การค้นหาหนทางเพื่อแก้ไขอุปนิสัยโอหังของผม

วันที่ 29 เดือน 10 ปี 2026

โดยไซรัส ประเทศฟิลิปปินส์

ผมเคยเรียนเต้นตอนอยู่มัธยมปลาย และพอมีประสบการณ์เต้นอยู่บ้าง ผมชอบเต้นมากด้วย  ตอนที่คริสตจักรจัดให้ผมทำหน้าที่เต้น ผมดีใจมาก—ผมรู้สึกว่าด้วยพื้นฐานที่ผมมี ผมต้องเรียนรู้ได้ง่ายแน่ๆ  ผมรับหน้าที่นี้โดยไม่ลังเล ระหว่างฝึกซ้อม ผมทำทุกท่าได้อย่างสบาย ผมเลยคิดว่าผมเต้นเก่งกว่าพี่น้องชายหญิงคนอื่นๆ  บางครั้งพี่น้องชายหญิงก็ให้คำแนะนำ โดยบอกว่าท่าเต้นของผมต่างจากพวกเขา และท่าเต้นของเราควรเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ภายนอกผมก็แค่ทำเป็นยอมรับ ในใจผมกลับรู้สึกว่าท่าเต้นของผมเหมาะสมกว่า และไม่อยากฟังพวกเขา ต่อมา เมื่อผู้ดูแลตรวจดูวิดีโอตัวอย่างที่เราทำ พวกเขาบอกด้วยว่าท่าเต้นของเราไม่สอดคล้องกันและควรเป็นไปในทิศทางเดียวกัน แต่พวกเขายังบอกอีกว่าท่าเต้นของผมในท่อนฮุกนั้นดีมาก และพี่น้องชายหญิงคนอื่นๆ สามารถเรียนรู้จากผมได้ พวกเขายังขอให้ผมสอนเต้นให้ด้วย พอได้ยินแบบนี้ ผมก็ปลื้มใจ และยิ่งรู้สึกมั่นใจมากขึ้นไปอีกว่าผมเป็นคนที่เต้นเก่งที่สุดในกลุ่ม  ผมมีประสบการณ์มาก สามารถชี้แนะและนำพวกเขาเต้นได้ ตอนที่ผมสอนท่าเต้นให้พวกเขา พวกเขาต้องฝึกซ้อมซ้ำแล้วซ้ำเล่ากว่าจะทำได้ตามมาตรฐานของผม เพราะท่าเต้นของผมมีช่วงการเคลื่อนไหวค่อนข้างกว้างและใช้พละกำลังมากกว่า นี่เป็นเรื่องยากมากสำหรับพวกเขา  ตอนนั้น ผมไม่ได้ทบทวนตนเอง และไม่ได้ปรับเปลี่ยนแผนการเต้นให้เหมาะสมขึ้น แต่ผมกลับคิดแค่ว่าผมเก่งและท่าเต้นของผมก็พิเศษจริงๆ  เมื่อเราฝึกซ้อมกันต่อในวันรุ่งขึ้น เรามีความเห็นเรื่องท่าเท้าไม่ตรงกัน ผมไม่อยากทำตามที่พวกเขาแนะนำ เพราะผมคิดว่าท่าเต้นของพวกเขาดูไม่สวย ผมยังคงสอนให้พวกเขาฝึกซ้อมตามความคิดของผมต่อไป

ต่อมา พี่น้องหญิงไดแอนบอกว่าท่ามือของผมดูเกินงามและไม่ค่อยสำรวมนัก และขอให้ผมลดช่วงการเคลื่อนไหวลง พี่น้องชายหญิงคนอื่นๆ ก็เห็นด้วยกับเธอ แต่ผมไม่ยอมรับ ผมคิดว่าท่าเต้นของผมถูกต้องแล้ว  แต่ผมกังวลว่าถ้าไม่ยอมรับคำแนะนำของพวกเขา พวกเขาอาจจะบอกว่าผมโอหังมาก  ตอนนั้นเองผมถึงได้ลองลดช่วงการเคลื่อนไหวของท่ามือลง เมื่อเรากลับมาดูวิดีโอตัวอย่างการเต้น ผมก็พบว่าท่าเต้นของเราไม่เหมือนกัน ช่วงการเคลื่อนไหวของผมยังคงกว้างกว่าของพวกเขามาก ผมเชื่อว่าผมเต้นเก่งกว่าพวกเขาและท่าเต้นของผมก็เหมาะสมกว่า ก่อนหน้านี้ ผู้ดูแลเคยชมว่าท่าเต้นของผมดี ดังนั้นถ้าท่าเต้นของเราไม่เหมือนกัน ก็ต้องเป็นปัญหาของพวกเขาแน่นอน บางครั้ง ถึงแม้ผมจะทำตามที่พวกเขาแนะนำ แต่ก็ไม่ได้คิดว่าท่าเต้นของพวกเขาสวยงามหรอก แท้จริงแล้ว ทุกครั้งที่ผมแอบไม่เห็นด้วยกับคำแนะนำของพวกเขาและไม่สามารถร่วมมือกับพวกเขาได้ดี หัวใจของผมก็เจ็บปวดมาก ผมรู้สึกเหนื่อยล้ามากและไม่สามารถสัมผัสได้ถึงการสถิตอยู่ของพระเจ้า แถมยังหมดไฟในการทำหน้าที่ของตัวเองด้วย ผมเริ่มไตร่ตรองว่า “ทำไมผมถึงรู้สึกเจ็บปวดในหัวใจทุกครั้งที่เต้นกับพวกเขา?  การทำหน้าที่แบบนี้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้าหรือเปล่า?”  ผมไม่อยากเป็นแบบนี้ต่อไป ผมจึงอธิษฐานถึงพระเจ้า ขอให้พระองค์ทรงให้ความรู้แจ้งแก่ผม เพื่อที่ผมจะได้ทบทวนปัญหาของตัวเอง

วันหนึ่ง ระหว่างการเฝ้าเดี่ยว ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งที่กระทบใจผมมาก  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “จงอย่าพยายามโอ้อวดอยู่เสมอ อย่าพูดสิ่งที่ฟังดูสูงส่งอยู่เสมอ อย่าทำสิ่งทั้งหลายด้วยตัวเจ้าเอง  เจ้าควรเรียนรู้วิธีให้ความร่วมมือกับผู้อื่น และเจ้าควรมุ่งเน้นมากขึ้นที่จะรับฟังคำชี้แนะของผู้อื่นและค้นหาจุดแข็งของพวกเขา  ในหนทางนี้ การร่วมมืออย่างกลมเกลียวย่อมกลายเป็นง่าย  หากเจ้าพยายามโอ้อวดและพยายามให้คนทำตามที่เจ้าพูดอยู่เสมอ เจ้าก็ไม่ได้กำลังร่วมมืออย่างกลมเกลียว  เจ้ากำลังทำอะไรอยู่?  เจ้ากำลังก่อกวนและบ่อนทำลายผู้อื่น  การก่อกวนและบ่อนทำลายผู้อื่นคือการเล่นบทซาตาน ไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่  หากเจ้าทำสิ่งที่ก่อกวนและบ่อนทำลายผู้อื่นอยู่เสมอ เช่นนั้นแล้วไม่ว่าเจ้าจะใช้ความพยายามหรือดูแลเอาใจใส่มากเพียงใด พระเจ้าก็จะไม่ทรงจดจำ  เจ้าอาจไม่ค่อยแข็งแกร่ง แต่หากเจ้าสามารถให้ความร่วมมือกับผู้อื่น สามารถยอมรับข้อเสนอแนะที่เหมาะสมได้ และหากเจ้ามีแรงจูงใจที่ถูกต้อง สามารถปกป้องงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็คือคนที่ถูกต้อง… หากเจ้าไม่เข้าใจความจริง เช่นนั้นแล้วเจ้าต้องหัดเชื่อฟัง  หากมีคนที่เข้าใจความจริงหรือพูดจาตามความจริง เช่นนั้นแล้วเจ้าต้องยอมรับความจริงนั้นและเชื่อฟัง  ไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็ไม่ควรทำสิ่งที่รบกวนหรือบ่อนทำลาย และไม่กระทำการตามอำเภอใจอยู่ฝ่ายเดียว  เช่นนี้เจ้าจึงจะไม่ทำความชั่ว  เจ้าต้องจำไว้ว่า การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าไม่ใช่เรื่องของการดำเนินงานส่วนตัวหรือดำเนินกิจการของเจ้าเอง  นี่ไม่ใช่งานส่วนตัวของเจ้า แต่เป็นงานของคริสตจักร และเจ้าก็เพียงใช้จุดแข็งที่เจ้ามีเข้ามาช่วยเสริมเท่านั้น  สิ่งที่เจ้าทำในพระราชกิจบริหารจัดการของพระเจ้าเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ในความร่วมมือของมนุษย์  บทบาทของเจ้าเป็นเพียงบทบาทเล็กๆ อยู่ในบางมุมเท่านั้น  นั่นคือความรับผิดชอบที่เจ้าแบกรับอยู่  เจ้าควรมีสำนึกข้อนี้อยู่ในหัวใจของตน  และดังนั้น ไม่ว่าจะมีผู้คนที่ปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาอยู่ด้วยกันกี่คน หรือไม่ว่าพวกเขาจะเผชิญความยากลำบากอันใดก็ตาม สิ่งแรกที่ทุกคนควรทำคืออธิษฐานถึงพระเจ้าและสามัคคีธรรมร่วมกัน แสวงหาความจริง แล้วจึงกำหนดว่าหลักธรรมที่ควรปฏิบัติคือสิ่งใด  เมื่อพวกเขาปฏิบัติหน้าที่ของตนเช่นนี้ พวกเขาก็จะมีเส้นทางปฏิบัติ” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, การทำให้หน้าที่ลุล่วงอย่างถูกต้องเหมาะสมพึงต้องมีความร่วมมือที่กลมกลืน)  หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ผมก็เข้าใจว่าถ้าเราอยากทำหน้าที่ของเราให้ดี เราต้องเรียนรู้วิธีร่วมมือกับพี่น้องชายหญิง เรียนรู้จากจุดแข็งของกันและกันเพื่อชดเชยจุดอ่อนของเรา  ด้วยวิธีนี้เท่านั้นเราถึงจะสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า ถ้าเราเอาแต่ยึดติดกับความคิดของตัวเองอยู่ตลอดเวลา ก็จะส่งผลกระทบต่องาน และทำให้พระเจ้าทรงรังเกียจเดียดฉันท์ ผมยังทบทวนด้วยว่า ที่ผมไม่ได้ร่วมมือกับพี่น้องชายหญิงอย่างกลมเกลียว ก็เพราะผมรู้สึกว่าตัวเองมีประสบการณ์มากกว่าและเต้นเก่งกว่าพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจึงควรเอาท่าเต้นของผมเป็นแบบอย่าง เมื่อพี่น้องชายหญิงให้คำแนะนำว่าท่าเต้นของผมดูเกินงาม ผมก็รู้สึกคัดค้าน และไม่อยากทำตามคำแนะนำของพวกเขา  ถึงแม้ผมจะเห็นว่าช่วงการเคลื่อนไหวของผมกว้างเกินไปจริงๆ แต่ผมก็ยังไม่อยากเปลี่ยน บางครั้ง ผมก็ทำตามคำแนะนำของพวกเขา แต่ในใจกลับรู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก  ผมยังคงเชื่อว่าท่าเต้นของผมดีกว่า และยึดติดกับความคิดของตัวเอง ทำให้ท่าเต้นของผมกับพวกเขาไม่เข้ากันและไม่ประสานกัน ผมเห็นว่าตัวเองโอหังมาก และเชื่ออยู่เสมอว่าท่าเต้นของผมถูกต้อง  แท้จริงแล้ว ท่าเต้นของผมก็เกินงามไปจริงๆ และดูไม่สวยเลย ยิ่งไปกว่านั้น เพราะท่าเต้นของผมไม่เข้ากับคนอื่นๆ จึงส่งผลกระทบต่อความพร้อมเพรียงของท่าเต้นโดยรวมและผลลัพธ์ของการเต้น  นี่ถือเป็นการก่อกวน  พระเจ้าตรัสว่า “เจ้าควรเรียนรู้วิธีให้ความร่วมมือกับผู้อื่น และเจ้าควรมุ่งเน้นมากขึ้นที่จะรับฟังคำชี้แนะของผู้อื่นและค้นหาจุดแข็งของพวกเขา  ในหนทางนี้ การร่วมมืออย่างกลมเกลียวย่อมกลายเป็นง่าย”  แท้จริงแล้วพี่น้องชายหญิงทุกคนล้วนมีจุดแข็ง บางคนมีการเคลื่อนไหวศีรษะที่พลิ้วไหวและเป็นธรรมชาติมาก ในขณะที่การเคลื่อนไหวศีรษะของผมแข็งทื่อเหมือนหุ่นยนต์  อีกอย่าง ท่าเต้นของพวกเขา ถึงแม้จะมีช่วงการเคลื่อนไหวไม่กว้างนัก แต่ก็ดูสง่างามมาก  ผมตระหนักว่าถ้าพวกเขาให้คำแนะนำผมอีกครั้ง ผมควรยอมรับ และพยายามอย่างเต็มที่ที่จะทำตามท่าเต้นที่พวกเขาแนะนำ ถ้าผมมีความคิดเห็นต่างออกไป ผมก็สามารถบอกและปรึกษากับพี่น้องชายหญิงได้ และเราสามารถร่วมมือกันเพื่อให้ท่าเต้นเป็นไปในทิศทางเดียวกันและเหมาะสม และเต้นให้ดีเพื่อสรรเสริญพระเจ้าและเป็นคำพยานให้พระเจ้า

มีอยู่ครั้งหนึ่ง พี่น้องชายหญิงบอกว่าไหล่และศีรษะของผมขยับมากเกินไปและต้องปรับเปลี่ยน และการเคลื่อนไหวช่วงเอวของผมก็ต้องปรับเปลี่ยนด้วยเช่นกัน ตอนแรก ผมไม่สามารถยอมรับได้อย่างเต็มที่ ผมคิดว่าท่าเต้นของผมถูกต้องแล้ว  แต่เมื่อผมเห็นว่าการเคลื่อนไหวศีรษะของพวกเขาทุกคนต่างจากของผม ผมก็คิดว่าบางทีพวกเขาอาจจะถูกก็ได้ และผมพยายามยอมรับ บางครั้งผมก็ทำตามที่พวกเขาแนะนำได้ดี แต่บางครั้งก็เผลอกลับไปทำแบบเดิมอีก เมื่อพวกเขามองมาที่ผม ผมก็คิดว่า “ผมมีพื้นฐานการเต้นดีกว่าพวกเขา แต่ทำไมกลับเป็นผมที่ต้องพยายามอย่างหนักเพื่อเปลี่ยนท่าเต้นของตัวเอง?”  ผมรู้สึกอ่อนแอและอับอายมาก  ผมนึกถึงพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “เจ้าควรเรียนรู้วิธีให้ความร่วมมือกับผู้อื่น และเจ้าควรมุ่งเน้นมากขึ้นที่จะรับฟังคำชี้แนะของผู้อื่นและค้นหาจุดแข็งของพวกเขา  ในหนทางนี้ การร่วมมืออย่างกลมเกลียวย่อมกลายเป็นง่าย  หากเจ้าพยายามโอ้อวดและพยายามให้คนทำตามที่เจ้าพูดอยู่เสมอ เจ้าก็ไม่ได้กำลังร่วมมืออย่างกลมเกลียว” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, การทำให้หน้าที่ลุล่วงอย่างถูกต้องเหมาะสมพึงต้องมีความร่วมมือที่กลมกลืน)  พระวจนะของพระเจ้าทำให้ผมเข้าใจว่าผมควรให้ความสำคัญกับการเรียนรู้จากข้อดีของคนอื่นและยอมรับคำแนะนำของพวกเขาให้มากขึ้น  ในเมื่อพวกเขาทุกคนบอกว่าท่าเต้นของผมไม่ดี ผมก็ควรพยายามอย่างเต็มที่เพื่อเปลี่ยนแปลง  ถึงแม้การทำท่าเต้นเหล่านี้ให้ดีจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ผมก็ต้องพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้ท่าเต้นของเราเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ยิ่งไปกว่านั้น การยอมรับคำแนะนำของคนอื่นไม่เพียงช่วยให้ผมเต้นได้ดีเพื่อสรรเสริญพระเจ้า แต่ยังสามารถแก้ไขอุปนิสัยเสื่อมทรามของผม และช่วยให้ผมหลีกเลี่ยงความโอหังและความคิดว่าตนเองถูกได้ด้วย เย็นวันนั้น ผมฝึกซ้อมด้วยตัวเองต่อหลังจากที่เราฝึกซ้อมกลุ่มเสร็จแล้ว เมื่อเราฝึกซ้อมเต้นกันอีกครั้งในวันรุ่งขึ้น พวกเขาบอกว่าท่าเต้นของผมดีขึ้นเล็กน้อย ถึงแม้ท่าเต้นของผมจะยังไม่สมบูรณ์แบบ แต่ก็มีพัฒนาการให้เห็นบ้าง  ผมไม่สามารถเต้นตามความชอบของตัวเองได้—ผมต้องพิจารณาว่าท่าเต้นของเราเข้ากันหรือไม่ นี่เป็นเพราะถึงแม้พวกเราคนใดคนหนึ่งจะเต้นเก่งมาก แต่ถ้าพวกเขาเต้นต่างจากคนอื่น ท่าเต้นของเราก็จะดูไม่สวยงามและไม่พร้อมเพรียงกัน และจะไม่บรรลุผลลัพธ์ที่ดี  ต่อมา ผู้ดูแลได้ดูวิดีโอการเต้นที่เราทำและบอกว่าท่าเต้นของเราดีขึ้น ผมรู้ว่านี่คือการทรงนำของพระเจ้า และยังเป็นผลลัพธ์ที่บรรลุผ่านความร่วมมืออย่างกลมเกลียวของเราด้วย

วันหนึ่ง ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบางบทตอนในการชุมนุม ซึ่งทำให้ผมมีความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับอุปนิสัยเสื่อมทรามของตัวเอง  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “มวลมนุษย์ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามดิ่งลึกเสียจนพวกเขาทุกคนมีธรรมชาติเยี่ยงซาตาน และอุปนิสัยอันโอหัง แม้แต่พวกคนโง่และปัญญาอ่อนก็ยังโอหัง และคิดว่าตัวเองดีกว่าคนอื่นและไม่ยอมเชื่อฟังพวกเขา  เห็นได้ชัดเจนว่ามวลมนุษย์นั้นถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามดิ่งลึกนัก และลำบากยากเย็นอย่างมากสำหรับพวกเขาที่จะนบนอบต่อพระเจ้า  เพราะความโอหังและความคิดว่าตนเองถูก ผู้คนจึงกลายเป็นขาดพร่องในสำนึกอย่างครบบริบูรณ์ พวกเขาจะไม่เชื่อฟังใครเลย—ต่อให้สิ่งที่ผู้อื่นพูดนั้นถูกและสอดคล้องกับความจริง พวกเขาก็จะไม่เชื่อฟัง  เป็นเพราะความโอหัง ผู้คนจึงกล้าดีที่จะตัดสินพระเจ้า กล่าวโทษพระเจ้า และขัดขืนพระเจ้า  ดังนั้นจะสามารถแก้ไขอุปนิสัยอันโอหังได้อย่างไร?  อุปนิสัยนั้นสามารถแก้ไขโดยอาศัยความยับยั้งชั่งใจแบบมนุษย์ได้หรือไม่?  อุปนิสัยนั้นสามารถแก้ไขได้โดยการแค่ตระหนักถึงและยอมรับเกี่ยวกับมันใช่หรือไม่?  ไม่ใช่โดยสิ้นเชิง  มีเพียงหนทางเดียวที่จะแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามและนั่นก็คือการยอมรับการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า  บรรดาผู้ที่สามารถยอมรับความจริงเท่านั้นที่ค่อยๆ ปลิดอุปนิสัยอันโอหังของพวกเขาทิ้งไปได้ พวกที่ไม่ยอมรับความจริงจะไม่มีวันสามารถแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามได้  เราเห็นผู้คนมากมายที่เกิดความโอหังในยามที่พวกเขาแสดงให้เห็นความสามารถพิเศษบางอย่างในหน้าที่ของพวกเขา  เมื่อพวกเขาแสดงความสามารถบางอย่างออกมา พวกเขาคิดว่าพวกเขาน่าประทับใจมาก แล้วจากนั้นพวกเขาก็ดำรงชีพโดยอาศัยความสามารถเหล่านี้ และไม่ทำอะไรไปมากกว่านั้น  พวกเขาไม่ฟังผู้อื่นไม่ว่าคนเหล่านั้นพูดอะไร โดยคิดว่าสิ่งเล็กน้อยทั้งหลายที่พวกเขามีคือความจริง และคิดว่าตัวเองสูงส่งที่สุด  นี่คืออุปนิสัยอะไรหรือ?  นี่คืออุปนิสัยอันเสื่อมทราม  พวกเขาขาดเหตุผลไปมากเหลือเกิน  บุคคลหนึ่งสามารถปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาได้ดีหรือไม่ในเมื่อพวกเขามีอุปนิสัยอันโอหัง?  พวกเขาสามารถนบนอบต่อพระเจ้าและติดตามพระเจ้าจนถึงปลายทางสุดท้ายได้หรือไม่?  นี่ยิ่งลำบากยากเย็นเข้าไปใหญ่  เพื่อที่จะแก้อุปนิสัยอันเสื่อมทราม พวกเขาต้องเรียนรู้วิธีที่จะรับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า กับการพิพากษาและการตีสอนของพระองค์ในขณะที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา  ในหนทางนี้เท่านั้นพวกเขาจึงสามารถรู้จักตัวเองได้อย่างแท้จริง  โดยการมองเห็นแก่นแท้อันเสื่อมทรามของเจ้า การมองเห็นรากเหง้าแห่งความโอหังของเจ้าอย่างชัดเจน แล้วจากนั้นก็แยกแยะและชำแหละมันเท่านั้น เจ้าจึงสามารถรู้จักแก่นแท้ธรรมชาติของตัวเจ้าได้อย่างแท้จริง  เจ้าต้องขุดคุ้ยสิ่งที่เสื่อมทรามทั้งหมดภายในตัวเจ้าขึ้นมา นำสิ่งเหล่านั้นไปเทียบวัดกับความจริง และเริ่มรู้จักสิ่งเหล่านั้นบนพื้นฐานของความจริง จากนั้นเจ้าก็จะรู้ว่าเจ้าเป็นอะไร เจ้าไม่เพียงแต่เต็มไปด้วยอุปนิสัยอันเสื่อมทราม เจ้าไม่เพียงขาดพร่องเหตุผลและการนบนอบ แต่เจ้าจะเห็นว่าเจ้ากำลังขาดในหลายสิ่งหลายอย่างเหลือเกิน ว่าเจ้าไม่มีความเป็นจริงความจริงและเจ้าน่าเวทนาเพียงใด  เช่นนั้นเจ้าก็จะไม่สามารถมีความโอหังได้  หากเจ้าไม่ชำแหละและรู้จักตัวเองในหนทางนี้ เช่นนั้นเมื่อเจ้าปฏิบัติหน้าที่ เจ้าก็จะไม่รู้ที่ทางของตัวเองในจักรวาล  เจ้าจะคิดว่าตัวเจ้ายิ่งใหญ่ในทุกหนทาง ว่าทุกสิ่งเกี่ยวกับผู้อื่นนั้นไม่ดี และว่าเจ้าเท่านั้นที่ดีที่สุด  จากนั้นเจ้าก็จะอวดตัวกับทุกคนตลอดเวลา เพื่อให้ผู้อื่นเคารพยกย่องและบูชาเจ้า  นี่เป็นการขาดพร่องอย่างสิ้นเชิงในความตระหนักรู้ตนเอง  คนบางคนอวดตัวอยู่ตลอดเวลา  เมื่อผู้คนอื่นพบว่านั่นน่ารังเกียจ ผู้คนเหล่านั้นก็วิพากษ์วิจารณ์ว่าพวกเขาโอหัง  แต่พวกเขาก็ไม่ยอมรับการนั้น พวกเขายังคงคิดว่าพวกเขามีความสามารถพิเศษและมีทักษะ  นี่คืออุปนิสัยอะไรหรือ?  พวกเขาโอหังและมองตัวเองว่าถูกจนมากเกินไป  ผู้คนที่โอหังและมองตัวเองถูกขนาดนี้สามารถกระหายความจริงได้หรือ?  พวกเขาสามารถไล่ตามเสาะหาความจริงได้หรือ?  หากพวกเขาไม่เคยสามารถรู้จักตัวเอง และไม่ปลิดทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตัวเอง แล้วพวกเขาสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองให้ดีได้หรือ?  ไม่ได้อย่างแน่นอน” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, การรู้จักอุปนิสัยของคนเราคือรากฐานของการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยนั้น)  หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ผมก็เข้าใจว่าเพราะคนเรามีอุปนิสัยโอหัง พวกเขาจึงเชื่ออยู่เสมอว่าตัวเองถูก และเหนือกว่าคนอื่น เป็นเรื่องยากมากที่จะนบนอบพระเจ้าและรับฟังคำแนะนำของคนอื่นได้  เมื่อคนเรามีพรสวรรค์หรือทักษะในบางด้าน พวกเขาจะคิดว่าตัวเองเก่งและมีความรู้มากกว่าคนอื่น ทำงานตามความคิดของตัวเอง และรู้สึกว่าเป็นเรื่องยากที่จะร่วมมือกับคนอื่น ถึงแม้คำแนะนำที่คนอื่นเสนอมาจะสอดคล้องกับหลักการ พวกเขาก็ไม่อยากนำมาใช้ พฤติกรรมของผมก็เป็นแบบนี้เป๊ะเลย  ผมเชื่อว่าผมมีประสบการณ์ในการเต้น ดังนั้นคนอื่นก็ควรเรียนรู้จากท่าเต้นของผม ยิ่งตอนที่ผู้ดูแลบอกว่าผมเต้นเก่ง ผมก็ยิ่งทะนงตนมากขึ้นไปอีก เมื่อพี่น้องชายหญิงให้คำแนะนำ ผมก็ไม่ตั้งใจฟัง และไม่อยากลองทำตามเพื่อปรับปรุง  ถึงแม้สิ่งที่พี่น้องชายหญิงพูดจะถูกต้อง และผมก็เห็นได้ชัดว่าท่าเต้นของผมไม่เหมือนและไม่ประสานกับคนอื่นๆ แต่ผมก็ยังไม่อยากยอมรับ และไม่อยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง  ผมคิดว่า “ทำไมผมต้องฟังพวกคุณด้วย?  ผมเต้นเก่งกว่าพวกคุณ ผมควรจะเป็นคนชี้แนะพวกคุณสิ”  เมื่อพี่น้องชายหญิงอยากให้ผมฝึกซ้อมสเต็ปการเต้นซ้ำๆ ผมก็ไม่อยากยอมรับ และรู้สึกเหมือนพวกเขากำลังสั่งสอนผม  พฤติกรรมแบบนี้ของผมไม่โอหังเกินไปหน่อยเหรอ?  การที่เราได้มาเต้นด้วยกันนั้นเป็นอธิปไตยและการจัดเตรียมของพระเจ้า เพื่อให้เราสามารถร่วมมือกันได้ดีและทำหน้าที่ของเราให้ดี แต่ผมกลับโอหังและคิดว่าตนเองถูก ผมมักจะเต้นในแบบของตัวเองและไม่ยอมรับคำแนะนำของคนอื่น ซึ่งส่งผลให้การร่วมมือระหว่างพี่น้องชายหญิงไม่ดีและยังทำให้ความคืบหน้าของการเต้นล่าช้าด้วย  แท้จริงแล้ว ท่าเต้นที่ผมเรียนรู้ในโลกใบนี้ไม่ใช่หลักการหรือมาตรฐานเลย บางท่าดูมากเกินไปและไม่ค่อยสำรวม ซึ่งไม่อาจบรรลุผลของการเป็นพยานให้พระเจ้าได้  ผมเป็นผู้เชื่อในพระเจ้า และควรเคลื่อนไหวอย่างสง่างามและเหมาะสม  ผมเต้นเพื่อสรรเสริญพระเจ้า และเพื่อให้ผู้ชมรู้สึกยินดีในหัวใจและสามารถสรรเสริญพระเจ้าร่วมกับผมได้  ผมไม่สามารถโอหังและยึดติดกับความคิดของตัวเองได้อีกต่อไป  ผมต้องนบนอบข้อกำหนดของพระนิเวศของพระเจ้าและไม่ยึดติดกับตัวเอง โดยร่วมมือกับพี่น้องชายหญิงอย่างกลมเกลียว

ต่อมา ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งที่ว่า “พวกเจ้านึกว่ามีคนที่เพียบพร้อมกระนั้นหรือ?  ไม่ว่าผู้คนจะแข็งแกร่งเพียงใด หรือมีศักยภาพและมีความสามารถเพียงใด พวกเขาก็ยังคงไม่เพียบพร้อม  ผู้คนต้องระลึกถึงการนี้ นี่คือข้อเท็จจริง  และนี่คือท่าทีที่ผู้คนควรมีเพื่อที่จะเข้าหาข้อดี รวมถึงจุดแข็งหรือความผิดของพวกเขาได้อย่างถูกต้อง นี่คือความมีเหตุผลที่ผู้คนควรจะครองไว้  ด้วยความมีเหตุผลเช่นนี้ เจ้าจะสามารถรับมือกับจุดแข็งและจุดอ่อนของเจ้าเอง ตลอดจนจุดแข็งและจุดอ่อนเหล่านั้นของผู้อื่นได้อย่างถูกต้องเหมาะสม และนี่จะทำให้เจ้าสามารถร่วมมือกับพวกเขาได้อย่างปรองดอง  หากเจ้าเข้าใจแง่มุมนี้ของความจริงและสามารถเข้าสู่แง่มุมนี้ของความเป็นจริงความจริงได้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะสามารถเข้ากันได้อย่างปรองดองกับบรรดาพี่น้องชายหญิงของเจ้า โดยดึงจุดแข็งของพวกเขามาชดเชยจุดอ่อนใดๆ ที่เจ้ามี  ในหนทางนี้ ไม่สำคัญว่าเจ้ากำลังปฏิบัติหน้าที่ใด หรือเจ้ากำลังทำสิ่งใด เจ้าจะทำสิ่งนั้นได้ดีขึ้นและมีพระพรของพระเจ้าเสมอ” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม)  จากพระวจนะของพระเจ้า ผมเข้าใจว่าไม่ว่าเราจะมีทักษะหรือมีประสบการณ์ในด้านใดด้านหนึ่งเพียงใด ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ทำผิดพลาดและไม่ได้หมายความว่าเราเพียบพร้อม ทุกคนล้วนทำผิดพลาดและมีข้อบกพร่อง สิ่งนี้ทำให้เราต้องเรียนรู้จากจุดแข็งของกันและกันเพื่อชดเชยจุดอ่อนของเรา ก่อนที่จะสามารถทำหน้าที่ของเราให้ดีได้  ที่ผ่านมา ผมร่วมมือกับพี่น้องชายหญิงได้ไม่ดีตอนที่เราฝึกซ้อม  อุปนิสัยของผมโอหังมาก และผมก็คิดอยู่เสมอว่าตัวเองเก่งกว่า ผมไม่ได้ใส่ใจคำแนะนำของพวกเขาอย่างจริงจัง ดังนั้นท่าเต้นของผมจึงแตกต่างจากพวกเขาอยู่เสมอ  ถ้าไม่ใช่เพราะการเปิดโปงจากพระวจนะของพระเจ้าและการชี้แนะจากพี่น้องชายหญิง  ผมก็คงไม่เข้าใจตัวเอง และคงจะโอหังยิ่งกว่านี้  ผมต้องเรียนรู้จากพี่น้องชายหญิง ผมควรเรียนรู้จากจุดแข็งของพวกเขาเพื่อชดเชยจุดอ่อนของผมและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน  ด้วยวิธีนี้เท่านั้นเราถึงจะทำหน้าที่ของเราให้ดีได้ ต่อมา ตอนที่เรากำลังเต้น พี่น้องชายหญิงก็ชี้ให้เห็นปัญหาบางอย่างที่ผมยังมีอยู่ ตัวอย่างเช่น ท่าเต้นของผมเร็วเกินไปและจังหวะก้าวของผมก็ต่างจากพวกเขา  พวกเขาแนะนำให้ผมช้าลงหน่อย เพื่อที่จะได้เต้นให้เข้ากับพวกเขา เมื่อผมได้ยินคำแนะนำเหล่านี้ ถึงแม้จะไม่ถูกใจผม แต่ผมก็ไม่อยากยึดติดกับความคิดของตัวเองเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว ผมต้องร่วมมือกับพี่น้องชายหญิงอย่างกลมเกลียวและยอมรับคำแนะนำของพวกเขา  เมื่อผมฝึกซ้อมแบบนี้ ท่าเต้นของผมก็ดีขึ้นกว่าเดิม และสามารถเต้นให้เข้ากับพวกเขาได้ และการเต้นของผมก็พัฒนาขึ้น

ผ่านประสบการณ์นี้ ผมได้เรียนรู้วิธีร่วมมือกับพี่น้องชายหญิงอย่างเหมาะสม และมีความเข้าใจเกี่ยวกับอุปนิสัยโอหังของตัวเองอยู่บ้าง  การที่ผมสามารถมีความเข้าใจเล็กน้อยและสร้างการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ นี้ได้ เป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากพระวจนะของพระเจ้า  ผมขอบคุณพระเจ้ามาก!

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ทำไมฉัน ถึงโอหังนัก

โดยโจแอนน์ ประเทศเกาหลีใต้วันหนึ่งผู้นำคริสตจักรสองคนได้หยิบยกปัญหาหนึ่งขึ้นมาคุยกับฉัน...

ฉันเรียนรู้แล้วว่าจะปฏิบัติต่อผู้คนอย่างไรให้เหมาะสม

โดย ซือหยวน ประเทศฝรั่งเศส เมื่อสองปีก่อน ฉันกำลังทำหน้าที่ผู้นำคริสตจักร ในคริสตจักรมีพี่ชายนามสกุลเฉินคนหนึ่งมีความสามารถมาก...

ตัวตนอันโอหังของผมเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

โดย หลิวปิน ประเทศจีนในเดือนสิงหาคม ปี 2023 ผมกับพี่น้องชายจางหางเป็นคู่ทำงานกันเพื่อกำกับดูแลงานข่าวประเสริฐของคริสตจักรหลายแห่ง ในตอนแรก...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

ติดต่อเราผ่าน Messenger