ค. ว่าด้วยความบริสุทธิ์ของพระเจ้า

272. “ความบริสุทธิ์ของพระเจ้า” หมายถึงว่าแก่นแท้ของพระเจ้านั้นไม่มีข้อบกพร่อง ว่าความรักของพระเจ้าไม่ใช่เรื่องเห็นแก่ตัว ทั้งหมดที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้มนุษย์ไม่ใช่เรื่องเห็นแก่ตัว และเจ้าจะมารู้ว่าความบริสุทธิ์ของพระเจ้านั้นไม่ด่างพร้อยและไม่สามารถตำหนิติเตียนได้  แง่มุมเหล่านี้ของแก่นแท้ของพระเจ้าไม่ใช่แค่พระวจนะที่พระองค์ทรงใช้เพื่อโอ้อวดพระฐานะของพระองค์ แต่ในทางตรงกันข้ามพระองค์ทรงใช้แก่นแท้ของพระองค์เพื่อปฏิบัติกับแต่ละคนและทุกคนด้วยความจริงใจอันสงบเงียบ  อีกนัยหนึ่ง แก่นแท้ของพระเจ้าไม่ว่างเปล่า และไม่ใช่เรื่องของทฤษฎีหรือเรื่องของคำสอน และแน่นอนว่าไม่ใช่ความรู้อย่างหนึ่ง  ไม่ใช่การศึกษาอย่างหนึ่งสำหรับมนุษย์ แทนที่จะเป็นเช่นนั้นแก่นแท้ของพระเจ้ากลับเป็นการเปิดเผยที่แท้จริงของการกระทำของพระเจ้าเองและแก่นแท้ของสิ่งที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็นที่ถูกเปิดเผย

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 6” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

273. ความบริสุทธิ์ของพระเจ้าที่เราพูดถึงหมายถึงอะไร? จงคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้สักครู่  ความบริสุทธิ์ของพระเจ้าคือการเปี่ยมด้วยความจริงของพระองค์ใช่หรือไม่? ความบริสุทธิ์ของพระเจ้าคือความสัตย์ซื่อของพระองค์ใช่หรือไม่? ความบริสุทธิ์ของพระเจ้าคือความไม่เห็นแก่ตัวของพระองค์ใช่หรือไม่? มันคือความถ่อมพระทัยของพระองค์ใช่หรือไม่? ความรักของพระองค์ที่มีต่อมนุษย์หรือ? พระเจ้าทรงประทานความจริงและชีวิตแก่มนุษย์อย่างอิสระ—นี่คือความบริสุทธิ์ของพระองค์ใช่หรือไม่? (ใช่) ทั้งหมดนี้ที่พระเจ้าทรงเปิดเผยเป็นหนึ่งเดียวและไม่ดำรงอยู่ภายในมนุษยชาติอันเสื่อมทราม อีกทั้งไม่สามารถเห็นมันได้ในมนุษยชาติ  ไม่สามารถเห็นร่องรอยของมันได้แม้แต่น้อยในช่วงระหว่างกระบวนการของการทำให้มนุษย์เสื่อมทรามของซาตาน ไม่ว่าจะในอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของซาตานหรือในแก่นแท้หรือธรรมชาติของซาตาน  ทั้งหมดที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็นนั้นเป็นหนึ่งเดียว พระเจ้าพระองค์เองเท่านั้นที่ทรงมีและทรงครองแก่นแท้ประเภทนี้ […] แก่นแท้ของความบริสุทธิ์คือความรักที่แท้จริง แต่ที่มากไปกว่านี้คือ มันคือแก่นแท้ของความจริง ความชอบธรรม และความสว่าง  คำว่า “บริสุทธิ์” นั้นเหมาะสมเฉพาะเมื่อใช้กับพระเจ้าเท่านั้น ไม่มีอะไรในสิ่งทรงสร้างที่คู่ควรจะถูกเรียกว่า “บริสุทธิ์”  มนุษย์จะต้องเข้าใจเรื่องนี้

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 6” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

274. “พระยาห์เวห์พระเจ้าจึงตรัสสั่งมนุษย์นั้นว่า ‘ผลไม้ทุกอย่างในสวนนี้ เจ้ากินได้ตามใจชอบ แต่ผลของต้นไม้แห่งการรู้ถึงความดีและความชั่วนั้น ห้ามเจ้ากิน เพราะในวันใดที่เจ้ากิน เจ้าจะต้องตายแน่’”  อะไรคือสิ่งสำคัญในการทรงบัญชาของพระเจ้าที่มีต่อมนุษย์ในบทตอนนี้?  ประการแรก พระเจ้าทรงบอกมนุษย์ว่าสิ่งใดที่เขาสามารถกินได้ นั่นคือ ผลไม้จากต้นไม้หลายชนิด  ไม่มีอันตรายและไม่มีพิษ ทั้งหมดนั้นสามารถกินได้และกินได้โดยอิสระตามที่มนุษย์ปรารถนา โดยไม่ต้องกังวลและสงสัยเลย  นี่คือส่วนหนึ่งจากการทรงบัญชาของพระเจ้า  อีกส่วนหนึ่งเป็นคำเตือน  ในคำเตือนนี้ พระเจ้าทรงบอกมนุษย์ว่าเขาต้องไม่กินผลไม้จากต้นไม้แห่งการรู้ถึงความดีและความชั่วนั้น  จะเกิดสิ่งใดขึ้นหรือหากเขากินจากต้นไม้นี้?  พระเจ้าได้ทรงบอกมนุษย์ว่า หากเจ้ากินจากมัน เจ้าจะตายอย่างแน่นอน  พระวจนะเหล่านี้ตรงไปตรงมาไม่ใช่หรือ?  หากพระเจ้าตรัสบอกเจ้าอย่างนี้แต่เจ้าไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใด เจ้าจะปฏิบัติต่อพระวจนะของพระองค์เสมือนเป็นกฎเกณฑ์หรือคำสั่งที่ต้องเชื่อฟังหรือไม่?  พระวจนะเช่นนั้นควรต้องได้รับการเชื่อฟัง หรือไม่ควรได้รับการเชื่อฟัง?  แต่ไม่ว่ามนุษย์จะสามารถเชื่อฟังหรือไม่ พระวจนะของพระเจ้าก็ไม่อ้อมค้อม  พระเจ้าได้ทรงบอกมนุษย์อย่างชัดเจนยิ่งนักว่าสิ่งใดที่เขาอาจกินได้และสิ่งใดที่เขาไม่อาจกินได้ และจะเกิดอะไรขึ้นหากเขากินสิ่งที่เขาไม่อาจกินได้  ในพระวจนะสั้นๆ เหล่านี้ที่พระเจ้าได้ตรัสไป เจ้าสามารถเห็นสิ่งใดจากพระอุปนิสัยของพระเจ้าหรือไม่?  พระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้าเที่ยงแท้หรือไม่?  มีการหลอกลวงใดๆ หรือไม่?  มีความเท็จใดๆ หรือไม่?  มีการข่มขู่ใดๆ หรือไม่?  (ไม่มี)  พระเจ้าได้ทรงบอกมนุษย์อย่างซื่อสัตย์ ตามความจริง และอย่างจริงใจถึงสิ่งที่เขาอาจกินได้และสิ่งที่เขาไม่อาจกินได้  พระเจ้าได้ตรัสอย่างชัดเจนและตรงๆ  มีความหมายซ่อนเร้นใดๆ อยู่ในพระวจนะเหล่านี้หรือไม่?  พระวจนะเหล่านี้ไม่ตรงไปตรงมาหรอกหรือ?  มีความจำเป็นต้องคาดคะเนหรือไม่?  (ไม่)  ไม่มีความจำเป็นต้องคาดเดาเลย  ความหมายของพระวจนะเหล่านี้ชัดแจ้งในทันทีที่มอง  เมื่อได้อ่านพระวจนะเหล่านี้ คนเรารู้สึกเข้าใจชัดเจนอย่างครบถ้วนถึงความหมายของมัน  นั่นคือ สิ่งที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์ที่จะตรัสและสิ่งที่พระองค์ทรงต้องประสงค์ที่จะแสดงออกนั้นมาจากพระทัยของพระองค์  สิ่งทั้งหลายที่พระเจ้าทรงแสดงนั้นสะอาด ตรงไปตรงมา และชัดเจน  ไม่มีสิ่งจูงใจแอบแฝง อีกทั้งไม่มีความหมายซ่อนเร้นใดๆ  พระองค์ตรัสกับมนุษย์โดยตรง ทรงบอกเขาถึงสิ่งที่เขาอาจกินได้และสิ่งที่เขาไม่อาจกินได้  กล่าวคือ โดยผ่านทางพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้า มนุษย์สามารถมองเห็นได้ว่าพระทัยของพระเจ้านั้นโปร่งใสและเที่ยงแท้  ไม่มีร่องรอยของความเท็จในที่นี้ นั่นไม่ใช่กรณีของการบอกเจ้าว่าเจ้าไม่อาจกินสิ่งที่กินได้ หรือการบอกเจ้าว่า “จงทำแล้วดูว่าอะไรจะเกิดขึ้น” กับสิ่งทั้งหลายที่เจ้าไม่สามารถกินได้  พระเจ้าไม่ได้ทรงหมายถึงการนี้  ไม่ว่าพระเจ้าดำริสิ่งใดในพระทัยของพระองค์ นั่นคือสิ่งที่พระองค์ตรัส

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 4” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

275. พระเจ้าได้ทรงสร้างมนุษย์และได้ทรงนำชีวิตของมวลมนุษย์ตั้งแต่นั้นเรื่อยมา  ไม่ว่าในการประทานพระพรแก่มวลมนุษย์ การทรงสร้างธรรมบัญญัติและพระบัญญัติทั้งหลายให้แก่มนุษย์ หรือการวางกฎเกณฑ์ต่างๆ สำหรับชีวิต พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าจุดมุ่งหมายตามเจตนารมณ์ของพระเจ้าในการทรงทำสิ่งเหล่านี้คือสิ่งใด?  ก่อนอื่น เจ้าสามารถพูดด้วยความแน่นอนได้หรือไม่ว่า ทั้งหมดที่พระเจ้าทรงทำนั้นเป็นเพื่อผลดีต่อมวลมนุษย์?  เหล่านี้อาจดูเหมือนเป็นคำพูดที่อลังการไร้ค่าไม่จริงใจสำหรับพวกเจ้า แต่เมื่อตรวจดูรายละเอียดภายในแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าทรงทำนั้นมีเจตนารมณ์ที่จะนำทางและนำมนุษย์ไปสู่การดำรงชีวิตแบบปกติมิใช่หรือ?  ไม่ว่าจะเป็นการทำให้มนุษย์ยึดปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ทั้งหลายของพระองค์หรือรักษาธรรมบัญญัติทั้งหลายของพระองค์ จุดมุ่งหมายของพระเจ้าก็คือเพื่อไม่ให้มนุษย์ตกไปสู่การเคารพบูชาซาตานและไม่ให้ถูกซาตานทำอันตราย นี่คือรากฐานสำคัญที่สุด และนี่คือสิ่งที่ได้ทำขึ้นในตอนแรกเริ่มสุด  ในตอนแรกเริ่มสุด เมื่อมนุษย์ยังไม่เข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้านั้น พระเจ้าได้ทรงสร้างธรรมบัญญัติและกฎเกณฑ์ทั้งหลายที่เรียบง่ายบางอย่างและได้สร้างกฎข้อบังคับทั้งหลายที่ครอบคลุมทุกเรื่องที่พอจะนึกได้  กฎข้อบังคับเหล่านี้เรียบง่าย ทว่าภายในกฎข้อบังคับเหล่านั้นบรรจุไปด้วยน้ำพระทัยของพระเจ้า  พระเจ้าทรงทะนุถนอมความล้ำค่า ทรงเชิดชู และทรงรักมวลมนุษย์อย่างสุดซึ้ง  นั่นไม่เป็นเช่นนั้นหรอกหรือ?  (เป็นเช่นนั้น)  ดังนั้น พวกเราสามารถพูดได้หรือไม่ว่าพระทัยของพระองค์นั้นบริสุทธิ์?  พวกเราสามารถพูดได้หรือไม่ว่าพระทัยของพระองค์นั้นสะอาด?  (ได้)  พระเจ้าทรงมีสิ่งจูงใจเพิ่มเติมใดๆ หรือไม่?  (ไม่มี)  ดังนั้น จุดมุ่งหมายนี้ของพระองค์ถูกต้องและเป็นบวกใช่หรือไม่?  (ใช่)  ในครรลองแห่งพระราชกิจของพระเจ้านั้น กฎข้อบังคับทั้งหมดที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นนั้นมีผลเชิงบวกต่อมนุษย์ นำทางให้แก่มนุษย์  ดังนั้นแล้ว ในพระทัยของพระเจ้านั้น มีพระดำริเพื่อรับใช้พระองค์เองบ้างหรือไม่?  พระเจ้าทรงมีจุดมุ่งหมายเพิ่มเติมที่เกี่ยวกับมนุษย์บ้างหรือไม่?  พระเจ้าทรงต้องประสงค์ที่จะใช้ประโยชน์จากมนุษย์ในบางหนทางหรือไม่?  (ไม่มี)  ไม่แม้แต่นิดเดียว  พระเจ้าทรงทำดังเช่นที่พระองค์ตรัส และพระวจนะและการกระทำของพระองค์สอดคล้องกันกับพระดำริของพระองค์ในพระทัยของพระองค์  ไม่มีจุดประสงค์ที่ด่างพร้อย ไม่มีพระดำริเพื่อรับใช้พระองค์เองใดๆ เลย  ไม่มีสิ่งใดเลยที่พระองค์ทรงทำที่เป็นไปเพื่อพระองค์เอง ทั้งหมดที่พระองค์ทรงทำนั้น พระองค์ทรงทำเพื่อมนุษย์ โดยไม่มีวัตถุประสงค์ส่วนพระองค์ใดๆ  ถึงแม้ว่าพระองค์ทรงมีแผนและเจตนารมณ์ทั้งหลาย ซึ่งพระองค์ทรงวางให้กับมนุษย์ แต่ไม่มีสิ่งใดเลยในนั้นที่เป็นไปเพื่อพระองค์เอง  ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์ทรงทำล้วนทำไปเพื่อมวลมนุษย์ เพื่อปกป้องมวลมนุษย์ เพื่อป้องกันมวลมนุษย์ไม่ให้ถูกนำให้หลงเจิ่น ดังนั้น พระทัยของพระองค์นี้ไม่ล้ำค่าหรอกหรือ?  เจ้าสามารถมองเห็นแม้แต่หมายสำคัญเล็กจิ๋วที่สุดของหัวใจซึ่งล้ำค่าเช่นนั้นในซาตานได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  เจ้าไม่สามารถมองเห็นคำใบ้แม้เพียงนิดเกี่ยวกับการนี้ในซาตาน  ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าทรงทำถูกเปิดเผยอย่างเป็นธรรมชาติ  บัดนี้ พวกเรามาดูวิธีที่พระเจ้าทรงพระราชกิจกันเถิด พระองค์ทรงพระราชกิจของพระองค์อย่างไร?  พระเจ้าทรงใช้ธรรมบัญญัติเหล่านี้และพระวจนะของพระองค์และผูกมัดสิ่งเหล่านั้นอย่างแน่นหนารอบศีรษะของทุกบุคคลเหมือนคาถารัดเกล้า[ก]  โดยบังคับใช้สิ่งเหล่านั้นกับมนุษย์ทุกคนหรือไม่?  พระองค์ทรงพระราชกิจในหนทางนี้หรือไม่?  (ไม่ใช่)  ดังนั้นพระเจ้าทรงพระราชกิจของพระองค์ในหนทางใด? (พระองค์ทรงนำพวกเรา  พระองค์ทรงแนะนำและทรงหนุนใจพวกเรา)  พระองค์ทรงขู่หรือไม่?  พระองค์ทรงวกไปวนมาเมื่อพระองค์ตรัสกับพวกเจ้าหรือไม่?  (ไม่)  เมื่อเจ้าไม่เข้าใจความจริง พระเจ้าทรงนำเจ้าอย่างไร?  (พระองค์ทรงฉายความสว่าง)  พระองค์ทรงฉายความสว่างบนตัวเจ้า ทรงบอกเจ้าอย่างชัดเจนว่านี่ไม่สอดคล้องกับความจริง และแล้วพระองค์ตรัสบอกเจ้าว่าเจ้าควรทำสิ่งใด  จากหนทางเหล่านี้ที่พระเจ้าทรงใช้ในการทรงพระราชกิจ เจ้ารู้สึกว่าเจ้ามีสัมพันธภาพประเภทใดกับพระเจ้า?  เจ้ารู้สึกว่าพระเจ้าทรงอยู่เหนือการจับความเข้าใจของเจ้าหรือไม่?  (ไม่)  ดังนั้น เจ้ารู้สึกอย่างไรเมื่อเจ้ามองเห็นหนทางเหล่านี้ที่พระเจ้าทรงใช้ในการทรงพระราชกิจ?  พระเจ้าทรงใกล้ชิดกับเจ้าเป็นพิเศษ ไม่มีระยะห่างระหว่างเจ้ากับพระเจ้า  เมื่อพระเจ้าทรงนำเจ้า เมื่อพระองค์ทรงจัดเตรียมให้เจ้า ทรงช่วยเจ้าและทรงสนับสนุนเจ้า เจ้ารู้สึกว่าพระเจ้าทรงเป็นกันเองเพียงใด รู้สึกว่าพระองค์ทรงบันดาลใจให้เกิดความเคารพ เจ้ารู้สึกว่าพระองค์ทรงน่ารักชื่นชมเพียงใด เจ้ารู้สึกถึงความอบอุ่นของพระองค์  แต่เมื่อพระเจ้าทรงตำหนิเจ้าเนื่องจากความเสื่อมทรามของเจ้า หรือเมื่อพระองค์ทรงพิพากษาและทรงบ่มวินัยเจ้าเนื่องจากการกบฏต่อพระองค์ พระองค์ทรงใช้วิธีการใด?  พระองค์ทรงตำหนิเจ้าด้วยพระวจนะหรือไม่?  พระองค์ทรงบ่มวินัยเจ้าโดยผ่านทางสภาพแวดล้อมของเจ้าและโดยผ่านทางผู้คน กิจธุระ และสิ่งทั้งหลายหรือไม่?  (ใช่)  พระเจ้าทรงบ่มวินัยเจ้าถึงขอบเขตใด?  พระเจ้าทรงบ่มวินัยมนุษย์ถึงระดับเดียวกันกับที่ซาตานทำอันตรายมนุษย์หรือไม่?  (ไม่ พระเจ้าทรงบ่มวินัยมนุษย์เพียงถึงขอบเขตที่มนุษย์สามารถสู้ทนได้)  พระเจ้าทรงพระราชกิจในหนทางที่สุภาพ ละเอียดอ่อน น่ารักชื่นชม และใส่พระทัย หนทางที่มีมาตรการเหนือธรรมดาและถูกต้องเหมาะสม  หนทางของพระองค์ไม่ยั่วยุปฏิกิริยาทางอารมณ์ที่เข้มข้นในตัวเจ้า เช่น  “พระเจ้าต้องทรงยอมให้ข้าพระองค์ทำการนี้” หรือ “พระเจ้าต้องทรงยอมให้ข้าพระองค์ทำการนั้น”  พระเจ้าไม่เคยทรงให้เจ้ามีความตึงเครียดทางจิตใจหรืออารมณ์ประเภทนั้นที่ทำให้สิ่งทั้งหลายเกินแบกรับได้  นั่นไม่เป็นเช่นนั้นหรอกหรือ?  แม้กระทั่งเมื่อเจ้ายอมรับพระวจนะแห่งการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว เจ้ารู้สึกอย่างไร?  เมื่อเจ้าสำนึกรับรู้ถึงสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้ารู้สึกอย่างไร?  เจ้ารู้สึกว่าพระเจ้าทรงศักดิ์สิทธิ์และไม่อาจฝ่าฝืนได้หรือไม่?  (รู้สึก)  เจ้ารู้สึกถึงระยะห่างระหว่างตัวเจ้าเองกับพระเจ้าในเวลาเหล่านี้หรือไม่?  เจ้ารู้สึกถึงความยำเกรงพระเจ้าหรือไม่?  ไม่—แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เจ้ารู้สึกเคารพอย่างยำเกรงต่อพระเจ้าต่างหาก  ไม่ใช่เพราะพระราชกิจของพระเจ้าหรอกหรือที่ผู้คนรู้สึกถึงสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด?  พวกเขาจะมีความรู้สึกเหล่านี้หรือไม่หากว่าซาตานเป็นผู้ที่ทำงานนี้?  (ไม่)  พระเจ้าทรงใช้พระวจนะของพระองค์ ความจริงของพระองค์ และพระชนม์ชีพของพระองค์เพื่อจัดเตรียมให้มนุษย์ เพื่อสนับสนุนมนุษย์อย่างต่อเนื่อง  เมื่อมนุษย์อ่อนแอ เมื่อมนุษย์กำลังรู้สึกท้อแท้ แน่นอนว่าพระเจ้าไม่ตรัสอย่างเกรี้ยวกราด โดยการตรัสว่า  “ห้ามรู้สึกท้อแท้  มีสิ่งใดให้ต้องท้อแท้หรือ?  เหตุใดเจ้าจึงอ่อนแอ?  มีเหตุผลใดให้ต้องอ่อนแอหรือ?  เจ้าอ่อนแอยิ่งนัก และเจ้าคิดลบยิ่งนักตลอดเวลา!  มีประโยชน์อันใดเล่าในการที่เจ้ามีชีวิตอยู่?  จงตายไปเสียและให้มันจบไปเสียที!”  พระเจ้าทรงพระราชกิจในหนทางนี้หรือไม่?  (ไม่)  พระเจ้าทรงมีสิทธิอำนาจที่จะกระทำการในหนทางนี้หรือไม่?  (ทรงมี)  กระนั้นพระเจ้าก็ไม่ทรงกระทำการในหนทางนี้  เหตุผลที่พระเจ้าไม่ทรงกระทำการในหนทางนี้ก็เป็นเพราะแก่นแท้ของพระองค์ แก่นแท้แห่งความบริสุทธิ์ของพระเจ้า  ความรักของพระองค์ที่มีต่อมนุษย์ การมองเห็นคุณค่าและการทะนุถนอมที่พระองค์ทรงมีต่อมนุษย์ไม่สามารถแสดงออกอย่างชัดเจนในเพียงแค่หนึ่งหรือสองประโยค  นั่นไม่ใช่บางสิ่งบางอย่างที่เกิดขึ้นโดยการอวดตัวของมนุษย์แต่เป็นบางสิ่งบางอย่างที่พระเจ้าทรงนำพาออกมาในการปฏิบัติจริง นั่นเป็นการเปิดเผยถึงแก่นแท้ของพระเจ้า  หนทางทั้งหมดเหล่านี้ที่พระเจ้าทรงใช้ในการราชกิจสามารถทำให้มนุษย์มองเห็นความบริสุทธิ์ของพระเจ้าได้หรือไม่?  ในหนทางทั้งหมดเหล่านี้ที่พระเจ้าทรงใช้ในการทรงพระราชกิจ รวมถึงเจตนารมณ์ที่ดีของพระเจ้า รวมถึงผลที่พระเจ้าทรงปรารถนาให้เกิดกับมนุษย์ รวมถึงหนทางซึ่งแตกต่างกันที่พระเจ้าทรงนำมาใช้เพื่อทรงพระราชกิจต่อมนุษย์ พระราชกิจประเภทที่พระองค์ทรงทำ สิ่งที่พระองค์ทรงต้องประสงค์ให้มนุษย์เข้าใจ—เจ้าได้เห็นความชั่วร้ายหรือความหลอกลวงใดๆ ในเจตนารมณ์ที่ดีของพระเจ้าบ้างหรือไม่?  (ไม่เห็น)  ดังนั้นในทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าทรงทำ ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าตรัส ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์ดำริในพระทัยของพระองค์ ตลอดจนแก่นแท้ของพระเจ้าที่พระองค์ทรงเปิดเผยนั้น—พวกเราสามารถเรียกพระเจ้าว่าบริสุทธิ์ได้หรือไม่?  (ได้)  มนุษย์คนใดเคยได้เห็นความบริสุทธิ์นี้ในโลก หรือภายในตัวเขาเองหรือไม่?  นอกเหนือจากพระเจ้าแล้ว เจ้าเคยได้เห็นสิ่งนั้นในมนุษย์คนใดหรือในซาตานหรือไม่?  (ไม่เคย)  ตามการหารือของพวกเราที่ยืดยาวขนาดนี้ พวกเราสามารถเรียกพระเจ้าผู้ทรงเอกลักษณ์ว่า พระเจ้าพระองค์เองผู้ทรงบริสุทธิ์ได้หรือไม่?  (ได้)  ทั้งหมดที่พระเจ้าทรงมอบแก่มนุษย์ รวมทั้งพระวจนะของพระเจ้า หนทางซึ่งแตกต่างกันที่พระเจ้าทรงใช้ในการทรงพระราชกิจต่อมนุษย์ สิ่งที่พระเจ้าทรงบอกมนุษย์ สิ่งที่พระเจ้าทรงเตือนความจำมนุษย์ สิ่งที่พระองค์ทรงแนะนำและทรงหนุนใจ—ทั้งหมดล้วนมีต้นกำเนิดมาจากแก่นแท้หนึ่งเดียว นั่นก็คือ ความบริสุทธิ์ของพระเจ้า  หากไม่มีพระเจ้าผู้ทรงบริสุทธิ์เช่นนั้น ก็ไม่มีมนุษย์คนใดสามารถแทนที่ของพระองค์ในการทำพระราชกิจที่พระองค์ทรงทำ

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 4” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

276. ช่วงระยะปัจจุบันของพระราชกิจในเรื่องเหล่านี้ของพระเจ้าในยุคสุดท้าย พระองค์ไม่เพียงแค่ทรงประทานพระคุณและพระพรแก่มนุษย์เหมือนกับที่พระองค์ทรงเคยทำมาก่อน อีกทั้งพระองค์ไม่ทรงเกลี้ยกล่อมมนุษย์ให้ก้าวไปข้างหน้าอีกต่อไป  ในระหว่างช่วงระยะนี้ของพระราชกิจ มนุษย์ได้เห็นอะไรจากแง่มุมทั้งหมดของพระราชกิจของพระเจ้าที่เขาได้รับประการณ์มาแล้ว? มนุษย์ได้เห็นความรักของพระเจ้าและการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า  ในระหว่างช่วงเวลานี้พระเจ้าทรงจัดเตรียม ทรงสนับสนุน ทรงให้ความรู้แจ้ง และทรงนำมนุษย์ เพื่อที่มนุษย์จะได้ค่อยๆ มารู้จักเจตนารมณ์ของพระองค์ รู้จักพระวจนะที่พระองค์ตรัส และความจริงที่พระองค์ทรงประทานแก่มนุษย์  เมื่อมนุษย์อ่อนแอ เมื่อเขาท้อแท้ เมื่อเขาไม่มีที่ไหนให้หันไปหา พระเจ้าจะทรงใช้พระวจนะของพระองค์เพื่อชูใจ แนะนำ และให้กำลังใจมนุษย์ เพื่อที่วุฒิภาวะอันน้อยนิดของมนุษย์จะสามารถค่อยๆ เติบโตด้วยพละกำลัง ลุกขึ้นด้วยความคิดด้านบวก และกลายเป็นเต็มใจที่จะร่วมมือกับพระเจ้า  แต่เมื่อมนุษย์ไม่เชื่อฟังพระเจ้าหรือต้านทานพระองค์ หรือเมื่อมนุษย์เปิดเผยความเสื่อมทรามของเขา พระเจ้าจะไม่ทรงแสดงความปรานีในการตีสอนและการบ่มวินัยมนุษย์  อย่างไรก็ดี พระเจ้าจะทรงแสดงความยอมผ่อนปรนและความอดทนต่อความโง่เขลา ความไม่รู้เท่าทัน ความอ่อนแอ และความไม่เป็นผู้ใหญ่ของมนุษย์  ด้วยวิธีนี้ โดยผ่านทางพระราชกิจทั้งหมดที่พระเจ้าทรงทำเพื่อมนุษย์ มนุษย์ค่อยๆ เป็นผู้ใหญ่ขึ้น เติบโตขึ้น และมารู้จักเจตนารมณ์ของพระเจ้า มารู้จักความจริงบางอย่าง มารู้ว่าสิ่งใดเป็นด้านบวกและสิ่งใดเป็นด้านลบ มารู้ว่าความชั่วและความมืดคืออะไร  พระเจ้าไม่ทรงใช้วิธีการเดียวในการตีสอนและการบ่มวินัยมนุษย์ตลอดเวลา แต่พระองค์ก็ไม่ทรงแสดงความยอมผ่อนปรนและความอดทนตลอดเวลา  แทนที่จะเป็นเช่นนั้นพระองค์ทรงจัดเตรียมให้แต่ละบุคคลในวิธีที่แตกต่างกันที่ช่วงระยะที่แตกต่างกัน และตามวุฒิภาวะและขีดความสามารถที่แตกต่างกันของพวกเขา  พระองค์ทรงทำหลายสิ่งหลายอย่างเพื่อมนุษย์และด้วยต้นทุนที่ยิ่งใหญ่ มนุษย์ไม่ล่วงรู้อะไรเลยเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้หรือเกี่ยวกับต้นทุนนี้ กระนั้นก็ตามในทางปฏิบัติทั้งหมดที่พระองค์ทรงทำนั้นเป็นการดำเนินการกับแต่ละบุคคลอย่างแท้จริง  ความรักของพระเจ้าสัมพันธ์กับชีวิตจริง: โดยผ่านทางพระคุณของพระเจ้า มนุษย์หลีกเลี่ยงความวิบัติครั้งแล้วครั้งเล่า และตลอดเวลานั้นพระเจ้าทรงแสดงความยอมผ่อนปรนซ้ำแล้วซ้ำอีกสำหรับความอ่อนแอของมนุษย์  การพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้าเปิดโอกาสให้มนุษย์ค่อยๆ มารู้จักความเสื่อมทรามและแก่นแท้เยี่ยงซาตานของมวลมนุษย์  สิ่งซึ่งพระเจ้าทรงจัดเตรียม ความรู้แจ้งของพระองค์เกี่ยวกับมนุษย์ และการทรงนำของพระองค์ทั้งหมดเปิดโอกาสให้มวลมนุษย์รู้จักแก่นแท้ของความจริงมากขึ้นเรื่อยๆ และรู้ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ในสิ่งที่ผู้คนต้องการ ถนนเส้นที่พวกเขาควรใช้ พวกเขาใช้ชีวิตเพื่ออะไร คุณค่าและความหมายของชีวิตของพวกเขา และวิธีเดินไปบนถนนข้างหน้า  สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดที่พระเจ้าทรงทำไม่สามารถแยกจากจุดประสงค์ดั้งเดิมหนึ่งประการของพระองค์ได้  เช่นนั้นแล้วอะไรคือจุดประสงค์นี้? ทำไมพระเจ้าทรงใช้วิธีการเหล่านี้เพื่อดำเนินพระราชกิจของพระองค์กับมนุษย์? พระองค์ทรงต้องประสงค์ที่จะสัมฤทธิ์ผลลัพธ์ใด? อีกนัยหนึ่ง พระองค์ทรงต้องประสงค์ที่จะเห็นสิ่งใดในมนุษย์? พระองค์ทรงต้องประสงค์ที่จะได้รับอะไรจากมนุษย์? สิ่งที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์ที่จะเห็นก็คือการที่หัวใจของมนุษย์สามารถฟื้นคืนได้  วิธีการเหล่านี้ที่พระองค์ทรงใช้ในการทรงพระราชกิจกับมนุษย์เป็นความพยายามต่อเนื่องเพื่อปลุกหัวใจของมนุษย์ เพื่อปลุกจิตวิญญาณของมนุษย์ เพื่อทำให้มนุษย์สามารถเข้าใจว่าเขามาจากที่ไหน ใครกำลังนำ สนับสนุน และจัดเตรียมให้เขา และใครได้อนุญาตให้มนุษย์มีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบัน พวกมันเป็นวิถีทางเพื่อทำให้มนุษย์สามารถเข้าใจว่าใครคือพระผู้สร้าง เขาควรนมัสการใคร ถนนประเภทใดที่เขาควรเดิน และในหนทางใดที่มนุษย์ควรมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า พวกมันเป็นวิถีทางเพื่อค่อยๆ ฟื้นคืนหัวใจของมนุษย์ เพื่อที่มนุษย์จะได้รู้จักพระทัยของพระเจ้า เข้าใจพระทัยของพระเจ้า และจับใจความได้ถึงการดูแลเอาใจใส่อันยิ่งใหญ่และความคิดที่อยู่เบื้องหลังพระราชกิจของพระองค์ในการช่วยมนุษย์ให้รอด  เมื่อหัวใจของมนุษย์ฟื้นคืน มนุษย์ไม่ปรารถนาที่จะใช้ชีวิตด้วยอุปนิสัยอันต่ำทรามและเสื่อมทรามอีกต่อไป แต่กลับปรารถนาจะไล่ตามเสาะหาความจริงเพื่อทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย  เมื่อหัวใจของมนุษย์ได้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น มนุษย์ก็ย่อมสามารถตัดขาดตัวเองออกจากซาตานได้อย่างสิ้นเชิง  เขาจะไม่ถูกซาตานทำอันตรายอีกต่อไป ไม่ถูกควบคุมหรือถูกมันหลอกอีกต่อไป  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น มนุษย์สามารถให้ความร่วมมืออย่างเป็นเชิงรุกในพระราชกิจของพระเจ้าและพระวจนะของพระองค์เพื่อทำให้พระเจ้าสมดังพระทัย ด้วยเหตุนี้จึงบรรลุถึงความยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่ว  นี่คือจุดประสงค์ดั้งเดิมของพระราชกิจของพระเจ้า

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 6” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

277. ในช่วงระยะเวลาอันยาวนานของชีวิตมนุษย์ แทบจะทุกคนได้เคยเผชิญกับสถานการณ์อันตรายมากมายและเผชิญหน้ากับการทดลองมากมาย  นี่เป็นเพราะซาตานกำลังยืนข้างเจ้า ดวงตาของมันจับจ้องที่เจ้าตลอดเวลา  เมื่อความวิบัติถล่มเจ้า ซาตานเพลิดเพลินในการนี้ เมื่อภัยพิบัติเกิดขึ้นกับเจ้า เมื่อไม่มีอะไรเลยที่ถูกต้องสำหรับเจ้า เมื่อเจ้ากลายเป็นติดพันในใยของซาตาน ซาตานมีความสุขสำราญใหญ่หลวงจากสิ่งเหล่านี้  ในส่วนของสิ่งที่พระเจ้าทรงกำลังทำอยู่นั้น พระองค์ทรงกำลังปกป้องเจ้ากับทุกชั่วขณะที่กำลังผ่านไป ทรงนำทางเจ้าให้ห่างจากโชคร้ายครั้งแล้วครั้งเล่าและจากความวิบัติครั้งแล้วครั้งเล่า  นี่คือเหตุผลที่เรากล่าวว่าทุกอย่างที่มนุษย์มี—สันติสุขและความชื่นบานยินดี พระพรและความปลอดภัยส่วนบุคคล—ในข้อเท็จจริงแล้วทั้งหมดนั้นอยู่ภายใต้การควบคุมของพระเจ้า  พระองค์ทรงนำและทรงกำหนดตัดสินชะตากรรมของแต่ละคน  แต่พระเจ้าทรงมีมโนคติที่หลงผิดมากเกินปกติเกี่ยวกับพระฐานะของพระองค์ อย่างที่ผู้คนบางคนพูดกันหรือไม่? พระเจ้าทรงประกาศกับเจ้าหรือไม่ว่า “เราคือผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดจากสิ่งทั้งปวง  เป็นเรานั่นเองที่ควบคุมดูแลพวกเจ้า  พวกเจ้าต้องร้องขอความปรานีจากเรา และการไม่เชื่อฟังจะถูกลงโทษด้วยความตาย”? พระเจ้าทรงเคยข่มขู่มวลมนุษย์ด้วยวิธีนี้หรือ? (ไม่) พระองค์เคยตรัสหรือไม่ว่า “มวลมนุษย์นั้นเสื่อมทราม ดังนั้นจึงไม่สำคัญว่าเราปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างไร และพวกเขาอาจได้รับการปฏิบัติในวิธีใดก็ได้ เราไม่จำเป็นต้องทำการจัดการเตรียมการอันสมบูรณ์สำหรับพวกเขา”? พระเจ้าทรงคิดในด้วยวิธีนี้หรือ? พระเจ้าทรงปฏิบัติพระองค์ในด้วยวิธีนี้หรือ? (ไม่) ในทางตรงกันข้าม การปฏิบัติของพระเจ้าต่อแต่ละบุคคลนั้นเป็นไปอย่างจริงจังจริงใจ และด้วยความรับผิดชอบ พระองค์ทรงปฏิบัติกับเจ้าอย่างรับผิดชอบมากกว่าที่เจ้าปฏิบัติกับตัวเอง  นี่ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกหรือ? พระเจ้าไม่ตรัสอย่างหาสาระไม่ได้ อีกทั้งพระองค์ก็ไม่ทรงโอ้อวดพระฐานะอันสูงส่งของพระองค์หรือหลอกลวงผู้คนอย่างตลกคะนอง  แทนที่จะเป็นเช่นนั้นพระองค์ทรงทำสิ่งต่างๆ ที่พระองค์เองทรงจำเป็นต้องทำอย่างสุจริตใจและอย่างเงียบๆ  สิ่งเหล่านี้นำพระพร สันติสุข และความชื่นบานยินดีมาสู่มนุษย์  พวกมันนำพามนุษย์ไปสู่ สายพระเนตรของพระเจ้าและไปสู่ครอบครัวของพระองค์อย่างสงบสุขและอย่างเป็นสุข แล้วพวกเขาจึงดำเนินชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและยอมรับความรอดของพระเจ้าด้วยเหตุผลและการคิดที่ปกติ  ดังนั้นแล้วพระเจ้าได้ทรงเคยตีสองหน้ากับมนุษย์ในพระราชกิจของพระองค์หรือไม่? พระองค์ได้ทรงเคยแสดงความเมตตาเทียมเท็จ โดยก่อนอื่นหลอกลวงมนุษย์ด้วยการล้อเล่นไม่กี่อย่างแล้วจึงทรงหันหลังไปหรือไม่? (ไม่) พระเจ้าได้เคยตรัสอย่างหนึ่งแล้วจึงทรงทำอีกอย่างหรือไม่? พระเจ้าได้ทรงเคยทำสัญญาที่ทำไม่ได้และอวดตัว ทรงบอกผู้คนว่าพระองค์สามารถทำการนี้เพื่อพวกเขาได้หรือช่วยทำการนั้นเพื่อพวกเขาได้ แต่แล้วก็ทรงหายไป หรือไม่? (ไม่) ไม่มีการหลอกลวงในพระเจ้า ไม่มีความเทียมเท็จ  พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อ และพระองค์ทรงจริงแท้ในทุกสิ่งที่พระองค์ทรงทำ  พระองค์ทรงเป็นองค์หนึ่งเดียวเท่านั้นที่ผู้คนสามารถเชื่อใจได้ พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ซึ่งผู้คนสามารถมอบความไว้วางใจในชีวิตของพวกเขาและทุกสิ่งที่พวกเขามีได้  เนื่องจากไม่มีการหลอกลวงในพระเจ้า พวกเราสามารถกล่าวได้หรือไม่ว่าพระเจ้าทรงจริงใจที่สุด? (ได้)  แน่นอนว่าพวกเราสามารถกล่าวได้! แม้คำว่า “จริงใจ” นั้นอ่อนด้อยเกินไป มีความเป็นมนุษย์มากเกินไปเมื่อนำไปใช้กับพระเจ้า มีคำอื่นใดให้เราใช้หรือไม่? เช่นนั้นคือขีดจำกัดของภาษาของมนุษย์  แม้ว่าจะค่อนข้างไม่เหมาะสมที่จะเรียกพระเจ้าว่า “จริงใจ” กระนั้นก็ตามพวกเราจะใช้คำนี้สำหรับตอนนี้  พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อและจริงใจ  ดังนั้นแล้วเมื่อเราพูดถึงแง่มุมเหล่านี้ เรากำลังอ้างอิงถึงอะไร? เรากำลังอ้างอิงถึงความแตกต่างระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์และความแตกต่างระหว่างพระเจ้ากับซาตานหรือไม่? ใช่ เราอาจกล่าวเช่นนั้นได้  นี่เป็นเพราะมนุษย์ไม่สามารถเห็นร่องรอยหนึ่งของอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของซาตานในพระเจ้าได้  เราพูดถูกหรือไม่ในเรื่องนี้? อาเมน? (อาเมน!)  เราไม่เห็นความชั่วของซาตานที่เปิดเผยให้เห็นในพระเจ้าเลย  ทั้งหมดที่พระเจ้าทรงทำและทรงเปิดเผยให้เห็นนั้นเป็นประโยชน์และช่วยมนุษย์ทั้งสิ้น ทำอย่างเต็มที่เพื่อจัดเตรียมให้มนุษย์ เต็มเปี่ยมด้วยชีวิตและให้มนุษย์มีถนนที่จะติดตามและมีทิศทางที่จะใช้  พระเจ้าไม่ทรงเสื่อมทราม และยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้เมื่อดูทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำ เราสามารถพูดได้หรือไม่ว่าพระเจ้าทรงบริสุทธิ์? (ได้)  เนื่องจากพระเจ้าไม่ทรงมีความเสื่อมทรามของมวลมนุษย์อีกทั้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามอย่างเดียวกันใดๆ ของมวลมนุษย์หรือแก่นแท้ของซาตาน และไม่มีอะไรเลยเกี่ยวกับพระเจ้าที่มีความคล้ายคลึงใดๆ กับสิ่งเหล่านี้ จากมุมมองนี้เราสามารถกล่าวได้ว่าพระเจ้าทรงบริสุทธิ์  พระเจ้าไม่ทรงแสดงความเสื่อมทรามใดๆ และการเปิดเผยแก่นแท้ของพระองค์เองในพระราชกิจของพระองค์ทั้งหมดล้วนแต่เป็นการยืนยันว่าพระเจ้าพระองค์เองทรงบริสุทธิ์  พวกเจ้าเห็นการนี้หรือไม่? เพื่อที่จะรู้จักแก่นแท้อันบริสุทธิ์ของพระเจ้า ตอนนี้เรามาดูสองแง่มุมนี้กัน: 1) ไม่มีร่องรอยของอุปนิสัยอันเสื่อมทรามในพระเจ้า  2) แก่นแท้ของพระราชกิจต่อมนุษย์ของพระเจ้าเปิดโอกาสให้มนุษย์ได้เห็นแก่นแท้ของพระเจ้าเอง และแก่นแท้นี้เป็นด้านบวกทั้งสิ้น  เนื่องจากสิ่งต่างๆ ที่พระราชกิจทุกส่วนของพระเจ้านำมาสู่มนุษย์นั้นล้วนเป็นด้านบวก  ก่อนอื่น พระเจ้าทรงพึงประสงค์ให้มนุษย์นั้นซื่อสัตย์—นี่ไม่ใช่เรื่องด้านบวกหรอกหรือ? พระเจ้าทรงมอบปัญญาแก่มนุษย์—นี่ไม่ใช่ด้านบวกหรอกหรือ? พระเจ้าทรงทำให้มนุษย์สามารถหยั่งรู้ได้ระหว่างความดีและความชั่ว—นี่ไม่ใช่ด้านบวกหรอกหรือ? พระองค์ทรงเปิดโอกาสให้มนุษย์เข้าใจความหมายและคุณค่าของชีวิตมนุษย์—นี่ไม่ใช่ด้านบวกหรอกหรือ? พระองค์ทรงเปิดโอกาสให้มนุษย์มองเห็นเข้าไปข้างในแก่นแท้ของผู้คน เหตุการณ์ต่างๆ และสิ่งต่างๆ ซึ่งสอดคล้องกับความจริง—นี่ไม่ใช่ด้านบวกหรอกหรือ? (ใช่ มันเป็นด้านบวก) และผลลัพธ์ของทั้งหมดนี้ก็คือว่า มนุษย์ไม่ถูกซาตานหลอกอีกต่อไป จะไม่ถูกซาตานทำอันตรายหรือควบคุมต่อเนื่องอีกต่อไป  อีกนัยหนึ่ง สิ่งเหล่านี้เปิดโอกาสให้ผู้คนปลดปล่อยตัวเองเป็นอิสระจากความเสื่อมทรามของซาตานโดยสิ้นเชิง และดังนั้นจึงค่อยๆ เดินไปบนเส้นทางแห่งการยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่ว

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 6” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

278. เจ้าจะไม่มีวันเห็นว่าพระเจ้าทรงมีทรรศนะคล้ายกันกับมนุษย์ในเรื่องของสิ่งทั้งหลาย และที่มากกว่านั้นคือ เจ้าจะไม่เห็นว่าพระองค์ทรงใช้ทัศนคติ ความรู้ วิทยาศาสตร์ ปรัชญา หรือการจินตนาการของมวลมนุษย์เพื่อรับมือกับเรื่องทั้งหลาย  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าทรงทำและทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์ทรงเปิดเผยนั้นเชื่อมโยงกับความจริง  กล่าวคือ พระวจนะทุกคำที่พระองค์ได้ตรัสไปและการกระทำทุกอย่างที่พระองค์ได้ทรงกระทำไปนั้นผูกติดอยู่กับความจริง  ความจริงนี้ไม่ใช่ผลิตผลของความเพ้อฝันบางอย่างซึ่งไร้พื้นฐาน พระเจ้าได้ทรงเปิดเผยความจริงนี้และพระวจนะเหล่านี้โดยคุณความดีแห่งเนื้อแท้ของพระองค์และพระชนม์ชีพของพระองค์  เนื่องจากพระวจนะเหล่านี้และเนื้อแท้ของทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าได้ทรงทำไปนั้นคือความจริง พวกเราจึงสามารถพูดได้ว่าเนื้อแท้ของพระเจ้าบริสุทธิ์  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าตรัสและทรงกระทำนำพาความมีชีวิตชีวาและความสว่างมาให้ผู้คน ทำให้ผู้คนสามารถมองเห็นสิ่งทั้งหลายที่เป็นเชิงบวกและความเป็นจริงของสิ่งทั้งหลายที่เป็นเชิงบวกเหล่านั้น และชี้หนทางให้แก่มนุษยชาติเพื่อที่พวกเขาจะได้เดินบนเส้นทางที่ถูกต้อง  สิ่งเหล่านี้ล้วนได้รับการกำหนดพิจารณาโดยเนื้อแท้ของพระเจ้าและโดยเนื้อแท้แห่งความบริสุทธิ์ของพระองค์

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 5” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

279. เมื่อเจ้ามาจับใจความได้ถึงความบริสุทธิ์ของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมสามารถเชื่อในพระเจ้าได้อย่างแท้จริง เมื่อเจ้ามาจับใจความได้ถึงความบริสุทธิ์ของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมสามารถตระหนักถึงความหมายที่แท้จริงของคำว่า “พระเจ้าพระองค์เอง ผู้ทรงเอกลักษณ์” ได้อย่างแท้จริง  เจ้าจะไม่เพ้อฝันอีกต่อไป โดยคิดว่ามีเส้นทางอื่นๆ นอกเหนือจากเส้นทางนี้ที่เจ้าสามารถเลือกเดิน และเจ้าจะไม่เต็มใจทรยศทุกสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงจัดการเตรียมการไว้ให้เจ้าอีกต่อไป  เพราะแก่นแท้ของพระเจ้าบริสุทธิ์ นั่นหมายความว่าโดยผ่านทางพระเจ้าเท่านั้น เจ้าจึงสามารถเดินข้ามผ่านชีวิตบนเส้นทางแห่งความสว่างที่ชอบธรรมได้ โดยผ่านทางพระเจ้าเท่านั้น เจ้าจึงสามารถรู้ความหมายของชีวิตได้ โดยผ่านทางพระเจ้าเท่านั้น เจ้าจึงสามารถดำเนินชีวิตตามสภาวะความเป็นมนุษย์ที่แท้จริงและทั้งมีและรู้จักความจริงได้  โดยผ่านทางพระเจ้าเท่านั้น เจ้าจึงสามารถได้รับชีวิตจากความจริงได้  เฉพาะพระเจ้าพระองค์เองเท่านั้นที่ทรงสามารถช่วยเจ้าให้หลบเลี่ยงความชั่วและปลดปล่อยเจ้าจากอันตรายและการควบคุมของซาตานได้  นอกเหนือจากพระเจ้าแล้ว ไม่มีใครและไม่มีสิ่งใดสามารถช่วยเจ้าให้รอดจากทะเลแห่งความทุกข์ได้ เพื่อที่เจ้าจะไม่ทนทุกข์อีกต่อไป  การนี้กำหนดตัดสินโดยแก่นแท้ของพระเจ้า  เฉพาะพระเจ้าพระองค์เองเท่านั้นที่ทรงช่วยเจ้าให้รอดอย่างไม่เห็นแก่ตัวเลย  เฉพาะพระเจ้าเท่านั้นที่ท้ายที่สุดแล้วทรงรับผิดชอบต่ออนาคตของพวกเจ้า ต่อชะตาลิขิตของพวกเจ้าและต่อชีวิตของพวกเจ้า และพระองค์ทรงจัดการเตรียมการทุกสรรพสิ่งเพื่อเจ้า  นี่คือบางสิ่งบางอย่างซึ่งไม่มีสิ่งใดที่ถูกสร้างหรือที่ไม่ได้ถูกสร้างจะสามารถสัมฤทธิ์ได้  เพราะไม่มีสิ่งใดที่ถูกสร้างหรือที่ไม่ได้ถูกสร้างจะมีแก่นแท้เฉกเช่นแก่นแท้ของพระเจ้า ไม่มีบุคคลใดหรือสิ่งใดมีความสามารถที่จะช่วยเจ้าให้รอดหรือนำทางเจ้าได้  นี่คือความสำคัญของแก่นแท้ของพระเจ้าต่อมนุษย์

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 6” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

เชิงอรรถ:

ก. “คาถารัดเกล้า” คือ คาถาที่พระถังซัมจั๋งใช้ในนิยายจีนเรื่องไซอิ๋ว  เขาใช้คาถานี้เพื่อควบคุมซุนหงอคง ด้วยการรัดห่วงโลหะรอบศีรษะของฝ่ายหลัง ซึ่งทำให้เขาปวดศีรษะอย่างรุนแรง และด้วยเหตุนี้จึงทำให้เขาตกอยู่ภายใต้การควบคุม  นั่นได้กลายเป็นคำอุปมาเพื่อพรรณนาถึงบางสิ่งบางอย่างที่ผูกมัดบุคคลหนึ่งไว้

ก่อนหน้า: ข. ว่าด้วยพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า

ถัดไป: ง. ว่าด้วยพระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดแห่งชีวิตสำหรับทุกสรรพสิ่ง

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี
ติดต่อเราผ่าน Messenger
ติดต่อเราผ่าน Line

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

การเข้าใจพระอุปนิสัยของพระเจ้ามีความสำคัญมาก

มีหลายสิ่งที่เราหวังให้พวกเจ้าได้สัมฤทธิ์ กระนั้นก็ตามไม่ใช่การกระทำทั้งหมดของพวกเจ้า ไม่ใช่ทุกสิ่งที่เกี่ยวกับชีวิตของพวกเจ้า...

การฟื้นคืนชีวิตที่ปกติของมนุษย์และการนำมนุษย์ไปสู่บั้นปลายอันน่าอัศจรรย์

มนุษย์มีความเข้าใจน้อยนิดเกี่ยวกับพระราชกิจของวันนี้และพระราชกิจแห่งอนาคต แต่เขาไม่เข้าใจบั้นปลายซึ่งมวลมนุษย์จะเข้าสู่...

การทรงปรากฏของพระเจ้าได้นำมาซึ่งยุคใหม่

แผนการบริหารจัดการนานหกพันปีของพระเจ้ากำลังจะสิ้นสุดลง และประตูแห่งราชอาณาจักรได้ถูกเปิดออกแล้วให้กับทุกคนที่แสวงหาการทรงปรากฏของพระองค์...

เส้นทาง… (6)

พวกเราถูกนำพามาสู่ปัจจุบันนี้ได้ ก็เพราะพระราชกิจของพระเจ้า ดังนั้นเองพวกเราจึงเป็นผู้รอดในแผนการบริหารจัดการของพระเจ้า...

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้