การเข้าสู่ชีวิต 6

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 556

มีเพียงโดยการไล่ตามเสาะหาความจริงเท่านั้นคนเราจึงสามารถสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยได้ กล่าวคือ นี่คือบางสิ่งบางอย่างที่ผู้คนต้องจับใจความและทำความเข้าใจอย่างถี่ถ้วน  หากเจ้าไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับความจริงอย่างเพียงพอ เจ้าจะพลาดพลั้งและหลงเจิ่นอย่างง่ายดาย  หากเจ้าต้องการที่จะเติบโตในชีวิต เจ้าต้องแสวงหาความจริงในทุกสิ่งทุกอย่าง  ไม่สำคัญว่าเจ้ากำลังทำสิ่งใด เจ้าควรจะแสวงหาจนพบวิธีที่จะประพฤติตัวเพื่อที่จะอยู่ในแนวเดียวกันกับความจริง และค้นพบว่าความแปดเปื้อนที่ดำรงอยู่ภายในตัวเจ้าอันใดที่ฝ่าฝืนความจริง เจ้าต้องมีความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับสิ่งทั้งหลายเหล่านี้  ไม่ว่าเจ้ากำลังทำสิ่งใด เจ้าควรพิจารณาว่าสิ่งนั้นมีคุณค่าหรือไม่  เจ้าสามารถทำสิ่งทั้งหลายที่มีความหมาย แต่เจ้าต้องไม่ทำสิ่งทั้งหลายที่ไม่มีความหมาย  เมื่อคำนึงถึงสิ่งทั้งหลายที่เจ้าสามารถที่จะทำหรือไม่ทำก็ได้นั้น หากสิ่งเหล่านั้นสามารถถูกปล่อยวางไปได้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ควรที่จะปล่อยวางสิ่งเหล่านั้นไป  มิฉะนั้นแล้ว หากเจ้าทำสิ่งทั้งหลายเหล่านี้เป็นบางเวลา และต่อมาในภายหลังก็พบว่าเจ้าควรจะปล่อยสิ่งเหล่านั้นไป เช่นนั้นแล้วจงรีบทำการตัดสินใจอย่างรวดเร็วและปล่อยวางสิ่งเหล่านั้นไปโดยเร็ว  นี่คือหลักการที่เจ้าควรปฏิบัติตามในทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าทำ  ผู้คนบางคนยกคำถามนี้ขึ้นว่า เหตุใดการแสวงหาความจริงและนำความจริงมาปฏิบัติจึงลำบากยากเย็นยิ่งนัก—ราวกับว่าเจ้ากำลังพายเรือทวนกระแสน้ำ และคงจะลอยลำไปข้างหลังหากเจ้าหยุดพายไปข้างหน้า?  เหตุใดการทำสิ่งทั้งหลายที่ชั่วร้ายและไร้ความหมายจึงง่ายยิ่งกว่ามากจริงๆ—ง่ายราวกับการล่องเรือไปตามกระแสน้ำ?  เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?  นั่นเป็นเพราะธรรมชาติของมนุษยชาติคือการทรยศพระเจ้า  ธรรมชาติของซาตานได้มีบทบาทที่โดดเด่นภายในพวกมนุษย์ และนี่คือกำลังบังคับที่มีปฏิกิริยา  แน่นอนว่าพวกมนุษย์ที่มีธรรมชาติที่ทรยศพระเจ้าหมิ่นเหม่อย่างยิ่งที่จะทำสิ่งทั้งหลายที่ทรยศพระองค์ และการกระทำในเชิงบวกก็ลำบากยากเย็นที่จะปฏิบัติสำหรับพวกเขาไปโดยธรรมชาติ  การนี้ถูกตัดสินโดยธรรมชาติแก่นแท้ของมนุษยชาติโดยสิ้นเชิง  ทันทีที่เจ้าเข้าใจความจริงอย่างแท้จริงและเริ่มที่จะรักความจริงจากภายในตัวเจ้าเอง เจ้าก็จะมีความเข้มแข็งที่จะทำสิ่งทั้งหลายที่คล้อยตามความจริง  นี่จึงกลายมาเป็นปกติ และง่ายดายและน่าพึงพอใจด้วยซ้ำ และเจ้ารู้สึกว่าการทำสิ่งใดก็ตามที่เป็นเชิงลบคงพึงประสงค์จะต้องใช้ความพยายามอย่างมากมายมหาศาล  นี่เป็นเพราะความจริงได้มีบทบาทที่โดดเด่นในหัวใจของเจ้าแล้ว  หากเจ้าเข้าใจความจริงเกี่ยวกับชีวิตแบบมนุษย์และเกี่ยวกับว่าจะเป็นบุคคลประเภทใดจริงๆ—วิธีที่จะเป็นบุคคลที่ตรงไปตรงมาและเถรตรง บุคคลที่ซื่อสัตย์ ใครบางคนที่เป็นพยานให้แด่พระเจ้าและรับใช้พระองค์—เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะไม่มีวันสามารถก่อการกระทำชั่วที่เยาะเย้ยท้าท้ายพระองค์ได้อีก อีกทั้งเจ้าจะไม่แสดงบทบาทของผู้นำเทียมเท็จ คนงานเทียมเท็จ หรือศัตรูของพระคริสต์อีกเลย  ต่อให้ซาตานหลอกลวงเจ้า หรือใครบางคนที่ชั่วร้ายยุยงเจ้า เจ้าก็จะไม่ทำการนั้น ไม่สำคัญว่าผู้ใดพยายามที่จะบีบบังคับเจ้า เจ้าก็จะยังคงไม่กระทำหนทางนั้น  หากผู้คนได้มาซึ่งความจริง และความจริงกลายเป็นชีวิตของพวกเขา พวกเขาก็กลายเป็นสามารถที่จะเกลียดความชั่วและรู้สึกถึงความขยะแขยงจากภายในที่มีต่อสิ่งที่เป็นเชิงลบทั้งหลาย  นั่นคงจะลำบากยากเย็นสำหรับพวกเขาที่จะก่อความชั่ว เพราะอุปนิสัยชีวิตของพวกเขาได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว และพวกเขาได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้าแล้ว

หากเจ้าครองความจริงภายในเจ้าจริงๆ เส้นทางที่เจ้าเดินนั้นย่อมจะเป็นเส้นทางที่ถูกต้องไปเอง  หากปราศจากความจริง ย่อมง่ายดายที่จะทำชั่ว และเจ้าจะทำสิ่งนั้นไปทั้งที่เจ้าไม่ตั้งใจ  ตัวอย่างเช่น หากความโอหังและความทะนงตนมีอยู่ภายในตัวเจ้า เจ้าก็คงจะพบว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะเลี่ยงการไม่เยาะเย้ยท้าทายพระเจ้า เจ้าคงจะรู้สึกถูกบีบให้จำยอมเยาะเย้ยท้าทายพระองค์  เจ้าคงจะไม่ทำสิ่งนั้นโดยมีจุดประสงค์ เจ้าคงจะทำสิ่งนั้นไปภายใต้การครอบงำของธรรมชาติที่โอหังและทะนงตนของเจ้า ความโอหังและความทะนงตนของเจ้าคงจะทำให้เจ้าดูแคลนพระเจ้าและเห็นพระองค์ทรงไร้ค่าไม่สำคัญ  สิ่งเหล่านั้นคงจะเป็นเหตุให้เจ้ายกย่องตัวเจ้าเอง อวดแสดงตัวเองอยู่เป็นนิตย์ และในที่สุดก็นั่งในที่ของพระเจ้า และให้คำพยานสำหรับตัวเจ้าเอง  ในที่สุด เจ้าก็คงจะแปรแนวคิดของเจ้าเอง การคิดของเจ้าเอง และมโนคติที่หลงผิดของตัวเจ้าเองไปเป็นความจริงเพื่อที่จะได้รับการนมัสการ  จงดูเถิดว่า ผู้คนทำความชั่วไปมากเพียงใดภายใต้ภาวะครอบงำของธรรมชาติที่โอหังและทะนงตนของพวกเขา!  เพื่อที่จะแก้ไขการปฏิบัติตนชั่วของพวกเขา พวกเขาจะต้องแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับธรรมชาติของพวกเขาเสียก่อน  หากปราศจากการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัย คงจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะนำพาการแก้ไขขั้นพื้นฐานมาสู่ปัญหานี้  เมื่อเจ้ามีความเข้าใจบางอย่างเกี่ยวกับพระเจ้า เมื่อเจ้าสามารถมองเห็นความเสื่อมทรามของเจ้าเอง และระลึกได้ถึงการดูหมิ่นเหยียดหยามและความน่าเกลียดของความโอหังและการทะนงตน เมื่อนั้นเจ้าจะรู้สึกขยะแขยง คลื่นเหียน และทุกข์โศก  เจ้าจะสามารถทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยได้อย่างมีจิตสำนึก และในการทำเช่นนี้จะรู้สึกสบายใจ  เจ้าจะสามารถเป็นพยานต่อพระเจ้าได้อย่างมีจิตสำนึก และในการทำเช่นนี้ จะรู้สึกถึงความชื่นชมยินดี  เจ้าจะถอดหน้ากากตัวเองอย่างมีจิตสำนึก โดยเปิดโปงความน่าเกลียดของเจ้าเอง และด้วยการทำเช่นนี้ เจ้าจะรู้สึกดีอยู่ภายในและรู้สึกว่าตัวเจ้าเองอยู่ในสภาวะจิตใจที่ปรับปรุงดีขึ้น  เพราะฉะนั้น ขั้นตอนแรกของการแสวงหาการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของเจ้าก็คือการพยายามที่จะเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าและพยายามที่จะเข้าสู่ความจริง  มีเพียงโดยการเข้าใจความจริงเท่านั้นเจ้าจึงสามารถที่จะบรรลุถึงการหยั่งรู้ได้ มีเพียงด้วยการมีการหยั่งรู้เท่านั้นเจ้าจึงสามารถเข้าใจสิ่งทั้งหลายได้อย่างถี่ถ้วน มีเพียงโดยการเข้าใจสิ่งทั้งหลายอย่างถี่ถ้วนเท่านั้นเจ้าจึงสามารถตัดขาดจากเนื้อหนังได้ และอยู่ในร่องครรลองที่ถูกต้องกับการเชื่อของเจ้าในพระเจ้าทีละขั้นตอน  การนี้เชื่อมโยงกับการที่ผู้คนมีความเด็ดเดี่ยวเพียงใดเมื่อไล่ตามเสาะหาความจริง  หากใครบางคนมุ่งมั่นอย่างแท้จริง เช่นนั้นแล้ว หลังจากหกเดือนหรือปีหนึ่งพวกเขาก็จะเริ่มอยู่บนร่องครรลองที่ถูกต้อง  ภายในสามหรือห้าปี พวกเขาจะมองเห็นผลลัพธ์ และจะรู้สึกว่าพวกเขากำลังมีความก้าวหน้าในชีวิต  หากเจ้าเชื่อในพระเจ้าแต่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะสามารถเชื่อเป็นเวลาสิบปีได้โดยไม่ได้รับประสบการณ์กับการเปลี่ยนแปลงใดๆ  ในที่สุด เจ้าจะคิดว่านี่คือสิ่งที่เป็นความหมายของการเชื่อในพระเจ้าอย่างแน่นอน เจ้าจะคิดว่านั่นเหมือนกันอย่างมากกับวิธีที่เจ้ากำลังดำรงชีวิตอยู่ในโลกก่อนหน้านี้ และคิดว่าการมีชีวิตอยู่นั้นไร้ความหมาย  นี่แสดงให้เห็นอย่างแท้จริงว่า หากไม่มีความจริง ชีวิตก็ว่างเปล่า  เจ้าอาจจะสามารถพูดคำพูดบางคำที่เป็นคำสอน แต่เจ้าจะยังคงรู้สึกไม่สบายใจและลำบากใจ  หากผู้คนมีความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าอยู่บ้าง รู้วิธีที่จะดำรงชีวิตอย่างมีความหมาย และสามารถทำสิ่งทั้งหลายบางอย่างที่ทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยได้ เช่นนั้นแล้วพวกเขาจะรู้สึกว่านี่คือชีวิตจริง รู้สึกว่ามีเพียงโดยการดำรงชีวิตในหนทางนี้เท่านั้นชีวิตของพวกเขาจึงจะมีความหมาย และรู้สึกว่าพวกเขาต้องดำรงชีวิตในหนทางนี้เพื่อที่จะนำความพึงพอพระทัยมาสู่พระเจ้าสักเล็กน้อยและรู้สึกยินดี  หากพวกเขาสามารถทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย นำความจริงมาปฏิบัติ ตัดขาดจากตัวพวกเขาเอง ละทิ้งแนวคิดของพวกเขาเอง และเชื่อฟังกับคำนึงถึงน้ำพระทัยของพระเจ้าได้โดยมีจิตสำนึก—หากพวกเขาสามารถที่จะทำสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ได้โดยมีจิตสำนึก—เช่นนั้นแล้ว นี่คือสิ่งที่เป็นความหมายของการนำความจริงมาปฏิบัติอย่างถูกต้องแม่นยำ และการนำความจริงมาปฏิบัติอย่างจริงแท้ และการนี้ไม่เหมือนกันอย่างยิ่งกับการที่พวกเขาพึ่งพาจินตนาการของพวกเขาและยึดติดกับคำสอนและกฎเกณฑ์ทั้งหลายของพวกเขาก่อนหน้านี้  โดยแท้ที่จริงแล้ว น่าเอือมระอาที่จะทำสิ่งใดเมื่อพวกเขาไม่เข้าใจความจริง น่าเอือมระอาที่จะยึดมั่นกับคำสอนและกฎเกณฑ์ทั้งหลาย และน่าเอือมระอาที่จะไม่มีเป้าหมายและที่จะทำสิ่งทั้งหลายอย่างมืดบอด  มีเพียงด้วยความจริงเท่านั้นพวกเขาจึงจะสามารถเป็นอิสระได้—การนี้ไม่มีโกหก—และด้วยความจริงนั้น พวกเขาสามารถทำสิ่งทั้งหลายได้อย่างง่ายดายและมีความสุข  บรรดาผู้ที่ครองสภาวะแบบนี้คือผู้คนที่ครองความจริง พวกเขาคือบรรดาผู้ที่อุปนิสัยของพวกเขาได้รับการแปลงสภาพแล้ว

ตัดตอนมาจาก “โดยการไล่ตามเสาะหาความจริงเท่านั้นคนเราจึงจะสามารถสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยได้” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 557

ในขณะที่กำลังแสวงหาการเข้าสู่นั้น ทุกเรื่องต้องได้รับการเจาะลึก  ทุกเรื่องต้องได้รับการใคร่ครวญอย่างถี่ถ้วนโดยสอดคล้องกับพระวจนะของพระเจ้าและความจริง เพื่อที่เจ้าจะรู้วิธีรับมือกับเรื่องเหล่านั้นในหนทางหนึ่งซึ่งคล้อยตามไปกับน้ำพระทัยของพระเจ้าอย่างครบถ้วนบริบูรณ์  ถึงตอนนั้น สิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นจากการเอาแต่ใจตัวเองของเจ้าย่อมสามารถถูกทอดทิ้งไปได้เลย  เจ้าจะรู้วิธีที่จะทำสิ่งทั้งหลายโดยสอดคล้องไปกับน้ำพระทัยของพระเจ้า และแล้วก็จะไปลงมือทำสิ่งเหล่านั้น นั่นจะให้ความรู้สึกราวกับว่า ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นกำลังอยู่ในครรลองตามธรรมชาติของมัน และทุกสิ่งทุกอย่างก็จะดูง่ายดายเหลือเกิน  นี่คือวิธีที่ผู้คนซึ่งมีความจริงนั้นทำสิ่งทั้งหลาย  ถึงตอนนั้น เจ้าย่อมสามารถแสดงให้ผู้อื่นเห็นอย่างเป็นจริงว่าอุปนิสัยของเจ้าได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว และพวกเขาจะเห็นว่าเจ้าได้ทำความประพฤติดีบางอย่างไปแล้วอย่างแน่นอน ว่าเจ้าทำสิ่งทั้งหลายไปตามหลักธรรม และว่าเจ้าทำทุกสิ่งทุกอย่างถูกต้อง  นี่คือใครบางคนที่เข้าใจความจริงและเป็นผู้ที่มีสภาพเสมือนมนุษย์อยู่บ้างจริงๆ  แน่นอนว่าพระวจนะของพระเจ้าได้เก็บเกี่ยวผลลัพธ์ในตัวผู้คนแล้ว  ทันทีที่ผู้คนเข้าใจความจริงอย่างแท้จริง พวกเขาย่อมสามารถหยั่งรู้สภาวะแห่งการเป็นอยู่ของพวกเขา มองเห็นก้นบึ้งของเรื่องทั้งหลายซึ่งซับซ้อน และรู้หนทางอันสมควรที่จะฝึกฝนปฏิบัติ  หากเจ้าไม่เข้าใจความจริง เจ้าจะไม่มีความสามารถที่จะหยั่งรู้สภาวะแห่งการเป็นอยู่ของเจ้า  เจ้าจะต้องการกบฏต่อตัวเจ้าเอง แต่จะไม่มีแนวคิดว่าจะทำการนั้นอย่างไรหรือว่าเจ้ากำลังเป็นกบฏต่ออะไร  เจ้าจะต้องการทิ้งการเอาแต่ใจตนเองของเจ้า แต่หากเจ้าคิดว่าการเอาแต่ใจตนเองของเจ้านั้นคล้อยตามไปกับความจริง เช่นนั้นแล้วเจ้าจะสามารถทิ้งการนั้นได้อย่างไร?  เจ้าอาจจะถึงขั้นคิดว่า การเอาแต่ใจตนเองของเจ้าคือการได้รับการให้ความรู้แจ้งโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ และเพราะฉะนั้น เจ้าจะปฏิเสธที่จะทิ้งการนั้นโดยไม่สำคัญว่าจะเป็นอะไรก็ตาม  ด้วยเหตุนั้น เมื่อผู้คนไม่ครองความจริง พวกเขาย่อมหมิ่นเหม่ที่จะคิดว่าสิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้นจากการเอาแต่ใจตนเองของพวกเขา ความมีราคีแบบมนุษย์ เจตนาที่ดีของพวกเขา ความรักที่สับสนมึนงงแบบมนุษย์ และการฝึกฝนปฏิบัติแบบมนุษย์ของพวกเขานั้นถูกต้อง และคิดว่าพวกเขาคล้อยตามความจริง  เช่นนั้นแล้ว เจ้าสามารถกบฏต่อสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร?  หากเจ้าไม่เข้าใจความจริง หรือไม่รู้ว่าการนำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติหมายถึงสิ่งใด และหากดวงตาของเจ้าถูกเมฆบดบัง และเจ้าไม่มีแนวคิดเลยว่าจะหันไปทางใด และเพราะฉะนั้นจึงสามารถเพียงทำสิ่งทั้งหลายไปบนพื้นฐานของสิ่งที่เจ้าคิดว่าถูกเท่านั้น เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ย่อมจะกระทำการปฏิบัติตนบางอย่างที่จะหลุดออกนอกลู่ครรลองและผิดพลาด  การกระทำบางอย่างเหล่านี้จะอยู่ในกฎเกณฑ์ บางอย่างจะเกิดขึ้นจากการมีใจกระตือรือร้น และบางอย่างจะได้ก่อกำเนิดกับซาตาน และจะเป็นต้นเหตุของการรบกวนทั้งหลาย  ผู้คนซึ่งไม่ครองความจริงปฏิบัติตนเช่นนี้ กล่าวคือ ไปทางซ้ายนิด แล้วก็ไปทางขวาหน่อย ถูกต้องอยู่หนึ่งนาที แล้วก็กำลังเบี่ยงเบนในนาทีถัดไป ไม่มีความถูกต้องแม่นยำแต่อย่างใดเลย  ผู้คนเหล่านั้นซึ่งไม่ครองความจริงมองดูสิ่งทั้งหลายแบบผิดๆ ไปเสียทั้งหมด  เมื่อเป็นดังนั้น พวกเขาจะสามารถรับมือกับเรื่องทั้งหลายอย่างถูกต้องเหมาะสมได้อย่างไรกัน?  พวกเขาสามารถแก้ไขปัญหาอันใดก็ตามได้อย่างไรกัน?  การเข้าใจความจริงไม่ใช่สิ่งง่ายดายที่จะทำ  การมีความสามารถที่จะจับใจความพระวจนะของพระเจ้านั้นขึ้นอยู่กับการเข้าใจความจริง และความจริงที่ผู้คนมีความสามารถที่จะเข้าใจได้นั้นมีขีดจำกัดของมัน  ความเข้าใจของพวกเขาเกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้าจะยังคงถูกจำกัดอยู่ ต่อให้พวกเขาเชื่อในพระองค์ทั้งชีวิตของพวกเขาก็ตาม  ในกรณีที่ดีที่สุดแล้ว แม้กระทั่งบรรดาผู้ซึ่งเมื่อเทียบไปแล้วมีประสบการณ์ก็สามารถไปถึงที่ซึ่งพวกเขาสามารถหยุดการทำสิ่งทั้งหลายที่ต้านทานพระเจ้าอย่างเห็นได้ชัด หยุดการทำสิ่งทั้งหลายที่เป็นความชั่วอย่างเห็นได้ชัด และหยุดการทำสิ่งทั้งหลายที่ไม่ให้ประโยชน์กับใครเลย  เป็นไปไม่ได้สำหรับพวกเขาที่จะบรรลุสภาวะซึ่งไม่มีการเอาแต่ใจตัวเองของพวกเขาผสมปนเปอยู่เลยแม้แต่อย่างเดียว  นี่เป็นเพราะผู้คนคิดไปตามความคิดปกติ และการคิดของพวกเขาบางอย่างคล้อยตามไปกับพระวจนะของพระเจ้า และอยู่ในส่วนของแง่มุมหนึ่งของการจับใจความที่ไม่สามารถจำแนกชั้นได้ว่าเป็นการเอาแต่ใจตนเอง  อย่างไรก็ตาม กุญแจสำคัญคือการหยั่งรู้ส่วนทั้งหลายของการเอาแต่ใจตนเองที่สวนทางกับพระวจนะของพระเจ้า สวนทางกับความจริง และสวนทางกับการให้ความรู้แจ้งจากพระวิญญาณบริสุทธิ์  เพราะฉะนั้นเจ้าต้องใช้ความพยายามที่จะรู้จักพระวจนะของพระเจ้า และเจ้าจะสามารถมีการหยั่งรู้ได้ก็โดยการเข้าใจความจริงเท่านั้น

ตัดตอนมาจาก “โดยการไล่ตามเสาะหาความจริงเท่านั้นคนเราจึงจะสามารถสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยได้” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 558

เพื่อที่จะรู้จักตัวเอง เจ้าต้องรู้จักการแสดงออกทั้งหลายของความเสื่อมทรามของเจ้าเอง จุดอ่อนที่สำคัญต่อชีวิตของตัวเจ้าเอง อุปนิสัยของเจ้า และธรรมชาติแก่นแท้ของเจ้า  เจ้าต้องรู้จักสิ่งเหล่านั้น—สิ่งจูงใจทั้งหลายของเจ้า มุมมองทั้งหลายของเจ้า และท่าทีของเจ้าเกี่ยวกับทุกๆ สิ่ง—ที่ถูกเปิดเผยในชีวิตประจำวันของเจ้าให้ลึกลงไปถึงรายละเอียดท้ายสุดด้วยเช่นกัน ไม่ว่าเจ้าอยู่ที่บ้านหรือนอกบ้าน ตอนที่เจ้ากำลังอยู่ในการชุมนุม ตอนที่เจ้ากำลังกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า หรือในทุกๆ ประเด็นปัญหาที่เจ้าเผชิญ  เจ้าต้องมารู้จักตัวเองโดยผ่านทางสิ่งเหล่านี้  เพื่อที่จะรู้จักตัวเจ้าในระดับที่ลึกขึ้น เจ้าต้องรวมพระวจนะของพระเจ้าเข้าด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว เฉพาะโดยการรู้จักตัวเองบนพื้นฐานของพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้น เจ้าจึงสามารถสัมฤทธิ์ผลลัพธ์ได้  ในตอนที่กำลังรับการพิพากษาของพระวจนะของพระเจ้า พวกเราต้องไม่เกรงกลัวความทุกข์ และไม่ควรกลัวความเจ็บปวด และนับประสาอะไรที่พวกเราควรเกรงกลัวว่าพระวจนะของพระเจ้าจะเสียดแทงหัวใจของพวกเรา  พวกเราควรอ่านถ้อยดำรัสของพระองค์ให้มากขึ้นเกี่ยวกับวิธีที่พระองค์ทรงพิพากษาและตีสอนพวกเรา และเปิดโปงแก่นแท้อันเสื่อมทรามของพวกเรา  พวกเราต้องอ่านถ้อยดำรัสเหล่านี้และเชิดชูตัวพวกเราให้ขึ้นไปถึงถ้อยดำรัสเหล่านี้ให้มากขึ้น  จงอย่าเปรียบเทียบผู้อื่นกับถ้อยดำรัสเหล่านี้—พวกเราต้องเปรียบเทียบตัวเรากับถ้อยดำรัสเหล่านี้  พวกเราไม่ขาดพร่องแม้เพียงสักอย่างของสิ่งเหล่านี้ พวกเราทุกคนสามารถเทียมทันถ้อยดำรัสเหล่านี้  หากเจ้าไม่เชื่อเรื่องนี้ ก็จงไปรับประสบการณ์เรื่องนี้ด้วยตัวเจ้าเอง  หลังจากที่ได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าแล้ว ผู้คนบางคนไม่มีความสามารถที่จะนำพระวจนะเหล่านี้มาประยุกต์ใช้กับตัวเอง พวกเขาคิดว่า ส่วนทั้งหลายของพระวจนะเหล่านี้ไม่เกี่ยวกับพวกเขา แต่เกี่ยวกับผู้คนอื่นๆ ต่างหาก  ตัวอย่างเช่น เมื่อพระเจ้าทรงเปิดโปงผู้คนว่าเป็นพวกมากชู้และแพศยา พี่น้องหญิงบางคนก็รู้สึกว่า เพราะพวกเธอได้มีความสัตย์ซื่อต่อสามีของพวกเธออย่างไม่มีผิดพลาด พระวจนะเหล่านั้นต้องไม่มีอะไรอ้างอิงถึงพวกเธอ พี่น้องหญิงบางคนรู้สึกว่า เนื่องจากพวกเธอไม่ได้แต่งงาน และไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ พระวจนะเหล่านั้นต้องไม่มีอะไรเกี่ยวกับพวกเธอด้วยเช่นกัน  พี่น้องชายบางคนรู้สึกว่าพระวจนะเหล่านี้มีจุดมุ่งหมายอยู่ที่พวกผู้หญิงเท่านั้น และไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับพวกเขาเลย ผู้คนบางคนเชื่อว่า พระวจนะเช่นนั้นของพระเจ้าฟังดูไม่น่ายินดีเท่าใดนัก จึงปฏิเสธที่จะยอมรับพระวจนะเหล่านี้  ในบางตัวอย่างถึงกับมีกระทั่งผู้คนที่กล่าวว่า พระวจนะของพระเจ้านั้นผิด  นี่เป็นท่าทีอันถูกต้องที่ควรมีต่อพระวจนะของพระเจ้าหรือ?  ผู้คนไม่มีความสามารถที่จะคิดทบทวนตัวเองบนพื้นฐานของพระวจนะของพระเจ้า  คำว่า “มากชู้” และ “แพศยา” ตรงนี้อ้างอิงถึงความเสื่อมทรามของผู้คนในเรื่องความมักมาก  ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย สมรสหรือไม่สมรส ทุกคนถูกความเสื่อมทรามในเรื่องของความมักมากครอบงำทั้งนั้น—ดังนั้นเป็นไปได้อย่างไรที่นั่นจะไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้า?  พระวจนะของพระเจ้าเปิดโปงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นเพศหญิงหรือเพศชาย คนเรามีความเสื่อมทรามที่ระดับเดียวกัน  นี่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงหรอกหรือ?  ก่อนที่จะทำสิ่งอื่นใด พวกเราจำเป็นต้องตระหนักว่า พวกเราต้องยอมรับทุกคำของพระวจนะที่พระเจ้าตรัส ไม่ว่าถ้อยดำรัสเหล่านี้ฟังดูน่ายินดีหรือไม่ และไม่ว่าถ้อยดำรัสเหล่านี้ให้ความรู้สึกขมขื่นหรือหวานชื่น  เช่นนั้นเองคือท่าทีที่พวกเราควรมีต่อพระวจนะของพระเจ้า  นี่คือท่าทีชนิดใดหรือ?  นี่คือท่าทีอันศรัทธา ท่าทีอันอดทน หรือท่าทีของการโอบกอดความทุกข์ไว้กันเล่า?  เราบอกพวกเจ้าเลยว่านี่ไม่ใช่อันใดในท่าทีเหล่านี้เลย  ในความเชื่อของพวกเรานั้น พวกเราต้องธำรงรักษาไว้อย่างหนักแน่นว่า พระวจนะของพระเจ้าคือความจริง  เนื่องจากพระวจนะเหล่านี้คือความจริงโดยแท้ พวกเราควรยอมรับพระวจนะเหล่านี้อย่างมีเหตุผล  ไม่ว่าพวกเรามีความสามารถที่จะระลึกรู้หรือยอมรับการนี้หรือไม่ ท่าทีแรกที่พวกเราควรมีต่อพระวจนะของพระเจ้าควรเป็นท่าทีแห่งการยอมรับโดยสมบูรณ์  ทุกๆ บรรทัดของพระวจนะของพระเจ้านั้นเกี่ยวข้องกับสภาวะหนึ่งซึ่งเฉพาะเจาะจง  นั่นก็คือ ไม่มีบรรทัดใดของถ้อยดำรัสของพระองค์ที่เกี่ยวกับการปรากฏภายนอก นับประสาอะไรที่จะเกี่ยวข้องกับกฎเกณฑ์ภายนอก หรือรูปแบบอันเรียบง่ายของพฤติกรรมในตัวผู้คน  ไม่มีถ้อยดำรัสใดที่เป็นเช่นนั้นเลย  หากเจ้ามองเห็นทุกบรรทัดที่พระเจ้าดำรัสเป็นการเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมประเภทเรียบง่ายของมนุษย์หรือการปรากฏภายนอก เช่นนั้นแล้ว เจ้าย่อมไม่มีความเข้าใจเชิงจิตวิญญาณเลย และเจ้าก็ไม่เข้าใจว่าความจริงคืออะไร  พระวจนะของพระเจ้านั้นลุ่มลึก  พระวจนะเหล่านี้ลุ่มลึกอย่างไรหรือ?  ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าตรัส ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์ทรงเปิดเผยนั้นเกี่ยวข้องกับอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของผู้คน และสิ่งทั้งหลายที่หยั่งรากลึกเป็นสาระสำคัญอยู่ภายในชีวิตของพวกเขา ไม่ใช่การปรากฏภายนอก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ใช่พฤติกรรมภายนอก  เมื่อมองดูผู้คนจากการปรากฏภายนอกของพวกเขา พวกเขาอาจจะดูดีกันไปทั้งหมด  แล้วเหตุใดเล่าพระเจ้าจึงตรัสว่า ผู้คนบางคนเป็นพวกวิญญาณชั่ว และบ้างก็เป็นวิญญาณที่ไม่สะอาด?  นี่เป็นเรื่องที่เจ้าไม่สามารถมองเห็นได้  ด้วยเหตุนี้ เจ้าจึงไม่สามารถพึ่งพาการปรากฏหรือสิ่งที่เจ้ามองเห็นจากภายนอกเพื่อที่จะเชิดชูขึ้นมาเสมอพระวจนะของพระเจ้าได้

ตัดตอนมาจาก “ความสำคัญของการไล่ตามเสาะหาความจริง และเส้นทางของการไล่ตามเสาะหาความจริง” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 559

เจ้าเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์อย่างไรหรือ?  ตามจริงแล้ว การเข้าใจธรรมชาติของเจ้านั้นหมายถึงการชำแหละส่วนลึกในดวงจิตของเจ้า นั่นเกี่ยวข้องกับสิ่งที่อยู่ในชีวิตเจ้า  นั่นคือตรรกะของซาตานและทัศนคติของซาตานที่เจ้าใช้ในการดำเนินชีวิตมาโดยตลอด นั่นก็คือ ชีวิตของซาตานนั่นเองที่เจ้าใช้ในการดำเนินชีวิตมาโดยตลอด  เฉพาะด้วยการพลิกแผ่นดินให้เจอส่วนทั้งหลายที่อยู่ลึกลงไปในดวงจิตของเจ้าเท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถเข้าใจธรรมชาติของเจ้าได้  จะพลิกแผ่นดินหาสิ่งเหล่านี้เจอได้อย่างไรหรือ?  สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถถูกชำแหละและพลิกแผ่นดินหาจนเจอได้โดยผ่านทางแค่หนึ่งหรือสองเหตุการณ์ นั่นก็คือ หลายคราว หลังจากที่เจ้าทำบางสิ่งบางอย่างแล้วเสร็จ เจ้าก็ยังคงไม่ได้มาถึงความเข้าใจหนึ่งเลย  อาจสามารถใช้เวลาสามถึงห้าปีกว่าที่เจ้าจะมีความสามารถได้รับแม้แค่เสี้ยวเล็กจิ๋วของการตระหนักและการเข้าใจ  ในสถานการณ์มากมาย เจ้าต้องทบทวนตัวเองและมารู้จักตัวเอง และเฉพาะเมื่อเจ้าฝึกฝนปฏิบัติในการขุดลึกลงไปเท่านั้น เจ้าจึงจะมามองเห็นผลลัพธ์  ขณะที่ความเข้าใจของเจ้าเกี่ยวกับความจริงทั้งหลายเติบโตลุ่มลึกมากขึ้นทุกที เจ้าก็จะค่อยๆ มารู้จักธรรมชาติแก่นแท้ของตัวเจ้าเองโดยผ่านทางการทบทวนตัวเองและความรู้จักตัวเอง  เพื่อที่จะรู้จักธรรมชาติของเจ้า เจ้าต้องทำบางสิ่งสองสามอย่างให้บรรลุผล  สิ่งแรกก็คือ เจ้าต้องมีความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับสิ่งที่เจ้าชอบ  นี่มิใช่อ้างอิงถึงสิ่งที่เจ้าชอบกินหรือชอบสวมใส่ แต่ในทางกลับกัน นั่นหมายถึงสิ่งประเภททั้งหลายที่เจ้าชื่นชม สิ่งทั้งหลายที่เจ้าริษยา สิ่งทั้งหลายที่เจ้าเคารพบูชา สิ่งทั้งหลายที่เจ้าแสวงหา และสิ่งทั้งหลายที่เจ้าให้ความสนใจในหัวใจของเจ้า ชนิดของผู้คนที่เจ้าชื่นชมในการเข้ามาติดต่อสัมพันธ์ด้วย ชนิดของสิ่งที่เจ้าชอบทำ และชนิดของผู้คนที่เจ้าชื่นชูในหัวใจ  ตัวอย่างเช่น ผู้คนส่วนใหญ่ชอบผู้คนที่มีจุดยืนยิ่งใหญ่ ผู้คนซึ่งมีความงามสง่าอยู่ในกิริยาท่าทางและวาทะของพวกเขา หรือชอบพวกที่พูดคำยกยอแบบมีวาทศิลป์ หรือพวกที่แสร้งสวมบทบาท  ที่พาดพิงถึงไปก่อนหน้านั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้คนใดที่พวกเขาชอบมีปฏิกิริยาด้วย  สำหรับสิ่งทั้งหลายที่ผู้คนชื่นชมนั้น สิ่งเหล่านี้รวมไปถึงการเต็มใจทำสิ่งเฉพาะบางอย่างที่ทำได้ง่ายดาย การชื่นชมในสิ่งทั้งหลายที่ผู้อื่นคิดว่าดี และที่คงจะเป็นเหตุให้ผู้คนขับร้องคำสรรเสริญและให้คำชม  ในธรรมชาติทั้งหลายของผู้คนนั้นมีคุณลักษณะเฉพาะธรรมดาทั่วไปของสิ่งทั้งหลายที่พวกเขาชอบอยู่  นั่นก็คือ พวกเขาชอบผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายที่ผู้อื่นรู้สึกอิจฉาโดยเนื่องมาจากรูปลักษณ์ภายนอก พวกเขาชอบผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายที่มองดูสวยงามและหรูหรา และพวกเขาชอบผู้คน เหตุการณ์และสิ่งทั้งหลายที่ทำให้ผู้อื่นเคารพบูชาพวกเขาโดยเนื่องมาจากรูปลักษณ์  สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ที่ผู้คนชื่นชอบนั้นยิ่งใหญ่ ละลานตา งามหรู และโอฬาร  ผู้คนล้วนเคารพบูชาสิ่งเหล่านี้  สามารถเห็นได้ว่า ผู้คนไม่ครองความจริงอันใดเลย ทั้งพวกเขายังไม่มีสภาพเสมือนมนุษย์แท้อีกด้วย  ไม่มีนัยสำคัญแม้ระดับน้อยนิดที่สุดอยู่ในการเคารพบูชาสิ่งเหล่านี้ ทว่าผู้คนก็ยังชอบสิ่งเหล่านั้น…สิ่งที่เจ้าชอบ สิ่งที่เจ้ามุ่งเน้น สิ่งที่เจ้าเคารพบูชา สิ่งที่เจ้าอิจฉา และสิ่งที่เจ้าคิดในหัวใจของเจ้าทุกวันล้วนแล้วแต่เป็นตัวแทนธรรมชาติของเจ้า  นั่นเพียงพอแล้วที่จะพิสูจน์ว่าธรรมชาติของเจ้าชื่นชอบความไม่ชอบธรรม และในสถานการณ์ที่รุนแรง ธรรมชาติของเจ้านั้นชั่วและไม่สามารถเยียวยารักษาได้  เจ้าควรวิเคราะห์ธรรมชาติของเจ้าในหนทางนี้ กล่าวคือ จงตรวจสอบว่าเจ้าชื่นชอบสิ่งใดและเจ้าละทิ้งสิ่งใดในชีวิตของเจ้า  เจ้าอาจจะดีต่อใครบางคนเป็นครั้งคราว แต่นี่ไม่ได้พิสูจน์ว่าเจ้าชื่นชอบพวกเขา  แน่นอนว่าสิ่งที่เจ้าชื่นชอบอย่างแท้จริงก็คือสิ่งที่อยู่ในธรรมชาติของเจ้า ต่อให้กระดูกของเจ้าหัก เจ้าก็คงจะยังคงชื่นชมมันและไม่มีวันจะสามารถละทิ้งมันได้  นี่ไม่ง่ายเลยที่จะเปลี่ยนแปลง  จงดูการหาคู่เป็นตัวอย่าง  หากผู้หญิงคนหนึ่งตกหลุมรักกับใครบางคนจริงๆ  เช่นนั้นแล้ว ก็จะไม่มีผู้ใดสามารถหยุดเธอได้  ต่อให้ขาทั้งสองของเธอถูกหัก เธอก็คงจะยังคงต้องการอยู่กับเขา เธอก็คงจะต้องการสมรสกับเขาต่อให้นั่นหมายถึงการที่เธอต้องตาย  นี่สามารถเป็นไปได้อย่างไรกัน?  นั่นเป็นเพราะไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ผู้คนมีอยู่ลึกๆ ภายในตัวพวกเขาเองได้  ต่อให้บุคคลหนึ่งต้องตาย ดวงจิตของเขาก็คงจะยังคงชอบสิ่งเดิมๆ นั่นคือ สิ่งทั้งหลายที่เป็นธรรมชาติของมนุษย์ และสิ่งเหล่านี้เป็นตัวแทนแก่นแท้ของบุคคล  สิ่งทั้งหลายที่ผู้คนชื่นชอบบรรจุไปด้วยความไม่ชอบธรรมอยู่บ้าง  บางคนก็ชัดเจนในความชื่นชอบของพวกเขาที่มีต่อสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น ในขณะที่บางคนไม่ชัดเจน บางคนมีความชอบอย่างแรงกล้าต่อสิ่งเหล่านั้น ในขณะที่คนอื่นๆ ไม่มี ผู้คนบางคนมีการควบคุมตัวเอง ในขณะที่คนอื่นๆ ไม่สามารถควบคุมตัวพวกเขาเองได้  ผู้คนบางคนหมิ่นเหม่ที่จะจมลงไปสู่สิ่งมืดทั้งหลาย ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้ครองแม้กระทั่งเสี้ยวกระผีกของชีวิต  หากผู้คนมีความสามารถที่จะไม่ถูกสิ่งเหล่านั้นยึดครองและจำกัดควบคุม นั่นพิสูจน์ให้เห็นว่าอุปนิสัยของพวกเขาได้รับการแปลงสภาพไปแล้วเล็กน้อย และว่าพวกเขามีวุฒิภาวะเล็กน้อย  ผู้คนบางคนเข้าใจความจริงบางอย่างและรู้สึกว่าพวกเขามีชีวิตและรู้สึกว่าพวกเขารักพระเจ้า  โดยแท้จริงแล้ว การนั้นยังคงเร็วเกินไป และการก้าวผ่านการแปลงสภาพในอุปนิสัยของคนเราไม่ใช่เรื่องที่เรียบง่าย  ธรรมชาติของคนเราง่ายที่จะเข้าใจกระนั้นหรือ?  ต่อให้เจ้าเข้าใจมันเล็กน้อย ธรรมชาตินั้นก็คงจะไม่ง่ายที่จะเปลี่ยนแปลง  นี่คือพื้นที่ของความลำบากยากเย็นสำหรับผู้คน  ไม่ว่าผู้คน เรื่องราว หรือสิ่งของทั้งหลายรอบตัวเจ้าอาจเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และไม่ว่าโลกอาจพลิกกลับหัวอย่างไร หากความจริงกำลังนำทางเจ้าจากภายใน หากสิ่งนั้นได้ฝังรากอยู่ภายในตัวเจ้าแล้ว และพระวจนะของพระเจ้านำทางชีวิตของเจ้า การเลือกชอบของเจ้า ประสบการณ์ของเจ้า และการดำรงอยู่ของเจ้า ณ จุดนั้นเจ้าจะได้แปลงสภาพไปแล้วอย่างแท้จริง  บัดนี้ การแปลงสภาพที่ว่านี้เป็นแค่การที่ผู้คนให้ความร่วมมือเล็กน้อยและมีความกระตือรือร้นและความเชื่อสักนิดหน่อย แต่นี่ไม่สามารถพิจารณาว่าเป็นการแปลงสภาพได้ และมันไม่ได้พิสูจน์ว่าผู้คนมีชีวิต นั่นเป็นแค่การเลือกชอบของผู้คน—ไม่มีสิ่งใดมากกว่านั้น

นอกเหนือจากการพลิกแผ่นดินค้นหาสิ่งทั้งหลายที่ผู้คนโปรดปรานในธรรมชาติของพวกเขา แง่มุมอื่นๆ อันเกี่ยวข้องกับธรรมชาติของพวกเขายังจำเป็นต้องถูกพลิกแผ่นดินค้นหาเช่นกัน  ตัวอย่างเช่น ทัศนคติของผู้คนเกี่ยวกับสิ่งทั้งหลาย วิธีการและเป้าหมายในชีวิตของผู้คน คุณค่าชีวิตและทรรศนะเกี่ยวกับชีวิตของผู้คน ตลอดจนทรรศนะเกี่ยวกับสิ่งทั้งปวงที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับความจริง  เหล่านี้คือสรรพสิ่งทั้งมวลลึกลงไปภายในดวงจิตของผู้คน และสิ่งเหล่านั้นมีสัมพันธภาพโดยตรงกับการแปลงสภาพของอุปนิสัย  เช่นนั้นแล้ว ทรรศนะชีวิตของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามคือสิ่งใด?  สามารถกล่าวได้ว่านั่นเป็นดังนี้ นั่นคือ “มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม”  ผู้คนทั้งปวงดำรงชีวิตเพื่อตัวพวกเขาเอง หากจะพูดอย่างชัดแจ้งขึ้น พวกเขากำลังดำรงชีวิตเพื่อเนื้อหนัง  พวกเขากำลังดำรงชีวิตเพียงเพื่อใส่อาหารเข้าในปากของพวกเขาเท่านั้น  การดำรงอยู่แบบนี้แตกต่างจากการดำรงอยู่ของสัตว์ทั้งหลายอย่างไร?  ไม่มีคุณค่าอันใดเลยในการดำรงชีวิตเช่นนี้ ไม่ต้องกล่าวถึงความหมายอันใด  ทรรศนะชีวิตของคนเราเกี่ยวกับสิ่งที่เจ้าพึ่งพาเพื่อดำรงชีวิตในโลกนี้ สิ่งที่เจ้าดำรงชีวิตเพื่อมัน และวิธีที่เจ้าดำรงชีวิต—และเหล่านี้คือสิ่งทั้งปวงที่เกี่ยวข้องกับแก่นแท้ของธรรมชาติแบบมนุษย์  โดยผ่านทางการชำแหละธรรมชาติของผู้คนนั้น เจ้าจะมองเห็นว่าผู้คนล้วนกำลังต้านทานพระเจ้า  พวกเขาล้วนเป็นเหล่ามาร และไม่มีบุคคลที่ดีอย่างจริงแท้เลย  มีเพียงโดยการชำแหละธรรมชาติของผู้คนเท่านั้นเจ้าจึงจะสามารถรู้จักแก่นแท้และความเสื่อมทรามของมนุษย์ได้อย่างแท้จริง และเข้าใจว่าแท้ที่จริงแล้วผู้คนเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งใด ผู้คนขาดพร่องสิ่งใดอย่างแท้จริง พวกเขาควรมีสิ่งใดไว้ติดตัว และพวกเขาควรดำรงชีวิตไปตามสภาพเสมือนของมนุษย์อย่างไร  การชำแหละธรรมชาติของมนุษย์อย่างแท้จริงไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่สามารถทำได้โดยปราศจากการได้รับประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้าหรือการมีประสบการณ์ที่แท้จริง

ตัดตอนมาจาก “สิ่งใดที่ควรรู้เกี่ยวกับการแปลงสภาพอุปนิสัยของคนเรา” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 560

สิ่งใดหรือที่ประกอบกันขึ้นเป็นธรรมชาติของบุคคล?  เจ้าเพียงรู้จักความเสื่อมทราม ความไม่เชื่อฟัง ข้อบกพร่อง ข้อเสียหาย มโนคติที่หลงผิด และเจตนาทั้งหลายของมนุษย์ และไร้ความสามารถที่จะค้นพบสิ่งทั้งหลายภายในธรรมชาติของมนุษย์  เจ้าเพียงรู้ชั้นผิวส่วนนอกเท่านั้น โดยปราศจากความสามารถที่จะค้นพบต้นกำเนิดของมัน และนี่ไม่ประกอบขึ้นเป็นความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์เลย  บ้างก็ถึงกับคิดถึงสิ่งผิวเผินเหล่านี้ว่าเป็นธรรมชาติของมนุษย์ โดยกล่าวว่า “ดูนะ ฉันเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ ฉันระลึกรู้ความโอหังของตัวฉัน  นั่นไม่ใช่ธรรมชาติของมนุษย์หรอกหรือ?”  ความโอหังเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติของมนุษย์ นั่นแท้จริงมาก  อย่างไรก็ตาม นั่นไม่เพียงพอให้รับรู้ได้ในความหมายเชิงคำสอน  การรู้จักธรรมชาติของคนเราเองคืออะไรหรือ?  จะสามารถรู้จักการนั้นได้อย่างไร?  การนั้นถูกรู้จักจากแง่มุมใด?  ยิ่งไปกว่านั้น ธรรมชาติของคนเราควรถูกให้ทรรศนะอย่างเฉพาะเจาะจงโดยผ่านทางสิ่งทั้งหลายที่คนเราเปิดเผยอย่างไร?  ก่อนอื่น เจ้าสามารถมองเห็นธรรมชาติของมนุษย์โดยผ่านทางความสนใจทั้งหลายของพวกเขา  ตัวอย่างเช่น ผู้คนบางคนรักการเต้นรำโดยเฉพาะ บ้างก็รักพวกนักร้องหรือดาราภาพยนตร์เป็นพิเศษ และบ้างก็ชื่นชูผู้คนที่มีชื่อเสียงบางคนโดยเฉพาะ  จากการมองที่ความสนใจเหล่านี้ ธรรมชาติของผู้คนเหล่านี้คืออะไร?  ตัวอย่างเช่น บ้างก็อาจจะชื่นชูนักร้องเฉพาะบางคน กระทั่งถึงจุดที่พวกเขาย้ำคิดอยู่กับทุกการเคลื่อนไหว ทุกรอยยิ้ม และทุกคำพูดของนักร้องผู้นั้น  พวกเขาติดพันนักร้องผู้นั้น และแม้แต่ถ่ายรูปทุกสิ่งทุกอย่างที่นักร้องผู้นั้นสวมใส่และสนิทสนมกับมัน  ความชื่นชูระดับนี้แสดงให้เห็นอะไรที่เกี่ยวกับธรรมชาตินี้ของมนุษย์หรือ?  นั่นแสดงให้เห็นว่า บุคคลดังกล่าวมีเพียงสิ่งเหล่านั้นในหัวใจของเขาเท่านั้น และไม่มีพระเจ้า  สิ่งสารพัดทั้งหมดที่บุคคลนี้คิด รัก แสวงหานั้นเป็นของซาตาน สิ่งเหล่านั้นยึดครองหัวใจของบุคคลนี้ ซึ่งถูกยกให้กับสิ่งเหล่านี้  อะไรหรือคือปัญหาตรงนี้?  หากบางสิ่งถูกรักอย่างสุดขั้ว เช่นนั้นแล้ว สิ่งนั้นสามารถกลายมาเป็นชีวิตของใครบางคนและยึดครองหัวใจของเขาได้ อันเป็นการพิสูจน์อย่างเต็มที่ว่า บุคคลนั้นเป็นผู้เคารพบูชาบุคคลต้นแบบคนหนึ่งผู้ซึ่งไม่ต้องการพระเจ้า และกลับรักมารแทน  เพราะฉะนั้น พวกเราสามารถสรุปได้ว่า ธรรมชาติของบุคคลเช่นนั้นเป็นธรรมชาติที่รักและเคารพบูชามาร ไม่รักความจริง และไม่ต้องการพระเจ้า  นี่ไม่ใช่หนทางที่ถูกต้องในการให้ทรรศนะต่อธรรมชาติของใครบางคนหรือ?  นี่คือหนทางที่ถูกต้องอย่างครบบริบูรณ์  นี่คือวิธีที่ธรรมชาติของมนุษย์ถูกชำแหละ  ตัวอย่างเช่น ผู้คนบางคนชื่นชูเปาโลมากเป็นอย่างยิ่ง  พวกเขาชอบที่จะออกไปข้างนอกและกล่าวสุนทรพจน์และทำงาน พวกเขาชอบที่จะเข้าร่วมการชุมนุมและเทศนา พวกเขาชอบให้ผู้คนฟังพวกเขา เคารพบูชาพวกเขา และกังวลสนใจพวกเขาเป็นหลัก  พวกเขาชอบที่จะมีสถานะในจิตใจของผู้อื่น และพวกเขาซาบซึ้งเมื่อผู้อื่นให้คุณค่าภาพลักษณ์ที่พวกเขานำเสนอ  พวกเราลองมาวิเคราะห์ธรรมชาติของพวกเขาจากพฤติกรรมเหล่านี้กันว่า สิ่งใดหรือที่เป็นธรรมชาติของพวกเขา?  หากพวกเขาประพฤติเช่นนี้จริง เช่นนั้นแล้วมันก็เพียงพอแล้วที่จะแสดงให้เห็นว่าพวกเขาโอหังและทะนงตน  พวกเขาไม่นมัสการพระเจ้าแต่อย่างใดเลย พวกเขาแสวงหาสถานะที่สูงส่งกว่าและปรารถนาที่จะมีสิทธิอำนาจเหนือผู้อื่น ที่จะครองพวกเขา และที่จะมีสถานะในจิตใจของพวกเขา  นี่คือภาพลักษณ์อมตะของซาตาน  แง่มุมที่โดดเด่นของธรรมชาติของพวกเขาก็คือความโอหังและความทะนงตน ความไม่เต็มใจที่จะนมัสการพระเจ้า และความปรารถนาที่จะได้รับการเคารพบูชาจากผู้อื่น  พฤติกรรมเช่นนั้นสามารถให้ทรรศนะที่ชัดเจนมากแก่เจ้าในเรื่องธรรมชาติของพวกเขา

ตัดตอนมาจาก “วิธีที่จะรู้จักธรรมชาติของมนุษย์” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 561

มวลมนุษย์ทั้งปวงได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม และธรรมชาติของมนุษย์ก็คือการทรยศพระเจ้า  อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางพวกมนุษย์ผู้ที่ได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม มีบางคนที่สามารถนบนอบต่อพระราชกิจของพระเจ้าและยอมรับความจริงได้ เหล่านี้คือบรรดาผู้ที่สามารถได้มาซึ่งความจริงและสัมฤทธิ์การแปลงสภาพในอุปนิสัย  ยังมีพวกที่ไม่มุ่งเน้นไปที่การแสวงหาความจริงด้วยเช่นกัน  พวกเขาพึงพอใจกับเพียงแค่การเข้าใจคำสอน พวกเขาได้ยินคำสอนที่ดีและรักษาคำสอนนั้นไว้ และหลังจากที่เข้าใจคำสอนนั้นแล้ว พวกเขาสามารถปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาได้—จนถึงจุดหนึ่ง  ผู้คนเหล่านี้ทำสิ่งที่ถูกบอกและมีสภาวะความเป็นมนุษย์ธรรมดาสามัญ  พวกเขาเต็มใจในระดับหนึ่งที่จะสละ ทอดทิ้งการยึดติดกับวัตถุ และสู้ทนความทุกข์  อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่จริงจังตั้งใจในเรื่องของความจริง พวกเขาเชื่อว่าการที่พวกเขาไม่ทำบาปก็เพียงพอแล้ว และไร้ความสามารถโดยเด็ดขาดที่จะเข้าใจแก่นแท้ของความจริง  หากผู้คนเช่นนั้นสามารถตั้งมั่นได้ในที่สุด เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็สามารถได้รับการละเว้นด้วยเช่นกัน แต่พวกเขาไม่สามารถให้อุปนิสัยของพวกเขาแปลงสภาพได้  หากเจ้าปรารถนาที่จะได้รับการชำระให้บริสุทธิ์จากความเสื่อมทราม และก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของชีวิตเจ้าแล้วไซร้ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ต้องมีความรักหนึ่งให้กับความจริงและมีความสามารถที่จะยอมรับความจริง  การยอมรับความจริงหมายถึงสิ่งใดหรือ?  การยอมรับความจริงบ่งชี้ว่า ไม่สำคัญว่าอุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่เจ้ามีนั้นเป็นจำพวกใด หรือพิษใดบ้างของพญานาคใหญ่สีแดงที่อยู่ในธรรมชาติของเจ้า แต่เมื่อการนั้นถูกเปิดเผยโดยพระวจนะของพระเจ้า เจ้าก็ยอมรับรู้การนั้นและนบนอบต่อพระวจนะเหล่านี้ เจ้ายอมรับพระวจนะเหล่านี้อย่างปราศจากเงื่อนไข ปราศจากการสร้างข้อแก้ตัวอันใด หรือการลองพยายามที่จะเลือกเฟ้น และเจ้ามารู้จักตัวเองบนพื้นฐานของสิ่งที่พระองค์ตรัส  นี่คือความหมายของการยอมรับพระวจนะของพระเจ้า  ไม่สำคัญว่าพระองค์ตรัสสิ่งใด ไม่สำคัญว่าถ้อยดำรัสของพระองค์อาจจะเสียดแทงหัวใจของเจ้ามากเพียงใด และไม่สำคัญว่าพระองค์ทรงใช้พระวจนะใด เจ้าก็สามารถยอมรับพระวจนะเหล่านั้นได้ตราบที่สิ่งที่พระองค์ตรัสนั้นเป็นความจริง และเจ้าสามารถยอมรับรู้พระวจนะเหล่านั้นได้ตราบที่พระวจนะเหล่านั้นคล้อยตามความจริง  เจ้าสามารถนบนอบต่อพระวจนะของพระเจ้าโดยไม่คำนึงถึงว่าเจ้าเข้าใจพระวจนะเหล่านั้นลึกซึ้งเพียงใด และเจ้ายอมรับและนบนอบต่อความสว่างที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเปิดเผยและที่บรรดาพี่น้องชายหญิงของเจ้าได้สามัคคีธรรมกัน  เมื่อบุคคลดังกล่าวได้ไล่ตามเสาะหาความจริงไปจนถึงจุดเฉพาะหนึ่ง เขาย่อมสามารถได้มาซึ่งความจริงและสัมฤทธิ์การแปลงสภาพของอุปนิสัยของเขา  ต่อให้พวกที่ไม่รักความจริงอาจมีสภาวะความเป็นมนุษย์ที่เหมาะสม เมื่อเป็นเรื่องของความจริง พวกเขาก็สับสนมึนงงและไม่สนใจความจริงอย่างจริงจัง  ถึงแม้พวกเขาอาจสามารถมีความประพฤติที่ดีสักหน่อย และสามารถสละตนเองเพื่อพระเจ้าได้ และสามารถทำการประกาศตัดขาดได้ แต่พวกเขาก็ไม่สามารถสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยได้  โดยการเปรียบเทียบ สภาวะความเป็นมนุษย์ของเปโตรนั้นเกือบจะเป็นอย่างเดียวกันกับสภาวะความเป็นมนุษย์ของบรรดาอัครทูตอื่นๆ และบรรดาพี่น้องชายหญิงของเขา แต่เขาโดดเด่นในการไล่ตามเสาะหาความจริงอันแรงกล้าของเขา เขาไตร่ตรองอย่างจริงจังตั้งใจในทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเยซูตรัส  พระเยซูตรัสถามว่า “ซีโมนบุตรโยนาห์เอ๋ย เจ้ารักเราไหม?”  เปโตรตอบอย่างซื่อสัตย์ว่า “ข้าพระองค์รักพระบิดาผู้ทรงสถิตในสวรรค์เท่านั้น กระนั้นยังไม่ได้รักองค์พระผู้เป็นเจ้าบนแผ่นดินโลก”  ภายหลังเขาได้เข้าใจ โดยคิดว่า “นี่ไม่ถูกต้อง พระเจ้าบนแผ่นดินโลกทรงเป็นพระเจ้าในสวรรค์  นั่นไม่ใช่พระเจ้าองค์เดียวกันทั้งในสวรรค์และบนแผ่นดินโลกหรอกหรือ?  หากฉันรักพระเจ้าในสวรรค์เท่านั้น เช่นนั้นแล้ว ความรักของฉันก็ไม่เป็นจริง ฉันต้องรักพระเจ้าบนแผ่นดินโลก เพราะเมื่อนั้นเท่านั้นความรักของฉันจึงจะเป็นจริง”  ด้วยเหตุนี้ เปโตรจึงได้มาเข้าใจความหมายที่แท้จริงของสิ่งที่พระเยซูได้ตรัสไว้โดยการไตร่ตรองพระวจนะของพระองค์  การที่จะรักพระเจ้า และเพื่อที่ความรักนี้จะเป็นจริง คนเราต้องรักพระเจ้าผู้ทรงปรากฏในรูปมนุษย์บนแผ่นดินโลก  การรักพระเจ้าที่คลุมเครือและไม่ปรากฏแก่ตานั้นทั้งไม่เป็นจริงและไม่สัมพันธ์กับชีวิตจริง ในขณะที่การรักพระเจ้าผู้ทรงภาคชีวิตจริงและทรงปรากฏแก่ตาคือความจริง  จากพระวจนะของพระเยซู เปโตรได้รับความจริงและความเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้า  เป็นที่ชัดเจนว่า การเชื่อในพระเจ้าของเปโตรได้เพียงมุ่งเน้นไปที่การไล่ตามเสาะหาความจริงเท่านั้น ในที่สุด เขาได้สัมฤทธิ์ความรักของพระเจ้าผู้ทรงภาคชีวิตจริง—พระเจ้าบนแผ่นดินโลก  เปโตรจริงจังตั้งใจเป็นพิเศษในการไล่ตามเสาะหาความจริงของเขา  แต่ละครั้งที่พระเยซูได้ทรงให้คำปรึกษาแก่เขา เขาไตร่ตรองพระวจนะของพระเยซูอย่างจริงจังตั้งใจ  บางทีเขาอาจจะได้ไตร่ตรองเป็นเวลาหลายเดือน หนึ่งปี หรือแม้กระทั่งหลายปีก่อนที่พระวิญญาณบริสุทธิ์จะได้ทรงให้ความรู้แจ้งแก่เขา และเขาได้เข้าใจความหมายของพระวจนะของพระเจ้า ในหนทางนี้ เปโตรได้เข้าสู่ความจริง และหลังจากนั้น อุปนิสัยในชีวิตของเขาก็ได้ถูกแปลงสภาพและเริ่มใหม่ หากบุคคลหนึ่งไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง เขาจะไม่มีวันเข้าใจความจริง  เจ้าสามารถพูดถึงจดหมายและคำสอนทั้งหลายหนึ่งหมื่นครั้ง แต่สิ่งเหล่านั้นจะยังคงเป็นแค่จดหมายและคำสอนทั้งหลาย  ผู้คนบางคนแค่พูดว่า “พระคริสต์ทรงเป็นความจริง หนทาง และชีวิต”  ต่อให้เจ้าทวนซ้ำคำพูดเหล่านี้หนึ่งหมื่นครั้ง นั่นก็จะยังคงไร้ประโยชน์ เจ้าไม่มีความเข้าใจความหมายของสิ่งนั้น  เหตุใดจึงกล่าวกันว่าพระคริสต์ทรงเป็นความจริง หนทาง และชีวิต?  เจ้าสามารถแสดงชัดถึงความรู้ที่เจ้าได้รับเกี่ยวกับการนี้จากประสบการณ์ได้หรือไม่?  เจ้าได้เข้าสู่ความเป็นจริงของความจริง หนทาง และชีวิตหรือยัง?  พระเจ้าได้ดำรัสพระวจนะของพระองค์เพื่อที่พวกเจ้าจะสามารถได้รับประสบการณ์กับพระวจนะเหล่านั้นและได้รับความรู้ การแค่เพียงเปล่งเสียงจดหมายและคำสอนเท่านั้นช่างไร้ประโยชน์  เจ้าสามารถรู้จักตัวเจ้าเองได้เฉพาะเมื่อเจ้าได้เข้าใจและเข้าสู่พระวจนะของพระเจ้าแล้วเท่านั้น  หากเจ้าไม่เข้าใจพระวจนะของพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ไม่สามารถรู้จักตัวเจ้าเองได้  เจ้าสามารถหยั่งรู้ได้เฉพาะเมื่อเจ้ามีความจริงเท่านั้น หากปราศจากความจริง เจ้าก็ไม่สามารถหยั่งรู้ได้  เจ้าสามารถเข้าใจเรื่องราวหนึ่งได้อย่างเต็มที่เฉพาะเมื่อเจ้ามีความจริงเท่านั้น หากปราศจากความจริง เจ้าก็ไม่สามารถเข้าใจเรื่องราวหนึ่งได้  เจ้าสามารถรู้จักตัวเจ้าเองได้เฉพาะเมื่อเจ้ามีความจริงเท่านั้น หากปราศจากความจริง เจ้าก็ไม่สามารถรู้จักตัวเจ้าเองได้  อุปนิสัยของเจ้าสามารถเปลี่ยนแปลงได้เฉพาะเมื่อเจ้ามีความจริงเท่านั้น หากปราศจากความจริง อุปนิสัยของเจ้าก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้  มีเพียงภายหลังจากเจ้ามีความจริงแล้วเท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถรับใช้โดยสอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้าได้ หากปราศจากความจริง เจ้าก็ไม่สามารถรับใช้โดยสอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้าได้  มีเพียงภายหลังจากเจ้ามีความจริงแล้วเท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถนมัสการพระเจ้าได้ หากปราศจากความจริง การนมัสการของเจ้าจะไม่ใช่สิ่งใดมากไปกว่าการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา  สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการได้รับความจริงจากพระวจนะของพระเจ้า

ตัดตอนมาจาก “วิธีที่จะรู้จักธรรมชาติของมนุษย์” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 562

การมาสู่ความเข้าใจอันถ่องแท้เกี่ยวกับความหมายตามจริงของพระวจนะของพระเจ้านั้นไม่ใช่เรื่องเรียบง่ายเลย  จงอย่าคิดแบบนี้เด็ดขาดว่า “ฉันสามารถตีความความหมายตามตัวอักษรของพระวจนะของพระเจ้าได้ และทุกคนกล่าวว่า การตีความของฉันนั้นดี และยกหัวแม่มือให้ ดังนั้นนี่จึงหมายความว่า ฉันเข้าใจพระวจนะของพระเจ้า”  นั่นไม่ใช่แบบเดียวกับการเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าเลย  หากเจ้าได้รับความสว่างอยู่บ้างจากภายในถ้อยดำรัสของพระเจ้า และเจ้าได้สำนึกรับรู้หนึ่งของความหมายที่แท้จริงของพระวจนะของพระองค์ และหากเจ้าสามารถแสดงเจตนาเบื้องหลังพระวจนะของพระองค์และผลที่พระวจนะเหล่านั้นจะสัมฤทธิ์ในท้ายที่สุด เช่นนั้นแล้วทันทีที่เจ้ามีความเข้าใจอันชัดเจนเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ทั้งปวง ก็ย่อมสามารถพิจารณาได้ว่าเจ้ามีความเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าในระดับหนึ่ง  ด้วยเหตุนั้น การเข้าใจพระวจนะของพระเจ้านั้นไม่ได้เรียบง่ายอะไรนัก  แค่เป็นเพราะเจ้าสามารถให้คำอธิบายภาษาดอกไม้ของความหมายตามตัวอักษรไม่ใช่หมายความว่าเจ้าเข้าใจพระวจนะเหล่านั้น  ไม่สำคัญว่าเจ้าสามารถอธิบายความหมายตามตัวอักษรของพระวจนะเหล่านั้นได้มากเท่าใด การอธิบายของเจ้าก็ยังคงขึ้นอยู่กับจินตนาการและหนทางของการคิดแบบมนุษย์อยู่ดี  มันช่างไร้ประโยชน์นัก!  เจ้าสามารถเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าได้อย่างไรกันเล่า?  หัวใจสำคัญก็คือการแสวงหาความจริงจากภายในพระวจนะเหล่านั้น เฉพาะในหนทางนั้นเท่านั้นเจ้าจึงจะสามารถเข้าใจสิ่งที่พระองค์ตรัสได้  เมื่อใดก็ตามที่พระเจ้าตรัส แน่นอนว่า พระองค์ไม่ได้ตรัสในแบบที่เพียงกว้างๆ ทั่วไปเท่านั้น  แต่ละประโยคที่พระองค์ดำรัสบรรจุไปด้วยรายละเอียดทั้งหลายที่แน่นอนว่าจะได้รับการเปิดเผยต่อไปในพระวจนะของพระเจ้า และรายละเอียดเหล่านั้นอาจได้รับการแสดงออกมาอย่างแตกต่างกัน  มนุษย์ไม่สามารถหยั่งลึกในหนทางทั้งหลายที่พระเจ้าทรงแสดงความจริง  ถ้อยดำรัสของพระเจ้านั้นลุ่มลึกมากและไม่สามารถหยั่งลึกได้ด้วยหนทางการคิดแบบมนุษย์  ผู้คนสามารถค้นพบความหมายอันครบถ้วนบริบูรณ์ของทุกแง่มุมของความจริงได้ตราบที่พวกเขาใช้ความพยายาม หากเจ้าทำการนี้ เช่นนั้นแล้วขณะที่เจ้าได้รับประสบการณ์กับสิ่งเหล่านั้น รายละเอียดทั้งหลายที่ยังคงตกค้างอยู่จะได้รับการเติมเต็มอย่างครบบริบูรณ์ในขณะที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงให้ความรู้แจ้งแก่เจ้า ด้วยเหตุนั้นจึงเป็นการให้ความเข้าใจแก่เจ้าเกี่ยวกับสภาวะที่เป็นรูปธรรมเหล่านี้  ส่วนหนึ่งคือการเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าและการแสวงหาเนื้อหาที่เฉพาะเจาะจงโดยผ่านทางการอ่านพระวจนะเหล่านั้น  อีกส่วนหนึ่งก็คือ การเข้าใจความหมายของพระวจนะของพระเจ้าโดยผ่านทางการได้รับประสบการณ์พระวจนะเหล่านั้น และการได้มาซึ่งความรู้แจ้งจากพระวิญญาณบริสุทธิ์  โดยเบื้องต้นแล้ว ความเข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้าสัมฤทธิ์ได้ก็ด้วยสองวิถีทางนี้  หากเจ้าตีความพระวจนะของพระองค์ตามตัวอักษร หรือโดยผ่านทางเลนส์ของความคิดหรือจินตนาการของตัวเจ้าเอง เช่นนั้นแล้วความเข้าใจของเจ้าเกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้าก็ย่อมไม่เป็นจริงโดยไม่สำคัญว่าเจ้าสามารถตีความพระวจนะเหล่านั้นได้อย่างมีวาทศิลป์อย่างไร  เจ้าอาจจะถึงขึ้นนำความหมายของพระวจนะเหล่านั้นออกมาจากบริบทและตีความพระวจนะเหล่านั้น และการทำดังนั้นยิ่งยุ่งยากเข้าไปใหญ่  ด้วยเหตุนั้น โดยเบื้องต้นแล้ว ความจริงจึงได้มาด้วยการได้รับความรู้แจ้งจากพระวิญญาณบริสุทธิ์โดยผ่านทางการได้รับความรู้เกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้า  การเข้าใจความหมายตามตัวอักษรของพระวจนะของพระองค์หรือการที่มีความสามารถที่จะอธิบายพระวจนะเหล่านั้นไม่นับว่าเป็นการได้รับความจริงแล้ว  หากเจ้าเพียงจำเป็นต้องตีความความหมายตามตัวอักษรของพระวจนะของพระองค์ เช่นนั้นแล้ว ความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์จะมีประโยชน์อันใดเล่า?  ในกรณีนั้น เจ้าก็คงจะเพียงจำเป็นต้องมีการศึกษาที่ระดับเฉพาะหนึ่ง และคนที่ไร้การศึกษาก็คงจะอยู่ในสภาวะที่ค่อนข้างลำบากใจกันไปทั้งหมด  พระราชกิจของพระเจ้ามิใช่บางสิ่งซึ่งสามารถจับความเข้าใจได้โดยสมองมนุษย์  ความเข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้าโดยหลักแล้วอาศัยการมีความรู้แจ้งจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ เช่นนั้นก็คือกระบวนการแห่งการได้รับความจริง

ตัดตอนมาจาก “วิธีที่จะรู้จักธรรมชาติของมนุษย์” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 563

เมื่อมาถึงเรื่องการรู้จักธรรมชาติของมนุษย์ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการที่จะมองเห็นการนั้นจากมุมมองของทรรศนะทางโลกของมนุษย์ ทรรศนะชีวิต และค่านิยมทั้งหลาย  พวกที่เป็นมารร้ายล้วนดำรงชีวิตเพื่อตัวพวกเขาเอง  โดยหลักแล้วทรรศนะชีวิตและคำคมทั้งหลายของพวกเขามาจากคติพจน์ของซาตาน อาทิ “ทุกคนจงทำเพื่อตนเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารร้ายพาไปตามยถากรรม”  คำพูดสารพัดที่กล่าวโดยพวกกษัตริย์มาร พวกตัวที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย และบรรดานักปรัชญาของแผ่นดินโลกนั้นได้กลายมาเป็นชีวิตจริงของมนุษย์ไปแล้ว  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำพูดส่วนใหญ่ของขงจื๊อผู้ซึ่งประชาชนชาวจีนกล่าวขวัญถึงในฐานะ “ปราชญ์” นั้น ได้กลายมาเป็นชีวิตของมนุษย์ไปแล้ว  ทั้งยังมีสุภาษิตที่มีชื่อเสียงของศาสนาพุทธและลัทธิเต๋า และคติพจน์อมตะของพวกบุคคลสำคัญที่มีชื่อเสียงหลากหลายที่ถูกยกมาอ้างบ่อยครั้งอีกเช่นกัน เหล่านี้ล้วนเป็นเค้าโครงของปรัชญาทั้งหลายของซาตานและธรรมชาติของซาตาน  สิ่งเหล่านี้ยังเป็นการแสดงตัวอย่างและคำอธิบายที่ดีที่สุดของธรรมชาติของซาตาน  พิษเหล่านี้ที่ถูกซึมซาบเข้าสู่หัวใจของมนุษย์ล้วนมาจากซาตาน ไม่มีแม้สักนิดของพิษเหล่านั้นที่มาจากพระเจ้า  คำพูดฝ่ายผีปีศาจเช่นนั้นอยู่ในการต่อต้านพระวจนะของพระเจ้าโดยตรงเช่นกัน  มันชัดเจนอย่างสมบูรณ์ว่า ความเป็นจริงของสิ่งที่เป็นบวกทั้งหลายนั้นล้วนมาจากพระเจ้า และพวกสิ่งที่เป็นลบทั้งหลายซึ่งเป็นพิษต่อมนุษย์นั้นมาจากซาตาน  เพราะฉะนั้น เจ้าสามารถหยั่งรู้ธรรมชาติของบุคคลหนึ่ง และหยั่งรู้ว่าเขาเป็นของใครได้ ก็จากทรรศนะชีวิตและค่านิยมทั้งหลายของเขา  ซาตานทำให้ผู้คนเสื่อมทรามโดยผ่านทางการศึกษาและอิทธิพลของพวกรัฐบาลแห่งชาติกับของผู้มีชื่อเสียงและยิ่งใหญ่  คำพูดฝ่ายผีปีศาจของพวกเขาได้กลายเป็นธรรมชาติชีวิตของมนุษย์ไปแล้ว  “ทุกคนทำเพื่อตนเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม” เป็นหนึ่งคติพจน์เยี่ยงซาตานอันเป็นที่รู้จักกันดีที่ได้ถูกปลูกฝังเข้าไปในทุกคนและที่ได้กลายเป็นชีวิตของมนุษย์ไปแล้ว  ยังมีคำพูดอื่นๆ ของปรัชญาทั้งหลายสำหรับการดำรงชีวิตที่เป็นเหมือนคติพจน์นี้อยู่อีก  ซาตานใช้วัฒนธรรมตามประเพณีอันประณีตของแต่ละชนชาติในการให้การศึกษาผู้คน เป็นเหตุให้มวลมนุษย์ตกลงไปและถูกกลืนกินโดยนรกขุมลึกแห่งการทำลายล้างซึ่งไร้พรมแดน และในตอนสุดท้ายแล้ว ผู้คนก็ถูกพระเจ้าทรงทำลายเพราะพวกเขารับใช้ซาตานและต้านทานพระเจ้า  ลองจินตนาการถึงการถามคำถามต่อไปนี้กับใครบางคนที่ได้มีบทบาทแข็งขันในสังคมมาหลายทศวรรษว่า “ด้วยความที่ท่านได้ดำรงชีวิตอยู่ในโลกเป็นเวลานานเหลือเกินและสัมฤทธิ์ผลไปมากมายยิ่งนัก อะไรหรือคือคติพจน์หลักซึ่งมีชื่อเสียงที่ท่านใช้ดำรงชีวิต?”  เขาอาจกล่าวว่า “คติพจน์ที่สำคัญที่สุดก็คือ ‘ข้าราชการไม่โขกศัพท์พวกที่ให้ของกำนัล และพวกที่ไม่ประจบย่อมไม่สำเร็จลุล่วงอันใดเลย’”  คำพูดเหล่านี้มิใช่เป็นตัวแทนของธรรมชาติของบุคคลนั้นหรอกหรือ?  การใช้วิถีทางใดก็ตามอย่างขาดหลักศีลธรรมเพื่อได้มาซึ่งตำแหน่งได้กลายเป็นธรรมชาติของเขา และการเป็นข้าราชการคือสิ่งที่ให้ชีวิตแก่เขา  ยังคงมีพิษซาตานอีกมากมายในชีวิตของผู้คน ในการประพฤติปฏิบัติและพฤติกรรมของพวกเขา พวกเขาแทบจะไม่ครองความจริงแต่อย่างใดเลย  ตัวอย่างเช่น ปรัชญาทั้งหลายของพวกเขาสำหรับการดำรงชีวิต หนทางของพวกเขาในการทำสิ่งทั้งหลาย และคำคมสารพันล้วนเต็มไปด้วยสารพัดพิษของพญานาคใหญ่สีแดง และพวกมันทั้งหมดล้วนมาจากซาตาน  ด้วยเหตุนั้น ทุกสรรพสิ่งซึ่งไหลเวียนผ่านกระดูกและเลือดของผู้คนเป็นสรรพสิ่งของซาตาน  พวกข้าราชการทั้งหมด พวกที่กุมอำนาจ และพวกที่สำเร็จลุล่วงนั้น มีเส้นทางและความลับในการที่จะประสบความสำเร็จของตัวพวกเขาเอง  ความลับทั้งหลายดังกล่าวไม่ใช่เป็นตัวแทนอันสมบูรณ์แบบของธรรมชาติของพวกเขาหรอกหรือ?  พวกเขาได้ทำสิ่งใหญ่โตทั้งหลายเช่นนั้นในโลก และไม่มีใครเลยที่สามารถมองทะลุกลอุบายและเล่ห์กลทั้งหลายที่วางอยู่เบื้องหลังพวกเขาได้  นี่ก็แค่แสดงให้เห็นว่าธรรมชาติของพวกเขานั้นคิดร้ายและเคลือบแฝงเพียงใด  มวลมนุษย์ได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างลุ่มลึก  น้ำพิษของซาตานไหลเวียนผ่านเลือดของทุกบุคคล และสามารถเห็นได้ว่า ธรรมชาติของมนุษย์นั้นเสื่อมทราม ชั่ว และเป็นปฏิกิริยานิยม เต็มอิ่มและชุ่มแช่อยู่ในปรัชญาทั้งหลายของซาตาน—ในความครบถ้วนบริบูรณ์ของมันนั้น มันคือธรรมชาติหนึ่งซึ่งทรยศพระเจ้า  นี่คือเหตุผลที่ผู้คนต้านทานพระเจ้าและยืนหยัดอยู่ในการต่อต้านพระเจ้า  ธรรมชาติของมนุษย์สามารถเป็นที่รู้ทั่วกันได้หากได้ถูกชำแหละในหนทางนี้

ตัดตอนมาจาก “วิธีที่จะรู้จักธรรมชาติของมนุษย์” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 564

นี่คือกุญแจสำคัญสู่การคิดทบทวนกับตัวเองและการรู้จักตัวเอง กล่าวคือ ยิ่งเจ้ารู้สึกมากขึ้นเท่าไรว่า เจ้าทำได้ดี หรือได้ทำในสิ่งที่ถูกในหลายด้านเฉพาะ และยิ่งเจ้าคิดมากขึ้นเท่าไรว่า เจ้าสามารถสนองน้ำพระทัยของพระเจ้าได้หรือมีความสามารถที่จะอวดตัวในหลายด้านเฉพาะ เช่นนั้นแล้ว ก็ย่อมคุ้มค่ามากขึ้นเท่านั้นสำหรับเจ้าที่จะรู้จักตัวเจ้าเองในด้านเหล่านั้น และย่อมคุ้มค่ามากขึ้นเท่านั้นสำหรับเจ้าที่จะขุดลึกลงไปในด้านเหล่านั้นเพื่อดูความมีราคีที่ดำรงอยู่ในตัวเจ้า รวมถึงดูว่าอะไรคือสิ่งทั้งหลายในตัวเจ้าที่ไม่สามารถสนองน้ำพระทัยของพระเจ้าได้  พวกเราจงมาดูเปาโลเป็นตัวอย่างกันเถิด  เปาโลนั้นมีความรู้ดีเป็นพิเศษ และเขาได้ทนทุกข์ไปมากมายในงานประกาศของเขา  เขาได้รับการชื่นชมบูชาเป็นพิเศษจากผู้คนมากมาย  ผลลัพธ์ก็คือ ภายหลังจากที่ได้ทำงานมากมายไปจนครบบริบูรณ์แล้ว เขาก็ได้ทึกทักไปว่าคงจะมีมงกุฎพักวางเอาไว้ให้เขา  นี่เป็นเหตุให้เขาล่องไปตามเส้นทางที่ผิดไกลขึ้นทุกที จนกระทั่งในที่สุดเขาก็ได้ถูกพระเจ้าทรงลงโทษ  ณ เวลานั้น หากเขาได้คิดทบทวนตัวเองและชำแหละตัวเอง เช่นนั้นแล้ว เขาก็คงจะไม่ได้คิดการนั้น  กล่าวได้อีกนัยหนึ่งก็คือ เปาโลไม่ได้มุ่งเน้นที่การแสวงหาความจริงในพระวจนะขององค์พระเยซูเจ้า เขาเพียงเชื่อในมโนคติอันหลงผิดและการจินตนาการทั้งหลายของตัวเขาเองเท่านั้น  เขาได้คิดไปว่า ตราบที่เขาได้ทำในสิ่งดีไม่กี่อย่างลงไป และจัดแสดงพฤติกรรมที่ดีงาม พระเจ้าก็คงจะทรงสรรเสริญและประทานบำเหน็จให้แก่เขา  ในตอนท้ายนั้น มโนคติอันหลงผิดและจินตนาการทั้งหลายของตัวเขาเองได้ทำให้จิตวิญญาณของเขามืดบอดและบดบังใบหน้าที่แท้จริงของเขา  อย่างไรก็ตาม ผู้คนไม่ได้รู้การนี้ และด้วยความที่พระเจ้ามิได้ทรงนำการนี้มาเผย พวกเขาจึงยังคงตั้งเปาโลไว้เป็นมาตรฐานให้เอื้อมไปถึง เป็นตัวอย่างที่จะดำเนินชีวิตตามกันต่อไป และได้คำนึงถึงเขาในฐานะคนที่พวกเขาถวิลหาที่จะเป็นเหมือนกัน   และในฐานะวัตถุที่พวกเขาไล่ตามเสาะหา และในฐานะใครบางคนที่ได้รับการเอาอย่าง  เรื่องราวเกี่ยวกับเปาโลนี้ทำหน้าที่เป็นคำเตือนหนึ่งสำหรับทุกคนที่เชื่อในพระเจ้า ซึ่งก็คือว่า เมื่อใดก็ตามที่พวกเรารู้สึกว่าพวกเราได้ทำดีเป็นพิเศษ หรือเชื่อว่าพวกเรานั้นมีพรสวรรค์เป็นพิเศษในบางด้าน หรือคิดว่าพวกเราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงหรือจำเป็นต้องได้รับการจัดการในบางด้าน พวกเราก็ควรเพียรพยายามที่จะคิดทบทวนและรู้จักตัวพวกเราเองให้ดีขึ้นในด้านนั้น การนี้สำคัญยิ่งยวด  นี่เป็นเพราะ แน่นอนว่า เจ้ายังไม่ได้พลิกแผ่นดินหา ให้ความสนใจ หรือชำแหละแง่มุมทั้งหลายของตัวเจ้าเองซึ่งเจ้าเชื่อว่าดี เพื่อที่จะมองเห็นว่า อันที่จริงแล้ว แง่มุมเหล่านั้นบรรจุสิ่งใดที่ต้านทานพระเจ้าเอาไว้บ้างหรือไม่  ตัวอย่างเช่น มีผู้คนที่เชื่อว่าตัวพวกเขาเองมีหัวใจที่ใจดีมีเมตตาสุดขั้ว  พวกเขาไม่เคยเกลียดชังหรือทำอันตรายผู้อื่น และพวกเขายื่นมือช่วยเหลือพี่น้องชายหรือพี่น้องหญิงที่มีความจำเป็นในครอบครัวของพวกเขาเสมอ เพื่อกันมิให้ปัญหาของพวกเขาไปไกลเกินแก้ไข พวกเขามีไมตรีจิตอันยิ่งใหญ่ และทำทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในอำนาจของพวกเขาเพื่อช่วยเหลือทุกคนที่พวกเขาสามารถทำได้  อะไรหรือคือผลลัพธ์ของการมีน้ำใจเช่นนั้น?  พวกเขาทำให้ชีวิตของตัวพวกเขาเองต้องชะลอออกไป แต่พวกเขาก็ค่อนข้างยินดีกับตัวเอง และพึงพอใจสุดขีดกับทั้งหมดที่พวกเขาได้ทำลงไป  ที่มากกว่านั้นก็คือ พวกเขาภูมิใจในการนั้นอย่างใหญ่หลวง โดยเชื่อว่าทั้งหมดที่พวกเขาได้ทำไปนั้นสนองน้ำพระทัยของพระเจ้าอย่างแน่นอนมากพอเลยทีเดียว และเชื่อว่า พวกเขาคือผู้เชื่อในพระเจ้าที่แท้จริง  พวกเขามองความใจดีมีเมตตาตามธรรมชาติของพวกเขาเป็นบางสิ่งที่สามารถอาศัยประโยชน์ได้ และทันทีที่พวกเขาคำนึงถึงการนี้แบบนั้น จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่พวกเขาจะมองว่านั่นคือความจริง  ในความเป็นจริงแล้ว ทั้งหมดที่พวกเขาทำก็คือความดีแบบมนุษย์  พวกเขาไม่ได้แสวงหาความจริงเลยแม้แต่น้อยนิด และทั้งหมดที่พวกเขากระทำล้วนเปล่าประโยชน์ เพราะพวกเขาทำสิ่งเหล่านั้นลงไปต่อหน้ามนุษย์ หาใช่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าไม่ และนับประสาอะไรที่พวกเขาจะปฏิบัติไปตามข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าและตามความจริง  ไม่มีสิ่งใดเลยในสิ่งทั้งหลายที่พวกเขาทำที่เป็นการปฏิบัติเกี่ยวกับความจริง และไม่มีเลยที่เป็นการปฏิบัติเกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้า นับประสาอะไรที่พวกเขาจะกำลังติดตามน้ำพระทัยของพระองค์ ในทางกลับกัน พวกเขาใช้ความใจดีมีเมตตาและพฤติกรรมที่ดีแบบมนุษย์เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น  โดยสรุปแล้ว พวกเขาไม่แสวงหาน้ำพระทัยของพระเจ้าในสิ่งที่พวกเขาทำ อีกทั้งพวกเขาก็มิได้กระทำไปโดยสอดคล้องกับข้อพึงประสงค์ของพระองค์  เพราะฉะนั้น จากจุดที่พระเจ้าทรงถือไพ่เหนือกว่า พฤติกรรมดีของมนุษย์จึงถูกกล่าวโทษ และไม่มีความดีความชอบต่อการทรงจำของพระเจ้าเลย

ตัดตอนมาจาก “เจ้าจะสามารถรู้จักตัวเองได้ด้วยการตระหนักรู้ทรรศนะที่หลงผิดของเจ้าเท่านั้น” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 565

กุญแจสู่การสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยคือการรู้จักธรรมชาติของคนเราเอง และการนี้ต้องเกิดขึ้นโดยสอดคล้องกับวิวรณ์จากพระเจ้า  มีเพียงในพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้นที่ใครคนหนึ่งสามารถรู้จักธรรมชาติอันน่าขยะแขยงของตนเองได้ ระลึกได้ถึงพิษอันหลากหลายของซาตานในธรรมชาติของตนเอง ตระหนักว่าตนนั้นโง่เขลาและไม่รู้เท่าทัน และระลึกได้ถึงองค์ประกอบที่อ่อนแอและเป็นด้านลบในธรรมชาติของตน  หลังจากที่สิ่งเหล่านี้เป็นที่รู้จักอย่างครบถ้วนแล้ว และเจ้าสามารถเกลียดชังตัวเจ้าเองและละทิ้งเนื้อหนังได้อย่างแท้จริง ดำเนินการตามพระวจนะของพระเจ้าได้อย่างสม่ำเสมอ และมีเจตจำนงที่จะนบนอบต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์และพระวจนะของพระเจ้าอย่างแน่นอนที่สุด เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะได้เริ่มเข้าสู่เส้นทางของเปโตรแล้ว  เมื่อปราศจากพระคุณของพระเจ้า และปราศจากความรู้แจ้งและการทรงนำจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ ก็คงจะเป็นการยากที่จะเดินบนเส้นทางนี้ เนื่องเพราะผู้คนไม่ครองความจริงและไร้ความสามารถที่จะทรยศตนเองได้  โดยหลักแล้วการเดินบนเส้นทางแห่งความเพียบพร้อมของเปโตรอยู่บนพื้นฐานของการมีความตั้งใจแน่วแน่ การมีความเชื่อ และการพึ่งพาพระเจ้า  ที่มากยิ่งกว่าคือ คนเราต้องนบนอบต่อพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ในทุกสรรพสิ่ง คนเราไม่สามารถทำโดยปราศจากพระวจนะของพระเจ้าได้  เหล่านี้คือแง่มุมสำคัญ ซึ่งไม่มีแง่มุมใดที่สามารถถูกล่วงละเมิดได้  การได้ทำความรู้จักตนเองโดยผ่านทางประสบการณ์เป็นเรื่องลำบากยากเย็นมาก เมื่อปราศจากพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ก็ยิ่งยากมากที่จะเข้าสู่การนี้ได้  การเดินบนเส้นทางของเปโตร คนเราต้องจดจ่ออยู่กับการรู้จักตนเองและจดจ่ออยู่กับการเปลี่ยนสภาพอุปนิสัยของคนเรา  เส้นทางของเปาโลไม่ใช่เส้นทางของการแสวงหาชีวิตหรือการมุ่งเน้นที่การรู้จักตนเอง เขามุ่งเน้นที่การทำงานและอิทธิพลกับแรงผลักดันของงานโดยเฉพาะ  แรงจูงใจของเขาคือการได้รับพระพรของพระเจ้าในการแลกเปลี่ยนกับงานและความทุกข์ของเขา และการได้รับบำเหน็จรางวัลจากพระเจ้า  แรงจูงใจนี้ผิด  เปาโลไม่ได้มุ่งเน้นที่ชีวิต อีกทั้งเขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับการสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัย เขามุ่งเน้นที่บำเหน็จรางวัลเท่านั้น  เนื่องเพราะเขามีเป้าหมายที่ผิด แน่นอนว่าเส้นทางที่เขาเดินไปก็ผิดด้วยเช่นกัน  ธรรมชาติอันโอหังและทะนงตนของเขาก่อให้เกิดการนี้  เห็นได้ชัดเจนว่าเปาโลไม่ได้ครองความจริงใดๆ เลย อีกทั้งเขาไม่ได้มีมโนธรรมหรือเหตุผลใดๆ  ในการช่วยผู้คนให้รอดและเปลี่ยนแปลงผู้คน พระเจ้าทรงปรับเปลี่ยนอุปนิสัยของพวกเขาเป็นหลัก  จุดประสงค์ของพระวจนะของพระองค์เพื่อสัมฤทธิ์บทอวสานแห่งการครองอุปนิสัยที่ได้รับการเปลี่ยนสภาพและความสามารถที่จะรู้จักพระเจ้า ที่จะนบนอบต่อพระองค์และนมัสการพระองค์ในตัวผู้คนด้วยหนทางปกติ  นี่คือจุดประสงค์ของพระวจนะของพระเจ้าและพระราชกิจของพระองค์  หนทางแห่งการแสวงหาของเปาโลเป็นการฝ่าฝืนน้ำพระทัยของพระเจ้าโดยตรงและเป็นการขัดแย้งกับน้ำพระทัยของพระเจ้า และต่อต้านน้ำพระทัยของพระเจ้าโดยสิ้นเชิง  อย่างไรก็ตาม หนทางการแสวงหาของเปโตรสอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้าโดยสมบูรณ์ ซึ่งแน่นอนว่าคือบทอวสานที่พระเจ้าทรงพึงปรารถนาที่จะสัมฤทธิ์ผลในมนุษย์ทั้งหลาย  ดังนั้น เส้นทางของเปโตรจึงได้รับการอวยพรและได้รับการสรรเสริญจากพระเจ้า  เนื่องเพราะเส้นทางของเปาโลคือการฝ่าฝืนน้ำพระทัยของพระเจ้า ดังนั้นพระเจ้าจึงทรงเกลียดและสาปแช่งเส้นทางของเปาโล  การเดินบนเส้นทางของเปโตร คนเราต้องรู้จักน้ำพระทัยของพระเจ้า  หากคนเรามีความสามารถอย่างแท้จริงที่จะเข้าใจน้ำพระทัยของพระองค์อย่างครบถ้วนโดยผ่านทางพระวจนะของพระองค์—ซึ่งหมายถึงการเข้าใจสิ่งที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์ที่จะทำจากมนุษย์ และในท้ายที่สุดเข้าใจว่าบทอวสานใดที่พระองค์ทรงพึงปรารถนาที่จะสัมฤทธิ์ผล—เมื่อนั้นเท่านั้นคนเราจึงจะมีความสามารถที่จะมีความเข้าใจที่ถูกต้องแม่นยำว่าเส้นทางใดที่ควรติดตาม  หากเจ้าไม่เข้าใจเส้นทางของเปโตรอย่างครบถ้วน และเพียงมีความพึงปรารถนาที่จะติดตามเส้นทางของเปโตร เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะไม่มีความสามารถที่จะเริ่มต้นก้าวเดินไปบนเส้นทางนี้ได้  อีกนัยหนึ่ง เจ้าอาจรู้คำสอนมากมาย แต่ในท้ายที่สุดก็จะไม่มีความสามารถที่จะเข้าสู่ความเป็นจริงได้  แม้ว่าเจ้าอาจทำการเข้าสู่อย่างผิวเผิน เจ้าก็จะไร้ความสามารถที่จะสัมฤทธิ์บทอวสานแท้จริงใดๆ ได้

ตัดตอนมาจาก “การรู้จักตัวเองโดยหลักแล้วคือการรู้จักธรรมชาติมนุษย์” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 566

ทุกวันนี้ ผู้คนส่วนใหญ่มีความเข้าใจอันผิวเผินมากเกี่ยวกับตัวพวกเขาเอง  พวกเขายังไม่ได้มารู้จักอย่างชัดเจนเกี่ยวกับสิ่งทั้งหลายซึ่งเป็นส่วนของธรรมชาติของพวกเขาเลยทั้งสิ้น  พวกเขาเพียงมีความรู้เกี่ยวกับสภาวะอันเสื่อมทรามของพวกเขาไม่กี่อย่าง เกี่ยวกับสิ่งทั้งหลายซึ่งพวกเขามีแนวโน้มที่จะทำ หรือข้อบกพร่องไม่กี่อย่างของพวกเขาเท่านั้นเอง และนี่ทำให้พวกเขาเชื่อว่า พวกเขารู้จักตัวเอง  ยิ่งไปกว่านั้น หากพวกเขายึดปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ไม่กี่อย่าง มั่นใจว่าพวกเขาไม่ทำผิดพลาดในด้านเฉพาะใดๆ และหลีกเลี่ยงการกระทำการล่วงละเมิดเฉพาะอย่างได้สำเร็จ เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็พิจารณาว่าตัวพวกเขานั้นครองความเป็นจริงในการเชื่อในพระเจ้าของพวกเขา และทึกทักไปว่าพวกเขาจะได้รับการช่วยให้รอด  นี่เป็นจินตนาการแบบมนุษย์อย่างครบบริบูรณ์  หากเจ้ายึดปฏิบัติตามสิ่งเหล่านั้น เจ้าจะกลายเป็นมีความสามารถที่จะงดเว้นจากการกระทำการล่วงละเมิดอันใดจริงหรือ?  เจ้าจะได้บรรลุการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงในอุปนิสัยแล้วกระนั้นหรือ?  เจ้าจะกำลังใช้ชีวิตในสภาพเสมือนของมนุษย์คนหนึ่งจริงหรือ?  เจ้าสามารถทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัยอย่างจริงแท้แบบนั้นได้หรือ?  แน่นอนเลยว่าไม่ใช่อย่างสิ้นเชิง  การเชื่อในพระเจ้าได้ผลเพียงเมื่อคนเรามีมาตรฐานสูง และได้บรรลุความจริงและการแปลงสภาพบางอย่างในอุปนิสัยของชีวิตคนเราแล้วเท่านั้น  ดังนั้น หากความรู้ของผู้คนเกี่ยวกับตัวพวกเขาเองนั้นตื้นเขินเกินไป พวกเขาก็จะพบว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่จะแก้ปัญหาทั้งหลาย และอุปนิสัยในชีวิตของพวกเขาก็ย่อมจะไม่เปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา  จึงจำเป็นที่ต้องรู้จักตัวเราเองในระดับที่ลุ่มลึก ซึ่งหมายถึงการรู้จักธรรมชาติของตัวเราเองว่า องค์ประกอบใดที่รวมอยู่ในธรรมชาตินั้น สิ่งเหล่านี้ก่อกำเนิดขึ้นอย่างไร และสิ่งเหล่านี้มาจากที่ใด  ที่มากกว่านั้นก็คือ เจ้ามีความสามารถที่จะเกลียดชังสิ่งเหล่านี้ได้จริงหรือไม่?  เจ้าได้เห็นดวงจิตอันอัปลักษณ์ของเจ้าเองกับธรรมชาติชั่วของเจ้าแล้วหรือไม่?  หากเจ้ามีความสามารถอย่างแท้จริงที่จะมองเห็นความจริงเกี่ยวกับตัวเจ้าเองแล้วไซร้ เจ้าย่อมเริ่มที่จะเกลียดตัวเอง  เมื่อเจ้าเกลียดตัวเจ้าเอง แล้วจากนั้นก็นำพระวจนะของพระเจ้ามาฝึกฝนปฏิบัติ เจ้าก็จะสามารถตัดขาดจากเนื้อหนังและมีความแข็งแกร่งที่จะดำเนินความจริงจนเสร็จสิ้นโดยปราศจากความลำบากยากเย็น  เหตุใดเล่าผู้คนมากมายจึงทำตามความเลือกชอบทางเนื้อหนังของพวกเขา?  ก็เพราะพวกเขาพิจารณาว่าตัวพวกเขาเองช่างดีงามนัก พลางรู้สึกว่าการกระทำของพวกเขานั้นถูกต้องและเป็นธรรม รู้สึกว่าพวกเขาไม่มีความผิดเลย และรู้สึกกระทั่งว่า พวกเขาถูกต้องอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ เพราะฉะนั้น พวกเขาจึงมีความสามารถที่จะปฏิบัติตนไปด้วยข้อสันนิษฐานที่ว่าความยุติธรรมนั้นอยู่ข้างพวกเขา  เมื่อคนเราระลึกได้ถึงสิ่งที่ธรรมชาติของคนเราเป็น—อัปลักษณ์อย่างไร น่าดูหมิ่นอย่างไร และน่าเวทนาอย่างไร—เมื่อนั้นคนเราก็จะไม่ภาคภูมิใจในตัวเองอย่างเกินขนาด ไม่โอหังอย่างลำพองเหลือเกิน และไม่ยินดีกับตัวเองเหลือเกินดังก่อนหน้านี้  บุคคลเช่นนั้นรู้สึกว่า ‘ฉันต้องจริงจังตั้งใจและติดดิน และนำพระวจนะของพระเจ้ามาฝึกฝนปฏิบัติบ้าง  หาไม่แล้ว ฉันย่อมจะไม่ดีพอที่จะไปถึงมาตรฐานของการเป็นมนุษย์ และจะอดสูที่จะดำรงชีวิตอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า’  เช่นนั้นแล้ว คนเราจึงมองเห็นตัวเองอย่างแท้จริงว่าไม่มีความสลักสำคัญ ไร้นัยสำคัญอย่างแท้จริง  ณ เวลานี้ ย่อมกลับกลายเป็นง่ายที่คนเราจะดำเนินความจริงให้เสร็จสิ้น และคนเราจะปรากฏเป็นเหมือนที่มนุษย์ควรเป็นอยู่บ้าง  มีเพียงเมื่อผู้คนเกลียดตัวพวกเขาเองอย่างแท้จริงเท่านั้น พวกเขาจึงจะมีความสามารถที่จะตัดขาดจากเนื้อหนัง  หากพวกเขาไม่เกลียดตัวพวกเขาเอง พวกเขาก็จะไม่มีความสามารถที่จะตัดขาดจากเนื้อหนังได้  การที่คนเราเกลียดชังตัวเองอย่างแท้จริงนั้นประกอบด้วยสองสามสิ่ง กล่าวคือ สิ่งแรก การรู้จักธรรมชาติของตัวคนเราเอง และสิ่งที่สอง การมองเห็นตัวคนเราเองอัตคัดขัดสนและน่าเวทนา การมองเห็นตัวคนเราเองเล็กและไร้นัยสำคัญอย่างสุดขั้ว และการมองเห็นดวงจิตอันสกปรกและน่าเวทนาของคนเราเอง  เมื่อคนเราเห็นสิ่งที่คนเราเป็นอย่างแท้จริงโดยครบถ้วน และได้สัมฤทธิ์บทอวสานนี้แล้ว ถึงตอนนั้น คนเราจึงจะสามารถได้รับความรู้เกี่ยวกับตัวคนเราเองอย่างแท้จริง และสามารถพูดได้ว่า คนเราได้มารู้จักตัวคนเราเองอย่างครบถ้วนแล้ว  เมื่อนั้นเท่านั้น คนเราจึงจะสามารถเกลียดชังตัวคนเราเองได้อย่างแท้จริง โดยไปไกลถึงขั้นสาปแช่งตัวเอง และรู้สึกอย่างแท้จริงว่า คนเราได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างถลำลึกจนถึงขนาดที่คนเราไม่สามารถแม้กระทั่งมีความคล้ายคลึงกับมนุษย์คนหนึ่ง  เช่นนั้นแล้ว สักวันหนึ่ง เมื่อการคุกคามแห่งความตายปรากฏขึ้น บุคคลเช่นนั้นย่อมจะคิดว่า ‘นี่คือการลงโทษอันชอบธรรมของพระเจ้า  พระเจ้าทรงชอบธรรมโดยแท้ ฉันควรตายจริง!’  ณ จุดนี้ เขาจะไม่ยื่นเรื่องร้องทุกข์ นับประสาอะไรที่จะติเตียนพระเจ้า ด้วยรู้สึกเพียงว่า เขาช่างขัดสนและน่าเวทนายิ่งนัก โสมมและเสื่อมทรามยิ่งนักจนเขาสมควรแล้วที่จะถูกกวาดล้างโดยพระเจ้า และดวงจิตเช่นของเขานั้นไม่เหมาะที่จะดำรงชีวิตอยู่บนแผ่นดินโลก  ณ จุดนี้ บุคคลผู้นี้จะไม่ต้านทานพระเจ้า นับประสาอะไรที่จะทรยศพระเจ้า  หากใครคนหนึ่งไม่รู้จักตัวเอง และยังคงพิจารณาตัวเองว่าดีมาก เช่นนั้นแล้วเมื่อความตายมาเคาะประตู บุคคลนี้จะคิดว่า “ฉันได้ทำดีเหลือเกินในความเชื่อของฉัน  ฉันได้แสวงหาหนักเพียงใด!  ฉันได้ให้มากมายเหลือเกิน ฉันได้ทนทุกข์มากมายเหลือเกิน กระนั้นในที่สุดแล้ว ตอนนี้พระเจ้ากำลังทรงขอให้ฉันตาย  ฉันไม่รู้ว่าความชอบธรรมของพระเจ้าอยู่ที่ใด  เหตุใดพระองค์จึงกำลังทรงขอให้ฉันตาย?  หากแม้กระทั่งบุคคลหนึ่งเช่นฉันต้องตาย เช่นนั้นแล้วใครเล่าจะได้รับการช่วยให้รอด?  เผ่าพันธุ์มนุษย์จะไม่มาถึงบทอวสานหรอกหรือ?”  อย่างแรก บุคคลนี้มีมโนคติที่หลงผิดเกี่ยวกับพระเจ้า  ประการที่สอง บุคคลนี้กำลังพร่ำบ่น และไม่ได้กำลังแสดงให้เห็นการนบนอบใดๆ แต่อย่างใดเลย  นี่เหมือนกันไม่มีผิดกับเปาโล กล่าวคือ  เมื่อเขากำลังจะตาย เขาไม่รู้จักตัวเขาเอง และเมื่อถึงเวลาที่การลงโทษของพระเจ้าใกล้มาถึง นั่นก็สายเกินไปแล้วที่จะกลับใจ

ตัดตอนมาจาก “การรู้จักตัวเองโดยหลักแล้วคือการรู้จักธรรมชาติมนุษย์” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 567

กล่าวโดยสรุป การรับเอาเส้นทางของเปโตรในความเชื่อของคนเราหมายถึงการเดินบนเส้นทางของการไล่ตามเสาะหาความจริง ซึ่งยังเป็นเส้นทางของการได้รู้จักตนเองและเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของตนเองอย่างแท้จริงเช่นกัน  มีเพียงโดยการเดินบนเส้นทางของเปโตรเท่านั้นคนเราจึงจะอยู่บนเส้นทางของการได้รับการทำให้เพียบพร้อมโดยพระเจ้า  คนเราต้องชัดเจนเกี่ยวกับวิธีเดินบนเส้นทางของเปโตรโดยแน่ชัด ตลอดจนวิธีนำการนั้นไปปฏิบัติ  ก่อนอื่น คนเราต้องละวางเจตนาของคนเราเอง การไล่ตามเสาะหาที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม และแม้กระทั่งครอบครัวและทุกสรรพสิ่งของเนื้อหนังของคนเราเอง  คนเราต้องอุทิศโดยสุดหัวใจ กล่าวคือ คนเราต้องอุทิศตัวเองแก่พระวจนะของพระเจ้าโดยสุดหัวใจ มุ่งความสนใจไปที่การกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า จดจ่ออยู่กับการค้นหาความจริงและการค้นหาเจตนารมณ์ของพระเจ้าในพระวจนะของพระองค์ และพยายามจับความเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้าในทุกสิ่งทุกอย่าง  นี่เป็นวิธีการปฏิบัติที่เป็นพื้นฐานและสำคัญยิ่งยวด  นี่คือสิ่งที่เปโตรทำหลังจากที่ได้เห็นพระเยซู และเป็นเพียงโดยการปฏิบัติในหนทางนี้เท่านั้นคนเราจึงจะสามารถสัมฤทธิ์ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดได้  การอุทิศโดยสุดหัวใจต่อพระวจนะของพระเจ้าโดยหลักแล้วเกี่ยวข้องกับการแสวงหาความจริง การแสวงหาเจตนารมณ์ของพระเจ้าภายในพระวจนะของพระองค์ มุ่งความสนใจไปที่การจับความเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้า และการเข้าใจและการได้มาซึ่งความจริงมากขึ้นจากพระวจนะของพระเจ้า  เมื่ออ่านพระวจนะของพระองค์ เปโตรไม่ได้มุ่งความสนใจไปที่การเข้าใจคำสอน นับประสาอะไรที่เขาจะมุ่งความสนใจไปที่การได้มาซึ่งความรู้ทางเทววิทยา แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เขาจดจ่ออยู่กับการจับใจความความจริงและการจับความเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้า ตลอดจนการสัมฤทธิ์ความเข้าใจพระอุปนิสัยของพระองค์และความดีงามของพระองค์  เปโตรยังได้พยายามที่จะเข้าใจสภาวะอันเสื่อมทรามหลากหลายของมนุษย์จากพระวจนะของพระเจ้าเช่นกัน ตลอดจนธรรมชาติอันเสื่อมทรามและข้อบกพร่องจริงแท้ของมนุษย์ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นการทำตามแง่มุมทั้งหมดของข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าต่อมนุษย์เพื่อที่จะทำให้พระองค์พึงพอพระทัย  เปโตรมีการปฏิบัติที่ถูกต้องมากมายเหลือเกินที่ยึดปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้า การนี้อยู่ในแนวเดียวกับน้ำพระทัยของพระเจ้ามากที่สุด และนั่นเป็นหนทางที่ดีที่สุดที่บุคคลหนึ่งจะสามารถร่วมมือได้ในขณะที่ได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า  เมื่อได้รับประสบการณ์กับการทดสอบหลายร้อยครั้งจากพระเจ้า เปโตรได้ตรวจสอบตัวเขาเองอย่างเข้มงวดโดยอิงทุกพระวจนะแห่งการพิพากษามนุษย์ของพระเจ้า ทุกพระวจนะแห่งวิวรณ์เกี่ยวกับมนุษย์ของพระเจ้า และทุกพระวจนะแห่งข้อพึงประสงค์ของพระองค์ต่อมนุษย์ และเพียรพยายามที่จะหยั่งลึกความหมายของพระวจนะเหล่านั้น  เขาพยายามอย่างจริงจังจริงใจที่จะไตร่ตรองและจดจำทุกพระวจนะที่พระเยซูตรัสกับเขา และได้สัมฤทธิ์ผลลัพธ์ที่ดีมาก  โดยผ่านทางการปฏิบัติลักษณะนี้ เขาสามารถสัมฤทธิ์ความเข้าใจเกี่ยวกับตัวเขาเองจากพระวจนะของพระเจ้า และเขาไม่เพียงมาเข้าใจสภาวะอันเสื่อมทรามหลากหลายของมนุษย์เท่านั้น แต่ยังมาเข้าใจแก่นแท้ ธรรมชาติ และข้อบกพร่องทั้งหลายของมนุษย์เช่นกัน  นี่คือความหมายของการเข้าใจตัวเองอย่างแท้จริง  จากพระวจนะของพระเจ้า เปโตรไม่เพียงสัมฤทธิ์ความเข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับตัวเขาเองเท่านั้น แต่จากสิ่งทั้งหลายที่แสดงออกในพระวจนะของพระเจ้า—พระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า สิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็น น้ำพระทัยของพระเจ้าสำหรับพระราชกิจของพระองค์ ข้อพึงประสงค์ของพระองค์ต่อมวลมนุษย์—จากพระวจนะเหล่านี้เขาได้มารู้จักพระเจ้าอย่างครบบริบูรณ์  เขาได้มารู้จักพระอุปนิสัยของพระเจ้า และเนื้อแท้ของพระองค์ เขาได้มารู้จักและเข้าใจสิ่งที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็น ตลอดจนความดีงามของพระเจ้าและข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าต่อมนุษย์  แม้ว่าพระเจ้าไม่ได้ตรัสในตอนนั้นมากเท่ากับที่พระองค์ตรัสในวันนี้ กระนั้นก็ตามผลลัพธ์ในแง่มุมเหล่านี้ก็สัมฤทธิ์ในเปโตร  นี่คือสิ่งที่หายากและล้ำค่าสิ่งหนึ่ง  เปโตรได้ก้าวผ่านการทดสอบหลายร้อยครั้ง แต่ไม่ได้ทนทุกข์โดยสูญเปล่า  เขาไม่เพียงได้มาเข้าใจตัวเขาเองจากพระวจนะและพระราชกิจของพระเจ้าเท่านั้น แต่เขายังได้มารู้จักพระเจ้าเช่นกัน  นอกจากนี้ เขาได้มุ่งความสนใจเป็นพิเศษไปที่ข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าต่อมวลมนุษย์ภายในพระวจนะของพระองค์  ไม่ว่าจะในแง่มุมใดก็ตามที่มนุษย์ควรทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยเพื่ออยู่ในแนวเดียวกับน้ำพระทัยของพระเจ้า เปโตรสามารถทุ่มเทความพยายามอันยิ่งใหญ่ออกไปในแง่มุมเหล่านั้นและสัมฤทธิ์ความกระจ่างชัดเต็มที่ นี่เป็นประโยชน์อย่างที่สุดในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเข้าสู่ของเขาเอง  ไม่สำคัญว่าพระเจ้าได้ตรัสถึงสิ่งใด ตราบเท่าที่พระวจนะเหล่านั้นสามารถกลายเป็นชีวิตของเขาได้และพระวจนะเหล่านั้นเป็นของความจริง เปโตรสามารถสลักพระวจนะเหล่านั้นไว้ในหัวใจของเขาเพื่อไตร่ตรองและซึ้งคุณค่าพระวจนะเหล่านั้นได้เป็นนิจศีล  หลังจากที่ได้ยินพระวจนะของพระเยซู เขาก็สามารถเก็บพระวจนะเหล่านั้นไปคิด ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเขามุ่งความสนใจเป็นพิเศษไปที่พระวจนะของพระเจ้า และเขาสัมฤทธิ์ผลลัพธ์ในที่สุดอย่างแท้จริง  กล่าวคือ เขาสามารถนำพระวจนะของพระเจ้าไปปฏิบัติได้อย่างเป็นอิสระ ปฏิบัติตามความจริงและอยู่ในแนวเดียวกับน้ำพระทัยของพระเจ้าได้อย่างถูกต้องแม่นยำ กระทำการโดยสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้โดยทั้งหมดทั้งมวล และละวางความคิดเห็นและจินตนาการส่วนตัวของเขาเอง  ในหนทางนี้ เปโตรได้เข้าสู่ความเป็นจริงของพระวจนะของพระเจ้า  การรับใช้ของเปโตรมาในแนวเดียวกับน้ำพระทัยของพระเจ้าโดยหลักแล้วก็เพราะเขาได้ทำการนี้แล้ว

หากใครคนหนึ่งสามารถทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยได้ในขณะที่ปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วง มีหลักการในคำพูดและการกระทำของตน และสามารถเข้าสู่แง่มุมทั้งหมดของความจริงความเป็นจริง เช่นนั้นแล้วใครคนนั้นก็คือบุคคลหนึ่งที่กลายเป็นได้รับการทำให้เพียบพร้อมโดยพระเจ้า  สามารถกล่าวได้ว่าพระราชกิจและพระวจนะของพระเจ้าได้มีประสิทธิผลอย่างครบบริบูรณ์สำหรับผู้คนเช่นนั้น ว่าพระวจนะของพระเจ้าได้กลายเป็นชีวิตของพวกเขา พวกเขาได้มาซึ่งความจริง และพวกเขาสามารถใช้ชีวิตโดยสอดคล้องกับพระวจนะของพระเจ้า  หลังจากนี้ ธรรมชาติของเนื้อหนังของพวกเขา—กล่าวคือ รากฐานที่แท้จริงของการดำรงอยู่ดั้งเดิมของพวกเขา—จะสั่นสะเทือนจนแยกจากกันและพังทลาย  หลังจากที่ผู้คนครอบครองพระวจนะของพระเจ้าเป็นชีวิตของพวกเขา พวกเขาจะกลายเป็นผู้คนใหม่  หากพระวจนะของพระเจ้ากลายเป็นชีวิตของพวกเขา หากนิมิตของพระราชกิจของพระเจ้า ข้อพึงประสงค์ของพระองค์ต่อมนุษยชาติ วิวรณ์ของพระองค์ต่อพวกมนุษย์ และมาตรฐานสำหรับชีวิตที่แท้จริงที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์ให้พวกเขาไปถึง กลายเป็นชีวิตของพวกเขา หากพวกเขาใช้ชีวิตโดยสอดคล้องกับพระวจนะและความจริงเหล่านี้ เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็ได้รับการทำให้เพียบพร้อมโดยพระวจนะของพระเจ้า  ผู้คนเช่นนั้นเกิดใหม่ และได้กลายเป็นผู้คนใหม่โดยผ่านทางพระวจนะของพระเจ้า  นี่คือเส้นทางซึ่งเปโตรใช้ไล่ตามเสาะหาความจริง นั่นคือเส้นทางแห่งการได้รับการทำให้เพียบพร้อม ได้รับการทำให้เพียบพร้อมโดยพระวจนะของพระเจ้า และการได้รับชีวิตจากพระวจนะของพระเจ้า  ความจริงที่แสดงออกโดยพระเจ้าได้กลายเป็นชีวิตของเขา และเมื่อนั้นเท่านั้นเขาจึงได้กลายเป็นบุคคลที่ได้มาซึ่งความจริง

ตัดตอนมาจาก “วิธีเดินบนเส้นทางของเปโตร” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 568

ธรรมชาติของซาตานนี่เองที่กำกับดูแลและครอบงำผู้คนจากภายในจนกว่าพวกเขานั้นได้มีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าและได้รับความจริงแล้ว  สิ่งใดหรือที่ธรรมชาตินั้นพ่วงท้ายมาด้วยเป็นพิเศษ?  ตัวอย่างเช่น  เหตุใดพวกเจ้าจึงเห็นแก่ตัว?  เหตุใดพวกเจ้าจึงปกป้องตำแหน่งของตัวเจ้าเอง?  เหตุใดพวกเจ้าจึงมีภาวะอารมณ์รุนแรงเช่นนั้น?  เหตุใดพวกเจ้าจึงชื่นชมสิ่งที่ไม่ชอบธรรมเหล่านั้น?  เหตุใดพวกเจ้าจึงชอบคนชั่วพวกนั้น?  อะไรคือพื้นฐานของความชื่นชอบของพวกเจ้าที่มีต่อสิ่งทั้งหลายดังกล่าว?  สิ่งเหล่านี้มาจากไหน?  เหตุใดพวกเจ้าจึงมีความสุขยิ่งนักที่จะยอมรับสิ่งเหล่านี้  ถึงตอนนี้ พวกเจ้าล้วนได้มาเข้าใจว่า เหตุผลหลักเบื้องหลังสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดก็คือว่า พิษของซาตานอยู่ภายในตัวพวกเจ้า  สำหรับสิ่งที่พิษของซาตานเป็นนั้น มันสามารถแสดงออกมาอย่างครบถ้วนด้วยคำพูด  ตัวอย่างเช่น หากพวกเจ้าถามพวกคนทำชั่วว่าเหตุใดพวกเขาจึงปฏิบัติตนในหนทางที่พวกเขาทำ พวกเขาก็จะตอบว่า “เพราะมนุษย์ทุกคนทำเพื่อตนเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม”  วลีเดียวนี้แสดงถึงรากเหง้าที่แท้จริงของปัญหา  ตรรกะของซาตานได้กลายมาเป็นชีวิตของผู้คนไปแล้ว  พวกเขาอาจทำสิ่งทั้งหลายเพื่อจุดประสงค์นี้นั้น แต่พวกเขาก็แค่กำลังทำมันเพื่อตัวพวกเขาเอง  ทุกคนคิดว่าในเมื่อ มันเป็นว่ามนุษย์ทุกคนทำเพื่อตนเองและมารก็เอาตัวคนรั้งท้ายไป ผู้คนก็ควรดำรงชีวิตเพื่อประโยชน์ของตัวพวกเขาเอง และทำทุกสิ่งทุกอย่างในอำนาจของพวกเขาเพื่อที่จะรักษาความปลอดภัยให้กับสถานภาพที่ดีเพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของอาหารและเครื่องนุ่งห่มอันวิจิตร  “มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตนเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม”—นี่คือชีวิตและปรัชญาของมนุษย์ และมันยังเป็นตัวแทนธรรมชาติของมนุษย์อีกด้วย  คำพูดเหล่านี้ของซาตานเป็นพิษของซาตานอย่างแน่แท้ และเมื่อผู้คนรับมันไว้ภายใน มันจึงกลายเป็นธรรมชาติของพวกเขา  ธรรมชาติของซาตานนั้นถูกเปิดโปงโดยผ่านทางคำพูดเหล่านี้ คำพูดเหล่านี้เป็นตัวแทนซาตานอย่างครบบริบูรณ์  พิษนี้กลายเป็นชีวิตของผู้คนเช่นเดียวกับเป็นรากฐานแห่งการดำรงอยู่ของพวกเขา และมนุษยชาติซึ่งถูกทำให้เสื่อมทรามก็ได้ถูกครอบงำโดยพิษนี้เป็นเวลาหลายพันปี  ทุกสิ่งทุกอย่างที่ซาตานทำก็เพื่อตัวมันเอง  มันปรารถนาที่จะข้ามผ่านพระเจ้า หลุดพ้นจากพระองค์ และกวัดแกว่งอำนาจด้วยตัวมันเอง และเพื่อที่จะครองสรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งปวงของพระเจ้า  เพราะฉะนั้นธรรมชาติของมนุษย์ก็คือธรรมชาติของซาตานนั่นเอง  ในข้อเท็จจริงนั้น คติประจำใจของผู้คนจำนวนมากสามารถเป็นตัวแทนและสะท้อนธรรมชาติของพวกเขาได้  ไม่สำคัญว่าผู้คนพยายามที่จะอำพรางตัวพวกเขาอย่างไร ในทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาทำและในทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาพูด พวกเขาไม่สามารถซ่อนเร้นผู้ซึ่งพวกเขาเป็นได้  มีบางคนที่ไม่เคยพูดความจริงและเก่งในการเสแสร้ง แต่ทันทีที่ผู้อื่นได้มีปฏิสัมพันธ์กับพวกเขาสักระยะหนึ่ง ธรรมชาติอันหลอกลวงและความไม่ซื่อสัตย์อันครบบริบูรณ์ของพวกเขาก็ถูกค้นพบ  ในที่สุด ผู้อื่นก็ลงความเห็นดังต่อไปนี้ ความว่า บุคคลนั้นไม่เคยพูดความจริงสักคำ และเป็นผู้คนที่หลอกลวง  ถ้อยแถลงนี้เป็นตัวแทนความจริงเกี่ยวกับธรรมชาติของบุคคลเช่นนั้น นั่นคือภาพประกอบและข้อพิสูจน์ที่ดีที่สุดของธรรมชาติแก่นแท้ของพวกเขา  ปรัชญาของพวกเขาเกี่ยวกับชีวิตคือการไม่บอกความจริงแก่ใครเลย ตลอดจนการไม่ไว้วางใจใครเลย  ธรรมชาติเยี่ยงซาตานของมนุษย์บรรจุปรัชญานี้มากมาย  บางครั้งเจ้าเองก็ไม่แม้แต่จะตระหนักรู้การนั้นและไม่เข้าใจสิ่งนั้น ถึงกระนั้น ทุกชั่วขณะของชีวิตของเจ้าก็มีพื้นฐานอยู่บนสิ่งนั้น  ที่มากกว่านั้น เจ้าคิดว่าปรัชญานี้ค่อนข้างถูกต้องและมีเหตุผล และไม่มีการเข้าใจผิดเลยแม้แต่น้อย  นี่ก็เพียงพอแล้วที่จะแสดงให้เห็นว่า ปรัชญาของซาตานได้กลายเป็นธรรมชาติของผู้คน และว่าพวกเขากำลังใช้ชีวิตโดยสอดคล้องกับการนั้นอย่างสมบูรณ์ โดยไม่ได้เป็นกบฏต่อการนั้นเลยแม้แต่น้อย  ดังนั้น พวกเขากำลังเปิดโปงธรรมชาติเยี่ยงซาตานของพวกเขาอยู่เนืองนิตย์ และในทุกแง่มุม พวกเขาใช้ชีวิตไปตามปรัชญาของซาตาน  ธรรมชาติของซาตานคือชีวิตของมนุษยชาติ

ตัดตอนมาจาก “วิธีเดินบนเส้นทางของเปโตร” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 569

ผู้คนมีความเข้าใจผิวเผินเกินไปเกี่ยวกับธรรมชาติของพวกเขาเอง และมีความขัดแย้งใหญ่หลวงระหว่างการนี้กับพระวจนะแห่งการพิพากษาและวิวรณ์ของพระเจ้า  นี่ไม่ใช่การเข้าใจผิดในสิ่งที่พระเจ้าทรงเปิดเผย แต่ในทางตรงกันข้ามเป็นการขาดพร่องความเข้าใจอันลุ่มลึกของมนุษย์เกี่ยวกับธรรมชาติของพวกเขาเอง  ผู้คนไม่มีความเข้าใจพื้นฐานหรือความเข้าใจที่เป็นแก่นสารเกี่ยวกับตัวพวกเขาเอง แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขามุ่งความสนใจและอุทิศพลังงานของพวกเขาไปที่การกระทำและการแสดงออกภายนอกของพวกเขา  ต่อให้ใครบางคนได้พูดบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับการเข้าใจตัวพวกเขาเองเป็นครั้งคราว นั่นก็คงจะไม่ลุ่มลึกมากนัก  ไม่มีผู้ใดเลยได้เคยคิดว่าพวกเขาคือบุคคลชนิดนี้หรือมีธรรมชาติชนิดนี้เนื่องจากได้เคยทำสิ่งแบบนี้หรือได้เคยเปิดเผยบางสิ่งมาแล้ว  พระเจ้าได้ทรงเปิดเผยธรรมชาติและแก่นแท้ของมนุษยชาติ แต่พวกมนุษย์เข้าใจว่าวิธีการทำสิ่งทั้งหลายของพวกเขาและวิธีการพูดของพวกเขานั้นมีตำหนิและมีข้อเสียหาย ดังนั้น นั่นจึงเป็นภารกิจที่เหนื่อยยากอย่างหนึ่งสำหรับผู้คนที่จะนำความจริงไปปฏิบัติ  ผู้คนคิดว่าความเข้าใจผิดของพวกเขาเป็นเพียงการสำแดงชั่วขณะที่ถูกเปิดเผยอย่างไม่ระมัดระวังแทนที่จะเป็นวิวรณ์ของธรรมชาติของพวกเขา  ผู้คนที่คิดในหนทางนี้ไม่สามารถนำความจริงไปปฏิบัติ เพราะพวกเขาไม่สามารถยอมรับความจริงว่าคือความจริงและไม่กระหายความจริง ดังนั้น เมื่อนำความจริงไปปฏิบัติ พวกเขาเพียงทำตามกฎเกณฑ์อย่างพอเป็นพิธีเท่านั้น  ผู้คนไม่มองธรรมชาติของพวกเขาเองว่าเสื่อมทรามเกินไป และเชื่อว่าพวกเขาไม่ได้แย่ถึงขนาดที่พวกเขาควรถูกทำลายหรือถูกลงโทษ  พวกเขาคิดว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่เลยที่จะโกหกเป็นครั้งคราว และพิจารณาตัวพวกเขาเองว่าดีกว่าที่พวกเขาเคยเป็นในอดีตมาก อย่างไรก็ตาม ในข้อเท็จจริงแล้วพวกเขาไม่ใกล้กับการเป็นไปตามมาตรฐานเลย เพราะผู้คนเพียงมีการกระทำบางอย่างที่ไม่ละเมิดความจริงให้เห็นภายนอกเท่านั้น ในเมื่ออันที่จริงแล้วพวกเขาไม่ได้กำลังนำความจริงไปปฏิบัติ

การเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมหรือการประพฤติของบุคคลหนึ่งไม่ได้แสดงนัยถึงการเปลี่ยนแปลงในธรรมชาติของพวกเขา  เหตุผลที่เป็นเช่นนี้ก็คือว่าการประพฤติของคนเราไม่สามารถปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ดั้งเดิมของพวกเขาในขั้นพื้นฐานได้ อีกทั้งนั่นก็ไม่สามารถปรับเปลี่ยนธรรมชาติของพวกเขาได้  เพียงหลังจากคนเราได้มารู้จักธรรมชาติของพวกเขาเองแล้วเท่านั้น การปฏิบัติของพวกเขาจึงจะสามารถกลายเป็นลุ่มลึก และกลายเป็นบางสิ่งนอกเหนือจากการยึดติดกฎต่างๆ ชุดหนึ่ง  การปฏิบัติความจริงในปัจจุบันของมนุษย์ยังคงไม่ได้มาตรฐาน และไม่สามารถสัมฤทธิ์ทั้งหมดที่ความจริงพึงประสงค์ได้อย่างเต็มเปี่ยม  ผู้คนปฏิบัติตามความจริงเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น และเพียงเมื่อพวกเขาอยู่ในสภาวะและรูปการณ์แวดล้อมเฉพาะบางอย่างเท่านั้น พวกเขาไม่สามารถนำความจริงไปปฏิบัติได้ในทุกรูปการณ์แวดล้อมและทุกสถานการณ์  ในบางโอกาส เมื่อบุคคลหนึ่งมีความสุขและสภาวะของพวกเขาดี หรือเมื่อพวกเขากำลังสามัคคีธรรมกับกลุ่ม และรู้สึกถูกปลดปล่อยมากกว่าธรรมดา พวกเขาอาจมีความสามารถที่จะทำบางสิ่งที่สอดคล้องกับความจริงได้ชั่วคราว แต่ทว่าเมื่อพวกเขาคบหากับผู้คนที่เป็นลบและพวกที่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง การปฏิบัติของพวกเขาก็แย่กว่า และการกระทำของพวกเขาก็ค่อนข้างไม่สมควร  นี่เป็นเพราะผู้คนปฏิบัติตามความจริงโดยปราศจากท่าทีของความมานะบากบั่น แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้น กลับนำความจริงไปปฏิบัติโดยได้รับการนำทางโดยอิทธิพลชั่วแล่นของอารมณ์หรือรูปการณ์แวดล้อม  นอกจากนี้ยังเป็นเพราะเจ้าไม่ได้เข้าใจสภาวะของเจ้า อีกทั้งเจ้าไม่ได้เข้าใจธรรมชาติของเจ้า ดังนั้นในบางครั้ง เจ้ายังไม่สามารถทำสิ่งทั้งหลายที่เจ้าไม่สามารถจินตนาการให้ตัวเจ้าเองทำได้  เจ้าเพียงรู้จักสภาวะทั้งหลายของเจ้าบางสภาวะเท่านั้น แต่เพราะเจ้าไม่ได้เข้าใจธรรมชาติของเจ้า เจ้าจึงไม่สามารถควบคุมสิ่งที่เจ้าอาจทำในอนาคตได้—นั่นคือเจ้าไม่มีความแน่ใจอย่างเด็ดขาดว่าเจ้าจะตั้งมั่น  มีหลายครั้งที่เจ้าอยู่ในสภาวะหนี่งและเจ้าสามารถนำความจริงไปปฏิบัติได้ และดูเหมือนว่าเจ้าจะแสดงการเปลี่ยนแปลงบางประการอย่างชัดแจ้ง แต่ทว่าในสภาพแวดล้อมที่แตกต่าง เจ้าไม่สามารถนำความจริงไปปฏิบัติได้  การนี้อยู่นอกเหนือการควบคุมของเจ้า  บางครั้งเจ้าสามารถปฏิบัติความจริง และบางครั้งเจ้าก็ไม่สามารถ  ชั่วขณะหนึ่งเจ้าเข้าใจ และชั่วขณะถัดไปเจ้างุนงงสับสน  ขณะนี้เจ้าไม่ได้กำลังทำสิ่งใดที่ไม่ดี แต่บางทีเจ้าอาจจะทำในอีกสักครู่  การนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าสิ่งที่เสื่อมทรามยังคงดำรงอยู่ในตัวเจ้า และหากเจ้าไม่สามารถมีความรู้ในตนเองที่แท้จริงได้ สิ่งเหล่านี้ก็จะแก้ไขไม่ได้อย่างง่ายดาย  หากเจ้าไม่สามารถบรรลุความเข้าใจถ้วนทั่วเกี่ยวกับอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของจ้าเอง และในท้ายที่สุดก็สามารถทำสิ่งทั้งหลายที่ต้านทานพระเจ้าได้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็อยู่ในอันตราย  หากเจ้าสามารถบรรลุความรู้ความเข้าใจเชิงลึกที่หลักแหลมในธรรมชาติของเจ้าและเกลียดชังมัน เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะมีความสามารถที่จะควบคุมตัวเจ้าเอง ละทิ้งตัวเจ้าเอง และนำความจริงไปปฏิบัติได้

ตัดตอนมาจาก “การทำความเข้าใจธรรมชาติของคนเราและการนำความจริงไปปฏิบัติ” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 570

จุดประสงค์ของการสามัคคีธรรมที่ชัดเจนเกี่ยวกับความจริงคือการทำให้ผู้คนสามารถปฏิบัติความจริงและสามารถเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของพวกเขาได้ ไม่ใช่เพียงแค่การทำให้พวกเขาเข้าใจความจริง  หากเจ้าเข้าใจความจริง แต่ไม่นำความจริงไปปฏิบัติ เช่นนั้นแล้วการสามัคคีธรรมเกี่ยวกับความจริงและความเข้าใจของเจ้าเกี่ยวกับความจริงก็จะไม่มีความหมายใดๆ อีกต่อไป  หากเจ้าเข้าใจความจริง แต่ไม่นำความจริงไปปฏิบัติ เจ้าก็จะสูญเสียโอกาสเหมาะที่จะได้รับความจริง รวมทั้งโอกาสใดๆ ที่จะได้รับการช่วยให้รอด  หากเจ้าได้นำความจริงที่เจ้าเข้าใจไปปฏิบัติแล้วไซร้ เจ้าก็จะได้รับความจริงที่ลึกซึ้งขึ้นมากยิ่งขึ้น เจ้าจะบรรลุความรอดของพระเจ้า รวมทั้งความรู้แจ้ง ความกระจ่าง และการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์  หลายคนเพียงแค่มีความสามารถที่จะร้องทุกข์คร่ำครวญว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่มีวันทรงให้ความกระจ่างแก่พวกเขา โดยไม่ตระหนักว่าโดยแก่นแท้แล้ว พวกเขาไม่ได้กำลังนำความจริงไปปฏิบัติ  เพราะฉะนั้น สภาพเงื่อนไขของพวกเขาจะไม่มีวันสัมฤทธิ์ความปกติ อีกทั้งพวกเขาจะไม่มีวันเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้า

ผู้คนบางคนพูดว่าการปฏิบัติความจริงไม่สามารถแก้ไขปัญหาของพวกเขาได้  ผู้อื่นเชื่อว่าความจริงไม่สามารถแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของบุคคลหนึ่งอย่างครบบริบูรณ์ได้  ข้อเท็จจริงก็คือปัญหาของผู้คนสามารถแก้ไขได้ทั้งหมด กุญแจคือการที่พวกเขาสามารถกระทำตัวให้สอดคล้องกับความจริงได้หรือไม่  ข้อผิดพลาดที่รุมเร้าพวกเจ้าอยู่ในปัจจุบันไม่ใช่โรคมะเร็งหรือโรคที่รักษาไม่ได้  หากพวกเจ้าสามารถนำความจริงไปปฏิบัติ เช่นนั้นแล้วข้อผิดพลาดเหล่านั้นก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ทั้งหมด โดยขึ้นอยู่กับว่าเจ้าสามารถกระทำตัวให้สอดคล้องกับความจริงหรือไม่  หากเจ้ากำลังเดินบนเส้นทางของการไล่ตามเสาะหาความจริง เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไม่แคล้วที่จะต้องประสบความสำเร็จ อย่างไรก็ตาม หากเจ้าอยู่ในเส้นทางที่ผิด เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะสิ้นท่า  ยกตัวอย่างเช่น ผู้คนบางคนทำงานของพวกเขาโดยไม่เคยนึกถึงวิธีที่พวกเขาสามารถทำสิ่งต่างๆ ในหนทางที่มีประโยชน์ต่องานของพระนิเวศของพระเจ้า หรือการที่วิธีการของพวกเขาในการทำสิ่งต่างๆ คล้อยตามน้ำพระทัยของพระเจ้าหรือไม่ ผลก็คือพวกเขาทำหลายสิ่งซึ่งพระองค์ทรงดูหมิ่น  หากพวกเขาต้องกระทำตัวให้ลงรอยกับความจริงในทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาได้ทำ เช่นนั้นแล้วพวกเขาจะไม่เป็นใครบางคนที่สมดังพระทัยของพระเจ้าหรือ?  ผู้คนบางคนรู้จักความจริง แต่ไม่นำความจริงไปปฏิบัติ โดยเชื่อว่าความจริงเป็นเพียงแค่สิ่งหนึ่งนี้เท่านั้นและไม่มากไปกว่านั้น  พวกเขาเชื่อว่าความจริงไม่สามารถชำระล้างเจตจำนงของพวกเขาเอง และแก้ไขความเสื่อมทรามของพวกเขาได้  บุคคลชนิดนี้ไม่ไร้สาระน่าขันหรอกหรือ?  ผู้คนเช่นนี้ไม่ไร้สาระหรอกหรือ?  พวกเขาไม่คิดว่าตัวพวกเขาเองฉลาดหรอกหรือ?  หากผู้คนกระทำตัวให้สอดคล้องกับความจริง อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขาก็จะถูกเปลี่ยนสภาพ อย่างไรก็ตาม หากพวกเขาตั้งความเชื่อและการปรนนิบัติพระเจ้าของพวกเขาไว้บนพื้นฐานของบุคลิกภาพตามธรรมชาติของพวกเขา เช่นนั้นแล้วก็จะไม่มีผู้ใดในพวกเขาประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนสภาพอุปนิสัยของพวกเขา  ผู้คนบางคนง่วนอยู่กับความกังวลของพวกเขาเองตลอดทั้งวัน ขณะที่ล้มเหลวในการสืบสาวหรือปฏิบัติความจริงที่มีพร้อมอยู่แล้ว  หนทางการปฏิบัตินี้ไร้สาระมาก ผู้คนเช่นนี้เป็นผู้ทนทุกข์โดยแท้ เพราะพวกเขามีพระพร แต่ไม่ชื่นชมพระพร!  เส้นทางไปข้างหน้าอยู่ที่นั่น ทั้งหมดที่เจ้าต้องทำคือปฏิบัติความจริง  หากเจ้าตัดสินใจแน่วแน่ที่จะนำความจริงไปปฏิบัติ เช่นนั้นแล้วความอ่อนแอและข้อบกพร่องที่ร้ายแรงของเจ้าก็สามารถเปลี่ยนสภาพได้  อย่างไรก็ตาม เจ้าควรระมัดระวังและสุขุม และทนทุกข์กับความยากลำบากเพิ่มขึ้นเสมอ  การที่เชื่อในพระเจ้าพึงต้องมีความสุขุม  เจ้าสามารถเชื่อในพระเจ้าอย่างถูกต้องเหมาะสมได้หรือหากเจ้าใช้การวางตัวอย่างฉาบฉวยเช่นนี้?

ตัดตอนมาจาก “บรรดาผู้ที่รักความจริงมีเส้นทางไปข้างหน้า” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 571

จากพระวจนะของพระเจ้า หากเจ้าไม่เข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้าและเจตนารมณ์เบื้องหลังถ้อยดำรัสของพระองค์ หากเจ้าไม่เข้าใจจุดมุ่งหมายและผลลัพธ์ที่พระวจนะของพระองค์ตั้งใจที่จะสัมฤทธิ์ หากเจ้าไม่เข้าใจสิ่งที่พระวจนะของพระองค์พยายามที่จะสำเร็จลุล่วงและทำให้มีความเพียบพร้อมในมนุษย์ หากเจ้าไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้แล้วไซร้ ก็พิสูจน์ว่าเจ้ายังไม่จับใจความความจริง  เหตุใดพระเจ้าจึงตรัสสิ่งที่พระองค์ตรัส?  เหตุใดพระองค์จึงตรัสด้วยพระกระแสเสียงนั้น?  เหตุใดพระองค์จึงทรงจริงจังและจริงพระทัยในทุกพระวจนะที่พระองค์ตรัส?  เหตุใดพระองค์จึงทรงเลือกสรรที่จะใช้พระวจนะบางคำ?  เจ้ารู้หรือไม่?  หากเจ้าไม่อาจกล่าวได้อย่างแน่นอน ก็หมายความว่าเจ้าไม่เข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้าหรือเจตนารมณ์ของพระองค์ เจ้าไม่เข้าใจบริบทเบื้องหลังพระวจนะของพระองค์  หากเจ้าไม่จับใจความการนี้ เช่นนั้นแล้ว เจ้าจะสามารถได้รับความจริงได้อย่างไร?  การได้รับความจริงหมายถึงการเข้าใจความหมายของพระเจ้าโดยผ่านทางพระวจนะทุกคำที่พระองค์ตรัส หมายถึงการที่เจ้าสามารถนำพระวจนะของพระเจ้าไปปฏิบัติทันทีที่เจ้าเข้าใจพระวจนะเหล่านั้นแล้ว เพื่อที่เจ้าจะสามารถใช้ชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้าได้และให้พระวจนะกลายเป็นความเป็นจริงของเจ้า  มีเพียงเมื่อเจ้ามีความเข้าใจอันถ้วนทั่วเกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถจับความเข้าใจในความจริง  หลังจากเข้าใจเพียงงานประพันธ์กับคำสอนไม่กี่อย่าง เจ้าก็คิดว่าเจ้าเข้าใจความจริงและมีความเป็นจริง  เจ้าถึงขั้นกล่าวว่า “พระเจ้าทรงต้องประสงค์ให้พวกเราซื่อสัตย์และพวกเราได้ปฏิบัติการนั้นแล้ว”  อย่างไรก็ตาม เจ้าล้มเหลวที่จะเข้าใจเหตุผลที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์ให้ผู้คนซื่อสัตย์ รวมทั้งสาเหตุที่พระองค์ทรงต้องประสงค์ให้ผู้คนรักพระองค์  โดยแท้จริงแล้ว วัตถุประสงค์ของพระเจ้าในการมีข้อพึงประสงค์เช่นนั้นต่อผู้คนก็คือเพื่อนำมาซึ่งความรอดและความเพียบพร้อม

พระเจ้าทรงแสดงให้เห็นถึงความจริงสำหรับผู้คนที่กระหายความจริง แสวงหาความจริง และรักความจริง  ส่วนพวกที่กังวลสนใจกับงานประพันธ์และคำสอน และชอบที่จะกล่าวสุนทรพจน์โอ้อวดยาวๆ พวกเขาจะไม่มีวันได้รับความจริง พวกเขากำลังหลอกตัวพวกเขาเอง  ผู้คนเช่นนี้มีทรรศนะที่ไม่ถูกต้องในการอ่านพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาเอี้ยวคอตัวเองเพื่ออ่านสิ่งที่ตั้งตรง—มุมมองของพวกเขาผิดหมด  ผู้คนบางส่วนเพียงรู้ที่จะศึกษาวิจัยพระวจนะของพระเจ้า โดยศึกษาสิ่งที่พระองค์ตรัสเกี่ยวกับการได้รับพระพรและเกี่ยวกับบั้นปลายของมนุษย์  หากพระวจนะของพระเจ้าไม่ตรงกับมโนคติอันหลงผิดของพวกเขา พวกเขาก็กลายเป็นลบและระงับการไล่ตามเสาะหาของพวกเขา  นี่แสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่สนใจความจริง  ผลที่ตามมาคือพวกเขาไม่คำนึงถึงความจริงอย่างจริงจัง พวกเขาเพียงสามารถยอมรับความจริงแห่งมโนคติอันหลงผิดและจินตนาการของพวกเขาได้เท่านั้น  แม้ผู้คนเช่นนี้ร้อนแรงในการเชื่อในพระเจ้าของพวกเขา และพยายามทุกทางที่พวกเขาสามารถเพื่อทำความประพฤติดีๆ บางอย่างและเพื่อนำเสนอตัวพวกเขาเองต่อผู้อื่นอย่างดี พวกเขาก็เพียงกำลังทำการนั้นเพื่อที่จะมีบั้นปลายที่ดีในอนาคต  พวกเขามีความลำบากยากเย็นในการเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง ทั้งที่มีข้อเท็จจริงว่าพวกเขาเข้าร่วมในชีวิตคริสตจักร ในการกินและการดื่มพระวจนะของพระเจ้าพร้อมด้วยผู้อื่นทุกคนเช่นกัน  ยังมีผู้อื่นที่กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า แต่ก็แค่ทำไปอย่างพอเป็นพิธี พวกเขาคิดว่าพวกเขาได้รับความจริงไว้เพียงโดยการได้มาเข้าใจงานประพันธ์และคำสอนไม่กี่อย่างเท่านั้นเอง  พวกเขาช่างเป็นคนโง่อะไรเช่นนี้!  พระวจนะของพระเจ้าคือความจริง  อย่างไรก็ตาม เจ้าจะไม่จำเป็นต้องเข้าใจและได้รับความจริงหลังจากที่เจ้าอ่านพระวจนะของพระเจ้า  หากเจ้าล้มเหลวที่จะได้รับความจริงโดยผ่านทางการกินและการดื่มพระวจนะของพระเจ้าแล้วไซร้ สิ่งที่เจ้าได้รับไว้ย่อมจะเป็นงานประพันธ์และคำสอนทั้งหลาย  เจ้าไม่รู้ว่าการได้รับความจริงหมายถึงสิ่งใด  เจ้าอาจถือพระวจนะของพระเจ้าไว้ในมือของเจ้า แต่หลังจากอ่านพระวจนะเหล่านั้น เจ้าก็ยังล้มเหลวที่จะเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้า เจ้าเพียงได้งานประพันธ์และคำสอนบางส่วน  ก่อนอื่นเลย เจ้าควรตระหนักว่าพระวจนะของพระเจ้าไม่ได้ตรงไปตรงมาขนาดนั้น พระวจนะของพระเจ้าลุ่มลึกอย่างที่สุด  เป็นไปได้อย่างไรที่เจ้าจะสามารถเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าโดยปราศจากประสบการณ์มากมายหลายปี?  แม้แต่หนึ่งประโยคของพระวจนะของพระเจ้าย่อมจะพึงต้องใช้ชั่วชีวิตของเจ้าเพื่อจะได้ประสบการณ์อย่างเต็มที่  เจ้าอ่านพระวจนะของพระเจ้า แต่เจ้าไม่เข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้า เจ้าไม่เข้าใจเจตนารมณ์แห่งพระวจนะของพระองค์ ต้นกำเนิดของพระวจนะ ผลที่พระวจนะพยายามจะสัมฤทธิ์ หรือสิ่งที่พระวจนะพยายามจะสำเร็จลุล่วง  หากเจ้าไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้เลย เช่นนั้นแล้วเจ้าจะสามารถเข้าใจความจริงได้อย่างไร?  เจ้าอาจได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าหลายครั้ง และบางทีเจ้าก็สามารถสวดท่องหลายบทตอนได้อย่างขึ้นใจ แต่เจ้ายังคงไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลย อีกทั้งเจ้าไม่ได้ก้าวหน้าแต่อย่างใด  ความสัมพันธ์ของเจ้ากับพระเจ้ายังคงห่างไกลและเหินห่างดังเคยอยู่นั่นเอง  ยังมีกำแพงระหว่างเจ้ากับพระเจ้าเช่นก่อนหน้านี้ และเจ้ายังคงเคลือบแคลงในพระองค์  ไม่เพียงเจ้าไม่เข้าใจพระเจ้าเท่านั้น แต่เจ้ายังทูลขอตัวกับพระองค์และเก็บงำมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระองค์  เจ้าต้านทานพระองค์และถึงขั้นหมิ่นประมาทพระองค์  นี่จะสามารถหมายความว่าเจ้าได้รับความจริงแล้วได้อย่างไร?

ตัดตอนมาจาก “มีเพียงบรรดาผู้ที่มีความเป็นจริงของความจริงเท่านั้นที่สามารถนำทางได้” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 572

สรรพสิ่งทั้งปวงที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ทั้งใหญ่หรือเล็ก ที่สามารถสั่นคลอนปณิธานของเจ้า ยึดครองหัวใจของเจ้า หรือหน่วงเหนี่ยวความสามารถของเจ้าในการทำหน้าที่ของเจ้าและความก้าวหน้าไปข้างหน้าของเจ้าจำเป็นต้องใช้การปฏิบัติที่ขยันขันแข็ง สิ่งเหล่านั้นควรได้รับการตรวจสอบอย่างพิถีพิถันและความจริงของสิ่งเหล่านั้นควรได้รับการแสวงหา  เหล่านี้คือทุกสรรพสิ่งที่เกิดขึ้นภายในขอบเขตแห่งประสบการณ์  ผู้คนบางคนยุติหน้าที่ของพวกเขาเมื่อสิ่งที่เป็นลบเกิดขึ้นกับพวกเขา และไร้ความสามารถที่จะกลับมาลุกขึ้นยืนหลังจากการพ่ายแพ้แต่ละครั้ง  ผู้คนทั้งหมดเหล่านี้คือเหล่าคนโง่ที่ไม่รักความจริง และพวกเขาคงจะไม่ได้รับความจริงแม้จะมีตลอดชั่วชีวิตแห่งความเชื่อด้วยซ้ำ  เหล่าคนโง่เช่นนั้นจะสามารถติดตามไปจนถึงบทอวสานได้อย่างไร?  หากสิ่งเดียวกันนั้นเกิดขึ้นกับเจ้าสิบครั้ง แต่เจ้าไม่ได้รับสิ่งใดจากมันเลย เช่นนั้นแล้วเจ้าก็เป็นบุคคลธรรมดาสามัญที่ไร้ประโยชน์  ผู้คนที่ฉลาดและบรรดาผู้ที่มีขีดความสามารถที่แท้จริงซึ่งเข้าใจเรื่องราวฝ่ายจิตวิญญาณคือบรรดานักแสวงหาความจริง หากมีบางสิ่งเกิดขึ้นกับพวกเขาสิบครั้ง เช่นนั้นแล้ว บางทีพวกเขาก็คงจะสามารถได้รับแรงบันดาลใจบางอย่าง เรียนรู้บทเรียนบางอย่าง บรรลุถึงความรู้แจ้งบางอย่าง และทำความก้าวหน้าบางอย่างได้ในแปดครั้งของกรณีเหล่านั้น  เมื่อสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นกับคนโง่สิบครั้ง—คนที่ไม่เข้าใจเรื่องราวฝ่ายจิตวิญญาณ—มันจะไม่เป็นประโยชน์กับชีวิตของพวกเขาเลยสักครั้ง มันจะไม่เปลี่ยนแปลงพวกเขาเลยสักครั้ง และมันจะไม่เป็นเหตุให้พวกเขาเข้าใจธรรมชาติของพวกเขาเลยสักครั้ง และนั่นคือบทอวสานสำหรับพวกเขา  แต่ละครั้งที่บางอย่างเกิดขึ้นกับพวกเขา พวกเขาจะล้มลง และแต่ละครั้งที่พวกเขาล้มลง พวกเขาจำเป็นต้องมีใครคนอื่นบางคนมาสนับสนุนพวกเขาและหว่านล้อมพวกเขา หากไม่มีการสนับสนุนและการหว่านล้อม พวกเขาก็ไม่สามารถลุกขึ้นได้  หากแต่ละครั้งที่บางอย่างเกิดขึ้น พวกเขามีความเสี่ยงที่จะล้มลง และหากแต่ละครั้งพวกเขามีความเสี่ยงที่จะเสื่อมถอย นี่มิใช่บทอวสานสำหรับพวกเขาหรอกหรือ?  มีเหตุผลอื่นใดอีกหรือสำหรับผู้คนไร้ประโยชน์เช่นนั้นที่จะได้รับการช่วยให้รอด?  ความรอดของพระเจ้าที่มีต่อมวลมนุษย์นั้นคือความรอดของบรรดาผู้ที่รักความจริง ความรอดของส่วนหนึ่งจากพวกเขาที่มีเจตจำนงและความมุ่งมั่น และส่วนหนึ่งจากพวกเขาที่เป็นการโหยหาที่พวกเขามีต่อความจริงและความชอบธรรมในหัวใจของพวกเขา  ความมุ่งมั่นของบุคคลหนึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพวกเขาในหัวใจของพวกเขาที่โหยหาในความชอบธรรม ความดี และความจริง และครองมโนธรรม  พระเจ้าทรงช่วยผู้คนส่วนนี้ให้รอด และโดยผ่านทางการนี้ พระองค์ทรงเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของพวกเขา เพื่อที่พวกเขาอาจจะเข้าใจและได้รับความจริง เพื่อที่ความเสื่อมทรามของพวกเขาอาจจะได้รับการชำระให้สะอาด และอุปนิสัยชีวิตของพวกเขาอาจจะได้รับการแปลงสภาพ  หากเจ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้อยู่ภายในตัวเจ้า เจ้าก็ไม่สามารถที่จะได้รับการช่วยให้รอดได้  หากภายในตัวเจ้าไม่มีความรักต่อความจริงหรือความทะเยอทะยานต่อความชอบธรรมและความสว่าง หากเมื่อใดก็ตามที่เจ้าเผชิญกับความชั่ว เจ้าไม่มีทั้งเจตจำนงที่จะปลดทิ้งสิ่งชั่วทั้งหลายอีกทั้งไม่มีความมุ่งมั่นที่จะทนทุกข์กับความยากลำบาก ที่มากไปกว่านั้นคือ หากมโนธรรมของเจ้ามึนชา หากปฏิภาณของเจ้าสำหรับการรับความจริงก็ถูกทำให้มึนชาด้วยเช่นกัน และเจ้าไม่ได้ถูกปรับให้เข้ากับความจริงและกับเหตุการณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้น และหากเจ้าไม่หยั่งรู้ในเรื่องทั้งหมด และไร้ความสามารถที่จะจัดการควบคุมหรือแก้ไขสิ่งทั้งหลายด้วยตัวเอง เช่นนั้นแล้วก็ไม่มีหนทางที่จะได้รับการช่วยให้รอด  ผู้คนเช่นนั้นไม่มีสิ่งใดที่จะแนะนำพวกเขาได้ ไม่มีสิ่งใดควรค่าในการทำงานด้วย  มโนธรรมของพวกเขามึนชา จิตใจของพวกเขาเปรอะเปื้อน และพวกเขาไม่รักความจริง อีกทั้งไม่โหยหาในความชอบธรรมลึกในหัวใจของพวกเขา และไม่สำคัญว่าพระเจ้าตรัสถึงความจริงอย่างชัดเจนและโปร่งใสเพียงใด พวกเขาก็ไม่ตอบสนอง ราวกับว่าพวกเขาได้ตายไปแล้ว  ไม่ใช่ว่าสิ่งทั้งหลายจบสิ้นไปแล้วสำหรับพวกเขาหรอกหรือ?  บุคคลที่มีลมหายใจที่เหลืออยู่ในพวกเขาอาจได้รับการช่วยให้รอดด้วยเครื่องช่วยหายใจ แต่หากพวกเขาได้ตายไปแล้วและวิญญาณของเขาได้ออกไปแล้ว เครื่องช่วยหายใจก็จะไม่มีประโยชน์อันใด  หากเมื่อใดก็ตามที่เข้าเผชิญกับปัญหา เจ้าหลบฉากจากมันและพยายามที่จะหลีกเลี่ยงมัน นี่หมายความว่าเจ้ายังไม่ได้เป็นพยาน เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ไม่มีวันสามารถได้รับการช่วยให้รอดได้ และเจ้าก็จบสิ้นแล้วโดยสิ้นเชิง  เมื่อประเด็นปัญหาหนึ่งเกิดขึ้นกับเจ้า เจ้าต้องมีความใจเย็นและวิธีเข้าหาที่ถูกต้อง และเจ้าต้องตัดสินใจเลือก  พวกเจ้าควรเรียนรู้ที่จะใช้ความจริงเพื่อแก้ไขประเด็นปัญหา  ในเวลาปกติ สิ่งใดคือประโยชน์ของการเข้าใจความจริงบางอย่าง?  นั่นไม่ใช่เพื่อทำให้เจ้าอิ่มท้อง และนั่นไม่ใช่แค่เพื่อเพื่อให้เจ้ามีบางอย่างพูดถึง อีกทั้งนั่นไม่ใช่เพื่อแก้ไขปัญหาของผู้อื่น  ที่สำคัญกว่านั้นคือ ประโยชน์ของการเข้าใจความจริงก็คือเพื่อแก้ไขปัญหาของตัวเจ้าเอง ความลำบากยากเย็นของตัวเจ้าเอง—เฉพาะหลังจากที่เจ้าแก้ไขความลำบากยากเย็นของตัวเจ้าเองแล้วเท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถแก้ไขความลำบากยากเย็นของผู้อื่นได้  เหตุใดจึงมีการกล่าวว่าเปโตรคือดอกผลหนึ่ง?  เพราะมีสิ่งทั้งหลายที่มีคุณค่าในตัวเขา สิ่งทั้งหลายที่มีค่าคู่ควรแก่การทำให้มีความเพียบพร้อม เขาตั้งใจแน่วแน่ที่จะแสวงหาความจริงและมีเจตจำนงที่มั่นคง เขามีเหตุผล เต็มใจที่จะทนทุกข์กับความยากลำบาก และรักความจริงในหัวใจของเขา และเขาไม่ปล่อยสิ่งที่ผ่านเข้ามาให้ผ่านพ้นไป  เหล่านี้ล้วนเป็นจุดแข็ง  หากเจ้าไม่มีจุดแข็งเหล่านี้อันใดเลย นั่นหมายถึงความเดือดร้อน  เจ้าไม่มีความสามารถที่จะได้รับประสบการณ์และไม่มีประสบการณ์เลย และเจ้าไม่สามารถที่จะแก้ไขความลำบากยากเย็นของผู้อื่นได้  นี่เป็นเพราะเจ้าไม่รู้วิธีที่จะเข้าสู่  เจ้างุนงงสับสนเมื่อสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นกับเจ้า เจ้ารู้สึกเป็นทุกข์ ร่ำไห้ กลายเป็นคิดลบ วิ่งหนี และไม่สำคัญว่าเจ้าทำสิ่งใด เจ้าไร้ความสามารถที่จะจัดการควบคุมสิ่งเหล่านั้นได้อย่างถูกต้อง

ตัดตอนมาจาก “ผู้คนที่งุนงงสับสนไม่อาจได้รับการช่วยให้รอดได้” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 573

ไม่สำคัญว่าเจ้าทำสิ่งใด ก่อนอื่นเจ้าควรเข้าใจว่าเหตุใดเจ้ากำลังทำการนั้นอยู่ เป็นเจตนาใดที่ชี้นำเจ้าให้ทำสิ่งนี้ ในการที่เจ้าทำสิ่งนี้มีนัยสำคัญใด ธรรมชาติของเรื่องนี้คือสิ่งใด และสิ่งที่เจ้ากำลังทำเป็นสิ่งด้านบวกหรือสิ่งด้านลบ  เจ้าต้องมีความเข้าใจชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องทั้งหมดเหล่านี้ นี่ค่อนข้างจำเป็นเพื่อที่จะสามารถกระทำการด้วยหลักการได้  หากเจ้ากำลังทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าให้ลุล่วง เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ควรไตร่ตรองว่า  ฉันควรทำการนี้อย่างไร?  ฉันควรปฏิบัติหน้าที่ของฉันให้ลุล่วงด้วยดีอย่างไร เพื่อที่ฉันจะไม่เพียงแค่กำลังทำการนั้นอย่างพอเป็นพิธี?  เจ้าควรเข้าใกล้พระเจ้าในเรื่องนี้  การเข้าใกล้พระเจ้าหมายความถึงการแสวงหาความจริงในเรื่องนี้ การแสวงหาหนทางที่จะปฏิบัติ การแสวงหาน้ำพระทัยของพระเจ้า และการแสวงหาวิธีที่จะทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย  นี่คือวิธีที่จะเข้าใกล้พระเจ้าในทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าทำ นี่ไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนาหรือการกระทำภายนอก  นั่นทำไปเพื่อจุดประสงค์ของการปฏิบัติโดยสอดคล้องกับความจริงหลังจากการแสวงหาน้ำพระทัยของพระเจ้า  หากเจ้าพูดเสมอว่า “ขอบคุณพระเจ้า” ในเมื่อเจ้ายังไม่ได้ทำสิ่งใดเลย แต่แล้วเมื่อเจ้ากำลังทำบางสิ่งบางอย่าง เจ้าทำการนั้นต่อไปในหนทางที่เจ้าต้องการ เช่นนั้นแล้วคำขอบคุณแบบนี้ก็เป็นแค่การกระทำการภายนอก  เมื่อปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าให้ลุล่วงหรือทำงานกับบางสิ่งบางอย่าง เจ้าควรคิดเสมอว่า  ฉันควรปฏิบัติหน้าที่นี้ให้ลุล่วงอย่างไร?  สิ่งใดคือน้ำพระทัยของพระเจ้า?  นั่นเป็นเรื่องสำหรับเจ้าที่จะเข้าใกล้พระเจ้าโดยผ่านทางสิ่งที่เจ้าทำ และในการทำเช่นนั้น ก็แสวงหาหลักธรรมและความจริงเบื้องหลังการกระทำของเจ้าตลอดจนน้ำพระทัยของพระเจ้า และไม่ไถลห่างจากพระเจ้าในสิ่งใดก็ตามที่เจ้าทำ มีเพียงบุคคลเช่นนั้นเท่านั้นที่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง  ทุกวันนี้ เมื่อใดก็ตามที่ผู้คนประสบพบเจอสิ่งทั้งหลาย โดยไม่คำนึงว่าสถานการณ์จริงเป็นอย่างไร พวกเขาคิดว่าพวกเขาสามารถทำสิ่งนี้และสิ่งนั้นได้ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีพระเจ้าในหัวใจของพวกเขา และพวกเขาทำไปตามเจตจำนงของพวกเขาเอง  โดยไม่คำนึงว่าครรลองของการกระทำของพวกเขาเหมาะสมหรือไม่ หรือว่าเป็นไปโดยสอดคล้องกับความจริงหรือไม่ พวกเขาได้แต่ทำต่อไปอย่างดื้อรั้น และกระทำการตามเจตนาส่วนตัวของพวกเขา  โดยปกติแล้วอาจดูเหมือนว่าพระเจ้าทรงอยู่ในหัวใจของพวกเขา แต่เมื่อพวกเขาทำสิ่งทั้งหลาย พระเจ้าก็ไม่ได้ทรงอยู่ในหัวใจของพวกเขา  ผู้คนบางคนกล่าวว่า “ฉันไม่สามารถเข้าไปใกล้ชิดพระเจ้าในสิ่งทั้งหลายที่ฉันทำได้  ในอดีต ฉันเคยชินกับการปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนา และฉันก็ได้พยายามที่จะเข้าไปใกล้ชิดพระเจ้า แต่นั่นก็ไม่ได้ส่งผลตามที่หวัง  ฉันไม่สามารถเข้าใกล้ชิดพระองค์ได้”  ผู้คนเช่นนั้นไม่มีพระเจ้าในหัวใจของพวกเขา พวกเขามีแต่ตัวเองในหัวใจของพวกเขาเท่านั้น และพวกเขาเพียงไม่สามารถนำความจริงไปปฏิบัติในสิ่งใดๆ ที่พวกเขาทำ  การไม่กระทำการโดยสอดคล้องกับความจริงหมายถึงการทำสิ่งทั้งหลายตามเจตจำนงของพวกเขาเอง และการทำสิ่งทั้งหลายตามเจตจำนงของพวกเขาเองหมายถึงการผละจากพระเจ้า กล่าวคือ พวกเขาไม่มีพระเจ้าในหัวใจของพวกเขา  แนวคิดมนุษย์ทั้งหลายมักจะดูดีและถูกต้องต่อผู้คน และแนวคิดเหล่านั้นดูเหมือนเป็นราวกับว่าจะไม่ล่วงละเมิดความจริงมากนัก  ผู้คนรู้สึกว่าการทำสิ่งทั้งหลายในลักษณะเช่นนั้นจะเป็นการนำความจริงมาปฏิบัติ พวกเขารู้สึกว่าการทำสิ่งทั้งหลายด้วยหนทางนั้นจะเป็นการนบนอบต่อพระเจ้า  โดยแท้จริงแล้ว พวกเขาไม่ได้กำลังแสวงหาพระเจ้าหรืออธิษฐานต่อพระเจ้าเกี่ยวกับการนี้อย่างแท้จริงเลย และพวกเขาก็ไม่ได้กำลังเพียรพยายามที่จะทำมันอย่างดี โดยสอดคล้องกับข้อพึงประสงค์ของพระเจ้า เพื่อทำให้สมดังน้ำพระทัยของพระองค์  พวกเขาไม่ได้ครองสภาวะแท้จริงนี้ อีกทั้งพวกเขาไม่มีความพึงปรารถนาเช่นนั้น  นี่คือความผิดพลาดใหญ่หลวงที่สุดที่ผู้คนทำในการปฏิบัติของพวกเขา  เจ้าเชื่อในพระเจ้า แต่เจ้าไม่เก็บรักษาพระเจ้าในหัวใจของเจ้า  การนี้จะไม่เป็นบาปได้อย่างไร?  เจ้าไม่ได้กำลังหลอกลวงตัวเองอยู่หรอกหรือ?  ผลชนิดใดที่เจ้าสามารถเก็บเกี่ยวได้หากเจ้ายังเชื่อด้วยหนทางนั้นต่อไป?  ยิ่งไปกว่านั้น จะสามารถสำแดงออกถึงนัยสำคัญของการเชื่อได้อย่างไร?

ตัดตอนมาจาก “การแสวงหาน้ำพระทัยของพระเจ้าเป็นไปเพื่อประโยชน์ของการปฏิบัติความจริง” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 574

เมื่อเจ้าทำสิ่งเฉพาะหนึ่ง พระเจ้าไม่พึงพอพระทัยเป็นอันมาก  เมื่อเจ้ากำลังจะทำสิ่งนั้น เจ้าได้อธิษฐานต่อพระองค์หรือไม่?  เจ้าเคยได้ไตร่ตรองว่า “พระเจ้าจะทรงมองดูเรื่องนี้อย่างไรหากมันถูกนำไปอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์?  พระองค์จะพอพระทัยหรือจะทรงโกรธเคืองหากพระองค์ทรงทราบเกี่ยวกับการนี้?  พระองค์จะทรงรังเกียจสิ่งนั้นหรือไม่?”  เจ้าไม่ได้เสาะแสวงสิ่งนั้น ใช่หรือไม่?  ต่อให้ผู้อื่นได้เตือนความจำเจ้า เจ้าก็จะยังคงคิดว่าเรื่องนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร และว่าสิ่งนั้นไม่ได้ขัดต่อหลักธรรมใดและไม่ได้เป็นบาป  ผลก็คือ สิ่งนี้ที่เจ้าทำล่วงเกินพระอุปนิสัยของพระเจ้าและยั่วยุให้พระองค์กริ้วมากยิ่งนัก ถึงจุดที่ทำให้พระองค์ทรงดูหมิ่นเจ้า  หากเจ้าได้แสวงหาและตรวจสอบ และได้เห็นเรื่องนี้อย่างชัดเจนก่อนกระทำการ เช่นนั้นแล้วเจ้าจะรับมือกับมันไม่ได้หรือ?  แม้ว่าบางครั้งผู้คนไม่อยู่ในสภาวะที่ดี แต่หากพวกเขาเอาทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขากำลังวางแผนว่าจะทำมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อการเจาะลึกและการแสวงหา พวกเขาจะไม่ทำความผิดพลาดครั้งใหญ่ใดๆ  เมื่อทำการปฏิบัติความจริง เป็นการยากสำหรับผู้คนที่จะหลีกเลี่ยงการทำผิดพลาด แต่หากเจ้ารู้วิธีทำสิ่งทั้งหลายโดยสอดคล้องกับความจริงเมื่อเจ้าทำสิ่งเหล่านั้น แต่ทว่าเจ้าไม่ดำเนินการโดยสอดคล้องกับความจริง เช่นนั้นแล้วปัญหาก็คือว่าเจ้าไม่มีความรักต่อความจริง  อุปนิสัยของบุคคลหนึ่งที่ปราศจากความรักต่อความจริงจะไม่เปลี่ยนแปลง  หากเจ้าไม่สามารถจับความเข้าใจในน้ำพระทัยของพระเจ้าได้อย่างถูกต้องแม่นยำ และไม่รู้วิธีปฏิบัติ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ควรสามัคคีธรรมกับผู้อื่น  หากไม่มีผู้ใดรู้สึกว่าพวกเขาสามารถมองเห็นเรื่องราวได้อย่างชัดเจน เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ควรดำเนินการหาทางออกที่ดีพอสมควร  อย่างไรก็ตาม หากในท้ายที่สุดเจ้าค้นพบว่าในการดำเนินการด้วยหนทางนี้ เจ้าได้ทำความผิดเล็กน้อย เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ควรแก้ไขสิ่งนั้นโดยเร็ว แล้วพระเจ้าจะไม่ทรงถือว่าความผิดนี้เป็นบาป  เนื่องเพราะเจ้าได้มีเจตนาที่ถูกต้องเมื่อนำเรื่องนี้ไปปฏิบัติ และเจ้าปฏิบัติโดยสอดคล้องกับความจริงและเพียงมองไม่เห็นสิ่งนั้นอย่างชัดเจน และการกระทำของเจ้าได้ส่งผลเป็นความผิดบางอย่าง เช่นนั้นแล้วนี่จึงเป็นรูปการณ์แวดล้อมที่บรรเทาโทษได้  อย่างไรก็ตาม ในทุกวันนี้ผู้คนมากมายเพียงพึ่งพาสองมือของพวกเขาเองในการทำงานและพึ่งพาจิตใจของตนเองในการทำสิ่งนี้และสิ่งนั้น และพวกเขาไม่ค่อยจะให้การพิจารณาใดๆ ต่อคำถามเหล่านี้ อาทิเช่น การปฏิบัติด้วยหนทางนี้สอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้าหรือไม่?  พระเจ้าจะพอพระทัยหรือหากฉันได้ทำมันด้วยหนทางนี้?  พระเจ้าจะไว้วางใจฉันหรือหากฉันได้ทำมันด้วยหนทางนี้?  ฉันจะนำความความจริงมาปฏิบัติหรือหากฉันได้ทำมันด้วยหนทางนี้?  หากพระเจ้าทรงได้ยินเรื่องนี้ พระองค์จะทรงมีความสามารถที่จะตรัสว่า “เจ้าได้ทำการนี้อย่างถูกต้องและเหมาะสมแล้ว จงทำมันต่อไป” ได้หรือ?  เจ้ามีความสามารถที่จะตรวจสอบทุกเรื่องที่เจ้าเผชิญอย่างรอบคอบระมัดระวังได้หรือ?  เจ้าสามารถจริงจังและพิถีพิถันเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้แต่ละเรื่องได้หรือ?  หรือเจ้ามีความสามารถที่จะไตร่ตรองว่าพระเจ้าทรงดูหมิ่นหนทางที่เจ้ากำลังทำสิ่งนั้นหรือไม่ ว่าคนอื่นทุกคนรู้สึกเกี่ยวกับวิธีการของเจ้าอย่างไร และว่าเจ้ากำลังทำสิ่งนั้นโดยอยู่บนพื้นฐานของเจตจำนงของเจ้าเองหรือเพื่อตอบสนองความอยากของเจ้าเองหรือไม่…?  เจ้าต้องคิดให้รอบคอบมากขึ้นในการนี้และแสวงหามากขึ้น แล้วความผิดพลาดของเจ้าจะกลายเป็นเล็กลงเรื่อยๆ  การทำสิ่งทั้งหลายในลักษณะนี้จะพิสูจน์ให้เห็นว่าเจ้าเป็นบุคคลหนึ่งที่แสวงหาความจริงอย่างจริงแท้ และว่าเจ้าเป็นคนที่เคารพพระเจ้า เนื่องเพราะเจ้ากำลังทำสิ่งทั้งหลายโดยสอดคล้องกับทิศทางที่ความจริงพึงประสงค์

หากการกระทำของผู้เชื่อคนหนึ่งไม่มีแนวคิดเดียวกับความจริง เช่นนั้นแล้วเขาก็เป็นเหมือนกับผู้ไม่เชื่อคนหนึ่ง  นี่คือบุคคลชนิดที่ไม่มีพระเจ้าในหัวใจของเขา และเป็นผู้ที่ผละจากพระเจ้า และบุคคลเช่นนั้นเป็นเหมือนคนงานที่ถูกว่าจ้างในครอบครัวของพระเจ้าผู้ทำงานจิปาถะให้กับเจ้านายของเขา ได้รับค่าตอบแทนเล็กน้อยแล้วก็จากไป  นี่คือบุคคลหนึ่งผู้ไม่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง  ก่อนหน้านี้มีการพาดพิงถึงสิ่งที่เจ้าสามารถทำได้เพื่อได้รับการรับรองของพระเจ้า  การรับรองจากพระเจ้าคือสิ่งแรกที่เจ้าควรตรึกตรองและทำงานเพื่อให้ได้มา นั่นควรเป็นหลักธรรมและวงเขตของการปฏิบัติของเจ้า  เหตุผลที่เจ้าควรกำหนดว่าเจ้ากำลังทำสิ่งที่อยู่ในแนวเดียวกับความจริงหรือไม่คือว่า หากสิ่งนั้นลงรอยกับความจริงแล้วไซร้ เช่นนั้นแล้วสิ่งนั้นก็คล้อยตามน้ำพระทัยของพระเจ้าอย่างแน่นอน  ไม่ใช่ว่าเจ้าควรประเมินวัดว่าเรื่องนั้นว่าถูกหรือผิดหรือไม่ หรือสิ่งนั้นสอดคล้องกับรสนิยมของคนอื่นทุกคนหรือไม่ หรือสิ่งนั้นอยู่ในแนวเดียวกับความอยากของเจ้าเองหรือไม่ ตรงกันข้าม เจ้าควรกำหนดพิจารณาว่าสิ่งนั้นสอดคล้องกับความจริงหรือไม่ และสิ่งนั้นเป็นประโยชน์ต่องานและประโยชน์ของคริสตจักรหรือไม่  หากเจ้าให้การพิจารณาต่อสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ เช่นนั้นแล้วเจ้าจะอยู่ในแนวเดียวกับน้ำพระทัยของพระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเจ้าทำสิ่งทั้งหลาย  หากเจ้าไม่พิจารณาแง่มุมเหล่านี้ และเพียงพึ่งพาเจตจำนงของเจ้าเองเมื่อกระทำสิ่งทั้งหลาย เช่นนั้นแล้วก็รับประกันได้ว่าเจ้าจะทำสิ่งเหล่านั้นอย่างไม่ถูกต้อง เนื่องเพราะเจตจำนงของมนุษย์ไม่ใช่ความจริงและแน่นอนว่าเข้ากันไม่ได้กับพระเจ้า  หากเจ้าปรารถนาที่จะได้รับการรับรองจากพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าต้องปฏิบัติไปตามความจริงมากกว่าปฏิบัติไปตามเจตจำนงของเจ้าเอง  ผู้คนบางคนมีส่วนร่วมกับเรื่องส่วนบุคคลบางเรื่องเพื่อเห็นแก่การปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาให้ลุล่วง  จากนั้นบรรดาพี่น้องชายหญิงของพวกเขาก็มองเห็นการนี้ว่าไม่เหมาะสม และตำหนิพวกเขาเพราะการนั้น แต่ผู้คนเหล่านี้ไม่ยอมรับการติเตียน  พวกเขาคิดว่าเนื่องเพราะเป็นเรื่องส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวข้องกับงาน การเงิน หรือผู้คนของคริสตจักร ดังนั้นจึงไม่นับว่าเป็นการล่วงละเมิดวงเขตของความจริง และพระเจ้าไม่ควรทรงแทรกแซงในเรื่องนี้  สิ่งทั้งหลายบางอย่างอาจดูเหมือนว่าเป็นเรื่องส่วนบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องกับหลักธรรมหรือความจริงใดๆ  อย่างไรก็ตามเมื่อมองดูสิ่งที่เจ้าได้ทำ เจ้าได้เห็นแก่ตัวยิ่งนักในการที่เจ้าไม่ให้การพิจารณาต่องานของครอบครัวของพระเจ้า หรือให้การพิจารณาว่าสิ่งที่เจ้าได้ทำจะมีผลกระทบต่องานของครอบครัวของพระเจ้าอย่างไร เจ้าเพียงพิจารณาแต่ประโยชน์ของเจ้าเอง  การนี้เกี่ยวข้องกับความสมควรของเหล่าวิสุทธิชนไปแล้ว ตลอดจนประเด็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสภาวะความเป็นมนุษย์ของบุคคลหนึ่ง  แม้ว่าสิ่งที่เจ้าได้กำลังทำไม่ได้เกี่ยวข้องกับประโยชน์ของคริสตจักร อีกทั้งไม่ได้เกี่ยวข้องกับความจริง การมีส่วนร่วมกับเรื่องส่วนบุคคลขณะที่ทำการกล่าวอ้างว่ากำลังปฏิบัติหน้าที่ของเจ้านั้น ไม่อยู่ในแนวเดียวกับความจริง  โดยไม่คำนึงถึงสิ่งที่เจ้ากำลังทำว่าเป็นเรื่องใหญ่หรือเล็ก และไม่ว่าเจ้ากำลังทำไปเพื่อปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าให้ลุล่วงในครอบครัวของพระเจ้าหรือไม่ หรือเพื่อเหตุผลส่วนบุคคลของเจ้าเอง เจ้าต้องพิจารณาว่าสิ่งที่เจ้ากำลังทำคล้อยตามน้ำพระทัยของพระเจ้าหรือไม่ รวมทั้งเป็นบางสิ่งที่บุคคลหนึ่งควรทำกับสภาวะความเป็นมนุษย์หรือไม่  หากเจ้าแสวงหาความจริงในทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าทำแบบนั้น เช่นนั้นแล้วเจ้าก็เป็นบุคคลหนึ่งที่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง  หากเจ้าปฏิบัติต่อทุกเรื่องและทุกความจริงในหนทางนี้อย่างเปี่ยมศรัทธา เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะมีความสามารถที่จะสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของเจ้า  ผู้คนบางคนคิดว่าเมื่อพวกเขากำลังทำบางสิ่งที่เป็นการส่วนตัว พวกเขาก็สามารถเพิกเฉยความจริงได้ ทำไปตามใจปรารถนาได้ และทำด้วยหนทางใดก็ตามที่ทำให้พวกเขามีความสุขและในลักษณะใดก็ตามที่ทำให้พวกเขาได้เปรียบ  พวกเขาไม่ให้การพิจารณาแม้แต่น้อยว่านั่นอาจส่งผลกระทบต่อครอบครัวของพระเจ้าอย่างไร อีกทั้งพวกเขาไม่พิจารณาว่าสิ่งที่พวกเขากำลังทำเหมาะสมกับความประพฤติของวิสุทธิชนหรือไม่  ในที่สุด เมื่อพวกเขาเสร็จสิ้นเรื่องดังกล่าวแล้ว พวกเขาก็มืดมนภายในมากขึ้นและรู้สึกลำบากใจ แม้พวกเขาจะไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด  นี่มิใช่การลงทัณฑ์อันสมควรหรอกหรือ?  หากเจ้าทำสิ่งทั้งหลายที่ไม่ได้รับการรับรองจากพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ได้ล่วงเกินพระเจ้าแล้ว  หากใครบางคนไม่รักความจริง และทำสิ่งทั้งหลายบนพื้นฐานของเจตจำนงของตนเองเป็นนิจศีล เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็จะล่วงเกินพระเจ้าเป็นนิจศีล  โดยทั่วไปผู้คนเช่นนี้ไม่ได้รับการรับรองในสิ่งที่พวกเขาทำโดยพระเจ้า และหากว่าพวกเขาไม่กลับใจ เช่นนั้นแล้วการลงโทษก็จะอยู่ไม่ไกลเลย

ตัดตอนมาจาก “การแสวงหาน้ำพระทัยของพระเจ้าเป็นไปเพื่อประโยชน์ของการปฏิบัติความจริง” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 575

ไม่ว่าหน้าที่ใดที่เจ้าลุล่วงย่อมเกี่ยวข้องกับการเข้าสู่ชีวิต  ไม่ว่าหน้าที่ของเจ้านั้นเป็นแบบประจำ หรือเอาแน่นอนไม่ได้ จืดชืดน่าเบื่อหรือมีชีวิตชีวา เจ้าย่อมต้องบรรลุการเข้าสู่ชีวิตเสมอ  หน้าที่ทั้งหลายที่ผู้คนบางคนปฏิบัตินั้นค่อนข้างจำเจ พวกเขาทำสิ่งเดิมทุกวัน  อย่างไรก็ตาม ตอนที่กำลังปฏิบัติหน้าที่เหล่านั้นอยู่ สภาวะที่ผู้คนเหล่านี้เปิดเผยออกมานั้นไม่ได้เป็นลักษณะเดียวกันทั้งหมด  บางคราว เมื่ออยู่ในอารมณ์ที่ดี ผู้คนขยันกว่าเล็กน้อยและทำงานได้ดีกว่า  ส่วนในเวลาอื่นๆ เนื่องจากอิทธิพลบางอย่างที่ไม่มีใครรู้ อุปนิสัยเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของพวกเขาก็ปลุกปั่นความประสงค์ร้ายภายในตัวพวกเขาขึ้นมา เป็นเหตุให้พวกเขามีทรรศนะที่ไม่ถูกต้องเหมาะสมและอยู่ในสภาวะที่แย่และอารมณ์ที่ไม่ดี นี่ส่งผลลัพธ์ในตัวพวกเขาให้ปฏิบัติหน้าที่ทั้งหลายของพวกเขาไปในลักษณะขอไปที สภาวะภายในของผู้คนนั้นเปลี่ยนแปลงอย่างสม่ำเสมอ สภาวะเหล่านั้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้ทุกที่ทุกเวลา  ไม่สำคัญว่าสภาวะของเจ้าเปลี่ยนแปลงอย่างไร การปฏิบัติตนไปบนพื้นฐานของอารมณ์ของเจ้านั้นย่อมผิดเสมอ  อย่างเช่น เจ้าทำได้ดีกว่าเล็กน้อยในยามที่เจ้าอยู่ในอารมณ์ที่ดี และแย่ลงเล็กน้อยเมื่อเจ้าอยู่ในอารมณ์ที่ไม่ดี—นี่เป็นหนทางที่มีหลักธรรมในการทำสิ่งทั้งหลายหรือ?  เจ้าสามารถลุล่วงหน้าที่ของเจ้าได้อย่างน่าพึงพอใจในแบบนี้หรือ?  ไม่สำคัญว่าอารมณ์ของพวกเขาจะเป็นอย่างไร ผู้คนต้องรู้จักที่จะอธิษฐานและปรับแก้ตัวพวกเขาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และแสวงหาความจริงและปฏิบัติตนด้วยหลักธรรม เมื่อนั้นเท่านั้น พวกเขาจึงสามารถหักห้ามใจไม่ให้ถูกควบคุมและแกว่งไกวไปมาด้วยอารมณ์ทั้งหลายของพวกเขา  ตอนที่กำลังทำหน้าที่ของเจ้าให้ลุล่วง เจ้าควรตรวจสอบตัวเองอยู่เสมอเพื่อที่จะมองเห็นว่าเจ้ากำลังทำสิ่งทั้งหลายไปตามหลักธรรมหรือเปล่า ว่าการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้านั้นได้มาตรฐานหรือเปล่า ว่าเจ้าแค่กำลังทำมันไปในลักษณะพอเป็นพิธีหรือไม่ ว่าเจ้าได้พยายามที่จะบ่ายเบี่ยงความรับผิดชอบของเจ้าหรือไม่ และว่ามีปัญหาอันใดกับท่าทีของเจ้าและหนทางการคิดของเจ้าหรือไม่  ครั้นเจ้าได้มีการคิดทบทวนตัวเองแล้ว และสิ่งเหล่านี้กลายมาเป็นชัดเจนต่อเจ้า เวลาที่เจ้ากำลังทำหน้าที่ให้ลุล่วงก็ย่อมจะง่ายดายขึ้น  ไม่สำคัญว่าเจ้าเผชิญสิ่งใดในขณะกำลังปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า—ความคิดลบ และความอ่อนแอ หรือการอยู่ในอารมณ์ที่ไม่ดีภายหลังจากที่ได้รับการจัดการ—เจ้าควรปฏิบัติต่อมันอย่างถูกต้องเหมาะสม และเจ้าต้องแสวงหาความจริงและเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้าด้วยเช่นกัน  โดยการทำสิ่งเหล่านี้ เจ้าก็จะมีเส้นทางไปสู่การฝึกฝนปฏิบัติ  หากเจ้าปรารถนาที่จะทำได้ดีในการทำหน้าที่ของเจ้าให้ลุล่วง เช่นนั้นแล้วอารมณ์ของเจ้าต้องไม่มีผลต่อเจ้า  ไม่สำคัญว่าเจ้ากำลังรู้สึกคิดลบและอ่อนแอเพียงใด เจ้าควรฝึกฝนปฏิบัติความจริงในทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าทำ ด้วยความเคร่งครัดอย่างสมบูรณ์ และติดอยู่กับหลักธรรมทั้งหลาย  หากเจ้าทำการนี้แล้วไซร้ ผู้คนอื่นๆ ไม่เพียงแต่จะเห็นชอบต่อตัวเจ้าเท่านั้น แต่พระเจ้าก็จะโปรดเจ้าด้วย  เมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้าจะเป็นบุคคลหนึ่งที่รับผิดชอบและที่แบกรับภาระ เจ้าจะเป็นบุคคลที่ดีอย่างถ่องแท้ผู้ซึ่งลุล่วงหน้าที่ของเจ้าอย่างได้มาตรฐานจริงๆ และผู้ซึ่งใช้ชีวิตที่เป็นสภาพเสมือนของบุคคลจริงแท้คนหนึ่งอย่างครบถ้วน  ผู้คนเช่นนั้นได้รับการทำให้บริสุทธิ์และสัมฤทธิ์การแปลงสภาพจริงในตอนที่กำลังทำหน้าที่ของพวกเขาให้ลุล่วง และสามารถกล่าวได้ว่า พวกเขานั้นซื่อสัตย์ในสายพระเนตรของพระเจ้า  เฉพาะผู้คนที่ซื่อสัตย์เท่านั้นที่สามารถพากเพียรบากบั่นกับการฝึกฝนปฏิบัติความจริงและประสบความสำเร็จในการปฏิบัติตนตามหลักธรรม และสามารถทำหน้าที่ของพวกเขาให้ลุล่วงอย่างได้มาตรฐาน  ผู้คนซึ่งปฏิบัติตนด้วยหลักธรรมนั้นทำหน้าที่ของพวกเขาให้ลุล่วงไปอย่างพิถีพิถันเมื่อพวกเขาอยู่ในอารมณ์ที่ดี พวกเขาไม่ได้ทำงานในลักษณะขอไปที พวกเขาไม่ใช่ไม่รู้เท่าทัน และพวกเขาไม่อวดโอ้ตัวเองเพื่อทำให้ผู้อื่นนึกถึงตัวพวกเขาอย่างสูงส่ง  อย่างไรก็ตาม เมื่อพวกเขาอยู่ในอารมณ์ที่ไม่ดี พวกเขาทำก็กิจประจำวันของพวกเขาเสร็จสิ้นไปอย่างจริงจังตั้งใจและมีความรับผิดชอบไม่ต่างกัน และต่อให้พวกเขาเผชิญบางสิ่งบางอย่างที่เป็นเหตุให้เกิดอันตรายเสียหายต่อการทำหน้าที่ของพวกเขาให้ลุล่วง หรือที่ทำให้เกิดแรงกดดันต่อพวกเขาเล็กน้อย หรือเป็นเหตุให้เกิดการหยุดชะงักในขณะที่พวกเขาทำหน้าที่ของพวกเขา พวกเขาก็ยังมีความสามารถที่จะทำหัวใจให้สงบเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและอธิษฐาน โดยกล่าวว่า “ไม่สำคัญว่าปัญหาที่ข้าพระองค์เผชิญนั้นใหญ่แค่ไหน—ต่อให้ฟ้าสวรรค์ถล่มลงมา—ตราบที่พระเจ้าทรงอนุญาตให้ข้าพระองค์มีชีวิตอยู่ต่อไป ข้าพระองค์มุ่งมั่นที่จะทำให้ดีที่สุดเท่าที่ข้าพระองค์ทำได้ในการลุล่วงหน้าที่ของข้าพระองค์  ทุกวันที่ข้าพระองค์ได้รับอนุญาตให้มีชีวิตอยู่นั้น เป็นวันหนึ่งซึ่งข้าพระองค์จะทำงานหนักในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าพระองค์ เพื่อให้ข้าพระองค์มีค่าคู่ควรต่อหน้าที่นี้ที่พระเจ้าประทานให้กับข้าพระองค์ รวมถึงลมหายใจนี้ที่พระองค์ทรงใส่เข้ามาในร่างกายของข้าพระองค์  โดยไม่คำนึงว่าข้าพระองค์อาจจะอยู่ในความลำบากยากเย็นมากเพียงใด ข้าพระองค์จะพักวางทั้งหมดลงไว้ก่อน เพราะการทำหน้าที่ของข้าพระองค์ให้ลุล่วงนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญสูงสุด!”  บรรดาผู้ที่ไม่รู้สึกกระทบกระเทือนโดยบุคคลใด เหตุการณ์ใด สิ่งใด หรือสภาพแวดล้อมใด ผู้ซึ่งไม่ถูกควบคุมโดยอารมณ์หรือสถานการณ์ภายนอกอันใด และผู้ที่วางหน้าที่ทั้งหลายของพวกเขาและพระบัญชาทั้งหลายที่พระเจ้าได้ทรงไว้วางพระทัยมอบหมายให้แก่พวกเขาเป็นอันดับแรกสุดก่อนสิ่งอื่นใด—พวกเขาคือผู้คนที่จงรักภักดีต่อพระเจ้าและผู้ที่นบนอบต่อพระองค์อย่างถ่องแท้  ผู้คนเช่นนี้ได้บรรลุการเข้าสู่ชีวิตและได้เข้าสู่ความจริงความเป็นจริงแล้ว  นี่คือหนึ่งในการแสดงออกที่จริงแท้และสัมพันธ์กับชีวิตจริงที่สุดของการใช้ชีวิตตามความจริง

ตัดตอนมาจาก “การเข้าสู่ชีวิตต้องเริ่มต้นด้วยประสบการณ์แห่งการปฏิบัติหน้าที่ของคนเรา” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 576

สำหรับผู้คนบางคน ไม่สำคัญว่า ประเด็นปัญหาใดที่พวกเขาอาจจะเผชิญเมื่อกำลังปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาอยู่ พวกเขาไม่แสวงหาความจริง และพวกเขาปฏิบัติตนไปตามความคิด มโนคติที่หลงผิด จินตนาการ และความอยากได้อยากมีทั้งหลายของพวกเขาเสมอ  พวกเขากำลังสนองความอยากได้อยากมีอันเห็นแก่ตัวของตัวพวกเขาเองอยู่เป็นนิตย์ และอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขานั้นก็มีอำนาจควบคุมอยู่เหนือการกระทำของพวกเขาเสมอ  แม้ว่าพวกเขาอาจทำหน้าที่ของพวกเขาครบบริบูรณ์ตามที่พวกเขาได้ถูกมอบหมาย แต่พวกเขาก็ไม่ได้รับความจริงอันใดเลย  ดังนั้นอะไรเล่าคือสิ่งที่ผู้คนดังกล่าวพึ่งพาตอนที่พวกเขากำลังปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา?  พวกเขาไม่ได้กำลังพึ่งพาทั้งความจริงและพระเจ้า  ความจริงน้อยนิดที่พวกเขาเข้าใจจริงๆ ไม่ได้เริ่มต้นอำนาจอธิปไตยในหัวใจของพวกเขา พวกเขากำลังพึ่งพาพรสวรรค์และความสามารถทั้งหลายของตัวพวกเขาเอง พึ่งพาความรู้อันใดก็ตามที่พวกเขาหามาได้ และพึ่งพาความสามารถพิเศษของพวกเขา ตลอดจนพลังใจ หรือเจตนาดีทั้งหลายของตัวพวกเขาเอง เพื่อที่จะทำหน้าที่เหล่านี้ให้ครบบริบูรณ์  นี่คือธรรมชาติชนิดหนึ่งที่แตกต่างไปมิใช่หรือ?  แม้ว่าบางคราวเจ้าอาจพึ่งพาความเป็นธรรมชาติ จินตนาการ มโนคติที่หลงผิด ความรู้และการเรียนรู้ของเจ้าเพื่อที่จะทำหน้าที่ของเจ้าให้ลุล่วง แต่ก็ไม่มีประเด็นปัญหาในเรื่องของหลักธรรมผุดขึ้นในบางสิ่งที่เจ้าทำเลย  โดยผิวเผินแล้ว ดูราวกับว่าเจ้ายังไม่ได้ใช้เส้นทางที่ผิด แต่ก็มีสิ่งหนึ่งซึ่งไม่สามารถถูกมองข้าม นั่นคือ ในช่วงระหว่างกระบวนการของการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า หากมโนคติที่หลงผิด จินตนาการ ความอยากส่วนบุคคลทั้งหลายของเจ้าไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยและไม่เคยได้รับการแทนที่ด้วยความจริง และหากการกระทำและความประพฤติของเจ้านั้นไม่เคยทำไปโดยสอดคล้องกับหลักธรรมความจริงทั้งหลาย เช่นนั้นแล้วบทอวสานสุดท้ายจะเป็นอย่างไร?  เจ้าก็จะกลายเป็นคนปรนนิบัติคนหนึ่ง  นี่คือสิ่งที่ถูกเขียนไว้ในพระคัมภีร์อย่างตรงชัดว่า “เมื่อถึงวันนั้นจะมีคนจำนวนมากร้องแก่เราว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพระองค์ได้เผยพระวจนะในพระนามของพระองค์ และได้ขับผีออกในพระนามของพระองค์ และได้ทำการแห่งฤทธานุภาพมากมายในพระนามของพระองค์ไม่ใช่หรือ?’  เมื่อนั้นเราจะกล่าวแก่พวกเขาว่า ‘เราไม่เคยรู้จักพวกเจ้าเลย เจ้าผู้ทำความชั่ว จงไปเสียให้พ้นหน้าเรา’” (มัทธิว 7:22-23)  เหตุใดเล่าพระเจ้าจึงทรงเรียกผู้คนเหล่านี้ผู้ทุ่มเทความพยายามและผู้ทำการปรนนิบัติว่า “เจ้าผู้ทำความชั่ว”?  มีประเด็นหนึ่งที่พวกเราสามารถแน่ใจได้ และนั่นก็คือว่า ไม่สำคัญว่าผู้คนเหล่านี้ทำหน้าที่หรืองานอะไร แรงจูงใจ แรงกระตุ้น เจตนา และความคิดทั้งหลายของพวกเขาย่อมเกิดขึ้นโดยทั้งหมดทั้งสิ้นจากความอยากได้อยากมีอันเห็นแก่ตัวของพวกเขานั้น โดยรวมแล้วมีพื้นฐานอยู่บนแนวคิดกับผลประโยชน์ส่วนตัวทั้งหลายของตัวพวกเขาเอง และความคำนึงถึงและแผนการของพวกเขานั้นก็วนเวียนอยู่กับความมีหน้ามีตา สถานะ ความไร้ค่า และความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้ในอนาคตของพวกเขา  ลึกลงไปนั้น พวกเขาไม่ครองความจริงอยู่เลย และพวกเขาก็ไม่ปฏิบัติตนโดยสอดคล้องกับหลักธรรมความจริงทั้งหลาย  เมื่อเป็นดังนั้นแล้ว สิ่งใดหรือที่สำคัญยิ่งยวดสำหรับพวกเจ้าที่จะต้องแสวงหาในตอนนี้?  (พวกเราควรแสวงหาความจริง และปฏิบัติหน้าที่ของพวกเราโดยสอดคล้องกับน้ำพระทัยและข้อพึงประสงค์ทั้งหลายของพระเจ้า)  สิ่งใดหรือที่พวกเจ้าควรทำอย่างเฉพาะเจาะจงในตอนที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ทั้งหลายของพวกเจ้าอยู่โดยสอดคล้องไปกับข้อพึงประสงค์ทั้งหลายของพระเจ้า?  เมื่อคำนึงถึงเจตนาและแนวคิดทั้งหลายของเจ้าในตอนที่กำลังทำบางสิ่งบางอย่าง เจ้าต้องเรียนรู้วิธีที่จะหยั่งรู้ว่าเจตนาและแนวคิดเหล่านั้นสอดคล้องกับความจริงหรือไม่ ตลอดจนหยั่งรู้ว่าเจตนาและแนวคิดทั้งหลายของเจ้านั้นถูกออกแบบมาเพื่อการลุล่วงความอยากได้อยากมีอันเห็นแก่ตัวของตัวเจ้าเองหรือผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า  หากเจตนาและแนวคิดทั้งหลายของเจ้านั้นสอดคล้องไปกับความจริง เช่นนั้นแล้ว เจ้าย่อมสามารถทำหน้าที่ของเจ้าไปในแนวเดียวกับการคิดของเจ้า อย่างไรก็ตาม หากเจตนาและแนวคิดเหล่านั้นไม่สอดคล้องกับความจริง เช่นนั้นแล้วเจ้าต้องหันหลังกลับและทิ้งเส้นทางนั้นอย่างรวดเร็ว  เส้นทางนั้นไม่ถูก และเจ้าไม่สามารถฝึกฝนปฏิบัติแบบนั้นได้ หากเจ้ายังคงเดินบนเส้นทางนั้นต่อไปแล้วไซร้ เจ้าย่อมจบลงตรงการกระทำความชั่ว

ตัดตอนมาจาก “วิธีได้รับประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้าในหน้าที่ของคนเรา” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 577

มีหลักการพื้นฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อสิ่งมีชีวิตทรงสร้างขององค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งการทรงสร้าง ซึ่งยังเป็นหลักการสูงสุดอีกด้วย  วิธีที่พระองค์ทรงปฏิบัติต่อสิ่งมีชีวิตทรงสร้างอยู่บนพื้นฐานของแผนการบริหารจัดการของพระองค์และบนพื้นฐานของข้อพึงประสงค์ของพระองค์อย่างครบบริบูรณ์ พระองค์ไม่ทรงจำเป็นต้องปรึกษาผู้ใดสักคน อีกทั้งพระองค์ก็ไม่ทรงจำเป็นต้องให้บุคคลใดสักคนเห็นด้วยกับพระองค์  ไม่ว่าพระองค์ควรจะทรงทำสิ่งใด และไม่ว่าพระองค์ควรจะทรงปฏิบัติต่อผู้คนอย่างไร แต่พระองค์ก็ทรงทำ และไม่สำคัญว่าพระองค์ทรงทำสิ่งใดหรือพระองค์ทรงปฏิบัติต่อผู้คนอย่างไร ทั้งหมดล้วนสอดคล้องกับหลักการที่องค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งการทรงสร้างทรงใช้ในการทรงพระราชกิจ  สิ่งเดียวที่ต้องทำในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างคือการนบนอบ ไม่ควรมีตัวเลือกอื่นใด  การนี้แสดงให้เห็นสิ่งใด?  การนี้แสดงให้เห็นว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งการทรงสร้างจะทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งการทรงสร้างเสมอ พระองค์ทรงมีฤทธานุภาพและพระคุณสมบัติที่จะทรงจัดวางเรียบเรียงและทรงปกครองสิ่งมีชีวิตทรงสร้างใดๆ ตามที่พระองค์พอพระทัย และไม่ทรงจำเป็นต้องมีเหตุผลในการทรงทำเช่นนั้น  นี่คือสิทธิอำนาจของพระองค์  ตราบเท่าที่พวกเขาเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ไม่มีแม้แต่ผู้เดียวท่ามกลางสิ่งมีชีวิตแห่งการทรงสร้างที่จะมีพลังอำนาจหรือมีคุณสมบัติที่จะตัดสินว่าพระผู้สร้างควรทรงปฏิบัติอย่างไร หรือว่าสิ่งที่พระองค์ทรงทำถูกหรือผิด อีกทั้งสิ่งมีชีวิตทรงสร้างใดๆ ก็ไม่มีคุณสมบัติที่จะเลือกว่าพวกเขาควรได้รับการปกครอง จัดวางเรียบเรียง หรือกำจัดโดยองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งการทรงสร้างหรือไม่  ในทำนองเดียวกัน ไม่มีสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหนึ่งเดียวใดมีคุณสมบัติที่จะเลือกวิธีที่พวกเขาได้รับการปกครองและกำจัดโดยองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งการทรงสร้าง  นี่คือความจริงสูงสุด  ไม่สำคัญว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งการทรงสร้างได้ทรงทำสิ่งใดกับสิ่งมีชีวิตทรงสร้างของพระองค์ และไม่สำคัญว่าพระองค์ได้ทรงทำสิ่งนั้นอย่างไร พวกมนุษย์ที่พระองค์ได้ทรงสร้างควรทำเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น นั่นคือแสวงหา นบนอบ รู้จัก และยอมรับข้อเท็จจริงซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งการทรงสร้างได้ทรงสถาปนาไว้  ผลสุดท้ายก็จะเป็นว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งการทรงสร้างจะได้ทรงทำให้แผนการบริหารจัดการของพระองค์สำเร็จลุล่วงแล้ว และทำให้พระราชกิจของพระองค์ครบบริบูรณ์แล้ว โดยได้ทรงทำให้แผนการบริหารจัดการของพระองค์ก้าวหน้าไปโดยไม่มีสิ่งกีดขวางใดๆ ขณะเดียวกัน เพราะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างได้ยอมรับกฎและการจัดการเตรียมการของพระผู้สร้าง และนบนอบต่อกฎและการจัดการเตรียมการของพระองค์ พวกเขาก็จะได้รับความจริงแล้ว เข้าใจน้ำพระทัยของพระผู้สร้างแล้ว และมารู้จักพระอุปนิสัยของพระองค์แล้ว  ยังมีหลักการอยู่อีกหนึ่งหลักการที่เราต้องบอกพวกเจ้า นั่นคือ ไม่สำคัญว่าพระผู้สร้างทรงทำสิ่งใด ไม่สำคัญว่าพระองค์ทรงสำแดงอย่างไร และไม่สำคัญว่าสิ่งที่พระองค์ทรงทำเป็นกิจการยิ่งใหญ่หรือการกระทำเล็กๆ พระองค์ก็ยังคงทรงเป็นพระผู้สร้าง ในขณะที่มวลมนุษย์ทั้งปวงซึ่งพระองค์ได้ทรงสร้างก็ยังคงเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง โดยไม่คำนึงถึงว่าพวกเขาได้ทำสิ่งใดไปแล้ว และโดยไม่คำนึงถึงว่าพวกเขาอาจมีความสามารถพิเศษหรือเป็นที่โปรดปรานมากเพียงใด  สำหรับมนุษยชาติทรงสร้างแล้ว ไม่สำคัญว่าพวกเขาจะได้รับพระคุณมากเพียงใดและพระพรมากมายเพียงใดจากพระผู้สร้าง หรือความปรานี ความรักมั่นคง หรือความเมตตากรุณามากเพียงใด พวกเขาก็ไม่ควรเชื่อตัวพวกเขาเองว่ายืนห่างจากผองชน หรือคิดว่าพวกเขาสามารถยืนเสมอพระเจ้าได้ และคิดว่าพวกเขาได้กลายเป็นมีตำแหน่งสูงท่ามกลางสิ่งมีชีวิตทรงสร้างแล้ว  โดยไม่คำนึงถึงว่าพระเจ้าได้ประทานของประทานให้เจ้ามากเพียงใด หรือพระองค์ได้ทรงให้พระคุณแก่เจ้ามากเพียงใด หรือพระองค์ได้ทรงปฏิบัติต่อเจ้าด้วยความใจดีมากเพียงใด หรือพระองค์ได้ทรงให้ความสามารถพิเศษแก่เจ้าบ้างแล้วหรือไม่ สิ่งเหล่านี้ไม่มีมีสิ่งใดเป็นทรัพย์สินของเจ้าเลย  เจ้าเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง และด้วยเหตุนั้น เจ้าจะเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างตลอดไป  เจ้าต้องไม่คิดว่า “ฉันเป็นที่รักตัวน้อยในพระหัตถ์ของพระเจ้า  พระองค์จะไม่ทรงตีฉัน  ท่าทีของพระเจ้าต่อฉันจะเป็นท่าทีแห่งความรัก ความห่วงใย และการลูบไล้อย่างอ่อนโยนเสมอ พร้อมเสียงกระซิบอันอบอุ่นแห่งความชูใจและการหนุนใจ”  ในทางตรงกันข้าม ในสายพระเนตรของพระผู้สร้าง เจ้าก็เป็นอย่างเดียวกันกับสิ่งมีชีวิตทรงสร้างอื่นๆ ทั้งหมด พระเจ้าทรงสามารถใช้เจ้าได้ตามที่พระองค์ทรงปรารถนา และยังทรงสามารถจัดวางเรียบเรียงเจ้าได้ตามที่พระองค์ทรงปรารถนาอีกด้วย และพระองค์ทรงสามารถจัดการเตรียมการตามที่พระองค์ทรงปรารถนาเพื่อให้เจ้าเล่นทุกบทบาทท่ามกลางผู้คน เหตุการณ์และสิ่งทั้งหลายทุกชนิด  นี่คือความรู้ที่ผู้คนควรมี และคือสำนึกรับรู้สึกที่ดีซึ่งพวกเขาควรครอง  หากคนเราสามารถเข้าใจและยอมรับวจนะเหล่านี้ได้ สัมพันธภาพของพวกเขากับพระเจ้าก็จะยิ่งเป็นปกติมากขึ้น และพวกเขาจะสร้างสัมพันธภาพที่สมเหตุสมผลที่สุดกับพระองค์ หากคนเราสามารถเข้าใจและยอมรับวจนะเหล่านี้ได้ พวกเขาก็จะปรับทิศทางสถานีของพวกอย่างถูกต้องเหมาะสม ยืนในที่ที่ถูกต้องเหมาะสมของพวกเขา และรักษาหน้าที่ของพวกเขา

ตัดตอนมาจาก “เพียงโดยการแสวงหาความจริงเท่านั้น คนเราจึงสามารถรู้จักกิจการของพระเจ้าได้” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 578

การรู้จักพระเจ้าต้องสัมฤทธิ์ผลโดยผ่านทางการอ่านและการเข้าใจพระวจนะของพระเจ้า  บางคนกล่าวว่า “ฉันยังไม่ได้เห็นพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์เลย แล้วฉันควรรู้จักพระเจ้าอย่างไรเล่า?”  ในข้อเท็จจริงนั้น พระวจนะของพระเจ้าก็คือการแสดงออกอย่างหนึ่งของพระอุปนิสัยของพระองค์  จากพระวจนะของพระเจ้า เจ้าสามารถมองเห็นความรักและความรอดของพระองค์ที่มีต่อพวกมนุษย์ ตลอดจนวิธีการของพระองค์ในการช่วยพวกเขาให้รอด…นี่เป็นเพราะพระวจนะของพระองค์ถูกแสดงออกมาโดยพระเจ้าพระองค์เอง ไม่ใช่ถูกเขียนขึ้นโดยพวกมนุษย์  พระเจ้าได้ทรงแสดงพระวจนะเหล่านั้นออกมาด้วยพระองค์เอง พระเจ้าพระองค์เองกำลังทรงแสดงพระวจนะของพระองค์เองและพระสุรเสียงภายในของพระองค์  เหตุใดหรือพระวจนะเหล่านี้จึงถูกเรียกว่าพระวจนะจากพระทัย?  นั่นก็เป็นเพราะพระวจนะเหล่านี้ออกมาจากส่วนลึกลงไป และแสดงพระอุปนิสัยของพระองค์ น้ำพระทัยของพระองค์ พระดำริของพระองค์ ความรักของพระองค์ที่มีต่อมวลมนุษย์ ความรอดของพระองค์สำหรับมวลมนุษย์ และความคาดหวังของพระองค์ที่มีต่อมวลมนุษย์…ถ้อยดำรัสของพระเจ้ารวมไปด้วยพระวจนะอันกร้าวกระด้าง และพระวจนะอันอ่อนโยนและมีความคำนึงห่วงใย ตลอดจนพระวจนะในเชิงเปิดเผยซึ่งไม่เป็นไปในแนวเดียวกับที่มนุษย์ปรารถนา  หากเจ้ามองเพียงพระวจนะในเชิงเปิดเผยเท่านั้น เจ้าก็อาจรู้สึกว่า พระเจ้าทรงค่อนข้างเข้มงวดทีเดียว  หากเจ้ามองเพียงพระวจนะอันอ่อนโยน เจ้าก็อาจรู้สึกว่า พระเจ้าไม่ทรงสิทธิอำนาจมากเท่าใดนัก  เพราะฉะนั้น เจ้าจึงไม่ควรมองพระวจนะเหล่านี้ออกนอกบริบท ในทางกลับกันให้มองพระวจนะเหล่านี้จากทุกมุม  บางคราวพระเจ้าตรัสจากมุมมองอันอ่อนโยนและเปี่ยมความสงสารเห็นใจ และเช่นนั้นแล้ว ผู้คนจึงมองเห็นความรักที่พระองค์ทรงมีต่อมวลมนุษย์ บางคราวพระองค์ก็ตรัสจากมุมมองที่เคร่งครัดมาก และเช่นนั้นแล้ว ผู้คนก็จะเห็นพระอุปนิสัยของพระองค์ที่จะไม่ยอมผ่อนปรนต่อการล่วงเกินอันใดเลย  มนุษย์นั้นโสมมอย่างหนัก และไม่มีค่าคู่ควรต่อการมองเห็นพระพักตร์ของพระเจ้าหรือต่อการมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์  การที่บัดนี้ผู้คนได้รับอนุญาตให้มาอยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระองค์นั้นก็เป็นไปโดยพระคุณของพระองค์ล้วนๆ  พระปัญญาของพระเจ้าสามารถมองเห็นได้จากหนทางที่พระองค์ทรงพระราชกิจและในนัยสำคัญแห่งพระราชกิจของพระองค์  ผู้คนยังคงสามารถมองเห็นสิ่งเหล่านี้ได้ในพระวจนะของพระเจ้า ต่อให้ปราศจากการติดต่อสัมพันธ์โดยตรงจากพระองค์ก็ตาม  เมื่อใครบางคนที่รู้จักพระเจ้าอย่างถ่องแท้มาติดต่อสัมพันธ์กับพระคริสต์ การเผชิญหน้าของเขากับพระคริสต์ย่อมสามารถสอดรับกันได้กับความรู้ของเขาที่มีอยู่เกี่ยวกับพระเจ้า อย่างไรก็ตาม เมื่อใครบางคนผู้ซึ่งมีเพียงความเข้าใจเชิงทฤษฎีเผชิญหน้ากับพระเจ้า เขาย่อมไม่สามารถมองเห็นความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงได้  แง่มุมนี้ของความจริงคือข้อล้ำลึกที่ลุ่มลึกที่สุด ลำบากยากเย็นที่จะหยั่งถึง  จงสรุปรวบรวมพระวจนะของพระเจ้าที่ว่าด้วยความล้ำลึกแห่งการจุติเป็นมนุษย์  มองดูพระวจนะเหล่านั้นจากทุกมุม แล้วจากนั้นก็จงอธิษฐานร่วมกัน ไตร่ตรอง และสามัคคีธรรมเพิ่มเติมเกี่ยวกับแง่มุมนี้ของความจริง  ในการทำดังนั้น เจ้าจะมีความสามารถที่จะได้รับความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์และเกิดความเข้าใจขึ้นมา  เพราะพวกมนุษย์ไม่มีโอกาสที่จะมีการติดต่อสัมพันธ์โดยตรงกับพระเจ้า พวกเขาจึงต้องพึ่งพาประสบการณ์ประเภทนี้เพื่อค่อยๆ คลำทางของพวกเขาไปและเข้าสู่ทีละน้อย เพื่อที่จะบรรลุความรู้อันแท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้า

ตัดตอนมาจาก “วิธีที่จะรู้จักพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 579

การรู้จักพระเจ้าหมายถึงอะไร?  นั่นหมายถึงการสามารถจับความเข้าใจความชื่นบานยินดี ความโมโห ความโศกเศร้า และความสุขของพระองค์ นี่คือการรู้จักพระเจ้า  เจ้ากล่าวอ้างว่าเจ้าได้เห็นพระองค์แล้ว กระนั้นเจ้าก็ยังไม่เข้าใจความชื่นบานยินดี ความโมโห ความโศกเศร้า และความสุขของพระองค์ และเจ้าไม่เข้าใจพระอุปนิสัยของพระองค์  เจ้ายังไม่เข้าใจทั้งความชอบธรรมของพระองค์และความเปี่ยมกรุณาของพระองค์ อีกทั้งเจ้าก็ไม่รู้ว่าสิ่งใดที่พระองค์ทรงโปรดและสิ่งใดที่พระองค์ทรงเกลียด  นี่ไม่ใช่ความรู้ในเรื่องของพระเจ้า  เพราะฉะนั้น ผู้คนบางคนสามารถติดตามพระเจ้าได้ แต่ไม่จำเป็นว่าจะมีความสามารถในการที่จะเชื่อในพระองค์อย่างแท้จริง มีความแตกต่างกันอยู่ในที่นี้  หากเจ้ารู้จักพระเจ้า เข้าใจพระองค์ และมีความสามารถที่จะจับใจความน้ำพระทัยบางประการของพระองค์ได้ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็สามารถเชื่อในพระองค์ได้อย่างแท้จริง นบนอบต่อพระองค์ได้อย่างแท้จริง รักพระองค์ได้อย่างแท้จริง และนมัสการพระองค์ได้อย่างแท้จริง  หากเจ้าไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็เป็นแค่ผู้ติดตามคนหนึ่งซึ่งไหลเรื่อยไปตามกระแส  นั่นไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นการนบนอบอย่างแท้จริง หรือการนมัสการที่แท้จริง  การนมัสการที่แท้จริงเกิดขึ้นอย่างไร?  ทุกคนที่รู้จักพระเจ้าอย่างถ่องแท้ล้วนนมัสการและเคารพพระองค์เมื่อใดก็ตามที่พวกเขามองเห็นพระองค์โดยไม่มีข้อยกเว้น  พวกเขาล้วนถูกสะกดให้ยอมกราบไหว้และนมัสการพระองค์  ณ ปัจจุบัน ในขณะที่พระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์กำลังทรงงาน ยิ่งผู้คนมีความเข้าใจพระอุปนิสัยของพระองค์และสิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็นมากขึ้นเท่าใด พวกเขาก็จะยิ่งหวงแหนสิ่งเหล่านี้ราวสมบัติล้ำค่ามากขึ้นเท่านั้นและพวกเขาจะยิ่งเคารพพระองค์มากขึ้นเท่านั้น  โดยทั่วไปแล้ว ยิ่งผู้คนมีความเข้าใจน้อยลงเท่าใด พวกเขาก็ย่อมเลินเล่อมากขึ้นเท่านั้น และดังนั้นพวกเขาจึงปฏิบัติต่อพระเจ้าดั่งเป็นมนุษย์  หากผู้คนได้รู้จักและมองเห็นพระเจ้าจริงๆ พวกเขาจะตัวสั่นด้วยความยำเกรง  “แต่พระองค์ผู้จะมาภายหลังข้าพเจ้า ทรงยิ่งใหญ่กว่าข้าพเจ้า ซึ่งข้าพเจ้าไม่คู่ควรแม้แต่จะถือฉลองพระบาท”—เหตุใดยอห์นจึงกล่าวเช่นนี้?  แม้ว่าลึกลงไปแล้ว เขามิได้มีความเข้าใจอันลุ่มลึกมากนัก แต่เขาก็รู้ว่าพระเจ้าทรงน่าเกรงขาม  ผู้คนมากมายเท่าใดในทุกวันนี้ที่มีความสามารถในการเคารพพระเจ้า?  หากพวกเขาไม่รู้พระอุปนิสัยของพระองค์แล้วไซร้ เช่นนั้นแล้วพวกเขาจะสามารถเคารพพระเจ้าได้อย่างไรเล่า?  ผู้คนทั้งไม่รู้แก่นแท้ของพระคริสต์ และไม่เข้าใจพระอุปนิสัยของพระเจ้า นับประสาอะไรที่พวกเขาจะมีความสามารถที่จะนมัสการพระเจ้าได้อย่างแท้จริง  หากพวกเขามองเห็นเพียงการทรงปรากฏภายนอกที่เป็นปกติและธรรมดาสามัญของพระคริสต์ ทว่าไม่รู้จักแก่นแท้ของพระองค์ เช่นนั้นแล้วก็ย่อมง่ายสำหรับพวกเขาที่จะปฏิบัติต่อพระองค์ดังเช่นเป็นแค่มนุษย์ธรรมดาสามัญคนหนึ่ง  พวกเขาอาจนำท่าทีที่มีความเคารพมาใช้กับพระองค์และสามารถโกงพระองค์ ต้านทานพระองค์ ไม่เชื่อฟัง และทำการตัดสินพระองค์ได้  พวกเขาสามารถมองตัวเองว่าชอบธรรมอยู่เสมอ และไม่จริงจังกับพระวจนะของพระองค์ พวกเขาสามารถถึงขึ้นเหนี่ยวนำให้เกิดมโนคติที่หลงผิด การกล่าวโทษ และการหมิ่นประมาทพระเจ้าได้  เพื่อแก้ปัญหาในประเด็นปัญหาเหล่านี้ คนเราต้องรู้จักแก่นแท้และเทวสภาพของพระคริสต์  นี่คือแง่มุมหลักของการรู้จักพระเจ้า นั่นคือสิ่งที่ทุกคนซึ่งเชื่อในพระเจ้าผู้ทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริงต้องเข้าสู่และสัมฤทธิ์

ตัดตอนมาจาก “วิธีที่จะรู้จักพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์

ก่อนหน้า: การเข้าสู่ชีวิต 5

ถัดไป: 11. บั้นปลายและบทอวสาน

ปี 2021 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

บทที่ 17

ในความจริง ถ้อยดำรัสทั้งหมดที่ออกจากพระโอษฐ์ของพระเจ้าไม่เป็นที่รู้จักต่อพวกมนุษย์ ถ้อยดำรัสทั้งหมดเป็นภาษาที่ผู้คนไม่เคยได้ยิน...

เรื่องจริงเบื้องหลังพระราชกิจยุคแห่งการไถ่

แผนการจัดการทั้งหมดของเรา ซึ่งเป็นแผนการจัดการระยะเวลา 6,000 ปีนั้นประกอบด้วยสามระยะ หรือสามยุค ได้แก่ ยุคธรรมบัญญัติปฐมกาล ยุคพระคุณ...

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger