ความวิบัติอันเกิดจากความโอหัง

วันที่ 29 เดือน 07 ปี 2022

โดย เสี้ยซิ่น, สเปน

สิงหาคมปี 2018 ฉันรับผิดชอบคริสตจักรของผู้มาใหม่ ที่นี่ เพิ่งก่อตั้งได้ไม่นาน จึงยังมอบหมายหน้าที่ไม่ครบ และโครงการต่างๆ ก็ไม่ค่อยคืบหน้า ฉันอธิษฐานและพึ่งพิงพระเจ้า ช่วยกันหาตัวเลือกที่ดีกับคู่ทำงาน และมอบหมายหน้าที่ให้เหล่าพี่น้อง ตามจุดแข็งและขีดความสามารถของพวกเขา งานของคริสตจักรดีขึ้นอย่างรวดเร็ว ฉันรู้สึกเหมือนมีความเข้าใจเชิงลึกที่ดี และมีความสามารถบางอย่าง โดยเฉพาะมีครั้งหนึ่ง ผู้นำทีมบอกฉันว่า พี่เซียวขี้เกียจและเอื่อยเฉื่อยในหน้าที่จริงๆ และเธอกำลังจะปลดเขา ฉันไม่เห็นด้วย ฉันเคยติดต่อกับเขามาก่อน และเข้าใจเขาอยู่บ้าง เขาขยันและมีความเป็นมนุษย์ที่ดี แต่ขาดประสบการณ์ที่ลึกกว่านี้ ฉันสงสัยว่าเขากำลังเจอเรื่องยากลำบากที่กระทบต่อหน้าที่หรือเปล่า ฉันแนะนำผู้นำทีมไปว่า ก่อนจะปลดเขา ให้หาคำตอบก่อนว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา ต่อมา เธอก็พบว่า เขามีอาการข้อมือพลิก เลยใช้คอมพิวเตอร์ได้ลำบาก หน้าที่เขาเลยคืบหน้าไปช้า แต่เขาไม่ได้บอกใคร คนอื่นเลยเข้าใจผิด ว่าเขาไม่ใช่คนทำงานหนัก พออาการที่ข้อมือดีขึ้น เขาก็ทำหน้าที่ได้ยอดเยี่ยม หลังจากนั้น ฉันก็ยิ่งรู้สึกว่าอ่านคนออกได้ดีจริงๆ นับจากนั้นมา เวลาเลือกคน ถ้าพี่น้องชายหญิงเห็นต่างออกไป ฉันก็จะยึดเอาความคิดของตัวเอง ฉันคิดว่าพวกเขาขาดปัญญาแยกแยะ และไม่ได้เข้าใจผู้คนในเชิงลึก เวลาผ่านไป ฉันเริ่มกล้าจัดเตรียมบางเรื่องมากขึ้น

ต่อมา ฉันได้รับผิดชอบงานของทีมวิดีโอ ครั้งหนึ่ง ตอนที่เรากำลังจะผลิตวิดีโอกัน เรามีคนไม่พอ และต้องการคนในทีมเพิ่ม ทักษะด้านเทคนิคของโครงการนั้นมีมาตรฐานค่อนข้างสูง และค่อนข้างท้าทายทีเดียว ฉันตัดสินใจว่า เราต้องการคนที่เรียนจบสูง มีทักษะทางเทคนิค อะไรๆ จะได้ดำเนินไปอย่างราบรื่น ฉันใช้เวลาหาคนที่ตรงกับความต้องการอยู่หลายวัน แต่ก็ไม่เจอตัวเลือกที่ดีเลย บางคนยินดีจะเรียนรู้ทักษะพวกนั้น แต่พอเห็นพวกเขาไม่ได้เรียนมาสูง และไม่มีความเชี่ยวชาญทางอาชีพที่เกี่ยวข้อง ฉันเลยปัดตกไป มีบางคนที่ฉันคิดว่าคงจะเหมาะสม แต่ตอนนั้นยังมารับหน้าที่ไม่ได้ ด้วยหลายเหตุผล จู่ๆ ฉันก็บังเอิญพบว่า พี่อู๋เคยเรียนรู้ทักษะด้านเทคนิคที่เกี่ยวข้อง และมีประสบการณ์หลากหลาย เขาคงไม่มีปัญหากับโครงการนั้น ฉันเลยกำลังจะไปขอให้เขามารับหน้าที่นี้ แต่พี่สาวคนหนึ่งเตือนฉันว่า ควรดูที่การประเมินของเขาดูบ้าง เธอบอกว่าเมื่อก่อน เคยมีคนบอกว่าพี่อู๋มีความเป็นมนุษย์ที่แย่ และฉลาดแกมโกง ฉันจึงต้องระวังในการมอบหมายให้เขาทำหน้าที่นั้น เธอแนะนำให้ฉันแสวงหาดูก่อน ฉันเลยบอกว่าจะทำ แต่ก็คิดว่า ถึงเขาจะฉลาดแกมโกง และมีความเป็นมนุษย์ที่แย่นิดหน่อย เขาก็เรียนมาสูง และมีทักษะ เขาก็คงนำพี่น้องคนอื่นในแง่เทคนิคได้ เขาควรทำหน้าที่ได้แบบไม่มีปัญหาอะไร จากนั้น ฉันได้อ่านที่พี่น้องชายหญิงประเมินพี่อู๋ และเห็นพวกเขาพูดว่าพี่อู๋มีความเป็นมนุษย์ที่แย่ เวลาทำหน้าที่ของตัวเอง เขาก็จะเกรี้ยวกราดกับคนอื่นจริงๆ และพวกเขาก็รู้สึกอึดอัด พออ่าน ฉันก็คิดว่า ก่อนนี้ฉันเคยติดต่อเขาอยู่สองสามครั้ง เขาก็ดูเป็นคนดี ไม่เหมือนที่พวกนั้นว่ามา บางทีที่พวกเขาพูดอาจจะมีบริบทบางอย่างหรือเปล่า? จะยังไงก็ตาม ฉันคิดว่าเขาพอใช้ได้ แถมมีประสบการณ์ทำงานเยอะ คนมีพรสวรรค์อย่างเขาไม่ได้หากันง่ายๆ การแต่งตั้งเขาก็ไม่น่ามีปัญหา หลังจากนั้น ฉันก็ไม่ได้พิจารณาข้อเสนอแนะของคนอื่น และไม่ได้ศึกษาการประเมินพวกนั้นเพิ่มอีก ฉันแค่จัดแจงให้เขามาผลิตวิดีโอ

ฉันประหลาดใจจริงๆ ที่ผ่านไปไม่ถึงเดือน ฉันก็ได้ยินว่าเขาไม่ทบทวนตัวเองเวลาเจอปัญหา และจุกจิกจริงๆ แถมยังเผยแพร่มโนคติอันหลงผิด และสร้างความร้าวฉาน นั่นเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายของฉันมาก ฉันจะคิดผิดไปได้เหรอ? ฉันไปตรวจดูสถานการณ์ และกลับมาคิดอย่างหนัก ก่อนจะพบว่า ทุกอย่างที่พวกเขาพูดนั้นถูกต้อง หนึ่งในวิดีโอที่พวกเขาทำมีปัญหาเยอะ และต้องทำใหม่ ตอนที่ทุกคนหารือกันว่าจะผ่านความยากลำบากนี้ไปยังไง พี่อู๋ก็บอกว่าไม่ต้องทำใหม่หรอก บอกว่าผู้นำเรียกร้องเกินไป และทำตัวจุกจิก พอได้ยินแบบนี้ พี่น้องบางคนก็รู้สึกไม่พอใจผู้นำขึ้นมา ไม่ใช่แค่นั้น แต่ตอนที่พี่อู๋เห็นปัญหาบางอย่างในหน้าที่ของคนอื่น เขาก็ไม่ใส่ใจหาทางแก้ปัญหา แต่กลับวิจารณ์ผู้นำทีมว่าไม่มีความสามารถ และเริ่มกีดกันเขา ปลุกปั่นปัญหาระหว่างผู้นำกับสมาชิกในทีม ผู้นำทีมเกิดคิดลบ และอึดอัด พี่ชายคนหนึ่งเกิดอคติต่อผู้นำทีมเพราะเรื่องนั้น แล้วเริ่มเอาแต่จับจ้องเขากับผู้นำคนอื่นๆ ครั้งหนึ่ง พี่อู๋ให้ข้อเสนอแนะเรื่องงาน ผู้นำทีมพิจารณาดูแล้ว แต่พบว่ามันไม่เหมาะสม เลยไม่นำไปใช้ พี่อู๋จึงเกิดไม่พอใจผู้นำทีมคนนั้น และเริ่มใช้สามัคคีธรรมในการชุมนุม บอกว่าเขาเห็นปัญหาในงานของเรา แต่ไม่กล้าพูด เพราะกลัวว่าพูดไปแล้วจะถูกปลด ทำให้คนอื่นเข้าใจผิด ว่าถ้าให้ข้อเสนอแนะก็จะถูกกดขี่ เขาทำเหมือนอยากใส่ใจน้ำพระทัยจริงๆ แต่กลับถูกผู้นำทีมกดขี่ และไม่ให้เขาทำหน้าที่ให้ดี พฤติกรรมของเขาแสดงให้เห็นว่า นอกจากจะเป็นคนจู้จี้จุกจิกแล้ว เขายังทำเหมือนเป็นผู้พิทักษ์ความชอบธรรม และใส่ใจน้ำพระทัยด้วย การโบกธงว่าปกป้องผลประโยชน์ของพระนิเวศ จริงๆ เขากำลังเผยแพร่ความคิดลบ และหว่านความร้าวฉาน ทำให้คนอื่นๆ ต่อต้านผู้นำ คิดว่าตัวเองคือคนที่มีปัญหา และอาจจะโดนกดขี่และลำบากได้ หากไม่ระวังตัว ผู้คนเกิดแคลงใจในกฎความจริงในคริสตจักร ทุกคนจึงพูดคลุมเครือว่าถูกหรือผิด ตัดสิน และระวังตัวกับผู้นำเสมอ พฤติกรรมของเขาทำให้งานของคริสตจักรหยุดชะงักไปแล้ว และในช่วงระหว่างนั้น พี่อู๋คอยนำงานด้านเทคนิค แต่ไม่เป็นประโยชน์มากนัก เขาแนะนำแต่เรื่องในทางทฤษฎี แต่นำไปใช้ในทางปฏิบัติไม่ได้ ฉันเห็นได้ถึงปัญหาของเขา แต่ก็ไม่พร้อมยอมรับความผิดพลาดของตัวเองอย่างสิ้นเชิง ฉันมองโลกในแง่ดีว่าอยากจะคุยกับเขา และชี้ให้เห็นถึงปัญหาก่อน ถ้าเขาเห็นถึงปัญหา ก็อาจจะยอมรับความจริง และมีความเป็นมนุษย์ที่เหมาะสมได้ ซึ่งก็จะแปลว่าฉันไม่ได้ตัดสินพลาดมากนัก ฉันเลย ชี้ให้เขาเห็นถึงปัญหา นอกจากจะไม่ทบทวนตัวเองแล้ว เขายังหาว่าฉันข่มเหงเขาด้วยน้ำเสียงแบบอื่น ฉันกดขี่เขา ตอนนั้น ฉันได้เห็นว่า นอกจากจะมีความเป็นมนุษย์ที่แย่ และไม่ยอมรับความจริง เขายังฉลาดแกมโกง และพูดจาตรงข้ามกับความจริง พอได้เห็นแบบนี้แล้ว ฉันก็เหมือนโดนตบเข้าที่หน้าจริงๆ พระนิเวศเน้นย้ำอยู่หลายครั้ง ว่าเราไม่อาจมอบหมายหน้าที่สำคัญ ให้คนที่มีความเป็นมนุษย์ที่แย่ได้ แต่ฉันต่อต้านแม้กระทั่งเรื่องที่เป็นหลักธรรมพื้นฐาน ฉันทำผิดขั้นพื้นฐานในการเลือกผู้คน ซึ่งมันทำให้ชีวิตคริสตจักรหยุดชะงัก ยิ่งคิดฉันยิ่งรู้สึกแย่ และต่อมาก็ได้ปลดพี่อู๋ออกตามหลักธรรม

หลังจากทำแบบนั้นแล้ว ฉันก็เริ่มทบทวนเหตุผลจริงในความผิดพลาด ฉันได้อ่านพระวจนะที่ว่า “ผู้นำเทียมเท็จส่วนมากมีขีดความสามารถที่ด้อย มีดวงตาและหัวใจที่มืดบอด และพวกเขาไม่เข้าใจหลักธรรมของความจริง ซึ่งการนี้เองนั้นเป็นปัญหาสาหัสมาก แต่พวกเขาก็ยังคงมีปัญหาอีกปัญหาหนึ่งที่ร้ายแรงกว่า ซึ่งก็คือว่า เมื่อพวกเขาได้เข้าใจและเชี่ยวชาญตัวอักษรและคำพูดไม่กี่คำเกี่ยวกับคำสอนแล้ว และสามารถโห่ร้องคำขวัญสองสามคำออกมาได้ พวกเขาก็คิดว่าพวกเขามีความเป็นจริงของความจริง ดังนั้นงานใดก็ตามที่พวกเขาทำและใครก็ตามที่พวกเขาใช้ พวกเขาไม่แสวงหาและไม่รอบคอบตั้งใจ และพวกเขาไม่สามัคคีธรรมกับผู้อื่น และนับประสาอะไรที่พวกเขาจะมองดูการจัดการเตรียมการงานและหลักธรรมแห่งพระนิเวศของพระเจ้าโดยละเอียด พวกเขามั่นใจเหลือเกิน เชื่อว่าสิ่งที่พวกเขาทำอยู่นั้นถูกต้อง ว่าสิ่งใดก็ตามที่พวกเขาคิดคือสิ่งที่ควรทำ และว่าสิ่งใดก็ตามที่พวกเขาเชื่อย่อมเที่ยงตรงและถูกต้องแม่นยำ และล้วนสอดคล้องกับหลักธรรมทั้งสิ้น นอกจากนี้พวกเขายังเชื่ออย่างผิดๆ อยู่บ่อยครั้งว่า เมื่อได้ทำงานมาหลายปีแล้ว พวกเขามีประสบการณ์เพียงพอในการรับใช้ในฐานะผู้นำในพระนิเวศของพระเจ้า ว่าพวกเขารู้วิธีที่งานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าดำเนินการและพัฒนา พวกเขาคิดว่าพวกเขาเข้าใจทั้งหมดนี้ พวกเขาประเมินวัดงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าและทำงานของคริสตจักรโดยวิถีทางของประสบการณ์ ความคิดฝัน มโนคติอันหลงผิด และกฎเกณฑ์ของพวกเขา ซึ่งเป็นเหตุให้งานของคริสตจักรในช่วงเวลาที่พวกเขาดำรงตำแหน่งนั้นยุ่งเหยิง อลหม่าน และไม่เกิดผล(การระบุแยกแยะผู้นำเทียมเท็จ) ผู้นำเทียมเท็จ ไม่ได้มีแค่ตาและใจที่มืดบอด มองไม่เห็นแก่นแท้ของผู้คน หรือเข้าใจหลักธรรม ที่แย่กว่านั้นคือพวกเขาไม่แสวงหาความจริง เอาแต่พึ่งพาประสบการณ์ของตนเพื่อทำงานของคริสตจักร ซึ่งก่อปัญหาวุ่นวายอย่างที่สุด การประพฤติตัวของฉัน การแต่งตั้งพี่อู๋ให้ไปทำตำแหน่งนั้น ฉันไม่ได้แสวงหาหลักธรรมในการใช้ผู้คนในพระนิเวศ แต่กลับตัดสินเอาเอง คิดว่าเขามีประสบการณ์เรื่องงานมาก จึงเหมาะกับการผลิตวิดีโอ ตอนที่คนอื่นเตือนฉันว่า เขามีความเป็นมนุษย์ที่แย่ และควรระวัง และแนะนำให้ฉันทำการแสวงหาบ้าง ฉันก็ไม่ได้ใส่ใจเลย ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองมีความเข้าใจเชิงลึก และปัญญาแยกแยะที่ดี แล้วก่อนหน้านี้ การแต่งตั้งของฉันก็ไม่เคยมีปัญหาใหญ่ ดังนั้นการเลือกพี่อู๋ก็ต้องไม่มีปัญหาอะไร ฉันใช้ประสบการณ์ทำงานของตัวเอง มาเป็นต้นทุนส่วนตัว และไม่แสวงหาหลักธรรมแห่งความจริงเลย ไม่ถ่อมใจยอมรับข้อเสนอแนะของคนอื่น แสวงหา และสอบถาม เพื่อให้เข้าใจจริงๆ ว่า พี่อู๋เป็นคนประเภทไหน ว่าพฤติกรรมแย่ๆ ของเขา เป็นแค่การแสดงความเสื่อมทรามเพียงชั่วคราว หรือเขามีแก่นแท้ที่ชั่วจริงๆ ถ้าเป็นแค่การแสดงความเสื่อมทรามชั่วคราว หรือมีบริบทบางอย่างอยู่ และนับแต่นั้นเขาเปลี่ยนไปแล้ว แบบนั้นก็ใช้เขาได้ แต่ถ้าเขาเป็นแบบนั้นมาตลอด เขามีความเป็นมนุษย์ที่แย่และทำชั่ว เราก็ใช้เขาไม่ได้ คนแบบนั้นทำได้แค่สร้างความเสียหายต่องานของพระนิเวศ แต่ฉันก็ไม่ไปสอบถามจริงๆ ก่อน กลับหลับหูหลับตาตัดสิน ตามประสบการณ์และจินตนาการส่วนตัว ความเป็นจริงทำให้ฉันเห็น ว่าฉันเป็นผู้นำเทียมเท็จ ที่มีตาและใจที่มืดบอด ฉันไม่ได้เข้าใจความจริงหรือหลักธรรม ที่แย่กว่านั้น ฉันยังมั่นใจในตัวเอง และไม่ยอมรับข้อเสนอแนะของคนอื่น พอมีประสบการณ์ และเข้าใจคำสอนอยู่บ้าง ฉันก็คิดว่าตัวเองรู้หลักธรรม และทำงานของคริสตจักรได้ แต่ฉันก็ยังแต่งตั้งผิดคน ซึ่งทำให้งานเราแทบไม่คืบหน้า และทำให้ชีวิตคริสตจักรหยุดชะงัก ฉันทำตัวเป็นผู้ช่วยของซาตานโดยสิ้นเชิง บ่อนทำลายงานของคริสตจักร

ต่อมา ฉันนึกถึงบางสิ่งที่พระเจ้าตรัสไว้ว่า “หากเจ้าเข้าใจความจริงอย่างแท้จริงในหัวใจของเจ้า เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะรู้วิธีปฏิบัติความจริงและเชื่อฟังพระเจ้า และก็เป็นธรรมดาที่จะเริ่มออกเดินไปบนเส้นทางแห่งการไล่ตามเสาะหาความจริง หากเส้นทางที่เจ้าเดินเป็นเส้นทางที่ถูกต้อง และอยู่ในแนวเดียวกันกับน้ำพระทัยของพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะไม่ผละจากเจ้าไป—ซึ่งในกรณีนี้ย่อมจะมีโอกาสน้อยลงเรื่อยๆ ที่เจ้าจะทรยศพระเจ้า หากปราศจากความจริง ย่อมง่ายดายที่จะทำชั่ว และเจ้าจะทำสิ่งนั้นไปทั้งที่เจ้าไม่ตั้งใจ ตัวอย่างเช่น หากเจ้ามีอุปนิสัยที่โอหังและทะนงตน เช่นนั้นแล้วการถูกบอกให้ไม่ต่อต้านพระเจ้าก็คงไม่สร้างความแตกต่างอะไร เจ้าไม่อาจห้ามตัวเองได้มันอยู่เหนือการควบคุมของตัวเจ้า เจ้าคงจะไม่ทำสิ่งนั้นโดยมีจุดประสงค์ เจ้าคงจะทำสิ่งนั้นไปภายใต้การครอบงำของธรรมชาติที่โอหังและทะนงตนของเจ้า ความโอหังและความทะนงตนของเจ้าคงจะทำให้เจ้าดูแคลนพระเจ้าและเห็นพระองค์ทรงไร้ค่าไม่สำคัญ สิ่งเหล่านั้นคงจะเป็นเหตุให้เจ้ายกย่องตัวเจ้าเอง นำเสนอตัวเจ้าเองอยู่เนืองนิตย์ สิ่งเหล่านั้นจะทำให้เจ้าสบประมาทผู้อื่น สิ่งเหล่านั้นจะไม่ปล่อยให้หัวใจของเจ้ามีผู้ใดนอกจากตัวเจ้าเอง ความโอหังและความทะนงตนจะปล้นที่ทางของพระเจ้าในหัวใจของเจ้าไป และในท้ายที่สุดก็จะเป็นเหตุให้เจ้านั่งแทนที่พระเจ้าและเรียกร้องให้ผู้คนนบนอบเจ้า เทิดทูนความคิด แนวคิด และมโนคติอันหลงผิดของเจ้าว่าเป็นความจริง จงดูเถิดว่า ผู้คนทำความชั่วไปมากเพียงใดภายใต้ภาวะครอบงำของธรรมชาติที่โอหังและทะนงตนของพวกเขา!(“โดยการไล่ตามเสาะหาความจริงเท่านั้นคนเราจึงจะสามารถสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยได้” ใน บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย) จากพระวจนะ ฉันเห็นว่าฉันไม่แสวงหาหลักธรรมแห่งความจริงในหน้าที่ เพราะฉันโอหังเกินไป และไม่ได้เคารพพระเจ้าเลย ฉันถูกธรรมชาติอันโอหังควบคุม และเชื่อตัวเองมากไป ฉันมีมักจะรู้สึกว่าตัวเองมีประสบการณ์ จึงไม่ใส่ใจคำเตือนของคนอื่นอย่างจริงจัง ฉันยืนกรานจะทำในสิ่งที่อยากทำ ซึ่งผลคือฉันแต่งตั้งคนผิด และมันขัดขวางงานของคริสตจักร ฉันทำเหมือนความเห็นและประสบการณ์ส่วนตัวเป็นความจริง คิดว่าสิ่งที่ฉันชอบ ก็คือสิ่งที่พระเจ้าทรงชอบ และสิ่งที่ฉันคิดว่าเหมาะสม ย่อมเหมาะสมในสายพระเนตรเช่นกัน ฉันถึงเข้าใจผิดว่าความเห็นของฉันคือความเห็นของพระเจ้าเอง มันไม่ใช่แค่การดูหมิ่นความจริง แต่ยังหมิ่นประมาทพระเจ้าด้วย ฉันใช้ชีวิตอยู่ในความโอหัง ให้ค่าตัวเองอย่างมาก ทำอะไรตามใจ ในขณะที่อ้างว่ากำลังทำหน้าที่ นั่นคือการต่อต้านพระเจ้าโดยแก่นแท้ ฉันรู้ว่าฉันต้องกลับใจ ไม่งั้นจะลงเอยด้วยการล่วงเกินพระเจ้าและถูกขับออก ฉันยังรู้ด้วยว่า พระเจ้าทรงยกชูฉันให้เป็นผู้นำ และน้ำพระทัยคือให้ฉันมุ่งเน้นการไล่ตามความจริงในหน้าที่ ฉันจะได้ทำตัวอย่างมีหลักธรรม ทุกการตัดสินใจในงาน ย่อมกระทบต่อผลประโยชน์ของพระนิเวศ ดังนั้นถ้าฉันไม่แสวงหาความจริง แต่ทำอะไรด้วยความโอหังและมั่นใจในตัวเอง ทำตัวเผด็จการ ทำตามอำเภอใจ ฉันคงทำให้งานของคริสตจักรหยุดชะงักได้ทุกเมื่อ สุดท้ายมันคงสร้างความเสียหายต่อผลประโยชน์ของคริสตจักร และเหล่าพี่น้อง จากนั้นฉันเลย อธิษฐานต่อพระเจ้า และตั้งปณิธานเงียบๆ ว่าจะหยุดทำหน้าที่ด้วยความโอหัง แต่จะแสวงหาความจริง และทำตัวตามหลักธรรม

ต่อมา ในการทบทวน ฉันได้ตระหนักถึงอีกสิ่ง ที่นำไปสู่ความล้มเหลว ฉันมีมุมมองอันหลอกลวงต่อผู้คนและสิ่งต่างๆ ฉันได้อ่านในพระวจนะที่ว่า “มีทรรศนะอย่างหนึ่งที่ปรากฏชัดในตัวผู้นำเทียมเท็จอยู่บ่อยครั้ง นั่นคือ พวกเขาคิดว่าผู้ที่มีความชำนาญ มีสถานะ หรือเคยทำงานในบทบาทหน้าที่ที่เป็นทางการอยู่บ้าง ล้วนเป็นผู้คนที่มีความสามารถพิเศษ และผู้คนเช่นนี้ควรได้รับการเลี้ยงดูและใช้งานโดยพระนิเวศของพระเจ้าทันทีที่คนเหล่านี้เริ่มเชื่อในพระเจ้า พวกเขามีความเคารพเทิดทูนและความรักใคร่บูชาให้แก่ผู้คนเช่นนี้เป็นพิเศษ พวกเขาถึงกับปฏิบัติต่อผู้คนเช่นนี้เสมือนญาติและสมาชิกในครอบครัวของตนเอง และเมื่อพวกเขาแนะนำคนเหล่านี้แก่ผู้อื่น พวกเขาก็มักจะเล่าว่าผู้คนเหล่านี้เคยดำรงตำแหน่งอาวุโสในบริษัทบางแห่งหรือเคยเป็นผู้นำในหน่วยงานบางแห่งของรัฐอย่างไร หรือพูดว่าคนเหล่านี้เคยเป็นบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ฉบับใด หรือเคยเป็นผู้อำนวยการคนหนึ่งในสำนักงานความมั่นคงสาธารณะ หรือมิเช่นนั้นพวกเขาก็คุยว่าคนเหล่านี้ร่ำรวยเพียงใด ผู้นำเทียมเท็จนับถือคนเหล่านี้ว่าสูงส่งเป็นพิเศษ พวกเจ้าคิดอย่างไร ผู้นำเทียมเท็จมีขีดความสามารถหรือไม่? นี่มิใช่กรณีที่ว่าความเชื่อฝ่ายวิญญาณของพวกเขาเทียมเท็จ และพวกเขาไม่สามารถมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริงหรอกหรือ? ผู้นำเทียมเท็จคิดว่าผู้คนเหล่านี้คือคนเก่งรอบด้านในสังคม และเมื่อผู้คนเหล่านี้มาที่พระนิเวศของพระเจ้า พระนิเวศของพระเจ้าก็ควรเลี้ยงดูผู้คนเหล่านี้และมอบบทบาทสำคัญให้ทำ ทรรศนะนี้ถูกต้องหรือไม่? อยู่ในแนวเดียวกับหลักธรรมของความจริงหรือไม่? หากผู้คนเหล่านี้ไม่รักความจริง และไร้ซึ่งมโนธรรมหรือสำนึก พวกเขาจะสามารถได้รับการเลี้ยงดูและมีบทบาทสำคัญในพระนิเวศของพระเจ้าได้กระนั้นหรือ? พวกเขาไม่มีคุณสมบัติที่จะได้รับการเลี้ยงดู…การจัดการเตรียมงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าได้เน้นย้ำครั้งแล้วครั้งเล่าว่าผู้คนต้องได้รับการส่งเสริมและเลี้ยงดูตามเกณฑ์กำหนดสามประการ นั่นคือ ประการแรก พวกเขาต้องมีสภาวะความเป็นมนุษย์ มโนธรรม และสำนึก ประการที่สอง พวกเขาต้องเป็นคนที่รักความจริงและสามารถยอมรับความจริงได้ และประการที่สาม พวกเขาต้องมีขีดความสามารถในระดับหนี่งและสามารถทำงานได้ ผู้ที่เข้าเกณฑ์กำหนดสามประการนี้เท่านั้นที่สามารถได้รับการส่งเสริมและเลี้ยงดู พวกเขาเท่านั้นที่เป็นผู้มีคุณสมบัติที่มีสิทธิ์(การระบุแยกแยะผู้นำเทียมเท็จ)ผู้นำเทียมเท็จคือทุกคนที่เชื่อในพระเจ้ามาหลายปีและฟังคำเทศนาบ่อยครั้ง ดังนั้นเหตุใดพวกเขาจึงไม่สามารถระบุแยกแยะผู้ปราศจากความเชื่อ? นี่คือบทพิสูจน์เพิ่มเติมว่าผู้นำเทียมเท็จมีขีดความสามารถที่ต่ำมาก พวกเขาไม่สามารถได้รับความจริง และความจริงที่ให้พวกเขาไปนั้นสูญเปล่า พวกเขามืดบอดทั้งดวงตาและหัวใจ ไม่มีการหยั่งรู้ผู้อื่น พวกเขาจะเหมาะแก่การเป็นผู้นำหรือคนทำงานในคริสตจักรได้อย่างไร? พวกเขาเชื่อว่านักพูดที่ดีคือผู้คนที่มีความสามารถพิเศษ เมื่อพวกเขาเห็นใครบางคนที่สามารถร้องเพลงและเต้นรำ พวกเขาก็คิดว่าคนเหล่านั้นเป็นบุคคลที่มีความสามารถพิเศษ เมื่อพวกเขาเห็นบุคคลที่ใส่แว่นสายตาและเรียนจบมหาวิทยาลัยมา พวกเขาก็คิดว่าคนเหล่านั้นเป็นบุคคลที่มีความสามารถพิเศษ เมื่อพวกเขาเห็นบุคคลที่มีสถานะในสังคม ร่ำรวย สามารถทำธุรกิจและมีการหลอกลวงต่างๆ และทำงานที่สำคัญบางอย่างในสังคม ผู้นำเทียมเท็จก็คิดว่าคนเหล่านี้เป็นคนที่มีความสามารถพิเศษและควรได้รับการเลี้ยงดูในพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาไม่มองคุณภาพของสภาวะความเป็นมนุษย์ของผู้คนเหล่านี้ ไม่มองว่าความเชื่อในพระเจ้าของผู้คนเหล่านี้มีรากฐานหรือไม่ และพวกเขายิ่งไม่พิจารณาท่าทีที่ผู้คนเหล่านี้มีต่อความจริงและพระเจ้า พวกเขามองแต่ตำแหน่งและภูมิหลังทางสังคมของผู้คนเท่านั้น การที่ผู้นำเทียมเท็จมองดูผู้คนและเรื่องทั้งหลายในหนทางนี้ไม่ไร้สาระหรอกหรือ? ทรรศนะที่ผู้นำเทียมเท็จมีต่อผู้คนและสิ่งทั้งหลายไม่ต่างจากผู้ไม่เชื่อเลย นี่คือทรรศนะที่ผู้ไม่เชื่อมีต่อสิ่งทั้งหลาย ซึ่งพิสูจน์ว่าผู้นำเทียมเท็จไม่ใช่ผู้คนที่รักและเข้าใจความจริง และพวกเขาไม่มีความสามารถที่จะแยกแยะความแตกต่างได้ พวกเขามิใช่ไร้แก่นสารอย่างที่สุดหรอกหรือ? พวกเขาตาบอดอย่างแท้จริง—อย่างมากด้วย!(การระบุแยกแยะผู้นำเทียมเท็จ) พระวจนะเปิดโปงว่า ผู้นำเทียมเท็จนั้นมืดบอดและโง่เขลา และแย่ในการแต่งตั้งผู้อื่น พวกเขามองแค่การศึกษาทางโลก สถานะ และทักษะทางอาชีพ คิดว่าตนเองมีความรู้ ได้รับการบ่มเพาะ และเป็นคนมีทักษะสูง แปลว่าพวกเขามีพรสวรรค์ พวกเขาไม่ดูที่ความเป็นมนุษย์ของตนเอง ว่ายอมรับความจริงได้หรือไม่ หรือเข้าใจความจริงแค่ไหน นั่นคือมุมมองของฉัน ตอนที่หาคนมาทำวิดีโอ คิดว่าการเรียนจบมาสูง และมีทักษะ แปลว่าพวกเขาทำหน้าที่นั้นได้ดี ดังนั้นที่ผ่านมา ฉันจึงมุ่งเน้นแค่การศึกษา และทักษะทางเทคนิคของเหล่าพี่น้อง พอเห็นระดับการศึกษา และประสบการณ์ทำงานทั้งหมดของพี่อู๋ ฉันก็คิดว่าเขาต้องเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นในทีมวีดีโอ และรับมืองานทางเทคนิคที่ซับซ้อนได้แน่นอน ฉันไม่ได้คำนึงถึงความเป็นมนุษย์ หรือการกระทำในหน้าที่ที่ผ่านมาของเขาเลย ดังนั้นตอนเขาอยู่ ไม่ใช่แค่งานที่เสียหาย แต่เขายังจู้จี้จุกจิก และสร้างความขัดแย้งในหมู่สมาชิกและผู้นำ นี่ทำให้ชีวิตคริสตจักร และงานของคริสตจักรหยุดชะงักจริงๆ ฉันตระหนักได้ว่า มุมมองต่อสิ่งต่างๆของฉันไร้สาระแค่ไหน พระนิเวศเคารพและฝึกฝนคนที่มีพรสวรรค์ แต่ในทางโลกนั้นต่างออกไป มันไม่เกี่ยวว่าใครมีระดับการศึกษาแค่ไหน แต่เป็นเรื่องของความเป็นมนุษย์ ว่าพวกเขารักและไล่ตามความจริงไหม ฉันเห็นว่าพี่น้องบางคน ทำได้ดีในหลายด้านในสังคมภายนอก แต่บางคนมีความเป็นมนุษย์ที่แย่ และไม่รักความจริง พวกเขาไม่ได้แสวงหาหลักธรรม หรือยอมรับความจริง แต่ทำตามใจตน และทำตัวตามความเสื่อมทราม พวกเขาทำหน้าที่ได้ไม่ดี แถมยังทำให้งานของคริสตจักรหยุดชะงักอย่างมาก พวกเขาทำให้เสียมากกว่าได้ และสุดท้ายก็โดนขับออก ส่วนคนที่สามารถอยู่และทำหน้าที่ได้ ไม่ใช่แค่มีทักษะทางอาชีพ แต่พวกเขามีความเป็นมนุษย์ที่ดี แถมบางคนยังรักและยอมรับความจริง แถมทำหน้าที่ได้สัมพันธ์กับชีวิตจริงด้วย พวกเขานำทักษะทางอาชีพที่มีไปปรับใช้ในหน้าที่ และบางคนอาจไม่ได้เป็นคนที่เก่งที่สุด แต่ใจของเขาอยู่ถูกที่ ทั้งยังพยายามในหน้าที่ พระเจ้าทรงให้ความรู้แจ้งและการทรงนำ และงานของพวกเขาก็พัฒนา นอกจากทักษะทางอาชีพจะพัฒนา พวกเขายังเป็นคนมีหลักธรรมขึ้นด้วย

ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะที่ว่า “ไม่ว่าเจ้ากำลังปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น หรือจัดการกับสิ่งเฉพาะบางสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับเจ้า เจ้าต้องมีท่าทีแห่งการแสวงหาและความเชื่อฟัง ด้วยท่าทีประเภทนี้ อาจพูดได้ว่าเจ้ามีบางสิ่งที่เป็นหัวใจของความเคารพต่อพระเจ้า และมีความสามารถที่จะแสวงหาและเชื่อฟังความจริงได้ นี่คือเส้นทางสู่การยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่ว หากเจ้าขาดพร่องท่าทีแห่งการแสวงหาและความเชื่อฟัง และแทนที่จะเป็นเช่นนั้นกลับเป็นปรปักษ์อย่างดื้อดึง และเกาะติดอยู่กับตัวเอง โดยปฏิเสธและชิงชังความจริง เช่นนั้นเจ้าย่อมกระทำความชั่วมากเป็นธรรมดา เจ้าไม่อาจควบคุมตนเองไม่ให้ทำได้!…ไม่ง่ายเลยที่จะปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาให้ดี ที่จะทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยและสัมฤทธิ์ความยำเกรงพระเจ้าและการหลีกเลี่ยงความชั่วในความเชื่อของพวกเขา กระนั้นพวกเจ้าก็แค่ได้รับแจ้งให้รู้ถึงหลักธรรมแห่งการปฏิบัติ กล่าวคือ หากเจ้ามีท่าทีแห่งการแสวงหาและความเชื่อฟังเมื่อบางสิ่งเกิดขึ้นกับเจ้า การนี้จะอารักขาเจ้า เป้าหมายสูงสุดไม่ใช่การให้เจ้าได้รับการอารักขา เป้าหมายคือการทำให้เจ้าเข้าใจความจริงและมีความสามารถที่จะเข้าสู่ความเป็นจริงของความจริง และบรรลุความรอดจากพระเจ้า นี่คือเป้าหมายสูงสุด หากเจ้ามีท่าทีนี้ในทั้งหมดที่เจ้าได้รับประสบการณ์ เจ้าจะไม่รู้สึกว่าการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าและการสนองน้ำพระทัยของพระเจ้าเป็นคำพูดที่ว่างเปล่าและสำนวนที่จำเจอีกต่อไป จะไม่รู้สึกว่าต้องใช้ความพยายามทั้งกายและใจมากอีกต่อไป แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ก่อนที่เจ้าจะตระหนัก เจ้าจะมาเข้าใจความจริงหลายประการ หากเจ้าได้รับประสบการณ์เรื่อยไปตามนั้น มั่นใจได้เลยว่าเจ้าจะได้เก็บเกี่ยวบำเหน็จ(บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย) พระวจนะ ชี้เส้นทางให้กับฉัน ไม่ว่าฉันจะเจอเรื่องอะไร ฉันก็ยังต้องนบนอบและเคารพพระเจ้า และแสวงหาหลักธรรมแห่งความจริง นั่นเป็นทางเดียวที่จะได้รับการทรงนำ และทำหน้าที่ให้ดีได้ ไม่อย่างนั้น ฉันก็น่าจะทำตัวตามความโอหัง และทำให้งานหยุดชะงัก ต่อมา ตามหลักธรรมแห่งการเลือกคน ฉันกับคู่ทำงาน ก็เจอคนที่จะมาทำงานผลิตวีดีโออีกสองสามคน พวกเขาไม่ได้มีความรู้ทางทฤษฎีเหมือนอย่างพี่อู๋ แต่พวกเขามีท่าทีที่ดีกว่า และอยากเรียนรู้ สิ่งเหล่านั้นอย่างถ่อมตนจริงๆ เวลาที่พวกเขาเจอปัญหา พวกเขาก็จะร่วมกันแสวงหาและสามัคคีธรรม เวลามีคนเปิดเผยความเสื่อมทรามที่กระทบต่อความคืบหน้า พวกเขาทบทวนตนเอง และเรียนรู้บทเรียนได้ ผ่านไปสักพัก จากการที่ทุกคนทำงานร่วมกัน งานของเราก็ก้าวหน้า และมีผลลัพธ์ที่ดีขึ้นเรื่อยๆ มันเป็นเรื่องประหลาดใจที่น่ายินดีค่ะ ฉันได้ประสบอย่างแท้จริง ว่าการทำหน้าที่ในพระนิเวศ ไม่ใช่แค่เรื่องทักษะทางเทคนิค หรือขีดความสามารถ แต่โดยหลักต้องเป็นคนที่ถูกต้อง ทำงานได้จริง แสวงหาความจริง และเคารพพระเจ้า ถึงจะได้รับการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และทำหน้าที่ใดๆ ให้ลุล่วงไปได้ ฉันยังเห็นด้วยว่า การแสวงหาความจริง และทำตัวตามหลักธรรม เป็นทางเดียวที่สอดคล้องกับน้ำพระทัย

ปี 2022 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

เส้นทางแห่งการเผยแพร่ศาสนา

จำได้ว่าครั้งแรกตอนที่ผมเรียนรู้ที่จะแบ่งปันข่าวประเสริฐ ผมบังเอิญได้เจอกับพี่สวี สมาชิกของคริสตจักร ที่มณฑลหูเป่ย์...

Leave a Reply

ติดต่อเราผ่าน Messenger