ยุคสุดท้ายได้มาถึงแล้ว: คริสตชนจะถูกรับขึ้นไปก่อนหน้าความทุกข์ลำบากอันยิ่งใหญ่อย่างไร?

วันที่ 27 เดือน 08 ปี 2020

โดย เบ็กกี้, สหรัฐอเมริกา

วันนี้ มหันตภัยต่างๆ ทั่วโลกกำลังกลายเป็นความรุนแรงมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ข่าวสารเต็มไปด้วยเรื่องราวเกี่ยวกับการแพร่ระบาด แผ่นดินไหว อุทกภัย และความแห้งแล้ง คุณเคยคิดกับตัวเองบ้างหรือไม่ว่า คำเผยพระวจนะต่างๆ เกี่ยวกับการเสด็จกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้าได้ลุล่วงไปแล้ว ดังนั้น เหตุใดพวกเราจึงยังไม่ได้ต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้า? หากเรื่องนี้ดำเนินต่อไป เมื่อความทุกข์ลำบากอันยิ่งใหญ่มาถึง พวกเราเองจะไม่จมดิ่งลงไปในความวิบัติเช่นกันหรอกหรือ? เมื่อใดกันเล่าที่องค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงพาพวกเราขึ้นไปสู่อาณาจักรสวรรค์?

สารบัญ
เมื่อพวกเราถูกรับขึ้นไป พวกเราจะถูกยกขึ้นไปในท้องฟ้าจริงๆ กระนั้นหรือ?
การรับขึ้นไปก่อนหน้าความทุกข์ลำบากอันยิ่งใหญ่คืออะไร?
วิธีที่จะถูกรับขึ้นไปก่อนหน้าความทุกข์ลำบากอันยิ่งใหญ่

ยุคสุดท้ายได้มาถึงแล้ว: คริสตชนจะถูกรับขึ้นไปก่อนหน้าความทุกข์ลำบากอันยิ่งใหญ่อย่างไร?

เมื่อพวกเราถูกรับขึ้นไป พวกเราจะถูกยกขึ้นไปในท้องฟ้าจริงๆ กระนั้นหรือ?

ผู้เชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าหลายคนเคยได้อ่านพระวจนะเหล่านี้ในพระคัมภีร์ ความว่า “หลังจากนั้นพระเจ้าจะทรงรับพวกเราซึ่งยังมีชีวิตอยู่ขึ้นไปในเมฆพร้อมกับคนเหล่านั้น และจะได้พบองค์พระผู้เป็นเจ้าในฟ้าอากาศ อย่างนั้นแหละ เราก็จะอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นนิตย์” (1 เธสะโลนิกา 4:17) พวกเขาถวิลหาการได้ถูกยกขึ้นไปในท้องฟ้าและพบกับองค์พระผู้เป็นเจ้าเมื่อพระองค์เสด็จมา แต่ในความเป็นจริงแล้ว พระวจนะเหล่านี้ไม่ได้ถูกตรัสโดยองค์พระเยซูเจ้าอย่างแท้จริง และมันก็ไม่ใช่คำเผยพระวจนะในหนังสือวิวรณ์อีกด้วย มันเป็นแค่เพียงถ้อยคำของอัครทูตเปาโล มันถูกต้องหรือไม่ที่จะพึ่งพาถ้อยคำของเปาโลในเรื่องของการต้อนรับการเสด็จมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า? ถ้อยคำของเปาโลสามารถเป็นตัวแทนพระวจนะขององค์พระผู้เป็นได้หรือ? องค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งยุคสุดท้ายจะเสด็จมาถึงอย่างไร และพระองค์จะทรงพาบรรดาผู้ที่เชื่อในพระองค์เข้าไปสู่ราชอาณาจักรอย่างไรนั้นเป็นพระราชกิจของพระเจ้าพระองค์เอง เปาโลเป็นแค่เพียงอัครทูตคนหนึ่งผู้เผยแพร่สารขององค์พระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น เขาจะรู้สิ่งต่างๆ ดังกล่าวได้อย่างไร? การต้อนรับการเสด็จมาถึงขององค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นเรื่องสำคัญเป็นอันมาก เป็นเรื่องซึ่งจะถูกต้องสำหรับเราก็ต่อเมื่อพึ่งพาพระวจนะขององค์พระเยซูเจ้าเท่านั้น องค์พระเยซูเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “ข้าแต่พระบิดาของข้าพระองค์ทั้งหลาย ผู้สถิตในสวรรค์ ขอให้พระนามของพระองค์เป็นที่เคารพสักการะ ขอให้แผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่ ขอให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์ ในสวรรค์เป็นอย่างไรก็ให้เป็นไปอย่างนั้นในแผ่นดินโลก” (มัทธิว 6:9-10) หนังสือวิวรณ์ยังบรรจุคำเผยพระวจนะต่างๆ ดังต่อไปนี้ “และข้าพเจ้าได้เห็นนครบริสุทธิ์ คือนครเยรูซาเล็มใหม่ลอยลงมาจากสวรรค์และจากพระเจ้า…ข้าพเจ้าได้ยินเสียงดังจากพระที่นั่งว่า ‘นี่แน่ะ ที่ประทับของพระเจ้าอยู่กับมนุษย์แล้ว และพระองค์จะประทับกับเขาทั้งหลาย พวกเขาจะเป็นชนชาติของพระองค์ พระเจ้าเองจะสถิตกับเขา [และจะทรงเป็นพระเจ้าของเขา]’” (วิวรณ์ 21:2-3) “อาณาจักรของโลกนี้กลับกลายเป็นขององค์พระผู้เป็นเจ้าของเราแล้ว และเป็นของพระคริสต์ของพระองค์ และพระองค์จะทรงครอบครองตลอดไปเป็นนิตย์” (วิวรณ์ 11:15) ในคำเผยพระวจนะเหล่านี้ พระวจนะที่ว่า “ลอยลงมาจากสวรรค์และจากพระเจ้า” “ที่ประทับของพระเจ้าอยู่กับมนุษย์แล้ว” และ “อาณาจักรของโลกนี้กลับกลายเป็นขององค์พระผู้เป็นเจ้าของเราแล้ว และเป็นของพระคริสต์ของพระองค์” แสดงให้เห็นว่าพระเจ้าจะทรงสถาปนาราชอาณาจักรของพระองค์บนแผ่นดินโลก และบั้นปลายที่พระองค์ได้ทรงจัดการเตรียมการไว้ให้มนุษย์นั้นก็อยู่บนแผ่นดินโลกด้วยเช่นกัน ความปรารถนาอันมั่นคงของพวกเราที่จะได้ถูกยกขึ้นสู่สวรรค์ไม่ใช่เป็นมโนคติที่หลงผิดและการจินตนาการของพวกเราเองหรอกหรือ? และนี่ไม่ใช่การเดินบนเส้นทางที่เบนออกไปจากพระเจ้าหรอกหรือ?

ความเป็นจริงก็คือว่าพระเจ้าไม่เคยตรัสถึงการยกผู้คนขึ้นไปสู่ท้องฟ้า และนี่เป็นบางสิ่งที่เราสามารถระลึกได้จากข้อเท็จจริงทั้งหลายในพระราชกิจของพระเจ้า ในปฐมกาลพระเจ้าได้ทรงสร้างมนุษย์มาจากฝุ่นดินและทรงให้เขาอยู่ในสวนเอเดน ที่ซึ่งเขาได้อาศัยอยู่และได้นมัสการพระเจ้าอย่างถูกต้องเหมาะสม ในระหว่างยุคของโนอาห์นั้น พระเจ้าก็ไม่ได้ทรงยกโนอาห์และครอบครัวของเขาขึ้นไปสู่ท้องฟ้าเพื่อให้รอดพ้นจากน้ำท่วมด้วย แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พระองค์ได้ทรงสั่งโนอาห์ให้ดำเนินการที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงโดยการสร้างเรือขึ้นลำหนึ่งบนแผ่นดินโลก ตอนปลายของยุคธรรมบัญญัติ ผู้คนได้เผชิญอันตรายจากการถูกประหารชีวิตเนื่องจากการละเมิดธรรมบัญญัติของพระเจ้า พระเจ้าไม่ได้ทรงยกพวกเขาขึ้นไปสู่ฟ้าอากาศเพื่อรับเอาเครื่องบูชาลบล้างบาป แต่กลับทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ด้วยพระองค์เองและได้เสด็จมาสู่แผ่นดินโลก ที่ซึ่งพระองค์ได้ถูกตรึงกางเขนจริงเพื่อมวลมนุษย์ ซึ่งเป็นการส่งมนุษยชาติให้พ้นจากบาป จากการนี้เราสามารถเห็นได้ว่า พระเจ้าได้ทรงพระราชกิจบนแผ่นดินโลกเพื่อความรอดของมนุษย์อย่างต่อเนื่อง โดยทรงนำมวลมนุษย์ในการดำรงชีวิตและการนมัสการพระเจ้า การถวิลหารอคอยอันมั่นคงของพวกเราที่จะได้ถูกพาขึ้นไปสู่ท้องฟ้านั้นขัดแย้งกับน้ำพระทัยของพระเจ้าอย่างชัดเจน!

การรับขึ้นไปก่อนหน้าความทุกข์ลำบากอันยิ่งใหญ่คืออะไร?

พวกคุณบางคนอาจไม่เข้าใจชัดว่า “การถูกรับขึ้นไป” แท้ที่จริงแล้วหมายถึงอะไร เพื่อทำความเข้าใจเรื่องนี้ ขอให้เรามาดูสิ่งที่พระวจนะของพระเจ้าตรัสกันก่อน พระเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “‘การถูกรับไว้’ ไม่ได้หมายถึงการถูกนำไปจากที่ต่ำต้อยไปสู่ที่สูงส่ง ดังที่ผู้คนอาจจินตนาการ นั่นเป็นมโนคติที่ผิดมโหฬาร ‘การถูกรับไว้’ หมายถึงการลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้วตามด้วยการคัดสรรของเรา มันมุ่งตรงไปที่ทุกคนที่เราได้ลิขิตไว้ล่วงหน้าและเลือกสรรไว้ บรรดาผู้ที่ถูกรับไว้ทั้งหมดคือผู้คนที่ได้รับสถานะของบรรดาบุตรหัวปีหรือบรรดาบุตร หรือผู้ที่เป็นประชากรของพระเจ้า การนี้เข้ากันไม่ได้มากที่สุดกับมโนคติที่หลงผิดของผู้คน บรรดาผู้ที่จะมีส่วนแบ่งในบ้านของเราในอนาคตก็คือผู้ที่ได้ถูกรับไว้เบื้องหน้าเราทั้งหมด นี่เป็นจริง ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง และมิอาจปฏิเสธได้อย่างแน่นอน มันเป็นการตีโต้ซาตาน ผู้ใดก็ตามที่เราได้ลิขิตไว้ล่วงหน้าจะถูกรับไว้เบื้องหน้าเรา” (“บทที่ 104” ของ ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) พระวจนะเหล่านี้บอกพวกเราว่า การถูกรับขึ้นไปไม่ใช่การถูกพาขึ้นไปสู่ท้องฟ้าเพื่อพบกับองค์พระผู้เป็นเจ้าดังที่พวกเราเคยจินตนาการ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น มันหมายถึงการสามารถที่จะยอมรับและเชื่อฟังพระราชกิจใหม่ของพระเจ้าหลังจากที่ได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ โดยการติดตามย่างพระบาทของพระเมษโปดกอย่างใกล้ชิด และการอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเมื่อพระองค์เสด็จมาสู่แผ่นดินโลกและทรงปฏิบัติพระราชกิจ อย่างนี้เท่านั้นคือการรับขึ้นไปที่แท้จริง มันเป็นเหมือนดังเช่นเมื่อครั้งที่องค์พระเยซูเจ้าได้เสด็จมาเพื่อทรงพระราชกิจแห่งการไถ่ นั่นคือ เปโตร หญิงชาวสะมาเรีย ยากอบ และคนอื่นๆ จำพระสุรเสียงขององค์พระผู้เป็นเจ้าได้เมื่อพวกเขาได้ยินพระวจนะของพระองค์ และได้กำหนดใจมั่นว่าพระองค์ทรงเป็นพระเมสสิยาห์ที่จะเสด็จมา ผลก็คือ พวกเขาได้รับความรอดขององค์พระผู้เป็นเจ้าและทั้งหมดก็ได้ถูกยกขึ้นไปอยู่เฉพาะพระพักตร์องค์พระผู้เป็นเจ้าในระหว่างยุคพระคุณ ทุกคนในยุคสุดท้ายที่ต้อนรับการเสด็จกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้าและยอมรับพระราชกิจปัจจุบันของพระเจ้าคือบรรดาผู้ที่ติดตามย่างพระบาทของพระเมษโปดก และคือผู้ที่ถูกยกขึ้นไปอยู่เฉพาะพระพักตร์องค์พระผู้เป็นเจ้า!

วิธีที่จะถูกรับขึ้นไปก่อนหน้าความทุกข์ลำบากอันยิ่งใหญ่

ดังนั้นแล้วอะไรคือสิ่งที่เราควรทำเพื่อต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและถูกรับขึ้นไปก่อนหน้าความวิบัติ? เรื่องนี้ได้ถูกพยากรณ์ไว้นานมาแล้วในพระคัมภีร์ เมื่อองค์พระเยซูเจ้าได้ตรัสว่า “เรายังมีอีกหลายสิ่งที่จะบอกกับพวกท่าน แต่ตอนนี้ท่านยังรับไม่ไหว เมื่อพระวิญญาณแห่งความจริงเสด็จมาแล้ว พระองค์จะนำพวกท่านไปสู่ความจริงทั้งมวล เพราะพระองค์จะไม่ตรัสโดยพลการ แต่พระองค์จะตรัสสิ่งที่พระองค์ทรงได้ยิน และพระองค์จะทรงแจ้งแก่พวกท่านถึงสิ่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น” (ยอห์น 16:12-13) บทที่ 2 และ 3 ของหนังสือวิวรณ์ พยากรณ์หลายครั้งว่า “ใครมีหูก็ให้ฟังข้อความที่พระวิญญาณตรัสกับคริสตจักรทั้งหลาย” ยังมีบทที่ 3 ข้อที่ 20 ความว่า “นี่แน่ะ เรายืนเคาะอยู่ที่ประตู ถ้าใครได้ยินเสียงของเราและเปิดประตู เราจะเข้าไปหาเขาและจะรับประทานอาหารร่วมกับเขา และเขาจะรับประทานอาหารร่วมกับเรา” พระวจนะของพระเจ้าตรัสว่า “เนื่องจากว่าพวกเรากำลังตามหารอยพระบาทของพระเจ้า มันจึงจำเป็นที่พวกเราต้องค้นหาน้ำพระทัยของพระเจ้า พระวจนะของพระเจ้า ถ้อยดำรัสของพระองค์—เพราะที่ใดก็ตามที่มีพระวจนะใหม่ๆ ที่พระเจ้าตรัส พระสุรเสียงของพระเจ้าอยู่ที่นั่น และที่ใดที่มีก้าวพระบาทของพระเจ้า กิจการต่างๆ ของพระเจ้าอยู่ที่นั่น ที่ใดก็ตามที่มีการทรงแสดงออกของพระเจ้า ที่นั่นพระเจ้าทรงปรากฏ และที่ใดที่พระเจ้าทรงปรากฏ ที่นั่นความจริง หนทาง และชีวิตดำรงอยู่” (“การทรงปรากฏของพระเจ้าได้นำมาซึ่งยุคใหม่” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) พระวจนะของพระเจ้าบอกพวกเราว่า หากพวกเราปรารถนาที่จะต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้า การแสวงหาพระราชกิจและพระวจนะของพระเจ้าเป็นกุญแจสำคัญ ไม่มีสิ่งใดสำคัญมากไปกว่าการมองหาว่าพระดำรัสของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ตรัสกับคริสตจักรทั้งหลายอยู่ที่ใดในวันนี้ หากพวกเราไม่ดำเนินการด้วยตัวเองในการค้นหาย่างพระบาทของพระเจ้า หากเราไม่ให้ความสำคัญกับการได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แต่กลับจ้องมองหมู่เมฆในท้องฟ้าอยู่เฉยๆ แทน โดยรอคอยอย่างนิ่งเฉยให้องค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมาและพาพวกเราไปสู่ฟ้าอากาศ ความคิดเช่นนั้นไม่ใช่ความคิดเพ้อฝันหรอกหรือ? และเช่นนั้นแล้วพวกเราจะไม่เป็นพวกไร้ความสามารถในการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าตลอดไปหรอกหรือ ซึ่งในที่สุดก็ผลาญโอกาสที่จะถูกรับขึ้นไปโดยพระองค์?

ดังนั้น ย่างพระบาทขององค์พระผู้เป็นเจ้าอยู่ที่ใดกันเล่า? พระเจ้าทรงดำรัสพระวจนะของพระองค์ที่ใด? วันนี้ มีเพียงคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เท่านั้นที่เป็นพยานอย่างเปิดเผยต่อมวลมนุษย์ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าได้เสด็จกลับมาแล้ว: นั่นคือ พระเจ้าซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์ในยุคสุดท้าย พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้ทรงแสดงพระวจนะเป็นจำนวนมาก ได้ทรงเปิดเผยความจริงและสิ่งลึกลับทั้งหลายมากมาย รวมทั้งได้ทรงเปิดให้เรารู้ถึงแผนการบริหารจัดการหกพันปีของพระเจ้า ความล้ำลึกของการจุติเป็นมนุษย์ และสิ่งลึกลับทั้งหลายในพระคัมภีร์ ดังนั้น พระองค์ยังได้ทรงแสดงพระวจนะต่างๆ เพื่อพิพากษาและเปิดโปงมวลมนุษย์ และได้ทรงเปิดเผยข้อเท็จจริงที่เที่ยงแท้ของความเสื่อมทรามของพวกเราด้วยมือของซาตาน และอุปนิสัยเยี่ยงซาตานต่างๆ ของพวกเราด้วยเช่นกัน ด้วยการยอมรับพระวจนะแห่งการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า พวกเราจึงได้มารู้จักความเสื่อมทรามของพวกเราเอง และได้เห็นว่าทุกสิ่งที่เราเปิดเผยนั้นเป็นอุปนิสัยเยี่ยงซาตานที่มีความโอหัง ความเห็นแก่ตัว ความต่ำช้า การทรยศหักหลัง และความเจ้าเล่ห์ และได้เห็นว่าเราปราศจากจิตสำนึกและเหตุผล พระวจนะทั้งหลายของพระเจ้าได้ทำให้เราเชื่อโดยสิ้นเชิง พวกเราหมอบตัวลงกราบเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า สยบด้วยความเสียใจ และพวกเรามีความรู้บางอย่างเกี่ยวกับความชอบธรรมและพระอุปนิสัยอันบริสุทธิ์ของพระเจ้า มีหัวใจแห่งความเคารพและการเชื่อฟังต่อพระเจ้าเกิดขึ้นภายในตัวเรา และพวกเรายืนยันจากภายในหัวใจของพวกเราว่าทุกสิ่งที่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงแสดงออกมาคือความจริง และสามารถแปลงรูปและชำระผู้คนให้สะอาดได้

วันนี้ พระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์กำลังเผยแพร่ไปท่ามกลางมวลมนุษย์ หลายคนจากนิกายของหลายของคริสตชนที่เป็นผู้เชื่อที่แท้จริงและรักความจริงอย่างจริงแท้ได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า ได้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นโดยพระวจนะของพระเจ้า และได้กลับมาอยู่เบื้องหน้าบัลลังก์ของพระองค์แล้ว พวกเขาดื่มด่ำอยู่ในการรดน้ำและการบำรุงเลี้ยงของพระวจนะของพระองค์ และสำนึกรับรู้ว่าพระวจนะเหล่านี้มีสิทธิอำนาจและทรงฤทธิ์เพียงใด พวกเขาได้กำหนดใจมั่นแล้วว่าพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือการเสด็จกลับมาขององค์พระเยซูเจ้า พวกเขาคือบรรดาผู้ที่ได้ถูกรับขึ้นไปก่อนหน้าความทุกข์ลำบากอันยิ่งใหญ่! พวกเรามาอ่านพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์กันสักท่อนหนึ่งเถิด ความว่า “เสียงของเราจะแผ่ไปทั่วทั้งแผ่นดินโลก เมื่อเผชิญหน้ากับประชากรที่เราเลือกสรร เราปรารถนาที่จะกล่าววจนะแก่พวกเขาเพิ่มเติมอีก เรากล่าววจนะของเราต่อทั้งจักรวาลและต่อมวลมนุษย์ ราวกับเสียงฟ้าร้องอันเปี่ยมพละกำลังที่ทำให้ภูเขาและแม่น้ำสั่นสะเทือน ดังนั้นวจนะในปากของเราจึงได้กลายเป็นขุมทรัพย์ของมนุษย์ และพวกมนุษย์ทั้งหมดก็ทะนุถนอมวจนะของเรา ฟ้าแลบนั้นส่องแสงวาบจากทิศตะวันออกตลอดทางไปจนถึงทิศตะวันตก วจนะของเราเป็นวจนะที่มนุษย์ไม่เต็มใจที่จะละทิ้งไป และในเวลาเดียวกันก็พบว่าวจนะเหล่านั้นยากหยั่งถึง แต่ก็ชื่นบานในถ้อยคำเหล่านั้นอย่างหาใดปาน พวกมนุษย์ทั้งหมดล้วนเปรมปรีดิ์และเต็มไปด้วยความชื่นบานยินดี เฉลิมฉลองการมาของเราราวกับว่าทารกคนหนึ่งเพิ่งจะได้ถือกำเนิด โดยเสียงของเรา เราจะนำพาพวกมนุษย์ทั้งหมดมาอยู่ต่อหน้าเรา นับจากนั้นเป็นต้นไป เราจะเข้าสู่เผ่าพันธุ์ของพวกมนุษย์อย่างเป็นทางการเพื่อที่พวกเขาจะได้มานมัสการเรา ด้วยสง่าราศีที่เราแผ่รัศมีและวจนะในปากของเรา เราจะทำเช่นนั้นจนพวกมนุษย์ทั้งหมดมาอยู่ต่อหน้าเราและเห็นว่าฟ้าแลบนั้นส่องแสงวาบจากทิศตะวันออก และว่าเรายังได้ลงมาสู่ “ภูเขามะกอกเทศ” แห่งทิศตะวันออกเช่นกัน พวกเขาจะเห็นว่าเราได้อยู่บนแผ่นดินโลกนานมาแล้ว ไม่ใช่ในฐานะบุตรของพวกยิวอีกต่อไป แต่ในฐานะฟ้าแลบแห่งทิศตะวันออก ด้วยเหตุที่เราได้คืนชีพมานานแล้ว และได้ไปจากท่ามกลางมวลมนุษย์แล้ว และจากนั้นได้ปรากฏขึ้นอีกครั้งด้วยสง่าราศีท่ามกลางพวกมนุษย์ เราคือพระองค์ผู้ทรงได้รับการนมัสการมาหลายยุคสมัยนับไม่ถ้วนก่อนปัจจุบันนี้แล้ว และเรายังเป็นทารกที่ถูกคนอิสราเอลละทิ้งมาหลายยุคสมัยนับไม่ถ้วนก่อนปัจจุบันนี้แล้วเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น เราคือพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ซึ่งเปี่ยมพระสิริแห่งยุคปัจจุบัน! ให้ทั้งหมดนั้นจงมาอยู่ต่อหน้าบัลลังก์ของเราและเห็นโฉมหน้าอันเปี่ยมสง่าราศีของเรา ได้ยินเสียงของเรา และเฝ้ามองกิจการของเรา นี่คือเจตจำนงครบถ้วนบริบูรณ์ของเรา มันคือจุดสิ้นสุดและจุดสุดยอดของแผนการของเรา รวมทั้งจุดประสงค์ของการบริหารจัดการของเรา ให้ทุกชนชาตินมัสการเรา ทุกภาษายอมรับเรา มนุษย์ทุกคนมอบความเชื่อของเขาในตัวเรา และผู้คนทุกคนอยู่ภายใต้การกะเกณฑ์โดยเรา!” (“เสียงฟ้าร้องทั้งเจ็ดดังกังวาน—การเผยพระวจนะว่าข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักรจะเผยแผ่ไปทั่วทั้งจักรวาล” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)

คุณรู้สึกอย่างไรหลังจากที่ได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าท่อนนี้? ไม่มีความน่าตื่นเต้นภายในหัวใจของคุณหรอกหรือ? คุณรู้สึกไหมว่าพระวจนะเหล่านั้นคือการตรัสของพระผู้สร้างต่อมวลมนุษย์ทั้งปวง? คุณรู้สึกหรือไม่ว่าพระเจ้าทรงกำลังเป็นพยานต่อพวกเราในขณะนี้ว่าพระองค์ได้เสด็จกลับมาแล้ว? ไม่ว่าคุณจะรู้สึกอย่างไรก็ตาม พวกเรามีภารกิจเร่งด่วนอยู่เฉพาะหน้าพวกเรา นั่นคือ เราต้องเป็นหญิงพรหมจารีมีปัญญา รับฟังพระวจนะที่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้ตรัสไว้ และแสวงหาพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระองค์ด้วยจิตใจที่เปิดกว้าง ไม่มีเส้นทางอื่นใดที่ไปสู่การถูกรับขึ้นไปก่อนความทุกข์ลำบากอันยิ่งใหญ่!

ปี 2021 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

คนเราสามารถเข้าสู่แผ่นดินสวรรค์ได้แค่โดยการยอมรับการไถ่บาปขององค์พระเยซูเจ้าหรือ?

โดย Shen Qingqing, เกาหลีใต้ สารบัญ ความหมายที่แท้จริงของ “ความรอด” พวกเราสามารถรับความรอดและเข้าสู่แผ่นดินสวรรค์ได้อย่างไร?...

คำเผยวจนะ 6 ประการเรื่องการเสด็จมาครั้งที่สองของพระเยซูคริสต์ได้ลุล่วงแล้ว

โดย ซินเจี่ย สองพันปีมาแล้ว องค์พระเยซูเจ้าทรงสัญญากับพวกเราว่า: “นี่แน่ะ เราจะมาในเร็วๆ นี้” (วิวรณ์ 22:12) บัดนี้...