การเข้าสู่ชีวิต VI
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 556
มีเพียงโดยการไล่ตามเสาะหาความจริงเท่านั้นคนเราจึงสามารถสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยได้ กล่าวคือ นี่คือบางสิ่งบางอย่างที่ผู้คนต้องจับใจความและทำความเข้าใจอย่างถี่ถ้วน หากเจ้าไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับความจริงอย่างเพียงพอ เจ้าจะพลาดพลั้งและหลงเจิ่นอย่างง่ายดาย หากเจ้าต้องการที่จะเติบโตในชีวิต เจ้าต้องแสวงหาความจริงในทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่สำคัญว่าเจ้ากำลังทำสิ่งใด เจ้าควรจะแสวงหาจนพบวิธีที่จะประพฤติตัวเพื่อที่จะอยู่ในแนวเดียวกันกับความจริง และค้นพบว่าความแปดเปื้อนที่ดำรงอยู่ภายในตัวเจ้าอันใดที่ฝ่าฝืนความจริง เจ้าต้องมีความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ ไม่ว่าเจ้ากำลังทำสิ่งใด เจ้าควรพิจารณาว่าสิ่งนั้นสอดคล้องกับความจริงหรือไม่ มีคุณค่าและความหมายหรือไม่ เจ้าสามารถทำสิ่งทั้งหลายที่สอดคล้องกับความจริง แต่เจ้าไม่สามารถทำสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับความจริงได้ เมื่อคำนึงถึงสิ่งทั้งหลายที่เจ้าสามารถที่จะทำหรือไม่ทำก็ได้นั้น หากสิ่งเหล่านั้นสามารถถูกปล่อยวางไปได้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ควรที่จะปล่อยวางสิ่งเหล่านั้นไป มิฉะนั้นแล้ว หากเจ้าทำสิ่งทั้งหลายเหล่านี้เป็นบางเวลา และต่อมาในภายหลังก็พบว่าเจ้าควรจะปล่อยสิ่งเหล่านั้นไป เช่นนั้นแล้วจงรีบทำการตัดสินใจอย่างรวดเร็วและปล่อยวางสิ่งเหล่านั้นไปโดยเร็ว นี่คือหลักการที่เจ้าควรปฏิบัติตามในทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าทำ ผู้คนบางคนยกคำถามนี้ขึ้นว่า เหตุใดการแสวงหาความจริงและนำความจริงมาปฏิบัติจึงลำบากยากเย็นยิ่งนัก—ราวกับว่าเจ้ากำลังพายเรือทวนกระแสน้ำ และคงจะลอยลำไปข้างหลังหากเจ้าหยุดพายไปข้างหน้า? แต่ทว่าเหตุใดการทำสิ่งที่ชั่วและไร้ความหมายจึงง่ายกว่ามากนัก—ง่ายราวกับการล่องเรือไปตามกระแสน้ำ? เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? นั่นเป็นเพราะธรรมชาติของมนุษยชาติคือการทรยศพระเจ้า ธรรมชาติของซาตานได้มีบทบาทครอบงำอยู่ภายในตัวมนุษย์ และนี่คือกำลังบังคับที่เป็นปฏิปักษ์ แน่นอนว่าพวกมนุษย์ที่มีธรรมชาติที่ทรยศพระเจ้าหมิ่นเหม่อย่างยิ่งที่จะทำสิ่งทั้งหลายที่ทรยศพระองค์ และการกระทำในเชิงบวกก็ลำบากยากเย็นที่จะปฏิบัติสำหรับพวกเขาไปโดยธรรมชาติ การนี้ถูกตัดสินโดยแก่นแท้ธรรมชาติของมนุษยชาติทั้งสิ้น ทันทีที่เจ้าเข้าใจความจริงอย่างแท้จริงและเริ่มที่จะรักความจริงจากภายในตัวเจ้าเอง เจ้าก็จะพบว่าการทำสิ่งทั้งหลายตามความจริงนั้นง่าย เจ้าจะทำหน้าที่ของเจ้าและปฏิบัติความจริงไปตามปกติ—โดยไม่ต้องใช้ความพยายามและทำอย่างชื่นบานด้วยซ้ำ และเจ้าจะรู้สึกว่าการทำสิ่งใดก็ตามที่เป็นลบย่อมต้องใช้ความพยายามอย่างมาก นี่เป็นเพราะความจริงมีบทบาทครอบครองหัวใจของเจ้าแล้ว หากเจ้าเข้าใจความจริงเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์อย่างแท้จริง เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมจะมีเส้นทางให้ติดตามว่าจะเป็นบุคคลประเภทใด ทำอย่างไรจึงจะเป็นบุคคลที่สุจริตและตรงไปตรงมา บุคคลที่ซื่อสัตย์ และเป็นใครบางคนที่เป็นพยานให้พระเจ้าและรับใช้พระองค์ และทันทีที่เจ้าเข้าใจความจริงเหล่านี้ เจ้าก็จะไม่มีวันสามารถก่อเรื่องชั่วที่ท้าทายพระองค์ได้อีก อีกทั้งเจ้าจะไม่แสดงบทบาทของผู้นำเทียมเท็จ คนงานเทียมเท็จ หรือศัตรูของพระคริสต์อีกเลย ต่อให้ซาตานชักพาให้เจ้าหลงผิด หรือใครบางคนที่ชั่วร้ายยุยงเจ้า เจ้าก็จะไม่ทำการนั้น ไม่ว่าใครจะพยายามบีบบังคับเจ้า เจ้าก็จะไม่ทำเช่นนั้นอยู่ดี หากผู้คนได้มาซึ่งความจริง และความจริงกลายเป็นชีวิตของพวกเขา พวกเขาก็จะสามารถเกลียดความชั่วและรู้สึกถึงความขยะแขยงภายในต่อสิ่งที่เป็นลบทั้งหลาย การที่พวกเขาจะทำความชั่วจึงเป็นเรื่องยาก เพราะอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของพวกเขาเปลี่ยนแปลงไปแล้ว และพระเจ้าก็ทรงทำให้พวกเขาเพียบพร้อมไปแล้ว
หากเจ้าเข้าใจความจริงอย่างแท้จริงในหัวใจของเจ้า เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะรู้วิธีปฏิบัติความจริงและนบนอบพระเจ้า และก็เป็นธรรมดาที่จะเริ่มออกเดินไปบนเส้นทางแห่งการไล่ตามเสาะหาความจริง หากเส้นทางที่เจ้าเดินเป็นเส้นทางที่ถูกต้อง และเป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะไม่ผละจากเจ้าไป—ซึ่งในกรณีนี้ย่อมจะมีโอกาสน้อยลงเรื่อยๆ ที่เจ้าจะทรยศพระเจ้า หากปราศจากความจริง ย่อมง่ายดายที่จะทำชั่ว และเจ้าจะทำสิ่งนั้นไปทั้งที่เจ้าไม่ตั้งใจ ตัวอย่างเช่น หากเจ้ามีอุปนิสัยที่โอหังและทะนงตน เช่นนั้นแล้วการบอกให้เจ้าไม่ต่อต้านพระเจ้าก็คงไม่สร้างความแตกต่างอะไร เจ้าไม่อาจห้ามตัวเองได้ นี่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเจ้า เจ้าคงจะไม่ทำสิ่งนั้นโดยมีจุดประสงค์ เจ้าคงจะทำสิ่งนั้นไปภายใต้การครอบงำของธรรมชาติที่โอหังและทะนงตนของเจ้า ความโอหังและความทะนงตนของเจ้าคงจะทำให้เจ้าดูแคลนพระเจ้าและเห็นพระองค์ทรงไร้ค่าไม่สำคัญ สิ่งเหล่านั้นคงจะเป็นเหตุให้เจ้ายกย่องตัวเจ้าเอง นำเสนอตัวเจ้าเองอยู่เนืองนิตย์ สิ่งเหล่านั้นจะทำให้เจ้าสบประมาทผู้อื่น สิ่งเหล่านั้นจะไม่ปล่อยให้หัวใจของเจ้ามีผู้ใดนอกจากตัวเจ้าเอง ความโอหังและความทะนงตนจะปล้นที่ทางของพระเจ้าในหัวใจของเจ้าไป และในท้ายที่สุดก็จะเป็นเหตุให้เจ้านั่งแทนที่พระเจ้าและเรียกร้องให้ผู้คนนบนอบเจ้า และทำให้เจ้าเทิดทูนความคิด แนวคิด และมโนคติอันหลงผิดของตนเองว่าเป็นความจริง ผู้คนที่อยู่ภายใต้ภาวะครอบงำของธรรมชาติที่โอหังและหยิ่งทะนงของตนนั้นทำความชั่วไปมากมายเหลือเกิน! เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาการทำชั่วของพวกเขา พวกเขาจะต้องแก้ไขธรรมชาติของตนเสียก่อน หากปราศจากการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัย คงจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะนำพาการแก้ไขขั้นพื้นฐานมาสู่ปัญหานี้ เมื่อเจ้ามีความเข้าใจบางอย่างเกี่ยวกับพระเจ้า เมื่อเจ้าสามารถมองเห็นความเสื่อมทรามของเจ้าเอง และตระหนักรู้ความน่ารังเกียจและความน่าเกลียดของความโอหังและความทะนงตน เมื่อนั้นเจ้าจะรู้สึกขยะแขยง คลื่นเหียน และทุกข์โศก เจ้าจะสามารถทำบางสิ่งได้อย่างมีสติเพื่อทำให้พระเจ้าพอพระทัย และเมื่อทำเช่นนี้แล้วก็ย่อมจะรู้สึกสบายใจ เจ้าจะสามารถอ่านพระวจนะของพระเจ้า ยกย่องพระเจ้า เป็นพยานให้พระเจ้าได้อย่างมีสติ และในหัวใจของเจ้า เจ้าจะรู้สึกถึงความชื่นชมยินดี เจ้าจะถอดหน้ากากตัวเองออกมาอย่างมีสติ เปิดโปงความอัปลักษณ์ของเจ้าเอง และด้วยการทำเช่นนี้ เจ้าจะรู้สึกดีอยู่ภายในและรู้สึกว่าตัวเจ้าเองอยู่ในสภาวะจิตใจที่ปรับปรุงดีขึ้น ขั้นตอนแรกของการแสวงหาการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของเจ้าก็คือการพยายามที่จะเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าและพยายามที่จะเข้าสู่ความจริง ด้วยการเข้าใจความจริงเท่านั้น เจ้าจึงจะเกิดการหยั่งรู้ได้ เมื่อมีการหยั่งรู้แล้วเท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถเข้าใจสิ่งทั้งหลายได้อย่างถ้วนทั่ว มีเพียงเข้าใจสิ่งทั้งหลายอย่างถ้วนทั่วเท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถรู้จักตนเองอย่างแท้จริง เฉพาะเมื่อเจ้ารู้จักตนเองอย่างแท้จริงเท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถขบถต่อเนื้อหนังและดังนั้นจึงนำความจริงไปปฏิบัติได้ ค่อยๆ มานบนอบพระเจ้า และเจ้าก็จะเข้าสู่ครรลองที่ถูกต้องไปทีละขั้นทีละตอนในการเชื่อในพระเจ้า นี่ขึ้นอยู่กับว่าผู้คนมีปณิธานเช่นใดเวลาไล่ตามเสาะหาความจริง ถ้าบางคนมีปณิธานอย่างแท้จริง เช่นนั้นแล้ว หลังจากหกเดือนหรือปีหนึ่งพวกเขาก็จะเริ่มอยู่ในครรลองที่ถูกต้อง ภายในสามหรือห้าปี พวกเขาจะมองเห็นผลลัพธ์ และจะรู้สึกว่าพวกเขากำลังมีความก้าวหน้าในชีวิต หากผู้คนเชื่อในพระเจ้าแต่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง และไม่เคยมุ่งเน้นที่จะปฏิบัติความจริง เช่นนั้นแล้วพวกเขาย่อมจะสามารถเชื่อได้นานสิบหรือยี่สิบปีโดยที่ไม่มีประสบการณ์กับการเปลี่ยนแปลงใดๆ แล้วในที่สุดพวกเขาก็จะคิดว่านั่นคือความเชื่อในพระเจ้า พวกเขาจะคิดว่านั่นเหมือนกับวิธีดำรงชีวิตในสังคมทางโลกของพวกเขาก่อนหน้านี้เป็นอย่างมาก และคิดว่าการมีชีวิตอยู่นั้นไร้ความหมาย นี่แสดงให้เห็นอย่างแท้จริงว่า หากไม่มีความจริง ชีวิตก็ว่างเปล่า พวกเขาอาจจะสามารถกล่าววาจาและคำสอนบางอย่าง แต่พวกเขาจะรู้สึกไม่สบายใจและลำบากใจอยู่ดี หากผู้คนมีความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าอยู่บ้าง รู้วิธีที่จะดำรงชีวิตอย่างมีความหมาย และสามารถทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อให้พระเจ้าพึงพอพระทัยได้ เช่นนั้นแล้วพวกเขาจะรู้สึกว่านี่คือชีวิตจริง รู้สึกว่าด้วยการดำรงชีวิตในหนทางนี้เท่านั้น ชีวิตของพวกเขาจึงจะมีความหมาย และรู้สึกว่าพวกเขาต้องดำรงชีวิตในหนทางนี้เพื่อที่จะนำความพึงพอพระทัยมาให้พระเจ้า ตอบแทนพระเจ้า และรู้สึกสบายใจ หากพวกเขาสามารถทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย นำความจริงไปปฏิบัติ ขบถต่อตนเอง ละทิ้งแนวคิดของพวกเขาเอง นบนอบและคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้โดยมีสติรู้ตัว—หากพวกเขาสามารถที่จะทำสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ได้อย่างมีสติรู้ตัว—เช่นนั้นแล้ว นี่ก็คือความหมายของการนำความจริงไปปฏิบัติให้ถูกต้อง และนำความจริงไปปฏิบัติอย่างแท้จริง นี่ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่เพียงพึ่งพาความคิดฝันและทำตามข้อบังคับเท่านั้น และคิดว่านี่คือการปฏิบัติความจริง อันที่จริง การพึ่งพาความคิดฝันและการทำตามข้อบังคับนั้นเหน็ดเหนื่อยมาก การไม่เข้าใจความจริงและทำสิ่งทั้งหลายโดยปราศจากหลักธรรมก็เหน็ดเหนื่อยมากเช่นกัน และการทำสิ่งทั้งหลายอย่างมืดบอดโดยไม่มีเป้าหมายยิ่งเหน็ดเหนื่อยกว่าเสียอีก เมื่อเจ้าเข้าใจความจริง เจ้าจะไม่ถูกผู้คน เหตุการณ์ หรือสิ่งใดตีกรอบ และเจ้าจะมีอิสรภาพและได้รับการปลดปล่อยอย่างแท้จริง เจ้าจะกระทำการในหนทางที่มีหลักธรรม และผ่อนคลายและมีความสุข และเจ้าจะไม่รู้สึกว่านี่ใช้ความพยายามมากเกินไปหรือทำให้เกิดความทุกข์มากเกินไป หากเจ้ามีสภาวะเช่นนี้ เจ้าย่อมมีความจริงและความเป็นมนุษย์ และย่อมเป็นคนที่เปลี่ยนแปลงอุปนิสัยแล้ว
—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, โดยการไล่ตามเสาะหาความจริงเท่านั้นคนเราจึงจะสามารถสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยได้
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 557
ในกระบวนการของประสบการณ์ชีวิต ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะแสวงหาความจริง และไตร่ตรองเรื่องนี้ให้ถ้วนทั่วตามพระวจนะของพระเจ้าและตามความจริง เมื่อเจ้ารู้วิธีทำสิ่งที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ เจ้าก็จะสามารถปล่อยมือจากสิ่งที่มาจากเจตจำนงของเจ้าเอง ทันทีที่เจ้ารู้วิธีกระทำการตามเจตนารมณ์ของพระเจ้า เจ้าก็ควรกระทำการไปตามนั้นเท่านั้น ราวกับว่ากำลังไหลไปตามกระแสของธรรมชาติ กล่าวคือ การทำสิ่งทั้งหลายในหนทางนี้จะรู้สึกผ่อนคลายและง่ายมาก นี่คือวิธีที่ผู้คนที่เข้าใจความจริงกระทำสิ่งต่างๆ หากเจ้าสามารถแสดงให้ผู้คนเห็นว่าเจ้ามีประสิทธิผลอย่างแท้จริงเมื่อเจ้าปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า และเห็นว่ามีหลักธรรมในวิธีที่เจ้าทำสิ่งทั้งหลาย ว่าอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของเจ้าได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วจริงๆ ว่าเจ้าได้ทำสิ่งดีๆ มากมายเพื่อผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรร เช่นนั้นแล้วเจ้าก็คือใครบางคนที่เข้าใจความจริง และมีสภาพเสมือนมนุษย์อย่างแน่นอน และย่อมมีผลลัพธ์ในการที่เจ้ากินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าเป็นแน่ เมื่อใครบางคนเข้าใจความจริงอย่างแท้จริง พวกเขาก็จะสามารถแยกแยะสภาวะต่างๆ ของตนได้ พวกเขาจะสามารถมองเห็นเรื่องราวที่ซับซ้อนได้อย่างชัดเจน และดังนั้นพวกเขาย่อมจะรู้วิธีปฏิบัติที่เหมาะสม หากคนคนหนึ่งไม่เข้าใจความจริงและไม่สามารถแยกแยะสภาวะของตนเองได้ เช่นนั้นแล้วหากพวกเขาต้องการขัดขืนตนเอง พวกเขาย่อมจะไม่รู้ว่าควรขัดขืนสิ่งใดหรือขัดขืนอย่างไร หากพวกเขาต้องการละทิ้งเจตจำนงของตนเอง พวกเขาก็จะไม่รู้ว่ามีสิ่งใดผิดในเจตจำนงของตน พวกเขาจะคิดว่าเจตจำนงของตนสอดคล้องกับความจริง และอาจถึงกับถือว่าเจตจำนงของตนเองคือความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์ บุคคลเช่นนี้จะทอดทิ้งเจตจำนงของตนเองได้อย่างไร? พวกเขาจะไม่สามารถทำเช่นนั้น และพวกเขายิ่งจะไม่สามารถขัดขืนเนื้อหนัง เพราะฉะนั้น เมื่อเจ้าไม่เข้าใจความจริง เจ้าจะสำคัญผิดได้ง่ายว่าสิ่งที่มาจากเจตจำนงของตัวเจ้าเอง สิ่งทั้งหลายที่พ้องกับมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์ และความเมตตา ความรัก ความทุกข์ และการยอมลำบากของตัวคนเราเองนั้นถูกต้องและสอดคล้องกับความจริง เช่นนั้นแล้วเจ้าจะสามารถขัดขืนสิ่งเหล่านี้ของมนุษย์ได้อย่างไร? เจ้าไม่เข้าใจความจริง และเจ้าไม่รู้ว่าการปฏิบัติความจริงหมายความเช่นไร เจ้าอยู่ในความมืดโดยสิ้นเชิงและเจ้าไม่สามารถรู้ได้ว่าต้องทำอะไร ดังนั้นเจ้าจึงทำได้แต่สิ่งที่เจ้าคิดว่าดีเท่านั้น และผลก็คือมีความบิดเบือนในการกระทำบางประการของเจ้า สิ่งเหล่านี้บางส่วนเป็นเพราะการทำตามข้อบังคับ บางส่วนเป็นเพราะความกระตือรือร้น และบางส่วนเป็นเพราะการก่อกวนของซาตาน ผู้คนที่ไม่เข้าใจความจริงเป็นเช่นนี้ เวลาทำสิ่งต่างๆ พวกเขาก็เอาแน่เอานอนไม่ได้อย่างยิ่ง มีความเบี่ยงเบนให้เห็นอยู่เสมอ และไม่มีความถูกต้องแต่อย่างใด ผู้คนที่ไม่เข้าใจความจริงย่อมมองเห็นสิ่งทั้งหลายในหนทางที่ไร้สาระเหมือนผู้ไม่มีความเชื่อไม่มีผิด พวกเขาจะสามารถปฏิบัติความจริงได้อย่างไร? พวกเขาจะสามารถแก้ปัญหาได้อย่างไร? การเข้าใจความจริงไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ว่าขีดความสามารถของคนเราจะสูงหรือต่ำเพียงใด ต่อให้ผ่านประสบการณ์มาแล้วทั้งชีวิต จำนวนความจริงที่พวกเขาสามารถเข้าใจได้ย่อมมีจำกัด และจำนวนพระวจนะของพระเจ้าที่พวกเขาสามารถเข้าใจได้ก็มีจำกัดเช่นกัน เมื่อเทียบกันแล้ว ผู้คนที่ค่อนข้างมีประสบการณ์มากกว่าคือผู้คนที่เข้าใจความจริงอยู่บ้าง และอย่างมากพวกเขาก็สามารถเลิกทำสิ่งที่ต้านทานพระเจ้าและเลิกทำสิ่งที่ชั่วอย่างเห็นได้ชัดได้ เป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะกระทำการโดยไม่มีเจตนาของตนเองเจือปนอยู่เลย เนื่องจากมนุษย์มีการคิดอ่านที่ปกติและความคิดของพวกเขาอาจไม่เป็นไปตามพระวจนะของพระเจ้าเสมอไป การมีเจตจำนงของพวกเขาเองเข้ามาเจือปนจึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ สิ่งสำคัญคือการมีวิจารณญาณในทุกสิ่งที่มาจากเจตจำนงของคนเราเองและขัดแย้งกับพระวจนะของพระเจ้า ความจริง และขัดแย้งกับความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์ นี่พึงต้องให้เจ้าทำงานหนักเพื่อที่จะเข้าใจพระวจนะของพระเจ้า เฉพาะเมื่อเจ้าเข้าใจความจริงแล้วเท่านั้น เจ้าจึงจะมีวิจารณญาณ และเมื่อนั้นเท่านั้นเจ้าจึงจะแน่ใจได้ว่าเจ้าจะไม่ทำชั่ว
—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, โดยการไล่ตามเสาะหาความจริงเท่านั้นคนเราจึงจะสามารถสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยได้
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 558
เพื่อที่จะรู้จักตัวเอง เจ้าต้องรู้จักการเผยให้เห็นทั้งหลายของความเสื่อมทรามของเจ้าเอง อุปนิสัยที่เสื่อมทรามของเจ้า จุดอ่อนที่สำคัญยิ่งชีพของตัวเจ้าเอง แก่นแท้ธรรมชาติของเจ้า เจ้าต้องรู้จักสิ่งเหล่านั้น—สิ่งจูงใจทั้งหลายของเจ้า มุมมองทั้งหลายของเจ้า และท่าทีของเจ้าเกี่ยวกับทุกๆ สิ่ง—ที่ถูกเปิดเผยในชีวิตประจำวันของเจ้าให้ลึกลงไปถึงรายละเอียดท้ายสุดด้วยเช่นกัน ไม่ว่าเจ้าอยู่ที่บ้านหรือนอกบ้าน ตอนที่เจ้ากำลังอยู่ในการชุมนุม ตอนที่เจ้ากำลังกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า หรือในทุกๆ ประเด็นปัญหาที่เจ้าเผชิญ เจ้าต้องมารู้จักตัวเองผ่านทางแง่มุมเหล่านี้ แน่นอนว่าการที่จะรู้จักตัวเจ้าเองในระดับที่ลึกลงไป เจ้าต้องใช้พระวจนะของพระเจ้าประกอบด้วย เฉพาะโดยการรู้จักตัวเองบนพื้นฐานของพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้น เจ้าจึงสามารถสัมฤทธิ์ผลลัพธ์ได้ ขณะยอมรับการพิพากษาจากพระวจนะของพระเจ้า จงอย่ากลัวความทุกข์หรือความเจ็บปวด และยิ่งไปกว่านั้น จงอย่ากลัวว่าพระวจนะของพระเจ้าจะเสียดแทงหัวใจของพวกเจ้าและเปิดโปงสภาวะอันอัปลักษณ์ทั้งหลายของพวกเจ้า การทนทุกข์กับสิ่งเหล่านี้มีประโยชน์มากเหลือเกิน หากเจ้าเชื่อในพระเจ้า เจ้าก็ควรอ่านพระวจนะของพระเจ้าที่พิพากษาและตีสอนผู้คนให้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระวจนะที่เปิดโปงแก่นแท้แห่งความเสื่อมทรามของมนุษยชน เจ้าควรเปรียบเทียบพระวจนะกับสภาวะที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของเจ้าให้มากขึ้น และเจ้าควรนำพระวจนะมาเชื่อมโยงกับตัวเจ้าเองให้มากขึ้นและใช้กับผู้อื่นให้น้อยลง สภาวะชนิดต่างๆ ที่พระเจ้าทรงเปิดโปงมีอยู่ในตัวบุคคลทุกคน และสามารถพบได้ในตัวเจ้าได้ทั้งสิ้น หากเจ้าไม่เชื่อ ก็จงลองผ่านประสบการณ์กับการทำเช่นนี้ดู ยิ่งเจ้ามีประสบการณ์มากเท่าใด เจ้าก็จะรู้จักตัวเองมากขึ้นเท่านั้น และเจ้าจะรู้สึกมากขึ้นว่าพระวจนะของพระเจ้าถูกต้องแม่นยำมาก หลังจากที่ได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าแล้ว ผู้คนบางคนไม่มีความสามารถที่จะเชื่อมโยงพระวจนะเหล่านี้เข้ากับตัวเอง พวกเขาคิดว่า ส่วนทั้งหลายของพระวจนะเหล่านี้ไม่เกี่ยวกับพวกเขา แต่เกี่ยวกับผู้คนอื่นๆ ต่างหาก ตัวอย่างเช่น เมื่อพระเจ้าทรงเปิดโปงผู้คนว่าเป็นพวกร้อยเล่ห์มารยาและแพศยา พี่น้องหญิงบางคนก็รู้สึกว่า เพราะพวกเธอได้มีความสัตย์ซื่อต่อสามีของพวกเธออย่างไม่มีผิดพลาด พระวจนะเหล่านั้นต้องไม่มีอะไรอ้างอิงถึงพวกเธอ พี่น้องหญิงบางคนรู้สึกว่า เนื่องจากพวกเธอไม่ได้แต่งงาน และไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ พระวจนะเหล่านั้นต้องไม่มีอะไรเกี่ยวกับพวกเธอด้วยเช่นกัน พี่น้องชายบางคนรู้สึกว่าพระวจนะเหล่านี้มีจุดมุ่งหมายอยู่ที่พวกผู้หญิงเท่านั้น และไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับพวกเขาเลย ผู้คนบางคนเชื่อว่าพระวจนะของพระเจ้าแห่งการเปิดโปงมนุษย์นั้นรุนแรงเกินไป ไม่ตรงกับความเป็นจริง ดังนั้นพวกเขาจึงปฏิเสธที่จะยอมรับพระวจนะเหล่านี้ ในบางตัวอย่างถึงกับมีกระทั่งผู้คนที่กล่าวว่า พระวจนะของพระเจ้านั้นไม่ถูกต้องแม่นยำ นี่เป็นท่าทีอันถูกต้องที่ควรมีต่อพระวจนะของพระเจ้าหรือ? เห็นได้ชัดว่าผิด ผู้คนล้วนมองตัวเองตามพฤติกรรมภายนอกของตน พวกเขาไม่สามารถทบทวนตัวเองและมารู้จักแก่นแท้อันเสื่อมทรามของตนท่ามกลางพระวจนะของพระเจ้า คำว่า “ร้อยเล่ห์มารยา” และ “แพศยา” ในที่นี้อ้างอิงถึงแก่นแท้ของความเสื่อมทราม ความโสมม และความมักมากของมวลมนุษย์ ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย สมรสหรือไม่สมรส ทุกคนย่อมมีความคิดที่เสื่อมทรามของความสำส่อน—ดังนั้นเป็นไปได้อย่างไรที่นั่นจะไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้า? พระวจนะของพระเจ้าเปิดโปงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นเพศหญิงหรือเพศชาย คนเรามีความเสื่อมทรามที่ระดับเดียวกัน นี่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงหนึ่งหรอกหรือ? พวกเราจำต้องตระหนักเสียก่อนว่าทุกสิ่งที่พระเจ้าตรัสคือความจริงและอยู่ในแนวเดียวกับข้อเท็จจริงทั้งหลายนั้น และไม่ว่าพระวจนะของพระองค์ที่พิพากษาและเปิดโปงผู้คนจะรุนแรงเพียงใด หรือไม่ว่าพระวจนะของพระองค์ที่สามัคคีธรรมถึงความจริงหรือเตือนสติผู้คนจะอ่อนโยนเพียงใด ไม่ว่าพระวจนะของพระองค์จะเป็นการพิพากษาหรือพร ไม่ว่าจะเป็นคำกล่าวโทษหรือสาปแช่ง ไม่ว่าจะทำให้ผู้คนรู้สึกขมขื่นหรือหวานชื่น ผู้คนก็ต้องยอมรับไว้ทั้งหมด เช่นนี้เองคือท่าทีที่ผู้คนควรมีต่อพระวจนะของพระเจ้า นี่คือท่าทีชนิดใด? นี่คือท่าทีที่เคร่งครัด ท่าทีอันเลื่อมใสศรัทธา ท่าทีอันอดทน หรือท่าทีของการโอบกอดความทุกข์ไว้กระนั้นหรือ? เจ้าค่อนข้างจะสับสนแล้ว เราบอกพวกเจ้าเลยว่านี่ไม่ใช่อันใดในท่าทีเหล่านี้เลย ในความเชื่อของพวกเขานั้น ผู้คนต้องยืนยันหนักแน่นว่า พระวจนะของพระเจ้าคือความจริง เนื่องจากพระวจนะเหล่านี้คือความจริงโดยแท้ ผู้คนจึงควรยอมรับพระวจนะด้วยเหตุผล ไม่ว่าพวกเขาจะสามารถตระหนักรู้หรือยอมรับการนี้หรือไม่ ท่าทีแรกที่พวกเขามีต่อพระวจนะของพระเจ้าควรเป็นท่าทีแห่งการยอมรับโดยสมบูรณ์ หากพระวจนะของพระเจ้าไม่เปิดโปงคนใดคนหนึ่งหรือพวกเจ้าทุกคน แล้วพระวจนะจะเปิดโปงผู้ใด? และหากไม่ใช่เพื่อเปิดโปงเจ้า เหตุใดจึงขอให้เจ้ายอมรับพระวจนะ? นี่ไม่ขัดแย้งกันหรอกหรือ? พระเจ้าตรัสแก่มวลมนุษย์ทั้งปวง ทุกประโยคที่พระเจ้าดำรัสล้วนเปิดโปงมวลมนุษย์อันเสื่อมทราม และไม่มีผู้ใดได้รับการยกเว้น—ซึ่งย่อมรวมถึงเจ้าด้วยเป็นธรรมดา ถ้อยดำรัสของพระเจ้าไม่มีสักบรรทัดเดียวที่ว่าด้วยเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกหรือสภาวะชนิดหนึ่ง นับประสาอะไรที่จะเกี่ยวข้องกับข้อบังคับภายนอกข้อหนึ่ง หรือรูปแบบอันเรียบง่ายรูปแบบหนึ่งของพฤติกรรมในตัวผู้คน ไม่มีถ้อยดำรัสใดที่เป็นเช่นนั้นเลย หากเจ้าคิดว่าทุกบรรทัดที่พระเจ้าดำรัสเป็นเพียงการเปิดโปงพฤติกรรมหรือลักษณะภายนอกประเภทที่เรียบง่ายของมนุษย์ เช่นนั้นแล้ว เจ้าย่อมไม่มีความเข้าใจทางฝ่ายวิญญาณเลย และเจ้าก็ไม่เข้าใจว่าความจริงคืออะไร พระวจนะของพระเจ้าคือความจริง ผู้คนรู้สึกได้ถึงความลุ่มลึกแห่งพระวจนะของพระเจ้า พระวจนะลุ่มลึกอย่างไร? พระวจนะทุกคำของพระเจ้าเปิดโปงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของผู้คน และสิ่งทั้งหลายที่หยั่งรากลึกเป็นสาระสำคัญอยู่ภายในชีวิตของพวกเขา ไม่ใช่การปรากฏภายนอก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ใช่พฤติกรรมภายนอก เมื่อมองดูผู้คนจากลักษณะภายนอก พวกเขาอาจจะดูเป็นคนดีกันทั้งนั้น แต่เหตุใดพระเจ้าจึงตรัสว่า ผู้คนบางคนเป็นพวกวิญญาณชั่ว และบ้างก็เป็นวิญญาณที่ไม่สะอาด? นี่เป็นเรื่องที่เจ้าไม่สามารถมองเห็นได้ ดังนั้น คนเราต้องไม่ปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าตามมโนคติอันหลงผิดหรือความคิดฝันของมนุษย์ หรือตามคำบอกเล่าของมนุษย์ และตามถ้อยแถลงของพรรครัฐบาลโดยเด็ดขาด มีเพียงพระวจนะของพระเจ้าที่เป็นความจริง คำพูดของมนุษย์ล้วนเป็นตรรกะวิบัติ หลังจากที่ได้รับการสามัคคีธรรมเช่นนั้นแล้ว พวกเจ้าได้รับประสบการณ์การเปลี่ยนแปลงในท่าทีของเจ้าที่มีต่อพระวจนะของพระเจ้าหรือไม่? ไม่สำคัญว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นจะยิ่งใหญ่หรือเล็กน้อยเพียงใด คราวต่อไปที่พวกเจ้าอ่านพระวจนะของพระเจ้าที่พิพากษาและเปิดโปงผู้คน อย่างน้อยเจ้าก็ไม่ควรพยายามโต้แย้งพระเจ้า เจ้าควรเลิกบ่นพระเจ้าว่า “พระวจนะของพระเจ้าแห่งการเปิดโปงและพิพากษาผู้คนนั้นรุนแรงจริงๆ ฉันจะไม่อ่านหน้านี้ ฉันก็แค่จะข้ามหน้านี้ไปเลย! ให้ฉันสำรวจค้นบางสิ่งบางอย่างมาอ่านเกี่ยวกับพระพรและพระสัญญาเถอะ เพื่อที่จะพบสิ่งชูใจบ้าง” เจ้าไม่ควรอ่านพระวจนะของพระเจ้าโดยเลือกเฟ้นตามความชอบของเจ้าเองอีกต่อไป เจ้าต้องยอมรับความจริงและการพิพากษาและการตีสอนแห่งพระวจนะของพระเจ้า เมื่อนั้นเท่านั้นอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าจึงจะสามารถได้รับการชำระให้สะอาด และเมื่อนั้นเท่านั้นเจ้าจึงสามารถบรรลุความรอดได้
—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ความสำคัญของการไล่ตามเสาะหาความจริง และเส้นทางของการไล่ตามเสาะหาความจริง
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 559
เจ้าจะเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ได้อย่างไร? อันที่จริงแล้วการเข้าใจธรรมชาติของเจ้าเองหมายถึงการชำแหละสิ่งทั้งหลายที่อยู่ลึกเข้าไปในดวงจิตของเจ้า—สิ่งทั้งหลายในชีวิตของเจ้า รวมทั้งตรรกะและปรัชญาทั้งหมดของซาตานที่เป็นแบบอย่างในการใช้ชีวิตของเจ้า—ซึ่งก็คือชีวิตของซาตานที่เจ้าใช้ในการดำเนินชีวิต มีเพียงการขุดคุ้ยสิ่งที่อยู่ลึกลงไปในดวงจิตของเจ้าเท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถเข้าใจธรรมชาติของเจ้า จะขุดสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาได้อย่างไร? สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถถูกขุดคุ้ยหรือชำแหละได้ด้วยเรื่องราวเพียงหนึ่งหรือสองเรื่อง หลายครั้งหลายคราวหลังจากที่เจ้าทำบางสิ่งบางอย่างแล้วเสร็จ เจ้าก็ยังไม่เกิดความเข้าใจอยู่ดี อาจสามารถใช้เวลาสามถึงห้าปีกว่าที่เจ้าจะมีความตระหนักหรือความเข้าใจแม้เสี้ยวเล็กๆ สักเสี้ยวหนึ่ง ดังนั้นในหลายสถานการณ์ เจ้าต้องทบทวนตัวเองและมารู้จักตัวเอง เจ้าต้องขุดลึกลงไปและชำแหละตัวเองตามพระวจนะของพระเจ้า เพื่อจะได้เห็นผลลัพธ์ขึ้นมาบ้าง ขณะที่ความเข้าใจของเจ้าเกี่ยวกับความจริงทั้งหลายเติบโตลุ่มลึกมากขึ้นทุกที เจ้าก็จะค่อยๆ มารู้จักแก่นแท้ธรรมชาติของตัวเจ้าเองโดยผ่านทางการทบทวนตัวเองและความรู้จักตัวเอง
การที่จะรู้จักธรรมชาติของเจ้านั้น เจ้าต้องมีความเข้าใจในธรรมชาติของตนด้วยการทำสิ่งต่างๆ สักสองสามอย่าง สิ่งแรกก็คือ เจ้าต้องมีความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับสิ่งที่เจ้าชอบ นี่มิใช่อ้างอิงถึงสิ่งที่เจ้าชอบกินหรือชอบสวมใส่ แต่ในทางกลับกัน นั่นหมายถึงสิ่งประเภททั้งหลายที่เจ้าชื่นชม สิ่งทั้งหลายที่เจ้าริษยา สิ่งทั้งหลายที่เจ้าเคารพบูชา สิ่งทั้งหลายที่เจ้าไล่ตามไขว่คว้า และสิ่งทั้งหลายที่เจ้าให้ความสนใจในหัวใจของเจ้า ชนิดของผู้คนที่เจ้าชื่นชมในการเข้ามาติดต่อสัมพันธ์ด้วย และชนิดของผู้คนที่เจ้าเลื่อมใสและหลงใหลได้ปลื้มอยู่ในหัวใจ ตัวอย่างเช่น ผู้คนส่วนใหญ่ชอบผู้ที่ได้รับการยกย่อง ผู้คนซึ่งมีความงามสง่าอยู่ในกิริยาท่าทางและวาทะของพวกเขา หรือชอบพวกที่พูดจากะล่อน หรือพวกที่แสร้งสวมบทบาท ที่พาดพิงถึงไปก่อนหน้านั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้คนใดที่พวกเขาชอบมีปฏิกิริยาด้วย สำหรับสิ่งทั้งหลายที่ผู้คนชื่นชมนั้น สิ่งเหล่านี้รวมไปถึงการเต็มใจทำสิ่งเฉพาะบางอย่างที่ทำได้ง่ายดาย การชื่นชมในสิ่งทั้งหลายที่ผู้อื่นคิดว่าดี และที่ผู้คนจะเห็นชอบและสรรเสริญ ในธรรมชาติทั้งหลายของผู้คนนั้นมีคุณลักษณะเฉพาะธรรมดาทั่วไปของสิ่งทั้งหลายที่พวกเขาชอบอยู่ นั่นก็คือ พวกเขาชอบผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายที่ผู้อื่นรู้สึกอิจฉาโดยเนื่องมาจากรูปลักษณ์ภายนอก พวกเขาชอบผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายที่ดูสวยงามและหรูหรายิ่ง และพวกเขาชอบผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายที่ทำให้ผู้อื่นเคารพบูชาพวกเขา สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ที่ผู้คนชื่นชอบนั้นยิ่งใหญ่ ละลานตา งามหรู และโอฬาร ผู้คนล้วนเคารพบูชาสิ่งเหล่านี้ สามารถเห็นได้ว่า ผู้คนไม่ครองความจริงอันใดเลย ทั้งพวกเขายังไม่มีสภาพเสมือนมนุษย์แท้อีกด้วย ไม่มีนัยสำคัญแม้แต่น้อยในการเคารพบูชาสิ่งเหล่านี้ ทว่าผู้คนก็ยังชอบสิ่งเหล่านี้ สิ่งเหล่านี้ที่ผู้คนชอบดูเหมือนว่าดีเป็นพิเศษสำหรับพวกที่ไม่เชื่อในพระเจ้า และเป็นสิ่งที่ผู้คนเต็มใจที่จะไล่ตามไขว่คว้าเป็นพิเศษ… สิ่งที่ผู้คนไล่ตามไขว่คว้าและโหยหานั้นเป็นของกระแสนิยมทางโลก สิ่งเหล่านี้เป็นของซาตานและพวกมาร พระเจ้าทรงรังเกียจสิ่งเหล่านี้ และสิ่งเหล่านี้ก็ไร้ซึ่งความจริงใดๆ สิ่งทั้งหลายที่ผู้คนโน้มเอียงที่จะโหยหานี้เปิดโอกาสให้ค้นพบแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขา ความเลือกชอบของผู้คนมองเห็นได้ในหนทางที่พวกเขาแต่งกาย ผู้คนบางคนเต็มใจที่จะสวมเสื้อผ้าที่ดึงดูดความสนใจหลากสีสัน หรือชุดที่แปลกประหลาด พวกเขาพร้อมที่จะสวมใส่เครื่องประดับที่ไม่มีใครอื่นสวมใส่มาก่อน และพวกเขารักสิ่งทั้งหลายที่สามารถดึงดูดเพศตรงข้าม การที่พวกเขาสวมใส่เสื้อผ้าและเครื่องประดับเหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงความเลือกชอบที่พวกเขามีให้กับสิ่งเหล่านี้ในชีวิตของพวกเขาและลึกลงไปภายในหัวใจของพวกเขา สิ่งทั้งหลายที่พวกเขาชอบไม่ได้มีเกียรติหรือว่าดี ไม่ใช่สิ่งที่บุคคลปกติควรไล่ตามเสาะหา ในความเสน่หาที่พวกเขามีต่อสิ่งเหล่านี้มีความไม่ชอบธรรมอยู่ ทัศนะของพวกเขาเหมือนกับทัศนะของผู้คนทางโลกโดยแท้ คนเราไม่อาจมองเห็นได้ว่ามีส่วนใดของการนี้ที่เชื่อมโยงกับความจริง เพราะฉะนั้น สิ่งที่เจ้าชอบ สิ่งที่เจ้ามุ่งเน้น สิ่งที่เจ้าเคารพบูชา สิ่งที่เจ้าอิจฉา และสิ่งที่เจ้าคิดในหัวใจของเจ้าทุกวันล้วนแล้วแต่เป็นตัวแทนธรรมชาติของเจ้า ความชอบที่เจ้ามีต่อสิ่งที่เป็นของทางโลกเหล่านี้เพียงพอที่จะพิสูจน์ว่าธรรมชาติของเจ้าชื่นชอบความไม่ชอบธรรม และในสถานการณ์ที่ร้ายแรง ธรรมชาติของเจ้าก็เลวและไม่อาจเยียวยาได้ เจ้าควรชำแหละธรรมชาติของเจ้าในหนทางนี้คือ จงตรวจสอบว่าเจ้าชื่นชอบสิ่งใดและเจ้าละทิ้งสิ่งใดในชีวิตของเจ้า เจ้าอาจจะดีต่อใครบางคนเป็นครั้งคราว แต่นี่ไม่ได้พิสูจน์ว่าเจ้าชื่นชอบพวกเขา แน่นอนว่าสิ่งที่เจ้าชื่นชอบอย่างแท้จริงก็คือสิ่งที่อยู่ในธรรมชาติของเจ้า ต่อให้มันทำให้กระดูกของเจ้าหัก เจ้าก็คงจะยังคงชื่นชมมันและไม่มีวันจะสามารถละทิ้งมันได้ นี่ไม่ง่ายเลยที่จะเปลี่ยนแปลง จงดูการหาคู่เป็นตัวอย่าง ผู้คนแสวงหาผู้คนจำพวกเดียวกับตน หากผู้หญิงคนหนึ่งตกหลุมรักกับใครบางคนจริงๆ เช่นนั้นแล้ว ก็จะไม่มีผู้ใดสามารถหยุดเธอได้ ต่อให้ขาทั้งสองของเธอถูกหัก เธอก็จะยังคงต้องการอยู่กับเขา เธอก็จะต้องการสมรสกับเขา ต่อให้นั่นหมายถึงการที่เธอต้องตายก็ตาม นี่เป็นไปได้อย่างไรกัน? นี่เป็นเพราะไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งที่อยู่ลึกลงไปในกระดูกของผู้คน ลึกลงไปในหัวใจของพวกเขา ต่อให้บุคคลหนึ่งตายไป ดวงจิตของพวกเขาก็จะยังคงชอบสิ่งเดิมๆ เหล่านี้คือสิ่งที่เป็นธรรมชาติของมนุษย์ และสิ่งเหล่านี้เป็นตัวแทนแก่นแท้ของบุคคล สิ่งทั้งหลายที่ผู้คนชื่นชอบบรรจุไปด้วยความไม่ชอบธรรมอยู่บ้าง บางคนก็ชัดเจนในความชื่นชอบของพวกเขาที่มีต่อสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น ในขณะที่บางคนไม่ชัดเจน บางคนมีความชอบอย่างแรงกล้าต่อสิ่งเหล่านั้น ในขณะที่คนอื่นๆ ไม่มี ผู้คนบางคนมีการควบคุมตัวเอง ในขณะที่คนอื่นๆ ไม่สามารถควบคุมตัวพวกเขาเองได้ ผู้คนบางคนมีแนวโน้มที่จะจมจ่อมอยู่ในสิ่งทั้งหลายที่เลวและมืดมิด ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้ครองชีวิต ผู้คนบางคนสามารถเอาชนะการทดลองของเนื้อหนังและไม่ถูกสิ่งเหล่านั้นยึดครองหรือบีบคั้น ซึ่งพิสูจน์ว่าพวกเขามีวุฒิภาวะอยู่บ้างและอุปนิสัยของพวกเขาก็เปลี่ยนไปบ้างแล้ว ผู้คนบางคนเข้าใจความจริงบางอย่างและรู้สึกว่าพวกเขามีชีวิตและรู้สึกว่าพวกเขารักพระเจ้า แต่แท้จริงแล้ว การนั้นยังคงเร็วเกินไป และการก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยของคนเราไม่ใช่เรื่องที่เรียบง่าย แก่นแท้ธรรมชาติของบุคคลผู้หนึ่งเข้าใจได้ง่ายหรือไม่? ต่อให้ใครบางคนพอจะเข้าใจอยู่บ้าง พวกเขาก็ต้องก้าวผ่านเหตุการณ์พลิกผันมากมายเพื่อที่จะสัมฤทธิ์ความเข้าใจนั้น และถึงจะมีความเข้าใจอยู่บ้าง การเปลี่ยนแปลงก็ไม่ง่าย เหล่านี้ล้วนเป็นความลำบากยากเย็นที่ผู้คนต้องเผชิญ และผู้คนก็ไม่สามารถรู้จักตนเองได้หากปราศจากความแน่วแน่ที่จะไล่ตามเสาะหาความจริง ไม่ว่าผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายรอบตัวเจ้าอาจเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และไม่ว่าโลกอาจพลิกกลับหัวอย่างไร หากความจริงกำลังนำทางเจ้าจากภายใน หากสิ่งนั้นได้ฝังรากอยู่ภายในตัวเจ้าแล้ว และพระวจนะของพระเจ้านำทางชีวิตของเจ้า สิ่งที่เจ้าเลือกชอบ ประสบการณ์ และการดำรงอยู่ของเจ้า ณ จุดนั้นเจ้าย่อมจะเปลี่ยนแปลงไปแล้วอย่างแท้จริง ปัจจุบันนี้สิ่งที่ผู้คนเรียกว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นเพียงการให้ความร่วมมือเล็กน้อย ฝืนใจยอมรับการถูกตัดแต่งได้ ปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างแข็งขัน และพอจะมีความกระตือรือร้นและความเชื่ออยู่บ้างเท่านั้น แต่นี่ไม่สามารถพิจารณาได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัย และไม่ได้พิสูจน์ว่าผู้คนมีชีวิต นี่เป็นเพียงสิ่งที่ผู้คนเลือกชอบและความโน้มเอียงของผู้คน—ไม่มีสิ่งใดมากกว่านั้น
เพื่อที่จะเข้าใจธรรมชาติทั้งหลาย นอกเหนือจากการค้นหาสิ่งที่ผู้คนชื่นชอบในธรรมชาติของพวกเขาแล้ว อีกหลายแง่มุมที่สำคัญที่สุดและเกี่ยวข้องกับธรรมชาติของพวกเขาก็จำเป็นต้องถูกขุดคุ้ยขึ้นมาเช่นกัน ตัวอย่างเช่น ทัศนคติของผู้คนเกี่ยวกับสิ่งทั้งหลาย วิธีการและเป้าหมายในชีวิตของผู้คน คุณค่าชีวิตและทัศนะที่ผู้คนมีต่อชีวิต ตลอดจนมุมมองและแนวคิดเกี่ยวกับสิ่งทั้งปวงที่สัมพันธ์กับความจริง เหล่านี้คือสรรพสิ่งทั้งมวลลึกลงไปภายในดวงจิตของผู้คน และสิ่งเหล่านี้มีสัมพันธภาพโดยตรงกับการเปลี่ยนแปลงของอุปนิสัย เช่นนั้นแล้ว มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามมีทัศนะเช่นไรต่อชีวิต? สามารถกล่าวได้ดังนี้ว่า “มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม” ผู้คนทั้งปวงดำรงชีวิตเพื่อตัวพวกเขาเอง พูดตามตรงก็คือพวกเขากำลังดำรงชีวิตเพื่อเนื้อหนัง พวกเขากำลังดำรงชีวิตเพียงเพื่อใส่อาหารเข้าในปากของพวกเขาเท่านั้น การดำรงอยู่แบบนี้แตกต่างจากการดำรงอยู่ของสัตว์ทั้งหลายอย่างไร? ไม่มีคุณค่าอันใดเลยในการดำรงชีวิตเช่นนี้ ไม่ต้องกล่าวถึงความหมายอันใด ทัศนะที่คนเรามีต่อชีวิตเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เจ้าพึ่งพาเพื่อการดำรงชีวิตในโลก สิ่งที่เจ้าดำรงชีวิตเพื่อมัน และวิธีที่เจ้าดำรงชีวิต—และเหล่านี้คือสิ่งทั้งปวงที่เกี่ยวข้องกับแก่นแท้ของธรรมชาติแบบมนุษย์ โดยผ่านทางการชำแหละธรรมชาติของผู้คนนั้น เจ้าจะมองเห็นว่าผู้คนล้วนต้านทานพระเจ้าทั้งสิ้น พวกเขาล้วนเป็นเหล่ามาร และไม่มีบุคคลที่ดีอย่างจริงแท้เลย มีเพียงโดยการชำแหละธรรมชาติของผู้คนเท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถรู้จักความเสื่อมทรามและแก่นแท้ของมนุษย์ได้อย่างแท้จริง และเข้าใจว่าแท้ที่จริงแล้วผู้คนเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งใด ผู้คนขาดพร่องสิ่งใดอย่างแท้จริง พวกเขาควรเพียบพร้อมด้วยสิ่งใด และพวกเขาควรดำรงชีวิตไปตามสภาพเสมือนของมนุษย์อย่างไร การชำแหละธรรมชาติของมนุษย์อย่างแท้จริงไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่สามารถทำได้โดยปราศจากการได้รับประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้าหรือการมีประสบการณ์ที่แท้จริง
—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของคนเรา
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 560
จะรู้จักธรรมชาติของคนเราได้อย่างไร? สิ่งใดบ้างประกอบกันเป็นธรรมชาติของคนคนหนึ่ง? เจ้ารู้จักแต่ข้อบกพร่อง ข้อเสีย เจตนา มโนคติอันหลงผิด ความคิดลบ และความเป็นกบฏของมนุษย์ แต่เจ้าไม่สามารถค้นพบสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในธรรมชาติของมนุษย์ เจ้ารู้แต่เพียงเปลือกนอกเท่านั้น โดยไม่สามารถค้นพบต้นกำเนิดของมันได้ และนี่ไม่ก่อให้เกิดการรู้จักธรรมชาติของมนุษย์ บางคนยอมรับความขาดตกบกพร่องและความคิดลบของตน โดยกล่าวว่า “ฉันเข้าใจธรรมชาติของฉัน ดูสิ ฉันยอมรับรู้ความโอหังของตัวเอง นั่นไม่ใช่การรู้จักธรรมชาติของตนหรอกหรือ?” ความโอหังเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติของมนุษย์ นั่นแท้จริงมาก อย่างไรก็ตาม การรับรู้เรื่องนี้ในความหมายเชิงคำสอนย่อมไม่เพียงพอ การรู้จักธรรมชาติของตนเองคืออะไร? จะรู้จักธรรมชาติของตนเองได้อย่างไร? จะรู้จักจากแง่มุมใดได้บ้าง? ควรรับรู้ธรรมชาติของคนเราเป็นการเฉพาะจากสิ่งที่คนเราเผยออกมาอย่างไร? ก่อนอื่น เจ้าจะมองเห็นธรรมชาติของคนคนหนึ่งได้จากความสนใจของพวกเขา ตัวอย่างเช่น ผู้คนบางคนมีความชื่นชูเป็นพิเศษในตัวคนดังที่มีผู้นับหน้าถือตา บ้างก็รักพวกนักร้องหรือดาราภาพยนตร์เป็นพิเศษ และบ้างก็ชื่นชอบการเล่นเกมเป็นพิเศษ จากความชอบเหล่านี้ พวกเราสามารถมองเห็นว่าอะไรคือธรรมชาติของผู้คนเหล่านี้ ต่อไปนี้คือตัวอย่างง่ายๆ กล่าวคือ บางคนอาจจะหลงใหลได้ปลื้มนักร้องบางคน พวกเขาหลงใหลได้ปลื้มไปถึงขั้นใด? ถึงขั้นที่พวกเขาหมกมุ่นอยู่กับทุกการเคลื่อนไหว รอยยิ้ม และคำพูดของนักร้องคนนี้ พวกเขาฝังใจอยู่กับนักร้องคนนี้และถึงกับถ่ายรูปทุกสิ่งทุกอย่างที่นักร้องสวมใส่ แล้วก็เลียนแบบสิ่งเหล่านั้น การหลงใหลได้ปลื้มบุคคลหนึ่งในระดับนี้แสดงให้เห็นปัญหาใด? แสดงให้เห็นว่าคนเช่นนี้มีแต่เรื่องของผู้ไม่มีความเชื่ออยู่ในหัวใจของพวกเขาเท่านั้น และแสดงว่าพวกเขาไม่มีความจริง พวกเขาไม่มีสิ่งที่เป็นบวก และพวกเขายิ่งไม่มีพระเจ้าในหัวใจของตน สิ่งต่างๆ ที่คนคนนี้นึกถึง รัก และไล่ตามเสาะหานั้นเป็นของซาตานทั้งสิ้น สิ่งเหล่านี้ยึดครองหัวใจของคนคนนี้ ซึ่งถูกยกให้กับสิ่งเหล่านี้ไปแล้ว พวกเจ้าบอกได้หรือไม่ว่าแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขาคืออะไร? หากรักบางสิ่งอย่างสุดขั้ว เช่นนั้นแล้ว สิ่งนั้นสามารถกลายมาเป็นชีวิตของใครบางคนและยึดครองหัวใจของพวกเขาได้ อันเป็นการพิสูจน์อย่างเต็มที่ว่า บุคคลนั้นเป็นผู้เคารพบูชาบุคคลต้นแบบคนหนึ่งผู้ซึ่งไม่ต้องการพระเจ้า และกลับรักมารตนหนึ่งแทน เพราะฉะนั้นจึงสามารถสรุปได้ว่า ธรรมชาติของบุคคลเช่นนั้นเป็นธรรมชาติที่รักและเคารพบูชามารตนหนึ่ง ไม่รักความจริง และไม่ต้องการพระเจ้า นี่ไม่ใช่หนทางที่ถูกต้องในการให้ทรรศนะต่อธรรมชาติของใครบางคนหรือ? นี่คือหนทางที่ถูกต้องอย่างครบบริบูรณ์ นี่คือวิธีที่ควรใช้ชำแหละธรรมชาติของมนุษย์ ตัวอย่างเช่น ผู้คนบางคนชื่นชูเปาโลมากเป็นอย่างยิ่ง พวกเขาชอบที่จะกล่าวสุนทรพจน์และทำงานภายนอก พวกเขาชอบที่จะจัดการชุมนุมและเทศนา พวกเขาชอบให้ผู้คนฟังพวกเขา เคารพบูชาพวกเขา และโคจรอยู่รอบตัวพวกเขา พวกเขาชอบที่จะมีที่ทางในหัวใจของผู้อื่น และพวกเขาชอบให้ผู้อื่นให้คุณค่าภาพลักษณ์ที่พวกเขานำเสนอ พวกเรามาชำแหละธรรมชาติของพวกเขาตามพฤติกรรมเหล่านี้กันเถิด อะไรคือธรรมชาติของพวกเขา? หากพวกเขาประพฤติเช่นนี้จริง เช่นนั้นแล้วการแสดงให้เห็นว่าพวกเขาโอหังและทะนงตน ว่าพวกเขาไม่นมัสการพระเจ้าเลย และว่าพวกเขาไล่ตามเสาะหาสถานะที่สูงขึ้นและต้องการที่จะมีอำนาจเหนือผู้อื่น ครอบครองพวกเขา และมีที่ทางในหัวใจของพวกเขาก็ย่อมเพียงพอ นี่คือภาพลักษณ์ตามแบบฉบับของซาตาน แง่มุมที่โดดเด่นเป็นพิเศษในธรรมชาติของพวกเขาก็คือพวกเขาโอหังและทะนงตน พวกเขาไม่นมัสการพระเจ้า และพยายามที่จะทำให้ผู้อื่นเคารพบูชาพวกเขา พฤติกรรมเช่นนั้นสามารถทำให้เจ้าเห็นเรื่องธรรมชาติของพวกเขาได้อย่างชัดเจนมาก ตัวอย่างเช่น ผู้คนบางคนชอบเอาเปรียบในเรื่องต่างๆ อย่างไม่เป็นธรรม และผู้คนเหล่านี้พยายามบรรลุผลประโยชน์ของพวกเขาเองในทุกเรื่อง ไม่ว่าพวกเขาจะทำสิ่งใดก็ต้องให้ผลประโยชน์แก่พวกเขา มิฉะนั้นพวกเขาก็จะไม่ทำ พวกเขาไม่สนใจสิ่งใด เว้นแต่ว่าสิ่งนั้นจะทำให้พวกเขามีข้อได้เปรียบบางอย่าง และมีสิ่งจูงใจแอบแฝงเบื้องหลังการกระทำของพวกเขาเสมอ พวกเขาพูดในทางที่ดีถึงใครก็ตามที่ให้ผลประโยชน์แก่พวกเขา และพวกเขาก็ส่งเสริมใครก็ตามที่ยกยอปอปั้นพวกเขา แม้ในคราที่บรรดาคนโปรดของพวกเขามีปัญหา พวกเขาก็จะพูดว่าผู้คนเหล่านั้นถูกต้องและพยายามอย่างมากที่จะปกป้องและแก้ตัวแทนคนเหล่านั้น ผู้คนเช่นนี้มีธรรมชาติใด? เจ้าสามารถมองเห็นธรรมชาติของพวกเขาได้อย่างชัดเจนยิ่งจากพฤติกรรมเหล่านี้ พวกเขาเพียรพยายามที่จะฉกฉวยข้อได้เปรียบจากสิ่งต่างๆ อย่างไม่เป็นธรรมผ่านทางการกระทำของตน โดยทำพฤติกรรมเชิงแลกเปลี่ยนในทุกสถานการณ์อยู่เนืองนิตย์ และเจ้าสามารถมั่นใจได้ว่าธรรมชาติของพวกเขาคือธรรมชาติของการละโมบผลกำไรอย่างสุดใจ พวกเขาทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อหาประโยชน์ให้กับตัวเอง พวกเขาจะไม่ตื่นแต่เช้าเว้นเสียแต่ว่าการทำเช่นนั้นจะให้ประโยชน์กับพวกเขา พวกเขาเป็นคนที่เห็นแก่ตัวที่สุด และพวกเขาก็ไม่รู้จักพอโดยสิ้นเชิง ธรรมชาติของพวกเขาจึงแสดงออกผ่านทางความรักที่พวกเขามีต่อผลกำไรและการไม่มีความรักให้กับความจริง ผู้ชายบางคนหลงเสน่ห์ผู้หญิง เกี้ยวพาราสีพวกเธอเสมอในทุกที่ที่พวกเขาไป ผู้หญิงสวยเป็นเป้าหมายของการรักใคร่เอ็นดูของผู้คนเช่นนั้นและถือครองความชื่นชมสูงสุดในหัวใจของพวกเขา พวกเขาเต็มใจที่จะมอบชีวิตของพวกเขาและพลีอุทิศทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อผู้หญิงสวย ผู้หญิงคือสิ่งที่เติมเต็มหัวใจของพวกเขา อะไรคือธรรมชาติของพวกผู้ชายเหล่านี้? ธรรมชาติของพวกเขาคือการรักผู้หญิงสวย การบูชาผู้หญิงเหล่านั้น และรักในความเลว พวกเขาจึงเป็นผู้มักมากในกามที่มีธรรมชาติอันเลวร้ายและโลภ เหตุใดเราจึงกล่าวว่านี่คือธรรมชาติของพวกเขา? เพราะเหล่านี้คือการสำแดงของความโลภที่ได้กลายเป็นธรรมชาติของคนคนหนึ่ง พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ใช่แค่การกระทำผิดเป็นครั้งคราว และผู้คนเช่นนั้นไม่เพียงแย่กว่าผู้คนธรรมดาเท่านั้น แต่พวกเขากลับถูกสิ่งเหล่านี้ครอบงำอย่างสิ้นเชิง ซึ่งได้กลายเป็นธรรมชาติและแก่นแท้จริงๆ ของพวกเขา ดังนั้น สิ่งเหล่านี้จึงกลายเป็นการเผยให้เห็นธรรมชาติของพวกเขา ส่วนประกอบของธรรมชาติของบุคคลคนหนึ่งเผยตัวมันเองออกมาอยู่เป็นนิตย์ อะไรก็ตามที่คนคนหนึ่งทำ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดก็ตาม ย่อมสามารถเผยให้เห็นธรรมชาติของบุคคลนั้นได้ ผู้คนมีเหตุจูงใจและจุดประสงค์ของพวกเขาเองในทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาทำ และไม่ว่าจะเป็นการจัดเตรียมการต้อนรับขับสู้ การประกาศข่าวประเสริฐ หรืองานประเภทอื่นใด พวกเขาสามารถเผยส่วนทั้งหลายของธรรมชาติของพวกเขาออกมาโดยปราศจากความรู้สึกตัวอันใดถึงธรรมชาตินั้น เพราะธรรมชาติของคนคนหนึ่งก็คือชีวิตของพวกเขา และผู้คนถูกขับเคลื่อนโดยธรรมชาติของพวกเขาเป็นเวลานานตราบที่พวกเขามีชีวิตอยู่ ธรรมชาติของบุคคลคนหนึ่งไม่ได้ถูกเผยแค่ในบางโอกาสหรือโดยเหตุบังเอิญ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ธรรมชาติของบุคคลหนึ่งสามารถเป็นตัวแทนแก่นแท้ของคนคนนั้นได้อย่างบริบูรณ์ ทุกสิ่งทุกอย่างที่หลั่งไหลออกมาจากภายในกระดูกและเลือดของผู้คนแสดงถึงธรรมชาติและชีวิตของพวกเขา ผู้คนบางคนรักสตรีที่สวยงาม บางคนรักเงินทอง บ้างก็รักสถานะโดยเฉพาะ บ้างก็ให้ค่าภาพพจน์และภาพลักษณ์ส่วนตัวของพวกเขาเป็นพิเศษ บ้างก็รักหรือสักการบูชารูปเคารพโดยเฉพาะ และผู้คนบางคนโอหังและทะนงตนเป็นพิเศษ โดยไม่ยอมอ่อนข้อให้ผู้ใดเลยในหัวใจของพวกเขาและเพียรพยายามเพื่อให้ได้มาซึ่งสถานะ พวกเขาชอบที่จะโดดเด่นจากผู้อื่นและมีอำนาจเหนือพวกเขาเหล่านั้น มีความหลากหลายอยู่ในธรรมชาติที่แตกต่างกัน ธรรมชาติในหมู่ผู้คนจึงแตกต่างกันได้ แต่องค์ประกอบทั่วไปของพวกเขาคือการต้านทานและการทรยศพระเจ้า ในหนทางนั้น พวกเขาล้วนเหมือนกันหมด
—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, วิธีที่จะรู้จักธรรมชาติของมนุษย์
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 561
มวลมนุษย์ทั้งปวงได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม และธรรมชาติของมนุษย์ก็คือการทรยศพระเจ้า อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางพวกมนุษย์ผู้ที่ได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม มีบางคนที่สามารถนบนอบต่อพระราชกิจของพระเจ้าและยอมรับความจริงได้ นี่คือผู้คนที่สามารถได้มาซึ่งความจริงและสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัย ผู้คนบางคนไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง แต่ไหลไปตามกระแสแทน พวกเขาเชื่อฟังและทำสิ่งใดก็ตามที่เจ้าบอกให้พวกเขาทำ พวกเขาสามารถละทิ้งสิ่งต่างๆ และสละตนเอง และพวกเขาสามารถสู้ทนความทุกข์อันใดก็ได้ ผู้คนเช่นนี้มีมโนธรรมและสำนึกน้อยนิด และพวกเขามีความหวังที่จะได้รับการช่วยให้รอดและมีชีวิตต่อไป แต่อุปนิสัยของพวกเขาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เพราะพวกเขาไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง และพวกเขาพอใจแต่กับการเข้าใจคำสอนเท่านั้น พวกเขาไม่กล่าวหรือทำสิ่งที่ฝืนละเมิดมโนธรรม พวกเขาสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างจริงใจ และสามารถยอมรับการสามัคคีธรรมถึงความจริงที่เกี่ยวกับปัญหาใดๆ ก็ได้ อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่ได้พยายามอย่างจริงจังเมื่อเป็นเรื่องความจริง จิตใจของพวกเขาสับสน และพวกเขาจะไม่มีวันสามารถเข้าใจแก่นแท้ของความจริง นั่นจึงเป็นไปไม่ได้ที่อุปนิสัยของพวกเขาจะเปลี่ยนแปลง หากเจ้าปรารถนาที่จะได้รับการชำระให้สะอาดจากความเสื่อมทราม และก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของเจ้า เช่นนั้นเจ้าก็ต้องมีความรักให้กับความจริงและสามารถยอมรับความจริง การยอมรับความจริงหมายถึงสิ่งใด? การยอมรับความจริงหมายความว่าไม่ว่าเจ้าจะมีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามจำพวกใด หรือมีพิษใดของพญานาคใหญ่สีแดง—พิษของซาตาน—อยู่ในธรรมชาติของเจ้า เมื่อพระวจนะของพระเจ้าเปิดโปงสิ่งเหล่านี้ เจ้าก็ควรยอมรับสิ่งเหล่านี้และนบนอบ เจ้าไม่สามารถมีตัวเลือกที่แตกต่างออกไป และเจ้าควรรู้จักตนเองตามพระวจนะของพระเจ้า นี่หมายถึงการสามารถยอมรับพระวจนะของพระเจ้าและยอมรับความจริง ไม่ว่าพระเจ้าจะตรัสสิ่งใด ไม่ว่าพระดำรัสของพระองค์จะรุนแรงเพียงใด และไม่ว่าพระองค์จะใช้พระวจนะใด เจ้าก็สามารถยอมรับพระวจนะเหล่านั้นได้ตราบที่สิ่งที่พระองค์ตรัสนั้นเป็นความจริง และเจ้าสามารถยอมรับพระวจนะเหล่านั้นได้ตราบที่พระวจนะเหล่านั้นคล้อยตามความเป็นจริง เจ้าสามารถนบนอบต่อพระวจนะของพระเจ้าไม่ว่าเจ้าเข้าใจพระวจนะเหล่านั้นลึกซึ้งเพียงใดก็ตาม และเจ้าสามารถยอมรับและนบนอบต่อความสว่างจากความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่บรรดาพี่น้องชายหญิงของเจ้าสามัคคีธรรมกัน เมื่อบุคคลดังกล่าวได้ไล่ตามเสาะหาความจริงไปจนถึงจุดหนึ่ง พวกเขาย่อมสามารถได้มาซึ่งความจริงและสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของพวกเขา ต่อให้ผู้คนที่ไม่รักความจริงจะมีความเป็นมนุษย์อยู่บ้าง สามารถทำสิ่งดีได้บ้าง สามารถละทิ้งและสละเพื่อพระเจ้า แต่พวกเขาก็สับสนเกี่ยวกับความจริงและไม่ปฏิบัติต่อความจริงอย่างจริงจัง ดังนั้นอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของพวกเขาจึงไม่เคยเปลี่ยนแปลง เจ้าสามารถมองเห็นได้ว่าเปโตรมีความเป็นมนุษย์ที่คล้ายคลึงกับสาวกคนอื่น แต่เขาโดดเด่นเพราะเขาไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างกระตือรือร้น ไม่ว่าพระเยซูตรัสสิ่งใด เขาก็ไตร่ตรองสิ่งนั้นอย่างจริงจังตั้งใจ พระเยซูตรัสถามว่า “ซีโมนบุตรโยนาห์เอ๋ย เจ้ารักเราไหม?” เปโตรตอบอย่างซื่อสัตย์ว่า “ข้าพระองค์รักพระบิดาผู้สถิตในสวรรค์เท่านั้น ทว่าข้าพระองค์ไม่ได้รักองค์พระผู้เป็นเจ้าบนแผ่นดินโลก” ภายหลังเขาก็เข้าใจและคิดว่า “นี่ไม่ถูกต้อง พระเจ้าบนแผ่นดินโลกทรงเป็นพระเจ้าในสวรรค์ นั่นไม่ใช่พระเจ้าองค์เดียวกันทั้งในสวรรค์และบนแผ่นดินโลกหรอกหรือ? หากฉันรักพระเจ้าในสวรรค์เท่านั้น เช่นนั้นแล้ว ความรักของฉันก็ไม่สัมพันธ์กับชีวิตจริง ฉันต้องรักพระเจ้าบนแผ่นดินโลก เพราะเมื่อนั้นเท่านั้นความรักของฉันจึงจะสัมพันธ์กับชีวิตจริง” ด้วยเหตุนี้ เปโตรจึงได้มาเข้าใจความหมายที่แท้จริงแห่งพระวจนะของพระเจ้าจากสิ่งที่พระเยซูตรัสถาม การที่จะรักพระเจ้า และเพื่อให้ความรักนี้สัมพันธ์กับชีวิตจริง คนเราต้องรักพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์บนแผ่นดินโลก การรักพระเจ้าที่คลุมเครือและไม่ปรากฏแก่ตานั้นไม่เป็นจริงและไม่สัมพันธ์กับชีวิตจริง ในขณะที่การรักพระเจ้าผู้ทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริงและทรงปรากฏแก่ตาคือความจริง จากพระวจนะของพระเยซู เปโตรได้รับความจริงและความเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า เป็นที่ชัดเจนว่า การเชื่อในพระเจ้าของเปโตรได้เพียงมุ่งเน้นไปที่การไล่ตามเสาะหาความจริงเท่านั้น ในท้ายที่สุด เขาได้สัมฤทธิ์ความรักของพระเจ้าผู้ทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริง—พระเจ้าบนแผ่นดินโลก เปโตรจริงจังตั้งใจเป็นพิเศษในการไล่ตามเสาะหาความจริงของเขา แต่ละครั้งที่พระเยซูได้ทรงให้คำชี้แนะแก่เขา เขาไตร่ตรองพระวจนะของพระเยซูอย่างจริงจังตั้งใจ บางทีเขาก็ไตร่ตรองเป็นเวลาหลายเดือน หนึ่งปี หรือแม้กระทั่งหลายปีก่อนที่พระวิญญาณบริสุทธิ์จะประทานความรู้แจ้งแก่เขา และเขาได้เข้าใจแก่นแท้แห่งพระวจนะของพระเจ้า ในหนทางนี้ เปโตรจึงเข้าสู่ความจริง และเมื่อเขาเข้าสู่ความจริง อุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของเขาก็ได้รับการเปลี่ยนแปลงและเริ่มใหม่ หากคนคนหนึ่งไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง พวกเขาจะไม่มีวันเข้าใจความจริง เจ้าสามารถพูดถึงคำพูดและคำสอนนับหมื่นครั้ง แต่สิ่งเหล่านั้นจะยังคงเป็นแค่คำพูดและคำสอน บางคนแค่พูดว่า “พระคริสต์ทรงเป็นความจริง เป็นหนทาง และชีวิต” ต่อให้เจ้าทวนซ้ำคำพูดเหล่านี้นับหมื่นครั้ง นั่นก็จะยังคงไร้ประโยชน์อยู่ดี เจ้าไม่มีความเข้าใจในความหมายของถ้อยคำเหล่านี้ เหตุใดเล่าจึงกล่าวกันว่า พระคริสต์ทรงเป็นความจริง เป็นหนทาง และชีวิต? เจ้าสามารถแสดงชัดถึงความรู้จากประสบการณ์ของเจ้าเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไม่? เจ้าได้เข้าสู่ความเป็นจริงความจริง หนทาง และชีวิตหรือยัง? พระเจ้าได้ดำรัสพระวจนะของพระองค์เพื่อให้พวกเจ้าสามารถได้รับประสบการณ์กับพระวจนะเหล่านั้นและได้รับความรู้ การพูดถึงคำพูดและคำสอนเท่านั้นย่อมไร้ประโยชน์ เจ้าสามารถรู้จักตัวเจ้าเองได้เฉพาะเมื่อเจ้าได้เข้าใจและเข้าสู่พระวจนะของพระเจ้าแล้วเท่านั้น หากเจ้าไม่เข้าใจพระวจนะของพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ไม่สามารถรู้จักตัวเจ้าเองได้ เจ้าจะมีวิจารณญาณได้ต่อเมื่อเจ้าเข้าใจความจริงเท่านั้น หากไม่เข้าใจความจริง เจ้าย่อมจะใช้วิจารณญาณแยกแยะไม่ได้ เจ้าสามารถมองเห็นเรื่องราวทั้งหลายได้อย่างชัดเจนต่อเมื่อเจ้าเข้าใจความจริงเท่านั้น หากไม่เข้าใจความจริง เจ้าก็ไม่สามารถมองเห็นเรื่องราวได้อย่างชัดเจน เจ้าสามารถรู้จักตัวเจ้าเองได้ต่อเมื่อเจ้าเข้าใจความจริงเท่านั้น หากไม่เข้าใจความจริง เจ้าก็ไม่สามารถรู้จักตัวเจ้าเองได้ อุปนิสัยของเจ้าสามารถเปลี่ยนแปลงได้ก็ต่อเมื่อเจ้าได้รับความจริงแล้วเท่านั้น หากปราศจากความจริง อุปนิสัยของเจ้าก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ มีเพียงหลังจากที่เจ้าได้รับความจริงแล้วเท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถรับใช้ได้อย่างสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า หากไม่ได้รับความจริง เจ้าก็ไม่สามารถรับใช้โดยสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้ มีเพียงหลังจากที่เจ้าได้รับความจริงแล้วเท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถนมัสการพระเจ้าได้ หากไม่เข้าใจความจริง ต่อให้เจ้านมัสการพระองค์ การนมัสการของเจ้าก็จะเป็นเพียงการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเท่านั้น หากปราศจากความจริง ทุกสิ่งที่เจ้าทำย่อมไม่ใช่ความเป็นจริง เมื่อได้รับความจริง ทุกสิ่งที่เจ้าทำย่อมเป็นความเป็นจริง สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการได้รับความจริงจากพระวจนะของพระเจ้า
—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, วิธีที่จะรู้จักธรรมชาติของมนุษย์
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 562
การเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าอย่างถ่องแท้นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย จงอย่าคิดเด็ดขาดว่า “ฉันสามารถตีความความหมายตามตัวอักษรของพระวจนะของพระเจ้าได้ และทุกคนบอกว่าการตีความของฉันดี และยกนิ้วให้กับฉัน ดังนั้นนี่จึงหมายความว่า ฉันเข้าใจพระวจนะของพระเจ้า” นั่นไม่ใช่เหมือนกับการเข้าใจพระวจนะของพระเจ้า หากเจ้าได้รับความสว่างบางอย่างจากภายในพระดำรัสของพระเจ้า และเจ้าเข้าใจความหมายที่แท้จริงของพระวจนะของพระองค์ และหากเจ้าสามารถแสดงเจตนาเบื้องหลังพระวจนะของพระองค์และผลที่พระวจนะเหล่านั้นจะสัมฤทธิ์ในท้ายที่สุด—หากเจ้ามีความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับสิ่งทั้งหมดนี้—ก็ย่อมสามารถพิจารณาได้ว่าเจ้ามีความเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าในระดับหนึ่ง ดังนั้น การเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แค่เพราะเจ้าสามารถอธิบายความหมายตามตัวอักษรของพระวจนะของพระเจ้าอย่างสละสลวยและเกินจริงได้ ไม่ได้หมายความว่าเจ้าเข้าใจพระวจนะเหล่านั้น ไม่สำคัญว่าเจ้าสามารถอธิบายความหมายตามตัวอักษรของพระวจนะเหล่านั้นได้มากเท่าใด การอธิบายของเจ้าก็ยังคงขึ้นอยู่กับจินตนาการของมนุษย์และวิธีคิดแบบมนุษย์อยู่ดี ช่างไร้ประโยชน์นัก! เจ้าสามารถเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าได้อย่างไรกัน? หัวใจสำคัญก็คือการแสวงหาความจริงจากภายในพระวจนะเหล่านั้น เฉพาะในหนทางนี้เท่านั้นเจ้าจึงจะสามารถเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าได้อย่างแท้จริง พระเจ้าไม่เคยตรัสพระวจนะที่ว่างเปล่า แต่ละประโยคที่พระองค์ดำรัสมีรายละเอียดทั้งหลายที่แน่นอนว่าจะได้รับการเปิดโปงต่อไปในพระวจนะของพระองค์ และรายละเอียดเหล่านั้นอาจได้รับการแสดงออกมาอย่างแตกต่างกัน มนุษย์ไม่สามารถหยั่งลึกถึงหนทางทั้งหลายที่พระเจ้าทรงแสดงความจริง พระดำรัสของพระเจ้านั้นลุ่มลึกมากและไม่สามารถหยั่งลึกได้โดยง่ายด้วยการคิดอ่านแบบมนุษย์ ผู้คนสามารถค้นพบความหมายทั้งหมดของความจริงในทุกแง่มุมได้อย่างคร่าวๆ ตราบเท่าที่พวกเขาใช้ความพยายาม การประทานความรู้แจ้งจากพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเพิ่มเติมรายละเอียดที่เหลืออยู่ให้แก่พวกเขาเมื่อพวกเขามีประสบการณ์ต่อไปข้างหน้า ส่วนหนึ่งคือการไตร่ตรองและเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าและการแสวงหาเนื้อหาที่เฉพาะเจาะจงด้วยการอ่านพระวจนะเหล่านั้น อีกส่วนหนึ่งก็คือการเข้าใจความหมายในพระวจนะของพระเจ้าโดยการได้รับประสบการณ์กับพระวจนะเหล่านั้น และการได้มาซึ่งความรู้แจ้งจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ โดยผ่านทางความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องในสองแง่มุมนี้ เจ้าจะสามารถมาเข้าใจพระวจนะของพระเจ้า หากเจ้าตีความพระวจนะตามตัวอักษรในระดับข้อเขียน หรือจากการคิดอ่านและความคิดฝันของเจ้าเอง เช่นนั้นแล้วต่อให้เจ้าอธิบายพระวจนะได้ด้วยการเติมแต่งที่สวยหรู เจ้าก็ยังคงไม่เข้าใจความจริงอย่างแท้จริง และทั้งหมดยังคงขึ้นอยู่กับการคิดอ่านและความคิดฝันของมนุษย์ นี่ไม่ได้เกิดจากความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผู้คนมีแนวโน้มที่จะตีความพระวจนะของพระเจ้าตามมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของตน และพวกเขาอาจถึงกับตีความพระวจนะของพระเจ้าผิดไปจากบริบท ทำให้พวกเขามีแนวโน้มที่จะเข้าใจพระเจ้าผิดและตัดสินพระองค์ และนี่ก่อให้เกิดปัญหา เพราะฉะนั้นความจริงส่วนใหญ่จึงได้มาจากการเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าและการได้รับความรู้แจ้งจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ การสามารถเข้าใจและอธิบายความหมายตามตัวอักษรในพระวจนะของพระเจ้าไม่ได้หมายความว่าเจ้าได้รับความจริงแล้ว หากการเข้าใจความหมายตามตัวอักษรในพระวจนะของพระเจ้าหมายความว่าเจ้าเข้าใจความจริง เช่นนั้นเจ้าก็แค่จำเป็นต้องมีการศึกษาและมีความรู้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แล้วเจ้าจะต้องมีความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์ไปเพื่อเหตุใด? พระราชกิจของพระเจ้าคือบางสิ่งที่ความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์สามารถเข้าใจได้กระนั้นหรือ? เพราะฉะนั้น การเข้าใจความจริงไม่ได้ขึ้นอยู่กับมโนคติอันหลงผิดหรือความคิดฝันของมนุษย์ เจ้าจำเป็นต้องมีความรู้แจ้ง ความกระจ่าง และการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพื่อที่จะมีความรู้จากประสบการณ์ที่เป็นจริง นี่คือกระบวนการของการเข้าใจความจริงและได้รับความจริง และเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นอีกด้วย
—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, วิธีที่จะรู้จักธรรมชาติของมนุษย์
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 563
เจ้าเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์อย่างไร? สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการแยกแยะธรรมชาติของมนุษย์จากมุมมองทางโลกทัศน์ของมนุษย์ ทรรศนะชีวิต และค่านิยมทั้งหลาย พวกที่เป็นมารร้ายล้วนดำรงชีวิตเพื่อตัวเอง โดยหลักแล้วทรรศนะชีวิตและคำคมทั้งหลายของพวกเขามาจากคติพจน์ของซาตาน อาทิ “มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม” “มนุษย์ยอมตายเพื่อทรัพย์สมบัติ เหมือนนกยอมตายเพื่ออาหาร” และตรรกะวิบัติอื่นๆ ในทำนองนี้ คำกล่าวทั้งหมดนี้ของพวกราชามาร พวกผู้ยิ่งใหญ่ และนักปรัชญาทั้งหลายได้กลายมาเป็นชีวิตจริงของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำพูดส่วนใหญ่ของขงจื๊อผู้ซึ่งชาวจีนกล่าวขวัญว่าเป็น “ปราชญ์” นั้น ได้กลายมาเป็นชีวิตของมนุษย์ไปแล้ว ทั้งยังมีสุภาษิตที่มีชื่อเสียงของศาสนาพุทธและลัทธิเต๋า และมีวาจาอมตะที่ผู้มีชื่อเสียงทั้งหลายมักจะกล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีกด้วย เหล่านี้ล้วนเป็นบทสรุปของปรัชญาทั้งหลายของซาตานและธรรมชาติของซาตาน สิ่งเหล่านี้ยังเป็นการแสดงตัวอย่างและคำอธิบายที่ดีที่สุดของธรรมชาติของซาตาน พิษเหล่านี้ที่ถูกซึมซาบเข้าสู่หัวใจของมนุษย์ล้วนมาจากซาตาน และไม่ได้มาจากพระเจ้าแม้แต่น้อย คำพูดเยี่ยงมารเช่นนั้นอยู่ในการต่อต้านพระวจนะของพระเจ้าโดยตรงเช่นกัน มันชัดเจนอย่างสมบูรณ์ว่า ความเป็นจริงของสิ่งที่เป็นบวกทั้งหลายนั้นล้วนมาจากพระเจ้า และสิ่งทั้งปวงที่เป็นลบซึ่งทำให้มนุษย์ถูกพิษนั้นมาจากซาตาน เพราะฉะนั้น เจ้าสามารถแยกแยะธรรมชาติของบุคคลหนึ่ง และแยกแยะได้ว่าพวกเขาเป็นของใคร โดยดูที่ทรรศนะและค่านิยมที่พวกเขามีต่อชีวิต ซาตานทำให้ผู้คนเสื่อมทรามโดยผ่านทางการศึกษาและอิทธิพลของพวกรัฐบาลแห่งชาติกับของผู้มีชื่อเสียงและผู้ยิ่งใหญ่ คำพูดเยี่ยงมารของพวกเขาได้กลายเป็นชีวิตและธรรมชาติของมนุษย์ไปแล้ว “มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม” เป็นคำกล่าวของซาตานอันเป็นที่รู้จักกันดีและถูกปลูกฝังไว้ในตัวทุกคน และนี่ได้กลายเป็นชีวิตของมนุษย์ไปแล้ว ยังมีปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลกอื่นๆ ที่เป็นเช่นนี้ด้วย ซาตานใช้วัฒนธรรมดั้งเดิมของแต่ละชนชาติมาอบรมสั่งสอน ชักพาให้หลงผิด และทำให้ผู้คนเสื่อมทราม เป็นเหตุให้มวลมนุษย์ตกนรกขุมลึกแห่งการทำลายล้าง และถูกนรกที่ไร้พรมแดนนี้กลืนกิน และสุดท้ายแล้ว ผู้คนก็ถูกพระเจ้าทรงทำลายเพราะพวกเขารับใช้ซาตานและต้านทานพระเจ้า ผู้คนบางคนทำหน้าที่เป็นข้าราชการในสังคมมาหลายทศวรรษ จงจินตนาการถึงการตั้งคำถามต่อไปนี้กับพวกเขาว่า “พวกคุณทำงานได้ดียิ่งในหน้าที่นี้ อะไรหรือคือคติพจน์หลักซึ่งมีชื่อเสียงที่พวกคุณใช้ดำรงชีวิต?” พวกเขาอาจกล่าวว่า “สิ่งเดียวที่ฉันเข้าใจก็คือ ‘ข้าราชการไม่โขกสับพวกที่ให้ของกำนัล และพวกที่ไม่ประจบย่อมไม่สำเร็จลุล่วงอันใดเลย’” นี่คือปรัชญาเยี่ยงซาตานที่พวกเขาใช้เป็นพื้นฐานของอาชีพการงาน คำพูดเหล่านี้มิได้แสดงถึงธรรมชาติของผู้คนเหล่านี้หรอกหรือ? การใช้วิถีทางใดก็ตามอย่างขาดหลักศีลธรรมเพื่อได้มาซึ่งตำแหน่งได้กลายเป็นธรรมชาติของพวกเขา วงการข้าราชการและความสำเร็จในอาชีพการงานคือเป้าหมายของพวกเขา ยังคงมีพิษซาตานอีกมากมายในชีวิต ในการประพฤติปฏิบัติตนและพฤติกรรมของผู้คน ตัวอย่างเช่น ปรัชญาในการดำรงชีวิตทางโลกของพวกเขา หนทางของพวกเขาในการทำสิ่งทั้งหลาย และคำคมสารพันล้วนเต็มไปด้วยพิษของพญานาคใหญ่สีแดง และทั้งหมดนี้ล้วนมาจากซาตาน ด้วยเหตุนั้น สรรพสิ่งซึ่งไหลเวียนผ่านกระดูกและเลือดของผู้คนจึงเป็นของซาตาน พวกข้าราชการทั้งหมด พวกที่กุมอำนาจ และพวกที่ประสบความสำเร็จนั้น มีเส้นทางและความลับในการที่จะประสบความสำเร็จของตัวพวกเขาเอง ความลับทั้งหลายดังกล่าวไม่ใช่ตัวแทนอันสมบูรณ์แบบของธรรมชาติของพวกเขาหรอกหรือ? พวกเขาได้ทำสิ่งใหญ่โตเช่นนั้นในโลก และไม่มีใครเลยที่สามารถมองทะลุกลอุบายและเล่ห์กลทั้งหลายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังพวกเขาได้ นี่แสดงให้เห็นชัดว่าธรรมชาติของพวกเขานั้นประสงค์ร้ายและเคลือบแฝงเพียงใด มวลมนุษย์ได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างลุ่มลึก พิษของซาตานไหลเวียนอยู่ในเลือดของคนทุกคน และสามารถกล่าวได้ว่า ธรรมชาติของมนุษย์นั้นเสื่อมทราม เลวร้าย เป็นปฏิปักษ์ และต่อต้านพระเจ้า เต็มเปี่ยมไปด้วยปรัชญาและพิษของซาตาน จมจ่อมอยู่ในนั้น กลายเป็นแก่นแท้ธรรมชาติของซาตานจนหมดสิ้น นี่คือเหตุผลที่ผู้คนต้านทานพระเจ้าและยืนหยัดอยู่ในการต่อต้านพระเจ้า ผู้คนสามารถรู้จักตัวเองได้อย่างง่ายดายหากธรรมชาติของพวกเขาสามารถถูกชำแหละได้ในหนทางนี้
—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, วิธีที่จะรู้จักธรรมชาติของมนุษย์
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 564
นี่คือกุญแจสำคัญสู่การคิดทบทวนกับตัวเองและการรู้จักตัวเอง กล่าวคือ ยิ่งเจ้ารู้สึกมากขึ้นเท่าไรว่า เจ้าทำได้ดี หรือทำในสิ่งที่ถูกในหลายด้านเฉพาะ และยิ่งเจ้าคิดมากขึ้นเท่าไรว่า เจ้าสามารถสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้หรือมีความสามารถที่จะอวดตัวในบางด้าน เช่นนั้นแล้วการรู้จักตัวเจ้าเองในด้านเหล่านั้นก็จะคุ้มค่ามากขึ้น และการขุดลึกลงไปในด้านเหล่านั้นเพื่อดูว่าเจ้ามีความมีราคีใดอยู่ในตัวก็ย่อมจะคุ้มค่ามากขึ้นเท่านั้น รวมถึงดูว่าอะไรคือสิ่งทั้งหลายในตัวเจ้าที่ไม่สามารถสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้ พวกเราจงมาดูเปาโลเป็นตัวอย่างกันเถิด เปาโลนั้นมีความรู้ดีเป็นพิเศษ เขาได้ทนทุกข์ไปมากมายในตอนที่เขาประกาศและทำงาน และผู้คนมากมายก็ชื่นชมบูชาเขาเป็นพิเศษ ผลลัพธ์ก็คือ หลังจากที่ได้ทำงานมากมายไปจนครบบริบูรณ์แล้ว เขาก็ได้ทึกทักไปว่าคงจะมีมงกุฎจัดวางเอาไว้ให้เขา นี่เป็นเหตุให้เขาล่องไปตามเส้นทางที่ผิดไกลขึ้นทุกที จนกระทั่งในที่สุดเขาก็ได้ถูกพระเจ้าทรงลงโทษ หากเขาได้คิดทบทวนและชำแหละตนเอง ณ เวลานั้น เช่นนั้นแล้ว เขาย่อมจะไม่ได้คิดในหนทางที่เคยคิด กล่าวได้อีกนัยหนึ่งก็คือ เปาโลไม่ได้มุ่งเน้นที่การแสวงหาความจริงในพระวจนะขององค์พระเยซูเจ้า เขาเพียงเชื่อในมโนคติอันหลงผิดและการจินตนาการทั้งหลายของตัวเขาเองเท่านั้น เขาได้คิดไปว่าการแค่ทำสิ่งที่ดีบ้าง และแสดงพฤติกรรมที่ดีงามบ้าง พระเจ้าก็คงจะทรงเห็นชอบและประทานบำเหน็จให้แก่เขา ในตอนท้ายนั้น มโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันทั้งหลายของตัวเขาเองได้ทำให้หัวใจของเขามืดบอดและบดบังความจริงเกี่ยวกับความเสื่อมทรามของเขา แต่ผู้คนไม่สามารถแยกแยะการนี้ พวกเขาไม่มีความรู้ในเรื่องเหล่านี้ และดังนั้นก่อนที่พระเจ้าจะทรงเปิดโปงการนี้ พวกเขาจึงถือเอาเปาโลเป็นมาตรฐานที่ใช้เป็นเป้าหมายอยู่เสมอ เป็นตัวอย่างที่จะดำเนินชีวิตตามกันต่อไป และได้คำนึงถึงเขาในฐานะรูปเคารพที่พวกเขาเสาะแสวงและถวิลหาที่จะเป็นเช่นนั้น กรณีของเปาโลคือการตักเตือนประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพวกเราที่ติดตามพระเจ้าสามารถทนทุกข์และยอมลำบากในหน้าที่ของพวกเรา และเมื่อพวกเรารับใช้พระเจ้า พวกเราย่อมรู้สึกว่าพวกเรานั้นอุทิศตนและรักพระเจ้า และในเวลาเช่นนี้ พวกเราควรคิดทบทวนและเข้าใจตนเองยิ่งขึ้นไปอีกเกี่ยวกับเส้นทางที่พวกเรากำลังใช้อยู่ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่ง นี่เป็นเพราะสิ่งที่เจ้าคิดว่าดีคือสิ่งที่เจ้าจะกำหนดว่าถูกต้อง และเจ้าจะไม่กังขา คิดทบทวน หรือชำแหละว่าสิ่งนั้นมีอะไรที่ต้านทานพระเจ้าหรือไม่ ตัวอย่างเช่น มีผู้คนที่เชื่อว่าตัวพวกเขาเองมีหัวใจที่ใจดีมีเมตตาอย่างยิ่ง พวกเขาไม่เคยเกลียดชังหรือทำอันตรายผู้อื่น และพวกเขายื่นมือช่วยเหลือพี่น้องชายหรือพี่น้องหญิงที่มีความจำเป็นในครอบครัวของพวกเขาเสมอ เพื่อกันมิให้ปัญหาของพวกเขาไปไกลเกินแก้ไข พวกเขามีไมตรีจิตอันยิ่งใหญ่ และทำทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในอำนาจของพวกเขาเพื่อช่วยเหลือทุกคนที่พวกเขาสามารถช่วยได้ แต่พวกเขาไม่เคยมุ่งปฏิบัติความจริง และพวกเขาก็ไร้ซึ่งการเข้าสู่ชีวิต อะไรหรือคือผลลัพธ์ของการมีน้ำใจเช่นนั้น? พวกเขาทำให้ชีวิตของตัวพวกเขาเองต้องชะลอออกไป แต่พวกเขาก็ค่อนข้างยินดีกับตัวเอง และพึงพอใจสุดขีดกับทั้งหมดที่พวกเขาได้ทำลงไป ที่มากกว่านั้นก็คือ พวกเขาภูมิใจในการนั้นอย่างใหญ่หลวง โดยเชื่อว่าในทุกสิ่งที่พวกเขาทำ ไม่มีสิ่งใดขัดกับความจริงเลย ว่าการนั้นย่อมจะสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้าอย่างแน่นอน และเชื่อว่าพวกเขาคือผู้ที่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง พวกเขามองความใจดีมีเมตตาที่ตนมีตามธรรมชาติว่าเป็นต้นทุน และทันทีที่พวกเขาทำเช่นนั้น พวกเขาก็นึกไปเองว่านั่นคือความจริง ในความเป็นจริงแล้ว ทั้งหมดที่พวกเขาทำก็คือความดีแบบมนุษย์ พวกเขาไม่ปฏิบัติความจริงแต่อย่างใด เพราะพวกเขาทำเช่นนั้นต่อหน้ามนุษย์ หาใช่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าไม่ และนับประสาอะไรที่พวกเขาจะปฏิบัติไปตามข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าและตามความจริง เพราะฉะนั้นความประพฤติทั้งปวงของพวกเขาจึงสูญเปล่า ไม่มีสิ่งใดเลยที่พวกเขาทำที่เป็นการปฏิบัติความจริงหรือปฏิบัติพระวจนะของพระเจ้า นับประสาอะไรกับการทำตามน้ำพระทัยของพระองค์ ในทางกลับกัน พวกเขาใช้ความใจดีมีเมตตาและพฤติกรรมที่ดีแบบมนุษย์เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น โดยสรุปแล้ว พวกเขาไม่แสวงหาเจตนารมณ์ของพระเจ้าในทุกสิ่งที่พวกเขาทำ อีกทั้งพวกเขาก็มิได้กระทำไปโดยสอดคล้องกับข้อพึงประสงค์ของพระองค์ พระเจ้าไม่ทรงเห็นชอบพฤติกรรมอันดีประเภทนี้ของมนุษย์ สำหรับพระเจ้านี่คือควรถูกประณาม และไม่คู่ควรแก่การจดจำของพระองค์
—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, คนเราจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริงก็ด้วยการตระหนักรู้ทรรศนะที่ผิดของตนเท่านั้น
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 565
กุญแจสำคัญในการสัมฤทธิ์ความเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยคือการรู้จักธรรมชาติของตนเอง และเรื่องนี้ก็ต้องทำตามที่พระเจ้าทรงเปิดโปงเอาไว้ เฉพาะในพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้นที่คนคนหนึ่งจะสามารถรู้จักธรรมชาติอันน่าเกลียดของตน พิษต่างๆ ของซาตานที่อยู่ในธรรมชาติของตน ความโง่เขลาและความไม่รู้ของตน ตลอดจนองค์ประกอบที่เปราะบางและเป็นลบในธรรมชาติของตนได้ หลังจากที่เจ้ารู้จักสิ่งเหล่านี้อย่างถ่องแท้และเกลียดตนเองได้จริง ขบถต่อเนื้อหนังได้ ยืนหยัดปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้า ยืนหยัดไล่ตามเสาะหาความจริงขณะทำหน้าที่ของตนเพื่อที่จะสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัย และกลายเป็นคนที่รักพระเจ้าได้อย่างแท้จริง เจ้าย่อมจะออกเดินไปบนเส้นทางของเปโตรแล้ว ถ้าไม่มีพระคุณของพระเจ้าหรือความรู้แจ้งและการทรงนำจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ ก็ยากที่จะเดินไปบนเส้นทางนี้ เพราะถ้าไม่มีความจริง ผู้คนก็จะไม่สามารถขบถต่อตนเอง การเดินไปบนเส้นทางแห่งการได้รับการทำให้เพียบพร้อมอย่างเปโตรนั้นต้องมีความแน่วแน่ มีความเชื่อ และต้องพึ่งพาพระเจ้าเป็นสำคัญ ยิ่งไปกว่านั้น ตัวบุคคลก็ต้องนบนอบพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์และไม่ออกห่างจากพระวจนะของพระเจ้าเป็นอันขาดไม่ว่าเรื่องใด นี่คือแง่มุมที่สำคัญยิ่งซึ่งจะละเมิดมิได้อย่างเด็ดขาด ขณะที่คนเรามีประสบการณ์อยู่นั้น ยากมากที่จะทำความรู้จักตนเอง และถ้าไม่มีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ก็จะไม่มีผลลัพธ์ใดๆ เกิดขึ้น การที่จะเดินบนเส้นทางของเปโตรนั้น คนเราต้องมุ่งทำความรู้จักตนเองและเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของตน เส้นทางของเปาโลไม่ใช่เส้นทางที่ไล่ตามเสาะหาชีวิตหรือมุ่งรู้จักตนเอง แต่เป็นเส้นทางที่มุ่งเน้นเรื่องการทำงาน เรื่องความยิ่งใหญ่และเกียรติของงานที่ทำเป็นพิเศษ เจตนาของเขาคือการนำงานและความทุกข์ของตนมาแลกเป็นพรและรางวัลจากพระเจ้า เจตนานี้ผิด เปาโลไม่ได้สนใจเรื่องของชีวิต และไม่ได้ให้ความสำคัญใดๆ กับการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของตน เขามุ่งสนใจรางวัลเท่านั้น เป้าหมายที่เขาไล่ตามเสาะหานั้นผิด เมื่อเป็นเช่นนั้นก็เป็นธรรมดาที่เส้นทางที่เขาเดินจะพลอยผิดไปด้วย นี่เกิดจากธรรมชาติที่โอหังและทะนงตนของเขา เห็นได้ชัดว่าเปาโลไม่มีความจริงแม้แต่น้อย และไม่มีมโนธรรมหรือสำนึกอันใด ในการช่วยผู้คนให้รอดและเปลี่ยนแปลงผู้คน พระเจ้าทรงเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของพวกเขาเป็นหลัก จุดประสงค์แห่งพระวจนะของพระเจ้าคือการทำให้อุปนิสัยของผู้คนเกิดการเปลี่ยนแปลง ทำให้ผู้คนสามารถรู้จักพระองค์และนบนอบพระองค์ และสามารถนมัสการพระองค์ได้อย่างเป็นปกติ นี่คือจุดประสงค์แห่งพระวจนะและพระราชกิจของพระเจ้า วิธีการไล่ตามเสาะหาของเปาโลนั้นขัดแย้งและเป็นปฏิปักษ์กับเจตนารมณ์ของพระเจ้าโดยตรง สวนทางกับเจตนารมณ์เหล่านั้นโดยสิ้นเชิง อย่างไรก็ดี วิธีการไล่ตามเสาะหาของเปโตรกลับสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้าทุกประการ เปโตรมุ่งเน้นชีวิตและการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัย ซึ่งเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงต้องการให้เกิดขึ้นในตัวผู้คนผ่านทางพระราชกิจของพระองค์นั่นเอง ดังนั้น เส้นทางของเปโตรจึงได้รับพรและความเห็นชอบจากพระเจ้า ขณะที่เส้นทางของเปาโลคือสิ่งที่พระเจ้าทรงชิงชังและสาปแช่งโดยแท้เพราะสวนทางกับเจตนารมณ์ของพระองค์ การที่จะเดินไปบนเส้นทางของเปโตรนั้น คนเราต้องรู้จักเจตนารมณ์ของพระเจ้า พวกเขาจะสามารถเข้าใจได้อย่างถูกต้องแม่นยำว่าควรเดินตามเส้นทางใดก็ต่อเมื่อพวกเขาสามารถเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าผ่านทางพระวจนะของพระองค์ได้อย่างแท้จริงทุกประการ—ซึ่งหมายถึงการเข้าใจว่าพระเจ้าทรงต้องการสำเร็จลุล่วงสิ่งใดในตัวมนุษย์ และท้ายที่สุดแล้ว พระองค์ทรงปรารถนาที่จะสัมฤทธิ์ผลเช่นใด ถ้าเจ้าไม่เข้าใจเส้นทางของเปโตรอย่างถ่องแท้และเพียงแต่อยากเดินตามนั้นเท่านั้น เจ้าก็จะไม่สามารถออกเดินไปบนเส้นทางนั้นได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เจ้าอาจจะรู้คำสอนมากมาย แต่ท้ายที่สุดแล้ว เจ้าจะไม่สามารถเข้าสู่ความเป็นจริง ต่อให้เจ้ามีการเข้าสู่อย่างผิวเผินบ้าง เจ้าก็จะไม่สัมฤทธิ์ผลอันใดได้จริง
—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 566
ผู้คนส่วนใหญ่เข้าใจตนเองอย่างผิวเผินมาก พวกเขาไม่รู้ชัดถึงสิ่งต่างๆ ในธรรมชาติของตนเลย รู้จักแต่สภาวะที่เสื่อมทรามบางอย่างที่ตนเผยออกมา สิ่งที่พวกเขามีแนวโน้มที่จะทำ หรือข้อบกพร่องที่ตนมีเท่านั้น และนี่ก็ทำให้พวกเขานึกว่ารู้จักตนเองแล้ว ถ้าพวกเขาปฏิบัติตามกฎข้อบังคับบางอย่าง แน่ใจได้ว่าตนไม่ได้ทำบางสิ่งผิดพลาด และสามารถหลีกเลี่ยงการกระทำผิดบางอย่างได้ พวกเขาก็จะนึกว่าตนเองมีความเป็นจริงในการเชื่อในพระเจ้าและทึกทักเอาว่าพวกเขาจะได้รับความรอด นี่เป็นเพียงความคิดฝันของมนุษย์เท่านั้น ถ้าเจ้ายึดปฏิบัติตามสิ่งเหล่านั้น เจ้าจะเว้นจากการกระทำผิดได้จริงหรือ? เจ้าจะบรรลุการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของตนได้จริงหรือ? เจ้าจะใช้ชีวิตตามสภาพเสมือนมนุษย์ได้จริงหรือ? เจ้าจะทำให้พระเจ้าพอพระทัยได้จริงหรือ? ไม่ได้แน่ นี่เป็นเรื่องที่แน่นอน ผู้คนควรมีมาตรฐานที่สูงในการเชื่อในพระเจ้า ได้แก่ การได้มาซึ่งความจริง และอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของตนก็มีความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง นี่ย่อมต้องให้ผู้คนพยายามทำความรู้จักตนเองเสียก่อน ถ้าคนเรารู้จักตนเองอย่างตื้นเขินเกินไป นี่ก็จะไม่แก้ปัญหาอันใดเลย และอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของพวกเขาก็จะไม่เปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน เจ้าต้องรู้จักตนเองในระดับที่ลงลึก ซึ่งหมายถึงการรู้จักธรรมชาติของเจ้า และรู้ว่าธรรมชาติในตัว มีองค์ประกอบใดอยู่บ้าง สิ่งเหล่านี้มีต้นกำเนิดจากที่ใด และมาจากไหน ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าสามารถเกลียดสิ่งเหล่านี้ได้จริงหรือไม่? เจ้ามองเห็นดวงจิตที่อัปลักษณ์และธรรมชาติอันเลวของตนเองหรือยัง? ถ้าเจ้ามองเห็นความจริงเกี่ยวกับตนเองอย่างแท้จริง เจ้าจะเกลียดตนเอง เมื่อเจ้าเกลียดตนเอง แล้วจากนั้นก็พยายามนำพระวจนะของพระเจ้าไปปฏิบัติ เจ้าจะสามารถขบถต่อเนื้อหนังและมีเรี่ยวแรงมาปฏิบัติความจริง และนั่นก็จะไม่ทำให้รู้สึกเหมือนเป็นการดิ้นรนอีกต่อไป เหตุใดผู้คนมากมายจึงกระทำการตามความพอใจทางเนื้อหนังของตน? เพราะพวกเขามองว่าตนเองเป็นคนที่ค่อนข้างดี รู้สึกว่าการกระทำของตนนั้นเหมาะสมและชอบด้วยเหตุผลอย่างยิ่ง ไม่มีข้อผิดพลาดใดๆ และถึงกับถูกต้องโดยสิ้นเชิง ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงกระทำการด้วยความเชื่อมั่นในตนเอง เมื่อพวกเขารู้จริงว่าธรรมชาติของตนเป็นเช่นไรกันแน่—อัปลักษณ์ น่ารังเกียจ และน่าสมเพชเพียงใด—พวกเขาก็จะเลิกคิดว่าตนเองสูงส่งมาก เลิกโอหังเช่นนั้น และไม่รู้สึกกระหยิ่มใจขนาดนั้นอีกต่อไป พวกเขาจะคิดว่า “ฉันต้องปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้าบ้างโดยที่สองเท้ายังติดดินอย่างมั่นคง มิฉะนั้น ฉันจะเข้าไม่ถึงมาตรฐานของการเป็นมนุษย์ และละอายใจที่จะมีชีวิตอยู่เบื้องหน้าพระเจ้า” พวกเขาจะมองเห็นโดยแท้ว่าตนนั้นตัวเล็กและไร้นัยสำคัญอย่างแท้จริง ถึงจุดนี้ การปฏิบัติความจริงย่อมจะกลายเป็นเรื่องง่ายสำหรับพวกเขา และพวกเขาก็จะดูเหมือนอย่างที่มนุษย์ควรเป็นอยู่บ้าง คนคนหนึ่งจะขบถต่อเนื้อหนังได้ก็ต่อเมื่อพวกเขาเกลียดตนเองอย่างแท้จริงเท่านั้น ถ้าไม่เกลียดตนเอง พวกเขาก็จะไม่สามารถขบถต่อเนื้อหนัง การเกลียดตนเองโดยแท้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย การที่จะทำเช่นนั้น คนเราต้องมีหลายสิ่ง ประการแรก คนเราต้องรู้จักธรรมชาติของตน ประการที่สอง พวกเขาต้องมองเห็นว่าตนนั้นอ่อนด้อยและน่าสมเพช เป็นคนตัวเล็กและไร้นัยสำคัญอย่างยิ่ง และต้องมองเห็นดวงจิตที่สกปรกและน่าสมเพชของตน เมื่อมองเห็นครบถ้วนว่าแท้จริงแล้วตนเองเป็นเช่นใด—เมื่อสัมฤทธิ์ผลดังนี้แล้ว—พวกเขาย่อมรู้จักตนเองอย่างแท้จริง และกล่าวได้ว่าพวกเขารู้จักตนเองอย่างถูกต้องแม่นยำ ถึงจุดนี้เท่านั้น พวกเขาจึงจะเกลียดตนเองได้ ถึงขนาดสาปแช่งตนเอง รู้สึกอย่างแท้จริงว่าผู้คนถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างหนักจนไร้ซึ่งสภาพเสมือนมนุษย์ วันหนึ่ง หากพวกเขาเผชิญภัยคุกคามจากความตายอย่างแท้จริง พวกเขาก็จะคิดว่า “นี่คือการลงโทษอันชอบธรรมจากพระเจ้า พระเจ้าทรงชอบธรรมโดยแท้ ฉันสมควรตาย!” ถึงจุดนั้น พวกเขาจะไม่เปล่งเสียงแสดงความคับข้องใจ และยิ่งจะไม่พร่ำบ่นพระเจ้า—พวกเขาจะรู้สึกแต่เพียงว่าตนนั้นอ่อนด้อย น่าสมเพช สกปรก และเสื่อมทรามโดยสิ้นเชิง ควรถูกพระเจ้ากำจัดและทำลายเสีย และพวกเขาจะรู้สึกว่าดวงจิตเช่นของตนนั้นไม่เหมาะที่จะมีชีวิตอยู่บนแผ่นดินโลก ดังนั้น พวกเขาก็จะไม่พร่ำบ่นหรือต่อต้านพระเจ้า และยิ่งจะไม่ทรยศพระองค์ แต่ถ้าพวกเขาไม่รู้จักตนเอง และยังคงนึกว่าตนนั้นเป็นคนที่ค่อนข้างดี เช่นนั้นแล้วเมื่อการตายคุกคามเข้ามาใกล้ พวกเขาก็จะคิดว่า “ฉันทำไว้ดีมากแล้วในความเชื่อของฉัน ฉันไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างหนัก พลีอุทิศไปมากมาย และทนทุกข์มากนัก แต่สุดท้าย พระเจ้ากลับปล่อยให้ฉันตาย ฉันไม่รู้ว่าความชอบธรรมของพระเจ้าอยู่ที่ไหน ทำไมพระองค์ถึงปล่อยให้ฉันตาย? ถ้าแม้กระทั่งคนอย่างฉันยังต้องตาย แล้วจะมีใครสามารถได้รับความรอด? เผ่าพันธุ์มนุษย์ไม่จบสิ้นกันหมดหรอกหรือ?” ประการแรก พวกเขาจะมีมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระเจ้า ประการที่สอง พวกเขาจะพร่ำบ่นพระองค์และไม่มีการนบนอบแต่อย่างใด แท้จริงแล้วพวกเขาเป็นเหมือนเปาโลที่ไม่รู้จักตนเองแม้ในยามที่เขากำลังจะตาย เมื่อการลงโทษของพระเจ้ามาถึงตัวพวกเขา นั่นย่อมจะสายเกินไปแล้ว
—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 567
แท้จริงแล้วการเลือกเดินบนเส้นทางของเปโตรในความเชื่อของคนเราหมายถึงการเดินบนเส้นทางของการไล่ตามเสาะหาความจริง ซึ่งยังเป็นเส้นทางของการได้รู้จักตนเองและเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของตนเองอย่างแท้จริงเช่นกัน มีเพียงโดยการเดินบนเส้นทางของเปโตรเท่านั้นคนเราจึงจะอยู่บนเส้นทางของการได้รับการทำให้เพียบพร้อมโดยพระเจ้า คนเราต้องชัดเจนเกี่ยวกับวิธีเดินบนเส้นทางของเปโตรโดยแน่ชัด ตลอดจนวิธีนำการนั้นไปปฏิบัติ ก่อนอื่น คนเราต้องละวางเจตนาของคนเราเอง การไล่ตามเสาะหาที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม และแม้กระทั่งครอบครัวและทุกสรรพสิ่งของเนื้อหนังของคนเราเอง คนเราต้องอุทิศโดยสุดหัวใจ กล่าวคือ คนเราต้องอุทิศตัวเองแก่พระวจนะของพระเจ้าโดยสุดหัวใจ มุ่งเน้นการกินและการดื่มพระวจนะของพระเจ้า จดจ่ออยู่กับการค้นหาความจริงและความพึงปรารถนาของพระเจ้าในพระวจนะของพระองค์ และพยายามจับความเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าในทุกสิ่งทุกอย่าง นี่เป็นวิธีการปฏิบัติที่เป็นพื้นฐานและสำคัญยิ่งยวด นี่คือสิ่งที่เปโตรทำหลังจากที่ได้เห็นพระเยซู และเป็นเพียงโดยการปฏิบัติในหนทางนี้เท่านั้นคนเราจึงจะสามารถสัมฤทธิ์ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดได้ การอุทิศตนอย่างสุดหัวใจให้แก่พระวจนะของพระเจ้าโดยหลักแล้วเกี่ยวข้องกับการแสวงหาความจริงและความพึงปรารถนาของพระเจ้าภายในพระวจนะของพระองค์ มุ่งความสนใจไปที่การจับความเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า และการเข้าใจและการได้มาซึ่งความจริงมากขึ้นจากพระวจนะของพระเจ้า เมื่ออ่านพระวจนะของพระเจ้า เปโตรไม่ได้มุ่งความสนใจไปที่การเข้าใจคำสอน นับประสาอะไรที่เขาจะมุ่งความสนใจไปที่การได้มาซึ่งความรู้ทางศาสนศาสตร์ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เขาจดจ่ออยู่กับการจับใจความความจริงและการจับความเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า ตลอดจนการสัมฤทธิ์ความเข้าใจในพระอุปนิสัยและความน่ารักของพระเจ้า เปโตรยังได้พยายามที่จะเข้าใจสภาวะอันเสื่อมทรามหลากหลายของมนุษย์จากพระวจนะของพระเจ้าเช่นกัน ตลอดจนแก่นแท้ธรรมชาติ และข้อบกพร่องตามจริงของมนุษย์ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นการทำตามข้อกำหนดของพระเจ้าได้อย่างง่ายดาย เพื่อที่จะทำให้พระองค์พอพระทัย เปโตรมีการปฏิบัติที่ถูกต้องมากมายเหลือเกินที่ยึดปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้า การนี้อยู่ในแนวเดียวกับเจตนารมณ์ของพระเจ้ามากที่สุด และนั่นเป็นหนทางที่ดีที่สุดที่บุคคลหนึ่งจะสามารถร่วมมือได้ในขณะที่ได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า เมื่อผ่านประสบการณ์กับบททดสอบหลายร้อยครั้งที่พระเจ้าส่งมา เปโตรก็นำพระวจนะทุกคำที่พระเจ้าทรงใช้พิพากษาและเปิดโปงมนุษย์—และข้อกำหนดทุกคำที่พระองค์ทรงมีต่อมนุษย์—มาเทียบดูและตรวจสอบตนเองอย่างเข้มงวด เขาเพียรพยายามที่จะหยั่งรู้ความหมายในพระวจนะของพระเจ้าให้ถูกต้อง เขาตั้งใจนำทุกสิ่งที่พระเยซูตรัสแก่เขามาใคร่ครวญอย่างจริงจัง จดจำทุกคำไว้ในใจให้มั่น—วิธีนี้ให้ผลดีมาก ด้วยการปฏิบัติเช่นนี้ เขาจึงสามารถทำความรู้จักตนเองตามพระวจนะของพระเจ้า เขาไม่เพียงมารู้จักสภาวะที่เสื่อมทรามและข้อบกพร่องนานาของมนุษย์เท่านั้น แต่ยังมารู้จักแก่นแท้และธรรมชาติของมนุษย์อีกด้วย นี่แสดงให้เห็นว่าเปโตรรู้จักตนเองอย่างแท้จริง จากพระวจนะของพระเจ้า ด้านหนึ่งเปโตรสัมฤทธิ์การรู้จักตนเองโดยแท้จริง และอีกด้านหนึ่ง เขาก็มองเห็นพระอุปนิสัยอันชอบธรรมที่พระเจ้าทรงแสดงออกมา สิ่งที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็น เจตนารมณ์ที่พระเจ้าทรงมีในพระราชกิจของพระองค์ รวมทั้งข้อกำหนดที่พระเจ้าทรงมีต่อมวลมนุษย์ จากพระวจนะเหล่านี้เขาจึงมารู้จักพระเจ้าอย่างแท้จริง เขาได้มารู้จักพระอุปนิสัยของพระเจ้า และแก่นแท้ของพระองค์ เขาได้มารู้จักและเข้าใจสิ่งที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็น ตลอดจนความน่ารักของพระเจ้าและข้อกำหนดที่พระเจ้าทรงมีต่อมนุษย์ แม้ว่าพระเจ้าไม่ได้ตรัสในตอนนั้นมากเท่ากับที่พระองค์ตรัสในวันนี้ กระนั้นก็ตามผลลัพธ์ในแง่มุมเหล่านี้ก็สัมฤทธิ์ในเปโตร นี่คือสิ่งที่หายากและล้ำค่าสิ่งหนึ่ง เปโตรได้ก้าวผ่านการทดสอบหลายร้อยครั้ง การทนทุกข์ของเขาไม่ได้สูญเปล่า เขาไม่เพียงมารู้จักตนเองจากพระวจนะและพระราชกิจของพระเจ้าเท่านั้น แต่ยังมารู้จักพระเจ้าอีกด้วย นอกจากนี้ เขายังสนใจข้อกำหนดที่พระเจ้าทรงมีต่อมนุษย์ในพระวจนะของพระองค์เป็นพิเศษ รวมทั้งแง่มุมต่างๆ ที่มนุษย์ควรทำให้พระเจ้าพอพระทัยเพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระเจ้า และเขาก็สามารถทุ่มเทความพยายามให้กับสิ่งเหล่านี้เป็นอันมาก เข้าถึงความกระจ่างชัดเต็มที่ นี่เป็นประโยชน์ต่อการเข้าสู่ชีวิตของเขาอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นแง่มุมใดในพระวจนะของพระเจ้า ตราบใดที่พระวจนะเหล่านั้นคือความจริงและทำหน้าที่เป็นชีวิตได้ เปโตรย่อมสลักพระวจนะเอาไว้ในหัวใจ โดยที่เขาจะหมั่นใคร่ครวญและทำความเข้าใจพระวจนะเหล่านั้น เมื่อได้ฟังพระวจนะของพระเยซู เขาก็สามารถเก็บพระวจนะเหล่านั้นไปคิด ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเขามุ่งความสนใจเป็นพิเศษไปที่พระวจนะของพระเจ้า และมีผลสัมฤทธิ์ที่แท้จริงในที่สุด กล่าวคือ เขาสามารถนำพระวจนะของพระเจ้าไปปฏิบัติได้คล่อง ปฏิบัติความจริงและกระทำการตามเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้อย่างถูกต้อง ลงมือทำสิ่งต่างๆ ได้ตามพระประสงค์ของพระเจ้าทุกประการ และละวางความคิดเห็นและความคิดฝันส่วนตัวของเขาเอง ในหนทางนี้ เปโตรได้เข้าสู่ความเป็นจริงของพระวจนะของพระเจ้า การรับใช้ของเปโตรเป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระเจ้าโดยหลักแล้วก็เพราะเขาได้ทำการนี้แล้ว
หากใครคนหนึ่งสามารถทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยได้ในขณะที่ทำหน้าที่ของตน มีหลักธรรมในคำพูดและการกระทำของตน และเข้าสู่ความเป็นจริงในทุกแง่มุมของความจริง เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็เป็นบุคคลที่ได้รับการทำให้เพียบพร้อมโดยพระเจ้า สามารถกล่าวได้ว่าพระราชกิจและพระวจนะของพระเจ้ามีประสิทธิผลกับพวกเขาอย่างสมบูรณ์ ว่าพระวจนะของพระเจ้าได้กลายเป็นชีวิตของพวกเขา พวกเขาได้มาซึ่งความจริง และพวกเขาสามารถใช้ชีวิตโดยสอดคล้องกับพระวจนะของพระเจ้า หลังจากนี้ ธรรมชาติของเนื้อหนังของพวกเขา—กล่าวคือ รากฐานที่แท้จริงของการดำรงอยู่ดั้งเดิมของพวกเขา—จะสั่นสะเทือนจนแยกจากกันและพังทลาย เฉพาะเมื่อผู้คนมีพระวจนะของพระเจ้าเป็นดังชีวิตของพวกเขาแล้วเท่านั้น พวกเขาจึงจะกลายเป็นคนใหม่ หากพระวจนะของพระเจ้ากลายเป็นชีวิตของผู้คน หากนิมิตแห่งพระราชกิจของพระเจ้า การเปิดโปงและข้อกำหนดที่พระองค์ทรงมีต่อมนุษยชาติ และมาตรฐานสำหรับชีวิตมนุษย์ที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์ให้ผู้คนทำได้ กลายเป็นชีวิตของพวกเขา หากผู้คนใช้ชีวิตตามพระวจนะและความจริงเหล่านี้ เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็ได้รับการทำให้เพียบพร้อมโดยพระวจนะของพระเจ้า ผู้คนเช่นนั้นเกิดใหม่และได้กลายเป็นผู้คนใหม่โดยผ่านทางพระวจนะของพระเจ้า นี่คือเส้นทางซึ่งเปโตรใช้ไล่ตามเสาะหาความจริง นี่คือเส้นทางของการได้รับการทำให้เพียบพร้อม เปโตรได้รับการทำให้เพียบพร้อมโดยพระวจนะของพระเจ้า เขาได้รับชีวิตจากพระวจนะของพระเจ้า ความจริงที่พระเจ้าทรงแสดงไว้ได้กลายเป็นชีวิตของเขา และเขาก็กลายเป็นบุคคลที่ได้มาซึ่งความจริง
—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, วิธีเดินบนเส้นทางของเปโตร
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 568
ธรรมชาติของซาตานนี่เองที่กำกับดูแลและครอบงำผู้คนจากภายในไปจนกว่าพวกเขาจะมีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าและเข้าใจความจริงแล้ว สิ่งใดหรือที่ธรรมชาตินั้นพ่วงท้ายมาด้วยเป็นพิเศษ? ตัวอย่างเช่น เหตุใดพวกเจ้าจึงเห็นแก่ตัว? เหตุใดเจ้าจึงปกป้องตำแหน่งของตัวเจ้าเอง? เหตุใดเจ้าจึงมีความรู้สึกรุนแรงเช่นนั้น? เหตุใดพวกเจ้าจึงชื่นชมสิ่งที่ไม่ชอบธรรมเหล่านั้น? เหตุใดพวกเจ้าจึงชอบสิ่งชั่วร้ายพวกนั้น? อะไรคือพื้นฐานของความชื่นชอบของพวกเจ้าที่มีต่อสิ่งทั้งหลายดังกล่าว? สิ่งเหล่านี้มาจากไหน? เหตุใดเจ้าจึงมีความสุขยิ่งนักที่จะยอมรับสิ่งเหล่านี้? ถึงตอนนี้พวกเจ้าล้วนได้มาเข้าใจว่าเหตุผลหลักเบื้องหลังสิ่งทั้งปวงนี้ก็คือว่า มีพิษของซาตานอยู่ภายในตัวมนุษย์ ดังนั้น อะไรคือพิษของซาตาน? สามารถแสดงมันออกมาในทางใดได้บ้าง? ตัวอย่างเช่น หากเจ้าถามว่า “ผู้คนควรดำรงชีวิตอย่างไร? ผู้คนควรดำรงชีวิตเพื่อสิ่งใด?” ผู้คนก็จะตอบว่า “มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม” วลีเดียวนี้แสดงถึงรากเหง้าที่แท้จริงของปัญหา ปรัชญาและตรรกะของซาตานได้กลายมาเป็นชีวิตของผู้คนไปแล้ว ไม่ว่าผู้คนจะไล่ตามเสาะหาสิ่งใด พวกเขาก็ทำเช่นนั้นเพื่อตัวเอง—ดังนั้นแล้วพวกเขาจึงดำรงชีวิตเพื่อตัวพวกเขาเองเท่านั้น “มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม”—นี่คือปรัชญาชีวิตของมนุษย์ และมันยังเป็นตัวแทนธรรมชาติของมนุษย์อีกด้วย คำพูดเหล่านี้ได้กลายเป็นธรรมชาติของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามไปแล้ว และเป็นภาพเหมือนของธรรมชาติเยี่ยงซาตานของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามโดยแท้ ธรรมชาติเยี่ยงซาตานนี้ได้กลายเป็นรากฐานสำหรับการดำรงอยู่ของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามไปแล้ว มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามดำรงชีวิตตามพิษของซาตานนี้มาเป็นเวลาหลายพันปีจวบจนปัจจุบัน ทุกสิ่งทุกอย่างที่ซาตานทำก็เพื่อเห็นแก่ความอยากได้อยากมี ความมักใหญ่ใฝ่สูง และจุดมุ่งหมายของมันเอง มันปรารถนาที่จะล้ำเลิศกว่าพระเจ้า หลุดพ้นจากพระเจ้า และยึดอำนาจการควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าทรงสร้าง วันนี้ขอบข่ายที่ผู้คนถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามเป็นดังนี้คือ พวกเขาล้วนมีธรรมชาติเยี่ยงซาตาน พวกเขาทั้งหมดพยายามปฏิเสธและต่อต้านพระเจ้า และพวกเขาต้องการควบคุมชะตากรรมของตนเอง และพยายามต่อต้านการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า ความทะเยอทะยานและความอยากได้อยากมีของพวกเขาก็เหมือนกับของซาตานอย่างไม่ผิดเพี้ยน เพราะฉะนั้น ธรรมชาติของมนุษย์จึงเป็นธรรมชาติของซาตานนั่นเอง ในข้อเท็จจริงนั้น คติพจน์และภาษิตของผู้คนมากมายแสดงถึงธรรมชาติของมนุษย์และสะท้อนให้เห็นแก่นแท้แห่งความเสื่อมทรามของมนุษย์ สิ่งที่ผู้คนเลือกคือสิ่งที่พวกเขาชอบ และสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นตัวแทนของอุปนิสัยและการไล่ตามเสาะหาของผู้คน ในทุกคำที่บุคคลหนึ่งๆ พูด และในทุกสิ่งที่พวกเขาทำ ไม่ว่าจะอำพรางอย่างไร ทุกการกระทำและคำพูดก็ไม่สามารถปกปิดธรรมชาติของพวกเขา ตัวอย่างเช่น ปกติแล้วพวกฟาริสีประกาศได้ดีมาก แต่เมื่อพวกเขาได้ฟังคำเทศนาและความจริงที่พระเยซูทรงแสดง แทนที่จะยอมรับ พวกเขากลับกล่าวโทษสิ่งเหล่านี้ นี่เปิดโปงแก่นแท้ธรรมชาติของพวกฟาริสีที่รังเกียจและเกลียดความจริง ผู้คนบางคนพูดจาไพเราะมากและอำพรางตนเองเก่ง แต่หลังจากที่ผู้อื่นคบค้าสมาคมกับพวกเขาไปสักระยะหนึ่ง ผู้อื่นก็พบว่าธรรมชาติของพวกเขานั้นหลอกลวงและไม่ซื่อสัตย์อย่างยิ่ง หลังจากคบค้าสมาคมกับพวกเขาเป็นเวลานาน ทุกคนก็ค้นพบแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขา ในที่สุด ผู้อื่นก็ลงความเห็นดังต่อไปนี้ว่า พวกเขาไม่เคยพูดความจริงสักคำ ทั้งยังหลอกลวง ถ้อยแถลงนี้แสดงให้เห็นธรรมชาติของผู้คนดังกล่าว ทั้งยังเป็นตัวอย่างและข้อพิสูจน์ที่ดีที่สุดของแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขา ปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลกของพวกเขาคือการไม่บอกความจริงแก่ใครเลย ตลอดจนการไม่ไว้วางใจใครเลย ธรรมชาติเยี่ยงซาตานของมนุษย์บรรจุปรัชญาและพิษของซาตานเอาไว้มากมาย บางครั้งเจ้าเองก็ไม่ทันตระหนักรู้ถึงปรัชญาเหล่านี้ด้วยซ้ำและไม่เข้าใจ ถึงกระนั้น ทุกขณะของชีวิตเจ้าก็มีพื้นฐานอยู่บนสิ่งเหล่านี้ ที่มากกว่านั้นคือเจ้าคิดว่าสิ่งเหล่านี้ถูกต้องและมีเหตุผลทีเดียว และไม่ใช่การเข้าใจผิดแต่อย่างใด นี่ก็เพียงพอแล้วที่จะแสดงให้เห็นว่าปรัชญาของซาตานได้กลายเป็นธรรมชาติของผู้คนไปแล้ว และว่าพวกเขากำลังใช้ชีวิตตามปรัชญาเหล่านี้อย่างสมบูรณ์ คิดไปว่าหนทางในการใช้ชีวิตเช่นนี้เป็นสิ่งที่ดี และไม่ได้สำนึกกลับใจแต่ประการใด ดังนั้น พวกเขากำลังเปิดโปงธรรมชาติเยี่ยงซาตานของพวกเขาอยู่เนืองนิตย์ และพวกเขายังใช้ชีวิตตามปรัชญาของซาตานอยู่ตลอดเวลา ธรรมชาติของซาตานคือชีวิตของมนุษยชาติ และเป็นแก่นแท้ธรรมชาติของมนุษยชาติ
—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, วิธีเดินบนเส้นทางของเปโตร
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 569
บัดนี้พวกเจ้ามีวิจารณญาณแยกแยะอุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่พวกเจ้าเปิดเผยออกมาได้บ้างแล้ว เมื่อพวกเจ้าสามารถเข้าใจได้อย่างชัดเจนว่าตนเองยังคงหมิ่นเหม่ที่จะเปิดเผยสิ่งเสื่อมทรามอันใดออกมาเป็นประจำ และยังคงมีแนวโน้มจะทำสิ่งที่ขัดแย้งกับความจริง การชำระอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเจ้าให้บริสุทธิ์ก็จะง่ายดาย เหตุใดผู้คนจึงไม่สามารถควบคุมตนเองได้ในหลายๆ เรื่อง? เพราะพวกเขาถูกอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนซึ่งตีกรอบและก่อกวนพวกเขาในทุกเรื่อง ควบคุมตลอดเวลาและในทุกด้าน เวลาที่ทุกสิ่งดำเนินไปได้ด้วยดี และพวกเขาไม่ได้สะดุดหรือกลายเป็นคนคิดลบ ผู้คนบางคนจะรู้สึกเสมอว่าตนเองมีวุฒิภาวะ และไม่คิดอะไรเมื่อพวกเขาเห็นคนชั่ว เห็นผู้นำเทียมเท็จ หรือเห็นศัตรูของพระคริสต์ถูกเปิดเผยและถูกกำจัดออกไป พวกเขาจะพูดโอ้อวดต่อหน้าทุกคนด้วยซ้ำไปว่า “คนอื่นไม่ว่าใครก็สามารถสะดุดล้มได้ แต่ไม่ใช่ฉัน คนอื่นไม่ว่าใครอาจไม่รักพระเจ้า แต่ฉันรัก” พวกเขาคิดว่าพวกเขาสามารถตั้งมั่นในคำพยานของตนในทุกสถานการณ์หรือทุกรูปการณ์แวดล้อม แล้วผลลัพธ์เป็นเช่นไร? ถึงวันหนึ่งที่พวกเขาถูกทดสอบและพวกเขาก็พร่ำบ่นพึมพำเกี่ยวกับพระเจ้า นี่ไม่ใช่การล้มเหลว ไม่ใช่การสะดุดหรอกหรือ? ไม่มีสิ่งใดเปิดเผยผู้คนได้มากไปกว่าบททดสอบ พระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์ส่วนที่ลึกที่สุดของหัวใจมนุษย์ และผู้คนต้องไม่คุยโวไม่ว่าในเวลาใด ไม่ว่าพวกเขาจะคุยโวเรื่องใด นั่นคือจุดที่พวกเขาจะสะดุดเข้าสักวันในไม่ช้าก็เร็ว เมื่อพวกเขาเห็นผู้อื่นสะดุดและล้มเหลวในรูปการณ์แวดล้อมใดรูปการณ์แวดล้อมหนึ่ง พวกเขาไม่คิดอะไร และอาจถึงขนาดคิดว่าตนเองทำผิดไม่เป็น คิดว่าพวกเขาสามารถตั้งมั่น—แต่พวกเขากลับลงเอยด้วยการสะดุดและล้มเหลวในรูปการณ์แวดล้อมเดียวกันนั้นเช่นกัน เป็นเช่นนี้ได้อย่างไร? เป็นเพราะผู้คนไม่เข้าใจแก่นแท้ธรรมชาติของตนได้อย่างถี่ถ้วน ความรู้ที่พวกเขามีเกี่ยวกับปัญหาของแก่นแท้ธรรมชาติของตนนั้นยังไม่ลึกซึ้งพอ ดังนั้นการนำความจริงไปสู่การปฏิบัติจึงเหนื่อยยากยิ่งสำหรับพวกเขา ตัวอย่างเช่น คนบางคนหลอกลวงมาก และไม่ซื่อสัตย์ในคำพูดและความประพฤติของตน แต่หากเจ้าถามพวกเขาว่าอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขาร้ายแรงที่สุดในด้านใด พวกเขาย่อมจะบอกว่า “ฉันหลอกลวงบ้างเล็กน้อย” พวกเขาย่อมจะพูดเพียงว่าพวกเขาหลอกลวงบ้างเล็กน้อย แต่พวกเขาจะไม่พูดว่าธรรมชาติของตนเองนั้นหลอกลวง และพวกเขาจะไม่พูดว่าตนเป็นคนหลอกลวง ความรู้เกี่ยวกับสภาวะอันเสื่อมทรามของพวกเขาไม่ได้ลึกซึ้งขนาดนั้น และพวกเขาไม่ได้มองสภาวะอันเสื่อมทรามนั้นอย่างจริงจังและอย่างถี่ถ้วนอย่างที่ผู้อื่นมอง จากมุมมองของผู้อื่น บุคคลผู้นี้หลอกลวงและคดโกงยิ่งนัก และมีเล่ห์เพทุบายในทุกสิ่งที่พวกเขาพูด และคำพูดและการกระทำของพวกเขาไม่เคยซื่อสัตย์—แต่คนคนนั้นก็ไม่สามารถรู้จักตัวเองได้อย่างลึกซึ้งขนาดนั้น ความรู้ที่พวกเขาบังเอิญมีเป็นเพียงความรู้แค่ผิวเผิน เมื่อใดก็ตามที่พวกเขาพูดและกระทำการ พวกเขาจะเปิดเผยธรรมชาติบางส่วนของพวกเขาออกมา แต่ทว่าพวกเขาไม่ตระหนักรู้ถึงการนี้ พวกเขาเชื่อว่าการที่พวกเขากระทำการเช่นนั้นไม่ใช่การเปิดเผยความเสื่อมทราม พวกเขาคิดว่าพวกเขาได้นำความจริงไปปฏิบัติแล้ว—แต่สำหรับผู้สังเกตการณ์ทั้งหลาย บุคคลผู้นี้คดโกงและหลอกลวงมากทีเดียว คำพูดกับการกระทำของพวกเขาไม่ซื่อสัตย์เป็นอย่างมาก นั่นกล่าวได้ว่า ผู้คนมีความเข้าใจธรรมชาติของตัวเองอย่างตื้นเขินมาก และมีความคลาดเคลื่อนอันใหญ่หลวงระหว่างการนี้กับพระวจนะของพระเจ้าที่พิพากษาและเปิดโปงผู้คน นี่ไม่ใช่ความผิดพลาดในสิ่งที่พระเจ้าทรงเปิดโปง แต่เป็นเพราะมนุษย์ขาดพร่องความเข้าใจที่ลุ่มลึกเพียงพอเกี่ยวกับธรรมชาติของตนเอง ผู้คนไม่มีความเข้าใจพื้นฐานหรือความเข้าใจที่เป็นแก่นแท้เกี่ยวกับตัวพวกเขาเอง แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากลับมุ่งสนใจและอุทิศเรี่ยวแรงของพวกเขาให้กับการทำความรู้จักการกระทำและการเผยทางภายนอกของตน ต่อให้ใครบางคนสามารถพูดเกี่ยวกับการรู้จักตัวเองได้บ้างเป็นครั้งคราว นั่นก็จะไม่ลึกซึ้งมากนัก ไม่มีผู้ใดเคยคิดว่าตนคือบุคคลบางจำพวกหรือมีธรรมชาติบางอย่างเพราะตนได้ทำบางสิ่งหรือเปิดเผยบางอย่างออกมา พระเจ้าได้ทรงเปิดโปงธรรมชาติและแก่นแท้ของมนุษย์ แต่สิ่งที่ผู้คนเข้าใจก็คือวิธีทำสิ่งทั้งหลายและวิธีการพูดของตนมีข้อตำหนิและมีข้อบกพร่อง ด้วยเหตุนี้ การนำความจริงไปปฏิบัติจึงเป็นกิจที่ค่อนข้างเหนื่อยยากสำหรับพวกเขา ผู้คนคิดว่าความผิดพลาดของพวกเขาเป็นเพียงการสำแดงชั่วขณะที่เปิดเผยออกมาโดยไม่ทันระวังแทนที่จะเป็นการเปิดเผยธรรมชาติของตนออกมา เมื่อผู้คนคิดในหนทางนี้ก็ยากมากที่พวกเขาจะรู้จักตนเองอย่างแท้จริง และยากมากที่พวกเขาจะเข้าใจและนำความจริงไปปฏิบัติ เนื่องจากพวกเขาไม่รู้จักความจริงและไม่กระหายความจริง เมื่อนำความจริงไปปฏิบัติ พวกเขาจึงเพียงปฏิบัติตามข้อบังคับอย่างสุกเอาเผากินเท่านั้น ผู้คนไม่ได้มองว่าธรรมชาติของตนนั้นแย่มาก และเชื่อว่าพวกเขาไม่ได้แย่ถึงขนาดที่พวกเขาควรถูกทำลายหรือถูกลงโทษ กระนั้น ตามมาตรฐานของพระเจ้าแล้ว ผู้คนถูกทำให้เสื่อมทรามอย่างลึกล้ำเกินไป พวกเขายังคงห่างไกลจากมาตรฐานของความรอด เพราะพวกเขามีเพียงวิธีการบางอย่างที่ภายนอกดูเหมือนไม่ได้ละเมิดความจริง และที่จริงแล้ว พวกเขาไม่ได้ปฏิบัติความจริงและไม่นบนอบต่อพระเจ้า
การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหรือการประพฤติปฏิบัติของผู้คนไม่ได้แสดงนัยถึงความเปลี่ยนแปลงในธรรมชาติของพวกเขา เหตุผลที่เป็นเช่นนี้ก็คือ โดยพื้นฐานแล้วความเปลี่ยนแปลงในการประพฤติปฏิบัติของผู้คนไม่สามารถปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ดั้งเดิมของพวกเขาได้ และยิ่งไม่สามารถปรับเปลี่ยนธรรมชาติของพวกเขา มีเพียงเมื่อผู้คนเข้าใจความจริง รู้จักแก่นแท้ธรรมชาติของตนเอง และสามารถนำความจริงไปปฏิบัติเท่านั้น การปฏิบัติของพวกเขาจึงจะลุ่มลึกเพียงพอ และจะเป็นบางสิ่งนอกเหนือจากการยึดติดกับข้อบังคับต่างๆ ชุดหนึ่ง วิธีปฏิบัติความจริงของผู้คนในวันนี้ยังคงไม่ถึงเกณฑ์มาตรฐาน และไม่สามารถสัมฤทธิ์ทั้งหมดที่ความจริงกำหนดไว้ได้อย่างครบถ้วน ผู้คนปฏิบัติตามความจริงเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น และเพียงเมื่อพวกเขาอยู่ในสภาวะและรูปการณ์แวดล้อมเฉพาะบางอย่างเท่านั้น พวกเขาจึงจะสามารถนำความจริงไปปฏิบัติได้บ้าง ไม่ใช่ว่าพวกเขาจะสามารถนำความจริงไปปฏิบัติได้ในทุกรูปการณ์แวดล้อมและทุกสถานการณ์ ในบางโอกาส เมื่อบุคคลหนึ่งมีความสุขและสภาวะของพวกเขาดี หรือเมื่อพวกเขากำลังสามัคคีธรรมกับผู้อื่นและมีเส้นทางปฏิบัติอยู่ในหัวใจของตน พวกเขาก็สามารถทำบางสิ่งที่สอดคล้องกับความจริงได้เพียงชั่วครั้งชั่วคราว แต่เมื่อพวกเขาใช้ชีวิตอยู่กับผู้คนที่คิดลบและไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง และพวกเขาได้รับอิทธิพลจากผู้คนเหล่านี้ ภายในหัวใจของพวกเขา พวกเขาย่อมสูญเสียเส้นทางของตนเองและไม่สามารถปฏิบัติความจริงได้ นี่แสดงให้เห็นว่าวุฒิภาวะของพวกเขาน้อยเกินไป และพวกเขายังคงไม่เข้าใจความจริงอย่างแท้จริง มีปัจเจกบุคคลบางคนที่สามารถนำความจริงไปปฏิบัติได้ หากพวกเขาได้รับการชี้แนะและนำทางโดยผู้คนที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม หากพวกเขาถูกผู้นำเทียมเท็จหรือศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิดและก่อกวน ไม่เพียงพวกเขาจะไม่สามารถปฏิบัติความจริงเท่านั้น พวกเขายังหมิ่นเหม่ที่จะถูกชักพาให้หลงผิดในการทำตามผู้คนเหล่านั้นอีกด้วย ผู้คนเช่นนี้ยังคงมีความเสี่ยงมิใช่หรือ? ผู้คนเช่นนี้ ด้วยวุฒิภาวะประเภทนี้ย่อมไม่สามารถปฏิบัติความจริงในทุกเรื่องและทุกสถานการณ์ได้ ต่อให้พวกเขาปฏิบัติความจริง นั่นก็จะเป็นเฉพาะเวลาที่พวกเขาอารมณ์ดีหรือถูกผู้อื่นชี้แนะเท่านั้น เมื่อไม่มีคนที่ดีคอยนำทางพวกเขา ก็ย่อมจะมีบางเวลาที่พวกเขาสามารถทำสิ่งที่ละเมิดความจริง และเบี่ยงเบนไปจากพระวจนะของพระเจ้าได้ แล้วทำไมจึงเป็นเช่นนี้? เป็นเพราะเจ้าเพิ่งรู้จักสภาวะของเจ้าเพียงไม่กี่สภาวะ และเจ้าไม่รู้จักแก่นแท้ธรรมชาติของตัวเอง และเจ้ายังไม่มีวุฒิภาวะที่จะขัดขืนเนื้อหนังและหันมาปฏิบัติความจริง เมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าจึงไม่มีอำนาจควบคุมสิ่งที่เจ้าจะทำในอนาคต และไม่สามารถรับประกันว่าเจ้าจะสามารถตั้งมั่นในรูปการณ์แวดล้อมหรือบททดสอบใดๆ มีหลายครั้งที่เจ้าอยู่ในสภาวะหนึ่งและเจ้าสามารถนำความจริงไปปฏิบัติได้ และดูเหมือนว่าเจ้าได้เปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย แต่ทว่าในรูปการณ์แวดล้อมที่แตกต่างออกไป เจ้ากลับไม่สามารถนำความจริงไปปฏิบัติได้ นี่คือสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเจ้า บางครั้งเจ้าสามารถปฏิบัติความจริง และบางครั้งเจ้ากลับไม่สามารถ ชั่วขณะหนึ่งเจ้าเข้าใจ และชั่วขณะถัดไปเจ้างุนงงสับสน ตอนนี้เจ้าไม่ได้กำลังทำสิ่งใดที่ไม่ดี แต่บางทีในอีกสักครู่เจ้าอาจจะทำ การนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าสิ่งเสื่อมทรามยังคงดำรงอยู่ในตัวเจ้า และหากเจ้าไม่สามารถรู้จักตนเองได้อย่างแท้จริง สิ่งเหล่านี้ย่อมจะแก้ไขไม่ได้โดยง่าย หากเจ้าไม่สามารถบรรลุความเข้าใจเกี่ยวกับอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของตนเองได้อย่างถ้วนทั่ว และในท้ายที่สุด เจ้าก็สามารถทำสิ่งทั้งหลายที่เป็นการต้านทานพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็อยู่ในอันตราย หากเจ้าสามารถเข้าใจธรรมชาติของเจ้าได้อย่างทะลุปรุโปร่งและเกลียดชังมัน เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะสามารถควบคุมตัวเอง ขัดขืนตัวเอง และนำความจริงไปปฏิบัติได้
—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 570
จุดมุ่งหมายของการสามัคคีธรรมความจริงอย่างชัดเจนก็คือการทำให้ผู้คนสามารถเข้าใจและปฏิบัติความจริงและสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของพวกเขา นั่นไม่ใช่เพื่อนำความสว่างและความสุขเล็กน้อยมาสู่หัวใจของพวกเขาเมื่อพวกเขาเข้าใจความจริงเท่านั้น หากเจ้าเข้าใจความจริงแต่ไม่ได้ปฏิบัติความจริง เช่นนั้นแล้ว ความสำคัญของการสามัคคีธรรมและการเข้าใจความจริงก็จะสูญสิ้นไป อะไรคือปัญหาเมื่อผู้คนเข้าใจความจริงแต่ไม่ได้นำความจริงไปปฏิบัติ? นี่คือข้อพิสูจน์ว่าพวกเขาไม่รักความจริง ในหัวใจของพวกเขา พวกเขาไม่ยอมรับความจริง ซึ่งในกรณีนั้นพวกเขาจะพลาดพรจากพระเจ้าและโอกาสสำหรับความรอดไป เมื่อเป็นเรื่องที่ว่าผู้คนสามารถบรรลุความรอดได้หรือไม่ สิ่งที่สำคัญยิ่งคือพวกเขาสามารถยอมรับและปฏิบัติความจริงได้หรือไม่ หากเจ้านำความจริงที่เจ้าเข้าใจไปปฏิบัติ เจ้าจะได้รับการให้ความรู้แจ้ง ความกระจ่าง และการทรงชี้แนะจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ และจะสามารถเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง สัมฤทธิ์ความเข้าใจความจริงที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และในท้ายที่สุดก็ได้รับความจริงและความรอดจากพระเจ้า บางคนไม่สามารถปฏิบัติความจริงได้ และพวกเขาก็มักจะพร่ำบ่นอยู่เสมอว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ประทานความรู้แจ้งหรือความกระจ่างแก่พวกเขา พระเจ้าไม่ประทานพละกำลังแก่พวกเขา ไม่ถูกต้อง นี่คือการเข้าใจพระเจ้าผิด การให้ความรู้แจ้งและความกระจ่างของพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นสร้างขึ้นบนรากฐานของการให้ความร่วมมือของผู้คน ผู้คนต้องมีหัวใจที่จริงใจและเต็มใจปฏิบัติความจริง และไม่ว่าความเข้าใจของพวกเขาจะลุ่มลึกหรือผิวเผิน พวกเขาก็ต้องสามารถนำความจริงไปปฏิบัติได้ เมื่อนั้นเท่านั้นพวกเขาจึงจะได้รับการให้ความรู้แจ้งและความกระจ่างจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ หากผู้คนเข้าใจความจริงแต่ไม่นำไปปฏิบัติและเพียงแต่รอให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจและบังคับให้พวกเขาทำเช่นนั้น พวกเขากำลังนิ่งเฉยอย่างยิ่งมิใช่หรือ? พระเจ้าไม่เคยทรงบังคับให้ผู้คนทำสิ่งใดเลย หากผู้คนเข้าใจความจริงแต่ไม่เต็มใจที่จะนำไปปฏิบัติ นี่แสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่รักความจริง หรือแสดงให้เห็นว่าสภาวะของพวกเขาผิดปกติและมีบางสิ่งกีดขวางพวกเขา แต่หากผู้คนสามารถอธิษฐานถึงพระเจ้าได้ พระเจ้าก็จะทรงพระราชกิจเช่นกัน ความกังวลที่แท้จริงก็คือหากพวกเขาไม่เต็มใจที่จะปฏิบัติความจริงและไม่อธิษฐานถึงพระเจ้าด้วย เช่นนั้นแล้ว พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ไม่มีวิถีทางที่จะทรงพระราชกิจในตัวพวกเขา อันที่จริงแล้ว ไม่ว่าผู้คนจะมีความยากลำบากประเภทใด มันก็สามารถแก้ไขได้เสมอ สิ่งสำคัญคือพวกเขาสามารถปฏิบัติตามความจริงได้หรือไม่ บัดนี้ ปัญหาของความเสื่อมทรามในตัวพวกเจ้านั้นไม่ใช่โรคมะเร็ง ไม่ใช่โรคที่รักษาไม่หาย หากพวกเจ้าสามารถตั้งใจแน่วแน่ที่จะปฏิบัติความจริง พวกเจ้าก็จะได้รับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และเป็นไปได้ที่อุปนิสัยอันเสื่อมทรามเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงไป ทั้งหมดขึ้นอยู่กับว่าเจ้าสามารถตั้งใจแน่วแน่ที่จะปฏิบัติความจริงได้หรือไม่—นี่คือสิ่งที่สำคัญยิ่ง หากเจ้าปฏิบัติความจริงและเดินบนเส้นทางของการแสวงหาความจริงแล้ว เจ้าก็จะสามารถได้รับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และสามารถได้รับการช่วยให้รอดอย่างแน่นอน หากเส้นทางที่เจ้าเดินเป็นเส้นทางที่ผิด เช่นนั้นเจ้าก็จะสูญเสียพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ การก้าวผิดพลาดหนึ่งก้าวจะนำไปสู่ก้าวที่ผิดพลาดก้าวหนึ่ง และทุกอย่างก็จะจบสิ้นสำหรับเจ้า และไม่ว่าเจ้าจะเชื่อต่อไปอีกกี่ปี เจ้าก็จะไม่สามารถบรรลุความรอดได้ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อพวกเขากำลังทำงาน บางคนไม่เคยคิดเลยว่าจะทำงานอย่างไรในหนทางที่เป็นประโยชน์ต่องานของพระนิเวศของพระเจ้าและสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า ผลลัพธ์ก็คือ พวกเขาทำหลายสิ่งที่เห็นแก่ตัวและเลวทราม ได้รับความรังเกียจและความเกลียดชังจากพระเจ้า ดังนั้นพวกเขาจึงถูกเผยและถูกกำจัดออกไป หากผู้คนสามารถแสวงหาความจริงและปฏิบัติตามความจริงได้ในทุกสิ่ง เช่นนั้นพวกเขาก็ได้เข้าสู่ครรลองที่ถูกต้องของความเชื่อในพระเจ้าแล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงมีความหวังที่จะกลายเป็นคนที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า บางคนเข้าใจความจริงแต่ไม่นำไปปฏิบัติ พวกเขากลับเชื่อว่าความจริงไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร และไม่สามารถแก้ไขปัญหาเรื่องเจตจำนงของตนเองและอุปนิสัยอันเสื่อมทรามได้ ผู้คนเช่นนี้ช่างน่าขันจริงๆ มิใช่หรือ? พวกเขาไร้สาระอย่างสิ้นเชิงมิใช่หรือ? พวกเขาไม่คิดว่าตนเองฉลาดมากหรอกหรือ? หากผู้คนสามารถปฏิบัติตามความจริง อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขาก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ หากการเชื่อและการรับใช้พระเจ้าของพวกเขาเป็นไปตามบุคลิกตามธรรมชาติของตนเอง เช่นนั้นก็จะไม่มีพวกเขาแม้แต่คนเดียวที่จะสามารถสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของตนได้ มีบางคนที่ใช้เวลาทั้งวันหมกมุ่นอยู่กับความวิตกกังวลที่เกิดจากการเลือกที่ผิดพลาดของตนเอง เมื่อมีความจริงที่พร้อมอยู่แล้ว พวกเขาก็ไม่ตรวจสอบหรือพยายามที่จะนำไปปฏิบัติ แต่กลับยืนกรานที่จะเลือกเส้นทางของตนเอง ช่างเป็นวิธีการกระทำที่ไร้สาระสิ้นดี! พวกเขาไม่รู้วิธีที่จะสุขสำราญอย่างแท้จริงกับพรที่ตนมี พวกเขาเกิดมาเพื่อทนทุกข์ การปฏิบัติความจริงเรียบง่ายเช่นนั้น ไม่ว่าเจ้าปฏิบัติหรือไม่ก็ตามล้วนมีความสำคัญ หากเจ้าเป็นคนที่มีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะปฏิบัติความจริง เช่นนั้นแล้ว ความคิดลบ ความอ่อนแอ และอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าก็จะค่อยๆ ได้รับการแก้ไขและเปลี่ยนแปลงไป เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับว่าหัวใจของเจ้ารักความจริงหรือไม่ เจ้าสามารถยอมรับความจริงได้หรือไม่ เจ้าสามารถทนทุกข์และจ่ายราคาเพื่อที่จะได้รับความจริงหรือไม่ หากเจ้ารักความจริงอย่างแท้จริง เจ้าจะสามารถทนทุกข์กับความเจ็บปวดทุกชนิดเพื่อที่จะได้รับความจริง—ไม่ว่านั่นจะหมายถึงการถูกใส่ร้าย การถูกตัดสิน หรือการถูกผู้คนปฏิเสธก็ตาม เจ้าควรแบกรับทั้งหมดนี้ด้วยความอดทนและอดกลั้น พระเจ้าจะทรงคุ้มครองและอวยพรเจ้า พระองค์จะไม่ทรงทอดทิ้งหรือเพิกเฉยต่อเจ้า—นี่เป็นสิ่งที่แน่นอน หากเจ้าอธิษฐานถึงพระเจ้าด้วยหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า พึ่งพาพระเจ้าและมองดูพระเจ้า ก็จะไม่มีความยากลำบากใดที่เจ้าไม่สามารถผ่านพ้นไปได้ เจ้าอาจมีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม และเจ้าอาจกระทำผิด แต่หากเจ้ามีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า และหากเจ้าเดินอย่างระมัดระวังบนเส้นทางแห่งการไล่ตามเสาะหาความจริง เช่นนั้นเจ้าจะสามารถตั้งมั่นได้อย่างไม่ต้องสงสัย และจะได้รับการทรงนำและคุ้มครองจากพระเจ้าอย่างแน่นอน
—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 571
หากเจ้าปรารถนาที่จะสัมฤทธิ์ความเข้าใจในความจริง ก็สำคัญอย่างยิ่งที่เจ้าต้องรู้วิธีกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า หากเจ้าอ่านพระวจนะของพระเจ้าน้อยเกินไป ไม่อ่านอย่างจริงจังตั้งใจ และไม่ใคร่ครวญด้วยหัวใจของเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมจะไม่สามารถเข้าใจความจริง ทั้งหมดที่เจ้าจะสามารถเข้าใจได้คือคำสอนเล็กน้อย และดังนั้นจึงเป็นการยากมากที่เจ้าจะเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าและพระประสงค์ของพระเจ้าในพระวจนะของพระองค์ หากเจ้าไม่เข้าใจจุดมุ่งหมายและผลลัพธ์ที่พระวจนะของพระเจ้าตั้งใจที่จะสัมฤทธิ์ หากเจ้าไม่เข้าใจสิ่งที่พระวจนะของพระองค์พยายามที่จะสำเร็จลุล่วงและทำให้มีความเพียบพร้อมในมนุษย์ หากเจ้าไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้แล้วไซร้ ก็พิสูจน์ว่าเจ้ายังไม่จับใจความความจริง เหตุใดพระเจ้าจึงตรัสสิ่งที่พระองค์ตรัส? เหตุใดพระองค์จึงตรัสด้วยพระกระแสเสียงนั้น? เหตุใดพระองค์จึงทรงจริงจังและจริงใจในทุกพระวจนะที่พระองค์ตรัส? เหตุใดพระองค์จึงทรงเลือกสรรที่จะใช้พระวจนะบางคำ? เจ้ารู้หรือไม่? หากเจ้าไม่อาจกล่าวได้อย่างแน่นอน ก็หมายความว่าเจ้าไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าหรือพระประสงค์ของพระองค์ หากเจ้าไม่เข้าใจบริบทเบื้องหลังพระวจนะของพระองค์ เช่นนั้นแล้ว เจ้าจะสามารถเข้าใจหรือปฏิบัติความจริงได้อย่างไร? เพื่อให้ได้รับความจริง เจ้าต้องเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าในทุกคำที่พระองค์ดำรัสเสียก่อน และหลังจากจับความเข้าใจพระวจนะเหล่านี้แล้วก็นำไปปฏิบัติ ใช้ชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้าอยู่ภายในตัวเจ้า และทำให้พระวจนะกลายเป็นความเป็นจริงของเจ้า ด้วยการทำเช่นนี้เจ้าก็จะเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง มีเพียงเมื่อเจ้ามีความเข้าใจอันถ้วนทั่วเกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถจับความเข้าใจในความจริง หลังจากเข้าใจเพียงคำพูดและคำสอนไม่กี่อย่าง เจ้าก็คิดว่าเจ้าเข้าใจความจริงและมีความเป็นจริง นี่คือการหลอกตนเอง เจ้าไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าเหตุใดพระเจ้าจึงพึงประสงค์ให้ผู้คนปฏิบัติความจริง นี่พิสูจน์ว่าเจ้าไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า และเจ้ายังคงไม่เข้าใจความจริง ในข้อเท็จจริงแล้ว พระเจ้าทรงกำหนดข้อพึงประสงค์นี้แก่ผู้คนเพื่อชำระพวกเขาให้บริสุทธิ์และช่วยพวกเขาให้รอด เพื่อที่ผู้คนจะสามารถปลดเปลื้องอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนทิ้งไป และกลายเป็นคนที่นบนอบและรู้จักพระเจ้า นี่คือเป้าหมายที่พระเจ้าทรงต้องการที่จะสัมฤทธิ์ด้วยการพึงประสงค์ให้ผู้คนปฏิบัติความจริง
พระเจ้าทรงแสดงความจริงแก่ผู้คนที่รักความจริง กระหายความจริง และแสวงหาความจริง ส่วนพวกที่หมกมุ่นกับคำพูดและคำสอน และชอบที่จะกล่าวสุนทรพจน์โอ้อวดยาวๆ พวกเขาจะไม่มีวันได้รับความจริง พวกเขากำลังหลอกตัวพวกเขาเอง มุมมองที่พวกเขามีต่อความจริงและพระวจนะของพระเจ้าย่อมผิด พวกเขามองนาฬิกาโดยเอียงคอ—มุมมองของคุณไม่ถูกต้อง ผู้คนบางคนชอบที่จะศึกษาพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาศึกษาอยู่เสมอว่าพระวจนะของพระเจ้าพูดถึงบั้นปลายว่าอย่างไรหรือพระวจนะบอกว่าทำเช่นไรจึงจะได้รับพร พวกเขาสนใจพระวจนะเหล่านี้มากที่สุด หากพระวจนะของพระเจ้าไม่คล้อยตามมโนคติอันหลงผิดของพวกเขาและไม่ได้สนองความอยากได้พรของพวกเขา พวกเขาก็จะกลายเป็นคิดลบ ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงอีกต่อไป และไม่ต้องการที่จะสละตนเองเพื่อพระเจ้า นี่แสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่สนใจความจริง ผลที่ตามมาคือพวกเขาไม่จริงจังต่อความจริง พวกเขาสามารถเพียงยอมรับความจริงที่คล้อยตามมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของพวกเขาเท่านั้น แม้ผู้คนเช่นนี้จะเชื่อในพระเจ้าอย่างแรงกล้า และพยายามทุกทางที่สามารถเพื่อที่จะทำเรื่องดีงามบางอย่างและทำให้ตนเองดูดี แต่พวกเขาก็เพียงกำลังทำการนั้นเพื่อที่จะมีบั้นปลายที่ดีในอนาคต ทั้งที่มีข้อเท็จจริงว่าพวกเขาเข้าร่วมในชีวิตคริสตจักร กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า แต่พวกเขากลับไม่ยอมปฏิบัติความจริงหรือรับความจริงเอาไว้ มีบางคนที่กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า แต่ก็แค่ทำไปอย่างพอเป็นพิธี พวกเขาคิดว่าพวกเขาได้รับความจริงไว้เพียงโดยการได้มาเข้าใจคำพูดและคำสอนไม่กี่อย่างเท่านั้นเอง พวกเขาช่างเป็นคนโง่อะไรเช่นนี้! พระวจนะของพระเจ้าคือความจริง อย่างไรก็ตาม คนเราจะไม่จำเป็นต้องเข้าใจและได้รับความจริงหลังจากที่พวกเขาอ่านพระวจนะของพระเจ้า หากเจ้าล้มเหลวที่จะได้รับความจริงโดยผ่านทางการกินและการดื่มพระวจนะของพระเจ้าแล้วไซร้ สิ่งที่เจ้าได้รับไว้ย่อมจะเป็นคำพูดและคำสอน หากเจ้าไม่รู้วิธีปฏิบัติความจริงหรือวิธีกระทำการตามหลักธรรม เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมไร้ความเป็นจริงความจริงอยู่อย่างนั้น เจ้าอาจอ่านพระวจนะของพระเจ้าบ่อยครั้ง แต่ในภายหลังเจ้าย่อมล้มเหลวที่จะเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าอยู่ดี และได้ไปเพียงคำพูดและคำสอนบางอย่างเท่านั้น จะกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าอย่างไรจึงจะเข้าใจความจริง? ก่อนอื่นเจ้าควรตระหนักว่าพระวจนะของพระเจ้าไม่ได้ตรงไปตรงมาขนาดนั้น พระวจนะของพระเจ้าลุ่มลึกอย่างที่สุด พระวจนะของพระเจ้าแม้เพียงประโยคเดียวก็พึงต้องใช้เวลาทั้งชีวิตในการมีประสบการณ์ด้วย หากไม่มีประสบการณ์หลายปี เจ้าจะสามารถเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าได้อย่างไร? หากในขณะที่อ่านพระวจนะของพระเจ้า เจ้าไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า และไม่เข้าใจพระประสงค์แห่งพระวจนะของพระองค์ ต้นกำเนิดของพระวจนะ ผลที่พระวจนะพยายามจะสัมฤทธิ์ หรือสิ่งที่พระวจนะพยายามจะสำเร็จลุล่วง เช่นนั้นแล้วนี่หมายความว่าเจ้าเข้าใจความจริงกระนั้นหรือ? เจ้าอาจได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าหลายครั้ง และบางทีเจ้าก็สามารถสวดท่องหลายบทตอนได้ขึ้นใจ แต่เจ้ากลับไม่สามารถปฏิบัติความจริงและไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลย และความสัมพันธ์ของเจ้ากับพระเจ้าก็ยังคงห่างไกลและแปลกหน้าดังเคยอยู่นั่นเอง เมื่อเผชิญบางสิ่งที่ไม่ลงรอยกับมโนคติอันหลงผิดของเจ้า เจ้าก็ยังคงเคลือบแคลงในพระองค์ และเจ้าก็ไม่เข้าใจพระองค์ แต่กลับเถียงพระองค์ และเก็บงำมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระองค์และความเข้าใจผิดในตัวพระองค์เอาไว้ ต้านทานพระองค์และถึงขั้นหมิ่นประมาทพระองค์ นี่คืออุปนิสัยจำพวกใด? อุปนิสัยเช่นนี้คืออุปนิสัยที่โอหัง อุปนิสัยที่รังเกียจความจริง ผู้คนที่โอหังเช่นนี้และรังเกียจความจริงมากเช่นนี้จะสามารถยอมรับหรือปฏิบัติความจริงได้อย่างไร? ผู้คนเช่นนี้จะไม่มีวันสามารถได้รับความจริงหรือพระเจ้าอย่างแน่นอนที่สุด
—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 572
ได้มีการกล่าวไว้ว่า “ผู้ที่ติดตามไปจนถึงปลายทาง จะได้รับการช่วยให้รอดอย่างแน่นอน” แต่การนี้ง่ายดายต่อการนำไปปฏิบัติหรือไม่? ไม่ง่าย และหลายคนที่ถูกพญานาคใหญ่สีแดงไล่ล่าและข่มเหงก็เสียขวัญและกลัวเกินกว่าที่จะติดตามพระเจ้าได้ เหตุใดพวกเขาจึงล้มลง? เพราะพวกเขาขาดพร่องความเชื่อที่แท้จริง ผู้คนบางคนสามารถยอมรับความจริง อธิษฐานต่อพระเจ้า พึ่งพาพระเจ้า และพวกเขาตั้งมั่นเมื่อเผชิญบททดสอบและความทุกข์เข็ญ ในขณะที่ผู้อื่นไม่สามารถติดตามไปจนถึงปลายทางได้ เมื่อถึงบางจุดในระหว่างที่เผชิญบททดสอบและความทุกข์เข็ญ พวกเขาก็จะล้มลง สูญเสียคำพยานของตน และไม่สามารถลุกขึ้นมาและไปต่อได้ สิ่งทั้งปวงที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ทั้งใหญ่หรือเล็ก ที่สามารถสั่นคลอนความแน่วแน่ของเจ้า ยึดครองหัวใจของเจ้า หรือจำกัดเจ้าในหน้าที่ของเจ้าและจำกัดเจ้าในการก้าวไปข้างหน้าของเจ้า ที่เจ้าจำเป็นต้องปฏิบัติอย่างขยันขันแข็งต่อสิ่งเหล่านี้ และเจ้าควรตรวจสอบสิ่งเหล่านั้นอย่างระมัดระวังและแสวงหาความจริง ทั้งหมดนี้คือปัญหาที่ต้องแก้ไขในขณะที่เจ้ามีประสบการณ์ไปด้วย ผู้คนบางคนกลายเป็นคิดลบ พร่ำบ่น และละทิ้งงานของตนเมื่อพวกเขาพบพานกับความลำบากยากเย็น และพวกเขาก็ไม่สามารถซมซานลุกกลับขึ้นมายืนหลังจากประสบปัญหาแต่ละครั้ง ผู้คนเหล่านี้ล้วนเป็นคนโง่ที่ไม่รักความจริง และพวกเขาจะไม่ได้รับความจริงแม้มีความเชื่อไปชั่วชีวิตด้วยซ้ำ พวกคนโง่เช่นนั้นจะสามารถติดตามไปจนถึงปลายทางได้อย่างไร? หากสิ่งเดียวกันนั้นเกิดขึ้นกับเจ้าสิบครั้ง แต่เจ้าไม่ได้รับสิ่งใดจากมันเลย เช่นนั้นเจ้าก็เป็นคนธรรมดาไม่มีอะไรดีเด่นไร้ประโยชน์ ผู้คนที่ชาญฉลาดและบรรดาผู้ที่มีขีดความสามารถที่แท้จริงซึ่งมีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณคือบรรดาผู้แสวงหาความจริง หากมีบางสิ่งเกิดขึ้นกับพวกเขาสิบครั้ง เช่นนั้นบางทีแปดในสิบครั้ง พวกเขาก็จะสามารถได้รับความรู้แจ้งบางอย่าง เรียนรู้บทเรียนบางอย่าง เข้าใจความจริงบางอย่าง และมีความก้าวหน้าบ้าง เมื่อสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นกับคนโง่สิบครั้ง—คนที่ไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ—นั่นจะไม่เป็นประโยชน์กับชีวิตของพวกเขาเลยสักครั้ง นั่นจะไม่เปลี่ยนแปลงพวกเขาเลยสักครั้ง และจะไม่ทำให้พวกเขารู้จักโฉมหน้าอันอัปลักษณ์ของตนเลยสักครั้ง ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเขาย่อมจบเห่แล้ว แต่ละครั้งที่บางอย่างเกิดขึ้นกับพวกเขา พวกเขาจะล้มลง และแต่ละครั้งที่พวกเขาล้มลง พวกเขาจำเป็นต้องมีใครอื่นบางคนมาเกื้อหนุนและปลุกปลอบใจพวกเขา หากไม่มีการเกื้อหนุนและการปลุกปลอบใจ พวกเขาก็ไม่สามารถลุกขึ้นได้ และแต่ละครั้งที่บางอย่างเกิดขึ้น พวกเขามีความเสี่ยงที่จะล้มลงและมีความเสี่ยงที่จะเสื่อมถอย นี่มิใช่อวสานสำหรับพวกเขาหรอกหรือ? มีเหตุผลอื่นใดอีกหรือสำหรับผู้คนไร้ประโยชน์เช่นนั้นที่จะได้รับการช่วยให้รอด? ความรอดที่พระเจ้าทรงมีต่อมวลมนุษย์คือความรอดของบรรดาผู้ที่รักความจริง เป็นความรอดของส่วนที่มีเจตจำนงและความแน่วแน่ในตัวพวกเขา และความรอดของส่วนที่โหยหาความจริงและความยุติธรรมอยู่ในหัวใจของพวกเขา ความแน่วแน่ของคนคนหนึ่งคือหัวใจของพวกเขาในส่วนที่โหยหาความยุติธรรม ความดีงาม และความจริง อีกทั้งครองมโนธรรม พระเจ้าทรงช่วยผู้คนส่วนนี้ให้รอด และโดยผ่านทางการนี้ พระองค์ทรงเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของพวกเขา เพื่อที่พวกเขาอาจเข้าใจและได้รับความจริง เพื่อที่ความเสื่อมทรามของพวกเขาอาจได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ และอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของพวกเขาอาจได้รับการเปลี่ยนแปลง หากเจ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้อยู่ภายในตัวเอง เจ้าก็ไม่สามารถที่จะได้รับการช่วยให้รอดได้ หากภายในตัวเจ้าไม่มีความรักต่อความจริงหรือความมุ่งมาดปรารถนาต่อความยุติธรรมและความสว่าง หากเมื่อใดก็ตามที่เจ้าเผชิญกับสิ่งชั่วทั้งหลาย เจ้าไม่มีทั้งเจตจำนงที่จะทิ้งสิ่งเหล่านั้นอีกทั้งไม่มีความแน่วแน่ที่จะทนทุกข์กับความยากลำบาก ยิ่งไปกว่านั้น หากมโนธรรมของเจ้าด้านชา หากความสามารถของเจ้าสำหรับการรับความจริงก็ด้านชาไปด้วย และเจ้าไม่รับรู้ความจริงหรือเหตุการณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้น และหากเจ้าไม่มีการแยกแยะในเรื่องทั้งหมด และขณะที่เผชิญหน้าสิ่งใดก็ตามที่บังเกิดแก่เจ้า เจ้าไม่สามารถแสวงหาความจริงเพื่อแก้ปัญหา ทั้งยังคิดลบตลอดเวลา เช่นนั้นย่อมไม่มีหนทางให้เจ้าได้รับการช่วยให้รอด ไม่มีสิ่งใดแนะนำคนเช่นนั้นได้ ไม่มีสิ่งใดควรค่าที่จะให้พระเจ้าทรงพระราชกิจด้วย มโนธรรมของพวกเขาด้านชา จิตใจของพวกเขาเปรอะเปื้อน และพวกเขาไม่รักความจริง อีกทั้งในหัวใจส่วนลึกของพวกเขาก็ไม่โหยหาความยุติธรรม และไม่ว่าพระเจ้าตรัสถึงความจริงอย่างชัดเจนหรือโปร่งใสเพียงใด พวกเขาก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองแม้แต่น้อย ราวกับว่าหัวใจของพวกเขาได้ตายไปแล้ว สิ่งทั้งหลายย่อมจบเห่สำหรับพวกเขาแล้วมิใช่หรือ? คนผู้หนึ่งซึ่งมีลมหายใจเหลืออยู่ในตัวอาจได้รับการช่วยให้รอดด้วยเครื่องช่วยหายใจ แต่หากเขาตายไปแล้วและดวงจิตได้จากไปแล้ว เครื่องช่วยหายใจก็จะไม่มีประโยชน์อันใด ยามที่เผชิญกับปัญหาและความลำบากยากเย็น หากคนคนหนึ่งบ่ายเบี่ยงและเลี่ยงหลบสิ่งเหล่านั้น ไม่แสวงหาความจริงแต่อย่างใด และเลือกที่จะคิดลบและย่อหย่อนในงานของตน เช่นนั้นเขาก็จะถูกเผยให้เห็นสิ่งที่เขาเป็นจริงๆ ผู้คนเช่นนี้ไม่มีคำพยานจากประสบการณ์เลย พวกเขาเป็นแค่คนเอาแต่ได้กินและอยู่ เป็นตัวถ่วงเท่านั้น พวกเขาไร้ประโยชน์ในพระนิเวศของพระเจ้า และพวกเขาก็ชะตาขาดแล้ว มีเพียงบรรดาผู้ที่สามารถแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาเท่านั้นที่เป็นผู้คนที่มีวุฒิภาวะ และมีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่สามารถตั้งมั่นในคำพยาน เมื่อเจ้าเผชิญกับปัญหาและความลำบากยากเย็น เจ้าต้องเผชิญหน้าสิ่งเหล่านั้นด้วยความสุขุม และปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้นอย่างถูกต้อง และเจ้าต้องทำการตัดสินใจ เจ้าควรเรียนรู้ที่จะใช้ความจริงแก้ปัญหา ไม่ว่าความจริงที่เจ้าเข้าใจอยู่ตามปกตินั้นจะลุ่มลึกหรือตื้นเขิน เจ้าก็ควรนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ความจริงไม่ใช่เพียงแค่คำพูดที่ออกมาจากปากของเจ้าเมื่อมีบางสิ่งเกิดขึ้นกับเจ้า และไม่ได้ใช้เพื่อแก้ไขปัญหาของผู้อื่นโดยเฉพาะเท่านั้น แต่ต้องใช้ความจริงแก้ปัญหาและความลำบากยากเย็นที่เจ้ามี นั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด และมีเพียงเมื่อเจ้าแก้ปัญหาของตนเองได้เท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถแก้ปัญหาของผู้อื่นได้ เหตุใดจึงมีการกล่าวว่าเปโตรคือดอกผลหนึ่ง? เพราะมีสิ่งทั้งหลายที่มีคุณค่าในตัวเขา สิ่งทั้งหลายที่คู่ควรแก่การทำให้เพียบพร้อม เขาแสวงหาความจริงในทุกสิ่ง มีปณิธาน และมีเจตจำนงที่มั่นคง เขามีเหตุผล เต็มใจที่จะทนทุกข์กับความยากลำบาก และในหัวใจของเขาก็รักความจริง เมื่อมีเรื่องเกิดขึ้นกับเขา เขาก็ไม่ได้ปล่อยให้สิ่งเหล่านั้นสูญเปล่า และเขาสามารถเรียนรู้บทเรียนจากทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งหมดนี้คือจุดแข็ง หากเจ้าไม่มีจุดแข็งเหล่านี้เลยย่อมหมายถึงความเดือดร้อน การที่เจ้าจะได้รับความจริงและได้รับการช่วยให้รอดย่อมจะไม่ง่าย หากเจ้าไม่รู้วิธีรับประสบการณ์หรือหากเจ้าไม่มีประสบการณ์ เจ้าก็จะไม่สามารถแก้ไขความลำบากยากเย็นของผู้อื่นได้ เนื่องจากเจ้าไม่สามารถปฏิบัติและรับประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้าได้ เจ้าไม่รู้ว่าควรทำเช่นไรเมื่อสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นกับเจ้า เจ้าเสียความรู้สึกและพลันน้ำตาร่วงยามที่เจ้าเผชิญปัญหา และเจ้ากลายเป็นคิดลบและวิ่งหนีเมื่อเจ้าทนทุกข์กับการติดขัดเล็กน้อยบางอย่าง และเจ้าไม่สามารถปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้นได้อย่างถูกต้อง ด้วยเหตุนี้จึงเป็นไปไม่ได้ที่เจ้าจะได้รับการเข้าสู่ชีวิต เจ้าจะสามารถจัดเตรียมให้ผู้อื่นโดยไม่มีการเข้าสู่ชีวิตได้อย่างไร? เพื่อจัดเตรียมให้แก่ชีวิตของผู้คน เจ้าต้องสามัคคีธรรมความจริงอย่างชัดเจนและสามารถสามัคคีธรรมถึงหลักธรรมของการปฏิบัติอย่างชัดเจนเพื่อแก้ไขปัญหา กับใครบางคนที่มีหัวใจและจิตวิญญาณเจ้าจำเป็นต้องพูดเพียงนิดเดียวเท่านั้น แล้วพวกเขาจะเข้าใจ แต่การเข้าใจความจริงเพียงเล็กน้อยเท่านั้นยังใช้ไม่ได้ พวกเขาต้องมีเส้นทางและหลักธรรมของการปฏิบัติด้วย มีเพียงการทำเช่นนี้เท่านั้นที่จะช่วยให้พวกเขาปฏิบัติความจริง ต่อให้ผู้คนมีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณและเข้าใจเรื่องเหล่านี้ได้โดยคำพูดเพียงไม่กี่คำ แต่หากพวกเขาไม่ปฏิบัติความจริง ก็จะไม่มีการเข้าสู่ชีวิต หากพวกเขาไม่สามารถยอมรับความจริงได้ เช่นนั้นทุกสิ่งก็จบเห่แล้วสำหรับพวกเขา และพวกเขาจะไม่มีวันสามารถเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้ เจ้าสามารถจับมือสอนคนบางคนได้ และพวกเขาจะดูเหมือนว่าเข้าใจ ณ เวลานั้น แต่ทันทีที่เจ้าปล่อยมือ พวกเขาก็สับสนอีก นี่ไม่ใช่ใครบางคนที่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ ไม่ว่าเจ้าจะเผชิญกับปัญหาอันใด หากเจ้าคิดลบและอ่อนแอ เจ้าก็ไม่มีคำพยานเลย และเจ้าไม่ทำในส่วนของเจ้าเมื่อเป็นเรื่องของสิ่งทั้งหลายที่ผู้คนควรทำและสิ่งทั้งหลายที่ผู้คนพึงกระทำในส่วนของพวกเขา นี่พิสูจน์ว่าเจ้าไม่มีพระเจ้าอยู่ในหัวใจ และเจ้าไม่ใช่คนที่รักความจริง ไม่ต้องพูดถึงว่าพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ดลใจผู้คนอย่างไร เพียงแค่รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าเป็นเวลาหลายปี ฟังความจริงมากมายถึงเพียงนั้น มีมโนธรรมสักนิด และพึ่งพาการยับยั้งชั่งใจตนเอง อย่างน้อยผู้คนก็ควรสามารถบรรลุมาตรฐานขั้นต่ำสุดได้—ไม่ถูกมโนธรรมของตนตำหนิ ผู้คนไม่ควรด้านชาและอ่อนแออย่างที่พวกเขาเป็นอยู่ในตอนนี้ และนี่ก็เป็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อเลยว่าพวกเขาจะอยู่ในสภาวะเช่นนี้ บางทีพวกเจ้าอาจก้าวผ่านช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาด้วยความงุนงง ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงแต่อย่างใดหรือไม่ก้าวหน้าเลย หากไม่เป็นดังนี้ พวกเจ้าจะยังคงด้านชาและหัวทึบขนาดนี้ได้อย่างไร? เมื่อพวกเจ้าเป็นเช่นนี้ ย่อมเป็นเพราะความเขลาและความไม่รู้ความของพวกเจ้าเองทั้งสิ้น และพวกเจ้าไม่สามารถตำหนิใครอื่นได้ ความจริงไม่เข้าข้างคนบางคนมากกว่าผู้อื่น หากเจ้าไม่ยอมรับความจริง และไม่แสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหา เจ้าจะเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร? คนบางคนรู้สึกว่าขีดความสามารถของตนต่ำเกินไป ว่าตัวเองขาดพร่องความสามารถในการจับใจความ ดังนั้นพวกเขาจึงกำหนดตนเอง และรู้สึกว่าไม่ว่าตนเองไล่ตามเสาะหาความจริงมากเพียงใดก็จะไม่สามารถทำได้ตามข้อกำหนดของพระเจ้า พวกเขาคิดว่าไม่ว่าตัวเองพยายามอย่างหนักเพียงใดก็ไร้ประโยชน์ และทั้งหมดก็มีเพียงเท่านี้ ดังนั้นพวกเขาจึงคิดลบอยู่เสมอ และผลลัพธ์ก็คือแม้หลังจากเชื่อในพระเจ้ามาหลายปี พวกเขาก็ไม่ได้รับความจริงอันใด โดยที่ไม่ได้ทำงานหนักเพื่อไล่ตามเสาะหาความจริง เจ้ากลับพูดว่าขีดความสามารถของตนอ่อนด้อยเกินไป เจ้าถอดใจเลิกพัฒนาตนเองและดำรงชีวิตอยู่ในสภาวะที่คิดลบเสมอ ผลลัพธ์คือ เจ้าไม่เข้าใจความจริงที่ตนควรเข้าใจหรือปฏิบัติความจริงที่ตนสามารถปฏิบัติได้—ผู้ที่กีดขวางเจ้าอยู่ก็คือตัวเจ้าเองมิใช่หรือ? หากเจ้าพูดอยู่เสมอว่าขีดความสามารถของเจ้าไม่ดีพอ นี่ไม่ใช่การเลี่ยงหลบและการบ่ายเบี่ยงความรับผิดชอบหรอกหรือ? หากเจ้าสามารถทนทุกข์ จ่ายราคา และได้รับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เช่นนั้นย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่เจ้าจะสามารถเข้าใจความจริงบางอย่างและเข้าสู่ความเป็นจริงได้บ้าง หากเจ้าไม่อาศัยหรือพึ่งพาพระเจ้า และเจ้าถอดใจ ไม่ทุ่มความพยายามอันใดหรือไม่จ่ายราคา อีกทั้งยอมแพ้โดยง่าย เช่นนั้นเจ้าก็เป็นคนไม่เอาไหน อีกทั้งไม่มีมโนธรรมและสำนึกแม้สักเสี้ยว ไม่ว่าขีดความสามารถของเจ้าจะอ่อนด้อยหรือโดดเด่น หากเจ้ามีมโนธรรมและสำนึกสักนิด เจ้าก็ควรเสร็จสิ้นสิ่งที่ตัวเองควรที่จะทำ รวมถึงภารกิจของเจ้าอย่างถูกควร การเป็นทหารหนีทัพคือสิ่งที่เลวร้ายและเป็นการทรยศพระเจ้า การนี้มิอาจไถ่บาปได้ การไล่ตามเสาะหาความจริงพึงต้องใช้เจตจำนงอันหนักแน่น และผู้คนที่คิดลบหรืออ่อนแอเกินไปย่อมจะไม่สำเร็จลุล่วงสิ่งใดเลย พวกเขาจะไม่สามารถเชื่อในพระเจ้าจนถึงปลายทาง และหากพวกเขาปรารถนาที่จะได้มาซึ่งความจริงและสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัย พวกเขาก็ยิ่งมีหวังน้อยลงไปอีก มีเพียงบรรดาผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริงและมีความแน่วแน่เท่านั้นที่สามารถได้มาซึ่งความจริงและได้รับการทำให้เพียบพร้อมโดยพระเจ้า
—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 573
ทันทีที่หน้าที่ของพวกเขาเกิดยุ่งขึ้นมา มีผู้คนมากมายที่ไม่สามารถรับประสบการณ์กับสภาวะที่ปกติและไม่สามารถดำรงสภาวะที่ปกติเอาไว้ได้ และผลลัพธ์ก็คือพวกเขากำลังร้องขอตลอดเวลาให้มีการชุมนุมและการสามัคคีธรรมถึงความจริง เกิดอะไรขึ้นตรงนี้? พวกเขาไม่เข้าใจความจริง พวกเขาไม่มีรากฐานในหนทางที่แท้จริง ผู้คนเช่นนี้ถูกความกระตือรือร้นขับเคลื่อนในยามที่พวกเขาปฏิบัติหน้าที่ และไม่สามารถอดทนได้นาน เมื่อผู้คนไม่เข้าใจความจริง ย่อมไม่มีหลักธรรมในสิ่งใดก็ตามที่พวกเขาทำ หากมีการจัดการเตรียมการให้พวกเขาทำบางสิ่ง พวกเขาย่อมทำให้ยุ่งเหยิง พวกเขาประมาทในสิ่งที่ตนทำและพวกเขาไม่แสวงหาหลักธรรม รวมทั้งไม่มีการนบนอบในหัวใจพวกเขาเลย—ซึ่งพิสูจน์ว่าพวกเขาไม่รักความจริงและไม่สามารถมีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า ไม่สำคัญว่าเจ้าทำสิ่งใด ก่อนอื่นเจ้าควรเข้าใจว่าเหตุใดเจ้ากำลังทำสิ่งนั้นอยู่ เป็นความตั้งใจอันใดที่ชี้นำเจ้าให้ทำสิ่งนี้ มีนัยสำคัญใดอยู่ในการที่เจ้าทำสิ่งนี้ อะไรคือธรรมชาติของเรื่องนี้ และสิ่งที่เจ้ากำลังทำเป็นสิ่งด้านบวกหรือสิ่งด้านลบ เจ้าต้องมีความเข้าใจชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องทั้งหมดเหล่านี้ นี่ค่อนข้างจำเป็นสำหรับเจ้าในการที่จะสามารถลงมือกระทำด้วยหลักธรรม หากเจ้ากำลังทำบางสิ่งบางอย่างที่สามารถจำแนกชั้นได้ว่าเป็นการทำหน้าที่ของเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ควรไตร่ตรองว่า ฉันควรปฏิบัติหน้าที่ของฉันให้ลุล่วงไปด้วยดีอย่างไร เพื่อที่ฉันจะไม่เพียงแค่กำลังทำหน้าที่นั้นอย่างขอไปที? เจ้าควรอธิษฐานและเข้าใกล้ชิดพระเจ้าในเรื่องนี้ การอธิษฐานต่อพระเจ้านั้นก็เพื่อที่จะแสวงหาความจริงแสวงหาหนทางที่จะปฏิบัติ แสวงหาความพึงปรารถนาของพระเจ้า และวิธีที่จะทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย การอธิษฐานนั้นก็เพื่อที่จะสัมฤทธิ์ผลพวงเหล่านี้ การอธิษฐานถึงพระเจ้า เข้าใกล้พระเจ้า และอ่านพระวจนะของพระเจ้า ไม่ใช่พิธีกรรมทางศาสนาหรือการกระทำภายนอก นั่นทำไปเพื่อจุดประสงค์ของการปฏิบัติโดยสอดคล้องกับความจริงหลังจากการแสวงหาเจตนารมณ์ของพระเจ้า หากเจ้าพูดเสมอว่า “ขอบคุณพระเจ้า” ก่อนที่เจ้าจะกระทำการ และเจ้าอาจจะดูเป็นฝ่ายวิญญาณและเปี่ยมความรู้ความเข้าใจเชิงลึกอย่างมาก แต่หากว่าเมื่อถึงเวลาที่ต้องลงมือกระทำ เจ้าก็ยังคงทำไปตามที่เจ้าต้องการอยู่ดี โดยไม่มีการแสวงหาความจริงแต่อย่างใดเลย เช่นนั้นแล้วคำ “ขอขอบคุณพระเจ้า” นี้ก็ไม่ใช่อะไรที่มากไปกว่าบทสวด เป็นความเป็นฝ่ายวิญญาณแบบเทียมเท็จ ยามที่เจ้าทำหน้าที่ของตน เจ้าควรคิดเสมอว่า ฉันควรทำหน้าที่นี้อย่างไร? สิ่งใดคือความพึงปรารถนาของพระเจ้า? การอธิษฐานถึงพระเจ้าและเข้าไปใกล้ชิดพระเจ้าเพื่อแสวงหาหลักธรรมและความจริงสำหรับการกระทำของเจ้า แสวงหาความพึงปรารถนาของพระเจ้าในหัวใจของเจ้า และไม่ออกห่างจากพระวจนะของพระเจ้าหรือหลักธรรมความจริงในสิ่งใดก็ตามที่เจ้าทำ—นี่เท่านั้นคือใครคนหนึ่งที่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง ผู้คนที่ไม่รักความจริงไม่อาจบรรลุทั้งหมดนี้ได้ มีผู้คนมากมายที่ทำตามแนวคิดของตนเองไม่ว่าพวกเขาจะทำสิ่งใดก็ตาม และพิจารณาสิ่งทั้งหลายในแบบที่เรียบง่ายเกินจริงอย่างมาก และไม่แสวงหาความจริงด้วย ไม่มีหลักธรรมอย่างสิ้นเชิง และในหัวใจของพวกเขา พวกเขาไม่ได้นึกถึงวิธีปฏิบัติตนให้สอดคล้องกับสิ่งที่พระเจ้าทรงขอ หรือในหนทางที่ทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย และพวกเขารู้เพียงแต่จะทำไปตามเจตจำนงของตนเองอย่างดื้อรั้นดันทุรังเท่านั้น พระเจ้าไม่มีที่ทางในหัวใจของผู้คนเช่นนี้ ผู้คนบางคนพูดว่า “ฉันอธิษฐานต่อพระเจ้าก็ต่อเมื่อฉันเผชิญความลำบากยากเย็นเท่านั้น แต่ก็ยังไม่รู้สึกว่าการนี้มีผลพวงอันใด—ดังนั้น โดยทั่วไปแล้วเมื่อสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นกับฉันตอนนี้ ฉันก็ไม่อธิษฐานต่อพระเจ้า เพราะการอธิษฐานต่อพระเจ้าไม่มีประโยชน์” พระเจ้าขาดหายไปจากหัวใจของผู้คนเหล่านี้อย่างสิ้นเชิง พวกเขาไม่แสวงหาความจริงไม่ว่าพวกเขากำลังทำสิ่งใดอยู่ในเวลาปกติ พวกเขาเพียงแค่ทำตามแนวคิดของตนเองเท่านั้น ดังนั้นแล้วการกระทำของพวกเขามีหลักธรรมหรือไม่? ไม่อย่างแน่นอน พวกเขามองทุกสิ่งอย่างเรียบง่าย แม้ในเวลาที่ผู้คนสามัคคีธรรมหลักธรรมความจริงกับพวกเขา พวกเขาก็ไม่สามารถยอมรับหลักธรรมเหล่านั้นได้ เพราะการกระทำทั้งหลายของพวกเขาไม่เคยมีหลักธรรมอันใดเลย พระเจ้าไม่ทรงมีที่ทางในหัวใจของพวกเขา และในหัวใจของพวกเขาก็ไม่มีใครเลยนอกจากตนเอง พวกเขารู้สึกว่าความตั้งใจทั้งหลายของตนนั้นดี ว่าพวกเขาไม่ได้กำลังกระทำความชั่ว ว่าความตั้งใจทั้งหลายของพวกเขาไม่สามารถถูกพิจารณาได้ว่าเป็นการละเมิดความจริง พวกเขาคิดว่าการปฏิบัติตนไปตามความตั้งใจของตนเองควรจะเป็นการปฏิบัติความจริง ว่าการปฏิบัติตนเช่นนั้นเป็นการนบนอบต่อพระเจ้า อันที่จริง พวกเขาไม่ได้กำลังแสวงหาหรืออธิษฐานต่อพระเจ้าในเรื่องนี้อย่างแท้จริง แต่กระทำการตามความรู้สึกชั่วแล่น ตามเจตนาอันแรงกล้าของพวกเขาเอง พวกเขาไม่ได้กำลังปฏิบัติหน้าที่ของตนตามที่พระเจ้าทรงขอ พวกเขาไม่มีหัวใจที่นบนอบต่อพระเจ้า ความปรารถนาเช่นนี้ไม่มีอยู่ในตัวพวกเขา นี่เป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดในการปฏิบัติของผู้คน หากเจ้าเชื่อในพระเจ้า แต่ทว่าพระองค์ไม่ทรงอยู่ในหัวใจของเจ้า เจ้าไม่ได้กำลังพยายามหลอกลวงพระเจ้าอยู่หรอกหรือ? และความเชื่อเช่นนั้นในพระเจ้าสามารถส่งผลพวงใดได้เล่า? เจ้าสามารถได้รับสิ่งใดกันแน่? และสิ่งใดหรือที่เป็นประเด็นของความเชื่อเช่นนั้นในพระเจ้า?
—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 574
เวลาเจ้าทำบางสิ่งที่ละเมิดหลักธรรมความจริงและไม่เป็นที่น่ายินดีสำหรับพระเจ้า เจ้าควรทบทวนตนเองและพยายามรู้จักตนเองอย่างไร? ตอนที่เจ้ากำลังจะทำสิ่งนั้น เจ้าได้อธิษฐานถึงพระองค์หรือไม่? เจ้าเคยคำนึงหรือไม่ว่า “การทำสิ่งต่างๆ ในหนทางนี้ตรงตามความจริงหรือไม่? พระเจ้าจะทรงมีทัศนะต่อเรื่องนี้อย่างไรหากมันถูกนำพาไปอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์? พระองค์จะทรงเป็นสุขหรือจะทรงฉุนเฉียว หากพระองค์ทรงทราบเกี่ยวกับการนี้? พระองค์จะทรงเกลียดหรือทรงชังสิ่งนั้นหรือไม่?” เจ้าไม่ได้เสาะแสวงสิ่งนั้น ใช่หรือไม่? ต่อให้ผู้อื่นได้ย้ำเตือนเจ้า เจ้าก็จะยังคงคิดว่าเรื่องนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร และว่าสิ่งนั้นไม่ได้ขัดต่อหลักธรรมใดและไม่ได้เป็นบาป ผลลัพธ์ก็คือ เจ้าได้ล่วงเกินพระอุปนิสัยของพระเจ้าและยั่วยุให้พระองค์กริ้ว กระทั่งถึงจุดที่ทำให้พระองค์ทรงเกลียดเจ้า นี่เกิดขึ้นจากความเป็นกบฏของผู้คน เพราะเหตุนั้นเจ้าควรแสวงหาความจริงในทุกสิ่ง นี่คือสิ่งที่เจ้าต้องปฏิบัติตาม หากเจ้าสามารถมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าอย่างจริงจังตั้งใจเพื่ออธิษฐานเสียก่อน แล้วจึงแสวงหาความจริงตามพระวจนะของพระเจ้า เจ้าก็จะไม่ผิดพลาด เจ้าอาจมีความเบี่ยงเบนในการปฏิบัติความจริงอยู่บ้าง แต่การนี้ยากที่จะหลีกเลี่ยง และเจ้าจะสามารถปฏิบัติได้อย่างถูกต้องหลังจากที่เจ้ามีประสบการณ์มาบ้าง อย่างไรก็ตาม หากเจ้ารู้วิธีกระทำการตามความจริง แต่กลับไม่ปฏิบัติความจริง ปัญหาย่อมเป็นว่าเจ้าไม่ชอบความจริง ผู้ที่ไม่รักความจริงจะไม่มีวันแสวงหาความจริงไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับพวกเขา เฉพาะผู้ที่รักความจริงเท่านั้นที่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า และเมื่อมีสิ่งที่พวกเขาไม่เข้าใจเกิดขึ้น พวกเขาก็สามารถแสวงหาความจริง หากเจ้าไม่สามารถทำความเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าและไม่รู้วิธีปฏิบัติ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ควรสามัคคีธรรมกับผู้คนบางคนที่เข้าใจความจริง หากเจ้าไม่สามารถหาคนที่เข้าใจความจริงได้ เจ้าก็ควรหาผู้คนที่มีความเข้าใจอันถ่องแท้สักสองสามคนมาร่วมอธิษฐานถึงพระเจ้าด้วยจิตใจและหัวใจที่เป็นหนึ่งเดียวกัน แสวงหาจากพระเจ้า รอเวลาของพระเจ้า และคอยให้พระเจ้าทรงเปิดทางให้แก่เจ้า ตราบใดที่พวกเจ้าทุกคนโหยหาความจริง แสวงหาความจริง และสามัคคีธรรมถึงความจริงด้วยกัน เวลาที่พวกเจ้าคนใดคนหนึ่งคิดหาหนทางที่ดีในการแก้ปัญหาออกก็อาจมาถึง หากเจ้าทุกคนพบทางออกที่เหมาะสมและหนทางที่ดี เช่นนั้นแล้ว นี่อาจเป็นเพราะความรู้แจ้งและความกระจ่างของพระวิญญาณบริสุทธิ์ จากนั้นหากเจ้ายังคงสามัคคีธรรมด้วยกันต่อไปเพื่อคิดหาเส้นทางปฏิบัติที่ถูกต้องแม่นยำยิ่งขึ้น นี่ย่อมจะสอดคล้องกับหลักธรรมความจริงอย่างแน่นอน ในการปฏิบัติของเจ้า หากเจ้าพบว่าหนทางปฏิบัติของเจ้ายังคงไม่ค่อยเหมาะสมเท่าใดนัก เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จำเป็นต้องแก้ไขให้ถูกต้องโดยเร็ว หากเจ้าทำผิดพลาดเล็กน้อย พระเจ้าจะไม่ทรงกล่าวโทษเจ้า เพราะเจตนาของเจ้าในสิ่งที่เจ้าทำนั้นถูกต้อง และเจ้ากำลังปฏิบัติตามความจริง เจ้าเพียงแค่สับสนเล็กน้อยเกี่ยวกับหลักธรรมและทำผิดพลาดในการปฏิบัติของตน ซึ่งให้อภัยได้ แต่เวลาที่ผู้คนส่วนใหญ่ทำสิ่งทั้งหลาย พวกเขาทำไปตามวิธีที่พวกเขาคิดว่าควรทำ พวกเขาไม่ใช้พระวจนะของพระเจ้าเป็นพื้นฐานในการใคร่ครวญว่าควรปฏิบัติตามความจริงอย่างไรหรือทำเช่นไรจึงจะได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้า แทนที่จะเป็นเช่นนั้นพวกเขากลับคิดแต่เพียงว่าจะทำประโยชน์ให้ตนเองอย่างไร จะทำให้ผู้อื่นยอมรับนับถือตนอย่างไร และจะทำให้ผู้อื่นเลื่อมใสตนอย่างไร พวกเขาทำสิ่งทั้งหลายตามแนวคิดของตนเองทั้งสิ้นและเพื่อทำให้ตนเองพึงพอใจเท่านั้น ซึ่งก่อความเดือดร้อน ผู้คนเช่นนี้จะไม่มีวันทำสิ่งทั้งหลายตามความจริง และพระเจ้าจะทรงเกลียดชังพวกเขาเสมอ หากเจ้าเป็นใครบางคนที่มีมโนธรรมและเหตุผลอย่างแท้จริง เช่นนั้นแล้วไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เจ้าก็ควรจะสามารถมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่ออธิษฐานและแสวงหา สามารถตรวจสอบเหตุจูงใจและการปลอมปนในการกระทำของเจ้าอย่างจริงจังได้ สามารถกำหนดได้ว่าตามพระวจนะและข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าแล้ว สิ่งใดเหมาะสมที่จะทำ และชั่งน้ำหนักและใคร่ครวญซ้ำๆ ว่าการกระทำใดทำให้พระเจ้าทรงยินดี การกระทำใดทำให้พระเจ้าทรงขัดเคือง และการกระทำใดได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้า เจ้าต้องทบทวนเรื่องเหล่านี้ในใจของเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่าจนกระทั่งเจ้าเข้าใจเรื่องเหล่านี้อย่างชัดเจน หากเจ้ารู้ว่าเจ้ามีเหตุจูงใจของตนเองในการทำบางสิ่ง เช่นนั้นแล้วเจ้าต้องคิดทบทวนว่าเหตุจูงใจของเจ้าคืออะไร เป็นการทำให้ตนเองพึงพอใจหรือทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย เป็นประโยชน์แก่ตัวเจ้าเองหรือประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร และจะก่อให้เกิดผลสืบเนื่องเช่นไร… หากเจ้าแสวงหาและใคร่ครวญเช่นนี้มากขึ้นในการอธิษฐานของเจ้า และตั้งคำถามกับตัวเจ้าเองให้มากขึ้นเพื่อแสวงหาความจริง เช่นนั้นแล้วความเบี่ยงเบนในการกระทำของเจ้าก็จะน้อยลงเรื่อยๆ เฉพาะผู้ที่สามารถแสวงหาความจริงในหนทางนี้เท่านั้นที่เป็นผู้คนที่คำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าและยำเกรงพระเจ้า เพราะเจ้ากำลังแสวงหาตามข้อพึงประสงค์แห่งพระวจนะของพระเจ้าและด้วยหัวใจที่นบนอบ และบทสรุปปิดตัวที่เจ้าบรรลุจากการแสวงหาในหนทางนี้ย่อมจะเป็นไปตามหลักธรรมความจริง
หากการกระทำของผู้เชื่อไม่สอดคล้องกับความจริง เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็เป็นเหมือนผู้ไม่มีความเชื่อ นี่คือบุคคลจำพวกที่ไม่มีพระเจ้าในหัวใจของตน และเป็นผู้ที่ไถลห่างจากพระเจ้า และบุคคลเช่นนี้เป็นเหมือนคนทำงานที่ได้รับการว่าจ้างในพระนิเวศของพระเจ้า ทำงานจิปาถะให้แก่เจ้านายของพวกเขา ได้รับค่าตอบแทนเล็กน้อยแล้วก็จากไป นี่คือบุคคลหนึ่งผู้ไม่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง สิ่งใดควรทำเพื่อให้ได้มาซึ่งการยอมรับจากพระเจ้าคือเรื่องแรกที่เจ้าควรตรวจสอบและทำงานเพื่อให้ได้มาเมื่อเจ้าลงมือทำสิ่งต่างๆ นั่นควรเป็นหลักธรรมและวงเขตของการกระทำของเจ้า เหตุผลที่เจ้าควรกำหนดว่าเจ้ากำลังทำสิ่งที่อยู่ในแนวเดียวกับความจริงหรือไม่คือว่า หากสิ่งนั้นลงรอยกับความจริงแล้วไซร้ เช่นนั้นแล้วสิ่งนั้นก็สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้าอย่างแน่นอน ไม่ใช่ว่าเจ้าควรประเมินวัดว่าเรื่องนั้นถูกหรือผิดหรือไม่ หรือสิ่งนั้นสอดคล้องกับรสนิยมของคนอื่นทุกคนหรือไม่ หรือสิ่งนั้นอยู่ในแนวเดียวกับความอยากของเจ้าเองหรือไม่ ตรงกันข้าม เจ้าควรกำหนดพิจารณาว่าสิ่งนั้นสอดคล้องกับความจริงหรือไม่ และสิ่งนั้นเป็นประโยชน์ต่องานและประโยชน์ของคริสตจักรหรือไม่ หากเจ้าให้การพิจารณาต่อสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ เช่นนั้นแล้วเจ้าจะตรงตามเจตนารมณ์ของพระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเจ้าทำสิ่งทั้งหลาย หากเจ้าไม่พิจารณาแง่มุมเหล่านี้ และเพียงพึ่งพาเจตจำนงของเจ้าเองเมื่อกระทำสิ่งทั้งหลาย เช่นนั้นแล้วก็รับประกันได้ว่าเจ้าจะทำสิ่งเหล่านั้นอย่างไม่ถูกต้อง เนื่องเพราะเจตจำนงของมนุษย์ไม่ใช่ความจริงและแน่นอนว่าเข้ากันไม่ได้กับพระเจ้า หากเจ้าปรารถนาที่จะได้รับการยอมรับจากพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าต้องปฏิบัติไปตามความจริงมากกว่าปฏิบัติไปตามเจตจำนงของเจ้าเอง ผู้คนบางคนมีส่วนร่วมกับเรื่องส่วนบุคคลบางเรื่องเพื่อเห็นแก่การทำหน้าที่ของพวกเขา จากนั้นบรรดาพี่น้องชายหญิงของพวกเขาก็มองเห็นการนี้ว่าไม่เหมาะสม และตำหนิพวกเขาเพราะการนั้น แต่ผู้คนเหล่านี้ไม่ยอมรับการติเตียน พวกเขาคิดว่านี่เป็นเรื่องส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวข้องกับงาน การเงิน หรือผู้คนของคริสตจักร และไม่ใช่การทำชั่ว ดังนั้นผู้คนจึงไม่ควรแทรกแซง สิ่งทั้งหลายบางอย่างอาจดูเหมือนว่าเป็นเรื่องส่วนบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องกับหลักธรรมหรือความจริงใดๆ อย่างไรก็ตามเมื่อมองดูสิ่งที่เจ้าได้ทำ เจ้านั้นเห็นแก่ตัวยิ่งนัก เจ้าไม่คำนึงถึงงานของคริสตจักรหรือผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า หรือคำนึงว่านี่จะเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าหรือไม่ เจ้าเพียงพิจารณาแต่ประโยชน์ของเจ้าเอง การนี้เกี่ยวข้องกับความสมควรของเหล่าวิสุทธิชนไปแล้ว รวมทั้งสภาวะความเป็นมนุษย์ของบุคคลหนึ่ง แม้ว่าสิ่งที่เจ้าได้กำลังทำไม่ได้เกี่ยวข้องกับประโยชน์ของคริสตจักร อีกทั้งไม่ได้เกี่ยวข้องกับความจริง การมีส่วนร่วมกับเรื่องส่วนบุคคลขณะที่ทำการกล่าวอ้างว่ากำลังปฏิบัติหน้าที่ของเจ้านั้น ไม่อยู่ในแนวเดียวกับความจริง โดยไม่คำนึงถึงสิ่งที่เจ้ากำลังทำว่าเป็นเรื่องใหญ่หรือเล็ก และไม่ว่าจะเป็นหน้าที่ของเจ้าในครอบครัวของพระเจ้าหรือกิจธุระส่วนตัวของเจ้าเอง เจ้าต้องพิจารณาว่าสิ่งที่เจ้ากำลังทำนั้นสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้าหรือไม่ รวมทั้งเป็นบางสิ่งที่บุคคลหนึ่งควรทำกับสภาวะความเป็นมนุษย์หรือไม่ หากเจ้าแสวงหาความจริงในทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าทำแบบนั้น เช่นนั้นแล้วเจ้าก็เป็นบุคคลหนึ่งที่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง หากเจ้าปฏิบัติอย่างจริงจังต่อทุกเรื่องและทุกความจริงในหนทางนี้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะมีความสามารถที่จะสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของเจ้า มีผู้ที่คิดว่า “การให้ฉันปฏิบัติความจริงเมื่อฉันปฏิบัติหน้าที่ก็สมควรอยู่ แต่ในเวลาที่ฉันกำลังดูแลกิจธุระส่วนตัว ฉันไม่สนใจว่าความจริงมีอะไรจะพูด—ฉันจะทำตามใจชอบ อะไรก็ได้ที่ต้องทำให้เป็นประโยชน์กับฉัน” ในถ้อยคำเหล่านี้ เจ้าสามารถเห็นได้ว่าพวกเขาไม่ใช่ผู้ที่รักความจริง ไม่มีหลักธรรมในสิ่งที่พวกเขาทำ พวกเขาจะทำอะไรก็ตามที่เป็นประโยชน์แก่พวกเขา โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะมีต่อพระนิเวศของพระเจ้าด้วยซ้ำ ผลก็คือเมื่อพวกเขาทำบางสิ่งลงไป พระเจ้ามิได้สถิตอยู่ในตัวพวกเขา และพวกเขาก็รู้สึกมืดมนและกลัดกลุ้ม และไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น นี่ไม่ใช่การลงโทษพวกเขาอย่างสาสมหรอกหรือ? หากเจ้าไม่ปฏิบัติความจริงในการกระทำของเจ้าและทำให้พระเจ้าเสื่อมเสียพระเกียรติ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็กำลังทำบาปต่อพระองค์ หากมีบางคนไม่รักความจริงและกระทำการตามเจตจำนงของพวกเขาเองเป็นนิจ เช่นนั้นแล้วพวกเขาย่อมจะล่วงเกินพระเจ้าเป็นนิจ พระองค์จะทรงรังเกียจเดียดฉันท์พวกเขา และวางพวกเขาไว้ข้างทาง สิ่งที่คนเช่นนี้ทำมักจะไม่ได้รับการยอมรับจากพระเจ้า และหากพวกเขาไม่รู้จักกลับใจ เช่นนั้นแล้วการลงโทษก็อยู่ไม่ไกล
—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 575
หน้าที่ใดก็ตามที่เจ้าปฏิบัติย่อมเกี่ยวข้องกับการเข้าสู่ชีวิต ไม่ว่าหน้าที่ของเจ้าจะค่อนข้างเป็นเวลาหรือเอาแน่เอานอนไม่ได้ จืดชืดน่าเบื่อหรือมีชีวิตชีวา เจ้าย่อมต้องบรรลุการเข้าสู่ชีวิตเสมอ หน้าที่ทั้งหลายที่ผู้คนบางคนปฏิบัตินั้นค่อนข้างจำเจ พวกเขาทำสิ่งเดิมทุกวัน อย่างไรก็ตาม ตอนที่กำลังปฏิบัติหน้าที่เหล่านั้นอยู่ สภาวะที่ผู้คนเหล่านี้เปิดเผยออกมานั้นไม่ได้เป็นลักษณะเดียวกันทั้งหมด บางคราว เมื่ออยู่ในอารมณ์ที่ดี ผู้คนขยันกว่าเล็กน้อยและทำงานได้ดีกว่า ส่วนในเวลาอื่นๆ เนื่องจากอิทธิพลบางอย่างที่ไม่มีใครรู้ อุปนิสัยเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของพวกเขาก็ปลุกปั่นความประสงค์ร้ายภายในตัวพวกเขาขึ้นมา เป็นเหตุให้พวกเขามีทรรศนะที่ไม่ถูกต้องเหมาะสมและอยู่ในสภาวะที่แย่และอารมณ์ที่ไม่ดี นี่ส่งผลลัพธ์ในตัวพวกเขาให้ปฏิบัติหน้าที่ทั้งหลายของพวกเขาไปในลักษณะสุกเอาเผากิน สภาวะภายในของผู้คนนั้นเปลี่ยนแปลงอย่างสม่ำเสมอ สภาวะเหล่านั้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่สำคัญว่าสภาวะของเจ้าเปลี่ยนแปลงอย่างไร การปฏิบัติตนไปบนพื้นฐานของอารมณ์ของเจ้านั้นย่อมผิดเสมอ อย่างเช่น เจ้าทำได้ดีกว่าเล็กน้อยในยามที่เจ้าอยู่ในอารมณ์ที่ดี และแย่ลงเล็กน้อยเมื่อเจ้าอยู่ในอารมณ์ที่ไม่ดี—นี่เป็นหนทางที่มีหลักธรรมในการทำสิ่งทั้งหลายหรือ? นี่จะเปิดโอกาสให้เจ้าปฏิบัติหน้าที่ของตนในลักษณะที่ได้มาตรฐานกระนั้นหรือ? ไม่ว่าอารมณ์ของพวกเขาจะเป็นเช่นไร ผู้คนต้องรู้จักอธิษฐานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและแสวงหาความจริง มีเพียงในหนทางนี้เท่านั้นที่พวกเขาจะสามารถหลีกเลี่ยงการถูกตีกรอบและแกว่งไกวไปมาด้วยอารมณ์ทั้งหลายของพวกเขา ตอนที่กำลังทำหน้าที่ของเจ้าให้ลุล่วง เจ้าควรตรวจสอบตัวเองอยู่เสมอเพื่อที่จะมองเห็นว่าเจ้ากำลังทำสิ่งทั้งหลายไปตามหลักธรรมหรือเปล่า ว่าการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้านั้นได้มาตรฐานหรือเปล่า ว่าเจ้าแค่กำลังทำมันไปในลักษณะสุกเอาเผากินหรือไม่ ว่าเจ้าได้พยายามที่จะบ่ายเบี่ยงความรับผิดชอบของเจ้าหรือไม่ และว่ามีปัญหาอันใดกับท่าทีของเจ้าและหนทางการคิดของเจ้าหรือไม่ ครั้นเจ้าได้มีการคิดทบทวนตัวเองแล้ว และสิ่งเหล่านี้กลายมาเป็นชัดเจนต่อเจ้า เวลาที่เจ้ากำลังทำหน้าที่ให้ลุล่วงก็ย่อมจะง่ายดายขึ้น ไม่สำคัญว่าเจ้าเผชิญสิ่งใดในขณะกำลังปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า—ความคิดลบ และความอ่อนแอ หรือการอยู่ในอารมณ์ที่ไม่ดีหลังถูกตัดแต่ง—เจ้าควรปฏิบัติต่อมันอย่างถูกต้องเหมาะสม และเจ้าต้องแสวงหาความจริงและเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าด้วยเช่นกัน โดยการทำสิ่งเหล่านี้ เจ้าก็จะมีเส้นทางไปสู่การฝึกฝนปฏิบัติ หากเจ้าปรารถนาที่จะปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าให้ดี เช่นนั้นแล้วอารมณ์ของเจ้าต้องไม่มีผลต่อเจ้า ไม่สำคัญว่าเจ้ากำลังรู้สึกคิดลบและอ่อนแอเพียงใด เจ้าควรฝึกฝนปฏิบัติความจริงในทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าทำ ด้วยความเคร่งครัดอย่างสมบูรณ์ และเกาะติดอยู่กับหลักธรรมทั้งหลาย หากเจ้าทำการนี้แล้วไซร้ ผู้คนอื่นๆ ไม่เพียงแต่จะเห็นชอบต่อตัวเจ้าเท่านั้น แต่พระเจ้าก็จะโปรดเจ้าด้วย เมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้าจะเป็นบุคคลหนึ่งที่รับผิดชอบและที่แบกรับภาระ เจ้าจะเป็นบุคคลที่ดีอย่างถ่องแท้ผู้ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าได้ตามมาตรฐานจริงๆ และผู้ซึ่งใช้ชีวิตที่เป็นสภาพเสมือนของบุคคลจริงแท้คนหนึ่งอย่างครบถ้วน ผู้คนเช่นนั้นได้รับการทำให้บริสุทธิ์และสัมฤทธิ์การแปลงสภาพจริงเวลาปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา และสามารถกล่าวได้ว่า พวกเขานั้นซื่อสัตย์ในสายพระเนตรของพระเจ้า เฉพาะผู้คนที่ซื่อสัตย์เท่านั้นที่สามารถพากเพียรบากบั่นกับการฝึกฝนปฏิบัติความจริงและประสบความสำเร็จในการปฏิบัติตนตามหลักธรรม และสามารถปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาได้ตามมาตรฐาน ผู้คนที่กระทำการตามหลักธรรมย่อมปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาอย่างพิถีพิถันเมื่อพวกเขาอยู่ในอารมณ์ที่ดี พวกเขาไม่ได้ทำงานในลักษณะขอไปที พวกเขาไม่โอหัง และพวกเขาไม่อวดโอ้ตัวเองเพื่อทำให้ผู้อื่นนึกถึงตัวพวกเขาอย่างสูงส่ง เมื่อพวกเขาอยู่ในอารมณ์ที่ไม่ดี พวกเขาก็สามารถทำกิจประจำวันของพวกเขาเสร็จสิ้นไปอย่างจริงจังตั้งใจและมีความรับผิดชอบไม่ต่างกัน และต่อให้พวกเขาเผชิญบางสิ่งบางอย่างที่เป็นอันตรายต่อการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา หรือที่ทำให้เกิดแรงกดดันต่อพวกเขาเล็กน้อย หรือก่อให้เกิดการรบกวนระหว่างที่พวกเขาปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา พวกเขาก็ยังคงมีความสามารถที่จะทำหัวใจให้สงบเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและอธิษฐาน โดยกล่าวว่า “ไม่สำคัญว่าปัญหาที่ข้าพระองค์เผชิญนั้นใหญ่แค่ไหน—ต่อให้ฟ้าถล่มลงมา—ตราบเท่าที่ข้าพระองค์ยังมีชีวิตอยู่ ข้าพระองค์มุ่งมั่นที่จะทำให้ดีที่สุดเท่าที่ข้าพระองค์ทำได้ในการลุล่วงหน้าที่ของข้าพระองค์ ทุกวันที่ข้าพระองค์มีชีวิตอยู่คือหนึ่งวันที่ข้าพระองค์ต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดี เพื่อให้ข้าพระองค์มีค่าคู่ควรต่อหน้าที่นี้ที่พระเจ้าประทานให้กับข้าพระองค์ รวมถึงลมหายใจนี้ที่พระองค์ทรงใส่เข้ามาในร่างกายของข้าพระองค์ โดยไม่คำนึงว่าข้าพระองค์อาจจะอยู่ในความลำบากยากเย็นมากเพียงใด ข้าพระองค์จะพักวางทั้งหมดลงไว้ก่อน เพราะการทำหน้าที่ของข้าพระองค์ให้ลุล่วงนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญสูงสุด!” บรรดาผู้ที่ไม่รู้สึกกระทบกระเทือนโดยบุคคลใด เหตุการณ์ใด สิ่งใด หรือสภาพแวดล้อมใด ไม่ถูกอารมณ์หรือสถานการณ์ภายนอกบีบคั้น และผู้ที่วางหน้าที่ทั้งหลายของพวกเขาและพระบัญชาทั้งหลายที่พระเจ้าได้ไว้วางพระทัยมอบหมายให้แก่พวกเขาเป็นอันดับแรกสุดก่อนสิ่งอื่นใด—พวกเขาคือผู้คนที่จงรักภักดีต่อพระเจ้าและผู้ที่นบนอบต่อพระองค์อย่างถ่องแท้ ผู้คนเช่นนี้ได้บรรลุการเข้าสู่ชีวิตและเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงแล้ว นี่คือหนึ่งในการแสดงออกที่จริงแท้และสัมพันธ์กับชีวิตจริงที่สุดของการใช้ชีวิตตามความจริง
—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, การเข้าสู่ชีวิตเริ่มต้นที่การปฏิบัติหน้าที่
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 576
สำหรับผู้คนบางคน ไม่สำคัญว่า ประเด็นปัญหาใดที่พวกเขาเผชิญเมื่อกำลังปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาอยู่ พวกเขาไม่แสวงหาความจริง และพวกเขาปฏิบัติตนไปตามความคิด มโนคติอันหลงผิด จินตนาการ และความอยากได้อยากมีทั้งหลายของพวกเขาเสมอ ตั้งแต่ต้นจนจบ พวกเขากำลังสนองความอยากได้อยากมีของตัวพวกเขาเอง และอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขานั้นก็มีอำนาจควบคุมอยู่เหนือการกระทำของพวกเขา พวกเขาอาจดูเหมือนกำลังปฏิบัติหน้าที่ของตนเสมอมา แต่เนื่องจากพวกเขาไม่เคยยอมรับความจริง และไม่ได้ทำสิ่งทั้งหลายตามหลักธรรมความจริง ท้ายที่สุดแล้ว พวกเขาจึงไม่ได้รับความจริงและชีวิต และพวกเขากลายเป็นพวกคนลงแรงที่สมควรแก่ชื่อนั้น ดังนั้นอะไรเล่าคือสิ่งที่ผู้คนดังกล่าวพึ่งพาตอนที่พวกเขากำลังปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา? พวกเขาไม่ได้กำลังพึ่งพาทั้งความจริงและพระเจ้า ความจริงน้อยนิดที่พวกเขาเข้าใจจริงๆ ไม่ได้เริ่มต้นอำนาจอธิปไตยในหัวใจของพวกเขา พวกเขากำลังพึ่งพาพรสวรรค์และความสามารถพิเศษของพวกเขาเอง พึ่งพาความรู้อันใดก็ตามที่พวกเขาหามาได้ ตลอดจนพลังใจ หรือเจตนาดีทั้งหลายของตัวพวกเขาเอง เพื่อที่จะปฏิบัติหน้าที่เหล่านี้ และเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว พวกเขาจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนในหนทางที่เป็นไปตามมาตรฐานได้หรือไม่? เมื่อผู้คนพึ่งพาความเป็นธรรมชาติ มโนคติอันหลงผิด ความคิดฝัน ความเชี่ยวชาญ และการเรียนรู้ของพวกเขาที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตน แม้นี่อาจดูเหมือนว่าพวกเขากำลังปฏิบัติหน้าที่ของตนอยู่และไม่ได้กำลังทำชั่ว แต่พวกเขาก็ไม่ได้กำลังปฏิบัติความจริง และไม่ได้ทำสิ่งใดที่ยังความพอพระทัยแก่พระเจ้า ยังมีอีกปัญหาหนึ่งที่ไม่สามารถเพิกเฉยได้อีกด้วย นั่นคือ ในช่วงระหว่างกระบวนการของการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า หากมโนคติที่หลงผิด จินตนาการ และเจตจำนงของเจ้าเองไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยและไม่เคยได้รับการแทนที่ด้วยความจริง และหากการกระทำและความประพฤติของเจ้านั้นไม่เคยทำไปโดยสอดคล้องกับหลักธรรมความจริง เช่นนั้นแล้วบทอวสานสุดท้ายจะเป็นอย่างไร? เจ้าจะไม่มีการเข้าสู่ชีวิต เจ้าจะกลายเป็นคนลงแรงคนหนึ่ง อันเป็นการลุล่วงพระวจนะขององค์พระเยซูเจ้าที่ว่า “เมื่อถึงวันนั้นจะมีคนจำนวนมากร้องแก่เราว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพระองค์ได้เผยพระวจนะในพระนามของพระองค์ และได้ขับผีออกในพระนามของพระองค์ และได้ทำการแห่งฤทธานุภาพมากมายในพระนามของพระองค์ไม่ใช่หรือ?’ เมื่อนั้นเราจะกล่าวแก่พวกเขาว่า ‘เราไม่เคยรู้จักพวกเจ้าเลย เจ้าผู้ทำความชั่ว จงไปเสียให้พ้นหน้าเรา’” (มัทธิว 7:22-23) เหตุใดเล่าพระเจ้าจึงทรงเรียกผู้คนเหล่านี้ผู้ทุ่มเทความพยายามและผู้ลงแรงว่าคนทำชั่ว? มีประเด็นหนึ่งที่พวกเราสามารถแน่ใจได้ และนั่นก็คือว่า ไม่สำคัญว่าผู้คนเหล่านี้ทำหน้าที่หรืองานอะไร แรงจูงใจ แรงกระตุ้น เจตนา และความคิดทั้งหลายของพวกเขาย่อมเกิดจากความอยากได้อยากมีของพวกเขาเองทั้งสิ้น และทั้งหมดนั้นก็เพื่อปกป้องผลประโยชน์และจุดหมายปลายทางในอนาคตของพวกเขาเอง และก็เพื่อปกป้องหน้าตาและสถานะของพวกเขาเอง และเพื่อสนองความถือดีของพวกเขา การพิจารณาและการคิดคำนวณของพวกเขาล้วนมีศูนย์กลางอยู่รอบๆ สิ่งเหล่านี้ ไม่มีความจริงอยู่ในหัวใจของพวกเขา และพวกเขาไม่มีหัวใจที่ยำเกรงและนบนอบพระเจ้า นี่คือรากเหง้าของปัญหา ในวันนี้ อะไรคือหนทางสำคัญยิ่งยวดที่พวกเจ้าควรใช้ในการไล่ตามเสาะหา? พวกเจ้าต้องแสวงหาความจริงในทุกสิ่งทุกอย่าง และพวกเจ้าต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างถูกต้องเหมาะสมตามเจตนารมณ์ของพระเจ้าและสิ่งที่พระเจ้าทรงขอ หากเจ้าลงมือทำ เจ้าก็จะได้รับการเห็นชอบจากพระเจ้า ดังนั้นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าตามที่พระเจ้าทรงขอนี้เกี่ยวข้องกับสิ่งใดเป็นการเฉพาะ? ในทุกสิ่งที่เจ้าทำ เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะอธิษฐานถึงพระเจ้า เจ้าต้องทบทวนว่าเจ้ามีความตั้งใจใด เจ้ามีความคิดใด แล้วความตั้งใจและความคิดเหล่านี้สอดคล้องกับความจริงหรือไม่ หากไม่สอดคล้อง ก็ควรละวางเสีย หลังจากนั้นเจ้าควรกระทำการตามหลักธรรมความจริง และยอมรับการพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้า นี่จะทำให้แน่ใจได้ว่าตัวเจ้านำความจริงไปปฏิบัติ หากเจ้ามีความตั้งใจและจุดมุ่งหมายของตนเอง และตระหนักรู้เป็นอย่างดีว่าสิ่งเหล่านั้นละเมิดความจริงและไม่ลงรอยกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า แต่ทว่ายังคงไม่อธิษฐานถึงพระเจ้าและไม่แสวงหาความจริงเพื่อหาหนทางแก้ไข เช่นนั้นแล้วนี่ก็อันตราย เป็นการง่ายที่เจ้าจะทำชั่วและทำสิ่งที่ต่อต้านพระเจ้า หากเจ้ากระทำความชั่วหนึ่งหรือสองครั้งและกลับใจ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ยังมีหวังที่จะได้รับความรอด หากเจ้าทำความชั่วไม่เลิก—เช่นนั้นแล้วเจ้าก็คือคนทำความชั่วทุกลักษณะ หากเจ้ายังคงไม่สามารถกลับใจได้ ณ จุดนี้ เช่นนั้นเจ้าก็เดือดร้อนแล้ว กล่าวคือ พระเจ้าจะทรงโยนเจ้าไว้ข้างหนึ่งหรือทอดทิ้งเจ้า ซึ่งหมายความว่าเจ้ามีความเสี่ยงที่จะถูกกำจัดออกไป ผู้คนที่กระทำความประพฤติชั่วทุกรูปแบบย่อมจะถูกลงโทษและถูกกำจัดออกไปอย่างแน่นอน
—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 577
ผู้คนต้องเข้าใจว่ามีหลักธรรมพื้นฐานในการปฏิบัติต่อสิ่งมีชีวิตทรงสร้างของพระผู้สร้าง ซึ่งเป็นหลักธรรมสูงสุดอีกด้วย วิธีที่พระผู้สร้างทรงปฏิบัติต่อสิ่งมีชีวิตทรงสร้างตั้งอยู่บนแผนการบริหารจัดการของพระองค์และความจำเป็นของพระราชกิจของพระองค์ทั้งสิ้น พระองค์ไม่จำเป็นต้องทรงปรึกษาผู้ใด อีกทั้งพระองค์ก็ไม่จำเป็นต้องทรงให้ใครมาเห็นชอบกับพระองค์ ไม่ว่าพระองค์ควรจะทรงทำสิ่งใด และไม่ว่าพระองค์ควรจะทรงปฏิบัติต่อผู้คนอย่างไร พระองค์ก็ทรงทำ และไม่ว่าพระองค์ทรงทำสิ่งใดหรือพระองค์ทรงปฏิบัติต่อผู้คนอย่างไร ทั้งหมดล้วนสอดคล้องกับหลักธรรมความจริงและหลักธรรมที่พระผู้สร้างใช้ทรงกระทำการ สิ่งเดียวที่ต้องทำในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างคือการนบนอบพระผู้สร้าง คนเราไม่ควรเลือกสิ่งใดด้วยตนเอง นี่คือสำนึกที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างพึงมี และหากคนคนหนึ่งไม่มีสำนึกข้อนี้ เช่นนั้นก็ไม่เหมาะที่จะเรียกว่าคน ผู้คนต้องเข้าใจว่าพระผู้สร้างย่อมจะเป็นพระผู้สร้างเสมอ พระองค์ทรงมีฤทธานุภาพและทรงมีคุณสมบัติที่จะจัดวางเรียบเรียงและครองอธิปไตยเหนือสิ่งมีชีวิตทรงสร้างใดๆ ตามที่พระองค์พอพระทัย และไม่จำเป็นต้องทรงมีเหตุผลในการทำเช่นนั้น นี่คือสิทธิอำนาจของพระองค์ สิ่งมีชีวิตทรงสร้างไม่มีสิทธิ์และไม่มีคุณสมบัติที่จะตัดสินว่าสิ่งใดก็ตามที่พระผู้สร้างทรงทำนั้นถูกหรือผิด หรือว่าพระองค์ควรทรงกระทำการเช่นไร ไม่มีสิ่งมีชีวิตทรงสร้างใดมีสิทธิ์เลือกว่าตนจะยอมรับอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระผู้สร้างหรือไม่ และไม่มีสิ่งมีชีวิตทรงสร้างใดมีสิทธิ์เรียกร้องว่าพระผู้สร้างควรที่จะทรงครองอธิปไตยเหนือชะตากรรมและจัดการเตรียมชะตากรรมของพวกตนเช่นไร นี่คือความจริงสูงสุด ไม่สำคัญว่าพระผู้สร้างได้ทรงทำสิ่งใดกับสิ่งมีชีวิตทรงสร้างของพระองค์ และไม่สำคัญว่าพระองค์ได้ทรงทำสิ่งนั้นอย่างไร สิ่งเดียวที่มนุษย์ที่พระองค์ทรงสร้างควรทำคือแสวงหา นบนอบ ได้รู้จัก และยอมรับทุกสิ่งทุกอย่างที่พระผู้สร้างได้ทรงทำ ผลลัพธ์สุดท้ายก็จะเป็นว่าพระผู้สร้างจะทรงทำให้แผนการบริหารจัดการของพระองค์สำเร็จลุล่วง และทำให้พระราชกิจของพระองค์เสร็จสมบูรณ์ และแผนการบริหารจัดการของพระองค์จะได้ก้าวหน้าไปโดยไม่มีอุปสรรคใดๆ ขณะเดียวกัน เนื่องจากสิ่งมีชีวิตทรงสร้างได้ยอมรับอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระผู้สร้าง และนบนอบต่ออธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระองค์ พวกเขาก็จะได้รับความจริง เข้าใจเจตนารมณ์ของพระผู้สร้าง และมารู้จักพระอุปนิสัยของพระองค์ ยังมีอีกหนึ่งหลักการที่เราต้องบอกพวกเจ้า นั่นคือ ไม่ว่าพระผู้สร้างจะทรงทำสิ่งใด ไม่ว่าพระองค์จะมีการสำแดงเช่นใด และไม่ว่าสิ่งที่พระองค์ทรงทำนั้นจะเป็นกิจการอันยิ่งใหญ่หรือเล็ก พระองค์ก็ยังคงเป็นพระผู้สร้าง ในขณะที่มวลมนุษย์ทั้งปวงซึ่งพระองค์ทรงสร้างนั้น ไม่ว่าพวกเขาจะทำสิ่งใดลงไป ไม่ว่าจะมีความสามารถพิเศษหรือมีพรสวรรค์มากเพียงใด ก็ยังคงเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง สำหรับมวลมนุษย์ทรงสร้างแล้ว ไม่ว่าพวกเขาจะได้รับพระคุณและพรมากเพียงใดจากพระผู้สร้าง หรือได้รับความปรานี ความรักมั่นคง หรือความเมตตากรุณามากเพียงใด พวกเขาก็ไม่ควรเชื่อว่าตนเองแตกต่างจากคนทั่วไป หรือคิดว่าพวกตนสามารถยืนเสมอพระเจ้า และกลายเป็นสิ่งมีชีวิตขั้นสูงในหมู่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างไปแล้ว ไม่ว่าพระเจ้าจะประทานพรสวรรค์แก่เจ้ามากเพียงใด ประทานพระคุณแก่เจ้ามากเพียงใด หรือจะทรงปฏิบัติต่อเจ้าด้วยความใจดีมากเพียงใด ไม่ว่าพระองค์จะประทานความสามารถพิเศษแก่เจ้าบ้างหรือไม่ ทั้งหมดนี้ก็ไม่มีสิ่งใดเป็นต้นทุนของเจ้า เจ้าเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง และด้วยเหตุนั้น เจ้าจะเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างตลอดไป เจ้าต้องไม่คิดว่า “ฉันเป็นที่รักตัวน้อยในพระหัตถ์ของพระเจ้า พระเจ้าจะไม่ทรงทอดทิ้งฉัน ท่าทีของพระเจ้าต่อฉันจะเป็นท่าทีแห่งความรัก ความใส่พระทัย และการลูบไล้อย่างอ่อนโยนเสมอ พร้อมเสียงกระซิบอันอบอุ่นแห่งความชูใจและการเตือนสติ” ในทางตรงกันข้าม ในสายพระเนตรของพระผู้สร้าง เจ้าก็เป็นเช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิตทรงสร้างอื่นๆ ทั้งหมด พระเจ้าสามารถใช้เจ้าได้ตามที่พระองค์ทรงปรารถนา และยังสามารถจัดวางเรียบเรียงเจ้าได้ตามที่พระองค์ทรงปรารถนาอีกด้วย และพระองค์สามารถจัดการเตรียมการตามที่พระองค์ทรงปรารถนาเพื่อให้เจ้าเล่นบทบาทใดก็ได้ท่ามกลางผู้คน เหตุการณ์และสิ่งทั้งหลายทุกชนิด นี่คือความรู้ที่ผู้คนควรมี และเป็นสำนึกที่พวกเขาควรครอง หากคนเราสามารถเข้าใจและยอมรับวจนะเหล่านี้ได้ สัมพันธภาพที่พวกเขามีกับพระเจ้าก็จะเป็นปกติมากขึ้น และพวกเขาก็จะสร้างสัมพันธภาพซึ่งถูกควรที่สุดกับพระองค์ หากคนเราสามารถเข้าใจและยอมรับวจนะเหล่านี้ได้ พวกเขาก็จะปรับทิศทางสถานะของพวกเขาอย่างถูกต้องเหมาะสม ยืนในที่ที่ถูกต้องเหมาะสมของพวกเขา และรักษาหน้าที่ของพวกเขา
—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, มีเพียงด้วยการเข้าใจความจริงเท่านั้น คนเราจึงจะสามารถรู้จักกิจการของพระเจ้าได้
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 578
การรู้จักพระเจ้าต้องทำด้วยการอ่านพระวจนะของพระเจ้า ปฏิบัติและผ่านประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้า รวมทั้งผ่านประสบการณ์กับบททดสอบ การถลุง และการตัดแต่งมากมาย เมื่อนั้นเท่านั้นที่การมีความรู้อย่างแท้จริงเกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้าและพระอุปนิสัยของพระเจ้าจึงจะเป็นไปได้ บางคนกล่าวว่า “ฉันยังไม่ได้เห็นพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์เลย แล้วฉันควรจะมารู้จักพระเจ้าอย่างไรเล่า?” ในข้อเท็จจริงนั้น พระวจนะของพระเจ้าก็คือการแสดงออกอย่างหนึ่งของพระอุปนิสัยของพระองค์ จากพระวจนะของพระเจ้า เจ้าสามารถมองเห็นความรักและความรอดของพระองค์ที่มีต่อพวกมนุษย์ ตลอดจนวิธีการของพระองค์ในการช่วยพวกเขาให้รอด…นี่เป็นเพราะพระวจนะของพระองค์ถูกแสดงออกมาโดยพระเจ้าพระองค์เอง ไม่ใช่ถูกเขียนขึ้นโดยพวกมนุษย์ พระเจ้าได้ทรงแสดงพระวจนะเหล่านั้นออกมาด้วยพระองค์เอง พระเจ้าพระองค์เองกำลังทรงแสดงพระวจนะของพระองค์เองและเสียงในพระทัยของพระองค์ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นพระวจนะจากพระทัยของพระองค์ เหตุใดจึงเรียกว่าพระวจนะจากพระทัยของพระองค์? นั่นก็เป็นเพราะพระวจนะเหล่านี้ออกมาจากส่วนลึกลงไป และแสดงพระอุปนิสัยของพระองค์ เจตนารมณ์ของพระองค์ แนวพระดำริและพระดำริของพระองค์ ความรักของพระองค์ที่มีต่อมวลมนุษย์ ความรอดของพระองค์สำหรับมวลมนุษย์ และความคาดหวังของพระองค์ที่มีต่อมวลมนุษย์…ถ้อยดำรัสของพระเจ้ารวมไปด้วยพระวจนะอันกร้าวกระด้าง และพระวจนะอันอ่อนโยนและมีความคำนึงห่วงใย ตลอดจนพระวจนะในเชิงเปิดเผยซึ่งไม่คำนึงถึงความรู้สึกของผู้คน หากเจ้ามองเพียงพระวจนะในเชิงเปิดเผยเท่านั้น เจ้าก็อาจรู้สึกว่า พระเจ้าทรงค่อนข้างเข้มงวดทีเดียว หากเจ้ามองเพียงพระวจนะอันอ่อนโยน เจ้าก็อาจรู้สึกว่า พระเจ้าไม่ทรงสิทธิอำนาจมากเท่าใดนัก เพราะฉะนั้น เจ้าจึงไม่ควรมองพระวจนะเหล่านี้ออกนอกบริบท ในทางกลับกันให้มองพระวจนะเหล่านี้จากทุกมุม บางคราวพระเจ้าตรัสจากมุมมองอันเปี่ยมกรุณา และเช่นนั้นแล้ว ผู้คนจึงมองเห็นความรักที่พระองค์ทรงมีต่อมวลมนุษย์ บางคราวพระองค์ก็ตรัสจากมุมมองที่เคร่งครัดมาก และแล้วผู้คนก็จะมองเห็นว่าพระอุปนิสัยของพระองค์ไม่ยอมผ่อนปรนต่อการล่วงเกิน ว่ามนุษย์นั้นโสมมอย่างหนัก และไม่มีค่าคู่ควรที่จะมองเห็นพระพักตร์ของพระเจ้าหรือมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์ และว่าการที่บัดนี้พวกเขาได้รับอนุญาตให้มาเฉพาะพระพักตร์พระองค์นั้นก็เพราะพระคุณของพระองค์ทั้งสิ้น พระปัญญาของพระเจ้าสามารถมองเห็นได้จากหนทางที่พระองค์ทรงพระราชกิจและในนัยสำคัญแห่งพระราชกิจของพระองค์ ผู้คนยังคงสามารถมองเห็นสิ่งเหล่านี้ได้ในพระวจนะของพระเจ้า ต่อให้ปราศจากการติดต่อสัมพันธ์โดยตรงกับพระองค์ก็ตาม เมื่อใครบางคนที่รู้จักพระเจ้าอย่างถ่องแท้มาติดต่อสัมพันธ์กับพระคริสต์ การที่พวกเขาเผชิญหน้ากับพระคริสต์ย่อมสามารถเชื่อมโยงเข้ากับความรู้ที่พวกเขามีเกี่ยวกับพระเจ้า อย่างไรก็ตาม เมื่อใครบางคนที่มีเพียงความเข้าใจเชิงทฤษฎีเผชิญหน้ากับพระคริสต์ พวกเขาย่อมไม่สามารถมองเห็นความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกันได้ ความจริงเกี่ยวกับการประสูติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าคือความล้ำลึกที่ลุ่มลึกที่สุด เป็นสิ่งที่มนุษย์หยั่งถึงได้ยาก จงรวบรวมพระวจนะของพระเจ้าว่าด้วยความล้ำลึกของการประสูติเป็นมนุษย์ มองดูพระวจนะเหล่านั้นจากทุกมุม แล้วจากนั้นก็จงอธิษฐานร่วมกัน ไตร่ตรอง และสามัคคีธรรมเพิ่มเติมเกี่ยวกับแง่มุมนี้ของความจริง ในการทำดังนั้น เจ้าจะมีความสามารถที่จะได้รับความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์และเกิดความเข้าใจขึ้นมา เพราะพวกมนุษย์ไม่มีโอกาสที่จะมีการติดต่อสัมพันธ์โดยตรงกับพระเจ้า พวกเขาจึงต้องพึ่งพาประสบการณ์ประเภทนี้เพื่อค่อยๆ คลำทางของพวกเขาไปและเข้าสู่ทีละน้อย หากพวกเขาหมายจะรู้จักพระเจ้าอย่างแท้จริงในท้ายที่สุด
—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 579
การรู้จักพระเจ้าหมายความว่าอย่างไร? หมายความว่าสามารถล่วงรู้ความชื่นบาน ความโมโห ความโศกเศร้า และความสุขของพระองค์ และด้วยเหตุนี้จึงรู้จักพระอุปนิสัยของพระองค์—นี่เองคือการรู้จักพระเจ้าอย่างแท้จริง เจ้ากล่าวอ้างว่าเจ้าได้เห็นพระองค์แล้ว กระนั้นเจ้าก็ยังไม่เข้าใจความชื่นบานยินดี ความโมโห ความโศกเศร้า และความสุขของพระองค์ และเจ้าไม่เข้าใจพระอุปนิสัยของพระองค์ เจ้ายังไม่เข้าใจทั้งความชอบธรรมของพระองค์และความกรุณาของพระองค์ อีกทั้งไม่รู้ด้วยว่าพระองค์โปรดสิ่งใดและเกลียดสิ่งใด นี่ไม่ใช่ความรู้ในเรื่องของพระเจ้า ผู้คนบางคนสามารถติดตามพระเจ้า แต่ไม่จำเป็นต้องเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง การเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริงคือการนบนอบพระเจ้า ผู้ที่ไม่นบนอบพระเจ้าโดยแท้ย่อมไม่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง—ความแตกต่างอยู่ตรงนี้ เมื่อเจ้าติดตามพระเจ้ามาหลายปี และมีความรู้และความเข้าใจในพระเจ้า เมื่อเจ้าเข้าใจและจับเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้บ้าง เมื่อเจ้าตระหนักรู้เจตนารมณ์ของพระเจ้าที่ทรงอุตสาหะช่วยมนุษย์ให้รอด นั่นคือยามที่เจ้าเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง นบนอบพระเจ้าอย่างแท้จริง รักพระเจ้าอย่างแท้จริง และนมัสการพระเจ้าอย่างแท้จริง หากเจ้าเชื่อในพระเจ้า แต่ไม่ไล่ตามเสาะหาความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า และไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระเจ้า และพระราชกิจของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็เป็นเพียงผู้ติดตามคนหนึ่งที่วุ่นวายกับการตามหาพระเจ้าและทำตามอะไรก็ได้ที่คนส่วนใหญ่ทำ นั่นไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นการนบนอบอย่างแท้จริง และยิ่งไม่ใช่การนมัสการที่แท้จริง การนมัสการที่แท้จริงเกิดขึ้นอย่างไร? ทุกคนที่มองเห็นพระเจ้าและรู้จักพระเจ้าอย่างถ่องแท้ล้วนนมัสการและยำเกรงพระองค์โดยไม่มีข้อยกเว้น พวกเขาล้วนถูกสะกดให้ยอมกราบไหว้และนมัสการพระองค์ ณ ปัจจุบัน ในขณะที่พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์กำลังทรงงาน ยิ่งผู้คนมีความเข้าใจพระอุปนิสัยของพระองค์และสิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็นมากขึ้นเท่าใด พวกเขาก็จะยิ่งหวงแหนสิ่งเหล่านี้ราวสมบัติล้ำค่ามากขึ้นเท่านั้นและพวกเขาจะยิ่งยำเกรงพระองค์มากขึ้นเท่านั้น โดยทั่วไปแล้ว ยิ่งผู้คนมีความเข้าใจในพระเจ้าน้อยลงเท่าใด พวกเขาก็ย่อมเลินเล่อมากขึ้นเท่านั้น และดังนั้นพวกเขาจึงปฏิบัติต่อพระเจ้าดั่งเป็นมนุษย์ หากผู้คนได้รู้จักและมองเห็นพระเจ้าจริงๆ พวกเขาย่อมจะหวาดกลัวจนตัวสั่นและหมอบกราบอยู่กับพื้น “พระองค์ผู้จะมาภายหลังข้าพเจ้า ทรงยิ่งใหญ่กว่าข้าพเจ้า ซึ่งข้าพเจ้าไม่คู่ควรแม้แต่จะถือฉลองพระบาท” (มัทธิว 3:11)—เหตุใดยอห์นจึงกล่าวเช่นนี้? แม้ว่าลึกลงไปแล้ว เขามิได้มีความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าอย่างลุ่มลึกมากนัก แต่เขาก็รู้ว่าพระเจ้าทรงน่าเกรงขาม ผู้คนมากมายเท่าใดในทุกวันนี้ที่มีความสามารถในการยำเกรงพระเจ้า? หากพวกเขาไม่รู้พระอุปนิสัยของพระองค์แล้วไซร้ พวกเขาจะสามารถยำเกรงพระเจ้าได้อย่างไร? หากผู้คนทั้งไม่รู้จักแก่นแท้ของพระคริสต์และไม่เข้าใจพระอุปนิสัยของพระเจ้า พวกเขาก็จะยิ่งไม่สามารถนมัสการพระเจ้าผู้ทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริงได้อย่างแท้จริง หากพวกเขามองเห็นเพียงการทรงปรากฏภายนอกที่เป็นปกติและธรรมดาสามัญของพระคริสต์ ทว่าไม่รู้จักแก่นแท้ของพระองค์ เช่นนั้นแล้วก็ย่อมง่ายที่พวกเขาจะปฏิบัติต่อพระคริสต์เหมือนทรงเป็นคนธรรมดาเท่านั้น พวกเขาอาจมีท่าทีที่มีไม่เคารพต่อพระองค์ และสามารถโกงพระองค์ ต้านทานพระองค์ กบฏต่อพระองค์ และทำการตัดสินพระองค์ได้ พวกเขาสามารถมองตัวเองว่าชอบธรรมอยู่เสมอ และไม่จริงจังกับพระวจนะของพระองค์ พวกเขาสามารถถึงขั้นเหนี่ยวนำให้เกิดมโนคติที่หลงผิด การกล่าวโทษ และการหมิ่นประมาทพระเจ้าได้ เพื่อแก้ปัญหาในประเด็นปัญหาเหล่านี้ คนเราต้องรู้จักแก่นแท้และเทวสภาพของพระคริสต์ นี่คือแง่มุมหลักของการรู้จักพระเจ้า นั่นคือสิ่งที่ทุกคนซึ่งเชื่อในพระเจ้าผู้ทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริงต้องเข้าสู่และสัมฤทธิ์
—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม