต เพื่อที่จะจับความเข้าใจในเจตนารมณ์ของพระเจ้า เพื่อที่จะกลับกลายเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของเขา และกลายเป็นสามารถนบนอบต่ออำนาจอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้าได้  ในเวลาเดียวกันกับที่มนุษย์ได้รับประสบการณ์ จับความเข้าใจ และบรรลุสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ เขาจะค่อยๆ ได้รับความเข้าใจในพระเจ้า และ ณ เวลานี้เขายังจะได้รับความรู้เกี่ยวกับพระองค์ในระดับที่แตกต่างกันไว้แล้วเช่นกัน  ความเข้าใจและความรู้นี้ไม่ได้มาจากบางสิ่งบางอย่างซึ่งมนุษย์ได้จินตนาการหรือประพันธ์ขึ้น แต่ทว่ากลับมาจากสิ่งที่เขาซึ้งคุณค่า ได้รับประสบการณ์ รู้สึก และยืนยันภายในตัวเขาเอง  เพียงหลังจากการได้รู้คุณค่า การได้รับประสบการณ์ การรู้สึก และการยืนยันสิ่งทั้งหลายเหล่านี้แล้วเท่านั้น ความรู้ของมนุษย์ในพระเจ้าจึงจะได้รับมาซึ่งเนื้อหา ความรู้ซึ่งมนุษย์ได้รับมา ณ เวลานี้เท่านั้นที่เป็นจริง แท้จริง และถูกต้องแม่นยำ และกระบวนขั้นตอนนี้—แห่งการบรรลุความเข้าใจและความรู้อันถ่องแท้เกี่ยวกับพระเจ้าอันโดยผ่านทางการซึ้งคุณค่า การได้รับประสบการณ์ การรู้สึก และการยืนยันพระวจนะของพระองค์—ไม่ใช่อะไรอื่นนอกเสียจากการมหาสนิทแท้จริงระหว่างมนุษย์และพระเจ้า  ในท่ามกลางการมหาสนิทแบบนี้ มนุษย์มาเข้าใจและจับใจความในเจตนารมณ์ของพระเจ้าอย่างแท้จริง มาเข้าใจและรู้จักอย่างแท้จริงถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงครองและสิ่งที่พระเจ้าทรงเป็น มาเข้าใจและรู้จักแก่นแท้ของพระเจ้าอย่างแท้จริง มาเข้าใจและรู้จักพระอุปนิสัยของพระเจ้าทีละน้อยๆ มาถึงซึ่งความแน่ใจที่แท้จริงและนิยามที่ถูกต้องเกี่ยวกับข้อเท็จจริงแห่งอำนาจครอบครองของพระเจ้าเหนือสรรพสิ่งทรงสร้างทั้งปวง และได้รับความรู้และจุดเชื่อมต่อหนึ่งซึ่งมีสาระสำคัญเกี่ยวกับพระอัตลักษณ์และฐานะของพระเจ้า  ในท่ามกลางการมหาสนิทแบบนี้ มนุษย์เปลี่ยนแปลงความคิดเห็นทั้งหลายของเขาเกี่ยวกับพระเจ้าทีละขั้น ไม่จินตนาการถึงพระองค์โดยไม่มีที่มาที่ไป หรือปล่อยให้ความระแวงสงสัยของเขาเองเกี่ยวกับพระองค์ได้ถูกแสดงออกอย่างอิสระ หรือเข้าใจพระองค์ผิด หรือกล่าวโทษพระองค์ หรือตัดสินพระองค์ หรือเคลือบแคลงสงสัยในพระองค์อีกต่อไป  ด้วยเหตุนี้ มนุษย์จะมีข้อพิพาทกับพระเจ้าน้อยลง เขาจะมีข้อขัดแย้งกับพระเจ้าน้อยลง และจะมีโอกาสที่มนุษย์ใช้ในการกบฏต่อพระเจ้าน้อยลง  ในทางกลับกัน ความใส่ใจและการนบนอบพระเจ้าของมนุษย์ก็จะมีมากขึ้น และความยำเกรงของเขาที่มีต่อพระเจ้าจะกลายเป็นจริงมากขึ้นและลุ่มลึกมากขึ้น  ในท่ามกลางการมหาสนิทเช่นนี้ มนุษย์จะไม่เพียงได้บรรลุการจัดเตรียมความจริงและบัพติศมาของชีวิตเท่านั้น แต่ในเวลาเดียวกันเขายังจะได้บรรลุความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้าอีกเช่นกัน  ในท่ามกลางการมหาสนิทเช่นนี้ มนุษย์จะไม่เพียงได้รับการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของเขาและได้รับความรอดเท่านั้น แต่ในเวลาเดียวกันเขายังจะรวบรวมความยำเกรงและการนมัสการที่แท้จริงที่สิ่งมีชีวิตหนึ่งซึ่งทรงสร้างมีต่อพระเจ้าเช่นกัน  เมื่อได้มีการมหาสนิทแบบนี้แล้ว ความเชื่อของมนุษย์ในพระเจ้าจะไม่เป็นกระดาษแผ่นหนึ่งซึ่งว่างเปล่า หรือคำสัญญาที่ถูกเสนอไปเพียงลมปาก หรือในรูปแบบของการไล่ตามเสาะหาและความปลาบปลื้มหลงใหลแบบไม่ลืมหูลืมตาอีกต่อไป ด้วยการมหาสนิทแบบนี้เท่านั้นชีวิตของมนุษย์จึงจะเติบโตไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่วันต่อวัน และเพียงบัดนี้เท่านั้นที่อุปนิสัยของเขาจะค่อยๆ กลับกลายเปลี่ยนแปลง และความเชื่อในพระเจ้าของเขาจะเปลี่ยนจากความเชื่ออันคลุมเครือและไม่แน่นอนไปสู่การนบนอบและการใส่ใจอย่างแท้จริง ไปเป็นความยำเกรงแท้จริงทีละขั้น และในขณะที่กำลังทำการติดตามพระเจ้า มนุษย์ยังจะค่อยๆ คืบหน้าจากจุดยืนแบบนิ่งเฉยไม่ทำอะไร ไปสู่จุดยืนแบบกระตือรือร้น จากการคิดในแง่ลบไปสู่การคิดในแง่บวกด้วยเช่นกัน ด้วยการมหาสนิทแบบนี้เท่านั้นมนุษย์จึงจะมาถึงความเข้าใจและการจับใจความอันแท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้า มาถึงความรู้อันแท้จริงในพระเจ้า  เนื่องเพราะผู้คนส่วนใหญ่ไม่เคยได้เข้าสู่การมหาสนิทที่แท้จริงกับพระเจ้า ความรู้ของพวกเขาเกี่ยวกับพระเจ้าจึงหยุดลงที่ระดับทฤษฎี ที่ระดับคำพูดและคำสอน  กล่าวคือ ผู้คนส่วนใหญ่จำนวนมาก ไม่สำคัญว่าพวกเขาได้เชื่อในพระเจ้ามาเป็นเวลากี่ปีแล้ว ในด้านของการรู้จักพระเจ้านั้น ยังคงอยู่ในที่เดิมที่ซึ่งพวกเขาได้เริ่มต้น ติดอยู่ที่รากฐานของรูปแบบทั้งหลายทางขนบประเพณีของการแสดงความเคารพ พร้อมด้วยความเชื่อเหนือธรรมชาติทั้งหลายในระบบศักดินาและการเติมแต่งสีสันเพ้อฝันประโลมใจทั้งหลายที่เกี่ยวข้องของรูปแบบเหล่านั้น  การที่ความรู้ของมนุษย์ในพระเจ้าควรถูกทำให้หยุดลง ณ จุดเริ่มต้นของมันนั้น หมายความว่ามันไม่มีอยู่จริงในทางปฏิบัติ  นอกเหนือไปจากการยืนยันของมนุษย์ในพระอุปนิสัยและพระอัตลักษณ์ของพระเจ้า ความเชื่อของมนุษย์ในพระเจ้ายังคงอยู่ในสภาวะของความไม่แน่นอนอันคลุมเครือ  เมื่อเป็นดังนี้แล้ว มนุษย์สามารถรู้สึกถึงความยำเกรงแท้จริงที่มีให้กับพระเจ้าได้มากเพียงใดกัน?

ไม่สำคัญว่าเจ้าเชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้าอย่างหนักแน่นเพียงใด นี่ไม่สามารถแทนที่ความรู้ของเจ้าในพระเจ้าหรือความยำเกรงของเจ้าที่มีให้กับพระเจ้าได้  ไม่สำคัญว่าเจ้าได้ชื่นชมกับพระพรของพระองค์และพระคุณของพระองค์มากเพียงใด นี่ไม่สามารถแทนที่ความรู้ของเจ้าเกี่ยวกับพระเจ้าได้  ไม่สำคัญว่าเจ้าเต็มใจที่จะปวารณาตนทั้งหมดของเจ้าและทั้งหมดของเจ้าเพื่อประโยชน์แห่งพระองค์อย่างไร นี่ไม่สามารถแทนที่ความรู้ของเจ้าในพระเจ้าได้  บางทีเจ้าอาจได้คุ้นเคยมากแล้วกับพระวจนะซึ่งพระเจ้าได้ตรัส หรือไม่เจ้ากระทั่งจำพระวจนะได้ขึ้นใจและสามารถท่องพระวจนะรัวซ้ำได้ แต่นี่ไม่สามารถแทนที่ความรู้ของเจ้าในพระเจ้าได้  ไม่ว่ามนุษย์อาจมีเจตนาในการติดตามพระเจ้าเพียงใดก็ตาม หากเขาไม่เคยได้มีการมหาสนิทอันจริงแท้กับพระเจ้าหรือได้มีประสบการณ์ที่แท้จริงกับพระวจนะของพระเจ้า ความรู้ของเขาในพระเจ้าก็ย่อมจะเป็นแต่เพียงแผ่นปะอันว่างเปล่า หรือในภวังค์อันไม่รู้จบ สำหรับทั้งหมดที่เจ้าอาจได้เคยกระทบไหล่กับพระเจ้าในการเดินผ่าน หรือได้พบพระองค์ต่อหน้านั้น ความรู้ของเจ้าในพระเจ้าจะยังคงเป็นศูนย์อยู่ดี และความยำเกรงของเจ้าที่มีให้กับพระเจ้าจะไม่เป็นอะไรที่มากไปกว่าคำพูดติดปากลอยลม หรือมโนทัศน์อันเป็นอุดมคติ

—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, คำนำ

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 3

ผู้คนจำนวนมากยึดมั่นในพระวจนะของพระเจ้าเพื่ออ่านวันต่อวัน จนกระทั่งถึงจุดที่หมายมั่นอย่างพิถีพิถันที่จะจดจำบทตอนอันเป็นอมตะทั้งหมดที่มีในนั้นว่าเป็นทรัพย์สมบัติอันมีค่ามากที่สุดของพวกเขา และยิ่งไปกว่านั้นยังประกาศพระวจนะของพระเจ้าทุกหนแห่ง จัดเตรียมและช่วยเหลือผู้อื่นด้วยพระวจนะของพระเจ้า  พวกเขาคิดว่าการทำเช่นนี้คือการเป็นพยานต่อพระเจ้า คือการเป็นพยานต่อพระวจนะของพระองค์ คิดว่าการทำเช่นนี้คือการเจริญรอยตามทางแห่งพระเจ้า พวกเขาคิดว่าการทำเช่นนี้คือการดำเนินชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้า ว่าการทำเช่นนี้คือการนำพระวจนะของพระองค์ไปสู่ชีวิตจริงของพวกเขา ว่าการทำเช่นนี้จะทำให้พวกเขาสามารถได้รับการชมเชยจากพระเจ้า และได้รับการช่วยให้รอดและได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม  แต่แม้ในขณะที่พวกเขาประกาศพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาไม่เคยปฏิบัติสอดคล้องกับพระวจนะของพระเจ้าเลยในทางปฏิบัติ หรือพยายามที่จะเปรียบเทียบตัวพวกเขาเองกับสิ่งที่ถูกเผยในพระวจนะของพระเจ้า  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากลับใช้พระวจนะของพระเจ้าเพื่อให้ได้รับการรักใคร่บูชาและความเชื่อใจจากผู้อื่นด้วยเล่ห์เพทุบาย เพื่อเข้าสู่การบริหารจัดการด้วยตัวพวกเขาเอง และเพื่อยักยอกและขโมยพระสิริแห่งพระเจ้า  พวกเขาหวังอย่างลมๆ แล้งๆ ว่าจะฉกฉวยโอกาสที่ได้จากการเผยแผ่พระวจนะของพระเจ้าเพื่อที่จะให้ได้รางวัลเป็นการทำงานของพระเจ้าและการชมเชยจากพระองค์  กี่ปีแล้วที่ได้ผ่านไป แต่ไม่เพียงผู้คนเหล่านี้จะไม่สามารถได้รับการชมเชยจากพระเจ้าในขณะที่กำลังทำการประกาศพระวจนะของพระเจ้า และไม่เพียงแต่พวกเขาจะไม่สามารถค้นพบหนทางซึ่งพวกเขาควรติดตามในขณะที่กำลังทำการเป็นพยานต่อพระวจนะของพระเจ้า และไม่เพียงแต่พวกเขาจะไม่ได้ช่วยเหลือหรือจัดเตรียมให้กับตัวพวกเขาเองในขณะที่กำลังทำการช่วยเหลือและจัดเตรียมพระวจนะของพระเจ้าให้กับผู้อื่น และไม่เพียงแต่พวกเขาจะไม่สามารถทำความรู้จักพระเจ้า หรือปลุกความยำเกรงอันจริงแท้ในตัวพวกเขาที่มีให้กับพระเจ้า ในขณะที่กำลังทำการในสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ทั้งหมด แต่ในทางกลับกัน ความเข้าใจผิดของพวกเขาเกี่ยวกับพระเจ้ายิ่งดิ่งลึกลงทุกที ความไม่เชื่อใจของพวกเขาในพระองค์ยิ่งรุนแรงมากขึ้นทุกที และการจินตนาการทั้งหลายของพวกเขาเกี่ยวกับพระองค์ยิ่งเกินความจริงขึ้นทุกที  เมื่อได้รับการจัดหาและได้รับการนำโดยทฤษฎีทั้งหลายของพวกเขาเกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาดูราวกับว่าครบบริบูรณ์ในองค์ประกอบของพวกเขา ราวกับเป็นการใช้ทักษะทั้งหลายของพวกเขาด้วยความง่ายดายโดยไม่ต้องพยายาม ราวกับว่าพวกเขาได้ค้นพบจุดประสงค์ในชีวิตของพวกเขา ภารกิจของพวกเขาแล้ว และราวกับว่าพวกเขาได้รับชีวิตใหม่และได้รับการช่วยให้รอดแล้ว ราวกับว่า ด้วยพระวจนะของพระเจ้าที่กลิ้งผ่านลิ้นของพวกเขาอย่างแข็งทื่อรีบร้อนในระหว่างท่องขานนั้น พวกเขาได้รับความจริงแล้ว จับความเข้าใจในเจตนารมณ์ของพระเจ้าแล้ว และได้ค้นพบเส้นทางสู่การทำความรู้จักพระเจ้าแล้ว ราวกับว่า ในขณะที่กำลังทำการประกาศพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาได้มาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าบ่อยครั้ง  บ่อยครั้งอีกเช่นกันที่พวกเขา “ซาบซึ้ง” จนร่ำไห้หลายครั้งหลายคราว และบ่อยครั้งที่ได้รับการทรงนำโดย “พระเจ้า” ในพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาดูเหมือนว่าได้เข้าใจถึงความกังวลห่วงใยอันจริงจังและเจตนารมณ์อันใจดีมีเมตตาของพระองค์อย่างไม่หยุดหย่อน และในขณะเดียวกัน ได้จับความเข้าใจในความรอดของมนุษย์จากพระเจ้าและการบริหารจัดการของพระองค์ ได้มารู้จักแก่นแท้ของพระองค์ และได้จับความเข้าใจในพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์  จากพื้นฐานของความคิดนี้ พวกเขาดูเหมือนว่าได้เชื่ออย่างหนักแน่นยิ่งขึ้นไปอีกในการดำรงอยู่ของพระเจ้า ได้รับรู้มากขึ้นถึงสภาวะที่ได้รับการยกย่องของพระองค์ และได้รู้สึกถึงความโอ่อ่าตระการตาและความเหนือธรรมชาติของพระองค์อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น  เมื่อปักจมอยู่ในความรู้อันผิวเผินในพระวจนะของพระเจ้า มันคงจะดูเหมือนว่าความเชื่อของพวกเขาได้เติบโตขึ้น การตัดสินใจแน่วแน่ของพวกเขาที่จะสู้ทนความทุกข์ได้มีความแข็งแกร่งขึ้น และความรู้ของพวกเขาในพระเจ้าได้ลึกซึ้งขึ้น  พวกเขาหารู้ไม่ว่า จนกว่าพวกเขาจะได้รับประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้าอย่างแท้จริง ความรู้ทั้งหมดของพวกเขาในพระเจ้าและแนวคิดของพวกเขาเกี่ยวกับพระองค์นั้นมาจากการจินตนาการทั้งหลายอันเต็มไปด้วยความปรารถนาและการอนุมานของพวกเขาเอง  ความเชื่อของพวกเขาคงจะอยู่ได้ไม่นานภายใต้การทดสอบรูปแบบใดก็ตามจากพระเจ้า สิ่งที่เรียกว่าความเป็นจิตวิญญาณและวุฒิภาวะของพวกเขาคงจะอยู่ได้เพียงไม่นานภายใต้การทดสอบหรือการตรวจสอบของพระเจ้า ปณิธานของพวกเขาเป็นแต่เพียงปราสาททรายหลังหนึ่ง และสิ่งที่เรียกว่าความรู้ในพระเจ้าก็ไม่ใช่อะไรมากไปกว่าเรื่องที่ปั้นแต่งขึ้นเรื่องหนึ่งของจินตนาการของพวกเขา  ในข้อเท็จจริงนั้น ก็อย่างที่เป็นอยู่ ผู้คนเหล่านี้ ซึ่งได้ใช้ความพยายามมากมายไปในพระวจนะของพระเจ้า ไม่เคยได้ตระหนักเลยว่าอะไรคือความเชื่อที่แท้จริง อะไรคือการนบนอบที่แท้จริง อะไรคือการใส่ใจที่แท้จริง หรืออะไรคือความรู้ที่แท้จริงในพระเจ้า  พวกเขายึดถือทฤษฎี จินตนาการ ความรู้ พรสวรรค์ ประเพณี ความเชื่อเหนือธรรมชาติ และกระทั่งค่านิยมด้านศีลธรรมแห่งความเป็นมนุษย์ และนำสิ่งเหล่านี้มาเป็น “ต้นทุน” และ “อาวุธยุทโธปกรณ์” สำหรับการเชื่อในพระเจ้าและการติดตามพระองค์ กระทั่งทำให้สิ่งเหล่านี้เป็นรากฐานของความเชื่อในพระเจ้าของพวกเขาและการติดตามพระองค์ของพวกเขา  ในเวลาเดียวกัน พวกเขายังใช้ต้นทุนและอาวุธยุทโธปกรณ์นี้และทำให้สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องรางของขลังวิเศษซึ่งพวกเขาใช้ในการทำความรู้จักพระเจ้า สำหรับการเผชิญหน้าและการจัดการกับการตรวจสอบทั้งหลาย การทดสอบทั้งหลาย การตีสอน และการพิพากษาของพระเจ้า  ในท้ายที่สุด สิ่งที่พวกเขาเก็บรวบรวมยังคงไม่ได้ประกอบไปด้วยอะไรมากไปกว่าข้อสรุปทั้งหลายเกี่ยวกับพระเจ้าซึ่งปักจมอยู่ในความหมายแฝงทั้งหลายในทางศาสนา ในความเชื่อเหนือธรรมชาติในระบบศักดินา และในทุกสิ่งซึ่งมีลักษณะเพ้อฝันประโลมใจ พิลึกพิสดาร และพิศวงลี้ลับ  แนวทางของพวกเขาในการรู้จักและนิยามพระเจ้าถูกประทับตราในแม่พิมพ์เดียวกันกับแม่พิมพ์ของผู้คนซึ่งเชื่อในฟ้าสวรรค์เบื้องบน หรือชายชราบนท้องฟ้าเพียงเท่านั้น ในขณะที่ความสัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระเจ้า แก่นแท้ของพระองค์ พระอุปนิสัยของพระองค์ สิ่งทรงครองและสิ่งทรงเป็นของพระองค์ เป็นต้น—ทั้งหมดซึ่งสัมพันธ์กับพระเจ้าพระองค์จริงเอง—คือสิ่งทั้งหลายซึ่งความรู้ของพวกเขาได้ล้มเหลวที่จะจับความเข้าใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ความรู้ของพวกเขาได้แยกทางไปโดยสมบูรณ์ และถึงขนาดแยกห่างกันมากดุจขั้วโลกเหนือกับขั้วโลกใต้  ในหนทางนี้ แม้ว่าผู้คนเหล่านี้ดำเนินชีวิตภายใต้การจัดเตรียมและการบำรุงเลี้ยงจากพระวจนะของพระเจ้า กระนั้นก็ตามพวกเขากลับไม่สามารถย่ำเท้าไปบนเส้นทางแห่งการยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่วได้อย่างแท้จริง  เหตุผลที่แท้จริงสำหรับการนี้ก็คือว่า พวกเขาไม่เคยได้กลายมาสนิทสนมคุ้นเคยกับพระเจ้า และพวกเขาไม่เคยมีการติดต่อหรือการมหาสนิทอันจริงแท้กับพระองค์ และดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะมาถึงความเข้าใจซึ่งกันและกันกับพระเจ้า หรือปลุกความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้า การเจริญรอยตามพระเจ้า หรือการนมัสการพระเจ้าที่ในตัวพวกเขามีให้  การที่พวกเขาควรคำนึงถึงพระวจนะของพระเจ้าด้วยเหตุนี้ การที่พวกเขาควรคำนึงถึงพระเจ้าด้วยเหตุนี้—มุมมองและท่าทีนี้ได้ชี้ชะตากรรมให้พวกเขากลับไปมือเปล่าหลังความมุมานะบากบั่นทั้งหลายของพวกเขา ได้ชี้ชะตากรรมให้พวกเขาไม่มีวันที่จะสามารถย่ำเท้าไปบนเส้นทางแห่งการยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่วได้ชั่วนิรันดร์  เป้าหมายซึ่งพวกเขากำลังมุ่งหมาย และทิศทางซึ่งพวกเขากำลังไปในนั้น เป็นการแสดงความหมายว่าพวกเขาคือศัตรูของพระเจ้าชั่วนิรันดร์ และว่าพวกเขาจะไม่มีวันสามารถได้รับความรอดชั่วนิรันดร์

—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, คำนำ

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 4

หากในกรณีของบุคคลคนหนึ่งผู้ซึ่งได้ติดตามพระเจ้าเป็นเวลาหลายปีและได้ชื่นชมไปกับการจัดเตรียมพระวจนะของพระองค์เป็นเวลาหลายปี นิยามของพวกเขาสำหรับพระเจ้าโดยพื้นฐานแล้วเป็นเช่นเดียวกับนิยามของใครบางคนผู้ซึ่งหมอบกราบในการแสดงความเคารพต่อหน้ารูปเคารพทั้งหลาย นี่ก็ย่อมจะมีความหมายว่าบุคคลคนนี้ยังไม่ได้บรรลุความเป็นจริงของพระวจนะของพระเจ้า  นี่เป็นเพราะพวกเขาแค่ยังไม่ได้เข้าสู่ความเป็นจริงของพระวจนะของพระเจ้า และด้วยเหตุผลนี้ความเป็นจริง ความจริง เจตนารมณ์ และข้อเรียกร้องทั้งหลายที่มีต่อความเป็นมนุษย์ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลในที่นี้อยู่ในพระวจนะของพระเจ้านั้น ไม่เกี่ยวข้องแต่อย่างใดเลยกับบุคคลผู้นั้น  กล่าวคือ ไม่สำคัญว่าบุคคลเช่นนั้นอาจทำงานหนักเพียงใดกับความหมายผิวเผินของพระวจนะของพระเจ้า ทั้งหมดนั้นหาประโยชน์มิได้ กล่าวคือ เพราะสิ่งซึ่งพวกเขาไล่ตามเสาะหานั้นเป็นเพียงถ้อยคำ สิ่งซึ่งพวกเขาได้รับจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเป็นเพียงถ้อยคำเช่นกัน  ไม่ว่าจากภายนอกแล้ว พระวจนะที่พระเจ้าตรัสจะดูเรียบง่ายหรือลุ่มลึกก็ตาม ล้วนแล้วแต่เป็นความจริงอันจะขาดเสียไม่ได้สำหรับการเข้าสู่ชีวิตของมนุษย์ พระวจนะคือต้นธารของน้ำที่มีชีวิตซึ่งทำให้มนุษย์สามารถอยู่รอดทั้งทางวิญญาณและเนื้อหนัง  พระวจนะเหล่านี้จัดเตรียมสิ่งที่มนุษย์จำเป็นต้องมีเพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ เป็นหลักคิดและหลักความเชื่อให้เขาใช้ประพฤติปฏิบัติตนในชีวิตประจำวัน เส้นทางที่เขาต้องใช้เพื่อไปสู่ความรอด ตลอดจนเป้าหมายและทิศทางเพื่อบรรลุความรอด ความจริงทุกอย่างที่เขาพึงมีในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และความจริงทุกอย่างเกี่ยวกับวิธีที่มนุษย์จะนบนอบและนมัสการพระเจ้า  พระวจนะเหล่านี้เป็นเครื่องรับประกันที่ทำให้มั่นใจถึงการอยู่รอดของมนุษย์ พระวจนะเหล่านี้คือขนมปังประจำวันของมนุษย์ และยังเป็นหลักอันมั่นคงซึ่งทำให้มนุษย์แข็งแกร่งและยืนหยัดได้เช่นกัน  พระวจนะเหล่านี้อุดมไปด้วยความเป็นจริงความจริงที่ทำให้มวลมนุษย์ทรงสร้างใช้ชีวิตตามความเป็นมนุษย์ที่ปกติได้ อุดมไปด้วยความจริงที่ทำให้มวลมนุษย์หลุดพ้นจากความเสื่อมทรามและหนีพ้นกับดักของซาตาน อุดมไปด้วยการตั้งใจสอนอย่างอดทน การเตือนสติ การหนุนใจ และการปลอบประโลม ซึ่งพระผู้สร้างประทานแก่มนุษยชาติที่ทรงสร้าง  พระวจนะเหล่านี้คือดวงประทีปที่ชี้นำและให้ความรู้แจ้งแก่มนุษย์เพื่อให้เข้าใจทุกสิ่งที่เป็นบวก เป็นหลักประกันที่ทำให้มั่นใจได้ว่ามนุษย์จะมีชีวิตและมีสิ่งที่ยุติธรรม งดงาม และดีงามทั้งปวง เป็นเกณฑ์ที่ใช้วัดผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ทั้งยังเป็นเครื่องนำทางที่นำพามนุษย์ไปสู่ความรอดและเส้นทางแห่งความสว่างด้วยเช่นกัน  ด้วยประสบการณ์ในชีวิตจริงเกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้น มนุษย์จึงสามารถได้รับการจัดหาความจริงและชีวิตได้ เพียงในที่นี้เท่านั้นมนุษย์จึงสามารถมาเข้าใจว่าอะไรคือความเป็นมนุษย์ที่ปกติได้ อะไรคือชีวิตที่มีความหมาย อะไรคือสิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างขึ้นอันแท้จริง อะไรคือการนบนอบพระเจ้าที่แท้จริง เพียงในที่นี้เท่านั้นมนุษย์จึงสามารถมาเข้าใจวิธีที่เขาควรใส่ใจพระเจ้าได้ วิธีที่จะปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตหนึ่งซึ่งทรงสร้างให้ลุล่วง และวิธีที่จะมีสภาพเสมือนกับมนุษย์แท้คนหนึ่ง เพียงในที่นี้เท่านั้นมนุษย์จึงมาเข้าใจว่าอะไรคือความหมายของความเชื่อแท้และการนมัสการแท้ เพียงในที่นี้เท่านั้นมนุษย์จึงสามารถมาเข้าใจว่าใครคือองค์อธิปัตย์แห่งฟ้าสวรรค์ และแผ่นดินโลก และทุกสรรพสิ่ง เพียงในที่นี้เท่านั้นมนุษย์จึงสามารถมาเข้าใจวิถีทางทั้งหลายซึ่งองค์หนึ่งเดียวผู้ทรงเป็นองค์อธิปัตย์แห่งสรรพสิ่งทรงสร้างทรงใช้ในการปกครอง นำทาง และจัดเตรียมสำหรับสิ่งทรงสร้าง และเพียงในที่นี้เท่านั้นมนุษย์จึงสามารถมาเข้าใจและจับความเข้าใจในวิถีทางซึ่งองค์หนึ่งเดียวผู้ทรงเป็นองค์อธิปัตย์แห่งสิ่งทรงสร้างทั้งปวงทรงใช้ในการดำรงอยู่ ในการกลายเป็นที่ประจักษ์ และในการทรงพระราชกิจ  ครั้นถูกแยกจากประสบการณ์จริงในพระวจนะของพระเจ้า มนุษย์จึงไม่มีความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับหรือวิจารณญาณในพระวจนะของพระเจ้าและความจริง  มนุษย์เช่นนั้นคือศพมีชีวิตศพหนึ่งชัดๆ  เป็นเพียงแค่เปลือกอย่างสมบูรณ์ และความรู้ทั้งหมดที่เกี่ยวกับพระผู้สร้างนั้นก็ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเขาเลย  ในสายพระเนตรของพระเจ้า มนุษย์เช่นนั้นไม่เคยเชื่อในพระองค์เลย และเขาก็ไม่เคยติดตามพระองค์เลย และดังนั้นพระเจ้าจึงไม่ทรงจดจำเขาในฐานะผู้เชื่อของพระองค์หรือในฐานะผู้ติดตามพระองค์ นับประสาอะไรที่จะทรงจดจำเขาในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหนึ่งซึ่งจริงแท้

—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, คำนำ

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 5

สิ่งมีชีวิตทรงสร้างซึ่งจริงแท้ต้องรู้ว่าพระผู้สร้างคือใคร การทรงสร้างมนุษย์เป็นไปเพื่อประโยชน์อันใด วิธีดำเนินความรับผิดชอบของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหนึ่ง และวิธีนมัสการองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งสรรพสิ่งทรงสร้างทั้งปวงต้องเข้าใจ จับความเข้าใจ รู้จัก และแสดงการคำนึงถึงเจตนารมณ์ ความปรารถนา และข้อเรียกร้องทั้งหลายของพระผู้สร้าง และต้องเดินตามหนทางแห่งพระผู้สร้าง—ยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว

อะไรคือการยำเกรงพระเจ้า?  และคนเราสามารถหลบเลี่ยงความชั่วได้อย่างไร?

“การยำเกรงพระเจ้า” ไม่ได้หมายถึงความตระหนกตกใจและความหวาดกลัวจนไร้คำบรรยาย และไม่ใช่การเลี่ยงหนี ไม่ใช่การอยู่ให้ห่างเข้าไว้ และนั่นไม่ใช่ความปลาบปลื้มหลงใหลหรือความเชื่อเหนือธรรมชาติ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น นั่นกลับเป็นความเลื่อมใส ความนับถือ ความไว้วางใจ ความเข้าใจ การใส่ใจ การนบนอบ การอุทิศตน ความรัก รวมทั้งการนมัสการ การตอบแทน และการยอมสยบโดยปราศจากเงื่อนไขและโดยไม่พร่ำบ่น  โดยปราศจากความรู้อันถ่องแท้ในพระเจ้า ความเป็นมนุษย์จะไม่มีความนับถืออันจริงแท้ ความไว้วางใจอันจริงแท้ ความเข้าใจอันถ่องแท้ การใส่ใจหรือการนบนอบอย่างถ่องแท้ แต่จะมีเพียงความหวาดหวั่นครั่นคร้ามและความไม่สบายใจ มีเพียงความสงสัย ความเข้าใจผิด การเลี่ยงหนี และการหลีกเลี่ยง โดยปราศจากความรู้อันถ่องแท้ในพระเจ้า ความเป็นมนุษย์จะไม่มีการอุทิศตนและการตอบแทนอันจริงแท้ หากปราศจากความรู้อันถ่องแท้ในพระเจ้า ความเป็นมนุษย์จะไม่มีการนมัสการและความยอมสยบอย่างถ่องแท้ มีเพียงความปลาบปลื้มหลงใหลและความเชื่อเหนือธรรมชาติแบบไม่ลืมหูลืมตา หากปราศจากความรู้อันถ่องแท้ในพระเจ้า ความเป็นมนุษย์ไม่อาจเดินตามหนทางแห่งพระเจ้า หรือยำเกรงพระเจ้า หรือหลบเลี่ยงมารได้  ในทางกลับกัน ทุกกิจกรรมและพฤติกรรมซึ่งมนุษย์กระทำนั้นจะเต็มไปด้วยการก่อการกบฏและการเยาะเย้ยท้าทาย เต็มไปด้วยการใส่ร้ายและการตัดสินเกี่ยวกับพระองค์ และเต็มไปด้วยการประพฤติชั่วซึ่งเป็นไปในทางตรงกันข้ามกับความจริงและกับความหมายที่แท้จริงของพระวจนะของพระเจ้า

ทันทีที่มนุษยชาติมีความไว้วางใจอันจริงแท้ในพระเจ้า พวกเขาจะมีความจริงแท้ในการติดตามพระองค์และพึ่งพาพระองค์ ด้วยความไว้วางใจที่แท้จริงและการพึ่งพาที่มีต่อพระเจ้าเท่านั้น มนุษยชาติจึงสามารถมีความเข้าใจและการจับใจความอันถ่องแท้ได้ การจับใจความที่แท้จริงในพระเจ้ามาพร้อมกันกับการใส่ใจที่แท้จริงในพระองค์ ด้วยการใส่ใจอันแท้จริงในพระเจ้าเท่านั้น มนุษยชาติจึงสามารถมีการนบนอบอันแท้จริงได้ ด้วยการนบนอบอันแท้จริงต่อพระเจ้าเท่านั้น มนุษยชาติจึงสามารถมีการอุทิศตนอันแท้จริงได้ ด้วยการอุทิศตนอันจริงแท้ต่อพระเจ้าเท่านั้น มนุษยชาติจึงสามารถมีการตอบแทนแบบไม่มีเงื่อนไขและปราศจากคำพร่ำบ่นได้ ด้วยความไว้วางใจและการพึ่งพาอันจริงแท้ ความเข้าใจและการใส่ใจอันจริงแท้ การนบนอบอันจริงแท้ การอุทิศตนและการตอบแทนอันจริงแท้เท่านั้น มนุษยชาติจึงสามารถมารู้จักพระอุปนิสัยและเนื้อแท้ของพระเจ้าได้อย่างแท้จริง และมารู้จักพระอัตลักษณ์ของพระผู้สร้าง จนเมื่อพวกเขาได้มารู้จักพระผู้สร้างอย่างแท้จริงแล้วเท่านั้น มนุษยชาติจึงสามารถปลุกการนมัสการและการยอมสยบอันแท้จริงในตัวพวกเขาขึ้นมาได้ จนเมื่อพวกเขามีการนมัสการและการยอมสยบอันแท้จริงต่อพระผู้สร้างแล้วเท่านั้น มนุษยชาติจึงสามารถเป็นอิสระจากความประพฤติชั่วของพวกเขาลงได้อย่างแท้จริง นั่นคือ การหลบเลี่ยงความชั่ว

นี่เองที่ประกอบขึ้นเป็นกระบวนการอันครบถ้วนของ “การยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงมาร” และยังเป็นเนื้อหาโดยครบถ้วนบริบูรณ์ของการยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงมารเช่นกัน  นี่คือเส้นทางซึ่งจะต้องถูกเดินข้ามไปเพื่อที่จะบรรลุซึ่งการยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงมาร

“การยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว” เชื่อมโยงกับการรู้จักพระเจ้าอย่างมิอาจแยกจากกันได้ด้วยสายใยนับไม่ถ้วน และความเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเหล่านี้ก็ชัดเจนในตัวเอง  หากเจ้าปรารถนาที่จะบรรลุซึ่งการหลบเลี่ยงความชั่ว เจ้าก็ต้องยำเกรงพระเจ้าอย่างแท้จริงเสียก่อน หากเจ้าปรารถนาที่จะบรรลุถึงการยำเกรงพระเจ้าอย่างแท้จริง เจ้าต้องมีความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้าเสียก่อน หากเจ้าปรารถนาที่จะบรรลุถึงความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า ก่อนอื่นเจ้าต้องมีประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้า เข้าสู่ความเป็นจริงในพระวจนะของพระเจ้า มีประสบการณ์กับการสั่งสอนและการบ่มวินัยของพระเจ้า รวมทั้งการตีสอนและการพิพากษาของพระองค์ หากเจ้าปรารถนาที่จะได้รับประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้า เจ้าก็ต้องมาอยู่เบื้องหน้าพระวจนะของพระเจ้าเสียก่อน มาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และขอให้พระเจ้าทรงจัดวางผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ รวมถึงสภาพแวดล้อมทุกรูปแบบ เพื่อให้เจ้าสามารถมีโอกาสที่จะได้รับประสบการณ์กับพระวจนะของพระองค์ หากเจ้าปรารถนาที่จะมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและเบื้องหน้าพระวจนะของพระเจ้า ก่อนอื่นเจ้าต้องมีหัวใจที่ใสซื่อและถือความสัตย์ มีท่าทียอมรับความจริง มีความแน่วแน่ที่จะสู้ทนความทุกข์ มีความมุ่งมั่นและความกล้าที่จะหลบเลี่ยงความชั่ว และความมุ่งมาดปรารถนาที่จะกลายเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่แท้จริง… ในหนทางนี้ ด้วยการก้าวไปข้างหน้าทีละก้าว เจ้าจะเข้าใกล้พระเจ้าขึ้นไปทุกที หัวใจของเจ้าจะบริสุทธิ์มากขึ้นเรื่อยๆ ชีวิตของเจ้าและคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ของเจ้าในขณะที่เจ้ารู้จักพระเจ้าจะมีความหมายมากขึ้นเรื่อยๆ และเปล่งประกายสดใสขึ้นทุกที โดยเป็นผลตามมาจากการที่เจ้ามารู้จักพระเจ้า  จนกระทั่งวันหนึ่ง เจ้าจะรู้สึกว่าพระผู้สร้างไม่ได้ทรงเป็นปริศนาอีกต่อไป ว่าพระผู้สร้างไม่เคยทรงถูกซ่อนเร้นจากเจ้า ว่าพระผู้สร้างไม่เคยทรงปกปิดพระพักตร์ของพระองค์จากเจ้า ว่าพระผู้สร้างไม่ได้ทรงอยู่ไกลจากเจ้าเลย ว่าพระผู้สร้างไม่ได้ทรงเป็นหนึ่งเดียวซึ่งเจ้าสามารถเพียงถวิลหาอยู่เนืองนิตย์ในความคิดของเจ้าเท่านั้น เแต่ไม่สามารถเข้าถึงด้วยความรู้สึกของเจ้าอีกต่อไป ว่าพระองค์ทรงเฝ้าระวังทั้งทางซ้ายและทางขวาของเจ้าจริงๆ และอย่างแท้จริง ทรงจัดหาให้กับชีวิตของเจ้า และทรงควบคุมลิขิตชีวิตของเจ้า  พระองค์ไม่ได้ทรงอยู่บนเส้นขอบฟ้าอันไกลโพ้น และพระองค์ไม่ได้ทรงอำพรางพระองค์เองสูงขึ้นไปในก้อนเมฆ  พระองค์ทรงอยู่ข้างเจ้า ทรงครองอธิปไตยเหนือเจ้าทุกคน พระองค์ทรงเป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้ามี และพระองค์ทรงเป็นสิ่งเดียวที่เจ้ามี  พระเจ้าเช่นนั้นทรงยอมให้เจ้ารักพระองค์จากหัวใจ เกาะติดพระองค์ โอบกอดพระองค์แนบกระชับ เลื่อมใสพระองค์ กลัวที่จะสูญเสียพระองค์ และไม่เต็มใจที่จะประกาศตัดขาดกับพระองค์อีกต่อไป ไม่เต็มใจที่จะกบฏต่อพระองค์อีกต่อไป หรือเลี่ยงหนีพระองค์หรืออยู่ห่างพระองค์อีกต่อไป  ทั้งหมดที่เจ้าต้องการคือการใส่ใจพระองค์ นบนอบพระองค์ ตอบแทนทุกอย่างที่พระองค์ทรงมอบให้เจ้า และยอมสยบต่ออำนาจครอบครองของพระองค์  เจ้าไม่ปฏิเสธที่จะได้รับการทรงนำ การจัดเตรียม การเฝ้าดู และการรับเอาไว้โดยพระองค์อีกต่อไป ไม่ปฏิเสธอธิปไตยและการจัดการเตรียมการเกี่ยวกับเจ้าอีกต่อไป  ทั้งหมดที่เจ้าต้องการคือการติดตามพระองค์ อยู่ใกล้ๆ พระองค์เพื่อเป็นเพื่อนพระองค์ ทั้งหมดที่เจ้าต้องการคือยอมรับพระองค์เป็นชีวิตเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นของเจ้า การยอมรับพระองค์เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นของเจ้า เป็นพระเจ้าหนึ่งเดียวเท่านั้นของเจ้า

—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, คำนำ

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 6

ความเชื่อของผู้คนไม่สามารถแทนที่ความจริงได้

ผู้คนบางคนสามารถทนความยากลำบากได้ สามารถจ่ายราคาได้ ภายนอกมีความประพฤติดีมาก ค่อนข้างเป็นที่นับถือดี และชื่นชมกับการเลื่อมใสของผู้อื่น  พวกเจ้าจะพูดว่าพฤติกรรมภายนอกประเภทนี้สามารถถือได้ว่าเป็นการนำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติหรือไม่?  คนเราจะสามารถกำหนดพิจารณาได้หรือไม่ว่าผู้คนเช่นนี้กำลังทำให้สมดังน้ำพระทัยของพระเจ้า?  เหตุใดจึงเป็นว่า ครั้งแล้วครั้งเล่าที่ผู้คนเห็นปัจเจกบุคคลเช่นนี้และคิดว่าพวกเขากำลังสนองเจตนารมณ์พระเจ้า กำลังเดินตามเส้นทางของการนำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติ และกำลังเดินตามทางของพระเจ้า?  เหตุใดผู้คนบางคนจึงคิดเช่นนี้?  มีคำอธิบายเพียงคำเดียวเท่านั้น  คำอธิบายนั้นคืออะไรเล่า?  คำอธิบายก็คือว่า สำหรับผู้คนจำนวนมหาศาล คำถามบางคำถาม—อาทิ การนำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติหมายความว่าอะไร การทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยหมายความว่าอะไร และการครองความเป็นจริงความจริงอย่างแท้จริงหมายความว่าอะไร—ไม่ชัดเจนอย่างมาก  ดังนั้น จึงมีผู้คนบางคนที่มักถูกชักพาให้หลงผิดโดยพวกที่ภายนอกดูเหมือนจะเป็นฝ่ายวิญญาณ สูงศักดิ์ สูงส่ง และยิ่งใหญ่  ในส่วนของผู้คนที่สามารถพูดถึงคำพูดและคำสอนได้อย่างมีวาทศิลป์ และวาทะและการกระทำของพวกเขาดูเหมือนจะมีค่าคู่ควรกับการเลื่อมใส พวกที่ถูกพวกนั้นชักพาให้หลงเชื่อไม่เคยได้มองที่แก่นแท้ของการกระทำของพวกเขา หลักธรรมทั้งหลายที่อยู่เบื้องหลังการกระทำของพวกเขา หรืออะไรคือเป้าหมายของพวกเขา  ยิ่งกว่านั้น พวกเขาไม่เคยมองว่าผู้คนเหล่านี้นบนอบพระเจ้าอย่างแท้จริงหรือไม่ และไม่เคยพิจารณาว่าผู้คนเหล่านี้ยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วอย่างแท้จริงหรือไม่  พวกเขาไม่เคยใช้วิจารณญาณดูแก่นแท้ของความเป็นมนุษย์ในตัวผู้คนเหล่านี้  ตรงกันข้าม เริ่มต้นด้วยขั้นตอนแรกของการทำความคุ้นเคยกับพวกเขา พวกเขาได้มาเลื่อมใสและเคารพผู้คนเหล่านี้ทีละเล็กทีละน้อย และในที่สุด ผู้คนเหล่านี้ก็กลายเป็นรูปเคารพของพวกเขา  นอกจากนี้ ในจิตใจของผู้คนบางคน รูปเคารพที่พวกเขานมัสการ—และผู้ที่พวกเขาเชื่อว่าสามารถทอดทิ้งครอบครัวและอาชีพการงานของพวกเขาได้ และผู้ที่โดยผิวเผินแล้วดูเหมือนจะสามารถจ่ายราคาได้—เป็นพวกที่ทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยอย่างแท้จริง และพวกที่สามารถมีจุดจบที่ดีและบั้นปลายที่ดีได้  ในความรู้สึกนึกคิดของพวกเขา รูปเคารพเหล่านี้คือสิ่งที่พระเจ้าทรงสรรเสริญ  อะไรทำให้พวกเขาเชื่อเรื่องทำนองนี้?  อะไรคือแก่นแท้ของประเด็นปัญหานี้?  อะไรคือผลที่ตามมาที่มันจะนำไปสู่?  ก่อนอื่นพวกเรามาหารือเรื่องแก่นแท้ของมันกันเถิด

โดยแก่นแท้แล้ว ปัญหาที่เกี่ยวกับทัศนคติของผู้คนนี้ วิธีที่พวกเขาใช้ปฏิบัติ หลักธรรมของการปฏิบัติที่พวกเขาเลือกใช้ และสิ่งที่พวกเขาแต่ละคนมักจะมุ่งเน้น ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าต่อมนุษยชาติเลย  ไม่ว่าผู้คนจะมุ่งเน้นเรื่องที่ตื้นเขินหรือลุ่มลึก หรือเน้นวาจาและคำสอนหรือว่าความเป็นจริง พวกเขาก็ไม่ยึดปฏิบัติตามสิ่งที่พวกเขาควรยึดปฏิบัติมากที่สุด และพวกเขาก็ไม่รู้จักสิ่งที่พวกเขาควรรู้จักมากที่สุด  เหตุผลของเรื่องนี้คือผู้คนไม่ชอบความจริงเอาเสียเลย เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเขาจึงไม่เต็มใจที่จะใช้เวลาและความพยายามไปกับการแสวงหาและนำหลักธรรมของการปฏิบัติที่พบในถ้อยดำรัสของพระเจ้าไปปฏิบัติ  แต่พวกเขากลับเลือกที่จะใช้ทางลัดแทน โดยสรุปว่าสิ่งที่พวกเขาเข้าใจและรู้นั้นเป็นการฝึกฝนปฏิบัติที่ดีและพฤติกรรมที่ดี เช่นนั้นแล้วบทสรุปนี้จึงกลายเป็นเป้าหมายของพวกเขาเองในการไล่ตามเสาะหา ซึ่งพวกเขาถือว่าเป็นความจริงที่จะได้รับการปฏิบัติ  ผลพวงโดยตรงของเรื่องนี้คือผู้คนใช้พฤติกรรมที่ดีของมนุษย์เป็นสิ่งแทนที่สำหรับการนำความจริงไปปฏิบัติ ซึ่งก็สนองความอยากของพวกเขาที่จะประจบประแจงพระเจ้าอีกด้วย  นี่เป็นต้นทุนให้พวกเขาใช้ขับเคี่ยวกับความจริง ซึ่งพวกเขาก็ใช้เป็นเหตุผลมาแข่งขันกับพระเจ้าอีกด้วย  ในเวลาเดียวกัน ผู้คนก็กันพระเจ้าออกไปอย่างไม่มีหลักศีลธรรม แล้ววางรูปเคารพที่พวกเขาเลื่อมใสลงแทนที่พระองค์  มีเพียงสาเหตุที่แท้จริงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่ทำให้ผู้คนมีการกระทำและทัศนคติที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์เช่นนี้ หรือมีข้อคิดเห็นและการฝึกฝนปฏิบัติด้านเดียว—และวันนี้ เราจะบอกพวกเจ้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ กล่าวคือ เหตุผลก็คือว่า แม้ว่าผู้คนอาจติดตามพระเจ้า อธิษฐานต่อพระองค์ทุกวัน และอ่านถ้อยดำรัสของพระองค์ทุกวัน แต่พวกเขาก็ไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของพระองค์อย่างจริงแท้  มีรากเหง้าของปัญหาอยู่ในที่นี้  หากใครบางคนเข้าใจพระทัยของพระเจ้าและรู้ว่าพระองค์ทรงชอบสิ่งใด พระองค์ทรงเกลียดสิ่งใด พระองค์ทรงต้องประสงค์สิ่งใด พระองค์ทรงปฏิเสธสิ่งใด พระองค์ทรงรักบุคคลชนิดใด พระองค์ไม่ทรงชอบบุคคลชนิดใด พระองค์ทรงใช้มาตรฐานชนิดใดเมื่อทำการเรียกร้องต่อผู้คน และพระองค์ทรงใช้การเข้าหาประเภทใดเพื่อทำให้พวกเขามีความเพียบพร้อม เช่นนั้นแล้วบุคคลนั้นยังคงสามารถมีข้อคิดเห็นส่วนตัวของพวกเขาเองได้หรือไม่?  ผู้คนเช่นนี้อาจสามารถไปนมัสการใครอื่นบางคนได้อย่างเรียบง่ายกระนั้นหรือ?  มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งอาจสามารถกลายเป็นรูปเคารพของพวกเขาได้หรือไม่?  ผู้คนที่เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าจะครองทัศนคติที่สมเหตุสมผลมากกว่านั้นเล็กน้อย  พวกเขาจะไม่เทิดทูนบุคคลที่เสื่อมทรามผู้หนึ่งโดยพลการ และในขณะที่กำลังเดินไปบนเส้นทางของการนำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัตินั้น พวกเขาก็จะไม่เชื่อว่าการยึดติดกับกฎเกณฑ์หรือหลักการเรียบง่ายไม่กี่ข้ออย่างมืดบอดนั้นทัดเทียมกับการนำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติ

—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, วิธีรู้จักพระอุปนิสัยของพระเจ้าและผลลัพธ์ที่พระราชกิจของพระองค์จะสัมฤทธิ์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 7

มีข้อคิดเห็นมากมายเกี่ยวกับมาตรฐานที่พระเจ้าทรงใช้กำหนดพิจารณาจุดจบของผู้คน

ในเมื่อสิ่งที่ทุกคนกังวลสนใจคือจุดจบของพวกเขาเอง พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าพระเจ้าทรงกำหนดพิจารณาจุดจบนั้นอย่างไร?  พระเจ้าทรงกำหนดพิจารณาจุดจบของบางคนในลักษณะใด?  ยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ทรงใช้มาตรฐานแบบใดในการกำหนดพิจารณา?  เมื่อจุดจบของบุคคลหนึ่งยังคงไม่ได้ถูกกำหนดพิจารณา พระเจ้าทรงทำอะไรเพื่อเปิดเผยจุดจบนั้น?  มีใครรู้บ้างหรือไม่?  ดังที่เราได้พูดไปเมื่อชั่วขณะที่แล้ว มีบางคนที่ได้ใช้เวลาวิจัยพระวจนะของพระเจ้านานมาก ในความพยายามที่จะค้นให้พบเบาะแสเกี่ยวกับจุดจบของผู้คน เกี่ยวกับหมวดหมู่ที่จุดจบเหล่านี้ถูกแบ่งออกไป และเกี่ยวกับจุดจบอันหลากหลายที่รอผู้คนต่างประเภทอยู่  พวกเขายังหวังอีกด้วยว่าจะค้นพบว่าพระวจนะของพระเจ้าทรงสั่งการจุดจบของผู้คนอย่างไร พระองค์ทรงใช้มาตรฐานแบบใด และพระองค์ทรงกำหนดพิจารณาจุดจบของบุคคลหนึ่งอย่างไรกันแน่  อย่างไรก็ตาม ในท้ายที่สุด ผู้คนเหล่านี้ไม่มีวันบริหารจัดการจนได้พบคำตอบใดได้  โดยข้อเท็จจริงแล้ว มีการพูดถึงเรื่องนี้น้อยมากท่ามกลางถ้อยดำรัสของพระเจ้า  เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้?  ตราบใดที่จุดจบของผู้คนยังไม่ได้รับการเปิดเผย พระเจ้าก็ไม่ทรงปรารถนาที่จะบอกผู้ใดว่าอะไรจะเกิดขึ้นในท้ายที่สุด และพระองค์ก็ไม่ทรงต้องประสงค์แจ้งผู้ใดให้รู้บั้นปลายของพวกเขาก่อนเวลา—เพราะการทำเช่นนั้นจะไม่เกิดประโยชน์อันใดต่อมนุษยชาติ  ที่นี่และตอนนี้เราเพียงต้องการบอกพวกเจ้าเกี่ยวกับลักษณะที่พระเจ้าทรงใช้เพื่อกำหนดพิจารณาจุดจบของผู้คน เกี่ยวกับหลักธรรมที่พระองค์ทรงใช้ในพระราชกิจของพระองค์เพื่อกำหนดพิจารณาและสำแดงจุดจบเหล่านี้ และเกี่ยวกับมาตรฐานที่พระองค์ทรงใช้เพื่อกำหนดพิจารณาว่าบางคนสามารถอยู่รอดได้หรือไม่  ไม่ใช่คำถามเหล่านี้หรอกหรือที่พวกเจ้ากังวลสนใจมากที่สุด?  ดังนั้น เช่นนั้นแล้ว ผู้คนเชื่อว่าพระเจ้าทรงกำหนดพิจารณาจุดจบของผู้คนอย่างไร?  พวกเจ้าเพิ่งได้พาดพิงถึงส่วนหนึ่งของเรื่องนั้นไปเมื่อประเดี๋ยวนี้เอง นั่นคือ พวกเจ้าบางคนพูดว่ามันเกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่ของตนอย่างสัตย์ซื่อและการสละเพื่อพระเจ้า บางคนพูดว่ามันเกี่ยวข้องกับการนบนอบต่อพระเจ้าและทำให้พระองค์พึงพอพระทัย บางคนพูดว่าปัจจัยหนึ่งคือการอยู่ภายใต้การควบคุมของพระเจ้า และบางคนก็พูดว่ากุญแจสำคัญคือการไม่ทำตัวให้เป็นจุดสนใจ… เมื่อพวกเจ้านำความจริงเหล่านี้ไปฝึกฝนปฏิบัติ และเมื่อพวกเจ้าฝึกฝนปฏิบัติโดยสอดคล้องกับหลักธรรมทั้งหลายที่เจ้าเชื่อว่าถูกต้อง พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าพระเจ้าดำริสิ่งใด?  พวกเจ้าเคยได้พิจารณาหรือไม่ว่าการไปต่อเช่นนี้คือการสนองเจตนารมณ์ของพระองค์หรือไม่?  มันเป็นไปตามมาตรฐานของพระองค์หรือไม่?  มันจัดสนองตามข้อเรียกร้องของพระองค์หรือไม่?  เราเชื่อว่าผู้คนส่วนใหญ่ไม่ได้ขบคิดคำถามเหล่านี้มากนัก  พวกเขาก็แค่นำส่วนหนึ่งของพระวจนะของพระเจ้า หรือส่วนหนึ่งของคำเทศนา หรือมาตรฐานของบุคคลสำคัญฝ่ายจิตวิญญาณเฉพาะบางคนที่พวกเขาเทิดทูนมาประยุกต์ใช้ไปโดยอัตโนมัติ โดยบังคับให้ตัวพวกเขาเองทำเช่นนี้และเช่นนั้น  พวกเขาเชื่อว่านี่เป็นหนทางที่ถูกต้อง ดังนั้นพวกเขาจึงยึดติดสิ่งนั้นและทำสิ่งนั้นต่อไปไม่สำคัญว่าอะไรจะเกิดขึ้นในที่สุด  ผู้คนบางคนคิดว่า “ฉันได้มีความเชื่อมาหลายปีเหลือเกินแล้ว ฉันได้ฝึกฝนปฏิบัติด้วยวิธีนี้มาตลอด ฉันรู้สึกเหมือนว่าฉันได้ทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยแล้วจริงๆ และฉันยังรู้สึกเหมือนว่าฉันได้รับมากมายจากการทำเช่นนั้นด้วย นี่เป็นเพราะฉันได้มาเข้าใจความจริงมากมายในระหว่างเวลานี้ รวมถึงสิ่งต่างๆ มากมายที่ฉันไม่ได้เข้าใจมาก่อน โดยเฉพาะเจาะจงแล้ว แนวคิดและทรรศนะมากมายของฉันได้เปลี่ยนไป คุณค่าชีวิตของฉันได้เปลี่ยนไปอย่างมโหฬาร และบัดนี้ฉันมีความเข้าใจดีทีเดียวเกี่ยวกับพิภพนี้”  ผู้คนเช่นนี้เชื่อว่านี่เป็นการเก็บเกี่ยวพืชผล และเชื่อว่าเป็นผลลัพธ์ขั้นสุดท้ายของพระราชกิจของพระเจ้าสำหรับมนุษยชาติ  ในข้อคิดเห็นของพวกเจ้า ด้วยมาตรฐานเหล่านี้และการฝึกฝนปฏิบัติทั้งหมดของพวกเจ้าที่นำมารวมกัน พวกเจ้ากำลังสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้าหรือไม่?  พวกเจ้าบางคนจะพูดด้วยความแน่นอนเต็มที่ว่า “แน่นอน!  พวกเรากำลังฝึกฝนปฏิบัติโดยสอดคล้องกับพระวจนะของพระเจ้า พวกเรากำลังฝึกฝนปฏิบัติโดยสอดคล้องกับสิ่งที่เบื้องบนได้ประกาศและสื่อสาร  พวกเรามักจะทำหน้าที่ของพวกเราเสมอและติดตามพระเจ้าตลอดเวลา และพวกเราไม่เคยไปจากพระองค์  ดังนั้นพวกเราสามารถพูดได้อย่างมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าพวกเรากำลังทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย  ไม่สำคัญว่าพวกเราจะเข้าใจเจตนารมณ์ของพระองค์มากเพียงใด และไม่สำคัญว่าเราจะจับใจความพระวจนะของพระองค์มากเพียงใด พวกเราก็ได้อยู่บนเส้นทางแห่งการพยายามเข้ากันได้กับพระเจ้าเสมอมา  ตราบใดที่เราปฏิบัติตัวอย่างถูกต้อง และฝึกฝนปฏิบัติอย่างถูกต้อง เช่นนั้นแล้วพวกเราก็จะต้องได้สัมฤทธิ์ผลลัพธ์ที่ถูกต้อง”  เจ้าคิดอย่างไรเกี่ยวกับมุมมองนี้?  มันถูกต้องหรือไม่?  อาจมีบางคนอีกด้วยที่พูดว่า “ฉันไม่เคยคิดเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้มาก่อน ฉันแค่คิดว่าตราบที่ฉันยังคงปฏิบัติหน้าที่ของฉันและปฏิบัติตัวให้เป็นไปตามข้อพึงประสงค์แห่งถ้อยดำรัสของพระเจ้าเช่นนั้นแล้วฉันก็สามารถอยู่รอดได้ ฉันไม่เคยได้พิจารณาคำถามที่ว่าฉันสามารถทำให้สมดังพระทัยของพระเจ้าได้หรือไม่ และฉันไม่เคยได้พิจารณาว่าฉันกำลังตอบสนองมาตรฐานที่พระองค์ได้ทรงกำหนดไว้ให้หรือไม่ เนื่องจากพระเจ้าไม่เคยทรงบอกฉันหรือจัดเตรียมคำอบรมสั่งสอนที่ชัดเจนอันใดแก่ฉัน ฉันจึงเชื่อว่าตราบใดที่ฉันยังคงทำงานและไม่หยุดยั้ง เช่นนั้นแล้วพระเจ้าจะพึงพอพระทัยและไม่น่าจะทรงทำการเรียกร้องอันใดเพิ่มเติมจากฉัน”  ความเชื่อเหล่านี้ถูกต้องหรือไม่?  ในความคิดเห็นของเรา หนทางการฝึกฝนปฏิบัติเช่นนี้ หนทางการคิดเช่นนี้ และทัศนคติเหล่านี้ล้วนพ่วงมาด้วยความเพ้อฝันรวมทั้งความมืดบอดอีกเล็กน้อย  บางทีคำพูดของเรานี้ทำให้พวกเจ้าบางคนรู้สึกท้อแท้ใจเล็กน้อย โดยคิดว่า “ความมืดบอดหรือ?  หากนี่เป็นความมืดบอด เช่นนั้นแล้วความหวังในความรอดและการอยู่รอดของพวกเรานั้นมีน้อยและไม่แน่นอนอย่างมากใช่หรือไม่?  โดยการกล่าวแบบนั้น พระองค์ไม่กำลังทรงทำให้พวกเราท้อใจหรอกหรือ?”  ไม่สำคัญว่าพวกเจ้าเชื่ออะไร แต่สิ่งทั้งหลายที่เราพูดและทำไม่ได้หมายที่จะทำให้พวกเจ้ารู้สึกว่าพวกเจ้ากำลังถูกทำให้หมดกำลังใจ  ตรงกันข้าม สิ่งเหล่านั้นหมายที่จะปรับปรุงความเข้าใจของพวกเจ้าเกี่ยวกับเจตนารมณ์ของพระเจ้าให้ดีขึ้น และเพิ่มการจับความเข้าใจของพวกเจ้าต่อสิ่งที่พระองค์กำลังทรงดำริ สิ่งที่พระองค์ทรงต้องประสงค์ทำให้สำเร็จลุล่วง ผู้คนประเภทที่พระองค์ทรงชอบ สิ่งที่พระองค์ทรงเกลียด สิ่งที่พระองค์ทรงดูหมิ่น บุคคลชนิดใดที่พระองค์ทรงปรารถนาที่จะได้รับ และบุคคลชนิดใดที่พระองค์ทรงปฏิเสธ  สิ่งเหล่านั้นหมายที่จะให้ความชัดเจนแก่จิตใจของพวกเจ้า และให้ความเข้าใจที่ชัดเจนแก่พวกเจ้าว่าการกระทำและความคิดของพวกเจ้าแต่ละคนและทุกคนได้ไถลห่างไปไกลเพียงใดจากมาตรฐานที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์  มันจำเป็นมากหรือไม่ที่จะหารือเกี่ยวกับหัวข้อเหล่านี้?  เพราะเรารู้ว่าพวกเจ้าได้มีความเชื่อมานานแล้ว และได้ฟังการประกาศมามากมายแล้ว แต่เหล่านี้เป็นสิ่งที่เจ้าขาดมากที่สุดอย่างแน่นอน  แม้ว่าพวกเจ้าได้บันทึกทุกความจริงไว้ในสมุดบันทึกของเจ้า และได้จดจำและจารึกบางสิ่งที่เจ้าเชื่อเป็นการส่วนตัวว่ามีความสำคัญไว้ในหัวใจของพวกเจ้า และแม้ว่าเจ้าวางแผนการที่จะใช้สิ่งเหล่านี้เพื่อทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยในระหว่างการฝึกฝนปฏิบัติของพวกเจ้า เพื่อใช้สิ่งเหล่านั้นในยามที่พวกเจ้าพบว่าตัวเองกำลังต้องการ เพื่อใช้สิ่งเหล่านั้นเพื่อก้าวผ่านกาลเวลาอันลำบากยากเย็นที่อยู่ข้างหน้า หรือเพียงแค่ปล่อยให้สิ่งต่างๆ เหล่านี้ร่วมทางไปกับพวกเจ้า ในขณะที่พวกเจ้าใช้ชีวิตของพวกเจ้า ในความคิดเห็นของเรา ไม่ว่าพวกเจ้าจะทำอย่างไรก็ตาม หากพวกเจ้าแค่กำลังทำอยู่แล้ว นี่ก็ย่อมไม่สำคัญนัก  เช่นนั้นแล้วอะไรเล่าที่สำคัญมาก?  นั่นก็คือ ในขณะที่เจ้ากำลังฝึกฝนปฏิบัติ เจ้าต้องรู้ลึกลงไปด้วยความแน่ใจอย่างสิ้นเชิงว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้ากำลังทำอยู่—ทุกๆ การกระทำ—สอดคล้องกับสิ่งที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์หรือไม่ และการกระทำทั้งหมดของพวกเจ้า ความคิดทั้งหมดของพวกเจ้า และผลลัพธ์และเป้าหมายที่พวกเจ้าปรารถนาจะสัมฤทธิ์ผลนั้น จริงๆ แล้วสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้าและจัดสนองต่อข้อเรียกร้องของพระองค์หรือไม่ ตลอดจนพระองค์ทรงเห็นชอบกับสิ่งเหล่านั้นหรือไม่  เหล่านี้คือบรรดาสิ่งที่สำคัญมาก

—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, วิธีรู้จักพระอุปนิสัยของพระเจ้าและผลลัพธ์ที่พระราชกิจของพระองค์จะสัมฤทธิ์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 8

จงเดินตามทางของพระเจ้า นั่นคือ จงยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว

มีคติพจน์หนึ่งที่พวกเจ้าควรจดบันทึกไว้  เราเชื่อว่าคติพจน์นี้สำคัญมาก เพราะสำหรับเราแล้ว มันเข้ามาในความคิดจิตใจนับครั้งไม่ถ้วนในทุกๆ วัน  เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?  เป็นเพราะทุกครั้งที่เราต้องเผชิญหน้ากับใครบางคน ทุกครั้งที่เราได้ยินเรื่องราวของใครบางคน และทุกครั้งที่เราได้รับฟังประสบการณ์หรือคำพยานของบุคคลหนึ่งเกี่ยวกับการเชื่อในพระเจ้า เรามักจะใช้คติพจน์นี้เพื่อกำหนดพิจารณาในหัวใจของเราเสมอ ว่าบุคคลผู้นี้เป็นบุคคลชนิดที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์และเป็นบุคคลชนิดที่พระเจ้าทรงชอบหรือไม่  ดังนั้น เช่นนั้นแล้วคติพจน์นี้คืออะไรหรือ?  ตอนนี้เราได้ทำให้พวกเจ้าสนใจจนนั่งไม่ติดแล้ว  เมื่อเราเปิดเผยคติพจน์นั้น บางทีพวกเจ้าจะรู้สึกผิดหวัง เพราะมีบางคนได้พูดคติพจน์นั้นพล่อยๆ เพียงลมปากมานานหลายปีแล้ว  อย่างไรก็ตาม เราไม่เคยพูดคติพจน์นั้นพล่อยๆ เพียงลมปากเลยแม้สักครั้ง  คติพจน์นี้พักอาศัยอยู่ในหัวใจเรา  ดังนั้นคติพจน์นี้คืออะไรเล่า?  คติพจน์นี้ก็คือ “จงเดินตามทางของพระเจ้า นั่นคือ จงยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว”  นี่ไม่ใช่วลีที่เรียบง่ายเหลือเกินกระนั้นหรือ?  ถึงอย่างนั้นก็ตาม แม้จะมีความเรียบง่าย แต่ผู้คนที่มีความเข้าใจลึกซึ้งในคำพูดเหล่านี้อย่างแท้จริง จะรู้สึกว่าพวกมันมีความหนักแน่นอย่างยิ่ง รู้สึกว่าคติพจน์นี้มีคุณค่ามากต่อการฝึกฝนปฏิบัติของคนเรา รู้สึกว่ามันเป็นบรรทัดหนึ่งจากภาษาแห่งชีวิตที่ประกอบด้วยความเป็นจริงความจริง รู้สึกว่ามันเป็นตัวแทนของวัตถุประสงค์ตลอดชีพสำหรับพวกที่กำลังพยายามทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย และรู้สึกว่ามันเป็นหนทางตลอดชีพที่ใครก็ตามที่คำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าควรทำตาม  ดังนั้นเจ้าคิดอย่างไรว่า คติพจน์นี้มิใช่ความจริงหรอกหรือ?  คติพจน์นี้มีหรือไม่มีนัยสำคัญเช่นนั้น?  นอกจากนั้นแล้ว บางทีพวกเจ้าบางคนอาจกำลังนึกถึงคติพจน์นี้ และกำลังพยายามขบคิดความหมายอยู่ และบางทีอาจมีพวกเจ้าบางคนที่กระทั่งรู้สึกกังขาเกี่ยวกับคติพจน์นี้ว่า คติพจน์นี้สำคัญมากนักหรือ?  มันสำคัญมากหรือไม่?  จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องเน้นคติพจน์นี้มากขนาดนั้น?  อาจมีพวกเจ้าบางคนที่ไม่ชอบคติพจน์นี้มากนักเพราะพวกเจ้าคิดว่าการนำเอาทางของพระเจ้ามากลั่นให้เป็นคติพจน์หนึ่งคำนี้เป็นการอธิบายที่ง่ายเกินจริงมากเกินไป  การนำเอาทั้งหมดที่พระเจ้าตรัสมาสรุปให้เป็นคติพจน์เดียว—นั่นจะไม่ทำให้พระเจ้าทรงกลายเป็นไร้นัยสำคัญมากเกินไปหรอกหรือ?  มันเป็นอย่างนั้นหรอกหรือ?  อาจเป็นไปได้ว่าพวกเจ้าส่วนใหญ่ไม่เข้าใจนัยสำคัญอันลุ่มลึกซึ้งของคำพูดเหล่านี้อย่างเต็มที่  แม้ว่าพวกเจ้าจะได้จดบันทึกไว้ทั้งหมดแล้ว แต่พวกเจ้าก็ไม่ได้มีเจตนาที่จะจัดเก็บคติพจน์นี้ไว้ในหัวใจของพวกเจ้า พวกเจ้าเพียงได้เขียนมันลงในสมุดบันทึกของพวกเจ้าเพื่อจะได้กลับไปอ่านและไตร่ตรองในเวลาว่างของพวกเจ้า  พวกเจ้าบางคนจะไม่แม้แต่วุ่นวายที่จะจดจำคติพจน์นี้ และยิ่งไม่ต้องพูดถึงการลองพยายามใช้คติพจน์นี้ให้เกิดประโยชน์ที่ดี  แม้กระนั้น เหตุใดหรือเราจึงปรารถนาที่จะพาดพิงถึงคติพจน์นี้?  โดยไม่คำนึงถึงมุมมองของพวกเจ้าและไม่สำคัญว่าพวกเจ้าจะคิดอะไร เราจำเป็นต้องพาดพิงถึงคติพจน์นี้ เนื่องจากว่าคติพจน์นี้มีความเกี่ยวเนื่องอย่างที่สุดกับวิธีที่พระเจ้าทรงกำหนดพิจารณาจุดจบของผู้คน  ไม่สำคัญว่าความเข้าใจปัจจุบันของพวกเจ้าในคติพจน์นี้จะเป็นอะไร หรือเจ้าจะปฏิบัติต่อคติพจน์นี้อย่างไร เราจะยังคงบอกพวกเจ้าดังนี้ว่า หากผู้คนสามารถนำคำพูดของคติพจน์นี้ไปปฏิบัติ และรับประสบการณ์กับคำพูดเหล่านั้น และสัมฤทธิ์มาตรฐานแห่งการยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่วได้ เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็จะมั่นใจว่าจะเป็นผู้อยู่รอดและแน่ใจว่าจะมีจุดจบที่ดี  อย่างไรก็ตาม หากพวกเจ้าไม่สามารถตอบสนองมาตรฐานที่คติพจน์นี้ได้กำหนดไว้ เช่นนั้นแล้วอาจกล่าวได้ว่าจะไม่มีใครรู้จุดจบของพวกเจ้าเลย  ดังนั้นเราจึงพูดกับพวกเจ้าเกี่ยวกับคติพจน์นี้ก็เพื่อการตระเตรียมด้านจิตใจของพวกเจ้าเอง และเพื่อให้พวกเจ้าจะได้รู้ว่าพระเจ้าทรงใช้มาตรฐานประเภทใดในการประเมินวัดพวกเจ้า

—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, วิธีรู้จักพระอุปนิสัยของพระเจ้าและผลลัพธ์ที่พระราชกิจของพระองค์จะสัมฤทธิ์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 9

พระเจ้าทรงใช้ประโยชน์บททดสอบที่หลากหลายเพื่อทดสอบว่าผู้คนยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วหรือไม่

ในทุกยุคที่พระเจ้าทรงพระราชกิจ พระองค์ประทานพระวจนะให้แก่ผู้คนไว้บ้างและตรัสบอกความจริงบางประการแก่พวกเขา  ความจริงเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นหนทางที่ผู้คนควรยึดติด เป็นหนทางที่พวกเขาควรเดินตาม เป็นหนทางที่ทำให้พวกเขาสามารถยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว และเป็นหนทางที่ผู้คนควรนำไปฝึกฝนปฏิบัติและยึดติดในชีวิตของพวกเขาและตลอดครรลองแห่งการเดินทางแห่งชีวิตของพวกเขา  เป็นเพราะเหตุผลเหล่านี้นั่นเองพระเจ้าจึงทรงแสดงถ้อยดำรัสเหล่านี้ต่อมนุษยชาติ  พระวจนะเหล่านี้ซึ่งมาจากพระเจ้าควรได้รับการยึดติดโดยผู้คน และการยึดติดในพระวจนะเหล่านี้คือการรับชีวิตเอาไว้  หากบุคคลผู้หนึ่งไม่ยึดติดในพระวจนะเหล่านี้ ไม่นำพระวจนะเหล่านี้ไปฝึกฝนปฏิบัติ และไม่ดำเนินชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้าในชีวิตของพวกเขา เช่นนั้นแล้วบุคคลผู้นี้ก็จะไม่ได้กำลังนำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติ  ยิ่งไปกว่านั้น หากผู้คนไม่ได้กำลังนำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติ เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็ไม่ได้กำลังยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว อีกทั้งไม่สามารถทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยได้  ผู้คนที่ไม่สามารถทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยได้ไม่สามารถรับคำสรรเสริญของพระองค์ได้ และผู้คนเช่นนี้ก็จะไม่มีจุดจบ  ดังนั้นแล้ว ในครรลองแห่งการทรงพระราชกิจของพระองค์ พระเจ้าทรงกำหนดพิจารณาจุดจบของบุคคลผู้หนึ่งอย่างไรหรือ?  พระเจ้าทรงใช้วิธีการใดเล่าในการกำหนดพิจารณาจุดจบของบุคคลผู้หนึ่ง?  บางทีพวกเจ้าอาจยังคงเลือนรางในเรื่องนี้อยู่บ้างในชั่วขณะนี้ แต่เมื่อเราบอกเจ้าเกี่ยวกับกระบวนการ มันจะกลายเป็นค่อนข้างชัดเจน เพราะพวกเจ้ามากมายได้เคยมีประสบการณ์กับมันด้วยตัวเองมาแล้ว

ตลอดครรลองแห่งการทรงพระราชกิจของพระองค์ นับตั้งแต่ปฐมกาลเป็นต้นมา พระเจ้าได้ทรงกำหนดบททดสอบสำหรับทุกบุคคลไว้แล้ว—หรือเจ้าสามารถพูดได้ว่าทุกบุคคลที่ติดตามพระองค์—และบททดสอบเหล่านี้มาในขนาดอันหลากหลาย  มีพวกที่ได้รับประสบการณ์กับบททดสอบแห่งการถูกครอบครัวของพวกเขาปฏิเสธ พวกที่ได้รับประสบการณ์กับบททดสอบแห่งสิ่งแวดล้อมอันทุกข์ยาก พวกที่ได้รับประสบการณ์กับบททดสอบแห่งการถูกจับกุมและถูกทรมาน พวกที่ได้รับประสบการณ์กับบททดสอบแห่งการต้องเผชิญหน้ากับตัวเลือกทั้งหลาย และพวกที่ได้เผชิญหน้ากับบททดสอบแห่งเงินตราและสถานะ  กล่าวโดยทั่วไปแล้ว พวกเจ้าแต่ละคนได้เผชิญหน้ากับบททดสอบทุกลักษณะแล้ว  เหตุใดพระเจ้าจึงทรงพระราชกิจเช่นนี้?  เหตุใดพระองค์ทรงปฏิบัติต่อทุกคนเยี่ยงนี้?  ผลลัพธ์จำพวกใดที่พระองค์ทรงแสวงหา?  นี่คือประเด็นที่เราปรารถนาที่จะสื่อสารกับพวกเจ้า นั่นคือ พระเจ้าทรงต้องประสงค์ดูว่าบุคคลผู้นี้เป็นชนิดที่ยำเกรงพระองค์และหลบเลี่ยงความชั่วหรือไม่  สิ่งนี้หมายความว่าเมื่อพระเจ้ากำลังทรงให้ทดสอบแก่เจ้า และให้เจ้าเผชิญหน้ากับรูปการณ์แวดล้อมอย่างใดอย่างหนึ่ง เจตนารมณ์ของพระองค์คือเพื่อทดสอบว่าเจ้าเป็นบุคคลที่ยำเกรงพระองค์และหลบเลี่ยงความชั่วหรือไม่  หากใครบางคนเผชิญหน้ากับหน้าที่เก็บรักษาของถวาย และหน้าที่นี้นำไปสู่การเข้ามาจับต้องของถวายของพระเจ้า เจ้าจะบอกว่านี่เป็นบางสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงจัดการเตรียมการไว้แล้วกระนั้นหรือ?  เป็นเช่นนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย!  ทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าเผชิญคือบางสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงจัดการเตรียมการไว้  เมื่อเจ้าเผชิญหน้ากับเรื่องนี้ พระเจ้าจะทรงสังเกตการณ์เจ้าอย่างลับๆ ทรงเฝ้าดูว่าเจ้าเลือกตัวเลือกใด วิธีที่เจ้าฝึกฝนปฏิบัติ และเจ้ามีความคิดอะไร  สิ่งที่พระเจ้าทรงห่วงใยมากที่สุดคือผลลัพธ์สุดท้าย เนื่องจากว่าเป็นผลลัพธ์นี้นี่เองที่จะช่วยให้พระองค์ทรงประเมินวัดว่าเจ้าได้ใช้ชีวิตขึ้นไปถึงมาตรฐานของพระองค์ในบททดสอบโดยเฉพาะครั้งนี้หรือไม่  อย่างไรก็ตาม เมื่อใดก็ตามที่ผู้คนเผชิญปัญหา พวกเขามักจะไม่คิดเกี่ยวกับว่าเหตุใดพวกเขาจึงต้องเผชิญหน้ากับมัน มาตรฐานอะไรที่พระเจ้าทรงคาดหมายให้พวกเขาตอบสนอง อะไรที่พระองค์ทรงต้องประสงค์เห็นในพวกเขา หรืออะไรที่พระองค์ทรงปรารถนาที่จะได้รับจากพวกเขา  ในยามที่เผชิญหน้ากับปัญหานี้ ผู้คนเหล่านี้ก็เพียงคิดว่า “นี่คือบางสิ่งที่ฉันต้องเผชิญหน้า ฉันต้องระมัดระวัง ต้องไม่สะเพร่า!  ไม่ว่าอะไรก็ตาม นี่คือของถวายของพระเจ้าและฉันก็ไม่สามารถแตะต้องได้”  ด้วยความที่มีความคิดเรียบง่ายเกินไปเช่นนี้ ผู้คนจึงเชื่อว่าพวกเขาได้ทำให้ความรับผิดชอบทั้งหลายของพวกเขาลุล่วงแล้ว  ผลลัพธ์ของบททดสอบนี้จะนำความพึงพอพระทัยมาให้พระเจ้าหรือไม่?  จงเดินหน้าและพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้  (หากผู้คนมีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว เมื่อต้องเผชิญหน้ากับหน้าที่ซึ่งเปิดโอกาสให้พวกเขาเข้ามาสัมผัสกับของถวายของพระเจ้า พวกเขาก็จะพิจารณาว่ามันง่ายเพียงใดที่จะทำให้พระอุปนิสัยของพระเจ้าขุ่นเคือง และนั่นจะทำให้พวกเขาต้องดำเนินการต่อด้วยความระมัดระวังอย่างแน่นอน)  การตอบสนองของพวกเจ้าอยู่ในร่องครรลองที่ถูกต้อง แต่ก็ยังไม่ถึงกับตรงจุดทีเดียวนัก  การเดินตามหนทางของพระเจ้านั้นไม่ได้เกี่ยวกับการปฏิบัติตามข้อบังคับอันผิวเผินทั้งหลายตรงกันข้ามกลับหมายความว่าเมื่อเจ้าเผชิญหน้ากับปัญหา เจ้ามีทรรศนะว่าเหนือสิ่งอื่นใด มันเป็นสถานการณ์ที่พระเจ้าได้ทรงจัดการเตรียมการไว้แล้ว เป็นความรับผิดชอบที่พระองค์ประทานให้แก่เจ้า หรือภารกิจที่พระองค์วางพระทัยมอบหมายให้เจ้า  เมื่อเผชิญหน้ากับปัญหานี้ เจ้าควรถึงกับเห็นว่านั่นเป็นบททดสอบที่พระเจ้าทรงใส่ให้กับเจ้า  เมื่อเจ้าประสบกับปัญหานี้ เจ้าต้องมีมาตรฐานในหัวใจของเจ้า และเจ้าต้องคิดว่าเรื่องนี้ได้มาจากพระเจ้า  เจ้าต้องคิดเกี่ยวกับวิธีจัดการกับมันในหนทางที่เจ้าสามารถทำให้ความรับผิดชอบของเจ้าลุล่วง ในขณะที่ยังคงจงรักภักดีต่อพระเจ้า ตลอดจนวิธีที่จะทำเช่นนั้นโดยไม่ทำให้พระองค์กริ้วหรือทำให้พระอุปนิสัยของพระองค์ทรงขุ่นเคือง  เมื่อครู่นี้เราได้พูดเกี่ยวกับการเก็บรักษาของถวาย  เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับของถวาย และยังแตะต้องไปถึงหน้าที่ของเจ้าและความรับผิดชอบของเจ้าอีกด้วย  เจ้ามีหน้าที่ผูกพันกับความรับผิดชอบนี้  อย่างไรก็ตาม เมื่อเผชิญหน้ากับปัญหานี้ มีการทดลองอันใดหรือไม่?  ย่อมมี  การทดลองนี้มาจากไหน?  การทดลองนี้มาจากซาตาน และมาจากอุปนิสัยชั่วเสื่อมทรามของพวกมนุษย์อีกด้วย  ในเมื่อมีการทดลอง ประเด็นนี้จึงเกี่ยวข้องกับการยืนหยัดในคำพยานที่ผู้คนควรจะยืนหยัด อันเป็นความรับผิดชอบและหน้าที่ของเจ้าอีกด้วย  ผู้คนบางคนพูดว่า “นี่เป็นเรื่องเล็กน้อยยิ่งนัก จำเป็นจริงหรือที่จะทำให้เป็นเรื่องใหญ่?”  จำเป็นอย่างที่สุด!  นี่เป็นเพราะเพื่อที่จะเดินตามหนทางของพระเจ้า พวกเราไม่สามารถปล่อยสิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้นกับพวกเราหรือรอบตัวพวกเราไป แม้กระทั่งสิ่งเล็กน้อย ไม่ว่าพวกเราจะคิดว่าพวกเราควรให้ความสนใจกับมันหรือไม่ ตราบใดที่พวกเรากำลังเผชิญหน้าเรื่องใดก็ตาม พวกเราจะต้องไม่ปล่อยมันไป  ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นควรถูกมองว่าเป็นข้อทดสอบที่พระเจ้าได้ทรงมอบแก่พวกเรา  เจ้าคิดอะไรเกี่ยวกับวิธีมองสิ่งทั้งหลายวิธีนี้?  หากเจ้ามีท่าทีแบบนี้ เช่นนั้นแล้ว มันจะเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงข้อหนึ่ง กล่าวคือ ลึกลงไปนั้น เจ้ายำเกรงพระเจ้าและเต็มใจหลบเลี่ยงความชั่ว  หากเจ้ามีความพึงปรารถนานี้ที่จะทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย เช่นนั้นแล้วสิ่งที่เจ้านำไปฝึกฝนปฏิบัติจะไม่อยู่ไกลมากนักจากการตอบสนองต่อมาตรฐานแห่งการยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่ว

บ่อยครั้งที่มีพวกที่เชื่อว่า เรื่องทั้งหลายที่ผู้คนไม่ค่อยให้ความสนใจมากนักและมักจะไม่พาดพิงถึงนั้น เป็นแต่เพียงเรื่องหยุมหยิมเล็กน้อยที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอันใดกับการนำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติ  เมื่อต้องเผชิญหน้ากับประเด็นปัญหาเช่นนี้ ผู้คนเหล่านี้ไม่ได้คิดมากเกี่ยวกับมัน แล้วพวกเขาก็ปล่อยให้มันผ่านไป  โดยข้อเท็จจริงแล้ว เมื่อเจ้าเผชิญประเด็นปัญหานี้ ก็แน่ทีเดียวว่าย่อมเป็นเวลาที่เจ้าควรเรียนรู้บทเรียนของวิธีที่จะยำเกรงพระเจ้าและวิธีที่จะหลบเลี่ยงความชั่ว  และเจ้าควรตระหนักยิ่งขึ้นไปอีกเกี่ยวกับว่าพระเจ้ากำลังทรงทำอะไรเมื่อเจ้าเผชิญกับเรื่องนี้  พระเจ้าทรงอยู่ข้างเจ้านั่นเอง กำลังทรงสังเกตการณ์ทุกคำพูดและการกระทำของเจ้า และกำลังทรงเฝ้าดูทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าทำและการเปลี่ยนแปลงอะไรที่เกิดขึ้นในความคิดของเจ้า—นี่คือพระราชกิจของพระเจ้า  ผู้คนบางคนถามว่า “หากนั่นเป็นจริง เช่นนั้นแล้วเหตุใดฉันจึงไม่รู้สึก?”  เจ้าไม่รู้สึกเพราะเจ้ายังไม่ได้ยึดติดหนทางแห่งการยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วเป็นหนทางปฐมของเจ้า ดังนั้นเจ้าจึงไม่สามารถสำนึกรับรู้ได้ถึงพระราชกิจอันแนบเนียนที่พระเจ้าทรงทำในผู้คน ซึ่งสำแดงตัวโดยสอดคล้องกับความคิดและการกระทำอันหลากหลายของผู้คน  เจ้าเป็นคนสติแตก!  อะไรเล่าที่เป็นเรื่องใหญ่?  อะไรเล่าที่เป็นเรื่องเล็ก?  เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเดินตามหนทางของพระเจ้าไม่ได้ถูกแยกออกเป็นเรื่องใหญ่และเรื่องเล็ก ทุกเรื่องล้วนเป็นเรื่องใหญ่—พวกเจ้าสามารถเข้าใจการนั้นได้หรือไม่?  (พวกเราสามารถเข้าใจได้)  ในด้านของเรื่องประจำวันทั้งหลาย มีบางเรื่องที่ผู้คนมองว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก และเรื่องอื่นๆ ที่ถูกมองว่าเป็นเรื่องเล็กไร้สาระ  บ่อยครั้งที่ผู้คนเห็นว่าเรื่องใหญ่เหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญมาก และพวกเขาพิจารณาว่าเรื่องเหล่านั้นได้ถูกพระเจ้าทรงส่งมา  อย่างไรก็ตามเมื่อเรื่องใหญ่เหล่านี้แสดงบทบาทออกมา บ่อยครั้งที่ผู้คนไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระเจ้า ไม่สามารถได้มาซึ่งวิวรณ์ใด และไม่สามารถได้รับความรู้จริงแท้ใดที่มีคุณค่า ก็เพราะวุฒิภาวะที่ยังไม่เป็นผู้ใหญ่ของผู้คนและเพราะขีดความสามารถที่ต่ำของพวกเขา  ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเล็กแล้ว เรื่องเหล่านี้เพียงแค่ถูกผู้คนมองข้ามและถูกทิ้งให้เลือนหายไปทีละนิดทีละน้อย  เมื่อเป็นเช่นนั้นผู้คนจึงได้สูญเสียโอกาสมากมายที่จะได้รับการตรวจดูและได้รับการทดสอบเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า  มันหมายความว่ากระไรเล่า หากเจ้ามักมองข้ามผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ อีกทั้งสถานการณ์ที่พระเจ้าได้ทรงจัดวางเรียบเรียงไว้ให้เจ้าเสมอ?  มันหมายความว่าทุกวัน และแม้กระทั่งทุกชั่วขณะ เจ้ากำลังตัดขาดจากการที่พระเจ้าจะทรงทำให้เจ้ามีความเพียบพร้อม รวมทั้งภาวะผู้นำของพระองค์อยู่เป็นนิตย์  เมื่อใดก็ตามที่พระเจ้าทรงจัดวางเรียบเรียงสถานการณ์ให้กับเจ้า พระองค์กำลังทรงเฝ้าสังเกตอย่างลับๆ ทรงพินิจพิเคราะห์หัวใจของเจ้า และความคิดและแนวคิดของเจ้า ทรงเฝ้าดูว่าเจ้าคิดอย่างไร และเจ้าจะปฏิบัติตัวอย่างไร  หากเจ้าเป็นคนประมาท—คนที่ไม่เคยจริงจังกับทางของพระเจ้า พระวจนะของพระองค์ หรือความจริง—เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะไม่ใส่ใจหรือให้ความสนใจกับสิ่งที่พระเจ้าทรงปรารถนาที่จะสัมฤทธิ์ หรือสิ่งที่พระองค์ทรงพึงประสงค์จากเจ้าในสภาพแวดล้อมที่พระองค์ทรงจัดการเตรียมการสำหรับเจ้า  และเจ้าก็จะไม่รู้ว่าผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ที่เจ้าประสบเกี่ยวเนื่องกับความจริงหรือเจตนารมณ์ของพระเจ้าอย่างไร  หลังจากที่เจ้าเผชิญหน้ารูปการณ์แวดล้อมซ้ำๆ และบททดสอบซ้ำๆ เช่นนี้ โดยที่พระเจ้าไม่ทรงเห็นผลลัพธ์ใดๆ ในตัวเจ้าแล้ว พระองค์จะทรงกระทำอย่างไรเล่า?  หลังจากได้เผชิญหน้าบททดสอบซ้ำๆ เจ้าก็ยังไม่เทิดทูนพระเจ้าว่าทรงยิ่งใหญ่ในหัวใจของเจ้า ทั้งยังไม่จริงจังกับรูปการณ์แวดล้อมที่พระเจ้าได้ทรงจัดวางเรียบเรียงไว้ให้เจ้า ไม่มองว่าเป็นบททดสอบหรือการตรวจสอบจากพระเจ้า  แต่ครั้งแล้วครั้งเล่า เจ้ากลับได้ปฏิเสธโอกาสที่พระเจ้าได้ประทานให้เจ้าแทน โดยปล่อยให้โอกาสผ่านไปครั้งแล้วครั้งเล่า  นี่ไม่ใช่การเป็นกบฏแบบสุดขีดที่ผู้คนแสดงให้เห็นหรอกหรือ?  (ใช่)  พระเจ้าจะทรงรู้สึกเจ็บปวดเพราะเหตุนี้หรือไม่?  (พระองค์จะทรงรู้สึก)  ผิดแล้ว พระเจ้าจะไม่ทรงรู้สึกเจ็บปวด!  การได้ยินเราพูดการนี้ทำให้พวกเจ้าตกใจอีกครั้ง พวกเจ้าอาจกำลังคิดว่า “ไม่ได้มีการพูดไว้ก่อนหน้านี้แล้วหรือว่าพระเจ้าทรงรู้สึกเจ็บปวดเสมอ?  ดังนั้นพระเจ้าจะไม่ทรงรู้สึกเจ็บปวดหรอกหรือ?  เช่นนั้นแล้วเมื่อใดเล่าที่พระองค์ทรงรู้สึกเจ็บปวด?”  โดยสังเขปแล้ว พระเจ้าจะไม่ทรงรู้สึกเจ็บปวดในสถานการณ์นี้  เช่นนั้นแล้ว ท่าทีของพระเจ้าที่มีต่อพฤติกรรมประเภทที่ระบุไว้คร่าวๆ ข้างต้นนั้นคืออะไรเล่า?  เมื่อผู้คนปฏิเสธบททดสอบและการตรวจสอบที่พระเจ้าทรงส่งให้พวกเขา และเมื่อพวกเขาหลบเลี่ยงทั้งสองอย่างนั้น มีเพียงท่าทีเดียวเท่านั้นที่พระเจ้าทรงมีต่อผู้คนเช่นนี้  นี่คือท่าทีอะไรกันเล่า?  พระเจ้าทรงรังเกียจเดียดฉันท์บุคคลแบบนี้จากก้นบึ้งแห่งพระหทัย  คำว่า “รังเกียจเดียดฉันท์” มีความหมายสองชั้น  เราจะอธิบายเรื่องนี้ตามมุมมองของเราอย่างไร?  คำว่า “รังเกียจเดียดฉันท์” แฝงนัยว่าเกลียดและชังอยู่ลึกๆ  แล้วความหมายอีกชั้นหนึ่งเล่า?  นั่นก็คือส่วนที่แสดงนัยของการยอมแพ้ในบางสิ่ง พวกเจ้าทั้งหมดรู้ว่า “ยอมแพ้” หมายถึงอะไรใช่หรือไม่?  โดยสรุปแล้ว “รังเกียจเดียดฉันท์” คือคำแทนปฏิกิริยาและท่าทีท้ายสุดของพระเจ้าที่ทรงมีต่อผู้คนเหล่านั้นที่กำลังประพฤติตัวเช่นนั้น เป็นความเกลียดและความเดียดฉันท์สุดขีดต่อพวกเขา ด้วยเหตุนี้จึงส่งผลให้มีการตัดสินใจที่จะปล่อยมือจากพวกเขา  นี่คือการตัดสินใจขั้นสุดท้ายของพระเจ้าต่อบุคคลที่ไม่เคยเดินตามหนทางของพระเจ้า และที่ไม่เคยยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว บัดนี้พวกเจ้าทั้งหมดสามารถเห็นความสำคัญของคติพจน์ที่เราได้พูดถึงไปก่อนหน้านี้ได้แล้วหรือไม่?

ตอนนี้พวกเจ้าเข้าใจวิธีการที่พระเจ้าทรงใช้ในการกำหนดพิจารณาจุดจบของผู้คนหรือยัง?  (พระองค์ทรงจัดการเตรียมการรูปการณ์แวดล้อมที่แตกต่างกันทุกวัน)  พระองค์ทรงจัดการเตรียมการรูปการณ์แวดล้อมที่แตกต่างกัน—นี่คือบางสิ่งที่ผู้คนสามารถรู้สึกและจับต้องได้  ดังนั้นอะไรคือสิ่งจูงใจของพระเจ้าในการทรงทำการนี้?  สิ่งจูงใจของพระองค์คือการให้บททดสอบหลากหลายลักษณะ ณ เวลาที่แตกต่างกันและในสถานที่ที่แตกต่างกันแก่บุคคลทุกคนไม่มีเว้น  แง่มุมใดเล่าของบุคคลถูกนำไปทดสอบในระหว่างบททดสอบ?  บททดสอบกำหนดพิจารณาว่าเจ้าเป็นบุคคลประเภทที่ยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วในทุกประเด็นที่เจ้าเผชิญหน้า ได้ยิน ได้เห็น และได้รับประสบการณ์ด้วยตนเองหรือไม่  ทุกคนจะเผชิญหน้ากับบททดสอบประเภทนี้เพราะพระเจ้าทรงยุติธรรมต่อผู้คนทั้งหมด  พวกเจ้าบางคนพูดว่า “ฉันได้เชื่อในพระเจ้าหลายปีแล้ว ดังนั้นแล้วเหตุใดฉันจึงยังไม่ได้เผชิญหน้ากับบททดสอบใดๆ เล่า?”  เจ้ารู้สึกว่าเจ้ายังไม่ได้เผชิญหน้าบททดสอบใดๆ เพราะเมื่อใดก็ตามที่พระเจ้าได้ทรงจัดการเตรียมการรูปการณ์แวดล้อมให้เจ้า เจ้าไม่ได้จริงจังกับรูปการณ์แวดล้อมเหล่านั้นและไม่ต้องการเดินตามทางของพระเจ้า  ด้วยเหตุนี้ เจ้าก็แค่ไม่สำนึกรับรู้บททดสอบของพระเจ้าเลย  บางคนพูดว่า “ฉันได้เผชิญหน้ากับบททดสอบสองสามครั้งแล้ว แต่ฉันไม่รู้วิธีฝึกฝนปฏิบัติอย่างถูกต้องเหมาะสม แม้เมื่อฉันได้ฝึกฝนปฏิบัติแล้ว ฉันก็ยังคงไม่รู้ว่าฉันได้ตั้งมั่นในระหว่างบททดสอบของพระเจ้าหรือไม่”  ผู้คนในสภาวะแบบนี้ไม่ได้มีจำนวนน้อยอย่างแน่นอน  เช่นนั้นแล้วอะไรเล่าคือมาตรฐานที่พระเจ้าทรงใช้ประเมินผู้คน?  เป็นดังเช่นที่เราได้พูดเมื่อครู่ก่อน นั่นคือ เป็นการที่ว่าเจ้ายำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วในทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าทำ คิด และแสดงออกหรือไม่  นี่คือวิธีที่จะกำหนดพิจารณาว่าเจ้าเป็นบุคคลที่ยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วหรือไม่  มโนทัศน์นี้เรียบง่ายหรือไม่?  มันเรียบง่ายพอที่จะพูด แต่ง่ายที่จะนำไปฝึกฝนปฏิบัติหรือไม่?  (มันก็ไม่ง่ายนัก)  เหตุใดจึงไม่ง่ายนัก?  (เพราะผู้คนไม่รู้จักพระเจ้า และพวกเขาไม่รู้ว่าพระเจ้าทรงทำให้ผู้คนมีความเพียบพร้อมอย่างไร ดังนั้นเมื่อพวกเขาเผชิญหน้ากับปัญหา พวกเขาจึงไม่รู้วิธีค้นพบความจริงเพื่อแก้ปัญหาของพวกเขา  พวกเขาต้องก้าวผ่านบททดสอบ การถลุง การตีสอน และการพิพากษาทั้งหลายก่อนที่พวกเขาจะสามารถครอบครองความเป็นจริงแห่งการยำเกรงพระเจ้า)  พวกเจ้าอาจจะพูดเช่นนั้น แต่ในความคิดเห็นของพวกเจ้า การยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่วดูเหมือนจะทำได้อย่างง่ายดายมากตอนนี้  เหตุใดเราถึงพูดเช่นนี้?  เป็นเพราะพวกเจ้าได้ฟังคำเทศนามากมายและได้รับการรดน้ำในปริมาณไม่น้อยจากความเป็นจริงความจริง การนี้ทำให้พวกเจ้าเข้าใจทั้งทางทฤษฎีและทางสติปัญญาว่าจะยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วอย่างไร  ในส่วนของวิธีนำการยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่วนั้นไปฝึกฝนปฏิบัติจริงๆ นั้น ความรู้นี้ทั้งหมดเป็นประโยชน์มากและได้ทำให้พวกเจ้ารู้สึกราวกับว่าสิ่งนั้นสามารถสัมฤทธิ์ผลได้โดยง่าย  เช่นนั้นแล้วเหตุใดผู้คนจึงไม่มีวันสามารถสัมฤทธิ์ผลจริงๆ ได้เล่า?  นี่เป็นเพราะแก่นแท้ธรรมชาติของมนุษย์ไม่ยำเกรงพระเจ้าและมันชอบความชั่ว  นี่คือเหตุผลที่แท้จริง

—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, วิธีรู้จักพระอุปนิสัยของพระเจ้าและผลลัพธ์ที่พระราชกิจของพระองค์จะสัมฤทธิ์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 10

การไม่ยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วคือการต่อต้านพระเจ้า

เราขอเริ่มต้นด้วยการถามเจ้าว่าคติพจน์นี้ “จงยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว” มาจากที่ใด  (พระธรรมโยบ)  เนื่องจากพวกเราได้พูดถึงโยบแล้ว เรามาสนทนาเรื่องของเขากัน  ในยุคของโยบ พระเจ้าทรงพระราชกิจเพื่อความรอดและการพิชิตมนุษยชาติใช่หรือไม่?  ไม่ใช่  ไม่ใช่เช่นนั้นมิใช่หรือ?  นอกจากนั้น ในความคิดเห็นของโยบ เขามีความรู้เรื่องพระเจ้ามากเท่าใดในเวลานั้น?  (ไม่มาก)  โยบมีความรู้เกี่ยวกับพระเจ้ามากกว่าหรือน้อยกว่าพวกเจ้าในตอนนี้เล่า?  เหตุใดพวกเจ้าจึงไม่กล้าตอบ?  นี่เป็นคำถามที่ตอบง่ายมาก  น้อยกว่า!  นั่นแน่นอนอยู่แล้ว!  ทุกวันนี้พวกเจ้าอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและอยู่ต่อหน้าพระวจนะของพระเจ้า พวกเจ้ามีความรู้เรื่องพระเจ้ามากกว่าที่โยบเคยมี  เหตุใดเราจึงนำเรื่องนี้ขึ้นมาพูด?  อะไรคือจุดประสงค์ของเราในการพูดสิ่งเหล่านี้?  เราอยากจะอธิบายข้อเท็จจริงข้อหนึ่งแก่เจ้า แต่ก่อนที่เราจะทำเช่นนั้น เราต้องการถามพวกเจ้าหนึ่งคำถาม นั่นคือ โยบรู้น้อยมากเรื่องพระเจ้า แต่ก็ยังคงสามารถยำเกรงพระองค์และหลบเลี่ยงความชั่วได้  เหตุใดผู้คนในทุกวันนี้จึงล้มเหลวในการทำเช่นนั้น?  (พวกเขาเสื่อมทรามอย่างลึกล้ำ)  การที่พวกเขาเสื่อมทรามอย่างลึกล้ำเป็นปรากฏการณ์ระดับผิวเผินที่ก่อให้เกิดปัญหา แต่เราจะไม่มีวันมองมันในแบบนั้น  บ่อยครั้งที่พวกเจ้านำคำสอนและคำพูดที่ใช้บ่อย อาทิ “ความเสื่อมทรามอย่างลึกล้ำ” “การเป็นกบฏต่อพระเจ้า” “การไม่จงรักภักดีต่อพระเจ้า” “การขาดการนบนอบ” “การไม่ชอบความจริง” และอื่นๆ และใช้วลีติดหูเหล่านี้เพื่ออธิบายแก่นแท้ของทุกๆ ประเด็น  นี่เป็นวิธีฝึกฝนปฏิบัติที่มีข้อบกพร่อง  การใช้คำตอบเดียวกันเพื่ออธิบายเรื่องทั้งหลายที่มีเนื้อหาแตกต่างกันนั้น ทำให้เกิดความสงสัยอย่างน่าหมิ่นประมาทเกี่ยวกับความจริงและพระเจ้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราไม่ชอบฟังคำตอบแบบนี้  จงคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้นานและหนัก!  พวกเจ้าไม่มีแม้สักคนได้ขบคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้แต่อย่างใด แต่เราสามารถเห็นเรื่องนี้ทุกๆ วัน และทุกๆ วันเราก็สามารถรู้สึกเรื่องนี้ได้  ด้วยเหตุนี้ ในขณะที่พวกเจ้ากำลังแสดงอยู่ เราก็กำลังเฝ้าดูอยู่  เมื่อพวกเจ้ากำลังทำบางสิ่ง พวกเจ้าไม่สามารถรู้สึกถึงแก่นแท้ของมัน แต่เมื่อเราเฝ้าดู เราสามารถเห็นแก่นแท้ของมัน และเราสามารถรู้สึกถึงแก่นแท้ของมันอีกด้วย  ดังนั้นแล้วแก่นแท้นี้คืออะไร?  เหตุใดผู้คนทุกวันนี้จึงไม่สามารถยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วได้เล่า?  คำตอบของพวกเจ้าอยู่ไกลจากความสามารถในการอธิบายแก่นแท้ของปัญหานี้ อีกทั้งคำตอบเหล่านั้นก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้  นั่นเป็นเพราะมันมีแหล่งกำเนิดที่พวกเจ้าไม่ตระหนักรู้  แหล่งกำเนิดนี้คืออะไรเล่า?  เรารู้ว่าพวกเจ้าต้องการได้ยินเรื่องแหล่งกำเนิดนั่น ดังนั้นเราจะบอกเรื่องแหล่งกำเนิดของปัญหานี้แก่พวกเจ้า

ตั้งแต่พระเจ้าเริ่มทรงพระราชกิจ พระองค์ได้ทรงคำนึงถึงพวกมนุษย์อย่างไร?  พระเจ้าทรงช่วยกู้พวกเขา พระองค์ทรงเห็นพวกมนุษย์เป็นสมาชิกครอบครัวของพระองค์ เป็นเป้าหมายในพระราชกิจของพระองค์ เป็นพวกที่พระองค์ทรงต้องประสงค์พิชิตและช่วยให้รอด และเป็นพวกที่พระองค์ทรงปรารถนาที่จะทำให้มีความเพียบพร้อม  นี่คือท่าทีของพระเจ้าต่อมนุษยชาติเมื่อพระราชกิจของพระองค์เริ่มต้นขึ้น  แต่ท่าทีของมนุษย์ต่อพระเจ้าในเวลานั้นคืออะไร?  พระเจ้าไม่ทรงคุ้นเคยกับพวกมนุษย์ และพวกเขาคำนึงถึงว่าพระเจ้าทรงเป็นคนแปลกหน้า  อาจกล่าวได้ว่าท่าทีของพวกเขาต่อพระเจ้านั้น ไม่ได้เก็บเกี่ยวผลลัพธ์ที่ถูกต้อง และว่าพวกเขาไม่ได้มีความเข้าใจที่ชัดเจนว่าพวกเขาควรปฏิบัติต่อพระเจ้าอย่างไร  เมื่อเป็นเช่นนั้นพวกเขาจึงปฏิบัติต่อพระองค์ตามที่พวกเขาชอบและทำสิ่งใดก็ตามที่พวกเขาชอบ  พวกเขามีข้อคิดเห็นเกี่ยวกับพระเจ้าบ้างหรือไม่?  ตอนแรกพวกเขาไม่ได้มี ที่เรียกว่าข้อคิดเห็นของพวกเขาเพียงประกอบด้วยมโนคติที่หลงผิดและข้อสันนิษฐานบางอย่างเกี่ยวกับพระองค์  พวกเขายอมรับสิ่งที่สอดคล้องกับมโนคติที่หลงผิดของพวกเขา และเมื่อมีบางสิ่งไม่สอดคล้องกับมโนคติที่หลงผิดของพวกเขา พวกเขาก็เชื่อฟังสิ่งนั้นโดยผิวเผิน แต่ลึกลงไป พวกเขารู้สึกขัดแย้งอย่างรุนแรงและพวกเขาต่อต้านมัน  นี่คือสัมพันธภาพระหว่างพระเจ้ากับพวกมนุษย์ในปฐมกาล นั่นคือ พระเจ้าทรงมองว่าพวกเขาเป็นสมาชิกครอบครัว แต่พวกเขาปฏิบัติต่อพระองค์เยี่ยงคนแปลกหน้า  อย่างไรก็ตาม หลังพระราชกิจของพระเจ้าผ่านไปสักพักหนึ่ง พวกมนุษย์ก็ได้มาทำความเข้าใจกับสิ่งที่พระองค์ทรงพยายามที่จะสัมฤทธิ์ผล และพวกเขาก็ได้รู้ว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้ พวกเขาได้มารู้ด้วยว่าพวกเขาสามารถได้รับอะไรจากพระเจ้า  ผู้คนคำนึงถึงพระเจ้าอย่างไร ณ เวลานี้?  พวกเขาได้เห็นว่าพระองค์ทรงเป็นสายชูชีพ และหวังว่าจะได้รับประทานพระคุณ พระพร และพระสัญญาของพระองค์  ณ เวลานี้พระเจ้าทรงคำนึงถึงพวกมนุษย์อย่างไร?  พระองค์ทรงเห็นว่าพวกเขาเป็นเป้าหมายสำหรับการพิชิตชัยของพระองค์  พระเจ้าทรงต้องประสงค์ใช้พระวจนะเพื่อพิพากษาพวกเขา เพื่อตรวจสอบพวกเขา และเพื่อให้พวกเขาก้าวผ่านบททดสอบ  อย่างไรก็ตาม ในความคิดเห็นของผู้คนในตอนนั้น พระเจ้าทรงเป็นเพียงวัตถุที่พวกเขาสามารถใช้เพื่อสัมฤทธิ์เป้าหมายของพวกเขาเอง  ผู้คนได้เห็นว่าความจริงที่พระเจ้าทรงแจกจ่ายให้สามารถพิชิตและช่วยพวกเขาให้รอดได้ ได้เห็นว่าพวกเขามีโอกาสได้รับสิ่งทั้งหลายที่พวกเขาต้องการจากพระองค์ ตลอดจนบรรลุบั้นปลายที่พวกเขาต้องการ  ด้วยเหตุนี้ ความจริงใจเล็กน้อยจึงได้ก่อเกิดในหัวใจพวกเขา และพวกเขาก็เต็มใจที่จะติดตามพระเจ้าองค์นี้  เวลาได้ผ่านไป และเนื่องจากพวกเขาได้รับความรู้ผิวเผินและเกี่ยวกับคำสอนบางอย่างเกี่ยวกับพระเจ้า จึงอาจกล่าวได้ว่าพวกมนุษย์กำลังเริ่มกลายเป็น “คุ้นเคย” กับพระเจ้า และพระวจนะที่พระองค์ตรัส การเทศนาของพระองค์ ความจริงทั้งหลายที่พระองค์ทรงแจกจ่ายออกไป และพระราชกิจของพระองค์  ดังนั้นพวกเขาจึงอยู่ใต้การจับความที่ผิดว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงไม่คุ้นเคยอีกต่อไป และว่าพวกเขาได้ย่างเท้าบนเส้นทางของการกลายเป็นเข้ากันได้กับพระเจ้าแล้ว  ถึงตอนนี้ผู้คนได้ฟังการเทศนามากมายเกี่ยวกับความจริงและได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้ามากมายแล้ว  ถึงกระนั้นก็ตาม เพราะการแทรกแซงและการกีดขวางที่เกิดจากปัจจัยและรูปการณ์แวดล้อมที่แตกต่างกันมากมาย ผู้คนส่วนใหญ่จึงไม่สามารถประสบความสำเร็จในการนำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติได้ และพวกเขาไม่สามารถทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยได้  ผู้คนได้กลายเป็นย่อหย่อนมากขึ้นเรื่อยๆ และขาดความมั่นใจมากขึ้นเรื่อยๆ  พวกเขามีสำนึกรับรู้ที่มากขึ้นว่าจุดจบของพวกเขาเองไม่เป็นที่รู้จัก  พวกเขาไม่กล้าคิดหาแนวคิดที่ฟุ้งเฟ้อ และพวกเขาไม่พยายามสร้างความก้าวหน้า พวกเขาเพียงติดตามไปด้วยอย่างไม่เต็มใจ ไปข้างหน้า ทีละก้าวๆ  ในส่วนของสถานะปัจจุบันของพวกมนุษย์ อะไรเล่าคือท่าทีของพระเจ้าต่อพวกเขา?  พระองค์ทรงปรารถนาที่จะประทานความจริงเหล่านี้ให้พวกเขาและปลูกฝังพวกเขาด้วยทางของพระองค์เท่านั้น และจากนั้นก็ทรงจัดการเตรียมการรูปการณ์แวดล้อมทั้งหลายเพื่อทดสอบพวกเขาในวิธีที่แตกต่างกัน  เป้าหมายของพระองค์คือใช้พระวจนะเหล่านี้ ความจริงเหล่านี้ และพระราชกิจของพระองค์ มาทำให้เกิดผลลัพธ์ที่พวกมนุษย์สามารถยำเกรงพระองค์และหลบเลี่ยงความชั่วได้  ผู้คนส่วนใหญ่ที่เราได้เห็นมาเพียงใช้พระวจนะของพระเจ้าและคำนึงถึงพระวจนะนั้นว่าเป็นคำสอน เพียงแค่คำพูด ข้อบังคับที่ต้องปฏิบัติตาม  ในการกระทำและวาทะของพวกเขา หรือในขณะเผชิญหน้ากับบททดสอบ พวกเขาไม่คำนึงถึงทางของพระเจ้าว่าเป็นแบบที่พวกเขาควรปฏิบัติตาม  นี่เป็นจริงเป็นพิเศษเมื่อผู้คนเผชิญหน้ากับการทดลองใหญ่ เราไม่เคยเห็นบุคคลเช่นนี้คนใดที่ฝึกฝนปฏิบัติในทิศทางแห่งการยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว  ดังนั้นท่าทีของพระเจ้าต่อพวกมนุษย์จึงเต็มไปด้วยความเกลียดและความรังเกียจสุดขีด!  แม้ว่าพระองค์ได้ทรงให้บททดสอบแก่พวกเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า นับหลายร้อยครั้งด้วยซ้ำ พวกเขาก็ยังคงไม่มีท่าทีที่ชัดเจนอันใดเพื่อใช้สาธิตแสดงความมุ่งมั่นของพวกเขาว่า “ฉันต้องการยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว!”  เนื่องจากผู้คนไม่ได้มีความมุ่งมั่นนี้และไม่ทำการแสดงแบบนี้ ท่าทีในปัจจุบันของพระเจ้าต่อพวกเขาจึงไม่เหมือนกับที่เคยเป็นในอดีต เมื่อพระองค์ทรงยื่นความกรุณา ความยอมผ่อนปรน ความอดกลั้น และความอดทนให้พวกเขา  แต่พระองค์ทรงผิดหวังในมนุษยชาติอย่างที่สุดแทน  ใครเล่าที่ก่อเกิดความผิดหวังนี้?  ท่าทีของพระเจ้าต่อพวกมนุษย์นั้นขึ้นอยู่กับใครเล่า?  ท่าทีนั้นขึ้นอยู่กับบุคคลทุกๆ คนที่ติดตามพระองค์  ตลอดครรลองแห่งการทรงพระราชกิจนานหลายปีของพระองค์ พระเจ้าได้ทรงกำหนดข้อพึงประสงค์มากมายต่อผู้คนและได้ทรงจัดการเตรียมการรูปการณ์แวดล้อมมากมายสำหรับพวกเขา  อย่างไรก็ตาม โดยไม่คำนึงถึงว่าพวกเขาได้ฝึกฝนปฏิบัติอย่างไร และไม่สำคัญว่าท่าทีของพวกเขาต่อพระเจ้าจะเป็นอะไร ผู้คนก็ได้ล้มเหลวในการฝึกฝนปฏิบัติโดยสอดคล้องอย่างชัดเจนกับเป้าหมายของการยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว  ด้วยเหตุนี้ เราจะมอบวลีแห่งการสรุป และใช้วลีนี้เพื่ออธิบายทุกสิ่งที่เราเพิ่งพูดเกี่ยวกับเหตุผลที่ผู้คนจึงไม่สามารถเดินตามหนทางของพระเจ้าแห่งการยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว  วลีนี้คืออะไร?  วลีนี้ก็คือ พระเจ้าทรงคำนึงถึงพวกมนุษย์ว่าเป็นเป้าหมายแห่งความรอดของพระองค์และเป็นเป้าหมายแห่งพระราชกิจของพระองค์ พวกมนุษย์คำนึงถึงพระเจ้าว่าเป็นศัตรูของพวกเขาและผู้ที่อยู่ตรงกันข้ามกับพวกเขา  บัดนี้เจ้ามีความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไม่?  ชัดเจนมากว่าท่าทีของมนุษย์คืออะไร ท่าทีของพระเจ้าคืออะไร และสัมพันธภาพระหว่างพวกมนุษย์กับพระเจ้าคืออะไร  ไม่สำคัญว่าพวกเจ้าได้ฟังการเทศนามากเพียงใด แต่สิ่งเหล่านั้นที่พวกเจ้าได้ทำข้อสรุปของพวกเจ้าเองแล้ว อาทิ การสัตย์ซื่อต่อพระเจ้า การนบนอบต่อพระเจ้า การแสวงหาวิธีที่จะกลายเป็นเข้ากันได้กับพระเจ้า การต้องการสละชั่วชีวิตเพื่อพระเจ้า และการต้องการใช้ชีวิตเพื่อพระเจ้า—สำหรับเราแล้ว สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่ตัวอย่างของการเดินตามหนทางของพระเจ้าอย่างมีสติ ซึ่งก็คือการยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว แต่สิ่งเหล่านั้นกลับเป็นเพียงช่องทางที่พวกเจ้าสามารถใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายบางอย่างแทน  เพื่อบรรลุเป้าหมายเหล่านั้น พวกเจ้าปฏิบัติตามกฎข้อบังคับบางข้ออย่างไม่เต็มใจ และเป็นกฎข้อบังคับเหล่านี้นี่เองที่นำผู้คนให้ห่างไกลจากวิธีแห่งการยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วยิ่งขึ้น และนั่นทำให้พระเจ้าทรงอยู่ตรงกันข้ามกับมนุษยชาติอีกครั้ง

หัวข้อของวันนี้หนักสักหน่อย แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราก็ยังคงหวังว่าเมื่อพวกเจ้าก้าวผ่านประสบการณ์ที่จะมา และเวลาที่จะมา พวกเจ้าจะสามารถทำสิ่งที่เราเพิ่งจะบอกพวกเจ้าได้  จงอย่าคำนึงถึงพระเจ้าว่าทรงเป็นเพียงอากาศว่างเปล่าก้อนหนึ่ง—ราวกับว่าพระองค์ทรงดำรงอยู่เมื่อพระองค์ทรงมีประโยชน์ต่อพวกเจ้า แต่ไม่ทรงดำรงอยู่เมื่อพวกเจ้าไม่ได้ใช้ประโยชน์พระองค์แล้ว  ทันทีที่เจ้ามีความคิดเช่นนี้ในจิตใต้สำนึกของเจ้า เจ้าก็จะได้ทำให้พระเจ้าทรงพระพิโรธแล้ว  บางทีอาจมีผู้คนที่พูดว่า “ฉันไม่คำนึงถึงพระเจ้าว่าทรงเป็นเพียงอากาศว่างเปล่า ฉันมักอธิษฐานต่อพระองค์เสมอและฉันมักพยายามทำให้พระองค์พึงพอพระทัยเสมอ และทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันทำอยู่ภายในขอบเขต มาตรฐานและหลักธรรมที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์ ฉันไม่ได้กำลังฝึกฝนปฏิบัติโดยสอดคล้องกับแนวคิดของฉันเองอย่างแน่นอน”  ใช่แล้ว การที่เจ้าฝึกฝนปฏิบัติในลักษณะนี้นั้นถูกต้อง  แม้กระนั้นก็ตาม เจ้าคิดอะไรเมื่อเจ้ามาประจัญหน้ากับปัญหา?  เจ้าฝึกฝนปฏิบัติอย่างไรเมื่อเจ้าเผชิญหน้ากับประเด็นปัญหา?  ผู้คนบางคนรู้สึกว่าพระเจ้าทรงดำรงอยู่เมื่อพวกเขาอธิษฐานต่อพระองค์และวิงวอนต่อพระองค์ แต่เช่นนั้นแล้ว เมื่อใดก็ตามที่พวกเขาเผชิญกับปัญหา พวกเขาก็คิดหาแนวคิดของพวกเขาเองและต้องการที่จะยึดปฏิบัติตามแนวคิดเหล่านั้น  นี่หมายความว่าพวกเขาคำนึงถึงพระเจ้าว่าเป็นเพียงอากาศว่างเปล่าก้อนหนึ่ง และสภาพการณ์เช่นนี้ทำให้พระเจ้าทรงไม่มีตัวตนในจิตใจของพวกเขา  ผู้คนเชื่อว่าพระเจ้าควรทรงดำรงอยู่เมื่อพวกเขาต้องการพระองค์ แต่ไม่ใช่เมื่อพวกเขาไม่ต้องการพระองค์  ผู้คนคิดว่าการฝึกฝนปฏิบัติบนพื้นฐานแนวคิดของพวกเขาเองนั้นเพียงพอแล้ว  พวกเขาเชื่อว่าพวกเขาสามารถทำสิ่งใดก็ได้ที่พวกเขาพอใจ พวกเขาแค่ไม่เชื่อว่าพวกเขาจำเป็นต้องแสวงหาทางของพระเจ้าจนพบ  สำหรับผู้คนที่อยู่ในสภาพการณ์แบบนี้และติดอยู่ในสภาพเช่นนี้ในปัจจุบันนี้ พวกเขาไม่ได้กำลังเข้าหาอันตรายหรอกหรือ?  ผู้คนบางคนพูดว่า “ไม่ว่าฉันกำลังเข้าหาอันตรายหรือไม่ ฉันก็ได้มีความเชื่อมาหลายปีแล้ว และฉันเชื่อว่าพระเจ้าจะไม่ทรงทอดทิ้งฉัน เพราะพระองค์ทรงทนไม่ได้ที่จะทรงทำเช่นนั้น” คนอื่นๆ พูดว่า “ฉันได้เชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าตั้งแต่เวลาที่ฉันอยู่ในครรภ์มารดาของฉัน เป็นเวลาสี่สิบหรือห้าสิบปีแล้ว ดังนั้นในแง่ของเวลา ฉันมีคุณสมบัติเหมาะสมที่สุดที่จะได้รับการช่วยให้รอดโดยพระเจ้า และฉันมีคุณสมบัติเหมาะสมที่สุดที่จะอยู่รอด ตลอดสี่หรือห้าทศวรรษนี้ ฉันได้ละทิ้งครอบครัวของฉันและงานของฉัน และฉันได้ละวางทั้งหมดที่ฉันมี—สิ่งทั้งหลาย เช่น เงินตรา สถานะ ความชื่นชมยินดีและเวลากับครอบครัวของฉัน ฉันยังไม่ได้กินอาหารอร่อยๆ มากมาย ฉันยังไม่ได้ชื่นชมความสนุกทั้งหลายมากมาย ฉันยังไม่ได้ไปเยือนสถานที่ที่น่าสนใจมากมาย และฉันยังได้รับประสบการณ์กับความทุกข์ที่ผู้คนธรรมดาไม่สามารถสู้ทนได้เสียด้วยซ้ำ หากพระเจ้าไม่ทรงสามารถช่วยฉันให้รอดได้ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ เช่นนั้นแล้วฉันก็กำลังถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม และฉันก็ไม่สามารถเชื่อในพระเจ้าแบบนี้ได้” มีผู้คนมากมายที่มีทรรศนะแบบนี้หรือไม่?  (มี)  เช่นนั้นแล้ว วันนี้เราก็จะช่วยพวกเจ้าทำความเข้าใจข้อเท็จจริงข้อหนึ่ง นั่นคือ ผู้คนที่มีทรรศนะเช่นนี้ล้วนกำลังยิงที่เท้าตัวเอง นี่เป็นเพราะพวกเขากำลังปิดบังตาของพวกเขาด้วยจินตนาการของพวกเขาเอง เป็นจินตนาการเหล่านี้นี่เอง รวมถึงบทสรุปของพวกเขาเอง ที่เข้าไปแทนที่ของมาตรฐานที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์ให้พวกมนุษย์ตอบสนองและหน่วงเหนี่ยวพวกเขาจากการยอมรับเจตนารมณ์จริงแท้ของพระเจ้า นั่นทำให้พวกเขาไร้ความสามารถที่จะสำนึกรับรู้การทรงดำรงอยู่ที่แท้จริงของพระองค์ และนั่นยังเป็นเหตุให้พวกเขาสูญเสียโอกาสที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า โดยละทิ้งส่วนใดส่วนหนึ่งหรือส่วนแบ่งใดส่วนแบ่งหนึ่งในพระสัญญาของพระเจ้า

—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, วิธีรู้จักพระอุปนิสัยของพระเจ้าและผลลัพธ์ที่พระราชกิจของพระองค์จะสัมฤทธิ์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 11

พระเจ้าทรงกำหนดจุดจบของผู้คนและมาตรฐานที่พระองค์ทรงใช้ในการทำเช่นนั้นอย่างไร

ก่อนที่เจ้าจะลงเอยในทรรศนะหรือบทสรุปใด เจ้าควรทำความเข้าใจว่าท่าทีของพระเจ้าต่อเจ้าคืออะไร และพระองค์กำลังทรงคิดอะไรเป็นอันดับแรก แล้วเจ้าก็จะสามารถตัดสินใจได้ว่าการขบคิดของเจ้านั้นถูกต้องหรือไม่  พระเจ้าไม่ได้ทรงเคยใช้เวลาเป็นหน่วยวัดในการกำหนดพิจารณาจุดจบของบุคคล อีกทั้งพระองค์ไม่ได้ทรงเคยใช้การที่ว่าบุคคลผู้หนึ่งได้ทนทุกข์มากเพียงใดเป็นพื้นฐานในการกำหนดพิจารณาเช่นนี้  เช่นนั้นแล้ว พระเจ้าทรงใช้สิ่งใดเป็นมาตรฐานในการกำหนดพิจารณาจุดจบของบุคคล?  การกำหนดพิจารณาจุดจบบนพื้นฐานของเวลาจะเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับมโนคติที่หลงผิดของผู้คนมากที่สุด  ยิ่งไปกว่านั้น มีผู้คนเหล่านั้นที่พวกเจ้าเห็นบ่อยๆ ผู้ซึ่ง ณ จุดหนึ่งได้อุทิศไปมากมาย สละไปมากมาย จ่ายราคาไปมหาศาล และทนทุกข์อย่างใหญ่หลวง  เหล่านี้คือพวกที่สามารถได้รับการช่วยให้รอดโดยพระเจ้า ในแบบที่พวกเจ้ามองเห็น  ทั้งหมดที่ผู้คนเหล่านี้สาธิตแสดงและดำเนินชีวิตนั้นอยู่ในแนวเดียวอย่างแม่นยำกับมโนคติที่หลงผิดของผู้คนเกี่ยวกับมาตรฐานที่พระเจ้าทรงวางไว้สำหรับการกำหนดพิจารณาจุดจบของบุคคล  สิ่งใดก็ตามที่พวกเจ้าเชื่อ เราจะไม่ทำรายการตัวอย่างเหล่านี้ทีละรายการ  กล่าวโดยสังเขปแล้ว สิ่งใดที่ไม่เป็นมาตรฐานภายในการขบคิดของพระเจ้าเองนั้นมาจากจินตนาการของมนุษย์แทน และสิ่งเช่นนี้ทั้งหมดเป็นมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์  หากเจ้ายืนยันในมโนคติที่หลงผิดและความเพ้อฝันของเจ้าเองอย่างหูหนวกตาบอด ผลลัพธ์จะเป็นอะไรเล่า?  เห็นได้ค่อนข้างชัดว่าผลที่ตามมาของการนี้สามารถเป็นได้เพียงการที่พระเจ้าทรงผลักไสเจ้า  นี่เป็นเพราะเจ้ามักจะโอ้อวดคุณสมบัติของเจ้าเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า แข่งขันกับพระองค์ และโต้เถียงกับพระองค์ และเจ้าไม่ได้พยายามจับใจความการขบคิดของพระองค์อย่างแท้จริง อีกทั้งเจ้าไม่ได้พยายามจับใจความเจตนารมณ์ของพระองค์หรือท่าทีของพระองค์ต่อมนุษยชาติ  การดำเนินการไปในลักษณะนี้ให้เกียรติตัวเจ้าเองว่ายิ่งใหญ่ นั่นไม่ได้เทิดทูนพระเจ้าว่าทรงยิ่งใหญ่  เจ้าเชื่อในตัวเอง เจ้าไม่เชื่อในพระเจ้า  พระเจ้าไม่ทรงต้องประสงค์ผู้คนเช่นนี้ อีกทั้งพระองค์จะไม่ทรงนำพาความรอดมาให้พวกเขา  หากเจ้าสามารถปล่อยทัศนคติแบบนี้ไป และยิ่งกว่านั้น สามารถแก้ไขทัศนคติที่ไม่ถูกต้องเหล่านั้นซึ่งเจ้าเคยมีในอดีต หากเจ้าสามารถดำเนินการไปโดยสอดคล้องกับข้อพึงประสงค์ของพระเจ้า หากเจ้าสามารถฝึกฝนปฏิบัติทางแห่งการยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วจากจุดนี้เป็นต้นไป หากเจ้าสามารถบริหารจัดการที่จะเทิดทูนพระเจ้าว่าทรงยิ่งใหญ่ในสรรพสิ่งและละเว้นจากการใช้ความเพ้อฝัน ทัศนคติ หรือการเชื่อส่วนตัวของเจ้าเองเพื่อนิยามตัวเจ้าเองและพระเจ้า และหากเจ้าสามารถแสวงหาเจตนารมณ์ของพระเจ้าในทุกด้านจนพบแทน มาตระหนักและเข้าใจท่าทีของพระองค์ต่อมนุษยชาติ และทำให้พระองค์พึงพอพระทัยโดยการตอบสนองมาตรฐานของพระองค์ นั่นจะน่าอัศจรรย์!  จะเป็นการแสดงความหมายว่าเจ้ากำลังจะเริ่มเข้าสู่ทางแห่งการยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว

หากพระเจ้าไม่ทรงใช้ความคิด แนวคิด และทัศนคติที่หลากหลายของผู้คนเป็นมาตรฐานในการกำหนดพิจารณาจุดจบของพวกเขา พระองค์ทรงใช้มาตรฐานแบบใดเล่าในการกำหนดพิจารณาจุดจบของผู้คน?  พระองค์ทรงใช้บททดสอบทั้งหลายเพื่อกำหนดพิจารณาจุดจบของพวกเขา  มีสองมาตรฐานสำหรับการใช้บททดสอบของพระเจ้าเพื่อกำหนดพิจารณาจุดจบของผู้คน กล่าวคือ มาตรฐานแรกคือจำนวนบททดสอบที่ผู้คนก้าวผ่าน และมาตรฐานที่สองคือผลลัพธ์ที่บททดสอบเหล่านี้มีต่อผู้คน  เป็นตัวบ่งชี้ทั้งสองนี้นั่นเองที่สร้างจุดจบของบุคคล  ทีนี้เรามาอธิบายมาตรฐานทั้งสองนี้โดยละเอียดกัน

เริ่มแรกเลย เมื่อบุคคลผู้หนึ่งเผชิญบททดสอบจากพระเจ้า (บททดสอบนี้อาจจะเป็นบททดสอบเล็กๆ สำหรับเจ้า ซึ่งไม่คู่ควรที่จะพูดถึง) พระองค์จะทรงทำให้เจ้าไหวตัวรับรู้อย่างเด่นชัดว่า นี่คือพระหัตถ์ของพระองค์บนตัวเจ้า และว่าเป็นพระองค์ที่ทรงจัดการเตรียมการรูปการณ์แวดล้อมนี้ให้เจ้า  ในขณะที่เจ้ายังคงมีวุฒิภาวะที่ยังไม่เป็นผู้ใหญ่ พระเจ้าจะทรงจัดการเตรียมการบททดสอบเพื่อทดสอบเจ้า และบททดสอบเหล่านี้จะสอดคล้องกับวุฒิภาวะของเจ้า สิ่งที่เจ้าสามารถจับใจความได้ และสิ่งที่เจ้าสามารถต้านทานได้  ส่วนไหนของเจ้าเล่าที่จะถูกทดสอบ?  ท่าทีของเจ้าต่อพระเจ้า  ท่าทีนี้สำคัญมากหรือไม่?  แน่นอนว่ามันสำคัญ!  มันมีความสำคัญเป็นพิเศษ!  ท่าทีนี้ในพวกมนุษย์เป็นผลลัพธ์ที่พระเจ้าทรงพึงปรารถนา ดังนั้น ในความคิดเห็นของพระองค์  มันเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของทั้งหมด  มิฉะนั้นแล้ว พระเจ้าจะไม่ทรงใช้ความพยายามของพระองค์กับผู้คนโดยมีส่วนร่วมในพระราชกิจเช่นนี้  โดยผ่านทางบททดสอบเหล่านี้ พระเจ้าทรงต้องประสงค์เห็นท่าทีของเจ้าต่อพระองค์ พระองค์ทรงต้องประสงค์ดูว่าเจ้าอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้องหรือไม่  พระองค์ทรงต้องประสงค์ดูว่าเจ้ายำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วหรือไม่อีกด้วย  ดังนั้นไม่ว่าเจ้าจะเข้าใจความจริงมากหรือน้อยในเวลาใดก็ตาม เจ้าจะยังคงเผชิญหน้ากับบททดสอบของพระเจ้า และหลังการเพิ่มใดๆ ในปริมาณของความจริงที่เจ้าเข้าใจ พระองค์จะทรงยังคงจัดการเตรียมการบททดสอบที่เกี่ยวข้องสำหรับเจ้าต่อไป  เมื่อเจ้าเผชิญหน้ากับบททดสอบอีกครั้ง พระเจ้าจะทรงต้องประสงค์ดูว่าทัศนคติของเจ้า แนวคิดของเจ้า และท่าทีของเจ้าต่อพระองค์ได้ประสบกับการเติบโตใดบ้างในช่วงเวลาใดระหว่างนั้นหรือไม่  ผู้คนบางคนสงสัยว่า “เหตุใดพระเจ้าทรงต้องประสงค์เห็นท่าทีของผู้คนเสมอ?  พระองค์ไม่ได้ทรงเห็นแล้วหรอกหรือว่าพวกเขานำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติอย่างไร?  เหตุใดพระองค์จะยังคงทรงต้องประสงค์เห็นท่าทีของพวกเขา?”  นี่เป็นคำพูดไร้สาระปราศจากเหตุผล!  ในเมื่อพระเจ้าทรงพระราชกิจในลักษณะนี้ เจตนารมณ์ของพระองค์ต้องอยู่ในนั้น  พระเจ้าทรงคอยสังเกตการณ์ผู้คนจากด้านข้าง ทรงคอยเฝ้าดูทุกคำพูดและการกระทำของพวกเขา ทุกความประพฤติและการเคลื่อนไหวของพวกเขาอยู่เป็นนิตย์ พระองค์ทรงถึงกับสังเกตการณ์ทุกความคิดและแนวคิดของพวกเขา  พระเจ้าทรงจดบันทึกทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับผู้คน—ความประพฤติดีของพวกเขา ความผิดของพวกเขา การล่วงละเมิดของพวกเขา แม้แต่การกบฏและการทรยศของพวกเขา—เป็นหลักฐานที่ใช้ในการกำหนดพิจารณาจุดจบของพวกเขา  ขณะที่พระราชกิจของพระเจ้าได้รับการยกระดับขึ้น เจ้าจะได้ยินความจริงมากขึ้นและมายอมรับสิ่งทั้งหลายและข่าวสารเชิงบวกมากขึ้นทีละเล็กทีละน้อย และเจ้าจะได้รับความเป็นจริงของความจริงมากขึ้น  ตลอดกระบวนการนี้ ข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าต่อเจ้าจะเพิ่มขึ้นเช่นกัน และเมื่อเป็นเช่นนั้น พระองค์จะทรงจัดการเตรียมการบททดสอบที่จริงจังมากขึ้นสำหรับเจ้า  เป้าหมายของพระองค์คือเพื่อตรวจสอบว่าท่าทีของเจ้าต่อพระองค์ได้ก้าวหน้าไปในระหว่างนั้นแล้วหรือไม่  แน่นอน เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้น ทัศนคติที่พระเจ้าทรงเรียกร้องจากเจ้าจะสอดคล้องกับความเข้าใจในความเป็นจริงความจริงของเจ้า

เมื่อวุฒิภาวะของเจ้าค่อยๆ เพิ่มขึ้น มาตรฐานที่พระเจ้าทรงเรียกร้องจากเจ้าก็จะเพิ่มขึ้นเช่นกัน  ในขณะที่เจ้ายังคงไม่เป็นผู้ใหญ่ พระองค์จะทรงวางมาตรฐานที่ต่ำมากเพื่อให้เจ้าตอบสนอง เมื่อวุฒิภาวะของเจ้าเพิ่มขึ้นเล็กน้อย พระองค์จะทรงยกมาตรฐานของเจ้าให้สูงขึ้นอีกหน่อย  แต่พระเจ้าจะทรงทำอะไรหลังจากเจ้าได้รับความเข้าใจในความจริงทั้งหมดแล้ว?  พระองค์จะทรงให้เจ้าเผชิญหน้ากับบททดสอบที่ใหญ่ขึ้นไปอีก  ท่ามกลางบททดสอบเหล่านี้ สิ่งที่พระเจ้าทรงพึงปรารถนาที่จะได้รับจากเจ้า สิ่งที่พระองค์ทรงต้องประสงค์เห็นจากเจ้านั้น คือความรู้เรื่องพระองค์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เป็นความยำเกรงที่แท้จริงต่อพระองค์  ณ เวลานี้ ข้อพึงประสงค์ที่พระองค์ทรงมีต่อเจ้าจะสูงขึ้นและ “รุนแรงขึ้น” กว่าตอนที่วุฒิภาวะของเจ้ายังเป็นเด็กกว่านี้ (ผู้คนอาจจะมองว่าข้อพึงประสงค์เหล่านั้นรุนแรง แต่จริงๆ แล้ว พระเจ้าทรงมองว่าข้อพึงประสงค์เหล่านั้นสมเหตุสมผลแล้ว)  เมื่อพระเจ้ากำลังทรงทดสอบผู้คนนั้น พระองค์ทรงปรารถนาที่จะสร้างความเป็นจริงแบบใดเล่า?  พระองค์ทรงขอให้ผู้คนมอบหัวใจของพวกเขาให้พระองค์อยู่เสมอ  ผู้คนบางคนจะพูดว่า “ฉันจะให้สิ่งนั้นได้อย่างไร?  ฉันได้ปฏิบัติหน้าที่ของฉันแล้ว ฉันได้ละทิ้งบ้านและการทำมาหากินของฉัน และฉันได้สละตัวเองแล้ว เหล่านี้ไม่ใช่กรณีทั้งหมดของการที่ฉันมอบหัวใจของฉันให้กับพระเจ้าหรอกหรือ?  มีวิธีอื่นอีกหรือที่ฉันจะสามารถมอบหัวใจของฉันแก่พระเจ้าได้?  เป็นไปได้ไหมว่าจริงๆ แล้ว เหล่านี้ไม่ใช่วิธีมอบหัวใจของฉันแก่พระองค์?  ข้อพึงประสงค์เฉพาะเจาะจงของพระเจ้าคืออะไรเล่า?”  ข้อพึงประสงค์นั้นเรียบง่ายมาก  อันที่จริง มีผู้คนบางคนที่ได้มอบหัวใจของพวกเขาแก่พระเจ้าแล้วในระดับที่แตกต่างกันในระหว่างช่วงระยะหลากหลายของบททดสอบของพวกเขา แต่ผู้คนส่วนใหญ่มากไม่เคยมอบหัวใจของพวกเขาให้กับพระเจ้า  เมื่อพระเจ้าทรงทดสอบเจ้า พระองค์ทรงดูว่าหัวใจของเจ้าอยู่กับพระองค์ หรืออยู่กับเนื้อหนังและซาตาน  เมื่อพระเจ้าทรงทดสอบเจ้า พระองค์ทรงเห็นว่าเจ้ายืนอยู่ตรงข้ามกับพระองค์หรืออยู่ในตำแหน่งที่เข้ากันได้กับพระองค์ และพระองค์ก็ทรงเห็นอีกด้วยว่าหัวใจของเจ้าอยู่ฝ่ายพระองค์หรือไม่  เมื่อเจ้ายังไม่มีความเป็นผู้ใหญ่และกำลังเผชิญหน้ากับบททดสอบ เจ้ามีความเชื่อน้อย และเจ้าไม่สามารถรู้ได้อย่างแน่ชัดว่าอะไรคือสิ่งที่เจ้าจำเป็นต้องทำเพื่อตอบสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้า เพราะความเข้าใจของเจ้าในความจริงนั้นมีจำกัด  อย่างไรก็ตาม หากเจ้ายังคงสามารถอธิษฐานต่อพระเจ้าได้อย่างแท้จริงและจริงใจ และหากเจ้าสามารถเต็มใจที่จะมอบหัวใจของเจ้าให้กับพระองค์ และยอมให้พระองค์ทรงปกครองอยู่เหนือเจ้า และเต็มใจที่จะถวายสิ่งเหล่านั้นทั้งหมดที่เจ้าเชื่อว่ามีค่ามากที่สุดให้กับพระองค์ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะได้มอบหัวใจของเจ้าให้กับพระเจ้าแล้ว  ขณะที่เจ้าฟังการเทศนามากขึ้นและเข้าใจความจริงมากขึ้น วุฒิภาวะของเจ้าก็จะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน  ณ เวลานี้มาตรฐานของข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าจะไม่เป็นเหมือนที่เคยเป็นเมื่อเจ้ายังไม่มีความเป็นผู้ใหญ่ พระองค์จะทรงพึงประสงค์มาตรฐานที่สูงขึ้นจากเจ้า  เมื่อผู้คนค่อยๆ มอบหัวใจของพวกเขาให้กับพระเจ้า หัวใจของพวกเขาก็จะกลายเป็นใกล้ชิดพระองค์ยิ่งขึ้นอย่างช้าๆ ในขณะที่ผู้คนสามารถกลายเป็นใกล้ชิดกับพระเจ้ายิ่งขึ้นอย่างแท้จริง พวกเขาก็เริ่มมีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้ามากขึ้นทุกที  สิ่งที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์ก็คือหัวใจเช่นนี้นั่นเอง

เมื่อพระเจ้าทรงต้องประสงค์ได้รับหัวใจของใครสักคน พระองค์จะทรงให้บุคคลผู้นั้นก้าวผ่านบททดสอบมากมาย  ในระหว่างบททดสอบเหล่านี้ หากพระเจ้าไม่ทรงได้รับหัวใจของบุคคลผู้นั้นหรือเห็นว่าบุคคลผู้นี้มีท่าทีใดๆ—กล่าวคือ หากพระเจ้าไม่ทรงเห็นบุคคลผู้นี้ฝึกฝนปฏิบัติหรือประพฤติตนในวิธีที่แสดงให้เห็นความยำเกรงต่อพระองค์ และหากพระองค์ไม่ทรงเห็นท่าทีและปณิธานที่หลบเลี่ยงความชั่วในบุคคลผู้นี้—เช่นนั้นแล้ว หลังบททดสอบมากมาย ความอดทนของพระเจ้าต่อพวกเขาก็จะถูกถอนออกไป และพระองค์จะไม่ทรงทนยอมรับพวกเขาอีกต่อไป  พระองค์จะไม่ทรงลองทดสอบบุคคลผู้นี้อีกต่อไป และพระองค์จะไม่ทรงพระราชกิจกับพวกเขาอีกต่อไป  ดังนั้น การนี้แสดงความหมายอะไรเล่าต่อจุดจบของบุคคลผู้นี้?  มันหมายความว่าพวกเขาไม่มีจุดจบ  บางทีบุคคลผู้นี้อาจไม่ได้ทำชั่ว บางทีพวกเขาไม่ได้ทำสิ่งใดที่สร้างความแตกหักและไม่ได้ก่อเกิดสิ่งใดที่เป็นการรบกวน  บางทีพวกเขาอาจไม่ได้ต้านทานพระเจ้าอย่างเปิดเผย  อย่างไรก็ตาม หัวใจของบุคคลผู้นี้ยังคงซ่อนเร้นจากพระเจ้า พวกเขาไม่เคยได้มีท่าทีและทัศนคติที่ชัดเจนต่อพระเจ้า และพระเจ้าไม่ทรงสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่าหัวใจของพวกเขาได้ถูกมอบให้กับพระองค์หรือว่าพวกเขากำลังพยายามที่จะยำเกรงพระองค์และหลบเลี่ยงความชั่ว  พระเจ้าทรงสูญเสียความอดทนกับผู้คนเช่นนี้ และจะไม่ทรงยอมจ่ายราคาใดๆ สำหรับพวกเขา ยื่นความกรุณาใดๆ ให้พวกเขา หรือทรงพระราชกิจกับพวกเขาอีกต่อไป  ชีวิตแห่งความเชื่อในพระเจ้าของบุคคลเช่นนี้ได้สิ้นสุดลงแล้ว  นี่เป็นเพราะในบททดสอบมากมายทั้งหมดที่พระเจ้าได้ทรงให้แก่พวกเขา พระเจ้าไม่ทรงได้รับผลลัพธ์ที่พระองค์ทรงต้องประสงค์  ด้วยเหตุนี้ จึงมีผู้คนจำนวนหนึ่งที่เราไม่เคยเห็นความรู้แจ้งและความกระจ่างของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในตัวพวกเขา  การนี้จะสามารถเห็นได้อย่างไร?  ผู้คนเหล่านี้อาจได้เชื่อในพระเจ้ามาเป็นเวลาหลายปี และโดยผิวเผินแล้ว พวกเขาได้ประพฤติตนด้วยความกร้าวแกร่ง พวกเขาได้อ่านหนังสือมากมาย ได้จัดการกับเรื่องทั้งหลายมากมาย ได้เขียนสมุดบันทึกจนเต็มราวสิบกว่าเล่ม และได้ศึกษาจนเชี่ยวชาญคำพูดและคำสอนมากมาย  อย่างไรก็ตาม ไม่เคยมีการเจริญเติบโตที่มองเห็นได้ใดๆ ในตัวพวกเขา ทรรศนะของพวกเขาเกี่ยวกับพระเจ้ายังคงมองไม่เห็น และท่าทีของพวกเขายังคงไม่ชัดเจน  กล่าวอีกนัยหนึ่ง หัวใจของพวกเขาไม่สามารถมองเห็นได้ หัวใจของพวกเขาถูกห่อหุ้มและปิดผนึกไว้เสมอ—หัวใจของพวกเขาถูกปิดผนึกไว้จากพระเจ้า  ผลลัพธ์ก็คือ พระองค์ไม่เคยได้ทรงเห็นหัวใจที่แท้จริงของพวกเขา พระองค์ไม่เคยได้ทรงเห็นความยำเกรงที่แท้จริงต่อพระองค์ในผู้คนเหล่านี้ และยิ่งกว่านั้น พระองค์ไม่เคยได้ทรงเห็นวิธีที่ผู้คนเหล่านี้เดินตามหนทางของพระองค์  หากถึงตอนนี้พระเจ้ายังคงไม่เคยได้ทรงรับผู้คนเหล่านี้แล้ว พระองค์จะทรงสามารถได้รับพวกเขาในอนาคตหรือไม่?  พระองค์ไม่ทรงสามารถ!  พระองค์จะทรงพยายามให้ได้มาซึ่งสิ่งทั้งหลายที่ไม่สามารถได้มาต่อไปหรือไม่?  พระองค์จะทรงไม่  เช่นนั้นแล้ว อะไรเล่าคือท่าทีปัจจุบันของพระเจ้าต่อผู้คนเช่นนี้?  (พระองค์ทรงผลักไสพวกเขาและทรงเพิกเฉยต่อพวกเขา)  พระองค์ทรงเพิกเฉยต่อพวกเขา!  พระเจ้าไม่สนพระทัยผู้คนเช่นนี้ พระองค์ทรงผลักไสพวกเขา  พวกเจ้าได้จดจำคำพูดเหล่านี้อย่างรวดเร็วมากและแม่นยำมาก  ดูเหมือนว่าพวกเจ้าได้เข้าใจสิ่งที่พวกเจ้าได้ยินแล้ว!

มีผู้คนบางคนที่ยังไม่เป็นผู้ใหญ่และไม่รู้เท่าทัน พวกเขาไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของพระองค์ อีกทั้งพวกเขาไม่รู้ว่าอะไรคือการเชื่อในพระองค์เมื่อพวกเขาเริ่มติดตามพระเจ้า  พวกเขานำวิธีที่มนุษย์คิดฝันและเข้าใจผิดในการเชื่อและติดตามพระเจ้ามาใช้  เมื่อผู้คนเช่นนี้เผชิญหน้ากับบททดสอบ พวกเขาไม่ได้ไหวตัวรับรู้ พวกเขายังคงมึนชาต่อการทรงนำและการทรงรู้แจ้งของพระเจ้า  พวกเขาไม่รู้ว่าอะไรคือความหมายของการมอบหัวใจของพวกเขาให้กับพระเจ้าหรืออะไรคือความหมายของการตั้งมั่นในระหว่างบททดสอบ  พระเจ้าจะทรงให้เวลาในปริมาณจำกัดให้กับผู้คนเช่นนี้ และในระหว่างเวลานี้ พระองค์จะทรงให้พวกเขาเข้าใจธรรมชาติของบททดสอบของพระองค์และเข้าใจว่าอะไรคือเจตนารมณ์ของพระองค์  หลังจากนั้นผู้คนเหล่านี้ต้องสาธิตแสดงทัศนคติของพวกเขา  สำหรับพวกที่อยู่ ณ ช่วงระยะนี้ พระเจ้ายังคงกำลังทรงรออยู่  สำหรับพวกที่มีทรรศนะบางอย่างแล้วแต่ยังคงลังเล ที่ต้องการมอบหัวใจของพวกเขาให้กับพระเจ้าแต่ยังไม่ได้ตกลงใจทำเช่นนั้น และที่พยายามซ่อนเร้นและยอมแพ้เมื่อเผชิญหน้ากับบททดสอบใหญ่ทั้งๆ ที่ได้นำความจริงพื้นฐานไปฝึกฝนปฏิบัติบ้างแล้ว—อะไรเล่าคือท่าทีของพระเจ้าต่อพวกเขา?  พระองค์ยังคงทรงคาดหมายจากพวกเขาเล็กน้อย และผลลัพธ์นั้นขึ้นอยู่กับท่าทีและผลงานของพวกเขา  หากผู้คนไม่แข็งขันในการก้าวหน้าแล้ว พระเจ้าทรงทำอะไร?  พระองค์ทรงละวางจากพวกเขา  นี่เป็นเพราะก่อนที่พระเจ้าทรงละวางจากเจ้า เจ้าได้ละวางจากตัวเจ้าเองไปแล้ว  ด้วยเหตุนี้ เจ้าไม่สามารถตำหนิพระเจ้าที่ทรงทำเช่นนั้นได้  เป็นการผิดที่เจ้าจะมีความคับข้องใจในพระเจ้า

—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, วิธีรู้จักพระอุปนิสัยของพระเจ้าและผลลัพธ์ที่พระราชกิจของพระองค์จะสัมฤทธิ์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 12

เมื่อติดตามพระเจ้า ผู้คนไม่ค่อยให้ความสนใจต่อเจตนารมณ์ของพระองค์ และพวกเขาไม่ค่อยเอาใจใส่ต่อความคิดและท่าทีของพระองค์ต่อพวกมนุษย์  ผู้คนไม่เข้าใจความคิดของพระเจ้า ดังนั้นเมื่อถูกถามคำถามเกี่ยวกับเจตนารมณ์และพระอุปนิสัยของพระองค์ พวกเจ้าก็จะสับสน พวกเจ้าตกอยู่ในความไม่แน่นอนที่ลึก แล้วเจ้าก็เดาหรือไม่ก็เดิมพัน  นี่คือกรอบความคิดแบบใดกัน?  มันพิสูจน์ข้อเท็จจริงข้อหนึ่ง นั่นคือ ผู้คนส่วนใหญ่ที่เชื่อในพระเจ้าคำนึงถึงพระองค์ว่าทรงเป็นอากาศที่ว่างเปล่าก้อนหนึ่งและทรงเป็นบางสิ่งที่ดูเหมือนดำรงอยู่ในนาทีหนึ่งและไม่ดำรงอยู่ในนาทีถัดไป  เหตุใดเราจึงพูดแบบนั้น?  เพราะเมื่อใดก็ตามที่พวกเจ้าเผชิญปัญหา พวกเจ้าไม่รู้จักเจตนารมณ์ของพระเจ้า  เหตุใดพวกเจ้าจึงไม่รู้จักเจตนารมณ์ของพระองค์เล่า?  ไม่ใช่เพียงแค่ตอนนี้ แต่ตั้งแต่ต้นจนจบ พวกเจ้าไม่รู้จักท่าทีของพระเจ้าต่อปัญหานี้  เจ้าไม่สามารถหยั่งลึกสิ่งนั้นและไม่รู้ว่าท่าทีของพระเจ้าคืออะไร แต่เจ้าได้ขบคิดถึงสิ่งนั้นมากหรือไม่?  เจ้าได้พยายามที่จะรู้จักท่าทีของพระเจ้าหรือไม่?  เจ้าได้สามัคคีธรรมเรื่องนี้แล้วหรือไม่?  ไม่!  นี่ยืนยันข้อเท็จจริงข้อหนึ่ง นั่นคือ พระเจ้าแห่งการเชื่อของเจ้าไม่มีความสัมพันธ์กับพระเจ้าแห่งความเป็นจริง  ในการเชื่อในพระเจ้าของเจ้า เจ้าใคร่ครวญเพียงเจตนาของเจ้าเองและเจตนาของผู้นำของเจ้าเท่านั้น เจ้าเพียงแค่ขบคิดถึงความหมายผิวเผินและตามคำสอนของพระวจนะของพระเจ้า โดยไม่พยายามรู้จักหรือแสวงหาเจตนารมณ์ของพระเจ้าอย่างแท้จริงเลย  นี่ไม่ใช่กรณีนั้นหรอกหรือ?  แก่นแท้ของเรื่องนี้ค่อนข้างร้ายแรง!  หลังจากที่ผ่านมาหลายปีเหลือเกิน เราได้เห็นผู้คนมากมายที่เชื่อในพระเจ้า  ความเชื่อของพวกเขาได้แปลงสภาพพระเจ้าไปเป็นอะไรในจิตใจของพวกเขา?  ผู้คนบางคนเชื่อในพระเจ้าราวกับว่าพระองค์ทรงเป็นเพียงอากาศว่างเปล่าก้อนหนึ่ง  ผู้คนเหล่านี้ไม่มีคำตอบสำหรับคำถามเกี่ยวกับการทรงดำรงอยู่ของพระเจ้า เพราะพวกเขาไม่สามารถรู้สึกหรือสำนึกรับรู้ถึงการทรงอยู่ของพระองค์หรือการไม่ทรงอยู่ของพระองค์ และยิ่งไม่ต้องพูดถึงการได้เห็นสิ่งนั้นอย่างชัดเจนหรือการเข้าใจในสิ่งนั้น  ในจิตใต้สำนึก ผู้คนเหล่านี้คิดว่าพระเจ้าไม่ทรงดำรงอยู่  คนอื่นๆ เชื่อในพระเจ้าราวกับว่าพระองค์ทรงเป็นมนุษย์  ผู้คนเหล่านี้คิดว่าพระองค์ไม่สามารถทำสิ่งทั้งหลายทั้งหมดที่พวกเขาไม่สามารถทำได้เช่นกัน และคิดว่าพระองค์ควรทรงคิดตามที่พวกเขาจะคิดไม่ว่าจะอย่างไร  คำจำกัดความพระเจ้าของพวกเขาคือ “บุคคลที่ไม่ปรากฏแก่ตาและไม่สามารถแตะต้องได้”  นอกจากนี้ยังมีผู้คนกลุ่มหนึ่งที่เชื่อในพระเจ้าราวกับว่าพระองค์ทรงเป็นหุ่นเชิดตัวหนึ่ง ผู้คนเหล่านี้เชื่อว่าพระเจ้าไม่ทรงมีอารมณ์  พวกเขาคิดว่าพระเจ้าทรงเป็นรูปปั้นดินเหนียว และคิดว่าเมื่อเผชิญหน้ากับประเด็นปัญหา พระเจ้าไม่ทรงมีท่าที ทัศนคติ หรือแนวคิด พวกเขาเชื่อว่าพระองค์ทรงอยู่ในอาณัติของมวลมนุษย์  ผู้คนเพียงแค่เชื่อตามที่พวกเขาต้องการที่จะเชื่อไม่ว่าจะอย่างไร  หากพวกเขาทำให้พระองค์ยิ่งใหญ่ เช่นนั้นแล้วพระองค์ก็ทรงยิ่งใหญ่ หากพวกเขาทำให้พระองค์เล็ก เช่นนั้นแล้วพระองค์ก็ทรงเล็ก  เมื่อผู้คนทำบาปและต้องการความกรุณา ความยอมผ่อนปรน และความรักของพระเจ้า พวกเขาก็ทึกทักว่าพระเจ้าควรทรงยื่นความกรุณาของพระองค์ให้  ผู้คนเหล่านี้ประดิษฐ์ “พระเจ้า” องค์หนึ่งในจิตใจของพวกเขาเอง แล้วก็ทำให้ “พระเจ้า” องค์นี้ทำให้ข้อเรียกร้องของพวกเขาลุล่วงและตอบสนองความอยากได้อยากมีทั้งหมดของพวกเขา  ไม่สำคัญว่าเมื่อใดหรือที่ใด และไม่สำคัญว่าผู้คนเช่นนี้ทำอะไร พวกเขาจะนำสิ่งเพ้อฝันนี้มาใช้ในการปฏิบัติต่อพระเจ้าของพวกเขาและในความเชื่อของพวกเขา  มีแม้กระทั่งพวกที่ได้ทำให้พระอุปนิสัยของพระเจ้าทรงระคายเคือง แต่ก็ยังคงเชื่อว่าพระองค์สามารถช่วยพวกเขาให้รอดได้ เพราะพวกเขาทึกทักว่าความรักของพระเจ้านั้นไร้เขตคั่นและพระอุปนิสัยของพระองค์นั้นชอบธรรม และทึกทักว่าไม่สำคัญว่าบุคคลผู้หนึ่งทำให้พระเจ้าทรงขุ่นเคืองมากเท่าใด พระองค์จะไม่ทรงจดจำเรื่องอันใดเหล่านี้เลย  พวกเขาคิดว่าเนื่องจากความผิดของมนุษย์ การกระทำผิดของมนุษย์ และการเป็นกบฏของมนุษย์เป็นการแสดงออกชั่วขณะของอุปนิสัยของบุคคลผู้หนึ่ง พระเจ้าจึงจะทรงให้โอกาสแก่ผู้คน และทรงยอมผ่อนปรนและอดทนกับพวกเขา พวกเขาเชื่อว่าพระเจ้าจะยังคงทรงรักพวกเขาเหมือนเมื่อก่อน  ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงยังคงไว้ซึ่งความหวังสูงในการบรรลุความรอด  อันที่จริง ไม่สำคัญว่าผู้คนจะเชื่อในพระเจ้าอย่างไร ตราบเท่าที่พวกเขาไม่ได้กำลังไล่ตามเสาะหาความจริง พระองค์ก็จะทรงมีท่าทีเชิงลบต่อพวกเขา  นี่เป็นเพราะตลอดครรลองแห่งความเชื่อของเจ้าในพระเจ้านั้น แม้ว่าเจ้าได้รับหนังสือแห่งพระวจนะของพระเจ้าไว้และเห็นว่าเป็นขุมทรัพย์ และศึกษาและอ่านหนังสือนั้นทุกวัน แต่เจ้ากลับละวางพระเจ้าที่แท้จริง  เจ้าคำนึงถึงพระองค์ว่าเป็นเพียงอากาศที่ว่างเปล่า หรือเป็นเพียงบุคคลผู้หนึ่ง—และพวกเจ้าบางคนคำนึงถึงพระองค์ว่าไม่ได้ทรงเป็นอะไรมากไปกว่าหุ่นเชิดตัวหนึ่ง  เหตุใดเราจึงพูดเช่นนี้เล่า?  เราทำเช่นนั้นเพราะในหนทางที่เราเห็นสิ่งนั้น ไม่ว่าเจ้าจะเผชิญหน้ากับปัญหาหรือเผชิญกับรูปการณ์แวดล้อมบางอย่าง สิ่งเหล่านั้นที่ดำรงอยู่ในจิตใต้สำนึกของเจ้า สิ่งเหล่านั้นที่เจ้าก่อให้เกิดขึ้นภายใน ไม่เคยมีความสัมพันธ์ใดๆ กับพระวจนะของพระเจ้าหรือกับการไล่ตามเสาะหาความจริง  เจ้าเพียงรู้ว่าตัวเจ้าเองกำลังคิดอะไร ทัศนคติของตัวเจ้าเองคืออะไรเท่านั้น แล้วเจ้าก็ยัดเยียดแนวคิดและข้อคิดเห็นของเจ้าเองให้กับพระเจ้า  ในจิตใจของเจ้า สิ่งเหล่านั้นกลายเป็นทัศนคติของพระเจ้า และเจ้าสร้างมาตรฐานที่เจ้าค้ำจุนไว้อย่างไม่สั่นคลอนจากทัศนคติเหล่านี้  เมื่อเวลาผ่านไป การดำเนินการเช่นนี้จะนำเจ้าออกห่างจากพระเจ้าไกลขึ้นและไกลขึ้น

—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, วิธีรู้จักพระอุปนิสัยของพระเจ้าและผลลัพธ์ที่พระราชกิจของพระองค์จะสัมฤทธิ์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 13

จงเข้าใจท่าทีของพระเจ้าและวางความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับพระเจ้าทั้งหมดไว้ก่อน

พระเจ้าองค์นี้ที่พวกเจ้าเชื่ออยู่ในปัจจุบันนี้เป็นพระเจ้าแบบใดกันแน่?  พวกเจ้าเคยขบคิดเกี่ยวกับสิ่งนั้นบ้างไหม?  เมื่อพระองค์ทรงเห็นคนชั่วกระทำความชั่ว พระองค์ทรงรังเกียจหรือไม่?  (ใช่ พระองค์ทรงรังเกียจ)  ท่าทีของพระองค์คืออะไรเมื่อพระองค์ทรงเห็นผู้คนที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ทำความผิด?  (ความโศกเศร้า)  เมื่อพระองค์ทรงเห็นผู้คนขโมยของถวายของพระองค์ อะไรคือท่าทีของพระองค์?  (พระองค์ทรงรังเกียจพวกเขา)  ทั้งหมดนี้ชัดเจนมาก  เมื่อพระเจ้าทรงเห็นใครบางคนขอไปทีในการเชื่อในพระองค์ของพวกเขา ผู้ซึ่งไม่ได้กำลังไล่ตามเสาะหาความจริงแต่อย่างใด อะไรคือท่าทีของพระเจ้า?  พวกเจ้าค่อนข้างไม่แน่ใจใช่หรือไม่?  ท่าทีของการ “ขอไปที” นั้นไม่ใช่บาป และไม่ทำให้พระเจ้าทรงขุ่นเคือง และผู้คนรู้สึกว่านั่นไม่ใช่ความผิดพลาดครั้งใหญ่อย่างหนึ่ง  ดังนั้น จงบอกเรา—อะไรคือท่าทีของพระเจ้าในกรณีนี้?  (พระองค์ไม่ทรงเต็มใจที่จะให้ความสนใจใดๆ ต่อพวกเขา)  “ความไม่เต็มใจที่จะให้ความสนใจใดๆ ต่อคนคนนั้น”—นี่เป็นท่าทีแบบใดเล่า?  มันหมายความว่าพระเจ้าทรงดูแคลนผู้คนเช่นนี้และทรงสบประมาทพวกเขา!  วิธีที่พระองค์ทรงจัดการกับผู้คนเช่นนี้คือการเมินเฉยต่อพวกเขา  วิธีการของพระเจ้าคือทรงวางพวกเขาไว้ก่อน โดยไม่ทรงพระราชกิจอันใดกับพวกเขา และนี่รวมไปถึงพระราชกิจแห่งความรู้แจ้ง ความกระจ่าง การตีสอน และการบ่มวินัย  ผู้คนเช่นนี้ไม่ได้ถูกนับรวมในพระราชกิจของพระเจ้าอย่างแน่นอน  อะไรคือท่าทีของพระเจ้าต่อพวกที่ทำให้พระอุปนิสัยของพระองค์ทรงระคายเคือง และฝ่าฝืนประกาศกฤษฎีกาบริหารของพระองค์?  ความเกลียดสุดขีด!  พระเจ้าทรงพระพิโรธเป็นอันมากกับผู้คนที่ไม่สำนึกผิดเกี่ยวกับการทำให้พระอุปนิสัยของพระองค์ทรงระคายเคือง!  “ทรงพระพิโรธ” ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าความรู้สึกอย่างหนึ่ง อารมณ์อย่างหนึ่ง มันไม่สอดคล้องกับท่าทีที่ชัดเจน  อย่างไรก็ตามความรู้สึกนี้—อารมณ์นี้—จะนำมาซึ่งจุดจบสำหรับผู้คนเช่นนี้ นั่นคือ มันจะเติมพระเจ้าด้วยความเกลียดสุดขีด!  อะไรคือผลที่ตามมาของความเกลียดสุดขีดนี้เล่า?  นั่นก็คือว่าพระเจ้าจะทรงวางผู้คนเหล่านี้ไว้ก่อน และไม่ทรงตอบสนองต่อพวกเขาในระหว่างนี้  จากนั้นพระองค์จะทรงรอเพื่อที่จะจัดระเบียบพวกเขา “หลังฤดูใบไม้ร่วง”  การนี้บอกเป็นนัยอะไร?  ผู้คนเหล่านี้จะยังคงมีจุดจบหรือไม่?  พระเจ้าไม่ได้เคยตั้งพระทัยที่จะประทานจุดจบใดๆ แก่ผู้คนเช่นนี้!  เพราะฉะนั้น เป็นเรื่องปกติอย่างเต็มที่หรือไม่ที่ตอนนี้ พระเจ้าไม่ทรงตอบสนองต่อผู้คนเช่นนี้?  (ใช่ เป็นเรื่องปกติ)  ผู้คนเช่นนี้ควรกำลังเตรียมตัวทำอะไร?  พวกเขาควรเตรียมรับผลอันไม่พึงประสงค์ที่ตามมาของพฤติกรรมของพวกเขาและการกระทำชั่วที่พวกเขาได้กระทำ  นี่คือการทรงตอบโต้ของพระเจ้าต่อบุคคลเช่นนี้  ดังนั้น บัดนี้เราพูดกับผู้คนเหล่านี้อย่างชัดเจนว่า จงอย่ายึดมั่นในความหลงผิดของเจ้าอีกต่อไป และจงอย่ามีส่วนร่วมในความคิดเพ้อฝันมากไปกว่านี้  พระเจ้าจะไม่ทรงยอมผ่อนปรนให้ผู้คนอย่างไม่รู้จบ พระองค์จะไม่ทรงสู้ทนต่อการกระทำผิดหรือการเป็นกบฏของพวกเขาตลอดกาล  ผู้คนบางคนจะพูดว่า “ฉันได้เห็นผู้คนเช่นนี้สองสามคนด้วยเช่นกัน และเมื่อพวกเขาอธิษฐาน พวกเขารู้สึกเหมือนได้รับการสัมผัสโดยพระเจ้าเป็นพิเศษ แล้วพวกเขาก็ร่ำไห้อย่างขมขื่น  โดยปกติแล้ว พวกเขาก็มีความสุขมากเช่นกัน ดูเหมือนว่าพวกเขาจะมีการอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและการทรงนำทางของพระเจ้ากับพวกเขา”  จงอย่าเปล่งถ้อยคำไร้สาระเช่นนี้!  น้ำตาอันขมขื่นไม่จำเป็นต้องหมายความว่าคนๆ หนึ่งกำลังได้รับสัมผัสของพระเจ้า หรือชื่นชมการได้อยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และยิ่งไม่ต้องพูดถึงการทรงนำทางของพระเจ้า  หากผู้คนทำให้พระเจ้าทรงพระพิโรธ พระองค์จะยังคงทรงนำทางพวกเขาหรือไม่?  กล่าวสั้นๆ  เมื่อพระเจ้าตัดสินพระทัยที่จะกำจัดใครบางคนออกไปและทอดทิ้งพวกเขา จุดจบของบุคคลนั้นก็ได้หายไปแล้ว  ไม่สำคัญว่าพวกเขาจะมีความรู้สึกน่าพอใจเพียงใดยามที่พวกเขาอธิษฐาน หรือพวกเขามีความเชื่อในพระเจ้ามากเพียงใดในหัวใจของพวกเขา มันก็จะไม่มีผลอันใดอีกต่อไป  สิ่งสำคัญคือพระเจ้าไม่ทรงต้องประสงค์ความเชื่อแบบนี้ พระองค์ทรงได้ผลักไสผู้คนเหล่านี้ไปแล้ว  วิธีจัดการกับพวกเขาในอนาคตก็ไม่สำคัญเช่นกัน  สิ่งสำคัญคือทันทีที่ผู้คนเหล่านี้ทำให้พระเจ้าทรงพระพิโรธ จุดจบของพวกเขาก็ถูกกำหนดแล้ว  หากพระเจ้าทรงได้กำหนดพิจารณาที่จะไม่ช่วยผู้คนเช่นนี้ให้รอด เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็จะถูกทิ้งไว้เบื้องหลังเพื่อให้ถูกลงโทษ  นี่คือท่าทีของพระเจ้า

แม้ว่าแก่นแท้ของพระเจ้าจะมีองค์ประกอบของความรักอยู่ด้วย และพระองค์ก็ทรงกรุณาต่อทุกๆ คน แต่ผู้คนก็ได้มองข้ามและลืมข้อเท็จจริงที่ว่าแก่นแท้ของพระองค์นั้นเป็นแก่นแท้แห่งพระเกียรติภูมิเช่นกัน  การที่พระองค์ทรงมีความรักไม่ได้หมายความว่าผู้คนสามารถล่วงเกินพระองค์ได้อย่างอิสระโดยไม่ทำให้พระองค์ทรงเกิดความรู้สึกทั้งหลายหรือปฏิกิริยาอย่างใดอย่างหนึ่ง อีกทั้งข้อเท็จจริงที่ว่าพระองค์ทรงมีความกรุณาก็ไม่ได้หมายความว่าพระองค์ไม่ทรงมีหลักธรรมในการปฏิบัติต่อผู้คน  พระเจ้าทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ พระองค์ทรงดำรงอยู่อย่างแท้จริง  พระองค์ไม่ได้ทรงเป็นหุ่นเชิดที่จินตนาการขึ้นหรือวัตถุอื่นใด  ในเมื่อพระองค์ทรงดำรงอยู่จริง พวกเราควรตั้งใจฟังเสียงของพระทัยของพระเจ้าตลอดเวลา ให้ความสนใจใกล้ชิดต่อท่าทีของพระองค์ และมาเข้าใจความรู้สึกทั้งหลายของพระองค์  พวกเราไม่ควรใช้จินตนาการของมนุษย์มาตีกรอบพระเจ้า อีกทั้งพวกเราไม่ควรบังคับใช้ความคิดหรือความปรารถนาของมนุษย์กับพระองค์ โดยทำให้พระเจ้าทรงปฏิบัติต่อผู้คนโดยใช้วิธีการของมนุษย์บนพื้นฐานของจินตนาการทั้งหลายของมนุษย์  หากเจ้าทำการนี้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็กำลังทำให้พระเจ้ากริ้ว กระตุ้นพระพิโรธของพระองค์ และท้าทายพระเกียรติภูมิของพระองค์!  ด้วยเหตุนี้ ทันทีที่พวกเจ้าได้มาเข้าใจความรุนแรงของเรื่องนี้แล้ว เราขอรบเร้าให้พวกเจ้าทุกๆ คนระมัดระวังและรอบคอบในการกระทำของพวกเจ้าและในวาทะของพวกเจ้า และแน่นอนที่สุดว่าจงระมัดระวังและรอบคอบเท่าที่พวกเจ้าสามารถทำได้เกี่ยวกับวิธีที่เจ้าปฏิบัติต่อพระเจ้า!  เมื่อเจ้าไม่เข้าใจว่าอะไรคือท่าทีของพระเจ้า จงงดเว้นการพูดอย่างประมาท จงอย่าประมาทในการกระทำของเจ้า และจงอย่าตีตราด้วยความฉาบฉวย  ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น จงอย่ามาทำข้อสรุปตามอำเภอใจ  เจ้าควรรอและแสวงหาแทน การกระทำเหล่านี้ก็เป็นการแสดงออกถึงการยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วเช่นกัน  เหนือสิ่งอื่นใด หากเจ้าสามารถสัมฤทธิ์การนี้ได้ และเหนือสิ่งอื่นใด หากเจ้ามีท่าทีเช่นนี้ เช่นนั้นแล้วพระเจ้าจะไม่ทรงโทษเจ้าเพราะความโง่ ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และการขาดความเข้าใจในเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังสิ่งทั้งหลายของเจ้า  ตรงกันข้าม เนื่องจากท่าทีของเจ้าเกี่ยวกับความกลัวต่อการทำให้พระเจ้าทรงขุ่นเคือง ความเคารพต่อเจตนารมณ์ของพระองค์ และความเต็มใจที่จะนบนอบต่อพระองค์ พระเจ้าก็จะทรงจดจำเจ้า ทรงนำทางและทรงให้ความรู้แจ้งแก่เจ้า หรือทรงยอมผ่อนปรนต่อความไม่เป็นผู้ใหญ่และความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของเจ้า  ในทางกลับกัน หากท่าทีของเจ้าต่อพระองค์นั้นไม่มีความเคารพ—ตัดสินพระองค์ตามที่เจ้าปรารถนา หรือเดาและนิยามแนวคิดของพระองค์ตามอำเภอใจ—พระเจ้าก็จะทรงกล่าวโทษเจ้า บ่มวินัยเจ้า และแม้กระทั่งลงโทษเจ้า หรือพระองค์อาจประทานความเห็นเกี่ยวกับเจ้า  บางที ความเห็นนี้อาจจะเกี่ยวข้องกับจุดจบของเจ้า  เพราะฉะนั้นเราปรารถนาที่จะเน้นอีกครั้ง กล่าวคือ พวกเจ้าแต่ละคนควรระมัดระวังและรอบคอบเกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่างที่มาจากพระเจ้า  จงอย่าพูดอย่างประมาท และจงอย่าประมาทในการกระทำของพวกเจ้า  ก่อนที่เจ้าจะพูดสิ่งใด เจ้าควรหยุดและคิดว่า การกระทำครั้งนี้ของฉันจะทำให้พระเจ้ากริ้วหรือไม่?  ในการทำสิ่งนั้น ฉันกำลังยำเกรงพระเจ้าอยู่หรือไม่?  แม้ในเรื่องที่เรียบง่าย เจ้าควรพยายามขบคำถามเหล่านี้ให้แตก และใช้เวลามากขึ้นในการพิจารณาคำถามเหล่านี้  หากเจ้าสามารถฝึกฝนปฏิบัติโดยสอดคล้องกับหลักธรรมเหล่านี้ได้อย่างแท้จริงในทุกๆ ด้าน ในทุกๆ สิ่ง ตลอดเวลา และนำท่าทีเช่นนี้ไปใช้โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเจ้าไม่เข้าใจบางสิ่ง เช่นนั้นแล้วพระเจ้าจะทรงนำทางเจ้าและทรงให้เส้นทางให้เจ้าติดตาม  ไม่สำคัญว่าผู้คนจะเสนอการแสดงแบบใด พระเจ้าก็ทรงเห็นพวกเขาอย่างชัดเจนและชัดแจ้ง และพระองค์จะประทานการประเมินที่ถูกต้องและเหมาะสมสำหรับการแสดงเหล่านี้ของเจ้า  หลังจากที่เจ้าได้ก้าวผ่านบททดสอบสุดท้ายแล้ว พระเจ้าก็จะทรงนำพฤติกรรมทั้งหมดของเจ้ามาสรุปรวมกันอย่างครบบริบูรณ์ เพื่อที่จะกำหนดพิจารณาจุดจบของเจ้า  ผลลัพธ์นี้จะโน้มน้าวให้ทุกๆ บุคคลเชื่ออย่างสิ้นสงสัย  สิ่งที่เราอยากจะบอกพวกเจ้าในที่นี้คือว่า ทุกความประพฤติของพวกเจ้า ทุกการกระทำของพวกเจ้า และทุกความคิดของพวกเจ้าตัดสินชะตากรรมของพวกเจ้า

—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, วิธีรู้จักพระอุปนิสัยของพระเจ้าและผลลัพธ์ที่พระราชกิจของพระองค์จะสัมฤทธิ์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 14

ผู้ใดกำหนดพิจารณาจุดจบของผู้คน?

มีอีกเรื่องหนึ่งซึ่งสำคัญสุดขีดที่จะหารือ และนั่นก็คือท่าทีของเจ้าต่อพระเจ้า  ท่าทีนี้สำคัญอย่างยิ่งยวด!  ท่าทีนี้กำหนดพิจารณาว่า ในท้ายที่สุดแล้ว พวกเจ้าจะเดินเข้าหาความย่อยยับหรือลงไปในบั้นปลายที่สวยงามซึ่งพระเจ้าได้ทรงตระเตรียมสำหรับพวกเจ้า  ในยุคแห่งราชอาณาจักร พระเจ้าได้ทรงพระราชกิจมานานกว่ายี่สิบปีแล้ว และบางที ตลอดครรลองแห่งสองทศวรรษนี้ ลึกๆ แล้ว พวกเจ้าไม่แน่ใจเล็กน้อยเกี่ยวกับว่าพวกเจ้าได้มีผลงานอย่างไร  อย่างไรก็ตาม ในพระทัยของพระเจ้า พระองค์ได้ทรงทำการบันทึกที่เป็นจริงและซื่อตรงของพวกเจ้าแต่ละคนไว้แล้ว  นับจากเวลาที่แต่ละบุคคลเริ่มติดตามพระเจ้าและฟังการเทศนาของพระองค์ ซึ่งพวกเขาเริ่มค่อยๆ เข้าใจความจริงมากขึ้นเรื่อยๆ และจนถึงเวลาที่แต่ละบุคคลทำหน้าที่ของตน พระเจ้าทรงเก็บบันทึกการสำแดงต่างๆ นานาของแต่ละบุคคลไว้แล้วในช่วงเวลานี้ พระเจ้าทรงเก็บบัญชี การบันทึกเกี่ยวกับว่าอะไรคือท่าทีทั้งหลายของผู้คน?  การสำแดงสารพัดของพวกเขาคืออะไรและพวกเขารู้สึกอย่างไรต่อพระเจ้าในหัวใจของพวกเขา ท่ามกลางสิ่งต่างๆเหล่านี้ เมื่อพวกเขาเผชิญสภาพแวดล้อมและบททดสอบทุกลักษณะในขณะที่กำลังทำหน้าที่ของตน  บางที พวกเจ้าอาจเลอะเลือนเกี่ยวกับประเด็นปัญหาเหล่านี้  อย่างไรก็ตาม สำหรับพระเจ้าแล้ว ประเด็นปัญหาเหล่านั้นทั้งหมดชัดเจนราวแก้วผลึก และไม่มีแม้แต่วี่แววของความยุ่งเหยิงแม้เพียงน้อยนิด  นี่เป็นประเด็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับจุดจบของแต่ละบุคคล และแตะต้องไปถึงชะตากรรมและความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้ในภายภาคหน้าของแต่ละบุคคลอีกด้วย และยิ่งกว่านั้น นี่คือที่ซึ่งพระเจ้าทรงสละทุกหยาดหยดจากพระหทัยของพระองค์ ดังนั้นพระเจ้าจะไม่ทรงกล้าเพิกเฉยแม้แต่น้อย อีกทั้งจะไม่ทรงยอมผ่อนปรนต่อความประมาทใดๆ  พระเจ้ากำลังทรงทำการบันทึกเรื่องราวนี้ของมวลมนุษย์ โดยทำการจดบันทึกครรลองทั้งหมดของพวกมนุษย์ในการติดตามพระเจ้าของพวกเขา ตั้งแต่ปฐมกาลไปจนถึงกาลอวสาน  ท่าทีของเจ้าต่อพระองค์ในระหว่างช่วงเวลานี้กำหนดพิจารณาชะตากรรมของเจ้า  นี่ไม่จริงหรอกหรือ?  บัดนี้ เจ้าเชื่อหรือไม่ว่าพระเจ้าทรงชอบธรรม?  การกระทำของพระองค์เหมาะสมหรือไม่?  พวกเจ้ายังคงมีจินตนาการอื่นใดบ้างเกี่ยวกับพระเจ้าในหัวของพวกเจ้าหรือไม่?  (ไม่)  เช่นนั้นแล้วพวกเจ้าจะพูดว่าจุดจบของผู้คนมีไว้เพื่อให้พระเจ้าทรงกำหนดพิจารณา หรือมีไว้เพื่อให้ผู้คนกำหนดพิจารณาด้วยตัวเองกันเล่า?  (จุดจบเหล่านั้นมีไว้เพื่อให้พระเจ้าทรงกำหนดพิจารณา)  ใครเล่าที่กำหนดพิจารณาจุดจบเหล่านั้น?  (พระเจ้า)  เจ้าไม่แน่ใจใช่หรือไม่?  พี่น้องชายหญิงจากฮ่องกง จงพูดออกมา—ใครกำหนดพิจารณาจุดจบเหล่านั้น?  (ผู้คนนั่นเองที่กำหนดพิจารณาจุดจบเหล่านั้นด้วยตัวเอง)  ผู้คนกำหนดพิจารณาจุดจบเหล่านั้นด้วยตัวเองหรือไม่?  เช่นนั้นแล้วนั่นจะไม่ได้หมายความว่าจุดจบของผู้คนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพระเจ้าเลยหรอกหรือ?  พี่น้องชายหญิงจากเกาหลีใต้ จงพูดออกมา  (พระเจ้าทรงกำหนดพิจารณาจุดจบของผู้คนบนพื้นฐานของการกระทำและความประพฤติทั้งหมดของพวกเขา และโดยสอดคล้องกับเส้นทางที่พวกเขาอยู่)  นี่เป็นการตอบโต้ที่ไม่ลำเอียงอย่างมาก  มีข้อเท็จจริงข้อหนึ่งที่นี่ที่เราต้องแจ้งให้พวกเจ้าทั้งหมดรับรู้ กล่าวคือ ตลอดครรลองแห่งพระราชกิจการช่วยให้รอดของพระเจ้า พระองค์ทรงได้กำหนดมาตรฐานสำหรับพวกมนุษย์ไว้แล้ว  มาตรฐานนี้คือว่าพวกเขาต้องฟังพระวจนะของพระเจ้าและสัมฤทธิ์การเดินตามหนทางของพระเจ้า  เป็นมาตรฐานนี้เองที่ถูกใช้ในการชั่งน้ำหนักจุดจบของผู้คน  หากเจ้าฝึกฝนปฏิบัติโดยสอดคล้องกับมาตรฐานนี้ของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าจะสามารถได้รับจุดจบที่ดีได้ หากเจ้าไม่ทำเช่นนั้น เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะไม่สามารถได้รับจุดจบที่ดีได้  เช่นนั้นแล้วใครเล่าที่เจ้าจะพูดว่าเป็นผู้กำหนดพิจารณาจุดจบนี้?  ไม่ใช่พระเจ้าที่ทรงกำหนดพิจารณาจุดจบโดยลำพัง หากแต่เป็นพระเจ้าและพวกมนุษย์ร่วมกัน  สิ่งนี้ถูกต้องหรือไม่?  (ถูกต้อง)  เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นเล่า?  เป็นเพราะเป็นพระเจ้านั่นเองที่ประสงค์อย่างแข็งขันที่จะทรงพระราชกิจแห่งความรอดของมวลมนุษย์และตระเตรียมบั้นปลายที่สวยงามสำหรับมนุษยชาติ พวกมนุษย์ก็คือเป้าหมายของพระราชกิจของพระเจ้า และจุดจบนี้ บั้นปลายนี้ คือสิ่งที่พระเจ้าทรงตระเตรียมไว้สำหรับพวกเขา  หากไม่ได้มีเป้าหมายให้พระองค์ทรงพระราชกิจด้วย เช่นนั้นแล้วพระองค์ก็คงจะไม่จำเป็นต้องทรงพระราชกิจนี้ หากพระองค์ไม่ได้กำลังทรงพระราชกิจนี้ เช่นนั้นแล้วพวกมนุษย์ก็คงจะไม่มีโอกาสได้รับความรอด  พวกมนุษย์เป็นพวกที่จะได้รับการช่วยให้รอด และแม้ว่าบรรดาผู้ที่ได้รับการช่วยให้รอดนั้นจะมีแนวทางในเชิงรับ แต่ท่าทีของพวกที่อยู่ในแนวทางนี้นั่นเองที่กำหนดพิจารณาว่าพระเจ้าจะทรงสัมฤทธิ์พระราชกิจของพระองค์ในการช่วยมวลมนุษย์ให้รอดหรือไม่  หากไม่ใช่เพราะการทรงนำที่พระเจ้าทรงให้แก่เจ้า เจ้าก็คงจะไม่รู้จักมาตรฐานของพระองค์ อีกทั้งเจ้าก็คงจะไม่มีวัตถุประสงค์  หากเจ้ามีมาตรฐานนี้ วัตถุประสงค์นี้ แต่เจ้าไม่ร่วมมือ นำไปฝึกฝนปฏิบัติ หรือยอมจ่ายราคา เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะไม่ได้รับจุดจบนี้  ด้วยเหตุผลนี้เราจึงพูดว่าจุดจบของคนผู้หนึ่งไม่สามารถแยกจากพระเจ้าได้ และนั่นก็ไม่สามารถแยกจากบุคคลผู้นั้นได้เช่นกัน  เช่นนั้นแล้ว บัดนี้พวกเจ้าก็รู้แล้วว่าผู้ใดกำหนดพิจารณาจุดจบของผู้คน

—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, วิธีรู้จักพระอุปนิสัยของพระเจ้าและผลลัพธ์ที่พระราชกิจของพระองค์จะสัมฤทธิ์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 15

ผู้คนมีแนวโน้มที่จะนิยามพระเจ้าบนพื้นฐานของประสบการณ์ (บทตอนที่คัดมา)

ขณะกำลังสื่อสารเกี่ยวกับหัวข้อของการรู้จักพระเจ้า พวกเจ้าได้สังเกตบางสิ่งหรือไม่?  พวกเจ้าได้สังเกตหรือไม่ว่าท่าทีของพระองค์ในทุกวันนี้ได้ก้าวผ่านการแปลงสภาพไปแล้ว?  ท่าทีของพระองค์ต่อพวกมนุษย์นั้นเปลี่ยนแปลงไม่ได้กระนั้นหรือ?  พระองค์จะทรงสู้ทนไปเช่นนี้เสมอ ยื่นความรักและความกรุณาของพระองค์ทั้งหมดให้พวกมนุษย์อย่างไม่รู้จบหรือไม่?  เรื่องนี้ก็เกี่ยวข้องกับแก่นแท้ของพระเจ้าด้วย… เมื่อรู้ว่าพระเจ้าทรงรักมวลมนุษย์ พวกเขาก็ตีกรอบพระองค์ว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความรัก นั่นคือ พวกเขาเชื่อว่าไม่สำคัญว่าผู้คนจะทำอะไร ไม่สำคัญว่าพวกเขาจะประพฤติตนอย่างไร ไม่สำคัญว่าพวกเขาจะปฏิบัติต่อพระเจ้าอย่างไร และไม่สำคัญว่าพวกเขาอาจจะเป็นกบฏเพียงใด เหล่านี้ไม่มีสิ่งใดสำคัญจริงๆ เลย เพราะพระเจ้าทรงมีความรัก และความรักของพระองค์นั้นไร้ขีดจำกัดและไม่สามารถวัดได้ พระเจ้าทรงมีความรัก ดังนั้นพระองค์จึงทรงสามารถยอมผ่อนปรนต่อผู้คนได้ และพระเจ้าทรงมีความรัก ดังนั้นพระองค์จึงทรงเปี่ยมกรุณาต่อผู้คน ทรงเปี่ยมกรุณาต่อความไม่เป็นผู้ใหญ่ของพวกเขา ทรงเปี่ยมกรุณาต่อความไม่รู้เท่าทันของพวกเขา และทรงเปี่ยมกรุณาต่อการเป็นกบฏของพวกเขา  นี่เป็นหนทางที่มันเป็นจริงๆ หรือ?  สำหรับผู้คนบางคน เมื่อพวกเขาได้รับประสบการณ์กับความอดทนของพระเจ้าเพียงครั้งเดียวหรือแม้แต่สองสามครั้ง พวกเขาจะปฏิบัติต่อประสบการณ์เหล่านี้ในฐานะทุนในความรู้ของพวกเขาเองเกี่ยวกับพระเจ้า โดยเชื่อว่าพระองค์จะทรงอดทนและเปี่ยมกรุณาต่อพวกเขาตลอดกาล และจากนั้น ตลอดครรลองแห่งชีวิตของพวกเขา พวกเขานำความอดทนนี้ของพระเจ้ามาถือว่าเป็นมาตรฐานที่พระองค์ทรงใช้ปฏิบัติต่อพวกเขา  นอกจากนี้ยังมีพวกที่หลังจากได้รับประสบการณ์กับความยอมผ่อนปรนของพระเจ้าเพียงครั้งเดียวจะตีกรอบพระเจ้าว่ายอมผ่อนปรนตลอดกาล—และในจิตใจของพวกเขา ความยอมผ่อนปรนนี้ไม่มีกำหนด ไม่มีเงื่อนไข และแม้แต่ไร้วินัยโดยสิ้นเชิง  การเชื่อเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่?  ทุกครั้งที่เรื่องของเนื้อแท้ของพระเจ้าหรือพระอุปนิสัยของพระเจ้าถูกนำมาหารือ พวกเจ้าดูเหมือนงุนงงที่สุด  การได้เห็นพวกเจ้าเยี่ยงนี้ทำให้เราร้อนใจมาก  พวกเจ้าได้ยินความจริงมากมายเกี่ยวกับแก่นแท้ของพระเจ้า พวกเจ้าก็ได้ฟังการหารือมากมายที่เกี่ยวข้องกับพระอุปนิสัยของพระองค์ด้วยเช่นกัน  อย่างไรก็ตาม ในจิตใจของพวกเจ้า ประเด็นปัญหาเหล่านี้และความจริงของแง่มุมเหล่านี้เป็นเพียงความทรงจำบนพื้นฐานของทฤษฎีและถ้อยคำที่เขียนไว้ ในชีวิตวันต่อวันของพวกเจ้า ไม่มีใครสักคนในพวกเจ้าสามารถได้รับประสบการณ์หรือเห็นพระอุปนิสัยของพระเจ้าในสิ่งที่สิ่งนั้นเป็นจริงๆ  ด้วยเหตุนี้ พวกเจ้าล้วนสับสนมึนงงในการเชื่อของพวกเจ้า พวกเจ้าทั้งหมดเชื่ออย่างมืดบอด จนถึงจุดที่พวกเจ้ามีท่าทีที่ไม่เคารพต่อพระเจ้า และแม้กระทั่งปัดพระองค์ออกไป  การที่พวกเจ้ามีท่าทีแบบนี้ต่อพระเจ้านำไปสู่อะไรเล่า?  มันนำไปสู่การที่พวกเจ้าตีกรอบพระเจ้าเสมอ  ทันทีที่เจ้าได้รับความรู้เพียงเล็กน้อย เจ้าก็จะรู้สึกพึงพอใจอย่างมาก ราวกับว่าเจ้าได้รับพระเจ้ามาแล้วอย่างครบถ้วน  หลังจากนั้นเจ้าก็สรุปว่านี่คือวิธีที่พระเจ้าทรงเป็น และเจ้าไม่ปล่อยให้พระองค์ทรงเคลื่อนไหวโดยอิสระ  นอกจากนั้น เมื่อใดก็ตามที่พระเจ้าทรงทำบางสิ่งใหม่ๆ เจ้าก็ปฏิเสธที่จะยอมรับว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าอย่างแน่นอน  สักวันหนึ่งเมื่อพระเจ้าตรัสว่า “เราไม่รักมวลมนุษย์อีกต่อไป เราจะไม่ยื่นความกรุณาให้พวกมนุษย์อีกต่อไป เราไม่มีความยอมผ่อนปรนหรือความอดทนสำหรับพวกเขาอีกต่อไป เราเต็มปริ่มไปด้วยความเกลียดและความเป็นปรปักษ์อย่างสุดขีดต่อพวกเขา” พระดำรัสเช่นนี้จะก่อเกิดความขัดแย้งลึกลงไปในหัวใจของผู้คน  พวกเขาบางคนจะถึงกับพูดว่า “พระองค์ไม่ทรงเป็นพระเจ้าของฉันอีกต่อไป พระองค์ไม่ทรงเป็นพระเจ้าที่ฉันต้องการติดตามอีกต่อไป หากนี่คือสิ่งที่พระองค์ตรัส เช่นนั้นแล้วพระองค์ก็จะไม่ทรงมีคุณสมบัติที่จะเป็นพระเจ้าของฉันอีกต่อไป และฉันไม่จำเป็นต้องติดตามพระองค์ต่อไป หากพระองค์จะไม่ทรงให้ความกรุณา ความรัก และความยอมผ่อนปรนแก่ฉันอีกต่อไป เช่นนั้นแล้วฉันก็จะหยุดติดตามพระองค์ หากพระองค์ทรงยอมผ่อนปรนต่อฉันโดยไม่มีกำหนด ทรงอดทนต่อฉันเสมอ และทรงยินยอมให้ฉันเห็นว่าพระองค์ทรงเป็นความรัก เห็นว่าพระองค์ทรงเป็นความอดทน และเห็นว่าพระองค์ทรงเป็นความยอมผ่อนปรน เมื่อนั้นเท่านั้นฉันจึงจะสามารถติดตามพระองค์ได้ และเมื่อนั้นเท่านั้น ฉันจึงจะมีความมั่นใจที่จะติดตามพระองค์ไปจนถึงที่สุดได้ เนื่องจากฉันมีความอดทนและความกรุณาของพระองค์ การเป็นกบฏของฉันและการกระทำผิดของฉันสามารถได้รับการอภัยและละเว้นโทษอย่างไม่มีกำหนด และฉันสามารถทำบาปได้ทุกเวลาและทุกหนแห่ง สารภาพและได้รับการละเว้นโทษทุกเวลาและทุกหนแห่ง และทำให้พระองค์ทรงพระพิโรธได้ทุกเวลาและทุกหนแห่ง พระองค์ไม่ควรทรงมีข้อคิดเห็นใดๆ หรือสร้างข้อสรุปใดๆ เกี่ยวกับฉัน” แม้ว่าไม่มีสักคนเดียวในพวกเจ้าที่อาจคิดเกี่ยวกับประเด็นปัญหาแบบนี้อย่างเป็นส่วนตัวหรืออย่างมีสำนึกรับรู้ เมื่อใดก็ตามที่เจ้าพิจารณาว่าพระเจ้าทรงเป็นเครื่องมือชิ้นหนึ่งที่ใช้เพื่อให้อภัยเจ้าต่อบาปของเจ้า หรือวัตถุชิ้นหนึ่งที่จะใช้เพื่อให้ได้มาซึ่งบั้นปลายที่สวยงาม เจ้าก็ได้วางพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ไว้ตรงข้ามกับเจ้าในฐานะศัตรูของเจ้าอย่างแยบยลแล้ว นี่คือสิ่งที่เราเห็น เจ้าอาจพูดสิ่งเหล่านี้ต่อไป อาทิ “ฉันเชื่อในพระเจ้า” “ฉันไล่ตามเสาะหาความจริง” “ฉันต้องการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของฉัน” “ฉันต้องการหลุดพ้นจากอิทธิพลของความมืด” “ฉันต้องการทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย” “ฉันต้องการนบนอบต่อพระเจ้า” “ฉันต้องการสัตย์ซื่อต่อพระเจ้า และทำหน้าที่ของฉันให้ดี” และอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ไม่สำคัญว่าคำพูดของเจ้าอาจจะไพเราะเสนาะหูเพียงใดไม่สำคัญว่าเจ้าอาจรู้ทฤษฎีมากเพียงใด และไม่สำคัญว่าทฤษฎีนั้นอาจจะภูมิฐานหรือทรงเกียรติเพียงใด แต่ข้อเท็จจริงของเรื่องนี้ก็คือว่า ตอนนี้มีพวกเจ้ามากมายที่ได้เรียนรู้วิธีใช้กฎระเบียบ คำสอน ทฤษฎีที่เจ้าเชี่ยวชาญเพื่อสร้างข้อสรุปเกี่ยวกับพระเจ้าแล้ว ด้วยเหตุนี้จึงวางพระองค์ตรงข้ามกับตัวพวกเจ้าเองโดยธรรมชาติ แม้ว่าเจ้าอาจได้แตกฉานในคำพูดและคำสอนทั้งหลายแล้ว แต่เจ้าก็ยังไม่ได้เข้าสู่ความเป็นจริงของความจริงอย่างแท้จริง ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากมากที่เจ้าจะเข้าใกล้พระเจ้า รู้จักพระองค์ และเข้าใจพระองค์ นี่ช่างน่าเศร้ายิ่งนัก!

—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, วิธีรู้จักพระอุปนิสัยของพระเจ้าและผลลัพธ์ที่พระราชกิจของพระองค์จะสัมฤทธิ์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 16

ท่าทีของพระเจ้าต่อพวกที่หนีหายไปในระหว่างพระราชกิจของพระองค์

มีผู้คนเช่นนี้อยู่ทุกหนแห่ง นั่นคือ หลังจากพวกเขาได้แน่ใจเกี่ยวกับทางของพระเจ้าแล้ว ด้วยเหตุผลหลากหลาย พวกเขาก็จากไปในความเงียบ โดยไม่กล่าวคำอำลา เพื่อออกไปและทำในสิ่งใดก็ตามที่หัวใจของพวกเขาอยากทำ  สำหรับตอนนี้พวกเราจะไม่สนใจเหตุผลที่ผู้คนเหล่านี้จากไป ก่อนอื่นพวกเราจะมามองดูว่าอะไรคือท่าทีที่พระเจ้าทรงมีต่อบุคคลประเภทนี้  ท่าทีของพระองค์ชัดเจนมาก  จากชั่วขณะที่ผู้คนเหล่านี้เดินจากไป ในสายพระเนตรของพระเจ้า ช่วงเวลาแห่งความเชื่อของพวกเขาก็ได้สิ้นสุดลง  ไม่ใช่ปัจเจกบุคคลที่ได้ยุติความเชื่อ แต่เป็นพระเจ้า  การที่บุคคลผู้นี้จากพระเจ้าไปหมายความว่าพวกเขาได้ปฏิเสธพระเจ้าแล้ว หมายความว่าพวกเขาไม่ต้องการพระองค์อีกต่อไป และหมายความว่าพวกเขาไม่ยอมรับความรอดของพระเจ้าอีกต่อไป  ในเมื่อผู้คนเช่นนี้ไม่ต้องการพระเจ้า พระเจ้าจะยังคงสามารถต้องการพวกเขาหรือไม่?  ยิ่งกว่านั้น เมื่อผู้คนเช่นนี้มีท่าทีแบบนี้ ทรรศนะนี้ และได้กลายเป็นมุ่งมั่นที่จะจากพระเจ้าไป พวกเขาก็ได้ทำให้พระอุปนิสัยของพระเจ้าระคายเคืองแล้ว  นี่เป็นไปทั้งที่มีข้อเท็จจริงว่าพวกเขาอาจไม่ได้เกิดความโกรธขึ้นมาและด่าทอพระเจ้า ทั้งที่มีข้อเท็จจริงว่าพวกเขาอาจไม่ได้มีส่วนร่วมในพฤติกรรมชั่วช้าหรือเกินเลยใดๆ  และทั้งที่มีข้อเท็จจริงว่าผู้คนเหล่านี้กำลังคิดว่า “หากจะมีสักวันเมื่อฉันได้มีความสนุกสนานภายนอกจนจุใจแล้ว หรือเมื่อฉันยังคงจำเป็นต้องมีพระเจ้าเพื่ออะไรบางอย่าง ฉันก็จะกลับมา หรือหากพระเจ้าทรงเรียกหาฉัน ฉันก็จะกลับมา” หรือพวกเขาพูดว่า “เมื่อฉันได้รับบาดเจ็บที่ภายนอก หรือเมื่อฉันเห็นว่าโลกภายนอกนั้นมืดเกินไปและชั่วเกินไป และฉันไม่ต้องการไปตามกระแสอีกต่อไป ฉันก็จะกลับมาหาพระเจ้า”  แม้ว่าผู้คนเหล่านี้ได้คำนวณในจิตใจของพวกเขาถึงเวลาที่แน่นอนที่พวกเขาจะกลับมา และแม้ว่าพวกเขาได้พยายามทิ้งให้ประตูเปิดไว้เพื่อการกลับมาของพวกเขาแล้ว พวกเขาก็ไม่ตระหนักว่า ไม่สำคัญว่าพวกเขาเชื่ออะไร หรือพวกเขาวางแผนอย่างไร ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงความคิดเพ้อฝัน  ความผิดพลาดที่ใหญ่ที่สุดของพวกเขาคือความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับว่า ความอยากจากไปของพวกเขาทำให้พระเจ้าทรงรู้สึกอย่างไร  จากชั่วขณะจริงที่พวกเขาได้ตัดสินใจที่จะจากพระเจ้าไป พระองค์ก็ทรงละทิ้งพวกเขาอย่างสิ้นเชิงแล้ว เมื่อถึงตอนนั้นพระองค์ก็ได้ทรงกำหนดพิจารณาจุดจบของบุคคลเช่นนี้ในพระทัยของพระองค์แล้ว  นั่นคือจุดจบอะไร?  มันก็คือว่าบุคคลผู้นี้จะเป็นหนึ่งในพวกหนู และดังนั้น จะพินาศไปพร้อมกับพวกมัน  ด้วยเหตุนี้ ผู้คนมักจะเห็นสถานการณ์แบบนี้บ่อยๆ นั่นคือ ใครบางคนละทิ้งพระเจ้า แต่แล้วก็ไม่ได้รับการลงโทษ  พระเจ้าทรงปฏิบัติการโดยสอดคล้องกับหลักธรรมของพระองค์เอง บางสิ่งสามารถมองเห็นได้ ในขณะที่สิ่งอื่นๆ ถูกสรุปในพระทัยของพระเจ้าเท่านั้น ดังนั้นผู้คนจึงไม่สามารถเห็นผลลัพธ์ได้  ส่วนที่มนุษย์ไม่สามารถมองเห็นได้นั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นด้านที่แท้จริงของสิ่งทั้งหลาย แต่ด้านอื่นนั้น—ด้านที่เจ้าไม่เห็น—จริงๆ แล้วประกอบด้วยความคิดและข้อสรุปที่จริงใจแท้จริงของพระเจ้า

ผู้คนที่หนีหายไปในระหว่างพระราชกิจของพระเจ้าคือพวกที่ละทิ้งทางอันเที่ยงแท้

เหตุใดพระเจ้าจึงประทานการลงโทษที่ร้ายแรงเช่นนี้แก่ผู้คนที่หนีหายไปในระหว่างที่พระองค์ทรงพระราชกิจ?  เหตุใดพระองค์จึงกริ้วพวกเขาขนาดนั้น?  แรกที่สุดพวกเรารู้ว่าพระอุปนิสัยของพระเจ้าคือพระบารมีและพระพิโรธ พระองค์ไม่ทรงเป็นแกะที่ถูกฆ่าโดยผู้ใด นับประสาอะไรที่จะเป็นหุ่นเชิดที่ถูกควบคุมโดยผู้คนให้ทำอะไรก็ได้ที่พวกเขาอยากให้ทำ  พระองค์ไม่ทรงเป็นอากาศว่างเปล่าที่ถูกบงการอีกด้วย  หากเจ้าเชื่ออย่างแท้จริงว่าพระเจ้าทรงดำรงอยู่จริง เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ควรมีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า และเจ้าควรรู้ว่าแก่นแท้ของพระองค์ไม่ควรถูกทำให้พิโรธ  พระพิโรธนี้อาจก่อเกิดจากคำพูด หรือบางทีความคิด หรือบางทีพฤติกรรมเลวทรามบางอย่าง หรือบางทีอาจเกิดจากพฤติกรรมเบาๆ อย่างหนึ่งด้วยซ้ำ หรือพฤติกรรมที่ให้ผ่านได้ในสายตาและจริยธรรมของมนุษย์ หรือบางทีพระพิโรธนั้นอาจจะถูกกระตุ้นโดยคำสอนหรือทฤษฎี  อย่างไรก็ตาม ทันทีที่เจ้าได้ทำให้พระเจ้าทรงพระพิโรธ โอกาสของเจ้าก็จะหายไป และวันสุดท้ายของเจ้าก็จะมาถึง  นี่เป็นสิ่งที่น่ากลัว!  หากเจ้าไม่เข้าใจว่าพระเจ้าจะต้องไม่ทรงถูกล่วงเกิน เช่นนั้นแล้วบางทีเจ้าอาจไม่กลัวพระองค์ และบางทีเจ้าอาจกำลังล่วงเกินพระองค์เป็นกิจวัตร  หากเจ้าไม่รู้วิธียำเกรงพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะไร้ความสามารถที่จะยำเกรงพระเจ้า และเจ้าจะไม่รู้วิธีที่จะนำตัวเจ้าเองมาอยู่บนเส้นทางแห่งการเดินตามหนทางของพระเจ้า—การยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว  ทันทีที่เจ้ากลายเป็นไหวตัวรับรู้ และรู้สึกตัวว่าพระเจ้าต้องไม่ถูกล่วงเกิน เจ้าก็จะรู้ว่าควรทำเช่นไรจึงจะเป็นการยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว

การเดินตามหนทางแห่งการยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่วนั้น ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับว่า เจ้ารู้จักความจริงมากเท่าใด เจ้าได้รับประสบการณ์กับบททดสอบกี่ครั้ง หรือเจ้าได้ถูกบ่มวินัยมากเท่าใดแล้ว  แต่มันขึ้นอยู่กับท่าทีแบบใดที่เจ้ามีต่อพระเจ้าในหัวใจของเจ้า และแก่นแท้ใดที่เจ้าแสดงออก  แก่นแท้ของผู้คนและท่าทีเฉพาะตัวของพวกเขา—เหล่านี้สำคัญมาก สำคัญอย่างยิ่งยวดมาก  ในส่วนของพวกที่ได้ประกาศตัดขาดและไปจากพระเจ้า ท่าทีที่น่าเหยียดหยามของพวกเขาต่อพระองค์ และหัวใจของพวกเขาที่ดูหมิ่นความจริงนั้น ได้สร้างความระคายเคืองแก่พระอุปนิสัยของพระองค์แล้ว ดังนั้น ในความคิดเห็นของพระองค์ พวกเขาจะไม่มีวันได้รับการให้อภัย  พวกเขาได้รู้ถึงการทรงดำรงอยู่ของพระเจ้า ได้รับแจ้งข่าวที่ว่าพระองค์ได้ทรงมาถึงแล้ว และยังได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจใหม่ของพระเจ้าด้วยซ้ำ  การจากไปของพวกเขาไม่ใช่กรณีของการถูกชักพาให้หลงผิดหรือเลอะเลือน นับประสาอะไรที่พวกเขาจะถูกบังคับให้จากไป  ตรงกันข้าม พวกเขาเลือกไปจากพระเจ้าอย่างรู้ตัวและด้วยจิตใจที่ปลอดโปร่ง  การจากไปของพวกเขาไม่ได้เป็นเรื่องของการหลงทางของพวกเขา อีกทั้งพวกเขาก็ไม่ได้ถูกทิ้งขว้างด้วย  ดังนั้นในสายพระเนตรของพระเจ้า พวกเขาไม่ใช่ลูกแกะที่ไถลห่างจากฝูง และยิ่งไม่ต้องพูดถึงบรรดาบุตรน้อยผู้หลงหายที่หลงทางไป  พวกเขาจากไปโดยได้รับการยกเว้นโทษ—และสภาพเงื่อนไขเช่นนี้ สถานการณ์เช่นนี้ สร้างความระคายเคืองแก่พระอุปนิสัยของพระเจ้า และเป็นเพราะความระคายเคืองนี้ พระองค์จึงทรงให้จุดจบที่สิ้นหวังแก่พวกเขา  จุดจบแบบนี้ไม่น่าตกใจหรอกหรือ?  เพราะฉะนั้น หากผู้คนไม่รู้จักพระเจ้า พวกเขาสามารถทำให้พระองค์ทรงขุ่นเคืองได้  นี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก!  หากผู้คนไม่ถือจริงจังกับท่าทีของพระเจ้า และยังคงเชื่อว่าพระองค์กำลังทรงตั้งตารอคอยการกลับมาของพวกเขาเพราะพวกเขาเป็นลูกแกะที่หายไปบางส่วนของพระองค์ และพระองค์ยังคงทรงรอให้พวกเขามีการเปลี่ยนใจ เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็อยู่ไม่ไกลจากวันแห่งการลงโทษของพวกเขา  พระเจ้าจะไม่เพียงทรงปฏิเสธที่จะยอมรับพวกเขา—ในเมื่อนี่เป็นครั้งที่สองที่พวกเขาสร้างความระคายเคืองแก่พระอุปนิสัยนิสัยของพระองค์ เรื่องนี้จึงแย่มากยิ่งขึ้นไปอีก!  ท่าทีที่ไร้ความเคารพของผู้คนเหล่านี้ได้ละเมิดประกาศกฤษฎีกาบริหารของพระเจ้าแล้ว  พระองค์จะยังคงทรงยอมรับพวกเขาหรือไม่?  ในพระทัยของพระองค์ หลักธรรมของพระเจ้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือว่า ใครบางคนได้บรรลุความแน่ใจเกี่ยวกับทางอันเที่ยงแท้แล้ว แต่ยังคงสามารถปฏิเสธพระเจ้าและไปจากพระเจ้าอย่างรู้ตัวและด้วยจิตใจที่ปลอดโปร่ง จากนั้นพระองค์จะทรงปิดถนนสู่ความรอดของบุคคลเช่นนี้ และสำหรับบุคคลผู้นี้ ประตูสู่ราชอาณาจักรก็จะถูกปิดตั้งแต่นั้นเป็นต้นไป  เมื่อบุคคลผู้นี้มาเคาะอีกครั้ง พระเจ้าก็จะไม่ทรงเปิดประตู บุคคลผู้นี้จะถูกทิ้งไว้ข้างนอกตลอดกาล  บางทีพวกเจ้าบางคนได้อ่านเรื่องราวของโมเสสในพระคัมภีร์แล้ว  หลังจากที่โมเสสได้รับการทรงเจิมจากพระเจ้า ผู้นำ 250 ท่านได้แสดงออกถึงความไม่เชื่อฟังต่อโมเสส เพราะการกระทำทั้งหลายของเขาและด้วยเหตุผลอื่นๆ อันหลากหลาย  พวกเขาได้ปฏิเสธที่จะนบนอบต่อผู้ใด?  ไม่ใช่โมเสส  พวกเขาได้ปฏิเสธที่จะนบนอบต่อการจัดการเตรียมการของพระเจ้า พวกเขาได้ปฏิเสธที่จะนบนอบต่อพระราชกิจของพระเจ้าในประเด็นปัญหานี้  พวกเขาได้พูดดังนี้ “ท่านทำเกินเหตุ เพราะว่าชุมนุมชนทั้งหมดก็บริสุทธิ์ทุกๆ คน และพระยาห์เวห์สถิตท่ามกลางพวกเขา”  คำพูดและประโยคเหล่านี้จริงจังมาก จากทัศนคติของมนุษย์ใช่หรือไม่?  คำพูดและประโยคเหล่านี้ไม่จริงจัง  อย่างน้อยที่สุด ความหมายตามตัวอักษรของคำพูดเหล่านี้ไม่จริงจัง  ในแง่กฎหมาย พวกเขาไม่ได้ทำผิดกฎหมายใดๆ เพราะโดยผิวเผินจริงๆ แล้ว นี่ไม่ใช่ภาษาหรือคำศัพท์ที่เป็นปรปักษ์ นับประสาอะไรที่มันจะมีความหมายโดยนัยที่ดูเป็นการหมิ่นประมาทใดๆ  เหล่านี้เป็นเพียงประโยคธรรมดาสามัญ ไม่มีอะไรมากกว่านั้น  เช่นนั้นแล้ว เหตุใดจึงเป็นว่าคำพูดเหล่านี้สามารถกระตุ้นพระพิโรธเช่นนั้นจากพระเจ้า?  เป็นเพราะคำพูดเหล่านี้ไม่ได้ถูกพูดกับผู้คน แต่ถูกพูดกับพระเจ้า  ท่าทีและอุปนิสัยที่คำพูดเหล่านี้แสดงออกมานั้นคือสิ่งที่ทำให้พระอุปนิสัยของพระเจ้าทรงระคายเคืองอย่างแน่นอน และพวกเขาทำความขุ่นเคืองให้กับพระอุปนิสัยของพระเจ้าซึ่งต้องไม่ถูกทำให้ขุ่นเคือง  พวกเราทั้งหมดรู้ว่าจุดจบของผู้นำเหล่านั้นคืออะไรในท้ายที่สุด  ในส่วนที่เกี่ยวกับผู้คนที่ได้ละทิ้งพระเจ้า ทัศนคติของพวกเขาคืออะไร?  อะไรเล่าคือท่าทีของพวกเขา?  และเหตุใดทัศนคติและท่าทีของพวกเขาทำให้พระเจ้าทรงจัดการกับพวกเขาในลักษณะเช่นนี้?  เหตุผลก็คือแม้ว่าพวกเขารู้อย่างชัดเจนว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า พวกเขาก็ยังคงเลือกที่จะทรยศพระองค์ และนี่คือเหตุผลที่พวกเขาถูกปลดเปลื้องโอกาสที่จะได้รับความรอดโดยสิ้นเชิง  ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า “เพราะถ้าเรายังจงใจทำบาปอยู่เรื่อยๆ หลังจากได้รับความรู้เรื่องความจริงแล้ว ก็จะไม่มีเครื่องบูชาลบบาปเหลืออยู่เลย” (ฮีบรู 10:26)  บัดนี้พวกเจ้ามีความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไม่?

—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, วิธีรู้จักพระอุปนิสัยของพระเจ้าและผลลัพธ์ที่พระราชกิจของพระองค์จะสัมฤทธิ์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 17

ชะตากรรมของผู้คนถูกตัดสินใจโดยท่าทีของพวกเขาต่อพระเจ้า

พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ และเฉกเช่นเดียวกับที่ผู้คนประพฤติตนแตกต่างกันในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน ท่าทีของพระองค์ต่อพฤติกรรมเหล่านี้ก็แตกต่างกันเพราะพระองค์ไม่ทรงเป็นทั้งหุ่นเชิดและอากาศว่างเปล่า  การทำความรู้จักกับท่าทีของพระเจ้าคือการไล่ตามเสาะหาที่คุ้มค่าสำหรับมวลมนุษย์  โดยการรู้จักท่าทีของพระเจ้า ผู้คนควรจะได้เรียนรู้วิธีที่พวกเขาสามารถบรรลุความรู้เกี่ยวกับพระอุปนิสัยของพระเจ้า และมาเข้าใจพระทัยของพระองค์ทีละเล็กทีละน้อย  เมื่อเจ้าค่อยๆ มาเข้าใจพระทัยของพระเจ้า เจ้าก็จะไม่รู้สึกว่าการยำเกรงพระองค์และหลบเลี่ยงความชั่วเป็นสิ่งยากยิ่งที่จะทำให้สำเร็จลุล่วง  ยิ่งกว่านั้น เมื่อเจ้าเข้าใจพระเจ้าจริงๆ เจ้าก็จะไม่มีแนวโน้มที่จะตีกรอบพระองค์  ทันทีที่เจ้าหยุดตีกรอบพระเจ้า เจ้าก็จะมีแนวโน้มน้อยลงที่จะทำให้พระองค์ทรงขุ่นเคือง และโดยที่เจ้าไม่ตระหนักรู้ พระเจ้าจะทรงนำทางเจ้าให้ได้รับความรู้เกี่ยวกับพระองค์ การนี้จะเติมเต็มหัวใจของเจ้าด้วยความยำเกรงพระองค์  เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะหยุดนิยามพระเจ้าด้วยคำพูดและคำสอน หรือทฤษฎีทั้งหลายที่เจ้าได้ศึกษาจนเชี่ยวชาญ  แต่โดยการแสวงหาจนพบความพึงปรารถนาทั้งหลายของพระเจ้าในทุกสรรพสิ่งอย่างสม่ำเสมอ เจ้าก็จะกลายเป็นบุคคลที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้าโดยไม่รู้สึกตัว

พระราชกิจของพระเจ้านั้นพวกมนุษย์มองไม่เห็นและไม่สามารถแตะต้องได้ แต่ในความคิดเห็นของพระองค์ การกระทำของบุคคลทุกๆ คน—พร้อมกับท่าทีของพวกเขาต่อพระองค์—ไม่เพียงสามารถล่วงรู้ได้โดยพระเจ้า แต่ยังสามารถมองเห็นได้สำหรับพระองค์อีกด้วย  นี่คือบางสิ่งที่ทุกคนควรระลึกและชัดเจนอย่างมาก  เจ้าอาจกำลังถามตัวเองอยู่เสมอว่า “พระเจ้าทรงรู้หรือไม่ว่าฉันกำลังทำอะไรอยู่ที่นี่?  พระองค์ทรงรู้หรือไม่ว่าฉันกำลังคิดอะไรอยู่ตอนนี้?  บางทีพระองค์อาจทรงรู้ และบางทีพระองค์อาจไม่ทรงรู้”  หากเจ้ายอมรับทัศนคติแบบนี้ ติดตามและเชื่อในพระเจ้า แต่ยังแคลงใจในพระราชกิจของพระองค์และการทรงดำรงอยู่ของพระองค์ เช่นนั้นแล้วไม่ช้าก็เร็ววันหนึ่งจะมาถึง เมื่อเจ้าจะปลุกเร้าพระพิโรธของพระองค์ เพราะเจ้ากำลังเดินโซเซอยู่บนขอบหน้าผาอันตราย  เราได้เห็นผู้คนที่ได้เชื่อในพระเจ้ามาหลายปีแล้ว แต่ยังคงไม่ได้รับความเป็นจริงความจริง นับประสาอะไรที่จะได้เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า  ผู้คนเหล่านี้ไม่สร้างความก้าวหน้าในชีวิตและวุฒิภาวะของพวกเขา โดยยึดติดกับคำสอนที่ตื้นเขินที่สุดเท่านั้น  นี่เป็นเพราะผู้คนเช่นนี้ไม่เคยถือว่าพระวจนะของพระเจ้าคือชีวิตในตัวเอง และพวกเขาไม่เคยเผชิญหน้าและยอมรับการทรงดำรงอยู่ของพระองค์  เจ้าคิดหรือไม่ว่าเมื่อทรงเห็นผู้คนเช่นนี้ พระเจ้าจะทรงเปี่ยมด้วยความชื่นชมยินดี?  พวกเขาปลอบพระทัยพระองค์หรือไม่?  ด้วยเหตุนี้จึงเป็นวิธีที่ผู้คนเชื่อในพระเจ้านั่นเองที่ตัดสินชะตากรรมของพวกเขา  ในส่วนของวิธีที่ผู้คนแสวงหา และวิธีที่ผู้คนเข้าหาพระเจ้า ท่าทีของผู้คนมีความสำคัญอันดับแรก  จงไม่เพิกเฉยต่อพระเจ้าเหมือนพระองค์ทรงเป็นเพียงอากาศว่างเปล่าก้อนหนึ่งที่ลอยอยู่รอบๆ ที่ด้านหลังของหัวเจ้า จงคิดถึงพระเจ้าที่เจ้าเชื่อในฐานะพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ พระเจ้าที่เป็นจริงเสมอ  พระองค์ไม่ได้กำลังประทับอยู่บนนั้นในสวรรค์ชั้นที่สามโดยไม่มีสิ่งใดให้ทรงทำ  ตรงกันข้ามพระองค์กำลังทรงเฝ้ามองหัวใจของทุกคน ทรงสังเกตการณ์สิ่งที่เจ้าคิดจะทำ ทรงเฝ้ามองทุกคำพูดและทุกความประพฤติของพวกเจ้า ทรงเฝ้าดูว่าเจ้าประพฤติตนอย่างไร และทรงเห็นว่าอะไรคือท่าทีของเจ้าต่อพระองค์ อย่างสม่ำเสมอ  ไม่ว่าเจ้าจะเต็มใจมอบตัวเองให้กับพระเจ้าหรือไม่ พฤติกรรมของเจ้าทั้งหมดและความคิดและแนวคิดข้างในสุดของเจ้าถูกแผ่วางเฉพาะพระพักตร์พระองค์และกำลังถูกพระองค์ทรงพินิจพิเคราะห์  เนื่องจากพฤติกรรมของเจ้า เนื่องจากความประพฤติของเจ้า และเนื่องจากท่าทีของเจ้าต่อพระองค์ ข้อคิดเห็นของพระเจ้าเกี่ยวกับเจ้า และท่าทีของพระองค์ต่อเจ้าจะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา  เราอยากจะให้คำแนะนำบางอย่างแก่ผู้คนบางคนว่าจงอย่าวางตัวของเจ้าเองเหมือนเด็กทารกในพระหัตถ์ของพระเจ้า ราวกับว่าพระองค์ควรทรงหลงใหลเจ้า ราวกับว่าพระองค์ไม่มีวันสามารถจากเจ้าไป และราวกับว่าท่าทีของพระองค์ต่อเจ้าได้ถูกกำหนดตายตัวแล้วและไม่มีวันสามารถเปลี่ยนแปลงได้ และเราขอแนะนำให้เจ้าเลิกฝัน!  พระเจ้าทรงชอบธรรมในการที่พระองค์ทรงปฏิบัติต่อทุกๆ บุคคล และพระองค์ทรงจริงจังในวิธีการเข้าหาของพระองค์ในพระราชกิจแห่งการพิชิตและช่วยผู้คนให้รอด  นี่คือการบริหารจัดการของพระองค์  พระองค์ทรงปฏิบัติต่อทุกๆ คนอย่างจริงจัง และไม่ใช่เหมือนสัตว์เลี้ยงที่จะเล่นด้วย  ความรักของพระเจ้าต่อพวกมนุษย์นั้นไม่ใช่แบบที่เอาใจหรือตามใจ อีกทั้งความกรุณาและความยอมผ่อนปรนของพระองค์ต่อมวลมนุษย์ก็ไม่ตามใจและไม่เพิกเฉย  ในทางตรงกันข้าม ความรักของพระเจ้าต่อพวกมนุษย์นั้นเกี่ยวข้องกับการทะนุถนอม การสงสาร และการเคารพชีวิต ความกรุณาและความยอมผ่อนปรนของพระองค์สื่อถึงความคาดหวังของพระองค์ต่อพวกเขา และเป็นสิ่งที่มนุษยชาติต้องการเพื่อที่จะอยู่รอด  พระเจ้าทรงพระชนม์อยู่ และพระเจ้าทรงดำรงอยู่จริง ท่าทีของพระองค์ต่อมวลมนุษย์นั้นมีหลักธรรม ไม่ใช่ข้อบังคับประเภทหนึ่งแต่อย่างใด และสามารถเปลี่ยนแปลงได้  เจตนารมณ์ของพระองค์ต่อมนุษยชาติกำลังค่อยๆ เปลี่ยนแปลงและแปลงสภาพไปตามกาลเวลา ขึ้นอยู่กับรูปการณ์แวดล้อมขณะที่เกิดขึ้น และพร้อมกับท่าทีของทุกๆ บุคคล  เพราะฉะนั้น เจ้าควรรู้ในหัวใจของเจ้าด้วยความชัดเจนอย่างแท้จริงว่าแก่นแท้ของพระเจ้านั้นไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ และพระอุปนิสัยของพระองค์จะปรากฏออกมาในเวลาที่ต่างกันและในบริบทที่แตกต่างกัน  เจ้าอาจไม่คิดว่านี่เป็นเรื่องจริงจัง และเจ้าอาจใช้มโนคติที่หลงผิดส่วนตัวของเจ้าเองเพื่อจินตนาการว่าพระเจ้าควรทรงทำสิ่งทั้งหลายอย่างไร  อย่างไรก็ตาม มีบางครั้งที่ทัศนคติขั้วตรงข้ามของเจ้าเป็นจริง และด้วยการใช้มโนคติที่หลงผิดส่วนตัวของเจ้าเองเพื่อพยายามวัดพระเจ้า เจ้าก็ได้ทำให้พระองค์ทรงพระพิโรธแล้ว  นี่เป็นเพราะพระเจ้าไม่ทรงดำเนินการตามวิธีที่เจ้าคิดว่าพระองค์ทรงทำ อีกทั้งพระองค์จะไม่ทรงปฏิบัติต่อเรื่องนี้เหมือนที่เจ้าบอกว่าพระองค์จะทรงทำ  ด้วยเหตุนี้ เราเตือนความจำเจ้าให้ระมัดระวังและรอบคอบในการเข้าหาทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเจ้า และเรียนรู้ที่จะปฏิบัติไปตามหลักธรรมของ “การเดินตามทางของพระเจ้า—การยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว” ในทุกสรรพสิ่ง  เจ้าต้องพัฒนาความเข้าใจที่แม่นยำโดยคำนึงถึงเรื่องทั้งหลายเกี่ยวกับเจตนารมณ์ของพระเจ้าและท่าทีของพระเจ้า เจ้าต้องหาผู้คนที่รู้แจ้งเพื่อสื่อสารเรื่องเหล่านี้กับเจ้า และเจ้าต้องแสวงหาอย่างจริงจัง  จงไม่มองดูพระเจ้าแห่งการเชื่อของเจ้าในฐานะหุ่นเชิด—ตัดสินพระองค์ตามอำเภอใจ มาถึงข้อสรุปเกี่ยวกับพระองค์โดยพลการ และไม่ปฏิบัติต่อพระองค์ด้วยท่าทีเคารพที่พระองค์ทรงสมควรได้รับ  ในขณะที่พระเจ้ากำลังทรงนำพาความรอดมาให้เจ้าและกำหนดพิจารณาจุดจบของเจ้า พระองค์อาจประทานความกรุณา หรือความยอมผ่อนปรน หรือการพิพากษาและการตีสอนแก่เจ้า แต่ไม่ว่าในกรณีใด ท่าทีของพระองค์ต่อเจ้าจะไม่ตายตัว  มันขึ้นอยู่กับท่าทีของเจ้าเองต่อพระองค์ ตลอดจนความเข้าใจของเจ้าเกี่ยวกับพระองค์  จงไม่ปล่อยให้แง่มุมชั่วคราวอย่างหนึ่งในความรู้และความเข้าใจเรื่องพระเจ้าของเจ้านิยามพระองค์อย่างถาวร  จงไม่เชื่อในพระเจ้าที่สิ้นพระชนม์แล้วองค์หนึ่ง จงเชื่อในพระเจ้าหนึ่งเดียวผู้ทรงพระชนม์อยู่  จงจดจำเรื่องนี้ไว้!  แม้ว่าเราได้หารือเกี่ยวกับความจริงบางอย่างที่นี่—ความจริงที่พวกเจ้าจำเป็นต้องฟัง—ในแง่ของสถานะปัจจุบันและวุฒิภาวะปัจจุบันของพวกเจ้า เราจะไม่ทำการเรียกร้องใดๆ ที่ยิ่งใหญ่ขึ้นจากพวกเจ้าในตอนนี้ เพื่อไม่ให้เป็นการลดทอนความกระตือรือร้นของพวกเจ้า  การทำเช่นนั้นสามารถเติมเต็มหัวใจของพวกเจ้าด้วยความท้อแท้มากเกินไป และทำให้พวกเจ้ารู้สึกผิดหวังมากเกินไปต่อพระเจ้า  แต่เราหวังว่าพวกเจ้าสามารถใช้หัวใจที่รักพระเจ้าและใช้ท่าทีที่เปี่ยมความเคารพกับพระเจ้าแทน เมื่อเดินตามเส้นทางที่ทอดตัวอยู่เบื้องหน้า  จงไม่สับสนมึนงงโดยผ่านทางเรื่องนี้เกี่ยวกับวิธีเชื่อในพระเจ้า จงปฏิบัติต่อมันว่าเป็นหนึ่งในประเด็นปัญหาที่ใหญ่ที่สุดที่มีอยู่  จงวางมันไว้ในหัวใจของเจ้า เชื่อมโยงมันกับความเป็นจริง และเชื่อมต่อมันเข้ากับชีวิตจริง จงไม่เพียงปรนนิบัติเรื่องนี้แต่ปาก—เพราะนี่เป็นเรื่องของความเป็นและความตาย และเป็นเรื่องที่จะกำหนดพิจารณาชะตากรรมของเจ้า  จงไม่ปฏิบัติต่อเรื่องนี้เป็นเรื่องตลกหรือเรื่องเล่นของเด็ก!  หลังจากแบ่งปันคำพูดเหล่านี้กับพวกเจ้าในวันนี้ เรากังขาว่าจิตใจของพวกเจ้าได้เก็บเกี่ยวความเข้าใจไปมากเพียงใดแล้ว  มีคำถามอะไรอีกหรือไม่ที่พวกเจ้าปรารถนาที่จะถามเกี่ยวกับสิ่งที่เราได้พูดไปในวันนี้?

แม้ว่าหัวข้อเหล่านี้ค่อนข้างใหม่ และอยู่ห่างเล็กน้อยจากทรรศนะของพวกเจ้า จากการไล่ตามเสาะหาตามปกติของพวกเจ้า และสิ่งที่เจ้ามีแนวโน้มที่จะให้ความสนใจ เราคิดว่าทันทีที่สิ่งเหล่านั้นได้รับการสามัคคีธรรมจากพวกเจ้าช่วงระยะเวลาหนึ่ง พวกเจ้าก็จะพัฒนาความเข้าใจร่วมกันในทุกสิ่งทุกอย่างที่เราได้พูดที่นี่  หัวข้อเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องใหม่ และเป็นหัวข้อที่พวกเจ้าไม่เคยได้พิจารณามาก่อน ดังนั้นเราจึงหวังว่าสิ่งเหล่านั้นจะไม่เพิ่มภาระให้กับพวกเจ้าไม่ว่าในทางใด  เราไม่ได้กำลังพูดคำพูดเหล่านี้วันนี้เพื่อเขย่าขวัญพวกเจ้า อีกทั้งเราไม่ได้กำลังใช้คำพูดเหล่านี้เป็นหนทางที่จะตัดแต่งพวกเจ้า ตรงกันข้าม จุดมุ่งหมายของเราคือการช่วยให้พวกเจ้าเข้าใจข้อเท็จจริงที่จริงแท้เกี่ยวกับความจริง  เพราะมีความแตกต่างดำรงอยู่ระหว่างมวลมนุษย์กับพระเจ้า แม้ว่าผู้คนจะเชื่อในพระเจ้า แต่พวกเขาไม่เคยได้เข้าใจพระองค์หรือรู้จักท่าทีของพระองค์  พวกมนุษย์ไม่เคยกระตือรือร้นอย่างมากในความกังวลของพวกเขาต่อท่าทีของพระเจ้าอีกด้วย  ตรงกันข้าม พวกเขาได้เชื่อและดำเนินการไปอย่างหูหนวกตาบอด และได้สะเพร่าในความรู้และความเข้าใจเรื่องพระเจ้าของพวกเขา  เพราะฉะนั้นเราจึงรู้สึกเหมือนถูกบังคับให้ชำระประเด็นปัญหาเหล่านี้ให้พวกเจ้า และช่วยให้พวกเจ้าเข้าใจว่าพระเจ้าองค์นี้ที่เจ้าเชื่อทรงเป็นพระเจ้าแบบใด ตลอดจนสิ่งที่พระองค์กำลังทรงคิด อะไรคือท่าทีของพระองค์ในการปฏิบัติของพระองค์ต่อผู้คนหลากหลายแบบ พวกเจ้าอยู่ห่างเพียงใดจากการทำให้ข้อพึงประสงค์ของพระองค์ลุล่วง และความแตกต่างระหว่างการกระทำของเจ้ากับมาตรฐานที่พระองค์ทรงประสงค์นั้นใหญ่เพียงใด  เป้าหมายในการแจ้งให้เจ้ารู้เกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้คือการให้พวกเจ้ามีบรรทัดฐานเพื่อใช้วัดตัวเอง และเพื่อที่พวกเจ้าจะได้รู้ว่าถนนที่พวกเจ้ากำลังใช้เดินทางอยู่นั้นได้นำไปสู่การเก็บเกี่ยวชนิดใด สิ่งใดที่พวกเจ้าไม่ได้รับมาตามถนนสายนี้ และในพื้นที่ใดที่พวกเจ้าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ เลย  ในขณะที่สื่อสารกันท่ามกลางพวกเจ้า พวกเจ้ามักจะพูดคุยในหัวข้อที่ถูกหารือทั่วไปสองสามเรื่องซึ่งมีขอบเขตที่แคบมากและมีเนื้อหาที่ตื้นเขิน  มีระยะห่าง ช่องว่าง ระหว่างสิ่งที่เจ้าหารือกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า ตลอดจนช่องว่างระหว่างการหารือของเจ้าและขอบเขตและมาตรฐานของข้อพึงประสงค์ของพระเจ้า  เมื่อเวลาผ่านไป การดำเนินการเช่นนี้จะส่งผลให้เจ้าเบี่ยงเบนไปจากทางของพระเจ้าไกลขึ้นตลอด  พวกเจ้าแค่กำลังนำถ้อยดำรัสปัจจุบันของพระเจ้ามาเปลี่ยนให้กลายเป็นวัตถุบูชา และเห็นว่าพระวาทะเหล่านั้นเป็นพิธีกรรมและข้อบังคับ  นั่นคือทั้งหมดที่พวกเจ้ากำลังทำ!  โดยข้อเท็จจริงแล้ว พระเจ้าไม่ทรงมีที่อยู่ในหัวใจของพวกเจ้าจริงๆ และพระองค์ไม่ทรงเคยได้รับหัวใจของพวกเจ้าอย่างแท้จริง  ผู้คนบางคนคิดว่าการรู้จักพระเจ้านั้นยากมาก และนี่คือความจริง  มันยาก  หากผู้คนได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ของพวกเขาและทำสิ่งทั้งหลายให้เสร็จสิ้นที่ภายนอก และทำงานหนัก เช่นนั้นแล้วพวกเขาจะคิดว่าการเชื่อในพระเจ้านั้นง่ายมาก เพราะสิ่งเหล่านั้นทั้งหมดตั้งอยู่ภายในขอบเขตของความสามารถของมนุษย์  อย่างไรก็ตาม ทันทีที่หัวข้อนี้ย้ายที่ไปยังเจตนารมณ์ของพระเจ้าและท่าทีของพระองค์ต่อมนุษยชาติ เช่นนั้นแล้ว จากทัศนคติของทุกคน สิ่งทั้งหลายก็จะยากขึ้นเล็กน้อยจริงๆ  นั่นเป็นเพราะการนี้เกี่ยวข้องกับความเข้าใจความจริงของผู้คนและการเข้าสู่ความเป็นจริงของพวกเขา ดังนั้นแน่นอนว่าจะมีความยากระดับหนึ่ง!  กระนั้นก็ตาม ทันทีที่เจ้าก้าวผ่านประตูแรกและเริ่มบรรลุการเข้าสู่ สิ่งทั้งหลายก็ค่อยๆ ง่ายขึ้น

—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, วิธีรู้จักพระอุปนิสัยของพระเจ้าและผลลัพธ์ที่พระราชกิจของพระองค์จะสัมฤทธิ์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 18

จุดเริ่มต้นสำหรับการยำเกรงพระเจ้าคือการปฏิบัติต่อพระองค์เยี่ยงพระเจ้า

เมื่อสักครู่ ใครบางคนตั้งคำถามว่า เป็นไปได้อย่างไรที่พวกเราจึงยังคงไม่สามารถยำเกรงพระองค์ได้ ทั้งๆ ที่พวกเรารู้จักพระเจ้ามากกว่าโยบ?  ก่อนหน้านี้พวกเราได้พูดถึงเรื่องนี้ไปบ้างแล้ว  พวกเราได้หารือถึงสาระสำคัญของคำถามนี้มาก่อนแล้วจริงๆ เช่นกัน ซึ่งก็คือข้อเท็จจริงที่ว่าแม้ว่าโยบไม่ได้รู้จักพระเจ้าในเวลานั้น เขาก็ยังคงปฏิบัติต่อพระองค์เสมือนพระเจ้า และคำนึงถึงพระองค์ว่าทรงเป็นองค์อธิปัตย์แห่งฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกและทุกสรรพสิ่ง  โยบไม่ได้พิจารณาว่าพระเจ้าทรงเป็นศัตรู ตรงกันข้ามเขานมัสการพระองค์ในฐานะพระผู้สร้างแห่งทุกสรรพสิ่ง  เหตุใดทุกวันนี้ผู้คนจึงต้านทานพระเจ้ามากเช่นนั้น?  เหตุใดพวกเขาไร้ความสามารถที่จะยำเกรงพระองค์?  เหตุผลหนึ่งคือพวกเขาได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างลึกล้ำ และด้วยธรรมชาติเยี่ยงซาตานที่ฝังลึกอยู่ภายในเช่นนี้ พวกเขาจึงได้กลายเป็นศัตรูของพระเจ้าแล้ว  ด้วยเหตุนี้ แม้ว่าพวกเขาจะเชื่อในพระเจ้าและยอมรับรู้พระเจ้า พวกเขาก็ยังคงสามารถต้านทานพระองค์และวางตัวเองอยู่ในฝ่ายตรงข้ามกับพระองค์  การนี้ถูกกำหนดพิจารณาโดยธรรมชาติของมนุษย์  เหตุผลอีกอย่างหนึ่งคือแม้ว่าพวกเขาจะเชื่อในพระเจ้า ผู้คนก็ไม่ปฏิบัติต่อพระองค์ในฐานะพระเจ้าจริงๆ  แต่พวกเขากลับพิจารณาว่าพระองค์อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับมนุษยชาติ โดยคำนึงถึงว่าพระองค์ทรงเป็นศัตรูของพวกเขา และรู้สึกว่าพวกเขาไม่สามารถจะปรองดองกับพระเจ้าได้  มันเรียบง่ายอย่างนั้นเอง  เรื่องนี้ไม่ได้ถูกนำขึ้นมาพูดคุยในการประชุมครั้งที่แล้วของพวกเราหรอกหรือ?  ลองคิดดูว่า นั่นไม่ใช่เหตุผลหรือ?  เจ้าอาจมีความรู้เล็กน้อยเกี่ยวกับพระเจ้า แต่ความรู้นี้ส่งผลอะไร?  นี่ไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนกำลังพูดถึงกันหรอกหรือ?  นี่ไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าได้ตรัสบอกเจ้าหรอกหรือ?  เจ้าเพียงคุ้นเคยกับแง่มุมทางทฤษฎีและคำสอนของสิ่งนั้น—แต่เจ้าเคยได้ซาบซึ้งกับพระพักตร์แท้จริงของพระเจ้าหรือไม่?  เจ้ามีความรู้เชิงอัตวิสัยหรือไม่?  เจ้ามีความรู้และประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงหรือไม่?  หากพระเจ้าไม่ได้ตรัสบอกเจ้าแล้ว เจ้าจะสามารถรู้ได้หรือไม่?  ความรู้เชิงทฤษฎีของเจ้าไม่ได้เป็นตัวแทนของความรู้จริง  กล่าวโดยย่อ ไม่สำคัญว่าเจ้าจะรู้มากเท่าใด หรือว่าเจ้าจะได้มารู้สิ่งนั้นอย่างไร จนกว่าเจ้าจะบรรลุความเข้าใจพระเจ้าจริงๆ พระองค์จะทรงเป็นศัตรูของเจ้า และจนกว่าเจ้าจะเริ่มปฏิบัติต่อพระเจ้าเหมือนที่ทรงเป็นพระเจ้า พระองค์ก็จะต่อต้านเจ้า เพราะเจ้าเป็นรูปจำแลงของซาตาน

เมื่อเจ้าอยู่ด้วยกันกับพระคริสต์บางทีเจ้าสามารถรับใช้พระองค์ด้วยอาหารสามมื้อต่อวัน หรืออาจจะรับใช้พระองค์ด้วยน้ำชาและช่วยดูแลสิ่งจำเป็นต่อชีวิตของพระองค์ เจ้าจะดูเหมือนว่าได้ปฏิบัติต่อพระคริสต์ในฐานะพระเจ้าแล้ว  เมื่อใดก็ตามที่มีบางสิ่งเกิดขึ้น ทัศนคติของผู้คนจะวิ่งตรงกันข้ามกับทัศนคติของพระเจ้าเสมอ ผู้คนมักจะล้มเหลวในการเข้าใจและยอมรับทัศนคติของพระเจ้า  แม้ว่าผู้คนอาจไปกันได้กับพระเจ้าในภายนอก แต่นี่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาเข้ากันได้กับพระองค์  ทันทีที่มีบางสิ่งเกิดขึ้น ความจริงเรื่องการเป็นกบฏของมนุษยชาติก็โผล่ออกมา ด้วยเหตุนี้จึงเป็นการยืนยันความเป็นปรปักษ์ที่มีอยู่ระหว่างพวกมนุษย์กับพระเจ้า ความเป็นปรปักษ์นี้ไม่ได้เป็นความเป็นปรปักษ์ที่พระเจ้าทรงต่อต้านพวกมนุษย์หรือที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์เป็นปรปักษ์กับพวกเขา อีกทั้งไม่ใช่การที่พระองค์ทรงวางพวกเขาในฝ่ายตรงข้ามกับพระองค์เอง แล้วก็ทรงปฏิบัติต่อพวกเขาเช่นนั้น  ตรงกันข้าม มันเป็นกรณีของแก่นแท้ที่ตรงกันข้ามนี้ต่อพระเจ้าซึ่งแอบแฝงอยู่ในความตั้งใจส่วนตัวของพวกมนุษย์และในจิตใต้สำนึกของพวกเขา  เนื่องจากผู้คนคำนึงถึงทั้งหมดที่มาจากพระเจ้าว่าเป็นวัตถุสำหรับการวิจัยของพวกเขา การตอบโต้ของพวกเขาต่อสิ่งที่มาจากพระเจ้าและต่อทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับพระเจ้าจึงเป็นการเดา การแคลงใจ แล้วก็เป็นการนำท่าทีที่ขัดแย้งและต่อต้านพระเจ้าไปใช้อย่างรวดเร็ว เหนือสิ่งอื่นใด  หลังจากนั้นไม่นานพวกเขาก็นำอารมณ์ด้านลบเข้าสู่ข้อพิพาทหรือการแข่งขันกับพระเจ้า โดยไปไกลถึงขนาดที่แคลงใจแม้แต่การที่พระเจ้าเช่นนี้ทรงมีคุณค่าต่อการติดตามหรือไม่  แม้จะมีข้อเท็จจริงที่ว่าความมีเหตุผลของพวกเขาบอกพวกเขาว่าพวกเขาไม่ควรดำเนินการไปในลักษณะนี้ พวกเขาก็จะยังคงเลือกที่จะทำเช่นนั้นทั้งๆ ที่พวกเขาไม่ต้องการจะทำ จนถึงระดับที่พวกเขาจะทำต่อไปจนถึงที่สุดโดยไม่ลังเล  ยกตัวอย่างเช่น อะไรคือปฏิกิริยาแรกที่ผู้คนบางคนมี เมื่อพวกเขาได้ยินข่าวลือหรือคำพูดใส่ร้ายป้ายสีเกี่ยวกับพระเจ้า?  ปฏิกิริยาแรกของพวกเขาคือการสงสัยว่าข่าวลือเหล่านี้จริงหรือไม่ และว่าข่าวลือเหล่านี้มีอยู่หรือไม่ แล้วก็นำท่าทีรอดูไปก่อนมาใช้  จากนั้นพวกเขาก็เริ่มคิดว่า “ไม่มีทางที่จะยืนยันความถูกต้องของการนี้  สิ่งนั้นเกิดขึ้นจริงหรือ?  ข่าวลือนี้จริงหรือไม่?”  ถึงแม้ว่าผู้คนเช่นนี้ไม่แสดงให้เห็นที่ภายนอก แต่ในหัวใจพวกเขา พวกเขาได้เริ่มแคลงใจแล้ว และได้เริ่มปฏิเสธพระเจ้าแล้ว  อะไรคือแก่นแท้ของท่าทีประเภทนี้และของทัศนคติเช่นนี้?  ไม่ไช่การทรยศหรอกหรือ?  จนกว่าพวกเขาจะเผชิญหน้ากับเรื่องนี้ เจ้าไม่สามารถมองเห็นได้ว่าอะไรคือทัศนคติของผู้คนเหล่านี้ ดูเหมือนว่าพวกเขาไม่ขัดแย้งกับพระเจ้า และดูราวกับว่าพวกเขาไม่คำนึงถึงว่าพระองค์ทรงเป็นศัตรู  อย่างไรก็ตามทันทีที่พวกเขาเผชิญหน้ากับปัญหา พวกเขาก็ยืนอยู่กับซาตานและต่อต้านพระเจ้าโดยทันที  สิ่งนี้บ่งบอกอะไรเล่า?  มันบ่งบอกว่าพวกมนุษย์และพระเจ้าอยู่ฝ่ายตรงข้ามกัน!  ไม่ใช่ว่าพระเจ้าทรงคำนึงถึงมนุษยชาติในฐานะศัตรู แต่ว่าแก่นแท้จริงๆ ของมนุษยชาตินั้นเป็นปรปักษ์ต่อพระเจ้า  ไม่สำคัญว่าจะมีใครบางคนได้ติดตามพระองค์นานเพียงใด หรือพวกเขาได้จ่ายราคามากเพียงใด และโดยไม่คำนึงถึงวิธีที่พวกเขาสรรเสริญพระเจ้า วิธีที่พวกเขาอาจกันตัวเองจากการต้านทานพระองค์ และแม้แต่วิธีที่พวกเขารบเร้าตัวเองอย่างหนักหน่วงให้รักพระเจ้า แต่พวกเขาก็ไม่มีวันสามารถปฏิบัติต่อพระเจ้าเสมือนพระเจ้าองค์หนึ่งได้สำเร็จ  การนี้ไม่ได้ถูกกำหนดพิจารณาโดยแก่นแท้ของผู้คนหรอกหรือ?  หากเจ้าปฏิบัติต่อพระองค์ในฐานะพระเจ้า และเชื่ออย่างแท้จริงว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า เจ้าจะยังคงสามารถมีข้อแคลงใจใดๆ ต่อพระองค์ได้หรือไม่?  หัวใจของเจ้าจะยังคงสามารถเก็บงำเครื่องหมายคำถามใดๆ เกี่ยวกับพระองค์ได้หรือไม่?  ไม่สามารถอีกต่อไปใช่หรือไม่?  แนวโน้มทั้งหลายของโลกนี้ช่างเลวร้ายนัก และเผ่าพันธุ์มนุษย์นี้ก็เป็นเช่นกัน ดังนั้นเจ้าจะไม่สามารถมีมโนคติที่หลงผิดใดๆ เกี่ยวกับแนวโน้มเหล่านั้นได้อย่างไร?  เจ้าเองก็ชั่วร้ายยิ่งนัก ดังนั้นจึงเป็นไปได้อย่างไรที่เจ้าไม่มีมโนคติที่หลงผิดเกี่ยวกับเรื่องนั้น?  และกระนั้นก็ตาม เพียงข่าวลือไม่กี่ข่าวและการใส่ร้ายป้ายสีบางอย่างก็สามารถก่อให้เกิดมโนคติที่หลงผิดมหาศาลเช่นนี้เกี่ยวกับพระเจ้า และนำไปสู่การที่เจ้าจินตนาการสิ่งทั้งหลายมากมายยิ่งนัก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าวุฒิภาวะของเจ้ายังไม่เป็นผู้ใหญ่อยู่เพียงใด!  แค่ “เสียงหึ่งๆ” ของยุงไม่กี่ตัวและแมลงวันน่ารังเกียจไม่กี่ตัว—นั่นคือทั้งหมดที่ต้องใช้เพื่อชักพาเจ้าให้หลงผิดใช่หรือไม่?  นี่เป็นบุคคลประเภทไหนกันเล่า?  เจ้ารู้หรือไม่ว่าพระเจ้าทรงคิดอะไรเกี่ยวกับผู้คนเหล่านี้?  ท่าทีของพระเจ้านั้นจริงๆ แล้วชัดเจนมากเกี่ยวกับวิธีที่พระองค์ทรงปฏิบัติต่อพวกเขา  นั่นเป็นเพียงว่าการทรงปฏิบัติของพระเจ้าต่อผู้คนเหล่านี้คือการทรงแสดงอาการเย็นชาต่อพวกเขา—ท่าทีของพระองค์คือการไม่ให้ความสนใจใดๆ ต่อพวกเขา และการไม่ถือจริงจังกับผู้คนที่ไม่รู้เท่าทันเหล่านี้  เหตุใดจึงเป็นอย่างนั้น?  เป็นเพราะในพระทัยของพระเจ้า พระองค์ไม่เคยทรงวางแผนที่จะได้รับคนเหล่านั้นที่ได้ให้คำมั่นว่าจะเป็นปรปักษ์ต่อพระองค์จนถึงที่สุดและที่ไม่เคยวางแผนที่จะหาจนพบวิธีที่จะเข้ากันได้กับพระองค์  บางทีคำพูดเหล่านี้ที่เราได้พูดไปแล้วนั้น อาจทำร้ายผู้คนไม่กี่คน  เอาละ พวกเจ้าเต็มใจที่จะให้เราทำร้ายพวกเจ้าเช่นนี้ตลอดเวลาหรือไม่?  ไม่ว่าเจ้าจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราพูดคือความจริง!  หากเราทำร้ายพวกเจ้าและตีแผ่แผลเป็นของพวกเจ้าเช่นนี้ตลอดเวลา มันจะส่งผลกระทบต่อพระฉายาอันสูงส่งของพระเจ้าที่เจ้าเก็บงำไว้ในหัวใจของพวกเจ้าหรือไม่?  (มันจะไม่ส่งผลกระทบ)  เราเห็นด้วยว่ามันจะไม่ส่งผลกระทบ เพราะแท้จริงแล้วไม่มีพระเจ้าในหัวใจของพวกเจ้า  พระเจ้าผู้สูงส่งที่พำนักอยู่ในหัวใจของพวกเจ้า—พระเจ้าองค์ที่พวกเจ้าพิทักษ์และคุ้มครองปกป้องอย่างแข็งขัน—ไม่ใช่พระเจ้าจริงๆ  ตรงกันข้ามเขาเป็นสิ่งที่กุขึ้นจากจินตนาการของมนุษย์ เขาไม่มีอยู่จริงอย่างแน่นอน  ดังนั้นจึงเป็นการดีกว่าอย่างแน่แท้ที่เราตีแผ่คำตอบต่อปริศนานี้ การนี้ไม่ได้แผ่วางความจริงทั้งหมดหรอกหรือ?  พระเจ้าที่แท้จริงไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์จินตนาการว่าพระองค์ทรงเป็น  เราหวังว่าพวกเจ้าทั้งหมดสามารถเผชิญหน้ากับความเป็นจริงนี้ได้ และมันจะช่วยในความรู้เรื่องพระเจ้าของพวกเจ้า

—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, วิธีรู้จักพระอุปนิสัยของพระเจ้าและผลลัพธ์ที่พระราชกิจของพระองค์จะสัมฤทธิ์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 19

ผู้คนเหล่านั้นที่ไม่ได้รับการยอมรับรู้โดยพระเจ้า

มีผู้คนบางคนที่ความเชื่อของพวกเขาไม่เคยเป็นที่รับรู้ในพระทัยของพระเจ้า  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พระเจ้าไม่ทรงระลึกว่าพวกเขาเป็นผู้ติดตามของพระองค์ เพราะพระองค์ไม่ทรงสรรเสริญสิ่งที่พวกเขาเชื่อ  สำหรับผู้คนเหล่านี้ แนวคิดและทรรศนะของพวกเขาไม่เคยเปลี่ยน โดยไม่คำนึงถึงว่าพวกเขาได้ติดตามพระเจ้านานกี่ปีแล้ว พวกเขาเป็นเหมือนผู้ไม่มีความเชื่อ โดยยึดติดอยู่กับหลักการและวิธีการทั้งหลายสำหรับการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คน และยึดติดอยู่กับกฎแห่งการอยู่รอดและความเชื่อของผู้ไม่มีความเชื่อ  พวกเขาไม่เคยยอมรับพระวจนะของพระเจ้าว่าเป็นชีวิตของพวกเขา ไม่เคยเชื่อว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริง ไม่เคยตั้งใจที่จะยอมรับความรอดของพระเจ้า และไม่เคยระลึกว่าพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าของพวกเขา  พวกเขาเห็นว่าการเชื่อในพระเจ้าเป็นงานอดิเรกสมัครเล่นบางอย่าง โดยปฏิบัติต่อพระองค์เหมือนเป็นเพียงความค้ำจุนทางจิตวิญญาณ เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเขาไม่คิดว่ามันคุ้มค่าที่จะพยายามเข้าใจพระอุปนิสัยหรือแก่นแท้ของพระเจ้า  อาจกล่าวได้ว่าทั้งหมดที่สอดคล้องกับพระเจ้าเที่ยงแท้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับผู้คนเหล่านี้ พวกเขาไม่สนใจ อีกทั้งพวกเขาไม่สามารถถูกรบเร้าให้ใส่ใจได้  นี่เป็นเพราะลึกลงไปในหัวใจของพวกเขามีเสียงรุนแรงที่มักจะบอกพวกเขาเสมอว่า “พระเจ้าไม่ทรงปรากฏแก่ตาและไม่สามารถแตะต้องได้ และไม่ทรงดำรงอยู่”  พวกเขาเชื่อว่าการพยายามเข้าใจพระเจ้าแบบนี้คงจะไม่คุ้มค่ากับความพยายามของพวกเขา และเชื่อว่าในการทำเช่นนั้น พวกเขาคงจะกำลังหลอกตัวเอง  พวกเขาเชื่อว่าโดยเพียงแค่ยอมรับรู้พระวจนะของพระเจ้าโดยไม่ทำการยืนหยัดจริงๆ หรือลงทุนในการกระทำใดๆ จริงๆ ด้วยตัวเอง พวกเขาก็ค่อนข้างฉลาด  พระเจ้าทรงพิจารณาผู้คนเช่นนี้อย่างไร?  พระองค์ทรงมองว่าพวกเขาเป็นผู้ไม่มีความเชื่อ  ผู้คนบางคนถามว่า “ผู้ไม่มีความเชื่อสามารถอ่านพระวจนะของพระเจ้าได้หรือไม่?  พวกเขาสามารถปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาได้หรือไม่?  พวกเขาสามารถพูดคำว่า ‘ฉันจะมีชีวิตเพื่อพระเจ้า’ ได้หรือไม่?”  สิ่งที่พวกมนุษย์เห็นบ่อยๆ คือการแสดงที่ผู้คนจัดขึ้นที่ภายนอก พวกเขาไม่เห็นแก่นแท้ของผู้คน  อย่างไรก็ตาม พระเจ้าไม่ทรงมองที่การแสดงผิวเผินเหล่านี้ พระองค์ทรงเห็นแก่นแท้ภายในของพวกเขาเท่านั้น  ด้วยเหตุนี้ นี่จึงเป็นท่าทีและคำนิยามประเภทที่พระเจ้าทรงมีต่อผู้คนเหล่านี้  ผู้คนเหล่านี้พูดว่า “เหตุใดพระเจ้าทรงทำการนี้?  เหตุใดพระเจ้าทรงทำการนั้น?  ฉันไม่สามารถเข้าใจการนี้ ฉันไม่สามารถเข้าใจการนั้น การนี้ไม่สอดคล้องกับมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์พระองค์ต้องทรงอธิบายการนั้นให้ฉัน…”  ในการตอบคำถามนี้ เราถามว่า จำเป็นจริงๆ หรือไม่ที่จะอธิบายเรื่องเหล่านี้แก่เจ้า?  เรื่องเหล่านี้มีอะไรเกี่ยวข้องกับเจ้าจริงๆ บ้างหรือไม่?  เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใคร?  เจ้ามาจากที่ใด?  เจ้ามีคุณสมบัติจริงๆ หรือที่จะให้คำแนะนำกับพระเจ้า?  เจ้าเชื่อในพระองค์หรือไม่?  พระองค์ทรงยอมรับรู้ความเชื่อของเจ้าหรือไม่?  ในเมื่อความเชื่อของเจ้าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับพระเจ้า แล้วพระองค์จะทรงข้องเกี่ยวในเรื่องอันใดของเจ้า?  เจ้าไม่รู้ว่าเจ้ายืนอยู่ที่ใดในพระทัยของพระเจ้า ดังนั้นเจ้าจะสามารถมีคุณสมบัติที่จะเข้าร่วมในการสนทนากับพระองค์ได้อย่างไร?

พระวจนะแห่งการเตือนสอน

พวกเจ้าไม่รู้สึกอึดอัดหลังจากได้ยินคำพูดเหล่านี้หรอกหรือ?  แม้ว่าพวกเจ้าอาจจะไม่เต็มใจที่จะฟังคำพูดเหล่านี้หรือไม่เต็มใจที่จะยอมรับคำพูดเหล่านี้ แต่ทั้งหมดนั้นคือข้อเท็จจริง  เพราะพระราชกิจช่วงระยะนี้มีไว้ให้พระเจ้าทรงกระทำ หากเจ้าไม่เกี่ยวข้องกับเจตนารมณ์ของพระองค์ ไม่มีความใส่ใจเกี่ยวกับท่าทีของพระองค์ และไม่เข้าใจแก่นแท้และพระอุปนิสัยของพระองค์ เช่นนั้นแล้วในที่สุด เจ้าก็จะเป็นคนที่จะพ่ายแพ้  จงอย่าโทษวจนะของเราที่ฟังยาก และจงอย่าโทษวจนะเหล่านั้นที่ลดทอนความกระตือรือร้นของพวกเจ้า  เราพูดความจริง ไม่ได้เป็นความตั้งใจของเราที่จะทำให้พวกเจ้าท้อใจ  ไม่สำคัญว่าเราขอสิ่งใดจากพวกเจ้า และไม่สำคัญว่าพวกเจ้าพึงต้องทำสิ่งนั้นอย่างไร เราหวังว่าพวกเจ้าเดินบนเส้นทางที่ถูกต้องและไปตามทางของพระเจ้า และหวังว่าพวกเจ้าจะไม่มีวันเบี่ยงเบนจากเส้นทางที่ถูกต้อง  หากเจ้าไม่ดำเนินการโดยสอดคล้องกับพระวจนะของพระเจ้า หรือไปตามทางของพระองค์ เช่นนั้นแล้วก็ไม่อาจมีความแคลงใจเลยว่าเจ้ากำลังกบฏต่อพระเจ้า และได้ไถลห่างจากเส้นทางที่ถูกต้องแล้ว  ด้วยเหตุนี้ เรารู้สึกว่ามีบางเรื่องที่เราต้องทำให้ชัดเจนต่อพวกเจ้า และรู้สึกว่าเราต้องทำให้พวกเจ้าเชื่ออย่างสนิทใจ อย่างชัดเจน และปราศจากความไม่แน่ใจแม้แต่น้อย และช่วยให้พวกเจ้ามีความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับท่าทีของพระเจ้า เจตนารมณ์ของพระองค์ วิธีที่พระองค์ทรงทำให้พวกมนุษย์มีความเพียบพร้อม และในลักษณะใดที่พระองค์ทรงกำหนดพิจารณาจุดจบของผู้คน  หากมีสักวันหนึ่งมาถึงเมื่อเจ้าไร้ความสามารถที่จะเริ่มก้าวไปบนเส้นทางนี้ได้ เช่นนั้นแล้วเราก็ไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ เพราะวจนะเหล่านี้ได้ถูกกล่าวกับเจ้าอย่างชัดเจนมากแล้ว  ในส่วนของวิธีที่เจ้าจัดการกับจุดจบของเจ้าเอง นี่เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับเจ้าทั้งสิ้น  เกี่ยวกับจุดจบของผู้คนหลากหลายชนิดนั้น  พระเจ้าทรงมีท่าทีที่แตกต่างกันไป พระองค์ทรงมีวิธีของพระองค์เองในการชั่งน้ำหนักพวกเขา รวมถึงมาตรฐานของพระองค์เองเกี่ยวกับข้อพึงประสงค์ที่มีต่อพวกเขา  มาตรฐานของพระองค์ในการชั่งน้ำหนักจุดจบของผู้คนเป็นมาตรฐานที่เป็นธรรมต่อทุกคน—ไม่มีความแคลงใจเลยเกี่ยวกับการนั้น!  เพราะฉะนั้น ความกลัวของบางคนจึงไม่จำเป็น  บัดนี้เจ้าโล่งใจแล้วหรือยัง?

—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, วิธีรู้จักพระอุปนิสัยของพระเจ้าและผลลัพธ์ที่พระราชกิจของพระองค์จะสัมฤทธิ์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 20

โดยข้อเท็จจริงแล้ว พระอุปนิสัยของพระเจ้านั้นเปิดกว้างต่อทุกคนและไม่ถูกซ่อนเร้น เพราะพระเจ้าไม่เคยได้ทรงหลีกเลี่ยงบุคคลอันใดโดยจงใจเจตนา และไม่เคยได้ทรงพยายามปกปิดพระองค์เองอย่างจงใจเจตนาที่จะกีดกันไม่ให้ผู้คนรู้จักพระองค์หรือเข้าใจพระองค์  พระอุปนิสัยของพระเจ้านั้นได้ทรงหมายให้เปิดกว้างและเผชิญหน้ากับแต่ละบุคคลอย่างสุจริตใจเสมอ  ในการบริหารจัดการของพระเจ้านั้น พระเจ้าทรงทำพระราชกิจของพระองค์ โดยเผชิญหน้ากับทุกคน และพระราชกิจของพระองค์ทรงทำกับทุกๆ บุคคล  ในขณะที่พระองค์ทรงทำพระราชกิจนี้ พระองค์ก็กำลังทรงเปิดเผยพระอุปนิสัยของพระองค์อย่างต่อเนื่อง และกำลังทรงใช้แก่นแท้ของพระองค์ สิ่งที่พระองค์ทรงมีและสิ่งที่พระองค์ทรงเป็นอย่างต่อเนื่อง เพื่อทรงนำและทรงจัดเตรียมสำหรับทุกๆ บุคคล  ในทุกยุคและ ณ ทุกช่วงระยะ โดยไม่คำนึงถึงว่ารูปการณ์แวดล้อมจะดีหรือแย่ พระอุปนิสัยของพระเจ้านั้นก็เปิดกว้างต่อทุกปัจเจกบุคคลเสมอ และสิ่งทรงครองของพระองค์และสิ่งที่พระองค์ทรงเป็นเปิดกว้างต่อแต่ละปัจเจกบุคคลเสมอ เช่นเดียวกันกับที่พระชนม์ชีพของพระองค์กำลังทรงจัดเตรียมและสนับสนุนมวลมนุษย์อย่างสม่ำเสมอและอย่างไม่หยุดหย่อน  แม้จะมีทั้งหมดนี้ พระอุปนิสัยของพระเจ้ายังคงซ่อนเร้นอยู่สำหรับบางคน  เพราะเหตุใดหรือ?  เพราะถึงแม้ว่าผู้คนเหล่านี้จะดำรงชีวิตอยู่ภายในพระราชกิจของพระเจ้าและติดตามพระเจ้า พวกเขาก็ไม่เคยพยายามเข้าใจพระเจ้าและไม่เคยต้องการทำความรู้จักพระเจ้า นับประสาอะไรกับการเข้าใกล้ชิดพระเจ้ามากขึ้น  สำหรับผู้คนเหล่านี้ การเข้าใจพระอุปนิสัยของพระเจ้าเป็นลางบอกเหตุว่าบทอวสานของพวกเขาใกล้มาถึงแล้ว มันหมายความว่าพวกเขากำลังจะถูกพิพากษาและกล่าวโทษโดยพระอุปนิสัยของพระเจ้า  เพราะฉะนั้น พวกเขาไม่เคยอยากที่จะเข้าใจพระเจ้าหรือพระอุปนิสัยของพระองค์ และไม่เคยละโมบต่อความเข้าใจหรือความรู้ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า  พวกเขาไม่พยายามจับใจความเจตนารมณ์ของพระเจ้าโดยผ่านทางความร่วมมืออย่างมีสติ—พวกเขาก็แค่ชื่นชมไปตลอดกาลและไม่มีวันเบื่อในการทำสิ่งทั้งหลายที่พวกเขาต้องการทำ เชื่อในพระเจ้าที่พวกเขาต้องการเชื่อ เชื่อในพระเจ้าที่ทรงดำรงอยู่ในจินตนาการของพวกเขาเท่านั้น พระเจ้าที่ทรงดำรงอยู่ในมโนคติที่หลงผิดของพวกเขาเท่านั้น และเชื่อในพระเจ้าที่ไม่อาจแยกจากพวกเขาได้ในชีวิตประจำวันของพวกเขา  เมื่อพูดถึงพระเจ้าเที่ยงแท้พระองค์เอง พวกเขาก็ไม่สนใจไยดีอย่างสิ้นเชิง และไม่มีความอยากที่จะเข้าใจพระองค์ หรือให้ความเอาใจใส่ต่อพระองค์ และยิ่งไม่ต้องพูดถึงความปรารถนาที่จะเข้าใกล้ชิดพระองค์ยิ่งขึ้น  พวกเขาเพียงกำลังใช้พระวจนะที่พระเจ้าทรงแสดงออกเพื่อประดับตัวเอง เพื่อห่อหุ้มตัวเอง  สำหรับพวกเขานั้น การนี้ทำให้พวกเขาเป็นผู้เชื่อที่ประสบความสำเร็จ และเป็นผู้คนที่มีความเชื่อในพระเจ้าอยู่ภายในหัวใจของพวกเขาแล้ว  ในหัวใจของพวกเขา พวกเขาถูกนำโดยจินตนาการของพวกเขา มโนคติที่หลงผิดของพวกเขา และแม้แต่คำนิยามส่วนตัวของพวกเขาเกี่ยวกับพระเจ้า  ในอีกแง่หนึ่ง พระเจ้าเที่ยงแท้พระองค์เองนั้นไม่ทรงมีอะไรเกี่ยวข้องกับพวกเขาเลยแม้แต่น้อย  เพราะหากพวกเขาได้เข้าใจพระเจ้าเที่ยงแท้พระองค์เอง เข้าใจพระอุปนิสัยที่แท้จริงของพระเจ้า และเข้าใจสิ่งที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็น ก็ย่อมจะหมายความว่าการกระทำของพวกเขา ความเชื่อของพวกเขา และการไล่ตามเสาะหาของพวกเขาจะถูกกล่าวโทษ  นั่นคือเหตุผลที่พวกเขาลังเลที่จะเข้าใจแก่นแท้ของพระเจ้า และลังเลและไม่เต็มใจที่จะแสวงหาหรืออธิษฐานอย่างแข็งขันเพื่อให้เข้าใจพระเจ้าดีขึ้น รู้จักเจตนารมณ์ของพระเจ้าดีขึ้น และเข้าใจพระอุปนิสัยของพระเจ้าดีขึ้น  พวกเขาอยากจะให้พระเจ้าทรงเป็นบางสิ่งที่ถูกทำขึ้นมา บางสิ่งที่กลวงเป็นโพรงและคลุมเครือเสียมากกว่า  พวกเขาอยากจะให้พระเจ้าทรงเป็นใครบางคนที่ตรงพอดีกับที่พวกเขาได้จินตนาการพระองค์ไว้ เป็นใครบางคนที่พวกเขาสามารถกวักมือเรียกใช้ได้ตลอดเวลา ที่ทรงมีเสบียงที่ไม่มีวันหมดและทรงพร้อมให้ใช้งานเสมอ  เมื่อพวกเขาต้องการชื่นชมพระคุณของพระเจ้า พวกเขาก็ทูลขอให้พระเจ้าทรงเป็นพระคุณนั้น  เมื่อพวกเขาต้องการพรจากพระเจ้า พวกเขาก็ทูลขอให้พระเจ้าทรงเป็นพรนั้น  เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความทุกข์ยาก พวกเขาทูลขอให้พระเจ้าทรงทำให้พวกเขามีความกล้า ทรงเป็นโล่กำบังหลังของพวกเขา  ความรู้เรื่องพระเจ้าของผู้คนเหล่านี้ติดอยู่ภายในวงล้อมแห่งพระคุณและพร  ความเข้าใจของพวกเขาเกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระเจ้า และพระเจ้าพระองค์เอง ก็ถูกหวงห้ามให้อยู่เพียงแค่กับจินตนาการ และคำพูดและคำสอนทั้งหลายของพวกเขาเท่านั้น  แต่มีผู้คนบางคนที่กระตือรือร้นที่จะเข้าใจพระอุปนิสัยของพระเจ้า ต้องการเห็นพระเจ้าพระองค์เองอย่างแท้จริง และเข้าใจพระอุปนิสัยของพระเจ้า และสิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็นอย่างแท้จริง  ผู้คนเหล่านี้กำลังไล่ตามเสาะหาความเป็นจริงแห่งความจริงและความรอดโดยพระเจ้า และพยายามรับการพิชิตชัย ความรอด และการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า  พวกเขาใช้หัวใจของพวกเขาเพื่ออ่านพระวจนะของพระเจ้า ใช้หัวใจของพวกเขาเพื่อซาบซึ้งกับทุกสถานการณ์และทุกบุคคล เหตุการณ์สำคัญ และสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงจัดการเตรียมการให้กับพวกเขา และพวกเขาอธิษฐานและแสวงหาด้วยความจริงใจ  สิ่งที่พวกเขาต้องการรู้มากที่สุดคือเจตนารมณ์ของพระเจ้า และต้องการเข้าใจมากที่สุดคือพระอุปนิสัยที่แท้จริงและแก่นแท้ของพระเจ้า เพื่อที่พวกเขาจะไม่ล่วงเกินพระเจ้าอีกต่อไป และโดยผ่านทางประสบการณ์ของพวกเขา จะเห็นความน่ารักน่าชื่นชมของพระเจ้าและด้านที่แท้จริงของพระองค์มากขึ้น  นอกจากนี้ยังเพื่อที่พระเจ้าผู้ทรงเป็นจริงอย่างถ่องแท้จริงจะทรงดำรงอยู่ข้างในหัวใจของพวกเขา และเพื่อที่พระเจ้าจะทรงมีที่สถิตในหัวใจของพวกเขาด้วย เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเขาย่อมจะไม่ดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางจินตนาการ มโนคติที่หลงผิด หรือความคลุมเครืออีกต่อไป  สำหรับผู้คนเหล่านี้ เหตุผลที่พวกเขามีความอยากเร่งด่วนที่จะเข้าใจพระอุปนิสัยของพระเจ้าและแก่นแท้ของพระองค์นั้นก็เป็นเพราะว่า มวลมนุษย์จำเป็นต้องมีพระอุปนิสัยและแก่นแท้ของพระเจ้าในทุกชั่วขณะในครรลองแห่งประสบการณ์ของพวกเขา เป็นพระอุปนิสัยและแก่นแท้ของพระองค์นั่นเองที่จัดหาให้กับชีวิตตลอดชั่วชีวิตของคนเรา  ทันทีที่พวกเขาเข้าใจพระอุปนิสัยของพระเจ้า พวกเขาก็จะสามารถยำเกรงพระเจ้าได้ดีขึ้น ร่วมมือกับพระราชกิจของพระเจ้าได้ดีขึ้น และคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้ามากขึ้น และทำหน้าที่ของพวกเขาได้ตามที่ถูกควร  เช่นนี้คือท่าทีต่อพระอุปนิสัยของพระเจ้าที่ผู้คนสองชนิดยึดถือ  ประเภทแรกไม่ต้องการเข้าใจพระอุปนิสัยของพระเจ้า  แม้พวกเขาจะพูดว่าพวกเขาต้องการเข้าใจพระอุปนิสัยของพระเจ้า ทำความรู้จักพระเจ้าพระองค์เอง มองเห็นสิ่งที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็น และซาบซึ้งในเจตนารมณ์ของพระเจ้าอย่างถ่องแท้ แต่ลึกลงไปนั้น พวกเขาอยากให้พระเจ้าไม่ทรงดำรงอยู่เสียจะดีกว่า  เป็นเพราะผู้คนชนิดนี้ต้านทานและกบฏต่อพระเจ้าอย่างต่อเนื่อง พวกเขาต่อสู้กับพระเจ้าเพื่อตำแหน่งในหัวใจของพวกเขาเอง และบ่อยครั้งที่กังขาหรือถึงขั้นปฏิเสธการทรงดำรงอยู่ของพระเจ้า  พวกเขาไม่ต้องการปล่อยให้พระอุปนิสัยของพระเจ้า หรือพระเจ้าผู้ทรงเป็นจริงพระองค์เองยึดครองหัวใจของพวกเขา  พวกเขาเพียงต้องการสนองความอยาก จินตนาการ และความทะเยอทะยานของพวกเขาเองเท่านั้น  ดังนั้นผู้คนเหล่านี้อาจเชื่อในพระเจ้า ติดตามพระเจ้า และอาจยอมล้มเลิกครอบครัวและงานของพวกเขาเพื่อพระองค์อีกด้วย แต่พวกเขาไม่ระงับจากหนทางชั่วของพวกเขา  บางคนถึงกับขโมยหรือผลาญของถวาย หรือแอบสาปแช่งพระเจ้าอยู่ลับๆ ในขณะที่คนอื่นอาจใช้ตำแหน่งของพวกเขาให้คำพยานซ้ำๆ เกี่ยวกับตัวเอง ยกย่องตัวเอง และแข่งขันกับพระเจ้าเพื่อผู้คนและสถานภาพ  พวกเขาใช้วิธีการและมาตรการสารพัดเพื่อทำให้ผู้คนเคารพบูชาพวกเขา พยายามชนะใจผู้คนและควบคุมพวกเขาอยู่เป็นนิตย์  บางคนถึงกับเจตนาทำให้ผู้คนเข้าใจผิดคิดว่าพวกเขาเป็นพระเจ้าเพื่อที่พวกเขาจะได้รับการปฏิบัติเหมือนเป็นพระเจ้า  พวกเขาจะไม่มีวันบอกใครว่าพวกเขาถูกทำให้เสื่อมทรามไปแล้ว—พวกเขาก็เสื่อมทรามและโอหังเช่นกัน อย่าเคารพบูชาพวกเขาเลย และไม่ว่าพวกเขาจะทำได้ดีเพียงใดก็ล้วนเป็นเพราะการยกชูจากพระเจ้า ไม่ว่าอย่างไร พวกเขาก็กำลังทำสิ่งที่พวกเขาควรจะทำอยู่แล้ว  เหตุใดพวกเขาจึงไม่พูดสิ่งเหล่านี้เล่า?  เพราะพวกเขากลัวอย่างลึกล้ำที่จะสูญเสียที่ทางของพวกเขาในหัวใจของผู้คน  นี่คือสาเหตุที่ผู้คนเช่นนี้ไม่มีวันยกย่องพระเจ้า และไม่มีวันเป็นพยานให้พระเจ้า พวกเขาไม่ยกย่องพระเจ้าหรือเป็นพยานให้พระเจ้าเพราะพวกเขาไม่เคยได้พยายามเข้าใจพระเจ้า  พวกเขาสามารถรู้จักพระเจ้าโดยไม่เข้าใจพระองค์ได้หรือ?  เป็นไปไม่ได้!  ดังนั้น ในขณะที่พระวจนะในหัวข้อ “พระราชกิจของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระเจ้า และพระเจ้าพระองค์เอง” อาจเรียบง่าย แต่พระวจนะเหล่านั้นมีความหมายแตกต่างกันสำหรับแต่ละบุคคล  สำหรับใครบางคนที่กบฏต่อพระเจ้า ต้านทานพระเจ้า และไม่เป็นมิตรต่อพระเจ้าบ่อยๆ พระวจนะเหล่านั้นเป็นลางบอกเหตุถึงการกล่าวโทษ ในขณะที่บางคนที่ไล่ตามเสาะหาความเป็นจริงความจริง และมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าบ่อยครั้ง เพื่อแสวงหาเจตนารมณ์ของพระเจ้า จะชอบพระวจนะเช่นนี้เหมือนปลารักน้ำ  ดังนั้นจึงมีพวกที่อยู่ท่ามกลางพวกเจ้าที่เริ่มปวดหัว หัวใจของพวกเขาเกิดเต็มไปด้วยการต้านทาน และพวกเขากลายเป็นอึดอัดอย่างที่สุด เมื่อพวกเขาได้ยินการพูดถึงพระอุปนิสัยของพระเจ้าและพระราชกิจของพระเจ้า  แต่ก็มีคนอื่นๆ ในหมู่พวกเจ้าที่รู้สึกว่าหัวข้อนี้คือสิ่งที่พวกเขาต้องการโดยแท้ เพราะมีประโยชน์ต่อพวกเขามาก เป็นบางสิ่งที่ไม่อาจขาดหายไปจากประสบการณ์ชีวิตของพวกเขาได้ เป็นประเด็นสำคัญของประเด็นสำคัญ เป็นรากฐานแห่งความเชื่อในพระเจ้า และเป็นบางสิ่งที่มวลมนุษย์ไม่สามารถทอดทิ้งได้  สำหรับพวกเจ้าทั้งหมด หัวข้อนี้อาจดูเหมือนทั้งใกล้และไกล ไม่รู้จัก แต่ทว่าคุ้นเคย  แต่ไม่สำคัญว่าจะเป็นอะไร นี่คือหัวข้อที่ทุกคนต้องฟัง ต้องรู้ และต้องเข้าใจ  ไม่สำคัญว่าเจ้าจะจัดการกับหัวข้อนี้อย่างไร ไม่สำคัญว่าเจ้าจะมองหัวข้อนี้อย่างไร หรือเจ้าจะเข้าใจหัวข้อนี้อย่างไร แต่ความสำคัญของหัวข้อนี้ก็ไม่อาจเพิกเฉยได้เลย

—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระราชกิจของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระเจ้า และพระเจ้าพระองค์เอง 1

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 21

พระเจ้าได้ทรงทำพระราชกิจของพระองค์นับตั้งแต่พระองค์ได้ทรงสร้างมวลมนุษย์  ในตอนเริ่มต้น มันเป็นพระราชกิจที่เรียบง่ายมาก แต่ถึงแม้ว่ามันจะมีความเรียบง่าย แต่ก็ได้บรรจุการแสดงออกทั้งหลายเกี่ยวกับแก่นแท้และพระอุปนิสัยของพระเจ้าเอาไว้  ในขณะที่พระราชกิจของพระเจ้าได้รับการยกระดับขึ้นแล้วตอนนี้ และพระราชกิจนี้กับบุคคลทุกคนที่ติดตามพระองค์ได้กลายเป็นยิ่งใหญ่อลังการและเป็นรูปธรรมด้วยการแสดงออกอันยิ่งใหญ่แห่งพระวจนะของพระองค์ สภาวะบุคคลทั้งหมดทั้งสิ้นของพระเจ้าได้ถูกซ่อนเร้นไว้จากมวลมนุษย์  แม้ว่าพระองค์ได้ประสูติเป็นมนุษย์สองครั้ง นับจากกาลเวลาแห่งเรื่องราวทั้งหลายในพระคัมภีร์จนถึงวันเวลาปัจจุบัน แต่มีใครบ้างที่ได้เคยเห็นสภาวะบุคคลจริงของพระเจ้า?  บนพื้นฐานความเข้าใจของพวกเจ้า มีผู้ใดบ้างได้เคยเห็นสภาวะบุคคลจริงของพระเจ้า?  ไม่  ไม่มีใครเคยได้เห็นสภาวะบุคคลจริงของพระเจ้า ซึ่งหมายความว่าไม่มีใครเคยได้เห็นพระองค์ที่แท้จริงของพระเจ้า  นี่คือบางสิ่งที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกัน  กล่าวคือสภาวะบุคคลจริงของพระเจ้า หรือพระวิญญาณของพระเจ้าได้รับการปกปิดจากมนุษยชาติทั้งปวง รวมถึงอาดัมและเอวาผู้ที่พระองค์ได้ทรงสร้าง และรวมถึงโยบผู้ชอบธรรมผู้ที่พระองค์ได้ทรงยอมรับ  พวกเขาไม่มีสักคนได้เห็นสภาวะบุคคลจริงของพระเจ้า  ว่าแต่เหตุใดหรือพระเจ้าจึงทรงจงใจเจตนาสวมหน้ากากปิดบังสภาวะบุคคลจริงของพระองค์?  ผู้คนบางคนพูดว่า “พระเจ้าทรงกลัวที่จะทำให้ผู้คนตกใจกลัว”  คนอื่นๆ พูดว่า “พระเจ้าทรงซ่อนสภาวะบุคคลจริงของพระองค์ เพราะมนุษย์นั้นเล็กเกินไป และพระเจ้ายิ่งใหญ่เกินไป มนุษย์ไม่อาจเห็นพระองค์ ไม่เช่นนั้นพวกเขาจะตาย”  และยังมีพวกที่พูดว่า “พระเจ้ากำลังทรงยุ่งอยู่กับการบริหารจัดการพระราชกิจของพระองค์ทุกวัน และพระองค์อาจจะไม่ทรงมีเวลาปรากฏพระองค์เพื่อที่ผู้อื่นอาจมองเห็นพระองค์”  ไม่สำคัญว่าพวกเจ้าเชื่ออะไร เรามีบทสรุปปิดตัวอยู่ตรงนี้  บทสรุปปิดตัวนั้นคืออะไร?  บทสรุปปิดตัวนั้นคือพระเจ้าเพียงไม่ทรงต้องการให้ผู้คนเห็นสภาวะบุคคลจริงของพระองค์  การที่ยังคงซ่อนตัวจากมนุษยชาติเป็นบางสิ่งที่พระเจ้าทรงทำโดยตั้งใจ  กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือเป็นพระเจตนาของพระเจ้าที่ทรงไม่ให้ผู้คนเห็นสภาวะบุคคลจริงของพระองค์  ถึงตอนนี้ นี่ก็ควรชัดเจนแล้วสำหรับทุกคน  หากพระเจ้าไม่เคยได้ทรงเปิดเผยสภาวะบุคคลจริงของพระองค์แก่ผู้ใด เช่นนั้นแล้วพวกเจ้าคิดหรือว่าสภาวะบุคคลของพระเจ้าทรงมีอยู่จริง?  (พระองค์ทรงมีอยู่จริง)  แน่นอนพระองค์ทรงมีอยู่จริง  การทรงดำรงอยู่ของสภาวะบุคคลของพระเจ้าอยู่เหนือความกังขาทั้งมวล  แต่ในส่วนที่เกี่ยวกับว่าสภาวะบุคคลของพระเจ้านั้นยิ่งใหญ่เพียงใดหรือพระองค์ทรงดูเหมือนอะไร มวลมนุษย์ควรเจาะลึกคำถามเหล่านี้หรือไม่?  ไม่ควร  คำตอบเป็นลบ  หากสภาวะบุคคลของพระเจ้าไม่ใช่หัวข้อที่พวกเราควรท่องสำรวจ เช่นนั้นแล้วหัวข้อใดเล่าที่ใช่?  (พระอุปนิสัยของพระเจ้า)  (พระราชกิจของพระเจ้า)  อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เราจะเริ่มต้นสามัคคีธรรมเกี่ยวกับหัวข้อที่เป็นทางการ พวกเรามาย้อนกลับไปยังสิ่งที่เรากำลังเสวนากันเมื่อครู่ก่อน นั่นคือ เหตุใดหรือพระเจ้าจึงไม่เคยทรงเปิดเผยสภาวะบุคคลของพระองค์ต่อมวลมนุษย์เลย?  เหตุใดพระเจ้าจึงทรงเจตนาซ่อนสภาวะบุคคลของพระองค์จากมวลมนุษย์?  มีเพียงเหตุผลเดียวเท่านั้น นั่นคือ แม้ว่ามนุษย์ซึ่งพระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้น ได้มีประสบการณ์กับหลายพันปีแห่งพระราชกิจของพระองค์ แต่ก็ไม่มีบุคคลใดสักคนที่รู้จักพระราชกิจของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระเจ้า และแก่นแท้ของพระเจ้า  ในสายพระเนตรของพระเจ้านั้น ผู้คนเช่นนี้อยู่ตรงข้ามกับพระองค์ และพระเจ้าจะไม่ทรงแสดงพระองค์เองต่อผู้คนที่ไม่เป็นมิตรต่อพระองค์  นี่คือเหตุผลเดียวที่พระเจ้าไม่เคยได้ทรงเปิดเผยสภาวะบุคคลของพระองค์ต่อมวลมนุษย์ และเหตุผลที่พระองค์ทรงจงใจกำบังสภาวะบุคคลของพระองค์เอาไว้จากมวลมนุษย์  บัดนี้ ความสำคัญของการรู้จักพระอุปนิสัยของพระเจ้านั้นชัดเจนสำหรับพวกเจ้าแล้วหรือไม่?

—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระราชกิจของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระเจ้า และพระเจ้าพระองค์เอง 1

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 22

นับตั้งแต่การบริหารจัดการของพระเจ้าดำรงอยู่มา พระองค์ได้ทรงทุ่มเทอุทิศอย่างเต็มที่ในการดำเนินการพระราชกิจของพระองค์เสมอ  แม้จะทรงปิดคลุมสภาวะบุคคลของพระองค์จากมนุษย์ แต่พระองค์ก็ได้ทรงอยู่เคียงข้างมนุษย์เสมอ ทรงทำพระราชกิจกับมนุษย์ ทรงแสดงออกถึงพระอุปนิสัยของพระองค์ ทรงนำมนุษยชาติทั้งมวลด้วยแก่นแท้ของพระองค์ และทรงทำพระราชกิจของพระองค์กับผู้คนทุกๆ คนโดยผ่านทางพระอิทธิฤทธิ์ของพระองค์ พระปัญญาของพระองค์ และสิทธิอำนาจของพระองค์ จึงนำมาสู่การเป็นยุคธรรมบัญญัติ ยุคพระคุณ และยุคแห่งราชอาณาจักรของวันนี้  แม้ว่าพระเจ้าทรงปกปิดสภาวะบุคคลของพระองค์จากมนุษย์ แต่พระอุปนิสัยของพระองค์ สิ่งที่พระองค์ทรงเป็นและสิ่งทรงครองทั้งหลายของพระองค์ และเจตนารมณ์ของพระองค์ต่อมวลมนุษย์นั้นถูกเปิดเผยต่อมนุษย์อย่างไม่มีการสงวนเพื่อให้มนุษย์ได้เห็นและได้รับประสบการณ์  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ แม้ว่ามนุษย์ไม่สามารถมองเห็นหรือแตะต้องพระเจ้าได้ พระอุปนิสัยและแก่นแท้ของพระเจ้าที่มนุษยชาติได้เผชิญก็คือการแสดงออกอย่างสมบูรณ์ของพระเจ้าพระองค์เอง  นั่นไม่ใช่ความจริงหรอกหรือ?  โดยไม่คำนึงถึงหนทางหรือมุมของวิธีเข้าหาที่พระเจ้าทรงเลือกสำหรับพระราชกิจของพระองค์ พระองค์ทรงปฏิบัติต่อผู้คนโดยผ่านทางพระอัตลักษณ์ที่แท้จริงของพระองค์ ทรงทำพระราชกิจซึ่งเป็นหน้าที่ของพระองค์ และตรัสพระวจนะที่พระองค์ต้องตรัสอย่างแน่นอนเสมอ  ไม่สำคัญว่าพระเจ้าตรัสจากตำแหน่งใด—พระองค์อาจกำลังประทับยืนอยู่ในสวรรค์ชั้นที่สาม หรือกำลังประทับยืนอยู่ในเนื้อหนัง หรือแม้แต่ในฐานะบุคคลธรรมดา—พระองค์ตรัสกับมนุษย์อย่างสุดหัวใจของพระองค์และสุดจิตใจของพระองค์เสมอ โดยปราศจากการหลอกลวงหรือการปกปิดอันใด  เมื่อพระองค์ทรงดำเนินการพระราชกิจของพระองค์ พระเจ้าทรงแสดงออกถึงพระวจนะของพระองค์และพระอุปนิสัยของพระองค์ และทรงแสดงออกถึงสิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็น โดยปราศจากการหวงแหนอันใด  พระองค์ทรงนำทางมวลมนุษย์ด้วยพระชนม์ชีพของพระองค์และสิ่งที่พระองค์ทรงเป็นและสิ่งทรงครองของพระองค์  นี่คือวิธีที่มนุษย์ได้ใช้ชีวิตโดยผ่านทางยุคธรรมบัญญัติ—ยุคกำเนิดของมนุษยชาติ—ภายใต้การทรงนำทางของพระเจ้า “ที่ไม่สามารถมองเห็นและไม่สามารถแตะต้องได้”

พระเจ้าได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ครั้งแรกหลังยุคธรรมบัญญัติ—เป็นการประสูติเป็นมนุษย์ที่ยาวนานถึงสามสิบสามปีครึ่ง  สำหรับมนุษย์ สามสิบสามปีครึ่งเป็นเวลานานหรือไม่?  (ไม่นาน)  ในเมื่ออายุขัยของมนุษย์โดยปกติแล้วยาวนานกว่าสามสิบปีกว่าโดยประมาณมาก นี่จึงไม่ใช่เวลานานมากสำหรับมนุษย์  แต่สำหรับพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ เวลาสามสิบสามปีครึ่งนี้ยาวนานจริงๆ  พระองค์ได้ทรงกลายเป็นบุคคลผู้หนึ่ง—บุคคลธรรมดาที่ต้องรับผิดชอบต่อพระราชกิจและพระบัญชาของพระเจ้า  นี่หมายความว่าพระองค์ได้ทรงต้องยอมรับพระราชกิจที่คนธรรมดาไม่สามารถรับมือได้ ในขณะเดียวกันก็ต้องทรงทนฝ่าความทุกข์ซึ่งคนธรรมดาไม่สามารถทนทานได้อีกด้วย  ปริมาณความทุกข์ที่องค์พระเยซูเจ้าได้ทรงทนฝ่าในระหว่างยุคพระคุณ จากการเริ่มต้นของพระราชกิจของพระองค์จนถึงเวลาที่พระองค์ทรงถูกตรึงกางเขน อาจไม่ใช่บางสิ่งที่ผู้คนในวันนี้จะสามารถรู้เห็นด้วยตัวเองได้ แต่อย่างน้อย พวกเจ้าไม่สามารถมีแนวคิดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้เลยโดยผ่านทางเรื่องราวทั้งหลายในพระคัมภีร์หรอกหรือ?  โดยไม่คำนึงถึงว่ามีรายละเอียดมากเพียงใดในข้อเท็จจริงที่บันทึกไว้เหล่านี้ รวมความแล้ว พระราชกิจของพระเจ้าในระหว่างช่วงเวลานี้เต็มไปด้วยความยากลำบากและความทุกข์  สำหรับมนุษย์ที่เสื่อมทราม สามสิบสามปีครึ่งไม่ใช่เวลานาน ความทุกข์เล็กน้อยก็เป็นเรื่องเล็ก  แต่สำหรับพระเจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ไร้ความด่างพร้อย ผู้ซึ่งต้องแบกรับบาปทั้งหมดของมวลมนุษย์ และกิน นอน และมีชีวิตอยู่กับคนบาปทั้งหลาย ความเจ็บปวดนี้หนักหนาสาหัสอย่างไม่น่าเชื่อ  พระองค์ทรงเป็นพระผู้สร้าง องค์อธิปัตย์แห่งทุกสรรพสิ่ง และองค์อธิปัตย์แห่งทุกสิ่งทุกอย่าง กระนั้นเมื่อพระองค์ได้เสด็จมาในโลก พระองค์ต้องทรงทนฝ่าการบีบบังคับและความทารุณของมนุษย์ที่เสื่อมทราม  เพื่อที่จะทำให้พระราชกิจของพระองค์ครบบริบูรณ์ และช่วยกู้มนุษยชาติจากทะเลแห่งความระทมทุกข์ พระองค์ต้องทรงถูกมนุษย์กล่าวโทษ และแบกรับความบาปของมวลมนุษย์ทั้งปวง  ขอบเขตแห่งความทุกข์ที่พระองค์ได้ทรงก้าวผ่านไม่สามารถหยั่งลึกและซาบซึ้งโดยผู้คนธรรมดาได้  ความทุกข์นี้เป็นตัวแทนของอะไร?  มันเป็นตัวแทนของการที่พระเจ้าทรงอุทิศต่อมวลมนุษย์  มันหมายถึงการเหยียดหยามที่พระองค์ได้ทรงทนทุกข์และราคาที่พระองค์ได้ทรงจ่ายไปเพื่อความรอดของมนุษย์ เพื่อไถ่บาปของพวกเขา และเพื่อทำให้พระราชกิจช่วงระยะนี้ของพระองค์ครบบริบูรณ์  มันยังหมายความอีกด้วยว่ามนุษย์จะได้รับการไถ่บาปจากกางเขนโดยพระเจ้า  นี่คือราคาที่จ่ายไปด้วยโลหิต ด้วยชีวิต และเป็นราคาที่ไม่มีสิ่งทรงสร้างอันใดสามารถจ่ายไหว  เป็นเพราะพระองค์ทรงมีแก่นแท้ของพระเจ้า และทรงครองสิ่งที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็น พระองค์จึงทรงสามารถแบกรับความทุกข์แบบนี้และทรงทำพระราชกิจแบบนี้ได้  นี่คือบางสิ่งที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตทรงสร้างใดเลยที่สามารถทำแทนพระองค์ได้  นี่คือพระราชกิจของพระเจ้าในระหว่างยุคพระคุณ และวิวรณ์แห่งพระอุปนิสัยของพระองค์  เรื่องนี้เปิดเผยสิ่งใดเกี่ยวกับสิ่งที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็นหรือไม่?  มันคุ้มค่าหรือไม่ที่มวลมนุษย์จะทำความรู้จัก?  ในยุคนั้น แม้ว่ามนุษย์ไม่ได้เห็นสภาวะบุคคลของพระเจ้า พวกเขาก็ได้รับเครื่องบูชาลบล้างบาปของพระเจ้า และได้รับการไถ่จากกางเขนโดยพระเจ้า  มวลมนุษย์อาจไม่คุ้นเคยกับพระราชกิจที่พระเจ้าทรงทำในระหว่างยุคพระคุณ แต่มีผู้ใดบ้างที่คุ้นเคยกับพระอุปนิสัยและเจตนารมณ์ที่พระเจ้าทรงแสดงออกในระหว่างช่วงเวลานี้?  มนุษย์เพียงรู้เกี่ยวกับรายละเอียดของพระราชกิจของพระเจ้าในระหว่างยุคทั้งหลาย และโดยผ่านทางช่องทางทั้งหลาย หรือรู้เกี่ยวกับเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับพระเจ้าที่ได้เกิดขึ้นในเวลาเดียวกันกับที่พระเจ้าได้กำลังทรงดำเนินการพระราชกิจของพระองค์  รายละเอียดและเรื่องราวเหล่านี้อย่างมากก็เป็นเพียงข่าวสารหรือตำนานเกี่ยวกับพระเจ้า และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอันใดกับพระอุปนิสัยและแก่นแท้ของพระเจ้า  ดังนั้น ไม่สำคัญว่าผู้คนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับพระเจ้ากี่เรื่อง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขามีความเข้าใจและความรู้ลึกซึ้งเกี่ยวกับพระอุปนิสัยของพระเจ้า หรือแก่นแท้ของพระองค์  เฉกเช่นในยุคธรรมบัญญัติ แม้ว่าผู้คนในยุคพระคุณได้มีประสบการณ์กับการเผชิญกับพระเจ้าในเนื้อหนังอย่างทันทีทันใดและใกล้ชิด  แต่ความรู้ของพวกเขาเกี่ยวกับพระอุปนิสัยของพระเจ้าและแก่นแท้ของพระเจ้านั้นไม่มีอยู่จริงโดยแท้

ในยุคแห่งราชอาณาจักร พระเจ้าได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง ด้วยวิธีเดียวกันกับที่พระองค์ได้ทรงทำในครั้งแรก  ในระหว่างช่วงเวลานี้ของพระราชกิจ พระเจ้ายังคงทรงแสดงออกถึงพระวจนะของพระองค์อย่างไม่หวงแหน ทรงทำพระราชกิจที่พระองค์ทรงรับผิดชอบ และแสดงออกถึงสิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็น  ในเวลาเดียวกัน พระองค์ทรงทนฝ่าและยอมผ่อนปรนต่อความเป็นกบฏและความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของมนุษย์ต่อไป  พระเจ้าไม่ทรงเปิดเผยพระอุปนิสัยของพระองค์ และแสดงออกถึงเจตนารมณ์ของพระองค์ในระหว่างช่วงเวลาแห่งพระราชกิจนี้อย่างต่อเนื่องเช่นกันหรอกหรือ?  เพราะฉะนั้น ตั้งแต่การทรงสร้างมนุษย์จนถึงบัดนี้ พระอุปนิสัยของพระเจ้า สิ่งที่พระองค์ทรงเป็น และสิ่งทรงครองทั้งหลายของพระองค์ และเจตนารมณ์ของพระองค์ จะได้เปิดกว้างต่อบุคคลทุกคนเสมอมา  พระเจ้าไม่เคยได้ทรงจงใจซ่อนแก่นแท้ของพระองค์ พระอุปนิสัยของพระองค์ หรือน้ำพระทัยของพระองค์  เป็นเพียงว่ามวลมนุษย์ไม่ใส่ใจเกี่ยวกับสิ่งที่พระเจ้ากำลังทรงทำ สิ่งที่เป็นเจตนารมณ์ของพระองค์—นั่นคือสาเหตุที่มนุษย์มีความเข้าใจที่น่าสมเพชเกี่ยวกับพระเจ้า  กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในขณะที่พระเจ้าทรงปกปิดสภาวะบุคคลของพระองค์ พระองค์ก็กำลังประทับยืนเคียงข้างมนุษย์ทุกชั่วขณะ กำลังทรงแสดงเจตนารมณ์ พระอุปนิสัย และแก่นแท้ของพระองค์ออกมาอย่างเปิดเผยตลอดเวลา  ในแง่มุมหนึ่ง สภาวะบุคคลของพระเจ้าก็เปิดกว้างแก่ผู้คนด้วยเช่นกัน แต่เพราะความมืดบอดและความเป็นกบฏของมนุษย์ พวกเขาจึงไม่มีวันสามารถมองเห็นการทรงปรากฏของพระเจ้าได้  ดังนั้นหากเป็นเช่นนั้นจริง การเข้าใจพระอุปนิสัยของพระเจ้าและพระเจ้าพระองค์เองไม่ควรเป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคนหรอกหรือ?  นั่นเป็นคำถามที่ตอบยากมากมิใช่หรือ?  เจ้าสามารถพูดได้ว่ามันง่าย แต่ในขณะที่ผู้คนบางคนพยายามรู้จักพระเจ้า พวกเขาก็ไม่สามารถทำความรู้จักพระองค์ หรือทำความเข้าใจพระองค์ได้อย่างชัดเจนจริงๆ—มันพร่ามัวและคลุมเครือเสมอ  แต่หากเจ้าพูดว่ามันไม่ง่าย นั่นก็ไม่ถูกต้องเช่นกัน  หลังจากได้เป็นประชากรแห่งพระราชกิจของพระเจ้ามานานเหลือเกิน ทุกคนควรได้มีการติดต่อที่แท้จริงกับพระเจ้า โดยผ่านทางประสบการณ์ของพวกเขา  อย่างน้อยพวกเขาควรได้มีสำนึกรับรู้ถึงพระเจ้าในบางระดับในหัวใจของพวกเขา หรือได้มีการสัมผัสทางจิตวิญญาณกับพระเจ้า และอย่างน้อยพวกเขาควรมีความตระหนักรู้เชิงลึกเกี่ยวกับพระอุปนิสัยของพระเจ้า หรือได้รับความเข้าใจบ้างเกี่ยวกับพระองค์  ตั้งแต่เวลาที่มนุษย์เริ่มติดตามพระเจ้าจนถึงบัดนี้ มวลมนุษย์ได้รับมามากเกินไปแล้ว แต่ด้วยเหตุผลมากมายทุกชนิด—ขีดความสามารถที่ต่ำ ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ความเป็นกบฏ และเจตนาทั้งหลายของมนุษย์—มวลมนุษย์ก็ได้สูญเสียไปมากเกินไปเช่นกัน  พระเจ้าไม่ได้ทรงให้มวลมนุษย์อย่างเพียงพอแล้วหรอกหรือ?  แม้ว่าพระเจ้าจะทรงซ่อนสภาวะบุคคลของพระองค์จากมนุษยชาติ แต่พระองค์ก็ทรงหล่อเลี้ยงมนุษย์ด้วยสิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็น และพระชนม์ชีพของพระองค์ ความรู้เรื่องพระเจ้าของมนุษยชาติไม่ควรจะเป็นอย่างที่เป็นอยู่ในตอนนี้เท่านั้น  นั่นคือเหตุผลที่เราคิดว่าจำเป็นต้องมีสามัคคีธรรมเพิ่มเติมกับพวกเจ้าเกี่ยวกับหัวข้อ พระราชกิจของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระเจ้า และพระเจ้าพระองค์เอง  จุดประสงค์คือเพื่อให้หลายพันปีแห่งการดูแลและความคำนึงถึงที่พระเจ้าได้ทรงมอบให้มนุษย์นั้นไม่อวสานลงอย่างไร้ประโยชน์ และเพื่อให้มวลมนุษย์สามารถเข้าใจและซาบซึ้งในเจตนารมณ์ของพระเจ้าที่มีต่อพวกเขาอย่างแท้จริง  มันเป็นเพื่อให้ผู้คนสามารถก้าวไปสู่ขั้นตอนใหม่ในความรู้เรื่องพระเจ้าของพวกเขา  มันยังจะคืนพระเจ้ากลับสู่ที่ที่แท้จริงของพระองค์ในหัวใจของผู้คนอีกด้วย นั่นคือ ทำความยุติธรรมให้พระองค์

—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระราชกิจของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระเจ้า และพระเจ้าพระองค์เอง 1

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 23

พระบัญชาของพระเจ้าต่ออาดัม

ปฐมกาล 2:15-17  พระยาห์เวห์พระเจ้าจึงทรงให้มนุษย์นั้นอาศัยอยู่ในสวนเอเดน ให้ทำและดูแลสวน  พระยาห์เวห์พระเจ้าจึงตรัสสั่งมนุษย์นั้นว่า “ผลไม้ทุกอย่างในสวนนี้ เจ้ากินได้ตามใจชอบ แต่ผลของต้นไม้แห่งการรู้ถึงความดีและความชั่วนั้น ห้ามเจ้ากิน เพราะในวันใดที่เจ้ากิน เจ้าจะต้องตายแน่”

พวกเจ้าได้รับรู้อะไรบ้างจากข้อเขียนเหล่านี้?  ส่วนนี้ของพระคัมภีร์ทำให้พวกเจ้ารู้สึกอย่างไร?  ทำไมเราจึงได้ตัดสินใจพูดถึงพระบัญชาของพระเจ้าต่ออาดัม?  บัดนี้พวกเจ้าแต่ละคนมีพระฉายาของพระเจ้าและอาดัมในจิตใจของพวกเจ้าหรือไม่?  พวกเจ้าลองจินตนาการดูว่า หากพวกเจ้าได้เป็นคนที่อยู่ในฉากนั้น ลึกลงไปเจ้าคิดว่าพระเจ้าจะทรงเป็นเหมือนอะไร?  การขบคิดเกี่ยวกับการนี้ทำให้พวกเจ้ารู้สึกอย่างไร?  นี่เป็นภาพที่เร้าอารมณ์และอบอุ่นใจภาพหนึ่ง  แม้ว่าจะมีเพียงพระเจ้าและมนุษย์อยู่ในภาพ แต่ความสนิทสนมระหว่างพวกเขาทำให้เจ้าเต็มไปด้วยสำนึกของความชื่นชม กล่าวคือ ความรักท่วมท้นของพระเจ้านั้นได้ถูกประทานแก่มนุษย์อย่างอิสระ และล้อมรอบมนุษย์ มนุษย์นั้นไร้มลทินและบริสุทธิ์ ปราศจากภาระผูกพันและไร้กังวล มีชีวิตบรมสุขภายใต้สายพระเนตรของพระเจ้า พระเจ้าทรงแสดงความห่วงใยต่อมนุษย์ในขณะที่มนุษย์มีชีวิตภายใต้การคุ้มครองปกป้องและพรจากพระเจ้า ทุกๆ สิ่งที่มนุษย์ทำและพูดนั้นเชื่อมโยงกันอย่างเหนียวแน่นและแยกไม่ออกจากพระเจ้า

นี่อาจเรียกได้ว่าพระบัญชาแรกของพระเจ้าต่อมนุษย์หลังจากทรงสร้างเขา  พระบัญชานี้สื่อถึงอะไร?  พระบัญชานี้สื่อถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า แต่ก็สื่อถึงความวิตกกังวลของพระองค์ต่อมวลมนุษย์อีกด้วย  นี่คือพระบัญชาแรกของพระเจ้า และเป็นครั้งแรกที่พระเจ้าทรงแสดงออกถึงความวิตกกังวลต่อมนุษย์อีกด้วย  กล่าวคือพระเจ้าได้ทรงรู้สึกถึงความรับผิดชอบต่อมนุษย์ตั้งแต่ชั่วขณะที่พระองค์ได้ทรงสร้างมนุษย์  อะไรคือความรับผิดชอบของพระองค์?  พระองค์ต้องทรงคุ้มครองปกป้องมนุษย์ ดูแลมนุษย์  พระองค์ทรงหวังว่ามนุษย์จะสามารถไว้ใจและเชื่อฟังพระวจนะของพระองค์ได้  นี่คือความคาดหวังแรกของพระเจ้าต่อมนุษย์  ด้วยความคาดหวังนี้นี่เองพระเจ้าจึงตรัสดังต่อไปนี้ “ผลไม้ทุกอย่างในสวนนี้ เจ้ากินได้ตามใจชอบ แต่ผลของต้นไม้แห่งการรู้ถึงความดีและความชั่วนั้น ห้ามเจ้ากิน เพราะในวันใดที่เจ้ากิน เจ้าจะต้องตายแน่”  พระวจนะเรียบง่ายเหล่านี้เป็นตัวแทนของเจตนารมณ์ของพระเจ้า  พระวจนะเหล่านี้ยังเปิดเผยอีกด้วยว่า ในพระทัยของพระองค์ พระเจ้าได้ทรงเริ่มแสดงความห่วงใยต่อมนุษย์แล้ว  ท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง มีเพียงอาดัมเท่านั้นที่ทรงสร้างขึ้นตามพระฉายาของพระเจ้า อาดัมเป็นสิ่งมีชีวิตเพียงอย่างเดียวที่มีลมปราณแห่งชีวิตของพระเจ้า เขาสามารถเดินกับพระเจ้าได้ สนทนากับพระเจ้าได้  นั่นคือเหตุผลที่พระเจ้าทรงให้พระบัญชานี้แก่เขา  พระเจ้าได้ทรงทำให้พระบัญชาของพระองค์ชัดเจนอย่างยิ่งในสิ่งที่มนุษย์สามารถทำได้และไม่สามารถทำได้

ในพระวจนะเรียบง่ายไม่กี่คำนี้ พวกเราย่อมมองเห็นพระทัยของพระเจ้า  แต่หัวใจแบบใดกันที่แสดงตัวให้เห็น?  ในพระทัยของพระเจ้ามีความรักหรือไม่?  มีความห่วงใยหรือไม่?  ในข้อเขียนเหล่านี้ ความรักและความห่วงใยของพระเจ้าไม่เพียงสามารถซาบซึ้งได้เท่านั้น แต่ยังสามารถรู้สึกได้อย่างแนบชิดอีกด้วย  เจ้าจะไม่เห็นด้วยหรอกหรือ?  หลังจากได้ยินเราพูดเรื่องนี้ พวกเจ้ายังคงคิดว่าเหล่านี้เป็นเพียงคำพูดเรียบง่ายไม่กี่คำอยู่อีกหรือ?  อย่างไรก็ตามคำพูดเหล่านั้นไม่ได้เรียบง่ายนักใช่หรือไม่?  พวกเจ้าได้ไหวตัวรับรู้เรื่องนี้มาก่อนหรือไม่?  หากพระเจ้าได้ตรัสพระวจนะไม่กี่คำเหล่านี้กับเจ้าด้วยพระองค์เอง เจ้าจะรู้สึกอย่างไรข้างในเล่า?  หากเจ้าไม่ได้เป็นบุคคลที่มีมนุษยธรรม หากหัวใจของเจ้าเย็นปานน้ำแข็ง เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะไม่รู้สึกอะไรเลย เจ้าจะไม่ซาบซึ้งในความรักของพระเจ้า และเจ้าจะไม่พยายามเข้าใจพระทัยของพระเจ้า  แต่ในฐานะบุคคลที่มีมโนธรรมและสำนึกรับรู้ของสภาวะความเป็นมนุษย์ เจ้าจะรู้สึกต่างออกไป  เจ้าจะรู้สึกถึงความอบอุ่น เจ้าจะรู้สึกได้รับการใส่ใจและความรัก และเจ้าจะรู้สึกถึงความสุข  นั่นไม่ถูกต้องหรอกหรือ?  เมื่อเจ้ารู้สึกถึงสิ่งเหล่านี้ เจ้าจะปฏิบัติต่อพระเจ้าอย่างไร?  เจ้าจะรู้สึกผูกพันกับพระเจ้าหรือไม่?  เจ้าจะรักและเคารพพระเจ้าจากก้นบึ้งของหัวใจของเจ้าหรือไม่?  หัวใจของเจ้าจะเข้าใกล้ชิดกับพระเจ้ายิ่งขึ้นหรือไม่?  เจ้าสามารถเห็นได้จากเรื่องนี้ว่าความรักของพระเจ้าต่อมนุษย์นั้นสำคัญเพียงใด  แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งยวดกว่านั้นอีกคือความซาบซึ้งและการจับใจความของมนุษย์ต่อความรักของพระเจ้า  อันที่จริงพระเจ้าไม่ได้ตรัสสิ่งที่คล้ายกันมากมายในระหว่างพระราชกิจช่วงระยะนี้ของพระองค์หรอกหรือ?  วันนี้มีผู้คนที่ซาบซึ้งในพระทัยของพระเจ้าหรือไม่?  พวกเจ้าสามารถซาบซึ้งในเจตนารมณ์ของพระเจ้าที่เราเพิ่งพูดถึงได้หรือไม่?  พวกเจ้าไม่สามารถซาบซึ้งในเจตนารมณ์ของพระเจ้าอย่างแท้จริงได้ทั้งๆ ที่เป็นรูปธรรม จับต้องได้และเป็นจริงเช่นนี้  นั่นคือเหตุผลที่เราบอกว่าพวกเจ้าไม่มีความรู้และความเข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้า  นี่ไม่จริงหรอกหรือ?

—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระราชกิจของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระเจ้า และพระเจ้าพระองค์เอง 1

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 24

พระเจ้าทรงสร้างเอวา

ปฐมกาล 2:18-20  พระยาห์เวห์พระเจ้าตรัสว่า “การที่ชายผู้นี้จะอยู่แต่ลำพังนั้นไม่ดี เราจะสร้างคู่อุปถัมภ์ที่เหมาะสมกับเขาขึ้น”  พระยาห์เวห์พระเจ้าจึงทรงปั้นสัตว์ทุกชนิดในท้องทุ่ง และนกทุกชนิดในท้องฟ้าจากดิน แล้วทรงนำมายังชายนั้น เพื่อดูว่า เขาจะเรียกชื่อมันว่าอะไร ชายนั้นตั้งชื่อสัตว์ทุกชนิดที่มีชีวิตว่าอย่างไร สัตว์นั้นก็มีชื่ออย่างนั้น  ชายนั้นจึงตั้งชื่อสัตว์ใช้งานทุกชนิด และนกในอากาศและสัตว์ป่าทุกชนิด แต่ชายนั้นยังไม่พบคู่อุปถัมภ์ที่เหมาะสมกับเขา

ปฐมกาล 2:22-23  ส่วนกระดูกซี่โครงที่พระยาห์เวห์พระเจ้าได้ทรงชักออกจากชายนั้น พระองค์ทรงสร้างให้เป็นหญิง แล้วทรงนำมาให้ชายนั้น  ชายนั้นจึงว่า “นี่แหละ กระดูกจากกระดูกของเรา เนื้อจากเนื้อของเรา จะเรียกคนนี้ว่าหญิง เพราะคนนี้ออกมาจากชาย”

มีหนึ่งบรรทัดสำคัญในส่วนนี้ของคัมภีร์  ความว่า “ชายนั้นตั้งชื่อสัตว์ทุกชนิดที่มีชีวิตว่าอย่างไร สัตว์นั้นก็มีชื่ออย่างนั้น”  ดังนั้น ใครเล่าได้ให้ชื่อแก่สัตว์ทั้งหมดที่มีชีวิต?  คืออาดัมนั่นเอง ไม่ใช่พระเจ้า  บรรทัดนี้บอกข้อเท็จจริงข้อหนึ่งแก่มนุษยชาติ นั่นคือ พระเจ้าได้ทรงให้สติปัญญาแก่มนุษย์เมื่อพระองค์ได้ทรงสร้างเขา  กล่าวคือสติปัญญาของมนุษย์มาจากพระเจ้า  นี่คือความแน่นอน  แต่เหตุใดเล่า?  หลังจากที่พระเจ้าได้ทรงสร้างอาดัม อาดัมได้ไปโรงเรียนหรือไม่?  เขาได้รู้วิธีอ่านหรือไม่?  หลังจากพระเจ้าได้ทรงสร้างสัตว์ที่มีชีวิตมากมายหลากหลาย อาดัมได้จำสัตว์ทรงสร้างเหล่านี้ได้ทั้งหมดหรือไม่?  พระเจ้าได้ตรัสบอกเขาหรือไม่ว่าชื่อของสัตว์เหล่านั้นคืออะไรกันบ้าง?  แน่นอนว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงสอนให้เขารู้วิธีคิดหาชื่อของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้  นั่นคือความจริง!  เช่นนั้นแล้วอาดัมได้รู้วิธีให้ชื่อกับสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ และชื่อประเภทใดที่ให้กับพวกมันหรือไม่?  นี่เกี่ยวโยงกับคำถามที่เกี่ยวกับว่าพระเจ้าได้ทรงเพิ่มอะไรให้แก่อาดัมเมื่อพระองค์ได้ทรงสร้างเขา  ข้อเท็จจริงทั้งหลายพิสูจน์ให้เห็นว่าเมื่อพระเจ้าได้ทรงสร้างมนุษย์ พระองค์ได้ทรงเพิ่มเชาว์ปัญญาของพระองค์ให้แก่เขา  นี่เป็นประเด็นปัญหาสำคัญ ดังนั้นจงตั้งใจฟัง  ยังมีประเด็นปัญหาสำคัญอีกประเด็นปัญหาหนึ่งที่พวกเจ้าควรเข้าใจอีกด้วย นั่นคือ หลังจากอาดัมได้ให้ชื่อกับสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ ชื่อเหล่านี้ก็ได้กลายเป็นถูกบันทึกในประมวลคำศัพท์ของพระเจ้า  เหตุใดเราจึงพูดถึงการนี้?  เพราะการนี้เกี่ยวข้องกับพระอุปนิสัยของพระเจ้าเช่นกัน และนี่คือประเด็นปัญหาที่เราต้องขยายความเพิ่มเติม

พระเจ้าได้ทรงสร้างมนุษย์ ได้ทรงให้ลมปราณแห่งชีวิตแก่เขา และยังได้ทรงให้เชาว์ปัญญาของพระองค์ พระปรีชาสามารถของพระองค์ และสิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็นบางส่วนแก่เขาอีกด้วย  หลังจากพระเจ้าได้ทรงให้สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดแก่มนุษย์ มนุษย์ก็สามารถทำบางสิ่งได้โดยอิสระ และคิดด้วยตัวเองได้  หากสิ่งที่มนุษย์คิดขึ้นและทำเป็นสิ่งที่ดีในสายพระเนตรของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วพระเจ้าก็ทรงยอมรับและไม่ทรงก้าวก่าย  หากสิ่งที่มนุษย์ทำนั้นถูกต้อง พระเจ้าก็จะทรงปล่อยให้คงอยู่  ดังนั้นวลีที่ว่า “ชายนั้นตั้งชื่อสัตว์ทุกชนิดที่มีชีวิตว่าอย่างไร สัตว์นั้นก็มีชื่ออย่างนั้น” บ่งบอกอะไร?  วลีนี้บ่งบอกว่าพระเจ้าไม่ทรงเห็นสมควรที่จะเปลี่ยนแปลงชื่ออันใดที่ให้กับสัตว์ทั้งหลายที่มีชีวิตเหล่านั้น  ชื่อใดก็ตามที่อาดัมเรียกสิ่งมีชีวิต พระเจ้าจะตรัสว่า “เป็นตามนั้น” เพื่อยืนยันชื่อของสิ่งมีชีวิตนั้น  พระเจ้าได้ทรงแสดงข้อคิดเห็นใดในเรื่องนี้หรือไม่?  ไม่ พระองค์ไม่ได้ทรงทำเช่นนั้นอย่างแน่นอน  ดังนั้นพวกเจ้าได้รับรู้อะไรบ้างจากการนี้?  พระเจ้าได้ทรงให้สติปัญญาแก่มนุษย์ และมนุษย์ได้ใช้สติปัญญาที่พระเจ้าได้ทรงให้เพื่อทำสิ่งทั้งหลาย  หากสิ่งที่มนุษย์ทำนั้นเป็นด้านบวกในสายพระเนตรของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วพระเจ้าก็จะทรงยืนยัน รับรอง และยอมรับโดยปราศจากการพิพากษาหรือการวิจารณ์อันใด  นี่คือบางสิ่งที่ไม่มีบุคคล หรือวิญญาณชั่วใด หรือซาตานสามารถทำได้  พวกเจ้าเห็นการเปิดเผยถึงพระอุปนิสัยของพระเจ้าในที่นี้หรือไม่?  มนุษย์ บุคคลที่เสื่อมทราม หรือซาตานจะอนุญาตให้ผู้อื่นใดทำบางสิ่งในนามของพวกเขา ใต้จมูกของพวกเขาเลยหรือไม่?  ไม่อย่างแน่นอน!  พวกเขาจะสู้รบเพื่อแย่งชิงตำแหน่งนี้กับบุคคลอื่นหรือกองกำลังอื่นซึ่งแตกต่างจากพวกเขาหรือไม่?  แน่นอนพวกเขาจะสู้!  หากเป็นบุคคลที่เสื่อมทรามหรือซาตานซึ่งได้อยู่กับอาดัม ณ เวลานั้น พวกเขาคงจะได้ปฏิเสธสิ่งที่อาดัมกำลังทำไปแล้วอย่างแน่นอน  เพื่อพิสูจน์ว่าพวกเขามีความสามารถที่จะคิดได้โดยอิสระ และมีความรู้ความเข้าใจเชิงลึกที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวพวกเขาเอง พวกเขาก็คงจะได้ปฏิเสธทุกสิ่งทุกอย่างที่อาดัมได้ทำแล้วอย่างเบ็ดเสร็จว่า “เจ้าต้องการเรียกมันว่าเช่นนี้หรือ?  เอาละ ข้าจะไม่เรียกมันด้วยชื่อนี้ ข้าจะเรียกมันด้วยชื่อนั้น เจ้าได้เรียกมันว่าทอม แต่ข้าจะเรียกมันว่าแฮร์รี่  ข้าต้องแสดงให้เห็นว่าข้าฉลาดแค่ไหน”  นี่เป็นธรรมชาติแบบใดกัน?  ไม่โอหังอย่างดิบเถื่อนหรอกหรือ?  แล้วพระเจ้าเล่า?  พระองค์ทรงมีพระอุปนิสัยเช่นนี้หรือไม่?  พระเจ้าทรงมีข้อขัดข้องที่ไม่ธรรมดาอันใดกับสิ่งที่อาดัมกำลังทำอยู่หรือไม่?  คำตอบคือไม่อย่างไม่ต้องสงสัย!  ในพระอุปนิสัยที่พระเจ้าทรงเปิดเผย ไม่มีวี่แววแม้แต่น้อยของความชอบโต้เถียง ความโอหัง หรือความคิดว่าตนเองเป็นฝ่ายถูกเสมอ  ถึงตรงนี้สิ่งเหล่านั้นชัดเจน  นี่อาจดูเหมือนเป็นประเด็นปัญหาย่อย แต่หากเจ้าไม่เข้าใจแก่นแท้ของพระเจ้า หากหัวใจของเจ้าไม่พยายามคิดให้ออกว่าพระเจ้าทรงปฏิบัติพระองค์อย่างไร และอะไรคือท่าทีของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าจะไม่รู้จักพระอุปนิสัยของพระเจ้า หรือเห็นการแสดงออกและการเปิดเผยพระอุปนิสัยของพระเจ้า  ไม่ใช่เช่นนั้นหรอกหรือ?  พวกเจ้าเห็นด้วยหรือไม่กับสิ่งที่เราเพิ่งอธิบายแก่เจ้า?  ในการตอบสนองต่อการกระทำของอาดัม พระเจ้าไม่ได้ทรงประกาศอย่างยิ่งใหญ่ว่า “เจ้าได้ทำดีแล้ว เจ้าได้ทำถูกต้องแล้ว และเราก็เห็นชอบ!”  อย่างไรก็ตาม ในพระทัยของพระองค์ พระเจ้าได้ทรงอนุมัติ ซาบซึ้ง และปรบมือให้สิ่งที่อาดัมได้ทำ  นี่เป็นสิ่งแรกนับตั้งแต่การทรงสร้างที่มนุษย์ได้ทำเพื่อพระเจ้าตามคำสั่งของพระองค์  เป็นบางสิ่งที่มนุษย์ได้ทำแทนพระเจ้าและในพระนามของพระเจ้า  ในสายพระเนตรของพระเจ้า สิ่งนี้ก่อเกิดจากเชาว์ปัญญาที่พระองค์ประทานแก่มนุษย์  พระเจ้าได้ทรงเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่เป็นด้านบวก  สิ่งที่อาดัมได้ทำ ณ เวลานั้นเป็นการสำแดงถึงเชาว์ปัญญาของพระเจ้าในมนุษย์เป็นครั้งแรก  เป็นการสำแดงชั้นดีจากทัศนคติของพระเจ้า  สิ่งที่เราต้องการบอกพวกเจ้าตรงนี้คือว่าจุดมุ่งหมายของพระเจ้าในการทรงแบ่งบางส่วนของสิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็น และเชาว์ปัญญาของพระองค์ให้กับมนุษย์ก็คือเพื่อให้มวลมนุษย์สามารถเป็นสิ่งทรงสร้างที่มีชีวิตที่สำแดงพระองค์  การที่สิ่งทรงสร้างที่มีชีวิตเช่นนี้ปฏิบัติตนในพระนามของพระองค์นั้นเป็นสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงถวิลหาที่จะเห็นมานานแล้วอย่างแน่นอน

—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระราชกิจของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระเจ้า และพระเจ้าพระองค์เอง 1

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 25

พระเจ้าทรงทำเสื้อด้วยหนังสัตว์ให้อาดัมและเอวา

ปฐมกาล 3:20-21  อาดัมเรียกภรรยาของเขาว่า “เอวา” เพราะนางเป็นมารดาของสิ่งมีชีวิตทั้งปวง  พระยาห์เวห์พระเจ้าทรงทำเสื้อด้วยหนังสัตว์ให้อาดัมและภรรยาของเขาสวมปกปิดกาย

“พระยาห์เวห์พระเจ้าทรงทำเสื้อด้วยหนังสัตว์ให้อาดัมและภรรยาของเขาสวมปกปิดกาย”  ในฉากนี้ เราเห็นพระเจ้าทรงสวมบทบาทประเภทใดเมื่อพระองค์ทรงอยู่กับอาดัมและเอวา?  พระเจ้าทรงสำแดงพระองค์เองด้วยวิธีใดเล่า ในโลกนี้ที่มีมนุษย์เพียงสองคน?  พระองค์ทรงสำแดงพระองค์เองในบทบาทของพระเจ้าหรือไม่?  พี่น้องชายหญิงจากฮ่องกง โปรดตอบ  (ในบทบาทของผู้ปกครองคนหนึ่ง)  พี่น้องชายหญิงจากเกาหลีใต้ พวกเจ้าคิดว่าพระเจ้าทรงปรากฏเป็นบทบาทประเภทใด?  (หัวหน้าครอบครัว)  พี่น้องชายหญิงจากไต้หวัน เจ้าคิดว่าอะไร?  (บทบาทของใครบางคนในครอบครัวของอาดัมและเอวา บทบาทของสมาชิกครอบครัว)  พวกเจ้าบางคนคิดว่าพระเจ้าทรงปรากฏในฐานะสมาชิกครอบครัวของอาดัมและเอวา ในขณะที่บางคนพูดว่าพระเจ้าทรงปรากฏในฐานะหัวหน้าครอบครัว และคนอื่นๆ พูดว่าผู้ปกครอง  ทั้งหมดนี้เหมาะสมอย่างยิ่ง  แต่เจ้าเห็นสิ่งที่เรากำลังจะหมายถึงหรือไม่?  พระเจ้าได้ทรงสร้างผู้คนสองคนนี้และปฏิบัติต่อพวกเขาในฐานะพระสหายของพระองค์  ในฐานะครอบครัวเดียวของพวกเขา พระเจ้าทรงดูแลชีวิตของพวกเขาและเอาใจใส่ความต้องการด้านอาหาร เสื้อผ้าและที่พักอาศัยของพวกเขา  ในที่นี้พระเจ้าทรงปรากฏว่าเป็นผู้ให้กำเนิดของอาดัมและเอวา  จากกิจการนี้ของพระเจ้า มนุษย์ไม่เห็นว่าพระเจ้าทรงสูงส่งเพียงใด เขาไม่เห็นพระอำนาจสูงสุดของพระเจ้า ความล้ำลึกของพระองค์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่เห็นพระพิโรธหรือพระบารมีของพระองค์  ทั้งหมดที่เขาเห็นคือความถ่อมพระทัยของพระเจ้า ความเสน่หาของพระองค์ ความห่วงใยของพระองค์ต่อมนุษย์ และความรับผิดชอบและความใส่พระทัยของพระองค์ต่อเขา  ท่าทีและวิธีที่พระเจ้าได้ทรงใช้ปฏิบัติต่ออาดัมและเอวานั้นคล้ายกับวิธีที่บิดามารดาแสดงความห่วงใยต่อลูกๆ ของพวกเขา  ก็เหมือนกับวิธีที่บิดามารดารัก ดูแล และใส่ใจลูกชายและลูกสาวของตัวเองอีกด้วย—คือเป็นจริง มองเห็นได้ และจับต้องได้  แทนที่จะทรงยกพระองค์เองขึ้นสู่ตำแหน่งที่สูงและทรงมหิทธิฤทธิ์ พระเจ้าได้ทรงใช้หนังสัตว์เพื่อทำเสื้อผ้าให้กับมนุษย์ด้วยพระองค์เอง  มันไม่สำคัญว่าเสื้อขนสัตว์นี้ได้ถูกใช้เพื่อปกปิดความกระดากอายของพวกเขา หรือเพื่อป้องกันพวกเขาจากความหนาวเย็น  สิ่งที่สำคัญคือว่าเสื้อผ้าสำหรับปกปิดร่างกายของมนุษย์นี้ถูกทำขึ้นโดยพระเจ้าพระองค์เองด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง  แทนที่จะเพียงแค่ทรงคิดให้เสื้อผ้าเกิดขึ้นมาเอง หรือทรงใช้วิธีการอัศจรรย์อื่นๆ อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่นที่ผู้คนอาจจินตนาการว่าพระเจ้าจะทรงทำ แต่พระเจ้าได้ทรงทำบางสิ่งอย่างถูกต้องตามเหตุผลที่มนุษย์คงจะคิดว่าพระเจ้าจะไม่ทรงทำและไม่ควรทรงทำ  นี่อาจจะเป็นเรื่องง่ายๆผู้คนบางคนอาจไม่แม้แต่จะคิดว่านั่นคุ้มค่าที่จะพูดถึง—แต่นั่นอำนวยให้ผู้ติดตามของพระเจ้าไม่ว่าคนใดที่ได้ถูกรุมเร้าด้วยความคิดฝันอันคลุมเครือเกี่ยวกับพระองค์ได้รับความรู้ความเข้าใจเชิงลึกถึงความจริงแท้และความน่ารักของพระองค์ และเห็นความสัตย์ซื่อและความถ่อมพระทัยของพระองค์  มันทำให้ผู้คนที่โอหังจนแทบกลั้นไม่อยู่ซึ่งคิดว่าพวกเขาสูงส่งและทรงพลัง ก้มหัวที่อวดดีของพวกเขาด้วยความอับอาย ต่อหน้าความจริงแท้และความถ่อมพระทัยของพระเจ้า  ในที่นี้ ความจริงแท้และความถ่อมพระทัยของพระเจ้ายิ่งทำให้ผู้คนสามารถเห็นว่าพระองค์ทรงน่ารักน่าชื่นชอบเพียงใด  ในทางตรงกันข้าม พระเจ้า “ผู้ทรงใหญ่โต” พระเจ้า “ผู้ทรงน่ารักน่าชื่นชอบ” และ พระเจ้า “ผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด” ที่ผู้คนยึดถือไว้ในหัวใจของพวกเขา ได้กลายเป็นไม่สำคัญและน่าเกลียด และแตกละเอียดเมื่อถูกแตะเพียงเบาๆ  เมื่อเจ้าเห็นข้อเขียนนี้และได้ยินเรื่องราวนี้ เจ้าดูถูกพระเจ้าเพราะพระองค์ได้ทรงทำสิ่งเช่นนี้หรือไม่?  ผู้คนบางคนอาจทำเช่นนั้น แต่คนอื่นๆ จะมีปฏิกิริยาที่ตรงกันข้าม  พวกเขาจะคิดว่าพระเจ้านั้นทรงเที่ยงแท้และทรงน่ารักน่าชื่นชอบ และแน่นอนว่าเป็นความเที่ยงแท้และความน่ารักน่าชื่นชมของพระเจ้านี่เองที่เร้าอารมณ์พวกเขา  ยิ่งพวกเขาเห็นด้านที่แท้จริงของพระเจ้ามากขึ้นเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งสามารถซาบซึ้งในการมีอยู่จริงของความรักของพระเจ้า ความสำคัญของพระเจ้าในหัวใจของพวกเขา และวิธีที่พระองค์ทรงยืนเคียงข้างพวกเขาทุกชั่วขณะมากขึ้นเท่านั้น

บัดนี้ พวกเรามาเชื่อมโยงการเสวนาของพวกเรากลับมายังปัจจุบัน  หากพระเจ้าทรงสามารถทำสิ่งเล็กน้อยเหล่านี้เพื่อผู้คนที่พระองค์ได้ทรงสร้างเมื่อปฐมกาล แม้กระทั่งสิ่งที่ผู้คนคงจะไม่กล้านึกถึงหรือคาดหวัง เช่นนั้นแล้วพระเจ้าจะทรงสามารถทำสิ่งเหล่านี้เพื่อผู้คนในวันนี้ได้หรือไม่?  บางคนพูดว่า “ได้!”  เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?  เพราะแก่นแท้ของพระเจ้าไม่ได้ทรงแสร้งทำ และความน่ารักน่าชื่นชมของพระองค์ก็ไม่ได้แสร้งทำ  แก่นแท้ของพระเจ้าทรงดำรงอยู่อย่างแท้จริงและไม่ได้เป็นบางสิ่งที่ผู้อื่นเพิ่มเติมเข้ามา และไม่ใช่บางสิ่งที่เปลี่ยนแปลงตามเวลา สถานที่ และยุคสมัยที่แตกต่างกันอย่างแน่นอน  ความเที่ยงแท้และความน่ารักของพระเจ้าสามารถนำออกมาได้อย่างแท้จริงโดยการทำบางสิ่งที่ผู้คนคิดว่าเล็กน้อยและไม่มีนัยสำคัญเท่านั้น—บางสิ่งที่เล็กน้อยเสียจนผู้คนคงจะไม่คิดว่าพระองค์จะทรงทำ  พระเจ้าไม่ทรงเสแสร้ง  ไม่มีการพูดเกินจริง การปลอมแปลง ความเย่อหยิ่ง หรือความโอหังในพระอุปนิสัยและแก่นแท้ของพระองค์  พระองค์ไม่มีวันทรงอวดตัว แต่ทรงรัก แสดงความห่วงใย ดูแล และนำทางมนุษย์ที่พระองค์ทรงสร้าง ด้วยความสัตย์ซื่อและความจริงใจแทน  ไม่สำคัญว่าผู้คนจะซาบซึ้ง รู้สึก หรือเห็นสิ่งที่พระเจ้าทรงทำมากเพียงใด พระองค์ก็กำลังทรงทำอยู่อย่างแน่นอน  การรู้ว่าพระเจ้าทรงมีแก่นแท้เช่นนี้จะมีผลกระทบต่อความรักของผู้คนต่อพระองค์หรือไม่?  จะมีอิทธิพลต่อความยำเกรงพระเจ้าของพวกเขาหรือไม่?  เราหวังว่าเมื่อเจ้าเข้าใจด้านที่แท้จริงของพระเจ้า เจ้าจะเข้าใกล้ชิดกับพระองค์มากยิ่งขึ้น และสามารถซาบซึ้งอย่างแท้จริงมากขึ้นในความรักและความใส่พระทัยของพระองค์ต่อมวลมนุษย์ ตลอดจนสามารถมอบหัวใจของเจ้าให้กับพระเจ้าและได้รับการปลดปล่อยจากความคลางแคลงใจและความสงสัยเกี่ยวกับพระองค์  พระเจ้ากำลังทรงทำทุกสิ่งทุกอย่างอย่างเงียบๆ เพื่อมนุษย์ ทำอย่างเงียบๆ โดยผ่านทางความจริงใจ ความสัตย์ซื่อ และความรักของพระองค์  แต่พระองค์ไม่เคยได้ทรงมีความหวาดหวั่นหรือความเสียใจอันใดกับสิ่งอันใดที่พระองค์ทรงทำ และพระองค์ไม่เคยทรงต้องการให้ผู้ใดตอบแทนพระองค์ในทางใดทางหนึ่ง หรือทรงมีเจตนารมณ์ที่จะได้รับสิ่งใดจากมวลมนุษย์แต่อย่างใด  จุดประสงค์เดียวของทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์ได้ทรงทำมาเสมอก็เพื่อที่พระองค์จะทรงสามารถรับความเชื่อและความรักที่แท้จริงของมวลมนุษย์

—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระราชกิจของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระเจ้า และพระเจ้าพระองค์เอง 1

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 26

พระเจ้าตั้งพระทัยที่จะทำลายโลกด้วยน้ำท่วม และทรงสั่งให้โนอาห์สร้างเรือ

ปฐมกาล 6:9-14  ต่อไปนี้คือลำดับพงศ์พันธุ์ของโนอาห์ โนอาห์เป็นคนชอบธรรมดีพร้อมในสมัยของเขา โนอาห์ดำเนินกับพระเจ้า  โนอาห์มีบุตรสามคน ชื่อเชม ฮาม และยาเฟท  คนทั้งโลกเสื่อมทรามไปเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้า และแผ่นดินก็เต็มไปด้วยความโหดร้าย  พระเจ้าทอดพระเนตรแผ่นดินก็ทรงเห็นว่าเสื่อมทราม เพราะมนุษย์ทั้งหมดประพฤติตนเสื่อมทรามบนแผ่นดิน  พระเจ้าจึงตรัสแก่โนอาห์ว่า “เราจะให้มนุษย์และสัตว์ทั้งปวงสิ้นสุดต่อหน้าเรา ด้วยเหตุว่า แผ่นดินโลกเต็มไปด้วยความโหดร้ายเพราะการกระทำของมนุษย์ ดูเถิด เราจะทำลายพวกเขาพร้อมกับแผ่นดินโลก  เจ้าจงต่อเรือด้วยไม้สนโกเฟอร์ แล้วทำเรือเป็นห้องๆ และยาชันทั้งข้างในข้างนอก”

ปฐมกาล 6:18-22  “แต่เราจะตั้งพันธสัญญาของเราไว้กับเจ้า เจ้าจะเข้าอยู่ในเรือ ทั้งตัวเจ้า บรรดาบุตรของเจ้า ภรรยาของเจ้า และบรรดาบุตรสะใภ้ของเจ้า  จงนำสัตว์ตัวผู้และตัวเมียทุกชนิดอย่างละคู่จากสัตว์ที่มีชีวิตทั้งปวงเข้าไปไว้ในเรือ เพื่อให้มีชีวิตรอดอยู่กับเจ้า  นกตามชนิดของมัน สัตว์ตามชนิดของมัน สัตว์เลื้อยคลานบนแผ่นดินตามชนิดของมัน ทุกชนิดอย่างละคู่จากสัตว์ทั้งปวงต้องมาหาเจ้า เพื่อให้มีชีวิตอยู่ได้  เจ้าจงนำอาหารทุกอย่างที่กินได้ไปกับเจ้า และสะสมเพื่อเป็นอาหารของเจ้าและของบรรดาสิ่งมีชีวิต”  พระเจ้าทรงบัญชาให้โนอาห์ทำอย่างไร โนอาห์ก็ทำอย่างนั้นทุกประการ

บัดนี้พวกเจ้ามีความเข้าใจกว้างๆ แล้วหรือไม่ว่าโนอาห์คือใครหลังจากที่ได้อ่านสองบทตอนนี้?  โนอาห์เป็นบุคคลประเภทใด?  ข้อความเดิมมีว่า “โนอาห์เป็นคนชอบธรรมดีพร้อมในสมัยของเขา”  โดยสอดคล้องกับความเข้าใจของผู้คนสมัยใหม่ บุคคลประเภทใดเล่าที่เป็น “คนชอบธรรม” ในสมัยนั้น?  คนชอบธรรมควรเป็นคนที่มีความเพียบพร้อม  พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าคนที่มีความเพียบพร้อมนี้มีความเพียบพร้อมในสายตาของมนุษย์ หรือมีความเพียบพร้อมในสายพระเนตรของพระเจ้า?  ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคนที่มีความเพียบพร้อมนี้เป็นคนที่มีความเพียบพร้อมในสายพระเนตรของพระเจ้า แต่ไม่ใช่ในสายตาของมนุษย์  นี่เป็นเรื่องที่แน่นอน!  นี่เป็นเพราะมนุษย์ตาบอดและมองไม่เห็น และมีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงเฝ้ามองแผ่นดินโลกทั้งปวงและทุกๆ บุคคล และพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงรู้ว่าโนอาห์เป็นคนที่มีความเพียบพร้อม  เพราะฉะนั้นแผนการของพระเจ้าที่จะทำลายโลกด้วยน้ำท่วมจึงได้เริ่มต้นตั้งแต่วินาทีที่พระองค์ทรงเรียกหาโนอาห์

…………

การที่โนอาห์ถูกเรียกใช้นั้นเป็นข้อเท็จจริงที่เรียบง่าย แต่ประเด็นปัญหาหลักของสิ่งที่พวกเรากำลังพูดถึง—พระอุปนิสัยของพระเจ้า เจตนารมณ์ของพระองค์ และแก่นแท้ของพระองค์ในบันทึกนี้—ไม่เรียบง่ายอย่างนั้น  เพื่อให้เข้าใจแง่มุมต่างๆ เหล่านี้ของพระเจ้า ก่อนอื่นพวกเราต้องเข้าใจว่าบุคคลประเภทใดที่พระเจ้าทรงประสงค์ที่จะเรียกใช้ และโดยผ่านทางการนี้ เข้าใจพระอุปนิสัย เจตนารมณ์และแก่นแท้ของพระองค์  เรื่องนี้สำคัญยิ่งยวด  ดังนั้นในสายพระเนตรของพระเจ้าแล้วนั้น มนุษย์ผู้นี้ที่พระองค์ทรงเรียกใช้คือบุคคลประเภทใดกันแน่?  นี่ต้องเป็นบุคคลที่สามารถฟังพระวจนะของพระองค์และที่สามารถปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์ได้  ในขณะเดียวกันนี่ก็ต้องเป็นบุคคลที่มีสำนึกรับรู้แห่งความรับผิดชอบอีกด้วย ใครสักคนที่จะดำเนินการตามพระวจนะของพระเจ้าด้วยการปฏิบัติต่อพระวจนะเสมือนความรับผิดชอบและหน้าที่ที่พวกเขาจะต้องทำให้ลุล่วง  เช่นนั้นแล้วบุคคลผู้นี้จำเป็นต้องเป็นใครสักคนที่รู้จักพระเจ้าหรือไม่?  ไม่จำเป็น  ย้อนกลับไปในเวลานั้น โนอาห์ไม่เคยได้ยินคำสอนของพระเจ้า หรือได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจอันใดของพระเจ้ามากนัก  เพราะฉะนั้นโนอาห์จึงมีความรู้เรื่องพระเจ้าน้อยมาก  แม้ว่าจะมีการบันทึกไว้ตรงนี้ว่าโนอาห์เคยเดินกับพระเจ้า แต่เขาเคยได้เห็นสภาวะบุคคลของพระเจ้าหรือไม่?  คำตอบคือไม่อย่างแน่นอน!  เพราะในสมัยนั้น มีเพียงผู้ส่งสารของพระเจ้าเท่านั้นที่มาท่ามกลางผู้คน  ในขณะที่พวกเขาสามารถเป็นตัวแทนของพระเจ้าในการพูดและทำสิ่งต่างๆ พวกเขาก็เพียงกำลังสื่อถึงน้ำพระทัยของพระเจ้าและเจตนารมณ์ของพระองค์  สภาวะบุคคลของพระเจ้าไม่ทรงเปิดเผยต่อมนุษย์แบบต่อหน้าต่อตา  ในส่วนนี้ของข้อพระคัมภีร์ ทั้งหมดที่เราเห็นโดยพื้นฐานแล้วคือสิ่งที่โนอาห์ต้องทำและสิ่งที่เป็นคำสั่งที่พระเจ้าได้ทรงมีต่อเขา  ดังนั้นอะไรคือแก่นแท้ที่พระเจ้าได้ทรงแสดงออกตรงนี้?  ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าทรงทำได้รับการวางแผนอย่างแม่นยำ  เมื่อพระองค์ทรงเห็นว่ามีสิ่งหรือสถานการณ์กำลังเกิดขึ้น ในสายพระเนตรของพระองค์มีมาตรฐานเพื่อใช้ประเมินอยู่แล้ว และมาตรฐานนี้กำหนดว่าพระองค์จะทรงเปิดตัวแผนการที่จะจัดการกับมันหรือไม่ หรือวิธีเข้าหาอะไรที่จะใช้ในการจัดการกับสิ่งหรือสถานการณ์นี้  พระองค์ไม่ทรงเมินเฉย หรือขาดแคลนความรู้สึกต่อทุกสิ่งทุกอย่าง  อันที่จริงแล้วเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง  มีข้อเขียนหนึ่งตรงนี้ที่ระบุสิ่งที่พระเจ้าได้ตรัสแก่โนอาห์ว่า “เราจะให้มนุษย์และสัตว์ทั้งปวงสิ้นสุดต่อหน้าเรา ด้วยเหตุว่า แผ่นดินโลกเต็มไปด้วยความโหดร้ายเพราะการกระทำของมนุษย์ ดูเถิด เราจะทำลายพวกเขาพร้อมกับแผ่นดินโลก”  เมื่อพระเจ้าได้ตรัสการนี้ พระองค์ทรงหมายความว่าพระองค์กำลังทรงทำลายมนุษย์เท่านั้นหรือไม่?  ไม่!  พระเจ้าได้ตรัสว่าพระองค์กำลังจะทรงทำลายสิ่งมีชีวิตที่มีเนื้อหนังทั้งหมด  เหตุใดพระเจ้าจึงได้ทรงต้องการความย่อยยับ?  มีการเปิดเผยถึงพระอุปนิสัยของพระเจ้าอีกอย่างหนึ่งในที่นี้ ในสายพระเนตรของพระเจ้ามีขีดจำกัดในความอดทนของพระองค์ต่อความเสื่อมทรามของมนุษย์ ต่อความโสโครก ความโหดร้าย และความเป็นกบฏของมนุษย์ทั้งหมด  อะไรคือขีดจำกัดของพระองค์?  ดังที่พระเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “พระเจ้าทอดพระเนตรแผ่นดินก็ทรงเห็นว่าเสื่อมทราม เพราะมนุษย์ทั้งหมดประพฤติตนเสื่อมทรามบนแผ่นดิน”  วลีที่ว่า “เพราะมนุษย์ทั้งหมดประพฤติตนเสื่อมทรามบนแผ่นดิน” หมายความว่าอะไร?  มันหมายความว่าสิ่งมีชีวิตอันใด รวมถึงพวกที่ได้ติดตามพระเจ้า พวกที่ได้ร้องเรียกพระนามของพระเจ้า พวกที่ครั้งหนึ่งได้เคยทำเครื่องบูชาเผาทั้งตัวแด่พระเจ้า พวกที่ได้ยอมรับรู้พระเจ้าด้วยวาจา และถึงกับสรรเสริญพระเจ้า—ทันทีที่พฤติกรรมของพวกเขาเต็มไปด้วยความเสื่อมทราม และไปถึงพระเนตรของพระเจ้า พระองค์ก็จะต้องทำลายพวกเขา  นั่นคือขีดจำกัดของพระเจ้า  ดังนั้นพระเจ้าจะยังคงทรงอดทนต่อมนุษย์และความเสื่อมทรามของมนุษย์ทั้งหมดถึงระดับใด?  ถึงระดับที่ผู้คนทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นผู้ติดตามของพระเจ้าหรือผู้ไม่มีความเชื่อ ไม่ได้กำลังเดินในเส้นทางที่ถูกต้อง  ถึงระดับที่มนุษย์ไม่ได้เพียงเสื่อมทรามทางศีลธรรม และเต็มไปด้วยความชั่ว แต่ในที่ที่ไม่มีใครสักคนได้เชื่อในการทรงดำรงอยู่ของพระเจ้า ไม่ต้องพูดถึงว่าจะมีผู้ใดที่ได้เชื่อว่าโลกถูกปกครองโดยพระเจ้า และเชื่อว่าพระเจ้าสามารถนำความสว่างและเส้นทางที่ถูกต้องมาให้มนุษย์ได้  ถึงระดับที่มนุษย์ได้ดูหมิ่นการทรงดำรงอยู่ของพระเจ้า และไม่อนุญาตให้พระเจ้าทรงดำรงอยู่  ทันทีที่ความเสื่อมทรามของมนุษย์ได้ไปถึงจุดนี้ พระเจ้าก็ไม่สามารถทนได้อีกต่อไป  อะไรจะมาแทนที่เล่า?  การมาถึงของพระพิโรธและการลงโทษของพระเจ้านั่นเอง  นั่นไม่ใช่การเปิดเผยบางส่วนของพระอุปนิสัยของพระเจ้าหรอกหรือ?  ในยุคปัจจุบันนี้ ไม่มีมนุษย์ผู้ใดที่ชอบธรรมในสายพระเนตรของพระเจ้าเลยหรือ?  ไม่มีมนุษย์ผู้ใดที่มีความเพียบพร้อมในสายพระเนตรของพระเจ้าเลยหรือ?  ยุคนี้เป็นยุคที่พฤติกรรมของมนุษย์ทั้งหมดบนแผ่นดินโลกเสื่อมทรามในสายพระเนตรของพระเจ้าหรือไม่?  ในยุคสมัยนี้ผู้คนทั้งหมดที่มีเนื้อหนัง—นอกเหนือจากบรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงต้องการทำให้ครบบริบูรณ์ และบรรดาผู้ที่สามารถติดตามพระเจ้าและยอมรับความรอดของพระองค์—ไม่ได้กำลังท้าทายขีดจำกัดของความอดทนของพระเจ้าหรอกหรือ?  ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นข้างๆ พวกเจ้า—สิ่งที่พวกเจ้าเห็นด้วยตาของพวกเจ้าและได้ยินด้วยหูของพวกเจ้า และได้มีประสบการณ์ด้วยตัวเองทุกวันในโลกนี้—ไม่เต็มไปด้วยความโหดร้ายหรอกหรือ?  ในสายพระเนตรของพระเจ้า โลกเช่นนี้ ยุคเช่นนี้ ไม่ควรอวสานลงหรอกหรือ?  แม้ว่าภูมิหลังของยุคปัจจุบันจะแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากภูมิหลังของเวลาของโนอาห์ แต่ความรู้สึกและพระพิโรธที่พระเจ้าทรงมีต่อความเสื่อมทรามของมนุษย์ยังคงเหมือนเดิมทุกประการ  พระเจ้าทรงสามารถอดทนได้เพราะพระราชกิจของพระองค์ แต่เมื่อพิจารณารูปการณ์แวดล้อมและสภาพเงื่อนไข ในสายพระเนตรของพระเจ้า โลกนี้น่าจะได้ถูกทำลายไปนานแล้ว  รูปการณ์แวดล้อมแตกต่างจากที่เคยเป็นเมื่อตอนที่โลกถูกน้ำท่วมใหญ่ทำลายล้างเหลือเกิน  แต่อะไรคือความแตกต่าง?  นี่ก็คือสิ่งที่ทำให้พระเจ้าเศร้าพระทัยที่สุดอีกด้วย และบางทีอาจเป็นบางสิ่งที่พวกเจ้าไม่สามารถเข้าใจได้

เมื่อพระองค์ได้ทรงทำลายโลกด้วยน้ำท่วม พระเจ้าได้ทรงสามารถเรียกใช้โนอาห์ให้สร้างเรือ และทำงานด้านการตระเตรียมบางส่วนได้  พระเจ้าทรงสามารถเรียกใช้ชายคนหนึ่ง—โนอาห์—ให้ทำสิ่งต่างๆ ตามลำดับเหล่านี้เพื่อพระองค์  แต่ในยุคปัจจุบันนี้พระเจ้าไม่ทรงมีผู้ใดให้เรียกใช้  เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?  ทุกๆ บุคคลที่นั่งอยู่ที่นี่น่าจะเข้าใจและรู้เหตุผลเป็นอย่างดีมาก  เจ้าต้องให้เราอธิบายโดยละเอียดหรือไม่?  การพูดออกมาดังๆ อาจทำให้เจ้าเสียหน้า และทำให้ทุกคนอารมณ์เสีย  ผู้คนบางคนอาจพูดว่า “แม้ว่าพวกเราจะไม่ใช่ผู้คนชอบธรรม และพวกเราไม่ได้เป็นผู้คนที่มีความเพียบพร้อมในสายพระเนตรของพระเจ้า แต่หากพระเจ้าจะทรงสั่งพวกเราให้ทำอะไรสักอย่าง พวกเราก็ยังคงจะสามารถทำสิ่งนั้นได้  ก่อนหน้านี้เมื่อพระองค์ได้ตรัสว่าความวิบัติมหันต์กำลังมา พวกเราก็จะเริ่มตระเตรียมอาหารและสิ่งของต่างๆ ที่จะจำเป็นในความวิบัติ  ทั้งหมดนี้ไม่ได้ทำโดยสอดคล้องกับข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าหรอกหรือ?  พวกเราไม่ได้กำลังร่วมมือกับพระราชกิจของพระเจ้าจริงๆ หรอกหรือ?  สิ่งต่างๆ เหล่านี้ที่พวกเราได้ทำไปไม่สามารถเปรียบเทียบกับสิ่งที่โนอาห์ได้ทำหรอกหรือ?  การที่พวกเราทำสิ่งที่ได้ทำไปไม่ใช่การนบนอบที่แท้จริงหรอกหรือ?  พวกเราไม่ได้กำลังปฏิบัติตามคำสั่งของพระเจ้าหรอกหรือ?  พวกเราไม่ได้ทำสิ่งที่พระเจ้าตรัสเพราะพวกเรามีความเชื่อในพระวจนะของพระเจ้าหรอกหรือ?  เช่นนั้นแล้วเหตุใดพระเจ้ายังทรงโศกเศร้าเล่า?  เหตุใดพระเจ้าจึงตรัสว่าพระองค์ไม่ทรงมีใครให้ทรงเรียกใช้เล่า?”  มีความแตกต่างใดหรือไม่ระหว่างการกระทำของเจ้ากับการกระทำของโนอาห์?  อะไรคือความแตกต่าง?  (การตระเตรียมอาหารในวันนี้สำหรับความวิบัตินั้นเป็นเจตนาของพวกเราเอง)  (การกระทำต่างๆ ของพวกเราไม่สามารถรวมกันกลายเป็น “ชอบธรรม” ได้ แต่โนอาห์ได้เป็นคนชอบธรรมในสายพระเนตรของพระเจ้า)  สิ่งที่เจ้าได้พูดก็ไม่ได้ไกลประเด็นปัญหาเกินไป  สิ่งที่โนอาห์ได้ทำนั้นแตกต่างอย่างมากกับสิ่งที่ผู้คนกำลังทำอยู่ในขณะนี้  เมื่อโนอาห์ได้ทำตามที่พระเจ้าได้ทรงชี้นำ เขาไม่รู้ว่าเจตนารมณ์ของพระเจ้าคืออะไร  เขาไม่รู้ว่าพระเจ้าได้ทรงต้องการที่จะทำอะไรให้สำเร็จลุล่วง  พระเจ้าเพียงได้ทรงให้พระบัญชาแก่เขา และสั่งให้เขาทำบางอย่าง และโดยไม่ต้องอธิบายมากความ โนอาห์ก็เดินหน้าและทำตามนั้น  เขาไม่ได้พยายามเข้าใจความพึงปรารถนาของพระเจ้าอย่างลับๆ และเขาไม่ได้ต้านทานพระเจ้าหรือแสดงความไม่จริงใจ  เขาเดินหน้าและทำตามนั้นเลยด้วยใจที่บริสุทธิ์และเรียบง่าย  ไม่ว่าพระเจ้าทรงให้เขาทำสิ่งใด เขาก็ทำ และการนบนอบและการฟังพระวจนะของพระเจ้าก็คือการเชื่อที่ค้ำจุนการกระทำของเขา  นั่นเป็นวิธีที่เขาจัดการกับสิ่งที่พระเจ้าไว้วางพระทัยมอบหมายให้อย่างตรงไปตรงมาและเรียบง่าย  แก่นแท้ของเขา—แก่นแท้ของการกระทำของเขาคือการนบนอบ ไม่ใช่การเดาสุ่ม ไม่ใช่การต้านทาน และยิ่งกว่านั้น ไม่ใช่การนึกถึงผลประโยชน์ส่วนตัวของเขาเอง หรือผลกำไรและขาดทุนของเขา  ยิ่งกว่านั้น เมื่อพระเจ้าได้ตรัสว่าพระองค์จะทรงทำลายโลกด้วยน้ำท่วม โนอาห์ก็ไม่ได้ทูลถามว่าเมื่อใด หรือทูลถามว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับสิ่งต่างๆ และแน่นอนเขาไม่ได้ทูลถามพระเจ้าว่าพระองค์จะทรงทำลายโลกอย่างไร  เขาเพียงทำตามที่พระเจ้าทรงชี้นำ  ไม่ว่าพระเจ้าทรงต้องประสงค์ให้สร้างมันอย่างไร และสร้างด้วยอะไร เขาก็ได้ทำตามที่พระเจ้าได้ทรงขออย่างถูกต้อง และได้เริ่มดำเนินการโดยทันที  เขาปฏิบัติตัวโดยสอดคล้องกับคำชี้นำของพระเจ้าด้วยท่าทีแห่งความต้องการทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย  เขากำลังทำเพื่อช่วยเหลือตัวเองให้หลีกเลี่ยงความวิบัติหรือไม่?  ไม่  เขาได้ถามพระเจ้าหรือไม่ว่าจะใช้เวลาอีกนานเท่าใดก่อนที่โลกจะถูกทำลาย?  เขาไม่ได้ถาม  เขาได้ถามพระเจ้าหรือไม่ หรือว่าเขารู้ว่าจะใช้เวลานานเท่าใดในการสร้างเรือ?  เขาไม่ได้รู้เรื่องนั้นเช่นกัน  เขาเพียงนบนอบ ฟัง และปฏิบัติตาม ผู้คนในตอนนี้ไม่เหมือนกัน กล่าวคือ ทันทีที่มีข่าวสารรั่วไหลเล็กน้อยโดยผ่านทางพระวจนะของพระเจ้า ทันทีที่ผู้คนสำนึกรับรู้เพียงแค่การสั่นไหวของใบไม้ในสายลม พวกเขาก็ลงมือปฏิบัติโดยทันที ไม่สำคัญว่าอะไรและโดยไม่คำนึงถึงราคา เพื่อตระเตรียมสิ่งที่พวกเขาจะกิน ดื่ม และใช้ในภายหลัง แม้กระทั่งวางแผนเส้นทางหลบหนีสำหรับเวลาที่ความวิบัติเข้าโจมตี  ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือว่า ณ ชั่วขณะที่สำคัญนี้ สมองมนุษย์นั้นดีมากในการ “ทำให้งานสำเร็จ”  ภายใต้รูปการณ์แวดล้อมที่พระเจ้าไม่ได้ทรงให้คำชี้นำอันใด มนุษย์สามารถวางแผนสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างเหมาะสมยิ่ง  เจ้าสามารถใช้คำว่า “มีความเพียบพร้อม” เพื่อบรรยายแผนการเช่นนี้ได้เลย  ในส่วนของสิ่งที่พระเจ้าตรัส สิ่งที่เป็นเจตนารมณ์ของพระเจ้า หรือสิ่งที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์นั้น ไม่มีใครใส่ใจและไม่มีใครพยายามที่จะเข้าใจ  นั่นไม่ใช่ความแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดระหว่างผู้คนในวันนี้กับโนอาห์หรอกหรือ?

ในบันทึกเรื่องราวของโนอาห์นี้ พวกเจ้าเห็นส่วนหนึ่งของพระอุปนิสัยของพระเจ้าหรือไม่?  ความอดทนของพระเจ้าต่อความเสื่อมทราม ความโสโครก และความโหดร้ายของมนุษย์นั้นมีขีดจำกัด  เมื่อพระองค์ทรงไปถึงขีดจำกัดนั้น พระองค์จะไม่ทรงอดทนอีกต่อไป และจะทรงเริ่มการบริหารจัดการใหม่และแผนการใหม่ของพระองค์ เริ่มทำสิ่งที่พระองค์ต้องทรงทำ เปิดเผยกิจการของพระองค์และอีกด้านหนึ่งของพระอุปนิสัยของพระองค์แทน  การกระทำของพระองค์นี้ไม่ใช่เพื่อสาธิตให้เห็นว่าพระองค์ต้องไม่มีวันทรงถูกทำให้ขุ่นเคืองโดยมนุษย์ หรือว่าพระองค์ทรงเต็มไปด้วยสิทธิอำนาจและพระพิโรธ และไม่ใช่เพื่อแสดงว่าพระองค์สามารถทำลายมนุษยชาติได้  มันเป็นว่าพระอุปนิสัยของพระองค์และแก่นแท้อันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ไม่สามารถให้โอกาสหรือมีความอดทนให้มนุษยชาติประเภทนี้มีชีวิตอยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระองค์ มีชีวิตอยู่ภายใต้อำนาจปกครองของพระองค์ได้อีกต่อไป  กล่าวคือเมื่อมวลมนุษย์ทั้งปวงต่อต้านพระองค์ เมื่อไม่มีใครสักคนที่พระองค์สามารถช่วยให้รอดได้ทั้งแผ่นดินโลก พระองค์ก็จะไม่ทรงมีความอดทนต่อมนุษยชาติเช่นนี้อีกต่อไป และโดยปราศจากความหวาดหวั่นอันใด จะทรงดำเนินการแผนการของพระองค์—เพื่อทำลายมนุษยชาติประเภทนี้  การกระทำเช่นนี้โดยพระเจ้าถูกกำหนดโดยพระอุปนิสัยของพระองค์  นี่คือผลสืบเนื่องที่จำเป็น และผลสืบเนื่องที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างทุกสิ่งภายใต้อำนาจปกครองของพระเจ้าต้องแบกรับ  สิ่งนี้ไม่ได้แสดงให้เห็นหรือว่าในยุคปัจจุบันนี้ พระเจ้าไม่สามารถรอที่จะทำให้แผนการของพระองค์ครบบริบูรณ์ และช่วยผู้คนที่พระองค์ทรงต้องการช่วยให้รอดให้รอดได้?  ภายใต้รูปการณ์แวดล้อมเหล่านี้ พระเจ้าใส่พระทัยอะไรมากที่สุด?  ไม่ใช่วิธีซึ่งพวกที่ไม่ติดตามพระองค์เลยหรือพวกที่ต่อต้านพระองค์ปฏิบัติต่อพระองค์หรือต้านทานพระองค์ หรือวิธีที่มวลมนุษย์กำลังพูดให้ร้ายพระองค์  พระองค์เพียงใส่พระทัยเกี่ยวกับว่าพวกที่ติดตามพระองค์ ซึ่งเป็นเป้าหมายแห่งความรอดของพระองค์ในแผนการบริหารจัดการของพระองค์ ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระองค์แล้วหรือไม่ ว่าพวกเขาได้กลายเป็นคู่ควรกับความพึงพอพระทัยของพระองค์แล้วหรือไม่  สำหรับผู้คนนอกเหนือจากพวกที่ติดตามพระองค์ พระองค์ทรงจัดเตรียมการลงโทษเล็กน้อยเพื่อแสดงพระพิโรธของพระองค์เป็นบางครั้งเท่านั้น  ตัวอย่างเช่น สึนามิ แผ่นดินไหว และภูเขาไฟระเบิด  ในเวลาเดียวกัน พระองค์ก็ทรงคุ้มครองปกป้องและดูแลพวกที่ติดตามพระองค์และกำลังจะได้รับการช่วยให้รอดโดยพระองค์อย่างแข็งขัน  พระอุปนิสัยของพระเจ้าเป็นดังต่อไปนี้ ในด้านหนึ่งพระองค์สามารถมีความอดทนและความยอมผ่อนปรนสุดขีดต่อผู้คนที่พระองค์ตั้งพระทัยที่จะทำให้ครบบริบูรณ์ และพระองค์สามารถรอพวกเขานานเท่าที่พระองค์สามารถรอได้ ในอีกด้านหนึ่งพระเจ้าทรงรังเกียจและเกลียดผู้คนเยี่ยงซาตานที่ไม่ติดตามพระองค์และต่อต้านพระองค์อย่างรุนแรง แม้ว่าพระองค์จะไม่ใส่พระทัยว่าผู้คนเยี่ยงซาตานเหล่านี้ติดตามพระองค์หรือนมัสการพระองค์หรือไม่ แต่พระองค์ก็ยังคงรังเกียจพวกเขาในขณะที่มีความอดทนต่อพวกเขาในพระทัยของพระองค์ และในขณะที่พระองค์ทรงกำหนดบทอวสานของผู้คนชนิดซาตานเหล่านี้ พระองค์ก็กำลังทรงรอการมาถึงของขั้นตอนทั้งหลายของแผนการบริหารจัดการของพระองค์อีกด้วย

—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระราชกิจของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระเจ้า และพระเจ้าพระองค์เอง 1

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 27

พรที่พระเจ้าประทานแก่โนอาห์หลังน้ำท่วม

ปฐมกาล 9:1-6  พระเจ้าทรงอวยพรโนอาห์และบุตรทั้งหลายของเขา ตรัสแก่พวกเขาว่า “จงมีลูกดกทวีมากขึ้นจนเต็มแผ่นดิน  สัตว์ทั้งปวงบนแผ่นดิน นกทั้งปวงบนท้องฟ้า สัตว์ที่เลื้อยคลานทั้งสิ้นบนแผ่นดิน และปลาทั้งสิ้นในทะเลจะกลัวและหวาดหวั่นต่อพวกเจ้า เรามอบสัตว์ทั้งปวงไว้ในมือของพวกเจ้า  ทุกสิ่งที่มีชีวิตเคลื่อนไหวไปมาจะเป็นอาหารของเจ้า เราจะยกของทุกอย่างให้แก่เจ้า ดังที่เรายกพืชเขียวสดให้แก่เจ้าแล้ว  แต่ห้ามกินเนื้อพร้อมกับชีวิตของมัน คือเลือดของมัน  และที่แน่ๆ คือโลหิตที่เป็นชีวิตของพวกเจ้านั้นเราจะทวง เราจะทวงจากมือของสิ่งมีชีวิตทั้งปวง จากมือของมนุษย์ เราจะทวงชีวิตมนุษย์จากมือของพี่น้องของเขา  ใครทำให้มนุษย์โลหิตไหล มนุษย์จะทำให้โลหิตผู้นั้นไหลเหมือนกัน เพราะพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ ตามพระฉายาของพระองค์”

หลังจากโนอาห์ได้ยอมรับคำสั่งของพระเจ้าและได้สร้างเรือและได้มีชีวิตผ่านวันเวลาที่พระเจ้าได้ทรงใช้น้ำท่วมเพื่อทำลายโลก ครอบครัวทั้งแปดคนของเขาก็ได้อยู่รอด  นอกจากครอบครัวแปดคนของโนอาห์แล้ว มวลมนุษย์ทั้งปวงได้ถูกทำลาย และสิ่งมีชีวิตทั้งหมดบนแผ่นดินโลกได้ถูกทำลาย  สำหรับโนอาห์ พระเจ้าได้ประทานพร และตรัสบางอย่างกับเขาและบุตรของเขา  สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่พระเจ้ากำลังประทานให้เขา และเป็นพรที่พระเจ้าประทานแก่เขาอีกด้วย  นี่คือพรและสัญญาที่พระเจ้าประทานแก่ใครบางคนที่สามารถฟังพระองค์และยอมรับคำสั่งของพระองค์ และเป็นวิธีที่พระเจ้าทรงบำเหน็จรางวัลผู้คนอีกด้วย  กล่าวคือไม่ว่าโนอาห์จะเป็นคนที่มีความเพียบพร้อมหรือคนชอบธรรมในสายพระเนตรของพระเจ้าหรือไม่ และไม่ว่าเขาจะรู้เกี่ยวกับพระเจ้ามากเพียงใด กล่าวโดยสังเขปก็คือโนอาห์และบุตรทั้งสามของเขาทั้งหมดได้ฟังพระวจนะของพระเจ้า ได้ร่วมมือกับพระราชกิจของพระเจ้า และได้ทำสิ่งที่พวกเขาควรได้ทำโดยสอดคล้องกับคำชี้นำของพระเจ้า  ผลที่ตามมาคือพวกเขาได้อนุรักษ์มนุษย์และสิ่งมีชีวิตหลากหลายประเภทเพื่อพระเจ้าหลังจากความย่อยยับของโลกโดยน้ำท่วม ทำให้มีส่วนร่วมสนับสนุนอย่างมากต่อขั้นตอนถัดไปของแผนการบริหารจัดการของพระเจ้า  เพราะทุกสิ่งที่เขาได้ทำ พระเจ้าได้ทรงอวยพรเขา  บางทีสำหรับผู้คนในวันนี้ สิ่งที่โนอาห์ได้ทำอาจไม่ได้มีค่าคู่ควรที่จะพูดถึงด้วยซ้ำ  บางคนอาจคิดด้วยซ้ำว่า “โนอาห์ไม่ได้ทำอะไรเลย พระเจ้าได้ตัดสินพระทัยของพระองค์ที่จะละเว้นเขา ดังนั้นเขาก็จะได้รับการละเว้นอย่างแน่นอน  ความอยู่รอดของเขาไม่ได้เป็นเพราะความสำเร็จของเขาเอง  นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงต้องการทำให้เกิดขึ้น เพราะมนุษย์เฉื่อยชา”  แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้ากำลังทรงขบคิด  สำหรับพระเจ้าแล้ว ไม่สำคัญว่าบุคคลหนึ่งจะยิ่งใหญ่หรือไร้ความสำคัญ ตราบใดที่พวกเขาสามารถฟังพระองค์ นบนอบคำบัญชาของพระองค์และสิ่งที่พระองค์ไว้วางพระทัยมอบหมายให้ และสามารถร่วมมือกับพระราชกิจของพระองค์ น้ำพระทัยของพระองค์ และแผนการของพระองค์ เพื่อที่น้ำพระทัยของพระองค์และแผนการของพระองค์จะสามารถลุล่วงไปได้อย่างราบรื่น เช่นนั้นแล้วความประพฤตินั้นก็มีค่าคู่ควรแก่การระลึกถึงของพระองค์และการได้รับพรจากพระองค์  พระเจ้าทรงหวงแหนผู้คนเช่นนี้ พระองค์ทรงชื่นชูการกระทำของพวกเขา และพระองค์ทรงทะนุถนอมความจริงใจนี้และหัวใจนี้ที่พวกเขาแสดงต่อพระองค์  นี่คือท่าทีของพระเจ้า  ดังนั้นเหตุใดพระเจ้าได้ทรงอวยพรโนอาห์?  เพราะนี่คือวิธีที่พระเจ้าทรงปฏิบัติต่อการกระทำเช่นนี้และการนบนอบของมนุษย์

ในเรื่องที่เกี่ยวกับการที่พระเจ้าทรงอวยพรโนอาห์ ผู้คนบางคนจะพูดว่า “หากมนุษย์ฟังพระเจ้าและทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย เช่นนั้นแล้วพระเจ้าก็ควรอวยพรมนุษย์  นั่นไม่ได้ชัดเจนโดยไม่ต้องอธิบายหรอกหรือ?”  พวกเราสามารถพูดเช่นนั้นได้หรือไม่?  ผู้คนบางคนพูดว่า “ไม่ได้”  เหตุใดพวกเราจึงไม่สามารถพูดเช่นนั้นได้?  ผู้คนบางคนพูดว่า “มนุษย์ไม่มีค่าคู่ควรกับการได้สุขสำราญกับพรจากพระเจ้า”  นั่นไม่ถูกต้องทั้งหมด  เพราะเมื่อบุคคลผู้หนึ่งยอมรับสิ่งที่พระเจ้าไว้วางพระทัยมอบหมายให้กับพวกเขา พระเจ้าก็ทรงมีมาตรฐานสำหรับการตัดสินว่าการกระทำของพวกเขาดีหรือแย่ และบุคคลผู้นั้นได้นบนอบหรือไม่ และบุคคลผู้นั้นได้สนองเจตนารมณ์ของพระเจ้าหรือไม่ และสิ่งที่พวกเขาทำนั้นได้มาตรฐานหรือไม่  สิ่งที่พระเจ้าใส่พระทัยคือหัวใจของบุคคล ไม่ใช่การกระทำเพียงภายนอกของพวกเขา  มันไม่ใช่กรณีที่พระเจ้าควรทรงอวยพรใครสักคนตราบเท่าที่พวกเขาทำบางสิ่ง โดยไม่คำนึงถึงวิธีที่พวกเขาทำสิ่งนั้น  นี่เป็นความเข้าใจผิดที่ผู้คนมีเกี่ยวกับพระเจ้า  พระเจ้าไม่เพียงทอดพระเนตรที่ผลลัพธ์ท้ายสุดของสิ่งทั้งหลาย แต่ทรงให้การเน้นย้ำมากขึ้นกับการที่ว่าหัวใจของบุคคลเป็นอย่างไรและท่าทีของบุคคลเป็นอย่างไรในระหว่างการพัฒนาของสิ่งทั้งหลาย และพระองค์ทอดพระเนตรว่ามีการนบนอบ ความคำนึงถึงและความพึงปรารถนาที่จะทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยอยู่ในหัวใจของพวกเขาหรือไม่  โนอาห์รู้มากเพียงใดเกี่ยวกับพระเจ้า ณ เวลานั้น?  มากเท่ากับคำสอนที่พวกเจ้ารู้ในตอนนี้หรือไม่?  ในแง่ของด้านทั้งหลายของความจริง อาทิ มโนทัศน์และความรู้เรื่องพระเจ้า เขาได้รับการรดน้ำและเลี้ยงดูมากเท่ากับพวกเจ้าหรือไม่?  ไม่ เขาไม่ได้รับ!  แต่มีข้อเท็จจริงข้อหนึ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ นั่นคือ ในจิตสำนึก จิตใจ และแม้แต่ส่วนลึกของหัวใจของผู้คนในวันนี้ มโนทัศน์และท่าทีของพวกเขาที่มีต่อพระเจ้านั้นคลุมเครือและกำกวม  เจ้าสามารถถึงกับพูดได้ว่าผู้คนส่วนหนึ่งยึดถือท่าทีเชิงลบต่อการทรงดำรงอยู่ของพระเจ้า  แต่ในหัวใจของโนอาห์และจิตสำนึกของเขา การทรงดำรงอยู่ของพระเจ้านั้นเบ็ดเสร็จและอยู่นอกเหนือความสงสัยแม้เพียงเล็กน้อย และดังนั้นการนบนอบต่อพระเจ้าของเขาจึงปราศจากสิ่งเจือปน และสามารถทนทานต่อการทดสอบได้  หัวใจของเขาบริสุทธิ์และเปิดกว้างต่อพระเจ้า  เขาไม่ต้องการความรู้มากเกินไปเกี่ยวกับคำสอนเพื่อโน้มน้าวให้ตัวเองทำตามพระวจนะทุกคำของพระเจ้า และเขาไม่ต้องการข้อเท็จจริงมากมายเพื่อพิสูจน์การทรงดำรงอยู่ของพระเจ้า เพื่อที่จะสามารถยอมรับสิ่งที่พระเจ้าได้ไว้พระทัยมอบหมายให้กับเขาได้ และสามารถทำสิ่งใดก็ตามที่พระเจ้าได้ทรงให้เขาทำได้  นี่คือความแตกต่างที่เป็นสาระสำคัญระหว่างโนอาห์และผู้คนในวันนี้  นี่ยังเป็นคำจำกัดความที่แท้จริงของสิ่งที่มนุษย์ที่มีความเพียบพร้อมเป็นอย่างแน่นอนในสายพระเนตรของพระเจ้าอีกด้วย  สิ่งที่พระเจ้าทรงต้องการคือผู้คนอย่างโนอาห์  เขาเป็นบุคคลชนิดที่พระเจ้าทรงสรรเสริญและเป็นบุคคลประเภทที่พระเจ้าทรงอวยพรอย่างแน่นอนอีกด้วย  พวกเจ้าได้รับความรู้แจ้งจากการนี้หรือไม่?  ผู้คนมองดูผู้คนจากภายนอก ในขณะที่สิ่งที่พระเจ้าทอดพระเนตรคือหัวใจของผู้คนและธาตุแท้ของพวกเขา  พระเจ้าไม่ทรงให้โอกาสผู้ใดมีความไม่เต็มใจหรือความแคลงใจอันใดต่อพระองค์ และพระองค์ไม่ทรงอนุญาตให้ผู้คนสงสัยหรือทดสอบพระองค์ในทางใดก็ตาม  ดังนั้นแม้ว่าผู้คนในวันนี้จะอยู่เบื้องหน้าพระวจนะของพระเจ้า—เจ้าสามารถพูดได้แม้กระทั่งว่าอยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้า—เนื่องจากมีบางสิ่งลึกลงไปภายในหัวใจของพวกเขา การมีอยู่ของธาตุแท้อันเสื่อมทรามของพวกเขา และท่าทีที่เป็นปรปักษ์ต่อพระองค์ ผู้คนได้ถูกขัดขวางจากการมีความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้า และถูกปิดกั้นจากการนบนอบต่อพระองค์  ด้วยเหตุนี้จึงเป็นเรื่องยากมากที่พวกเขาจะได้รับพรแบบเดียวกับที่พระเจ้าได้ประทานแก่โนอาห์

—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระราชกิจของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระเจ้า และพระเจ้าพระองค์เอง 1

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 28

พระเจ้าทรงใช้สายรุ้งเป็นสัญลักษณ์แห่งพันธสัญญาของพระองค์กับมนุษย์ (บทตอนที่คัดมา)

ปฐมกาล 9:11-13  “เราจะตั้งพันธสัญญาของเราไว้กับพวกเจ้าว่าจะไม่ทำลายมนุษย์และสัตว์ทั้งปวงโดยให้น้ำท่วมอีก และจะไม่ให้มีน้ำมาท่วมทำลายโลกอีกต่อไป”  พระเจ้าตรัสว่า “นี่แหละเป็นเครื่องหมายแห่งพันธสัญญา ซึ่งเราให้ไว้ระหว่างเรากับพวกเจ้า และกับสิ่งมีชีวิตทั้งปวงที่อยู่กับพวกเจ้าสืบไปทุกชั่วอายุ  คือเราตั้งรุ้งของเราไว้ที่เมฆ และรุ้งนั้นจะเป็นเครื่องหมายแห่งพันธสัญญาระหว่างเรากับโลก”

ผู้คนส่วนใหญ่รู้ว่าสายรุ้งคืออะไรและได้ยินเรื่องราวบางเรื่องที่เกี่ยวโยงกับสายรุ้งมาบ้างแล้ว  สำหรับเรื่องราวเกี่ยวกับสายรุ้งในพระคัมภีร์นั้น ผู้คนบางคนเชื่อ และบางคนถือว่าเป็นตำนาน ในขณะที่คนอื่นๆ ไม่เชื่อเลย  ไม่ว่าจะอย่างไร เหตุการณ์ทั้งหมดที่ได้เกิดขึ้นซึ่งเกี่ยวโยงกับสายรุ้งเป็นพระราชกิจของพระเจ้า และได้เกิดขึ้นในกระบวนการของการบริหารจัดการมนุษย์ของพระเจ้า  เหตุการณ์เหล่านี้ได้รับการบันทึกอย่างแม่นยำในพระคัมภีร์  บันทึกเหล่านี้ไม่ได้บอกพวกเราว่าพระเจ้าทรงอยู่ในพระอารมณ์ใด ณ เวลานั้น หรือเจตนารมณ์เบื้องหลังพระวจนะเหล่านี้ที่พระเจ้าได้ตรัส  ยิ่งไปกว่านั้น ไม่มีผู้ใดสามารถซาบซึ้งในสิ่งที่พระเจ้ากำลังทรงรู้สึกเมื่อพระองค์ได้ตรัสพระวจนะเหล่านั้น  อย่างไรก็ตาม สภาวะจิตใจของพระเจ้าเกี่ยวกับเหตุการณ์ทั้งปวงนี้ถูกเปิดเผยในระหว่างบรรทัดของข้อความ  เป็นราวกับว่าพระดำริของพระองค์ ณ เวลานั้นกระโดดออกจากหน้าหนังสือโดยผ่านทางพระวจนะของพระเจ้าแต่ละคำและแต่ละวลี

พระดำริของพระเจ้าคือสิ่งที่ผู้คนควรห่วงใย และเป็นสิ่งที่พวกเขาควรพยายามทำความรู้จักมากที่สุด  นี่เป็นเพราะพระดำริของพระเจ้าเกี่ยวโยงอย่างแยกไม่ออกกับการเข้าใจพระเจ้าของมนุษย์ และการเข้าใจพระเจ้าของมนุษย์เป็นข้อต่อที่ขาดไม่ได้ในการเข้าสู่ชีวิตของมนุษย์  ดังนั้นพระเจ้ากำลังทรงดำริอะไรในเวลาที่เกิดเหตุการณ์เหล่านี้ขึ้น?

แต่เดิมนั้นพระเจ้าได้ทรงสร้างมนุษยชาติซึ่งในสายพระเนตรของพระองค์นั้นดีและใกล้ชิดกับพระองค์มาก แต่พวกเขาได้ถูกทำลายด้วยน้ำท่วมหลังจากได้ทำการกบฏต่อพระองค์  การที่มนุษยชาติเช่นนี้หายวับไปในทันทีอย่างนั้นได้ทำให้พระเจ้าพระทัยสลายหรือไม่?  แน่นอนว่าใช่!  ดังนั้นอะไรคือการแสดงออกของพระองค์ถึงความเจ็บปวดนี้?  มันถูกบันทึกในพระคัมภีร์อย่างไร?  ได้มีการบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ด้วยพระวจนะเหล่านี้ว่า “เราจะตั้งพันธสัญญาของเราไว้กับพวกเจ้าว่าจะไม่ทำลายมนุษย์และสัตว์ทั้งปวงโดยให้น้ำท่วมอีก และจะไม่ให้มีน้ำมาท่วมทำลายโลกอีกต่อไป”  ประโยคเรียบง่ายนี้เปิดเผยพระดำริของพระเจ้า  การทำลายล้างโลกครั้งนี้ได้ทำให้พระองค์เจ็บปวดอย่างมาก  ในคำพูดของมนุษย์ พระองค์ได้ทรงโศกเศร้ามาก  เราสามารถจินตนาการได้ว่า แผ่นดินโลกที่ครั้งหนึ่งเคยเต็มไปด้วยชีวิตชีวาดูเป็นอย่างไรหลังจากถูกน้ำท่วมทำลาย?  แผ่นดินโลก ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเต็มไปด้วยมนุษย์ ดูเหมือนอะไร ณ เวลานั้น?  ไม่มีมนุษย์อาศัยอยู่เลย ไม่มีสิ่งทรงสร้างที่มีชีวิต มีน้ำอยู่ทุกหนแห่ง และความย่อยยับถึงที่สุดบนผิวน้ำ  ฉากเช่นนี้เป็นเจตนารมณ์ดั้งเดิมของพระเจ้าเมื่อพระองค์ได้ทรงสร้างแผ่นดินโลกหรือไม่?  ไม่อย่างแน่นอน!  เจตนารมณ์ดั้งเดิมของพระเจ้าคือการได้เห็นชีวิตทั่วทั้งแผ่นดินโลก การได้เห็นมนุษย์ที่พระองค์ได้ทรงสร้างนมัสการพระองค์ ไม่ใช่เพียงเพื่อให้โนอาห์เป็นผู้เดียวที่นมัสการพระองค์ หรือเป็นผู้เดียวที่สามารถตอบรับการทรงเรียกของพระองค์เพื่อทำให้สิ่งที่ได้วางพระทัยมอบหมายให้เขาครบบริบูรณ์ได้  เมื่อมนุษยชาติได้หายไป พระเจ้าก็ไม่ทรงได้เห็นสิ่งที่พระองค์ทรงเจตนาไว้แต่เดิม แต่กลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง  พระทัยของพระองค์จะสามารถไม่เจ็บปวดได้อย่างไร?  ดังนั้นเมื่อพระองค์กำลังทรงเปิดเผยพระอุปนิสัยของพระองค์ และแสดงพระอารมณ์ของพระองค์ พระเจ้าได้ทรงทำการตัดสินพระทัยแล้ว  การตัดสินพระทัยแบบใดกันที่พระองค์ได้ทรงทำ?  ทรงทำรุ้งในเมฆ (นั่นคือสายรุ้งที่พวกเราเห็นกัน) เป็นพันธสัญญากับมนุษย์ เป็นพระสัญญาว่าพระเจ้าจะไม่ทรงทำลายมวลมนุษย์ด้วยน้ำท่วมอีก  ในเวลาเดียวกันก็เป็นการบอกกับผู้คนอีกด้วยว่าพระเจ้าได้ทรงทำลายโลกด้วยน้ำท่วม เพื่อที่มวลมนุษย์จะได้จดจำตลอดไปว่าเหตุใดพระเจ้าจึงจะทำการเช่นนั้น

การทำลายโลก ณ เวลานั้นเป็นบางสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงต้องประสงค์หรือไม่?  แน่นอนว่าไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าได้ทรงต้องประสงค์  พวกเราอาจสามารถจินตนาการส่วนเล็กๆ ของภาพที่น่าเวทนาของแผ่นดินโลกหลังจากการทำลายโลกได้ แต่พวกเราไม่สามารถจินตนาการได้แม้แต่น้อยว่าฉากนี้เป็นเหมือนอะไร ณ เวลานั้นในสายพระเนตรของพระเจ้า  สามารถพูดได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นผู้คนในปัจจุบันหรือเวลานั้น ไม่มีผู้ใดสามารถจินตนาการหรือซาบซึ้งได้ในสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงรู้สึกเมื่อพระองค์ได้ทรงเห็นฉากนั้น ภาพนั้นของโลกหลังการทำลายโดยน้ำท่วม  พระเจ้าทรงถูกบังคับให้ทำเช่นนี้โดยการเป็นกบฏของมนุษย์ แต่การทำลายโลกด้วยน้ำท่วมครั้งนี้ทำให้พระทัยของพระองค์เจ็บปวด นี่คือข้อเท็จจริงที่ไม่มีผู้ใดสามารถเข้าใจ และไม่มีใครสามารถรู้สึกได้  นั่นคือเหตุผลที่พระเจ้าทรงทำพันธสัญญากับมวลมนุษย์ ซึ่งพระองค์ได้ทรงตั้งเป้าที่จะใช้บอกผู้คนให้จดจำว่าครั้งหนึ่งพระเจ้าได้ทรงทำบางสิ่งเช่นนี้ และสาบานกับพวกเขาว่าพระเจ้าจะไม่มีวันทรงทำลายโลกด้วยวิธีเช่นนี้อีก  ในพันธสัญญานี้พวกเราเห็นพระทัยของพระเจ้า—เราเห็นว่าพระทัยของพระเจ้าได้อยู่ในความเจ็บปวดเมื่อพระองค์ได้ทรงทำลายมนุษยชาตินี้  ในภาษาของมนุษย์ เมื่อพระเจ้าได้ทรงทำลายมวลมนุษย์ และได้ทรงเห็นมวลมนุษย์หายไป พระทัยของพระองค์ก็กำลังร่ำไห้และหลั่งพระโลหิต  นั่นไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดที่จะบรรยายเรื่องนั้นหรอกหรือ?  พระวจนะเหล่านี้ถูกใช้โดยพวกมนุษย์เพื่อแสดงให้เห็นอารมณ์มนุษย์ แต่ในเมื่อภาษาของมนุษย์บกพร่องเกินไป การใช้พระวจนะเหล่านั้นเพื่อบรรยายความรู้สึกและพระอารมณ์ของพระเจ้าดูเหมือนจะไม่แย่เกินไปสำหรับเรา และก็ไม่มากเกินไปด้วย  อย่างน้อยมันก็ให้พวกเจ้ามีความเข้าใจที่ชัดเจนมากและฉลาดมากว่าพระอารมณ์ของพระเจ้าเป็นเหมือนอะไร ณ เวลานั้น  บัดนี้เจ้าจะนึกถึงอะไรเมื่อพวกเจ้าเห็นสายรุ้งอีกครั้ง?  อย่างน้อยเจ้าก็จะจดจำว่าพระเจ้าได้ทรงเคยอยู่ในความโศกเศร้าอย่างไรกับการทำลายโลกด้วยน้ำท่วม  เจ้าจะจดจำว่าพระทัยของพระองค์กำลังเจ็บปวด กำลังดิ้นรนเพื่อปล่อยวาง กำลังรู้สึกว่าพระองค์ไม่เหลือทางเลือกอื่น และกำลังพบว่ามันยากที่จะทนอย่างไร แม้ว่าพระเจ้าได้ทรงเกลียดชังโลกนี้และมนุษยชาตินี้ เมื่อพระองค์ได้ทรงทำลายมนุษย์ที่พระองค์ได้ทรงสร้างขึ้นด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง  ความสบายพระทัยเพียงอย่างเดียวของพระองค์อยู่ในครอบครัวแปดคนของโนอาห์  เป็นความร่วมมือของโนอาห์นั่นเองที่ทำให้ความพยายามอย่างอุตสาหะของพระองค์ที่ทรงสร้างทุกสรรพสิ่งไม่สูญเปล่า  ณ เวลานั้นเมื่อพระเจ้ากำลังทรงทนทุกข์ นี่เป็นสิ่งเดียวที่สามารถชดเชยความเจ็บปวดของพระองค์ได้  จากจุดนั้นพระเจ้าได้ทรงวางความคาดหมายทั้งหมดของพระองค์ต่อมนุษยชาติไว้ในครอบครัวของโนอาห์ โดยหวังว่าพวกเขาจะสามารถมีชีวิตภายใต้พรจากพระองค์และไม่ใช่คำสาปแช่งของพระองค์ โดยหวังว่าพวกเขาจะไม่มีวันเห็นพระเจ้าทรงทำลายโลกด้วยน้ำท่วมอีก และโดยหวังเช่นกันว่าพวกเขาจะไม่ถูกทำลาย

พวกเราควรเรียนรู้เกี่ยวกับส่วนใดของพระอุปนิสัยของพระเจ้าจากการนี้?  พระเจ้าทรงเกลียดชังมนุษย์เพราะมนุษย์เป็นปฏิปักษ์กับพระองค์ แต่ในพระทัยของพระองค์นั้น ความใส่ใจ ความห่วงใย และความกรุณาของพระองค์ต่อมนุษยชาติไม่เคยเปลี่ยนแปลง  แม้พระองค์จะทำลายล้างมวลมนุษย์ พระทัยของพระองค์ก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง  เมื่อมนุษยชาติเต็มไปด้วยความเสื่อมทรามและเป็นกบฏต่อพระเจ้าจนถึงระดับที่ร้ายแรง พระเจ้าก็ต้องทรงทำลายล้างมวลมนุษย์นี้ เพราะอุปนิสัยและแก่นแท้ของพระองค์ และเป็นไปตามหลักธรรมของพระองค์  แต่เพราะแก่นแท้ของพระเจ้า พระองค์จึงยังคงสงสารมวลมนุษย์ ถึงกับทรงต้องการใช้วิธีต่างๆ นำมวลมนุษย์กลับมา เพื่อให้พวกเขาสามารถมีชีวิตต่อไปได้  อย่างไรก็ตาม มนุษย์กลับต่อต้านพระเจ้า ยังคงกบฏต่อพระเจ้า และปฏิเสธความรอดของพระเจ้า นั่นคือ มนุษย์ปฏิเสธเจตนารมณ์อันดีงามของพระองค์—ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงเรียกหา สะกิดเตือน หล่อเลี้ยงเขา ช่วยเหลือ หรือยอมผ่อนปรนให้เขาอย่างไร มนุษย์ก็ไม่เข้าใจหรือซาบซึ้ง และไม่สนใจ  ในความเจ็บปวดของพระองค์ พระเจ้ายังคงไม่ลืมที่จะประทานความผ่อนปรนสูงสุดของพระองค์แก่มนุษย์ รอคอยให้มนุษย์ปรับเปลี่ยนครรลองให้ถูกต้อง  หลังจากที่ถึงขีดจำกัดของพระองค์แล้ว พระองค์ย่อมทรงทำสิ่งที่พระองค์ต้องทรงทำโดยไม่มีความลังเลอันใด  กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ มีช่วงเวลาและกระบวนการหนึ่งที่เฉพาะเจาะจงตั้งแต่ชั่วขณะที่พระเจ้าทรงวางแผนทำลายมวลมนุษย์จนถึงจุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของพระราชกิจแห่งการทำลายมวลมนุษย์ของพระองค์  กระบวนการนี้มีขึ้นเพื่อให้มนุษย์ปรับเปลี่ยนครรลองให้ถูกต้อง และนี่เป็นโอกาสสุดท้ายที่พระเจ้าประทานแก่มนุษย์  แล้วในช่วงก่อนที่จะทำลายล้างมวลมนุษย์นี้ พระองค์ทรงทำสิ่งใด?  พระเจ้าทรงพระราชกิจมากมายที่เป็นการสะกิดเตือนและเตือนสติ  ไม่ว่าพระทัยของพระเจ้าจะเจ็บปวดและโศกเศร้าเพียงใด พระองค์ก็ยังคงใส่พระทัย ห่วงใย และประทานความกรุณาอันอุดมแก่มนุษยชาติต่อไป  พวกเรามองเห็นอะไรจากเรื่องนี้?  พวกเรามองเห็นอย่างไร้ข้อสงสัยว่าความรักที่พระเจ้าทรงมีต่อมวลมนุษย์นั้นจริงแท้ไม่ใช่สิ่งที่พระองค์เพียงตรัส แต่ไม่ทำ  ความรักของพระเจ้าเป็นจริง จับต้องได้ และรู้สึกได้จริง ไม่ปลอมแปลง ไม่มีสิ่งเจือปน ไม่หลอกลวงหรือเสแสร้ง  พระเจ้าไม่มีวันทรงใช้การหลอกลวงอันใด หรือสร้างภาพเท็จเพื่อทำให้ผู้คนเห็นว่าพระองค์ทรงน่ารักน่าชื่นชอบ  พระองค์ไม่มีวันทรงใช้คำพยานเท็จเพื่อให้ผู้คนเห็นความน่ารักน่าชื่นชมของพระองค์ หรือเพื่ออวดความน่ารักน่าชื่นชมและความศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์  แง่มุมเหล่านี้ของพระอุปนิสัยของพระเจ้าไม่มีค่าคู่ควรกับความรักของมนุษย์หรอกหรือ?  ไม่มีค่าคู่ควรต่อการนมัสการหรอกหรือ?  ไม่มีค่าคู่ควรต่อการทะนุถนอมหรอกหรือ?  ณ จุดนี้เราต้องการถามพวกเจ้าว่า หลังจากได้ยินพระวจนะเหล่านี้ พวกเจ้าคิดว่าความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าเป็นเพียงคำพูดไร้สาระบนกระดาษแผ่นหนึ่งหรือไม่?  ความน่ารักน่าชื่นชมของพระเจ้าเป็นเพียงคำพูดไร้สาระหรือไม่?  ไม่ใช่!  ไม่ใช่อย่างแน่นอน!  พระอำนาจสูงสุด ความยิ่งใหญ่ ความศักดิ์สิทธิ์ ความยอมผ่อนปรน ความรัก และอื่นๆ ของพระเจ้า—ทุกรายละเอียดของทุกๆ ด้านที่แตกต่างกันของพระอุปนิสัยและแก่นแท้ของพระเจ้าได้รับการแสดงออกในทางปฏิบัติทุกครั้งที่พระองค์ทรงทำพระราชกิจของพระองค์ ถูกผนึกรวมอยู่ในเจตนารมณ์ของพระองค์ต่อมนุษย์ และได้ถูกทำให้ลุล่วงและสะท้อนอยู่ในทุกๆ ผู้คนอีกด้วย  โดยไม่คำนึงถึงว่าเจ้าได้รู้สึกถึงมันมาก่อนหรือไม่ พระเจ้ากำลังใส่พระทัยในบุคคลทุกคนในทุกวิถีทางที่เป็นไปได้ โดยใช้พระทัยที่จริงใจ พระปัญญา และวิธีการทั้งหลาย ของพระองค์ เพื่อทำให้หัวใจของแต่ละบุคคลอบอุ่น และปลุกวิญญาณของแต่ละบุคคลให้ตื่น  นี่คือข้อเท็จจริงที่เถียงไม่ได้

—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระราชกิจของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระเจ้า และพระเจ้าพระองค์เอง 1

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 29

พระเจ้าทรงใช้สายรุ้งเป็นสัญลักษณ์แห่งพันธสัญญาของพระองค์กับมนุษย์ (บทตอนที่คัดมา)

ปฐมกาล 9:11-13  “เราจะตั้งพันธสัญญาของเราไว้กับพวกเจ้าว่าจะไม่ทำลายมนุษย์และสัตว์ทั้งปวงโดยให้น้ำท่วมอีก และจะไม่ให้มีน้ำมาท่วมทำลายโลกอีกต่อไป”  พระเจ้าตรัสว่า “นี่แหละเป็นเครื่องหมายแห่งพันธสัญญา ซึ่งเราให้ไว้ระหว่างเรากับพวกเจ้า และกับสิ่งมีชีวิตทั้งปวงที่อยู่กับพวกเจ้าสืบไปทุกชั่วอายุ  คือเราตั้งรุ้งของเราไว้ที่เมฆ และรุ้งนั้นจะเป็นเครื่องหมายแห่งพันธสัญญาระหว่างเรากับโลก”

พระเจ้าได้ทรงสร้างมวลมนุษย์ โดยไม่คำนึงถึงว่าพวกเขาได้ถูกทำให้เสื่อมทรามหรือไม่หรือว่าพวกเขาติดตามพระองค์หรือไม่ พระเจ้าก็ทรงปฏิบัติต่อมนุษย์ในฐานะที่เป็นผู้ที่พระองค์ทรงรักทรงทะนุถนอมที่สุด—หรืออย่างที่มนุษย์จะพูดว่าผู้คนที่เป็นที่รักที่สุดของพระองค์—และไม่ใช่ของเล่นของพระองค์  แม้ว่าพระเจ้าตรัสว่าพระองค์ทรงเป็นพระผู้สร้าง และว่ามนุษย์คือสิ่งมีชีวิตทรงสร้างของพระองค์ ซึ่งอาจฟังคล้ายกับว่ามีความแตกต่างเล็กน้อยในระดับตำแหน่ง แต่ความเป็นจริงก็คือทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าได้ทรงทำเพื่อมวลมนุษย์เหนือล้ำกว่าสัมพันธภาพในลักษณะนี้มากนัก  พระเจ้าทรงรักมวลมนุษย์ ใส่พระทัยมวลมนุษย์ และทรงแสดงความห่วงใยต่อมวลมนุษย์ ตลอดจนการจัดเตรียมให้มนุษย์อย่างต่อเนื่องและไม่หยุดหย่อน  พระองค์ไม่มีวันทรงรู้สึกในพระทัยของพระองค์ว่านี่เป็นพระราชกิจเพิ่มเติม หรือบางสิ่งที่สมควรได้รับความเชื่อถือมากมาย  พระองค์ไม่ทรงรู้สึกว่าการช่วยมนุษยชาติให้รอด การหล่อเลี้ยงพวกเขา และการประทานทุกสิ่งทุกอย่างแก่พวกเขา เป็นการมีส่วนร่วมสนับสนุนมวลมนุษย์อย่างมหาศาล  พระองค์เพียงทรงจัดเตรียมให้มวลมนุษย์อย่างเงียบๆ และสงบ ด้วยวิธีของพระองค์เองและโดยผ่านทางแก่นแท้ของพระองค์เอง และสิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็น  ไม่สำคัญว่ามวลมนุษย์ได้รับการจัดเตรียมมากเพียงใด และความช่วยเหลือมากเพียงใดจากพระองค์ พระเจ้าก็ไม่มีวันทรงนึกถึงหรือทรงพยายามที่จะได้รับความเชื่อถือ  การนี้ถูกกำหนดโดยแก่นแท้ของพระเจ้า และยังเป็นการแสดงออกที่แท้จริงถึงพระอุปนิสัยของพระเจ้าอย่างแม่นยำอีกด้วย  โดยไม่คำนึงถึงว่าเรื่องนี้อยู่ในพระคัมภีร์หรือหนังสือเล่มอื่นใด นี่คือสาเหตุที่พวกเราไม่มีวันได้พบว่าพระเจ้ากำลังทรงแสดงพระดำริของพระองค์ และพวกเราไม่มีวันได้พบว่าพระเจ้ากำลังทรงบรรยายหรือแถลงต่อพวกมนุษย์ โดยมีจุดมุ่งหมายแห่งการทำให้มวลมนุษย์สำนึกบุญคุณต่อพระองค์ หรือสรรเสริญพระองค์ เหตุใดพระองค์จึงทรงทำสิ่งเหล่านี้ หรือเหตุใดพระองค์จึงใส่พระทัยในมวลมนุษย์มากถึงเพียงนี้  แม้เมื่อพระองค์ทรงเจ็บปวด เมื่อพระทัยของพระองค์ทรงอยู่ในความเจ็บปวดสุดขีด พระองค์ก็ไม่มีวันทรงลืมความรับผิดชอบของพระองค์ต่อมวลมนุษย์ หรือความห่วงใยของพระองค์ต่อมวลมนุษย์ ทั้งหมดในขณะที่พระองค์ทรงแบกรับความบาดเจ็บและความเจ็บปวดเพียงลำพังในความเงียบ  ในทางตรงกันข้าม พระเจ้าทรงยังคงจัดเตรียมให้มนุษย์ต่อไปเฉกเช่นที่พระองค์ได้ทรงทำมาตลอด  แม้ว่ามวลมนุษย์จะสรรเสริญพระเจ้าหรือเป็นพยานต่อพระองค์บ่อยๆ แต่พระเจ้าก็ไม่ทรงเรียกร้องพฤติกรรมอันใดเช่นนี้  นี่เป็นเพราะพระเจ้าไม่มีวันทรงเจตนาใช้สิ่งดีๆ สิ่งใดที่พระองค์ทรงทำเพื่อมวลมนุษย์แลกเปลี่ยนกับความกตัญญูรู้คุณหรือการได้รับการตอบแทน  ในทางกลับกัน บรรดาผู้ที่สามารถยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วได้ บรรดาผู้ที่สามารถติดตามพระเจ้า ฟังพระองค์ และจงรักภักดีต่อพระองค์ได้อย่างแท้จริง และบรรดาผู้ที่สามารถนบนอบพระองค์ได้—เหล่านี้คือผู้คนที่จะได้รับพรจากพระเจ้าบ่อยๆ และพระเจ้าจะประทานพรเช่นนี้โดยไม่มีข้อสงสัย  ยิ่งไปกว่านั้นพรที่ผู้คนได้รับจากพระเจ้านั้นมักจะเกินกว่าจินตนาการของพวกเขา และเกินกว่าสิ่งอันใดที่มนุษย์สามารถได้รับเพื่อแลกเปลี่ยนกับสิ่งที่พวกเขาได้ทำ หรือราคาที่พวกเขาได้จ่ายไป  เมื่อมวลมนุษย์กำลังสุขสำราญกับพรจากพระเจ้า มีผู้ใดใส่ใจในสิ่งที่พระเจ้ากำลังทรงทำอยู่หรือไม่?  มีผู้ใดแสดงความห่วงใยบ้างหรือไม่ว่าพระเจ้ากำลังทรงรู้สึกอย่างไร?  มีผู้ใดพยายามซาบซึ้งในความเจ็บปวดของพระเจ้าหรือไม่?  คำตอบคือคำว่าไม่อย่างหนักแน่น!  มนุษย์ผู้ใดเล่า รวมถึงโนอาห์ด้วย สามารถซาบซึ้งในความเจ็บปวดที่พระเจ้ากำลังทรงรู้สึก ณ ชั่วขณะนั้นได้?  มีผู้ใดบ้างสามารถซาบซึ้งว่าเหตุใดพระเจ้าจึงจะทรงทำพันธสัญญาเช่นนี้?  พวกเขาไม่สามารถ!  มวลมนุษย์ไม่ซาบซึ้งในความเจ็บปวดของพระเจ้า ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่สามารถเข้าใจความเจ็บปวดของพระเจ้า และไม่ใช่เพราะช่องว่างระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ หรือความแตกต่างในสถานะของพวกเขา ตรงกันข้ามเป็นเพราะมวลมนุษย์ไม่ใส่ใจเลยเกี่ยวกับความรู้สึกอันใดของพระเจ้า  มวลมนุษย์คิดว่าพระเจ้าทรงเป็นอิสระ—ว่าพระเจ้าไม่ทรงต้องการให้ผู้คนใส่ใจเกี่ยวกับพระองค์ เข้าใจพระองค์ หรือแสดงให้เห็นความคำนึงถึงต่อพระองค์  พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้า ดังนั้นพระองค์จึงไม่ทรงมีความเจ็บปวด ไม่ทรงมีพระอารมณ์ พระองค์จะไม่ทรงโศกเศร้า พระองค์จึงไม่รู้สึกเสียพระทัย พระองค์จึงไม่ทรงแม้แต่กรรแสง  พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้า ดังนั้นพระองค์ไม่ทรงจำเป็นต้องมีการแสดงออกทางอารมณ์อันใด และพระองค์ไม่ทรงจำเป็นต้องมีการปลอบโยนทางอารมณ์อันใด  ภายใต้รูปการณ์แวดล้อมบางอย่าง หากพระองค์ทรงจำเป็นต้องมีสิ่งเหล่านี้ เช่นนั้นแล้วพระองค์ก็ทรงสามารถรับมือได้โดยลำพัง และจะไม่ทรงพึงประสงค์ความช่วยเหลืออันใดจากมวลมนุษย์  ในทางกลับกัน เป็นมนุษย์ที่ อ่อนแอ ยังไม่มีวุฒิภาวะ นั่นเองที่จำเป็นต้องมีการปลอบใจ การจัดเตรียม การให้กำลังใจจากพระเจ้า และแม้กระทั่งให้พระองค์ทรงปลอบประโลมอารมณ์ของพวกเขาตลอดเวลาและในทุกสถานที่  สิ่งทั้งหลายเช่นนี้แฝงตัวลึกอยู่ภายในหัวใจของมวลมนุษย์ กล่าวคือ มนุษย์เป็นผู้อ่อนแอ พวกเขาต้องการให้พระเจ้าทรงดูแลพวกเขาในทุกวิถีทาง พวกเขาสมควรได้รับการดูแลทั้งหมดที่พวกเขาได้รับจากพระเจ้า และพวกเขาควรเรียกร้องสิ่งใดก็ตามที่พวกเขารู้สึกว่าควรเป็นของพวกเขาจากพระเจ้า  พระเจ้าทรงเป็นผู้เข้มแข็ง พระองค์ทรงมีทุกสิ่งทุกอย่าง และพระองค์ควรจะทรงเป็นผู้พิทักษ์และผู้ประทานพรแก่มวลมนุษย์  ในเมื่อพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าอยู่แล้ว พระองค์ก็ทรงฤทธานุภาพสูงสุด และไม่มีวันทรงจำเป็นต้องการสิ่งใดจากมวลมนุษย์

เนื่องจากมนุษย์ไม่ให้ความสนใจในการเปิดเผยอันใดของพระเจ้า เขาจึงไม่เคยรู้สึกถึงความเสียพระทัย ความเจ็บปวด หรือความชื่นบานของพระเจ้า  แต่ในทางกลับกัน พระเจ้าทรงรู้จักการกระทำ ทั้งหมดของมนุษย์เหมือนฝ่าพระหัตถ์ของพระองค์เอง  พระเจ้าทรงหล่อเลี้ยงความต้องการของทุกคนตลอดเวลาและในทุกสถานที่ ทรงสังเกตการณ์ความคิดที่เปลี่ยนแปลงของแต่ละบุคคลและจึงปลอบประโลมและเตือนสติพวกเขา และนำทางและให้ความกระจ่างแก่พวกเขา  ในแง่ของทุกสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงทำในตัวมวลมนุษย์ และราคาทั้งหมดที่พระองค์ได้ทรงจ่ายไปเพราะพวกเขา ผู้คนสามารถพบบทตอนในพระคัมภีร์ หรือจากสิ่งใดที่พระเจ้าได้ตรัสไว้จนถึงบัดนี้ที่ระบุอย่างชัดเจนว่าพระเจ้าจะทรงเรียกร้องบางสิ่งจากมนุษย์ได้หรือไม่?  ไม่!  ในทางตรงกันข้าม ไม่สำคัญว่าผู้คนเพิกเฉยต่อการขบคิดของพระเจ้าอย่างไร พระองค์ก็ยังคงทรงนำทางพวกเขาซ้ำๆ ทรงจัดหาให้พวกเขาและช่วยเหลือพวกเขาซ้ำๆ เพื่อทำให้พวกเขาสามารถเดินตามหนทางของพระเจ้าเพื่อที่พวกเขาจะสามารถบรรลุบั้นปลายอันสวยงามที่พระองค์ได้ทรงตระเตรียมไว้ให้พวกเขาได้  เมื่อพูดถึงพระเจ้า สิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็น พระคุณของพระองค์ ความกรุณาของพระองค์ และบำเหน็จของพระองค์ทั้งหมดจะได้รับการประทานให้แก่บรรดาผู้ที่รักและติดตามพระองค์โดยปราศจากการสงวนไว้  แต่พระองค์ไม่มีวันทรงเปิดเผยความเจ็บปวดที่พระองค์ได้ทรงทนทุกข์ หรือสิ่งที่อยู่ในพระทัยของพระองค์ต่อบุคคลใด และพระองค์ไม่มีวันทรงร้องทุกข์คร่ำครวญเกี่ยวกับผู้ใดก็ตามที่ไม่คำนึงถึงพระองค์ หรือไม่พยายามเข้าใจเจตนารมณ์ของพระองค์  พระองค์เพียงทรงแบกรับทั้งหมดนี้ในความเงียบ รอคอยวันที่มวลมนุษย์จะสามารถเข้าใจได้

เหตุใดเราจึงพูดถึงสิ่งเหล่านี้ที่นี่?  พวกเจ้าเห็นอะไรจากสิ่งต่างๆ ที่เราได้พูดไป?  มีบางสิ่งในแก่นแท้และพระอุปนิสัยของพระเจ้าซึ่งง่ายอย่างเหลือเกินต่อการมองข้าม เป็นบางสิ่งที่พระเจ้าเท่านั้นทรงครอบครองและไม่มีบุคคลใดมี รวมถึงพวกที่คนอื่นๆ คิดว่าเป็นผู้คนที่ยิ่งใหญ่ ผู้คนที่ดี หรือพระเจ้าแห่งจินตนาการของพวกเขา  สิ่งนี้คืออะไร?  คือความไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนของพระเจ้า  เมื่อพูดถึงความไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน เจ้าก็อาจคิดว่าเจ้าก็ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากเช่นกัน เพราะเมื่อพูดถึงลูกหลานของเจ้า เจ้าไม่มีวันต่อรองราคาหรือต่อล้อต่อเถียงกับพวกเขา หรือเจ้าคิดว่าเจ้าก็ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากเช่นกันเมื่อพูดถึงบิดามารดาของเจ้า  ไม่สำคัญว่าเจ้าจะคิดอะไร อย่างน้อยที่สุดเจ้าก็มีมโนทัศน์เกี่ยวกับคำว่า “ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน” และคิดว่ามันเป็นคำในเชิงบวก และคิดว่าการเป็นบุคคลที่ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนนั้นสูงศักดิ์มาก  เมื่อเจ้าไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน เจ้าจะนับถือตัวเจ้าเองอย่างสูงส่ง  แต่ไม่มีใครสักคนที่สามารถเห็นความไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนของพระเจ้าในทุกสรรพสิ่ง ท่ามกลางผู้คน เหตุการณ์ และวัตถุต่างๆ และในพระราชกิจของพระองค์ได้  เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้?  เพราะมนุษย์เห็นแก่ตัวเกินไป!  เหตุใดเราจึงพูดเช่นนั้น?  มวลมนุษย์อาศัยอยู่ในโลกแห่งวัตถุ  เจ้าอาจติดตามพระเจ้า แต่เจ้าไม่มีวันเห็นหรือซาบซึ้งในวิธีที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้เจ้า รักเจ้า และแสดงความห่วงใยต่อเจ้า  ดังนั้นเจ้าเห็นอะไร?  เจ้าเห็นญาติสายโลหิตที่รักเจ้าหรือหลงใหลในตัวเจ้า  เจ้าเห็นสิ่งต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อเนื้อหนังของเจ้า เจ้าใส่ใจเกี่ยวกับผู้คน และสิ่งต่างๆ ที่เจ้ารัก นี่คือสิ่งที่เรียกกันว่าความไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนของมนุษย์  อย่างไรก็ตาม ผู้คนที่ “ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน” เช่นนี้ไม่มีวันห่วงใยเกี่ยวกับพระเจ้าที่ทรงให้ชีวิตแก่พวกเขา  ตรงกันข้ามกับของพระเจ้า ความไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนของมนุษย์กลายเป็นเห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจ  ความไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนที่มนุษย์เชื่อนั้นว่างเปล่าและไม่สมจริง ปลอมปน เข้ากันไม่ได้กับพระเจ้า และไม่เกี่ยวโยงกับพระเจ้า  ความไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนของมนุษย์มีไว้สำหรับตัวเอง ในขณะที่ความไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนของพระเจ้าเป็นการเปิดเผยแก่นแท้ของพระองค์ที่แท้จริง  เป็นเพราะความไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนของพระเจ้านั่นเอง มนุษย์จึงได้รับการจัดเตรียมให้โดยพระองค์ตลอดเวลา  พวกเจ้าอาจจะไม่ได้รับผลกระทบอย่างลึกล้ำจากหัวข้อนี้ที่เรากำลังพูดถึงในวันนี้ และเพียงกำลังพยักหน้าด้วยความเห็นชอบ แต่เมื่อเจ้าพยายามซาบซึ้งในพระหทัยของพระเจ้าในหัวใจของเจ้า เจ้าจะค้นพบการนี้โดยไม่รู้ตัวว่า ท่ามกลางผู้คน เรื่องสำคัญและสิ่งต่างๆ ทั้งหมดที่เจ้าสามารถสำนึกรับรู้ได้ในโลกนี้ มีเพียงความไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนของพระเจ้าเท่านั้นที่เป็นจริงและเป็นรูปธรรม เพราะมีเพียงความรักของพระเจ้าต่อเจ้าเท่านั้นที่ปราศจากเงื่อนไขและไร้ที่ติ  นอกเหนือจากพระเจ้าแล้ว ที่เรียกว่าความไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนของคนอื่นใดนั้นแสร้งทำ ผิวเผิน ไม่แท้จริง มันมีจุดประสงค์ เจตนาบางอย่าง มีการแลกเปลี่ยน และไม่สามารถทนทานต่อการทดสอบได้ เจ้าถึงกับสามารถพูดได้ว่ามันโสมมและน่ารังเกียจ  พวกเจ้ามีความเห็นด้วยกับพระวจนะเหล่านี้หรือไม่?

—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระราชกิจของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระเจ้า และพระเจ้าพระองค์เอง 1

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 30

พระเจ้าทรงใช้สายรุ้งเป็นสัญลักษณ์แห่งพันธสัญญาของพระองค์กับมนุษย์ (บทตอนที่คัดมา)

ปฐมกาล 9:11-13  “เราจะตั้งพันธสัญญาของเราไว้กับพวกเจ้าว่าจะไม่ทำลายมนุษย์และสัตว์ทั้งปวงโดยให้น้ำท่วมอีก และจะไม่ให้มีน้ำมาท่วมทำลายโลกอีกต่อไป”  พระเจ้าตรัสว่า “นี่แหละเป็นเครื่องหมายแห่งพันธสัญญา ซึ่งเราให้ไว้ระหว่างเรากับพวกเจ้า และกับสิ่งมีชีวิตทั้งปวงที่อยู่กับพวกเจ้าสืบไปทุกชั่วอายุ  คือเราตั้งรุ้งของเราไว้ที่เมฆ และรุ้งนั้นจะเป็นเครื่องหมายแห่งพันธสัญญาระหว่างเรากับโลก”

ในตอนจบของเรื่องราวของโนอาห์ พวกเราเห็นว่าพระเจ้าได้ทรงใช้วิธีการที่ไม่ธรรมดาเพื่อแสดงความรู้สึกของพระองค์ ณ เวลานั้น  เป็นวิธีการที่พิเศษมาก นั่นคือ การทำพันธสัญญากับมนุษย์ซึ่งได้ประกาศบทอวสานแห่งการทำลายโลกด้วยน้ำท่วมของพระเจ้า  โดยผิวเผินแล้วการทำพันธสัญญาอาจดูเหมือนเป็นสิ่งธรรมดามาก  ไม่มีอะไรมากไปกว่าการใช้คำพูดเพื่อผูกมัดสองฝ่าย และป้องกันไม่ให้พวกเขาละเมิดข้อตกลงของพวกเขา เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของพวกเขาทั้งคู่  ในด้านรูปแบบมันเป็นสิ่งธรรมดามาก แต่จากสิ่งจูงใจเบื้องหลังและเจตนารมณ์ของพระเจ้าในการทำสิ่งนี้ มันเป็นการเปิดเผยที่แท้จริงถึงพระอุปนิสัยและสภาพจิตใจของพระเจ้า  หากเจ้าเพียงวางพระวจนะเหล่านี้ไว้ก่อนและเพิกเฉยต่อพระวจนะเหล่านี้ หากเราไม่มีวันบอกพวกเจ้าถึงความจริงของสิ่งต่างๆ เช่นนั้นแล้วมนุษยชาติก็จะไม่มีวันรู้จักการขบคิดของพระเจ้าจริงๆ  บางทีในจินตนาการของเจ้า พระเจ้ากำลังทรงแย้มพระโอษฐ์เมื่อพระองค์ได้ทรงทำพันธสัญญานี้ หรือบางทีการแสดงออกของพระองค์นั้นจริงจัง แต่ไม่ว่าผู้คนจะจินตนาการว่าพระเจ้าได้ทรงมีการแสดงออกใดที่ธรรมดามากที่สุด แต่คงจะไม่มีใครสามารถเห็นพระทัยของพระเจ้าหรือความเจ็บปวดของพระองค์ได้ นับประสาอะไรกับความเหงาของพระองค์  ไม่มีใครสามารถทำให้พระเจ้าไว้วางพระทัยพวกเขาหรือมีค่าคู่ควรต่อความไว้วางพระทัยของพระเจ้า หรือเป็นใครสักคนที่พระองค์ทรงสามารถแสดงความคิดของพระองค์ หรือไว้พระทัยปรับทุกข์ในความเจ็บปวดของพระองค์ได้  นั่นคือเหตุผลที่พระเจ้าไม่ทรงมีทางเลือกใดนอกจากทำสิ่งเช่นนี้  มองโดยผิวเผินแล้ว พระเจ้าได้ทรงทำสิ่งง่ายๆ ในการกล่าวคำอำลาต่อมนุษยชาติอย่างที่เคยเป็น โดยแก้ไขประเด็นปัญหาแห่งอดีตและนำการทำลายล้างโลกด้วยน้ำท่วมของพระองค์ไปสู่บทอวสานที่มีความเพียบพร้อม  อย่างไรก็ตามพระเจ้าได้ทรงฝังความเจ็บปวดจากชั่วขณะนี้ลึกลงไปในพระทัยของพระองค์  ณ เวลาที่พระเจ้าไม่ได้ทรงมีใครให้ไว้พระทัยปรับทุกข์ด้วย พระองค์ได้ทรงทำพันธสัญญากับมวลมนุษย์ โดยตรัสบอกพวกเขาว่าพระองค์จะไม่ทรงทำลายโลกด้วยน้ำท่วมอีก  เมื่อสายรุ้งได้ปรากฏขึ้น ก็เพื่อเตือนความจำผู้คนว่าสิ่งเช่นนี้ได้เกิดขึ้นแล้ว และเพื่อตักเตือนพวกเขาให้ละเว้นจากความชั่ว  แม้ในสภาวะที่เจ็บปวดเช่นนี้ พระเจ้าก็ไม่ได้ทรงลืมเกี่ยวกับมวลมนุษย์ และยังคงได้ทรงแสดงความห่วงใยอย่างมากต่อพวกเขา  นี่ไม่ใช่ความรักและความไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนของพระเจ้าหรอกหรือ?  แต่ผู้คนนึกถึงอะไรเล่าเมื่อพวกเขากำลังทนทุกข์?  นี่ไม่ใช่เวลาที่พวกเขาต้องการพระเจ้ามากที่สุดหรอกหรือ?  ในเวลาเช่นนี้ผู้คนมักจะลากพระเจ้าเข้าหาเสมอเพื่อให้พระองค์ทรงสามารถปลอบประโลมพวกเขาได้  ไม่สำคัญว่าเมื่อใด พระเจ้าจะไม่มีวันทรงทำให้ผู้คนผิดหวัง และพระองค์จะทรงทำให้ผู้คนสามารถหลุดพ้นจากสภาวะลำบากใจและมีชีวิตในความสว่างได้เสมอ  แม้ว่าพระเจ้าจะทรงจัดเตรียมให้มวลมนุษย์เช่นนี้ แต่ในหัวใจของมนุษย์พระเจ้าไม่ทรงเป็นอะไรมากไปกว่ายาเม็ดบรรเทาทุกข์ น้ำยาปลอบประโลม  เมื่อพระเจ้ากำลังทรงทนทุกข์ เมื่อพระหทัยของพระองค์ได้รับบาดเจ็บ การมีสิ่งมีชีวิตที่ทรงสร้างหรือบุคคลใดก็ตามมาอยู่เป็นเพื่อนกับพระองค์หรือปลอบประโลมพระองค์ย่อมเป็นเพียงความปรารถนาฟุ้งเฟ้อสำหรับพระเจ้าอย่างไม่ต้องสงสัย  มนุษย์ไม่มีวันให้ความสนใจกับความรู้สึกของพระเจ้า ดังนั้นพระเจ้าจึงไม่มีวันทรงถามหาหรือคาดหวังว่าจะมีใครสักคนที่สามารถปลอบประโลมพระองค์ได้  พระองค์เพียงทรงใช้วิธีการทั้งหลายของพระองค์เองเพื่อแสดงออกถึงพระอารมณ์ของพระองค์  ผู้คนไม่คิดว่าเป็นความยากลำบากอย่างยิ่งที่พระเจ้าจะต้องทรงฟันฝ่าความทุกข์ แต่เมื่อเจ้าพยายามเข้าใจพระเจ้าอย่างแท้จริง เมื่อเจ้าสามารถซาบซึ้งในเจตนารมณ์อันแรงกล้าของพระเจ้าในทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์ทรงทำเท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าและความไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนของพระองค์ได้  แม้ว่าพระเจ้าได้ทรงทำพันธสัญญากับมวลมนุษย์โดยใช้สายรุ้ง แต่พระองค์ไม่เคยได้ทรงบอกผู้ใดว่าเหตุใดพระองค์จึงได้ทรงทำเช่นนี้—เหตุใดพระองค์จึงได้ทรงตั้งพันธสัญญานี้—หมายความว่าพระองค์ไม่เคยได้ตรัสบอกพระดำริที่แท้จริงของพระองค์กับผู้ใด  นี่เป็นเพราะไม่มีใครที่สามารถจับใจความความลึกของความรักที่พระเจ้าทรงมีต่อมวลมนุษย์ที่พระองค์ได้ทรงสร้างด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เองได้ และไม่มีใครที่สามารถซาบซึ้งว่าพระหทัยของพระองค์ได้ทนทุกข์มากเพียงใดเมื่อพระองค์ทรงทำลายมนุษยชาติได้อีกด้วย เพราะฉะนั้น แม้ว่าพระองค์จะต้องตรัสบอกผู้คนว่าพระองค์ทรงรู้สึกอย่างไร พวกเขาก็คงจะไม่สามารถรับภาระความเชื่อใจนี้ไว้ได้  แม้จะทรงอยู่ในความเจ็บปวด แต่พระองค์ก็ยังคงทรงทำพระราชกิจของพระองค์ต่อไปในขั้นตอนถัดไป  พระเจ้าทรงให้ด้านที่ดีที่สุดของพระองค์และสิ่งที่ดีที่สุดแก่มวลมนุษย์เสมอ ในขณะที่ทรงแบกรับความทุกข์ทั้งหมดด้วยพระองค์เองอย่างเงียบๆ นั้น  พระเจ้าไม่มีวันทรงเปิดเผยความทุกข์เหล่านี้อย่างโจ่งแจ้ง  พระองค์ทรงทนฝ่าความทุกข์เหล่านี้และทรงรอคอยในความเงียบแทน  ความทนฝ่าของพระเจ้านั้นไม่เย็นชา มึนงง หรือหมดหนทาง และไม่ได้เป็นสัญญาณของความอ่อนแอ  ตรงกันข้าม ความรักและแก่นแท้ของพระเจ้าไม่เห็นแก่ตนเสมอมา  นี่คือการเปิดเผยตามธรรมชาติถึงแก่นแท้และพระอุปนิสัยของพระองค์ และเป็นร่างสถิตที่แท้จริงของพระอัตลักษณ์ของพระเจ้าในฐานะพระผู้สร้างที่แท้จริง

—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระราชกิจของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระเจ้า และพระเจ้าพระองค์เอง 1

ก่อนหน้า: บั้นปลายและบทอวสาน

ถัดไป: การรู้จักพระเจ้า II

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger