การคิดทบทวนหลังจากปฏิเสธหน้าที่ของตน

วันที่ 29 เดือน 10 ปี 2026

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ฉันทำงานการชำระให้สะอาดในคริสตจักร และได้เห็นผู้ดูแลถูกปลดทีละคน และบางคนก็ถูกคัดออก  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อดีตผู้ดูแลสองคนที่เคยรับผิดชอบงานการชำระให้สะอาดมีขีดความสามารถและความสามารถในการทำงานที่ยอดเยี่ยม และมีขอบเขตความรับผิดชอบครอบคลุมหลายด้าน  พวกเขาเป็นผู้ดูแลมาสองสามปีแล้ว แต่ก็ถูกปลดเพราะไม่ได้ทำงานจริงและไม่ยอมรับความจริง  ผลก็คือ ฉันคิดว่าการเป็นผู้ดูแลนั้นอันตรายเกินไป  การเป็นผู้ดูแลหมายถึงการมีความรับผิดชอบครอบคลุมหลายด้านและต้องเผชิญกับปัญหามากมาย  ถ้าทำได้ไม่ดี ก็จะนำการขัดขวางและการก่อกวนมาสู่งานของคริสตจักรและทิ้งการกระทำผิดไว้เบื้องหลัง ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่จะถูกปลดหรือถูกเผยและถูกกำจัดออกไป  ฉันคิดว่าการเป็นสมาชิกในทีมจะดีกว่า เพราะมีความเสี่ยงน้อยกว่าและไม่ต้องกังวลมากนัก แต่ก็ยังมีความหวังที่จะได้รับความรอด  ในช่วงต้นเดือนสิงหาคม ปี 2023 ผู้ดูแลต้องไปทำหน้าที่ที่อื่น และขอให้ฉันรับช่วงต่องานของเขา  ฉันคิดในใจว่า “ในฐานะสมาชิกในทีม มีผู้รับผิดชอบคอยช่วยตรวจสอบขั้นสุดท้ายและชี้นำงาน ดังนั้นฉันจะไม่ทำความชั่วใหญ่หลวงใดๆ แล้วก็ถูกเผยและถูกกำจัดออกไป  การเป็นผู้ดูแลนั้นแตกต่างออกไป  คุณต้องรับผิดชอบงานโดยรวม และต้องเผชิญกับปัญหามากมายและรับผิดชอบอย่างมาก  ถ้าฉันจัดการสิ่งต่างๆ ได้ไม่ถูกควรและก่อให้เกิดการขัดขวางต่องานของคริสตจักร ฉันก็จะทิ้งร่องรอยของการกระทำผิดไว้เบื้องหลัง  ถ้าฉันทำชั่วมากมาย ฉันจะไม่ถูกเผยและถูกกำจัดออกไป และสูญเสียโอกาสที่จะได้รับความรอดหรอกหรือ?  เป็นสมาชิกในทีมดีกว่า ฉันจะได้ไม่ต้องแบกรับความรับผิดชอบใหญ่ๆ  เช่นนั้นย่อมปลอดภัยไร้กังวล และฉันก็มีความหวังที่จะได้รับความรอด”  เมื่อคิดเช่นนี้ ฉันก็ปฏิเสธไป โดยอ้างว่าขีดความสามารถของฉันธรรมดา ความสามารถในการทำงานของฉันมีจำกัด และฉันไม่ควรค่าแก่การบ่มเพาะ  หลังจากนั้น ผู้ดูแลก็เขียนจดหมายมาหาฉันอีกสองครั้งและขอให้ฉันลองคิดเรื่องนี้ดู  ฉันตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก  “การไม่ยอมรับก็คือการไม่เชื่อฟัง  แต่ถ้าฉันยอมรับ งานการชำระให้สะอาดก็เกี่ยวข้องกับหลักธรรมในทุกขั้นตอน  ถ้าฉันจัดการสิ่งต่างๆ ได้ไม่ดีและละเมิดหลักธรรม ก็จะทิ้งการกระทำผิดและการทำชั่วไว้เบื้องหลัง  หากเป็นเรื่องเล็กน้อย ฉันก็จะถูกปลด แต่ถ้าเป็นเรื่องร้ายแรง เช่นนั้นฉันก็จะถึงขั้นถูกขับไล่  ไม่เพียงแต่ชื่อเสียงและสถานะของฉันจะเสียหาย แต่ฉันอาจจะไม่มีจุดจบหรือบั้นปลายที่ดีด้วย”  หลังจากคิดอยู่นาน ฉันก็ปฏิเสธไป  เมื่อฉันพบกับผู้ดูแล เขาบอกฉันว่า “คุณได้รับคะแนนเสียงจากพี่น้องชายหญิงมากที่สุด  คุณต้องแสวงหาเจตนารมณ์ของพระเจ้านะ”  ฉันไม่มีอะไรจะพูด  หัวใจของฉันรู้สึกเหมือนถูกฉีกเป็นสองส่วน และฉันก็อธิษฐานถึงพระเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่าว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์รู้ว่าควรนบนอบในเรื่องนี้ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง แต่ข้าพระองค์ก็นบนอบไม่ได้  ข้าพระองค์กลัวว่าจะไม่สามารถทำหน้าที่ผู้ดูแลได้ดี จะขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักร และจะถูกเผยและถูกกำจัดออกไป  ข้าพระองค์ไม่รู้ว่าควรเข้าสู่ความจริงใดเพื่อหลุดพ้นจากสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้ ข้าพระองค์ทูลขอพระองค์ โปรดนำข้าพระองค์ด้วยเถิด!”

มีอยู่ครั้งหนึ่ง ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งที่กระทบใจฉันจริงๆ  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “เจ้าควรกระทำการตามมโนธรรมอย่างไร?  จงกระทำการด้วยความจริงใจ ให้คู่ควรกับความเมตตาของพระเจ้า คู่ควรกับชีวิตที่พระเจ้าประทานให้นี้ และคู่ควรกับโอกาสได้รับความรอดที่พระเจ้าประทานให้นี้  นั่นใช่ผลจากมโนธรรมของเจ้าหรือไม่?  เมื่อเจ้ามีมาตรฐานขั้นต่ำนี้—มโนธรรม—เจ้าก็จะได้รับการคุ้มครอง และจะไม่ทำเรื่องผิดพลาดร้ายแรง  เมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้าย่อมไม่มีแนวโน้มที่จะทำเรื่องกบฏต่อพระเจ้าหรือละทิ้งหน้าที่ของเจ้า และไม่ค่อยมีความโน้มเอียงที่จะกระทำการอย่างสุกเอาเผากิน  ไม่มีแนวโน้มที่จะวางอุบายเพื่อสถานะ ชื่อเสียง ผลประโยชน์ และหาทางหนีทีไล่ให้ตนเองอีกด้วย  นี่คือบทบาทของมโนธรรม  ความเป็นมนุษย์ของคนเราควรมีทั้งมโนธรรมและสำนึกเป็นองค์ประกอบ  ทั้งสองสิ่งนี้เป็นเรื่องพื้นฐานที่สุดและสำคัญที่สุด  คนที่ไม่มีมโนธรรมและไม่มีสำนึกของความเป็นมนุษย์ที่ปกติย่อมเป็นคนประเภทใด?  กล่าวโดยทั่วไปแล้ว พวกเขามีทั้งคนที่ไม่มีความเป็นมนุษย์ และคนที่มีความเป็นมนุษย์ที่เลวร้ายมาก  เมื่อเจาะจงมองลงไปย่อมพบลักษณะเช่นใดในตัวผู้คนดังกล่าว?  พวกเขามีลักษณะจำเพาะเช่นใดที่สำแดงว่าไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์?  (พวกเขาเห็นแก่ตัวและเลวทราม)  ผู้คนที่เห็นแก่ตัวและเลวทรามย่อมกระทำการอย่างสุกเอาเผากิน ถ้าสิ่งต่างๆ ไม่ส่งผลต่อพวกเขาเป็นการส่วนตัว พวกเขาก็ปล่อยปละละเลย  ไม่นึกถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า และไม่คำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า  ไม่มีสำนึกถึงภาระหรือความรับผิดชอบในเรื่องการทำหน้าที่ของตนหรือการเป็นคำพยานถึงพระเจ้า… บุคคลประเภทนี้มีมโนธรรมและสำนึกหรือไม่?  (ไม่)  คนที่ไม่มีมโนธรรมและสำนึกรู้สึกติเตียนตนเองที่กระทำการเช่นนี้หรือไม่?  ย่อมไม่รู้สึกติเตียนตนเอง มโนธรรมในตัวคนประเภทนี้ไม่มีประโยชน์อันใด  พวกเขาไม่เคยรู้สึกถึงการถูกตำหนิติเตียนโดยมโนธรรมของตนเอง  ดังนั้นพวกเขาจะสามารถรู้สึกถึงการตำหนิติเตียนหรือการบ่มวินัยของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้หรือ?  ไม่ พวกเขาไม่สามารถรู้สึกได้” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, โดยการมอบหัวใจของตนให้แก่พระเจ้า คนเราย่อมสามารถได้รับความจริง)  พระเจ้าตรัสว่าคนเหล่านั้นที่ไม่มีมโนธรรมหรือสำนึก เป็นพวกที่เห็นแก่ตัวและต่ำช้าเป็นพิเศษ  พวกเขาคำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ของตนเอง ไม่ใช่งานของคริสตจักร อีกทั้งไม่แบกรับภาระหรือมีสำนึกของความรับผิดชอบต่องานของคริสตจักรเลย  เมื่อทบทวนดู ฉันก็ตระหนักว่าฉันเป็นคนแบบนั้นทุกประการ  ในเมื่อพี่น้องชายหญิงเลือกฉัน ฉันก็ควรจะยอมรับหน้าที่นี้  อย่างไรก็ตาม ฉันกลัวว่าความรับผิดชอบในการทำหน้าที่นี้จะหนักหนาเกินไป กลัวว่าถ้าทำได้ไม่ดีก็จะทิ้งการกระทำผิดไว้เบื้องหลัง และถ้าฉันทำชั่ว ฉันก็จะถูกปลดและถูกกำจัดออกไป  ไม่เพียงแต่ชื่อเสียงและสถานะของฉันจะเสียหาย แต่ฉันยังเสี่ยงที่จะสูญเสียแม้กระทั่งจุดจบและบั้นปลายที่ดีของฉันด้วย  ดังนั้น ฉันจึงปฏิเสธ โดยอ้างว่าขีดความสามารถของฉันธรรมดา ความสามารถในการทำงานของฉันก็ไม่ดี และฉันไม่ควรค่าแก่การบ่มเพาะ  ผู้ดูแลเขียนจดหมายมาหาฉันหลายครั้งเพื่อสามัคคีธรรมกับฉัน แต่ฉันก็ยังคงหาข้ออ้างที่จะปฏิเสธ  ฉันคำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ของตัวเองและปฏิเสธที่จะยอมรับหน้าที่นี้  ฉันขาดมโนธรรมและสำนึกอย่างแท้จริง!  ฉันไม่อยากใช้ชีวิตอย่างเห็นแก่ตัวและต่ำช้าเช่นนี้อีกต่อไป ฉันจึงยอมรับหน้าที่นี้

ไม่กี่เดือนต่อมา ฉันถูกโยกย้ายให้เป็นสมาชิกในทีม เพราะขีดความสามารถของฉันไม่ดีพอสำหรับงานนั้น  ต่อมา ผู้นำเขียนจดหมายมาบอกว่ามีทีมหนึ่งขาดคนจัดระเบียบเอกสารสำหรับการคัดผู้คนออก และพวกเขาก็จับความเข้าใจหลักธรรมไม่ได้อย่างครบถ้วน  บรรดาผู้นำจึงขอให้ฉันไปที่นั่นและเป็นหัวหน้าทีมเพื่อช่วยเหลือพวกเขา  ฉันคิดในใจว่า “ถ้าฉันจัดระเบียบเอกสารสำหรับการคัดผู้คนออกได้ไม่ดีและระบุลักษณะของใครผิดไป ฉันจะต้องรับผิดชอบเรื่องนั้น  ถ้าฉันมองอะไรไม่ชัดเจนและกระทำการในลักษณะที่ละเมิดหลักธรรม ทิ้งการกระทำผิดและการทำชั่วไว้เบื้องหลัง เช่นนั้นฉันก็จะใกล้ที่จะถูกปลดและกำจัดออกไป  การเป็นสมาชิกในทีมปลอดภัยกว่า”  ดังนั้น ฉันจึงบ่ายเบี่ยงงานนี้อีกครั้ง โดยอ้างว่าขีดความสามารถของฉันไม่ดี ความสามารถในการทำงานของฉันไม่ดี และฉันไม่ควรค่าแก่การบ่มเพาะ  ต่อมา ผู้นำเขียนจดหมายมาสามัคคีธรรมกับฉันและชี้ให้เห็นว่าธรรมชาติของการที่ฉันปฏิเสธหน้าที่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือการปฏิเสธที่จะยอมรับความจริง  ฉันตระหนักได้อย่างชัดเจนว่าการสามัคคีธรรมของผู้นำเป็นการเตือนสติและคำเตือนจากพระเจ้า และฉันก็รู้สึกเศร้าและรู้สึกผิด “ฉันเชื่อในพระเจ้ามาหลายปีแล้ว ทำไมฉันถึงไม่เปลี่ยนแปลงเลย?  ทำไมฉันถึงดื้อแพ่งขนาดนี้?”  ฉันตระหนักว่าสภาวะนี้จะอันตรายมากถ้าฉันไม่แสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขในทันที ฉันจึงค้นหาพระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้องกับสภาวะของฉัน  ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “ขณะปฏิบัติหน้าที่ของตน บางคนกลับกลัวการรับผิดชอบ  ถ้าคริสตจักรมอบหมายงานให้พวกเขาทำ พวกเขาก็จะพิจารณาก่อนว่างานนั้นต้องให้พวกเขารับผิดชอบหรือไม่ และถ้าเป็นเช่นนั้น พวกเขาก็จะไม่รับงาน  เงื่อนไขของพวกเขาในการปฏิบัติหน้าที่หนึ่งๆ ก็คือ หนึ่ง ต้องเป็นงานที่ไม่รีบร้อน สอง เป็นงานที่ไม่ยุ่งหรือเหนื่อย และสาม ไม่ว่าพวกเขาจะทำอะไร พวกเขาก็ไม่ต้องรับผิดชอบ  นี่เป็นหน้าที่ประเภทเดียวที่พวกเขายอมทำ  นี่คือคนประเภทใด?  นี่คือคนกลับกลอกหลอกลวงมิใช่หรือ?  พวกเขาไม่อยากแบกรับความรับผิดชอบแม้แต่น้อย  ถึงขนาดกลัวว่าใบไม้ที่ร่วงจากต้นจะทำให้ตนหัวแตก  คนเช่นนี้จะปฏิบัติหน้าที่อะไรได้?  พวกเขาจะทำประโยชน์อะไรได้ในพระนิเวศของพระเจ้า?  งานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าเกี่ยวข้องกับพระราชกิจแห่งการสู้รบกับซาตาน รวมทั้งการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร  มีหน้าที่ใดบ้างที่ไม่พ่วงความรับผิดชอบมาด้วย?  พวกเจ้าว่าการเป็นผู้นำนั้นแบกรับความรับผิดชอบเอาไว้หรือไม่?  ความรับผิดชอบของพวกเขากลับยิ่งมากขึ้น และพวกเขาก็ยิ่งต้องรับผิดชอบมากขึ้นมิใช่หรือ?  ไม่ว่าเจ้าจะประกาศข่าวประเสริฐ เป็นพยานยืนยัน ทำวีดิทัศน์ และอื่นๆ—ไม่ว่าเจ้าจะทำงานอะไร—ตราบใดที่เกี่ยวข้องกับหลักธรรมความจริง งานนั้นก็ย่อมมาพร้อมกับความรับผิดชอบ  ถ้าการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าไร้หลักธรรม ก็จะส่งผลต่องานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า และถ้าเจ้ากลัวที่จะรับผิดชอบ เจ้าก็จะไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ใดๆ ได้  คนที่กลัวการรับผิดชอบเวลาปฏิบัติหน้าที่ของตนเป็นพวกคนขลาด หรือว่าอุปนิสัยของพวกเขามีปัญหากันแน่?  เจ้าต้องสามารถบอกความแตกต่างได้  แท้จริงแล้ว นี่ไม่ใช่ปัญหาเรื่องความขลาด  เหตุใดพวกเขาจึงกล้าขนาดนั้นในการเป็นคนรวยหรือเวลาทำอะไรเพื่อประโยชน์ของตนเอง?  พวกเขาจะยอมเสี่ยงทำอะไรก็ได้เพื่อสิ่งเหล่านี้  แต่พอทำสิ่งต่างๆ เพื่อคริสตจักร เพื่อพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขากลับไม่ยอมรับความเสี่ยงแต่อย่างใด  ผู้คนเช่นนี้เห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจ เป็นคนที่คิดคดทรยศที่สุด  ใครก็ตามที่ไม่รับผิดชอบยามปฏิบัติหน้าที่ ย่อมไม่มีความจริงใจให้พระเจ้าแม้แต่น้อย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความจงรักภักดีของพวกเขา  แล้วคนประเภทใดที่กล้ารับผิดชอบ?  คนประเภทใดมีความกล้าที่จะแบกรับภาระอันหนักอึ้ง?  คนที่ขึ้นมานำและพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างกล้าหาญในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า กล้าแบกรับภาระอันหนักอึ้งและไม่กลัวที่จะทนฝ่าความยากลำบากและอันตรายเมื่อพวกเขามองเห็นว่างานนั้นสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งยวด  นั่นคือคนที่จงรักภักดีต่อพระเจ้า เป็นทหารดีของพระคริสต์  ใช่หรือไม่ที่ว่าทุกคนที่กลัวการรับผิดชอบในหน้าที่ของตนกลัวเช่นนั้นเพราะไม่เข้าใจความจริง?  ไม่ใช่ ความเป็นมนุษย์ของพวกเขามีปัญหา  พวกเขาไร้สำนึกเรื่องความยุติธรรมหรือความรับผิดชอบ เป็นคนที่เห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจ ไม่ใช่ผู้เชื่อในพระเจ้าที่มีความจริงใจ และไม่ยอมรับความจริงแม้แต่น้อย  ด้วยเหตุนี้เพียงข้อเดียว พวกเขาก็ไม่อาจได้รับการช่วยให้รอดแล้ว… ถ้าเจ้าปกป้องตัวเองเสมอเมื่อเกิดเรื่องขึ้นกับเจ้า และเหลือทางหนีทีไล่เอาไว้ เจ้ากำลังปฏิบัติความจริงอยู่หรือไม่?  นี่ไม่ใช่การปฏิบัติความจริง—เป็นการทำตัวกลิ้งกลอก  ตอนนี้เจ้ากำลังปฏิบัติหน้าที่ของตนอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้า  หลักธรรมข้อแรกในการปฏิบัติหน้าที่คืออะไร?  คือเจ้าต้องปฏิบัติหน้าที่นั้นๆ ด้วยหัวใจทั้งดวงของเจ้าเสียก่อน ใช้ความพยายามทั้งหมด อันเป็นการปกป้องผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า  นี่คือหลักธรรมความจริงข้อหนึ่ง เป็นหลักธรรมความจริงที่เจ้าควรนำไปปฏิบัติ  การปกป้องตนเองด้วยการเหลือทางหนีทีไล่ให้ตนเองนั้นคือหลักปฏิบัติที่ผู้ไม่มีความเชื่อเขาทำกัน และเป็นปรัชญาสูงสุดของพวกเขา  การคำนึงถึงตนเองก่อนในทุกสิ่ง วางผลประโยชน์ของตนเองเอาไว้เหนือสิ่งอื่นใด และไม่นึกถึงผู้อื่น พลางเชื่อว่าผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าและผลประโยชน์ของผู้อื่นไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับตน คิดถึงผลประโยชน์ของตนเองก่อน แล้วจากนั้นก็นึกถึงทางหนีทีไล่—นี่คือผู้ไม่มีความเชื่อมิใช่หรือ?  นี่คือสิ่งที่ผู้ไม่มีความเชื่อเป็นโดยแท้  คนแบบนี้ไม่คู่ควรที่จะปฏิบัติหน้าที่” (พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่แปด: พวกเขาย่อมจะให้ผู้อื่นนบนอบเฉพาะพวกเขาเท่านั้น ไม่ใช่ความจริงหรือพระเจ้า (ภาคที่หนึ่ง))  ขณะที่ฉันไตร่ตรองพระวจนะของพระเจ้า ฉันรู้สึกเหมือนถูกทิ่มแทงใจ  พระเจ้าทรงเปิดโปงว่าคนประเภทที่เห็นแก่ตัว ต่ำช้า และเจ้าเล่ห์นั้นกลัวที่จะต้องรับผิดชอบ  เมื่อมีเรื่องเกิดขึ้น พวกเขามักจะคำนึงถึงผลประโยชน์ของตัวเองก่อนเสมอ และคิดอยู่ตลอดเวลาว่าจะหาทางออกให้ตัวเองได้อย่างไรแทนที่จะปกป้องผลประโยชน์ของคริสตจักร  พวกเขาไม่ต้องการรับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น  คนประเภทนี้ไม่ยอมรับความจริงและไม่มีความเป็นมนุษย์ พวกเขาเป็นผู้ไม่มีความเชื่อในสายพระเนตรของพระเจ้า และพวกเขาก็ไม่สมควรที่จะทำหน้าที่  ฉันเป็นคนประเภทนี้ทุกประการ  พระนิเวศของพระเจ้าได้บ่มเพาะฉันให้ทำงานการชำระให้สะอาดมาหลายปี และฉันก็ได้เชี่ยวชาญหลักธรรมที่เกี่ยวข้องบางอย่างและเข้าใจหนทางบางอย่างในการจัดการกับปัญหา  เมื่อผู้นำมอบหมายให้ฉันเป็นผู้นำทีม ฉันก็กังวลว่าจะต้องรับผิดชอบหากทำงานได้ไม่ดี  เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง ฉันจึงหาเหตุผลและข้ออ้างต่างๆ นานา เช่น ขีดความสามารถของฉันไม่ดีและความสามารถในการทำงานของฉันไม่ดี เพื่อพูดจาบ่ายเบี่ยงและหลบเลี่ยง  ฉันรู้ดีว่างานของคริสตจักรต้องการอะไร และฉันก็เป็นคนที่เหมาะสม แต่ฉันก็ใช้เล่ห์เหลี่ยมและไม่ต้องการเป็นผู้นำทีมหรือรับผิดชอบใดๆ เพราะฉันกำลังคำนึงถึงจุดจบและบั้นปลายของตัวเอง  พวกผู้ไม่มีความเชื่อเหล่านั้นที่ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์เป็นอันดับแรก จะคำนวณและวางแผนเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองในทุกสิ่งที่ทำอยู่เสมอ พวกเขาทำทุกอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเอง  ทุกความคิดและแนวคิดของฉันก็เป็นไปเพื่อประโยชน์ของตัวเองเช่นกัน เมื่อถึงคราวที่ต้องรับผิดชอบ ฉันก็เล่นเล่ห์เหลี่ยมและถอยหนี  ฉันไม่มีความจงรักภักดีหรือการนบนอบต่อพระเจ้าเลย และไม่ต่างอะไรกับผู้ไม่มีความเชื่อหรือผู้ไม่เชื่อ  ฉันไม่คู่ควรกับการทำหน้าที่เลยจริงๆ!  เมื่อฉันเข้าใจเรื่องนี้ ฉันก็เต็มไปด้วยความเสียใจและการตำหนิตัวเอง

ต่อมา ฉันได้ทบทวนตัวเองว่า ในเมื่อฉันเชื่อในพระเจ้ามาหลายปีแล้ว ทำไมฉันถึงอยากปฏิเสธหน้าที่อยู่ตลอดเวลา?  อะไรคือต้นตอของปัญหานี้?  วันหนึ่ง ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “ศัตรูของพระคริสต์ไม่เคยเชื่อฟังการจัดแจงเตรียมการแห่งพระนิเวศของพระเจ้า และพวกเขายึดโยงหน้าที่ ชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะของตนเข้ากับความหวังที่จะได้รับพรและบั้นปลายในอนาคตอย่างแนบแน่นเสมอ ราวกับว่าทันทีที่ความมีหน้ามีตาและสถานะของพวกเขาสูญสิ้น พวกเขาก็หมดหวังที่จะได้รับพรและรางวัล และทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนกับสูญสิ้นชีวิตไปด้วย  พวกเขาคิดว่า ‘ฉันต้องรอบคอบ ฉันต้องไม่ประมาท!  พระนิเวศของพระเจ้า พี่น้องชายหญิง ผู้นำและคนทำงาน และแม้กระทั่งพระเจ้าก็ไม่อาจเป็นที่พึ่งพาได้  ฉันไม่สามารถไว้ใจพวกเขาคนใดได้  คนที่คุณพึ่งพาได้ที่สุดและคู่ควรแก่ความไว้วางใจที่สุดก็คือตัวคุณเอง  ถ้าคุณไม่วางแผนให้ตัวเองเช่นนั้นแล้วใครจะมาใส่ใจดูแลคุณ?  ใครจะมาคำนึงถึงอนาคตของคุณ?  ใครจะมาคำนึงว่าคุณจะได้รับพรหรือไม่?  เพราะฉะนั้น ฉันต้องวางแผนและคิดคำนวณเพื่อตัวเองให้รอบคอบ  ฉันจะทำผิดพลาดหรือประมาทไม่ได้เลยแม้แต่น้อย มิฉะนั้นฉันจะทำอย่างไรถ้ามีใครพยายามเอาเปรียบฉัน?’  ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงระวังตัวกับเหล่าผู้นำและคนทำงานในพระนิเวศของพระเจ้า กลัวว่าจะมีคนรู้ทันหรือดูพวกเขาออก แล้วจากนั้นพวกเขาก็จะถูกปลด และความฝันที่จะได้รับพรก็จะพังทลาย  พวกเขาคิดว่าพวกเขาต้องรักษาความมีหน้ามีตาและสถานะของตนเอาไว้ เพื่อให้พวกเขามีความหวังที่จะได้รับพร  ศัตรูของพระคริสต์มองการได้รับพรว่ายิ่งใหญ่กว่าฟ้าสวรรค์ ยิ่งใหญ่กว่าชีวิต สำคัญกว่าการไล่ตามเสาะหาความจริง การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัย หรือความรอดส่วนบุคคล และสำคัญกว่าการทำหน้าที่ของตนให้ดีและเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ได้มาตรฐาน  พวกเขาคิดว่าการเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ได้มาตรฐาน การทำหน้าที่ของตนได้ดี และการได้รับการช่วยให้รอดล้วนแต่เป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่แทบจะไม่ควรค่าแก่การเอ่ยถึงหรือแสดงความคิดเห็น ในขณะที่การได้รับพรเป็นสิ่งเดียวในชีวิตทั้งชีวิตของพวกเขาที่ไม่อาจลืมได้เป็นอันขาด  ในสิ่งใดก็ตามที่พวกเขาเผชิญ ไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็กเพียงใด พวกเขาก็เอามายึดโยงกับการได้รับพร ระมัดระวังและเอาใจใส่อย่างยิ่ง และพวกเขาก็เหลือทางออกไว้ให้ตัวเองเสมอ” (พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่สิบสอง: พวกเขาอยากถอนตัวเมื่อไม่มีสถานะหรือไม่มีหวังที่จะได้รับพร)  พระเจ้าทรงเปิดโปงว่าศัตรูของพระคริสต์ไม่สามารถนบนอบหน้าที่ที่คริสตจักรจัดแจงให้ได้ สาเหตุหลักเป็นเพราะพวกเขาให้ความสำคัญกับการได้รับพรมากเกินไป  ศัตรูของพระคริสต์ไม่ไว้ใจใครนอกจากตัวเอง  พวกเขาเชื่อว่าพวกเขาสามารถพึ่งพาได้แต่ตัวเองเท่านั้น มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่จะดูแลตัวเองอย่างแท้จริง และพวกเขาต้องระมัดระวังและรอบคอบในทุกย่างก้าว ด้วยความหวาดกลัวว่าการนบนอบการจัดแจงของพระนิเวศของพระเจ้าจะส่งผลเสียต่อพรของพวกเขาและทำลายความฝันที่จะได้รับพรของพวกเขา  เมื่อทบทวนตัวเอง พฤติกรรมของฉันก็เหมือนกับพฤติกรรมของศัตรูของพระคริสต์ไม่ใช่หรือ?  ฉันให้ความสำคัญกับการได้รับพรอย่างมาก  คริสตจักรมอบหมายให้ฉันเป็นผู้ดูแลแล้วก็เป็นผู้นำทีม แต่ฉันก็อดไม่ได้ที่จะคำนึงถึงจุดจบและบั้นปลายของตัวเอง โดยระมัดระวังและคิดคำนวณอยู่ตลอดเวลา  ฉันคิดว่าการทำหน้าที่ผู้ดูแลหรือผู้นำทีมนั้นมีความรับผิดชอบที่หนักหนา และถ้าฉันทำงานได้ไม่ดี ฉันก็จะทิ้งการกระทำผิดไว้เบื้องหลัง หากเป็นเรื่องร้ายแรง ฉันอาจจะถึงขั้นถูกเผยและถูกกำจัดออกไป  ในทางกลับกัน สมาชิกทั่วไปในทีมมีความรับผิดชอบน้อย และแม้ว่าฉันจะไม่ได้รับความดีความชอบที่โดดเด่นใดๆ ฉันก็จะไม่ทิ้งการกระทำผิดไว้เบื้องหลังจนถูกเผยและถูกกำจัดออกไป  สิ่งที่ฉันคิดคือการทำทุกวิถีทางที่เป็นประโยชน์กับตัวเอง และฉันไม่ได้คำนึงถึงผลประโยชน์ของคริสตจักรเลย  ฉันใช้ชีวิตโดยพึ่งพาพิษของซาตานอย่างสิ้นเชิง เช่น “มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม” “ไม่ต้องแสวงหาความดี แต่ให้หลีกหนีคำติเตียน” และ “การระวังระไวเป็นบ่อเกิดของความปลอดภัย”  ฉันคิดว่าเป็นเรื่องที่ปกติที่จะคำนึงถึงผลประโยชน์ของตัวเอง การทำอย่างอื่นนั้นโง่เขลา  เจตนารมณ์ของพระเจ้าคือการให้ฉันได้รับการฝึกฝนมากขึ้นโดยการเป็นผู้ดูแลและผู้นำทีม และสามารถแสวงหาความจริงเพื่อทำสิ่งต่างๆ ตามหลักธรรมได้  อย่างไรก็ตาม ฉันกลับสงสัยในพระเจ้าโดยอาศัยทัศนะที่บิดเบือนของฉัน  ฉันรู้สึกว่าการให้ฉันเป็นผู้ดูแลเป็นหนทางที่จะเผยและกำจัดฉันออกไป  ฉันคิดว่าพระเจ้าเป็นเหมือนคนเหล่านั้นในโลกที่มีสถานะและอำนาจ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเที่ยงธรรมและชอบธรรมต่อผู้คนเสมอไป และคนที่ทำผิดพลาดเพียงเล็กน้อยก็จะถูกกำจัดออกไป  นี่ไม่ใช่การหมิ่นประมาทพระเจ้าหรอกหรือ?  ฉันช่างหลอกลวงและเลวร้ายเสียจริง!  การเชื่อในพระเจ้าและทำหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างนั้นเป็นเรื่องที่ปกติและชอบด้วยเหตุผลโดยแท้ ซึ่งเป็นความรับผิดชอบที่ฉันผูกพันด้วยเกียรติซึ่งไม่อาจหลบเลี่ยงได้  อย่างไรก็ตาม ฉันถูกพิษซาตานทำร้ายและกลายเป็นคนเห็นแก่ตัว เลวร้าย และหลอกลวง ฉันปฏิเสธหน้าที่ครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง และไม่ได้แสดงให้เห็นถึงการคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าเลยแม้แต่น้อย  การใช้ชีวิตตามปรัชญาของซาตานเหล่านี้จะนำฉันไปสู่การต่อต้านพระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ และในที่สุดฉันก็จะถูกพระเจ้าทรงรังเกียจเดียดฉันท์และกำจัดออกไป  เมื่อเข้าใจเรื่องนี้ ฉันก็เต็มไปด้วยความเสียใจและการตำหนิตัวเอง ฉันจึงอธิษฐานถึงพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ช่างเห็นแก่ตัว ต่ำช้า เลวร้าย และหลอกลวงเหลือเกิน  ตั้งแต่ข้าพระองค์เริ่มเชื่อในพระองค์ ข้าพระองค์ก็ไล่ตามไขว่คว้าแต่พร และไม่เคยคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระองค์หรือคิดถึงงานของคริสตจักรเลย  ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์เต็มใจที่จะกลับใจ และหยุดเดินบนเส้นทางที่ผิด”

ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้า และได้รับความเข้าใจบางอย่างเกี่ยวกับหลักธรรมที่พระนิเวศของพระเจ้าปฏิบัติต่อผู้คน  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “บางคนไม่เชื่อว่าพระนิเวศของพระเจ้าปฏิบัติต่อผู้คนอย่างเที่ยงธรรม  พวกเขาไม่เชื่อว่าพระเจ้าทรงครองพระนิเวศของพระองค์ และว่าความจริงครองความเป็นใหญ่ที่นั่น  พวกเขาเชื่อว่าไม่ว่าคนคนหนึ่งจะทำหน้าที่ใด หากมีปัญหาเกิดขึ้นในหน้าที่นั้น พระนิเวศของพระเจ้าจะรับมือกับคนคนนั้นทันที โดยตัดสิทธิ์ในการทำหน้าที่ของพวกเขา โยกย้ายพวกเขาออกไป หรือแม้กระทั่งเอาตัวพวกเขาออกไปจากคริสตจักร  เป็นเช่นนั้นจริงๆ หรือ?  ไม่ใช่อย่างแน่นอน  พระนิเวศของพระเจ้าปฏิบัติต่อทุกคนตามหลักธรรมความจริง  พระเจ้าทรงชอบธรรมในการปฏิบัติต่อทุกคน  พระองค์ไม่ทรงมองเพียงว่าคนคนหนึ่งประพฤติตัวอย่างไรในครั้งเดียวเท่านั้น พระองค์ทรงดูที่แก่นแท้ธรรมชาติของคน ความตั้งใจของเขา และท่าทีของเขา  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อคนคนหนึ่งทำผิดพลาด พระองค์ทรงมองว่าเขาสามารถทบทวนตนเองได้หรือไม่ เขาสำนึกผิดหรือไม่ และสามารถเท่าทันแก่นแท้ของปัญหาตามพระวจนะของพระองค์หรือไม่ เพื่อที่จะเข้าใจความจริง เกลียดตนเอง และกลับใจอย่างแท้จริง  ถ้าใครไม่มีท่าทีที่ถูกต้อง และเจือปนด้วยเจตนาส่วนตนโดยสิ้นเชิง ถ้าพวกเขาเต็มไปด้วยอุบายที่เจ้าเล่ห์แสนกลและเผยให้เห็นแต่อุปนิสัยอันเสื่อมทราม และเมื่อเกิดปัญหาขึ้น หากพวกเขาถึงกับใช้การเสแสร้ง การอ้างเหตุผลลวง และการให้เหตุผลเข้าข้างตนเอง ทั้งยังดื้อดึงไม่ยอมรับความผิดพลาดของตน เช่นนั้นแล้วบุคคลดังกล่าวก็ไม่สามารถได้รับการช่วยให้รอด  พวกเขาไม่ยอมรับความจริงแต่อย่างใดและไม่ใช่ผู้คนที่ถูกต้อง พวกเขาถูกเผยโดยสมบูรณ์แล้ว  คนที่ไม่อาจยอมรับความจริงได้แม้แต่น้อยเป็นพวกผู้ไม่เชื่อในแก่นแท้ และสามารถถูกกำจัดออกไปได้เท่านั้น… จงบอกเราทีว่า หากคนคนหนึ่งทำผิดพลาดไปแล้ว แต่เขากลับเกิดความเข้าใจที่แท้จริงและเต็มใจที่จะกลับใจ พระนิเวศของพระเจ้าย่อมจะให้โอกาสพวกเขาไม่ใช่หรือ?  ขณะที่แผนการบริหารจัดการหกพันปีของพระเจ้าใกล้จะสิ้นสุดลง มีหน้าที่มากมายเหลือเกินที่จำเป็นต้องทำ  แต่หากเจ้าไม่มีมโนธรรมหรือสำนึก และไม่ใส่ใจในงานที่ถูกควรของเจ้า หากเจ้าได้รับโอกาสให้ทำหน้าที่ แต่ไม่รู้จักถนอมความล้ำค่าของโอกาสนั้น ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงแม้แต่น้อย ปล่อยให้เวลาที่ดีที่สุดผ่านเจ้าไป เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมจะถูกเผย” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม)  หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็เข้าใจว่าในพระนิเวศของพระเจ้า ความจริงและความชอบธรรมครองราชย์  พระนิเวศของพระเจ้าปลดและกำจัดผู้คนตามหลักธรรม และไม่มีใครจะถูกจัดการตามอำเภอใจเพราะพฤติกรรมของพวกเขาในเวลาใดเวลาหนึ่งหรือในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  ทั้งหมดขึ้นอยู่กับพฤติกรรมที่สม่ำเสมอของผู้คน ท่าทีของพวกเขาต่อการยอมรับความจริง และพวกเขาได้กลับใจอย่างแท้จริงแล้วหรือไม่  หากคนคนหนึ่งขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักรอย่างต่อเนื่อง และไม่กลับใจหรือเปลี่ยนแปลงไม่ว่าคนอื่นจะช่วยเหลือเขาอย่างไร เขาก็จะถูกปลดและกำจัดออกไป  อย่างไรก็ตาม หากคนคนหนึ่งเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเมื่อทำหน้าที่ของตน หรือนำการขัดขวางและการก่อกวนมาสู่งานของคริสตจักร แต่สามารถทบทวน เข้าใจ กลับใจ และเปลี่ยนแปลงได้ทันท่วงที พระนิเวศของพระเจ้าก็จะให้โอกาสพวกเขาได้ทำหน้าที่อีกครั้ง ฉันคิดว่าตั้งแต่ฉันเริ่มทำงานการชำระให้สะอาด ฉันได้นำการขัดขวางและการก่อกวนมาสู่งานเพราะฉันไม่เข้าใจหลักธรรม และเป็นผลให้กระทำผิด  อย่างไรก็ตาม พระนิเวศของพระเจ้าไม่ได้ปลดหรือกำจัดฉันออกไปเพราะการกระทำผิดของฉัน แต่กลับสามัคคีธรรมกับฉันและช่วยเหลือฉัน  หลังจากนั้น เนื่องจากฉันเต็มใจที่จะกลับใจ ฉันจึงได้รับอนุญาตให้ทำหน้าที่ต่อไป  สำหรับพวกที่ถูกปลดและกำจัดออกไป นั่นไม่ใช่เพราะพวกเขาทำหน้าที่เป็นผู้นำทีมหรือผู้ดูแล แต่เพราะพวกเขากำลังเดินบนเส้นทางที่ผิด  พวกเขาได้กระทำผิด แต่ไม่ยอมรับการตัดแต่ง และไม่กลับใจ เมื่อนั้นเท่านั้นพวกเขาจึงถูกปลดและกำจัดออกไป  ฉันคิดถึงพี่น้องหญิงคนหนึ่งในทีมที่ไม่ใช่ผู้ดูแล  แต่ขณะที่เธอทำหน้าที่ เธอได้แก่งแย่งชื่อเสียงและผลประโยชน์กับพี่น้องหญิงที่เธอทำงานด้วยและบ่อนทำลายพวกเขาอยู่เบื้องหลัง  สิ่งนี้ขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักร และเธอก็ไม่กลับใจหลังจากการสามัคคีธรรม ในที่สุดเธอก็ถูกปลด  นอกจากนี้ อดีตผู้ดูแลสองคนก่อนหน้านี้ถูกปลดไม่ใช่เพราะพวกเขามีความรับผิดชอบที่หนักหนา แต่เพราะพวกเขาไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริงเลยและไม่ได้ทำงานที่แท้จริง  เมื่อพวกเขาถูกตัดแต่งหรือพี่น้องชายหญิงของพวกเขาสามัคคีธรรมเพื่อช่วยเหลือ พวกเขาก็ไม่ได้กลับใจหรือเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง  การที่พวกเขาถูกปลดไม่เกี่ยวข้องอะไรเลยกับหน้าที่ที่พวกเขาทำหรือความรับผิดชอบของพวกเขาหนักหนาเพียงใด ฉันตระหนักถึงการที่ฉันเชื่อว่าการเป็นผู้นำทีมนั้นอันตรายเพราะความรับผิดชอบอันหนักหนาที่พ่วงมาด้วย และการเป็นสมาชิกในทีมนั้นค่อนข้างปลอดภัยไร้กังวลนั้นเป็นเรื่องคลาดเคลื่อนและไร้สาระ และไม่สอดคล้องกับหลักธรรมความจริง  พระนิเวศของพระเจ้าให้โอกาสฉันทำหน้าที่ และเจตนารมณ์ของพระเจ้าคือให้ฉันแสวงหาความจริงในผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับฉัน และให้ฉันจับความเข้าใจหลักธรรมความจริงให้ได้มากขึ้น  ฉันควรจะทะนุถนอมโอกาสที่หาได้ยากนี้และยอมรับหน้าที่ของฉัน

ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้ามากขึ้น และพบเส้นทางแห่งการปฏิบัติ  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “เช่นนั้นแล้ว บุคคลที่ซื่อสัตย์ควรประพฤติตัวอย่างไร?  พวกเขาควรนบนอบต่อการจัดการเตรียมการของพระเจ้า อุทิศตนให้หน้าที่ที่พวกเขาสมควรปฏิบัติ และเพียรพยายามที่จะสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้า  การนี้แสดงออกได้หลายหนทาง หนทางหนึ่งคือการยอมรับหน้าที่ของเจ้าด้วยหัวใจที่ซื่อสัตย์ ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ทางเนื้อหนังของเจ้า ไม่ทำอย่างไม่เต็มใจ และไม่ออกอุบายเพื่อประโยชน์ของตัวเจ้าเอง  เหล่านั้นคือการแสดงออกของความซื่อสัตย์  อีกหนทางหนึ่งคือการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าให้ดีด้วยหัวใจและพละกำลังทั้งหมดของเจ้า ทำงานที่พระนิเวศของพระเจ้าไว้วางใจมอบหมายให้เจ้าทำอย่างถูกควร และทุ่มเทหัวใจและความรักของเจ้าลงไปในหน้าที่ของเจ้าเพื่อทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย  สิ่งเหล่านี้คือลักษณะการแสดงออกของบุคคลที่ซื่อสัตย์ควรมีระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ของตน” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม)  “ไม่มีความเชื่อมโยงกันระหว่างหน้าที่ของมนุษย์กับการที่ว่าเขาจะได้รับพรหรือพบเจอวิบัติ  หน้าที่คือสิ่งที่มนุษย์ควรทำให้ลุล่วง เป็นงานของเขาที่สวรรค์ส่งมาให้ ซึ่งมนุษย์ควรปฏิบัติโดยไม่แสวงหาสิ่งตอบแทน ไร้เงื่อนไขหรือข้ออ้าง  เมื่อนั้นเท่านั้นที่เขากำลังทำหน้าที่ของเขา… เจ้าไม่ควรปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าเพื่อรับพร และไม่ควรปฏิเสธการปฏิบัติหน้าที่ของตนเพราะกลัวพบเจอวิบัติ  เราขอบอกสิ่งเดียวนี้กับพวกเจ้าว่า การปฏิบัติหน้าที่ของมนุษย์คือสิ่งที่เขาควรทำ และถ้าเขาไม่ยอมปฏิบัติหน้าที่ของเขา เช่นนั้นแล้วนี่ก็คือความเป็นกบฏของเขา” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ความแตกต่างระหว่างพันธกิจของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์และหน้าที่ของมนุษย์)  พระเจ้าตรัสว่าผู้คนที่ซื่อสัตย์สามารถนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้าได้ และทุ่มเทหัวใจและกำลังของตนในการทำหน้าที่ของตนให้ดี  พวกเขาไม่ได้วางอุบายเพื่อตนเอง หรือคำนึงถึงผลได้ผลเสียในผลประโยชน์ส่วนตน ยิ่งไปกว่านั้น หน้าที่เป็นความรับผิดชอบที่พวกเราผูกพันด้วยเกียรติซึ่งไม่อาจหลบเลี่ยงได้ และไม่เกี่ยวข้องอะไรเลยกับเรื่องที่ว่าเราจะได้รับพระพรใดหรือทนทุกข์กับชะตาร้ายอันใด พวกเราไม่ควรปฏิเสธหน้าที่เพราะพวกเรากลัวความโชคร้าย และพวกเราก็ไม่ควรยอมรับหน้าที่เพื่อเห็นแก่พร  เป็นเรื่องที่ปกติและชอบด้วยเหตุผลโดยแท้ที่ผู้คนจะลุล่วงหน้าที่ของตน  หลังจากเข้าใจเรื่องนี้ ฉันก็รู้วิธีปฏิบัติต่อหน้าที่ของฉัน  แม้ว่าขีดความสามารถและความสามารถในการทำงานของฉันจะธรรมดา แต่ในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ฉันต้องทำในสิ่งที่ฉันควรทำ  ฉันสามารถแสวงหาเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิ่งที่ฉันไม่เข้าใจขณะทำหน้าที่ และภายในขอบเขตของขีดความสามารถและความสามารถของฉันเอง ฉันจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อลุล่วงหน้าที่ที่ฉันควรจะลุล่วง  นี่คือท่าทีที่ฉันควรมี  เพื่อชดใช้ความผิดที่ผ่านมาของตัวเอง ฉันได้เสนอตัวไปช่วยเหลือพี่น้องชายหญิงในการจัดระเบียบเอกสารการชำระให้สะอาด และผู้นำก็เห็นด้วย  แม้ว่าฉันจะยังไม่สัมฤทธิ์การเข้าสู่หรือการเปลี่ยนแปลงมากนัก แต่จากการถูกเผยในครั้งนี้ ฉันก็ได้รับความเข้าใจบางอย่างเกี่ยวกับมุมมองที่ผิดพลาดเบื้องหลังการไล่ตามเสาะหาในความเชื่อของฉัน ได้เรียนรู้วิธีทำหน้าที่ของฉันให้ดีเพื่อแสดงให้เห็นถึงการคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า และฉันก็เต็มใจที่จะนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า  ขอบคุณพระเจ้า!

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Leave a Reply

ติดต่อเราผ่าน Messenger