ทำไมฉันถึงพึ่งพาคนอื่นในการทำหน้าที่เสมอ?

วันที่ 29 เดือน 10 ปี 2026

โดย อู๋หนาน ประเทศจีน

ในเดือนพฤษภาคม ปี 2023 ฉันได้รับเลือกเป็นผู้นำคริสตจักร  เมื่อคิดว่าการเป็นผู้นำต้องรับผิดชอบงานทุกด้าน ทั้งที่ฉันไม่เคยเป็นผู้นำมาก่อนและไม่คุ้นเคยกับงานต่างๆ ฉันก็อดสงสัยไม่ได้ว่าจะต้องทุ่มเทมากแค่ไหน และต้องยอมเสียสละอะไรบ้างจึงจะทำงานนี้ได้ดี ฉันคิดจะหาข้ออ้างที่จะไม่รับหน้าที่นี้ แต่เมื่อพี่น้องชายหญิงเลือกฉันแล้ว การจะหาข้ออ้างมาปฏิเสธก็คงไร้เหตุผลเกินไป เมื่อคิดเช่นนี้ ฉันก็ไม่ได้พูดอะไรอีก  ฉันเห็นว่าเฉินจิ้ง พี่น้องหญิงที่ฉันร่วมมือด้วย เป็นผู้นำมาหลายปีและคุ้นเคยกับงานทุกด้าน ดังนั้น ทุกครั้งที่มีข้อสงสัยอะไร ฉันก็จะถามเธอ และเธอก็จะบอกฉันว่าควรจัดการอย่างไร ฉันรู้สึกโชคดีมากที่มีเธอคอยช่วย  ก่อนหน้านี้ ตอนที่ฉันทำงานด้านเดียว ฉันเป็นกำลังหลักและต้องแบกรับทุกอย่างเอง แต่พอได้เฉินจิ้งมาร่วมมือกับฉัน เธอก็จัดการและแก้ไขปัญหาที่ยากและซับซ้อน ฉันจึงเพียงแค่ต้องทำตามและคอยช่วยเหลือเธอ แม้ว่าปริมาณงานจะมาก แต่ฉันก็ไม่รู้สึกว่ามันยากเกินไปเมื่อมีเฉินจิ้งอยู่ด้วย เฉินจิ้งรับผิดชอบงานมากกว่าฉัน บางครั้งฉันเห็นว่าเธอมีงานล้นมือ และฉันก็จะคิดว่า “ในเมื่อฉันไม่คุ้นเคยกับงานที่เฉินจิ้งรับผิดชอบ ฉันก็ช่วยเธอไม่ได้ อีกอย่าง เธอก็เป็นผู้นำมานานแล้ว คนที่มีความสามารถมากกว่าก็ควรทำงานมากกว่าสิ!”  ดังนั้นเมื่อเฉินจิ้งพบความลำบากยากเย็นในงานของเธอ ฉันจึงเพียงแค่ออกความคิดเห็นเป็นครั้งคราวและไม่ได้ใส่ใจกับปัญหาเหล่านั้นอย่างจริงจัง

วันหนึ่งในเดือนสิงหาคม เฉินจิ้งได้รับการเลื่อนตำแหน่งอย่างกะทันหัน  พอได้ยินว่าเฉินจิ้งจะถูกย้าย ฉันก็รู้สึกกดดันขึ้นมาทันที  ฉันเพิ่งได้รับการฝึกฝนมาเพียงไม่กี่เดือน และมีหลายอย่างที่ฉันยังจัดการไม่เป็น  เมื่อมีเฉินจิ้งอยู่ ฉันสามารถถามเธอได้เมื่อเผชิญกับความลำบากยากเย็น แล้วฉันจะแบกรับความรับผิดชอบเหล่านี้ได้อย่างไรถ้าเธอจากไป?  ฉันไม่อยากให้เฉินจิ้งไป แต่ผู้นำระดับสูงได้จัดแจงไปแล้ว ฉันจึงต้องยอมรับ  แต่ความคิดที่ต้องจัดการงานทั้งหมดด้วยตัวเองทำให้ฉันรู้สึกแบกรับไม่ไหวและอารมณ์เสียมาก  ฉันคิดว่า “ฉันยังจับความเข้าใจงานที่เฉินจิ้งเคยรับผิดชอบไม่ได้เลย และฉันจะต้องทำความคุ้นเคยกับทุกอย่างตั้งแต่ต้น ฉันจะต้องสู้ทนกับความทุกข์มากแค่ไหน?  และจะต้องยอมเสียสละอะไรบ้าง?”  ฉันรู้สึกเก็บกดมาก  หลังจากเฉินจิ้งไป ฉันต้องรายงานเรื่องงานด้วยตัวเอง แต่เพราะฉันไม่ได้สอบถามหรือใส่ใจงานหลายอย่างมากนักตอนที่เฉินจิ้งยังอยู่ ฉันจึงไม่คุ้นเคยกับงานเหล่านี้และต้องใช้เวลามากในการเรียนรู้และทำความเข้าใจ  ฉันรู้สึกเหนื่อยล้าทางร่างกาย และเหนื่อยล้าทางจิตใจยิ่งกว่า และอดไม่ได้ที่จะรู้สึกคัดค้านและไม่พอใจผู้นำระดับสูง ฉันคิดว่า “ทำไมพวกคุณไม่คำนึงถึงสิ่งต่างๆ จากมุมมองของฉันบ้าง?  ฉันไม่เคยเป็นผู้นำมาก่อนและเพิ่งได้รับการฝึกฝนมาไม่นาน ฉันจึงทำหน้าที่นี้ด้วยตัวเองไม่ได้ เฉินจิ้งเป็นผู้นำมาหลายปีและมีความสามารถในงานทุกด้าน ทำไมพวกคุณถึงย้ายเธอไปและทิ้งฉันไว้ที่นี่คนเดียว”  ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกเจ็บปวดและเก็บกด รู้สึกเหมือนมีหินก้อนหนักทับหน้าอก ทำให้หายใจลำบาก  ฉันตระหนักว่าฉันกำลังเอาใจเนื้อหนังของตัวเอง ฉันจึงอธิษฐานถึงพระเจ้าในใจ ขอให้พระเจ้าประทานความรู้แจ้งและชี้แนะฉันให้รู้จักตนเองและนบนอบ

ระหว่างการเฝ้าเดี่ยวครั้งหนึ่ง ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “ปฏิกิริยาแรกเมื่อศัตรูของพระคริสต์เผชิญกับพระวจนะ พระบัญชา หรือหลักธรรมที่พระคริสต์ทรงสามัคคีธรรม—ทันทีที่สิ่งนั้นทำให้พวกเขาเกิดความยากลำบากหรือกำหนดให้พวกเขาทนทุกข์หรือจ่ายราคา—คือความรู้สึกคัดค้านและการปฏิเสธ การรู้สึกสะอิดสะเอียนในใจ  อย่างไรก็ตาม เมื่อเป็นเรื่องที่พวกเขาเต็มใจจะทำหรือเป็นประโยชน์ต่อพวกเขา ท่าทีของพวกเขาก็จะไม่เหมือนเดิม  ศัตรูของพระคริสต์อยากลุ่มหลงในความสะดวกสบายและโดดเด่น แต่เมื่อพวกเขาเผชิญกับความทุกข์ของเนื้อหนัง การจำเป็นต้องจ่ายราคา หรือแม้แต่ความเสี่ยงที่จะล่วงเกินผู้อื่น พวกเขาจะยินดีและเต็มใจยอมรับอย่างมีความสุขหรือไม่?  เมื่อนั้นพวกเขาจะสามารถสัมฤทธิ์การนบนอบโดยสมบูรณ์ได้หรือไม่?  ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ท่าทีของพวกเขาคือการไม่เชื่อฟังและการดื้อแพ่งเท่านั้น  เมื่อผู้คนเช่นพวกศัตรูของพระคริสต์เผชิญกับสิ่งที่พวกเขาไม่อยากทำ สิ่งที่ไม่สอดคล้องกับความชอบ รสนิยม หรือผลประโยชน์ส่วนตนของพวกเขา ท่าทีที่พวกเขามีต่อพระวจนะของพระคริสต์ย่อมกลายเป็นการปฏิเสธและความรู้สึกคัดค้านอย่างสมบูรณ์ ไม่มีร่องรอยของการนบนอบแม้แต่น้อย” (พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่สิบ (ภาคที่สี่))  พระเจ้าทรงเปิดโปงว่าพวกศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อสถานการณ์ที่พระเจ้าทรงจัดวางเรียบเรียงและทรงจัดการเตรียมการ ตามความชอบและความอยากได้อยากมีของพวกเขา โดยคำนึงเสมอว่ามันเป็นประโยชน์ต่อเนื้อหนังของตนหรือไม่ ยอมรับและนบนอบเฉพาะสิ่งที่ทำให้ตัวเองได้เปรียบ และถ้าสถานการณ์ไม่เป็นประโยชน์ต่อตนหรือสร้างความทุกข์ พวกเขาก็ไม่สามารถนบนอบได้ และถึงกับบ่นและรู้สึกคัดค้าน แสดงความคับข้องใจต่อพระเจ้า  ฉันประพฤติตัวไม่ต่างจากศัตรูของพระคริสต์เลย ในหน้าที่ของฉัน ฉันคำนึงถึงผลประโยชน์ทางเนื้อหนังของตัวเองก่อนเสมอ  ตอนร่วมมือกับเฉินจิ้ง เธอจัดการและแก้ไขความลำบากยากเย็นทั้งหมด ฉันจึงไม่ต้องใช้ความพยายามมากเกินไป และสามารถยอมรับและนบนอบได้  หลังจากเฉินจิ้งได้เลื่อนตำแหน่งและฉันต้องจัดการงานของคริสตจักรเพียงลำพัง ฉันต้องทนทุกข์และยอมเสียสละเพื่องานทุกด้านอย่างแท้จริง ฉันจึงไม่สามารถนบนอบได้ ฉันไม่อยากให้เฉินจิ้งจากไป และบ่นว่าผู้นำไม่เห็นใจในความลำบากยากเย็นของฉัน  แม้ว่าฉันจะดูยุ่งกับหน้าที่ของตัวเอง แต่หัวใจของฉันกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกคัดค้านและคำบ่น และฉันรู้สึกเสมอว่าแรงกดดันในการทำหน้าที่นี้มันมากเกินไป  เมื่อทบทวนว่าผู้นำระดับสูงย้ายเฉินจิ้งไปตามความจำเป็นของงานคริสตจักร ฉันก็ตระหนักว่าการจัดแจงนี้สอดคล้องกับหลักธรรม แต่ฉันกลับรู้สึกคัดค้านและไม่พอใจ  นี่คือการไม่นบนอบความจริงและเป็นความรู้สึกคัดค้านพระเจ้า

แล้วฉันก็คิดว่าฉันทำหน้าที่ผู้นำมานานกว่าสามเดือนแล้ว แต่ฉันก็ยังจับความเข้าใจงานที่ผู้นำคริสตจักรต้องทำไม่ได้เลย  ไม่ต้องพูดถึงงานที่เฉินจิ้งรับผิดชอบเลย แม้แต่งานที่ฉันรับผิดชอบเองฉันก็เข้าใจเพียงบางส่วน  ในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา ฉันใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะที่ลุ่มหลงในความสะดวกสบายและทำอะไรแบบขอไปทีโดยไม่มีความเข้าใจมากนัก ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าเกี่ยวกับสภาวะของฉันที่ว่า “ถ้าผู้คนแสวงหาความสบายกายและความสุขอยู่เสมอ ถ้าพวกเขาไล่ตามไขว่คว้าความสุขกายและความสะดวกสบายกันตลอดเวลา และไม่อยากทนทุกข์ เช่นนั้นแล้วแม้แต่ความทุกข์กายเพียงนิดหน่อย ทนทุกข์มากกว่าผู้อื่นบ้าง หรือรู้สึกว่าทำงานมากกว่าปกติบ้าง ก็ย่อมจะทำให้พวกเขารู้สึกเก็บกด  นี่คือสาเหตุหนึ่งของความเก็บกด  ถ้าผู้คนไม่คิดว่าความทุกข์กายเล็กน้อยเป็นเรื่องสำคัญ และไม่ไล่ตามไขว่คว้าความสบายกาย แต่กลับไล่ตามเสาะหาความจริงและเสาะแสวงที่จะลุล่วงหน้าที่ของตนเพื่อทำให้พระเจ้าพอพระทัย เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็จะไม่ค่อยรู้สึกทุกข์กาย  ต่อให้พวกเขารู้สึกเป็นครั้งคราวว่างานยุ่ง รู้สึกเหน็ดเหนื่อย หรือเมื่อยล้าบ้าง พอได้ไปนอน พวกเขาก็จะรู้สึกดีขึ้นเมื่อตื่นขึ้นมา แล้วจากนั้นพวกเขาก็จะทำงานของตนต่อไป  ความสนใจของพวกเขาจะอยู่กับหน้าที่และงานของตน พวกเขาจะไม่คิดว่าการเหนื่อยกายเล็กน้อยเป็นปัญหาใหญ่  อย่างไรก็ดี เมื่อการคิดอ่านของผู้คนมีปัญหา และพวกเขาก็ไล่ตามไขว่คว้าความสบายกายอยู่เสมอ เมื่อใดก็ตามที่ร่างกายของพวกเขาถูกกระทำเล็กน้อยหรือไม่อาจได้รับการตอบสนอง ภาวะอารมณ์เชิงลบบางอย่างย่อมจะก่อเกิดในตัวพวกเขา” (พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (5))  “ไม่ว่าจะให้งานอะไรแก่พวกเขา—จะเป็นงานสำคัญหรือธรรมดา ยากหรือเรียบง่าย—พวกเขาก็สุกเอาเผากิน กลับกลอก และย่อหย่อนอยู่เสมอ  เมื่อเกิดปัญหาขึ้น พวกเขาก็พยายามผลักความรับผิดชอบในปัญหาเหล่านั้นไปให้ผู้อื่น ไม่ยอมรับผิดชอบอะไร และอยากใช้ชีวิตเยี่ยงกาฝากของตนไปเรื่อยๆ  พวกเขาคือขยะที่ไร้ประโยชน์ไม่ใช่หรือ?  ในสังคม มีผู้ใดไม่ต้องพึ่งพาตนเองในการหาเลี้ยงชีพ?  เมื่อบุคคลผู้หนึ่งโตเป็นผู้ใหญ่ พวกเขาต้องหาเลี้ยงตนเอง  บิดามารดาของพวกเขาได้ลุล่วงความรับผิดชอบของตนแล้ว  ต่อให้บิดามารดาของพวกเขาเต็มใจสนับสนุนพวกเขา พวกเขาก็จะไม่สบายใจในเรื่องนี้  พวกเขาควรที่จะสามารถตระหนักรู้ว่าพ่อแม่เสร็จสิ้นภารกิจเลี้ยงดูพวกเขาไปแล้ว และพวกเขาเป็นผู้ใหญ่ที่มีร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ และควรที่จะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเป็นเอกเทศ  นี่คือสำนึกขั้นต่ำสุดที่ผู้ใหญ่พึงมีมิใช่หรือ?  หากใครบางคนมีสำนึกอย่างแท้จริง พวกเขาย่อมไม่อาจเกาะกินบิดามารดาของตนต่อไปได้ พวกเขาจะกลัวเสียงหัวเราะของผู้อื่น กลัวที่จะเสียหน้า  แล้วคนที่รักความสบายและเกลียดงานการนั้นมีสำนึกหรือไม่?  (ไม่มี)  พวกเขาต้องการบางสิ่งมาเปล่าๆ อยู่เสมอ ไม่เคยอยากลุล่วงความรับผิดชอบใด อยากให้ขนมหวานร่วงหล่นลงมาจากฟ้าและตกใส่ปากตัวเองเท่านั้น พวกเขาอยากได้อาหารครบหมู่สามมื้อต่อวันอยู่ตลอดเวลา อยากให้มีคนคอยบริการพวกเขา อยากชื่นชมอาหารและเครื่องดื่มโดยไม่ต้องทำงานแม้แต่น้อย  นี่คือวิธีคิดของกาฝากมิใช่หรือ?  แล้วผู้คนที่เป็นกาฝากมีมโนธรรมและสำนึกหรือไม่?  พวกเขามีความซื่อตรงและศักดิ์ศรีหรือไม่?  แน่นอนว่าไม่มี  พวกเขาล้วนเป็นคนไร้ประโยชน์ที่เอาแต่ได้ เป็นสัตว์ป่าที่ไม่มีมโนธรรมหรือสำนึก  ไม่มีใครในหมู่พวกเขาเหมาะที่จะคงอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้า” (พระวจนะฯ เล่ม 5 หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน, หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (8))  พระเจ้าตรัสว่าคนที่มีสำนึกที่เป็นปกติ เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่และใช้ชีวิตได้โดยไม่พึ่งพาใคร ควรจะเลี้ยงดูตนเองได้ด้วยแรงงานของตน แต่คนที่รักความสบายและเกลียดการทำงาน ต่อให้จะเอาชีวิตรอดได้ ก็จะไม่เต็มใจที่จะทำงาน และจะใช้ชีวิตโดยการเกาะพ่อแม่กิน  คนแบบนั้นก็เหมือนกาฝาก  พวกเขาขาดความซื่อตรงและศักดิ์ศรี และไม่สมควรมีชีวิตอยู่  ฉันประพฤติตัวไม่ต่างจากคนที่เกาะพ่อแม่กินอย่างที่พระเจ้าทรงเปิดโปงเลย  ตอนที่ทำงานกับเฉินจิ้ง ฉันไม่ดิ้นรนขวนขวายและพึ่งพาเธอในทุกเรื่อง และเมื่อเกิดความลำบากยากเย็นและปัญหาในงานของคริสตจักร ฉันก็ผลักภาระให้เฉินจิ้งไปแก้ไข เพื่อที่ฉันจะได้ไม่ต้องออกแรงและทำตัวตามสบาย หลังจากเฉินจิ้งถูกย้ายไป ฉันเห็นว่าฉันต้องแบกรับและดูแลงานทั้งหมดด้วยตัวเอง ฉันจึงรู้สึกเจ็บปวดและเก็บกด ไม่เต็มใจที่จะยอมรับและนบนอบ และถึงกับอยากให้เฉินจิ้งอยู่ต่อเพื่อที่ฉันจะได้ไม่ต้องทนทุกข์และไม่ต้องยอมเสียสละ พระเจ้าตรัสว่า “ความสนใจของพวกเขาจะอยู่กับหน้าที่และงานของตน พวกเขาจะไม่คิดว่าการเหนื่อยกายเล็กน้อยเป็นปัญหาใหญ่  อย่างไรก็ดี เมื่อการคิดอ่านของผู้คนมีปัญหา และพวกเขาก็ไล่ตามไขว่คว้าความสบายกายอยู่เสมอ เมื่อใดก็ตามที่ร่างกายของพวกเขาถูกกระทำเล็กน้อยหรือไม่อาจได้รับการตอบสนอง ภาวะอารมณ์เชิงลบบางอย่างย่อมจะก่อเกิดในตัวพวกเขา” (พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (5))  เนื้อหนังของฉันเกียจคร้านมากจนเมื่อแรงกดดันในการทำงานเพิ่มขึ้น ฉันก็รู้สึกเก็บกดและคัดค้าน ปัญหาหลักของฉันอยู่ที่ความคิดและมุมมองของฉัน  แนวคิดที่ซาตานฝังหัวว่า “ชีวิตนี้สั้น ดังนั้นควรสุขสำราญกับชีวิตเมื่อยังทำได้” และ “ดูแลตัวเองให้ดีตอนที่ยังมีชีวิตอยู่” ครอบงำฉัน ทำให้ฉันเห็นแก่ตัวและเกียจคร้านมาก อยากจะเอาใจแต่เนื้อหนัง พึ่งพาคนอื่น และเพลิดเพลินกับผลของการลงแรงของพวกเขา  ฉันไม่อยากสู้ทนกับความยากลำบากด้วยตัวเอง และแค่อยากใช้ชีวิตเหมือนกาฝาก หรือคนที่เกาะพ่อแม่กิน โดยเชื่อว่าการใช้ชีวิตแบบนี้มันสบาย  ในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา เนื้อหนังของฉันได้สบาย แต่ฉันไม่ก้าวหน้าในหน้าที่เลย และฉันก็ได้รับความจริงน้อยมาก  ในฐานะผู้นำ ฉันควรจะแบกรับงานทั้งหมดร่วมกับคู่ทำงานของฉัน แต่ฉันกลับเกียจคร้าน ลุ่มหลงในความสะดวกสบายทางเนื้อหนัง และมีบทบาทน้อยในหน้าที่ของฉัน และฉันก็ไม่ได้ลงแรงในแบบที่ได้มาตรฐานด้วยซ้ำ  ฉันคิดถึงคนที่เกาะพ่อแม่กินในโลกภายนอกที่เอาใจเนื้อหนัง แต่ใช้ชีวิตโดยปราศจากความซื่อตรงและศักดิ์ศรีและถูกทุกคนดูถูก และพ่อแม่ของพวกเขาก็รู้สึกละอายใจที่มีลูกแบบนั้น  ถ้าฉันไม่เปลี่ยนกรอบความคิดแบบกาฝากที่เกียจคร้านนี้ ฉันจะต้องถูกพระเจ้าทรงรังเกียจเดียดฉันท์และชิงชัง ถูกกำจัดออกจากกลุ่มคนที่ทำหน้าที่ และสูญเสียโอกาสที่จะได้รับการช่วยให้รอดอย่างแน่นอน  เมื่อได้เห็นว่าการใช้ชีวิตตามความคิดและทัศนะของซาตานนำมาซึ่งผลสืบเนื่องที่ร้ายแรงเพียงใด ฉันก็อยากจะพึ่งพาพระเจ้าเพื่อเปลี่ยนสภาวะของฉันตอนทำหน้าที่

ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าและได้รับเส้นทางแห่งการปฏิบัติ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ถ้าเจ้าเป็นคนที่มีความแน่วแน่ ถ้าเจ้าสามารถทำให้ความรับผิดชอบและภาระผูกพันที่ผู้คนควรแบกรับ สิ่งที่ผู้คนที่มีความเป็นมนุษย์ที่ปกติต้องสัมฤทธิ์ รวมทั้งสิ่งที่คนที่โตแล้วต้องทำให้สำเร็จลุล่วง กลายเป็นจุดมุ่งหมายและเป้าหมายของการไล่ตามเสาะหาของเจ้า และถ้าเจ้าสามารถแบกรับความรับผิดชอบของตนได้ เช่นนั้นแล้ว ไม่ว่าเจ้าจะจ่ายราคาเป็นอะไร และสู้ทนความเจ็บปวดอันใด เจ้าก็จะไม่พร่ำบ่น และตราบใดที่เจ้าตระหนักว่านี่คือข้อกำหนดและเจตนารมณ์ของพระเจ้า เจ้าก็จะสามารถสู้ทนความทุกข์และลุล่วงหน้าที่ของเจ้าได้ดี  ถึงเวลานั้นสภาวะจิตใจของเจ้าย่อมจะเป็นเช่นไร?  ย่อมจะแตกต่างออกไป เจ้าจะรู้สึกมีสันติสุขและความมั่นคงในหัวใจของเจ้า และเจ้าจะมีประสบการณ์กับความสำราญใจ  เจ้าจงดูเถิด เพียงเสาะแสวงที่จะใช้ชีวิตตามความเป็นมนุษย์ที่ปกติ และไล่ตามความรับผิดชอบ ภาระผูกพัน และภารกิจที่ผู้คนที่มีความเป็นมนุษย์ที่ปกติพึงแบกรับและพึงทำเท่านั้น ผู้คนก็รู้สึกมีสันติสุขและเบิกบานในหัวใจของตนแล้ว และมีประสบการณ์กับความสำราญใจ  พวกเขายังไปไม่ถึงขั้นที่จะทำกิจธุระตามหลักธรรมและได้รับความจริงด้วยซ้ำ แต่พวกเขาก็เกิดความเปลี่ยนแปลงบางอย่างแล้ว  ผู้คนแบบนี้คือผู้ที่มีมโนธรรมและเหตุผล พวกเขาเป็นคนเที่ยงตรงที่สามารถเอาชนะความยากลำบากและทำงานใดก็ได้  พวกเขาคือทหารดีของพระคริสต์ ผ่านการฝึกฝนมาแล้ว และไม่มีความยากลำบากอันใดที่จะสามารถเอาชนะพวกเขาได้  จงบอกเราเถิดว่าพวกเจ้าคิดอย่างไรกับการวางตนเช่นนี้?  ผู้คนเหล่านี้มีความเข้มแข็งมิใช่หรือ?  (ใช่) พวกเขามีความเข้มแข็ง และผู้คนก็เลื่อมใสในตัวพวกเขา” (พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (5))  พระวจนะของพระเจ้าชี้เส้นทางแห่งการปฏิบัติให้ฉัน  ในฐานะผู้ใหญ่ที่มีมโนธรรมและสำนึก ไม่ว่าจะเกิดความลำบากยากเย็นอะไรในงาน เราก็ควรแบกรับแรงกดดันและภาระงานไว้ มีเพียงผู้ที่ทำหน้าที่ของตนในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างได้ดีเท่านั้นที่เป็นคนซื่อตรงและถูกควร ฉันคิดถึงตอนที่พระเจ้าทรงบัญชาให้โนอาห์สร้างเรือ โนอาห์ไม่เคยเห็นมาก่อนว่าเรือมีหน้าตาเป็นอย่างไร และเขาเผชิญกับความลำบากยากเย็นที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่เขาไม่เคยคิดว่าจะต้องสู้ทนกับความทุกข์มากเพียงใดหรือจะต้องยอมเสียสละอะไรบ้าง และมุ่งจดจ่ออยู่เพียงว่าจะทำพระบัญชาของพระเจ้าให้สำเร็จได้อย่างไร ในเวลานั้น ไม่มีเครื่องจักรที่ทันสมัย และโนอาห์ต้องหาไม้ ตัดต้นไม้ และแปรรูปมันเป็นวัสดุสร้างเรือ และไม่มีขั้นตอนไหนเลยที่ง่ายดายอย่างที่เราอาจจะจินตนาการได้ แต่โนอาห์มีเพียงความคิดเดียวในหัว นั่นคือจะสร้างเรือตามที่พระเจ้าทรงกำหนดให้เร็วที่สุดได้อย่างไร  เมื่อเปรียบเทียบลักษณะนิสัยของโนอาห์กับตัวเอง ฉันก็รู้สึกละอายใจ  พระเจ้าได้ตรัสอย่างชัดเจนมากเกี่ยวกับหลักธรรมทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่นี้ของฉัน  หากมีความไม่แน่นอน ฉันสามารถขอคำชี้แนะจากผู้นำระดับสูงได้ และมีความรู้ในงานมากมายให้อ้างอิงและเรียนรู้  ตราบใดที่ฉันใช้เวลาและความพยายามมากขึ้น ฉันก็จะสามารถทำหน้าที่ของตัวเองได้ดี  ในการทำหน้าที่ผู้นำ ฉันควรจะทำงานต่างๆ แต่ความเกียจคร้านและการไร้ความมุ่งมาดปรารถนาทำให้ฉันไม่ใส่ใจงานที่เฉินจิ้งรับผิดชอบ และฉันก็ไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วม  แต่ตอนนี้พอเฉินจิ้งถูกย้ายไปแล้ว ฉันถูกบีบให้มีสำนึกต่อภาระในการติดตามงานและแก้ไขปัญหา ซึ่งจะช่วยและส่งเสริมการปฏิบัติความจริงและการเข้าสู่หลักธรรมของฉัน  ถ้าเฉินจิ้งไม่ถูกย้ายไป ฉันก็คงยังใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะที่พึ่งพาคนอื่น และฉันคงไม่มีความก้าวหน้ามากนัก และคงไม่ได้เรียนรู้ที่จะคิดและแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง  การเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้ามากขึ้นเล็กน้อยช่วยบรรเทาอารมณ์เก็บกดได้มาก

วันหนึ่งในเดือนกันยายน เมื่อได้รู้ว่าพี่น้องชายหญิงหลายคนถูกพรรคคอมมิวนิสต์จีนจับกุมในเวลาเดียวกัน ฉันก็รู้สึกหนักใจทันที พลางคิดว่า “เมื่อก่อน เฉินจิ้งเป็นคนจัดการเรื่องผลกระทบหลังการจับกุมในคริสตจักรเสมอ แต่ตอนนี้ฉันต้องจัดการเอง แถมฉันต้องสามัคคีธรรมความจริงและแก้ไขสภาวะของพี่น้องชายหญิงที่อยู่ด้วยความกลัว  ฉันจะต้องทุ่มเทความพยายามและจ่ายราคาเยอะมาก!  นี่จะเป็นเรื่องน่าปวดหัวมาก คงจะดีกว่านี้มากถ้าเฉินจิ้งไม่จากไป ฉันจะได้ไม่ต้องลำบากกับเรื่องนี้”  พอคิดแบบนี้ ฉันก็ตระหนักว่าตัวเองกำลังใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะที่เอาใจเนื้อหนังอีกแล้ว ฉันจึงอธิษฐานถึงพระเจ้าอย่างเงียบๆ  ฉันคิดถึงการจับกุมพี่น้องชายหญิง และเจตนารมณ์ของพระเจ้าคือให้ฉันจัดการผลกระทบอย่างถูกควรโดยเร็วที่สุดเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของหนังสือพระวจนะของพระเจ้าและพี่น้องชายหญิง และเพื่อสนับสนุนและช่วยเหลือพี่น้องชายหญิงที่คิดลบและอ่อนแอ  แม้ว่ามันอาจจะเหนื่อยล้าทางร่างกาย แต่สถานการณ์กะทันหันนี้เป็นบททดสอบสำหรับฉัน และมันสามารถฝึกฝนความสามารถในการจัดการเรื่องต่างๆ ด้วยตัวเองได้  เมื่อคิดเช่นนี้ ฉันก็รีบหารือและจัดแจงเรื่องต่างๆ กับพี่น้องชายหญิง สอบถามว่าหนังสือพระวจนะของพระเจ้าปลอดภัยหรือไม่ จัดแจงย้ายพี่น้องชายหญิงที่ตกอยู่ในความเสี่ยงทันที และขอคำชี้แนะจากผู้นำระดับสูงเมื่อมีความไม่แน่นอน  ผลกระทบได้รับการจัดการอย่างรวดเร็ว และผลประโยชน์ของคริสตจักรก็ไม่ได้รับความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญ  ต่อมา เมื่อคริสตจักรเผชิญกับการจับกุมอีกครั้ง ฉันก็รู้วิธีจัดการ

การมอบหมายงานอื่นให้คู่ทำงานของฉันครั้งนี้เผยให้เห็นธรรมชาติที่ลุ่มหลงในความสะดวกสบายของฉัน และยังแสดงให้ฉันเห็นด้วยว่าฉันพึ่งพาคนอื่นมากแค่ไหน  หากไม่ผ่านสถานการณ์เช่นนี้ ฉันก็คงไม่มีความก้าวหน้ามาจนถึงตอนนี้  ความเข้าใจและสิ่งที่ฉันได้รับในปัจจุบันเป็นผลจากพระวจนะของพระเจ้า  ขอบคุณพระเจ้า!

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Leave a Reply

ติดต่อเราผ่าน Messenger