การไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียงและผลประโยชน์ทำลายผมอย่างแท้จริง

วันที่ 29 เดือน 10 ปี 2026

โดย จงเฉิง ประเทศจีน

ตอนผมยังเด็ก ลูกพี่ลูกน้องของผมสองคนประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย มีทั้งรถและบ้าน ทุกช่วงปีใหม่เวลาไปเยี่ยมญาติๆ ทุกคนจะเอาแต่พร่ำชมลูกพี่ลูกน้องผม และมองพวกเขาด้วยสายตาชื่นชม ภาพลักษณ์อันโดดเด่นของลูกพี่ลูกน้องผมฝังลึกในใจผม ตอนนั้น ครอบครัวของผมยากจนที่สุดในหมู่ญาติๆ และใครๆ ก็ดูถูกพวกเรา  ผมจึงอิจฉาลูกพี่ลูกน้องที่ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ดึงดูดความสนใจของคนอื่นได้ ผมรู้สึกว่านี่แหละคือการใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีและมีคุณค่า  ผมแอบสาบานกับตัวเองว่า “ในอนาคต ผมจะต้องโดดเด่นและได้ดีให้ได้ และจะทำให้ญาติๆ กับเพื่อนๆ ชื่นชมผม”

ตอนอายุสิบหก ผมที่ยังไร้เดียงสาได้เริ่มต้นเส้นทางการทำงานพร้อมกับความฝันในใจ  ผมเผชิญความยากลำบากในการหางานตามลำพังในเมืองกวางโจวที่ไม่คุ้นเคย และถึงกับต้องนอนข้างแปลงดอกไม้ใกล้สถานีรถไฟเพราะไม่มีเงิน  ความใฝ่ฝันของผมนั้นสวยงาม แต่ความเป็นจริงกลับโหดร้าย และไม่ว่าผมจะทำงานหนักแค่ไหน ผมก็หาเงินได้ไม่มากนัก  ตอนนั้น แม่ผมประกาศข่าวประเสริฐของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์แห่งยุคสุดท้ายให้ผมฟัง และผมก็เข้าร่วมการชุมนุมอยู่พักหนึ่ง แต่เพราะผมอยากหาเงินและมีชีวิตที่เหนือกว่าคนอื่น ผมจึงไปทำงานที่อื่นต่อไป  ในปี 2014 ผมเข้าทำงานเป็นพนักงานขายในบริษัทเครือข่ายที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง โดยคิดในใจว่า “คนดังและคนร่ำรวยมากมายเริ่มต้นจากงานขาย งานขายไม่เพียงแต่ฝึกฝนผู้คน แต่ยังช่วยพัฒนาทักษะทางธุรกิจด้วย” ด้วยความคิดเช่นนี้ ผมจึงทุ่มเทให้กับการทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อให้บรรลุผลสำเร็จ ผมมักจะเดินทางไปทำงานต่างจังหวัดต่างเมือง ทำงานหามรุ่งหามค่ำ แทบไม่เคยกินข้าวตรงเวลาหรือนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอเลย ผมเป็นคนเมารถอยู่แล้ว จึงรู้สึกวิงเวียนและเหนื่อยล้าจากการเดินทางทุกวัน ในฤดูร้อน ตอนที่ผมหาของในรถบรรทุก ผมจะเหงื่อท่วมตัว กางเกงแนบติดกับขาเหมือนเพิ่งซักมาใหม่ๆ  ฤดูหนาวปีหนึ่ง กระจกหน้ารถของผมแตก และผมต้องขับรถฝ่าลมหนาวกับหิมะที่หนาวเหน็บไปกว่าร้อยกิโลเมตร พอลงจากรถ ผมหนาวจนตัวแข็งและเดินไม่มั่นคง ผมเชื่อมั่นว่า “คนที่อดทนต่อความยากลำบากย่อมสามารถขับแลนด์โรเวอร์ได้” และความลำบากที่ผมเผชิญอยู่ในวันนี้จะปูทางไปสู่ความสำเร็จในวันข้างหน้า  ผมตั้งเป้าที่จะทำความฝันให้สำเร็จด้วยความพยายามของตัวเอง  ในบริษัท ผมได้ติดต่อกับผู้จัดการแบรนด์หลายคน และผมก็อิจฉาคนที่ประสบความสำเร็จและแต่งตัวเนี้ยบเหล่านั้น โดยหวังว่าวันหนึ่งผมจะได้เป็นผู้จัดการแบรนด์ด้วยเหมือนกัน และได้รับความชื่นชมและยกย่องจากคนอื่น

สองปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว แล้วในที่สุดผมก็ได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการแบรนด์ หลังจากนั้น ผมก็คว้าแชมป์ยอดขายของแผนกหลายครั้ง และได้รับการประเมินให้เป็นผู้จัดการแบรนด์ดีเด่น  เพื่อนร่วมงานมองผมด้วยความอิจฉาและพูดว่า “แบรนด์นี้ขาดคุณไม่ได้หรอกนะ”  ผู้จัดการโรงงานก็มักจะพาผมออกไปงานสังคมและเอาของขวัญมาให้ผมบ่อยๆ  ความอยากมีหน้ามีตาของผมได้รับการตอบสนอง และผมก็มีความสุขมาก  ผมรู้สึกว่าความสามารถในการทำงานของผมนั้นยอดเยี่ยม และผมก็เดินด้วยความมั่นใจ  ด้วยแรงผลักดันจากความทะเยอทะยาน ตำแหน่งผู้จัดการแบรนด์จึงไม่เพียงพอสำหรับผมอีกต่อไป และผมอยากจะก้าวขึ้นไปอีกขั้น เพื่อให้ญาติๆ ที่ร่ำรวยและมีอำนาจเห็นว่าผมเหนือกว่าพวกเขา  เพราะต้องเดินทางไปทำงานและออกงานสังคมบ่อยครั้ง ผมจึงรู้สึกเหนื่อยล้าและหมดแรงทุกวัน และไม่ว่าจะนอนมากแค่ไหนก็ชดเชยความเหนื่อยล้าไม่ได้ โรคผิวหนังของผมเริ่มกำเริบ และผมทำได้แค่พึ่งพายาทาเพื่อบรรเทาอาการชั่วคราว  ผมเคยคิดจะกลับบ้านไปดูแลสุขภาพเหมือนกัน แต่พอคิดถึงความพยายามที่ทุ่มเทลงไปเพื่อให้ได้สิ่งที่มีอยู่ ผมก็รู้ว่าถ้าผมลางานกลับบ้าน แบรนด์ที่ผมรับผิดชอบก็จะมีคนอื่นดูแลแทน แล้วผมก็จะสูญเสียตำแหน่งผู้จัดการ และเกียรติยศกับคำชื่นชมทั้งหมดก็จะหายไป  ผมตัดสินใจว่าผมจะยอมแพ้ง่ายๆ ไม่ได้ และไม่ว่าเรื่องต่างๆ จะยากลำบากแค่ไหน ผมก็ต้องอดทนต่อไป

ต่อมา ผู้จัดการระดับจังหวัดจากโรงงานเส้นหมี่โทรหาผม เขาต้องการมอบหมายธุรกิจขายเส้นหมี่ในสองเมืองให้ผมดูแล ผมคิดในใจว่า “ถ้าผมทำได้ดี ในอนาคตผมอาจจะได้เป็นผู้จัดการระดับจังหวัด เพื่อที่จะโดดเด่น ผมต้องกล้าเผชิญความท้าทายในตำแหน่งที่สูงขึ้น”  ผมจึงลาออกจากงานที่ทำมาหลายปี และไปเป็นผู้จัดการระดับเมืองของโรงงานเส้นหมี่  พอคนในหมู่บ้านได้ยินว่าผมได้เป็นผู้จัดการระดับเมือง พวกเขาก็พูดกับผมด้วยความอิจฉาว่า “ถ้าตั้งตัวได้แล้ว ให้ลูกฉันไปทำงานด้วยคนนะ”  พอได้ยินแบบนี้ผมก็รู้สึกพอใจมาก และความอยากมีหน้ามีตาของผมก็ได้รับการตอบสนอง  ผมแค่หวังว่าวันหนึ่งผมจะได้เป็นผู้จัดการระดับจังหวัด ถึงตอนนั้นไม่ว่าผมจะไปที่ไหน คนอื่นก็จะเรียกผมว่าคนที่ประสบความสำเร็จ และญาติๆ จะมองผมด้วยมุมมองใหม่อย่างแน่นอน ความคิดเหล่านี้ทำให้ผมตื่นเต้นอย่างมาก แต่แล้วก็เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น  ในช่วงต้นปี 2021 ยอดขายโดยรวมของโรงงานลดลงอย่างหนัก และผมก็ได้แต่มองดูเส้นหมี่ที่ใกล้หมดอายุล็อตแล้วล็อตเล่าด้วยความร้อนใจ  แถมการเดินทางไปทำงาน การนอนดึก และการกินข้าวไม่ตรงเวลา ยังทำให้ระบบทางเดินอาหารของผมทำงานผิดปกติและท้องเสียทุกวัน  ที่แย่ไปกว่านั้นคือ โรคสะเก็ดเงินของผมกำเริบหนักขึ้น และผิวก็คันจนทนไม่ไหว  หนังศีรษะของผมเต็มไปด้วยสะเก็ดหนาและแสบร้อนอย่างหนัก มันแข็งตึงจนแม้แต่จะกะพริบตาก็ยังลำบาก  ผมไปรักษามาหลายที่ แต่ไม่ว่ากินยาหรือฉีดยาก็ไม่ได้ผลเลย  ผมถูกโรคนี้ทรมานจนหมดเรี่ยวหมดแรง  แต่ความปวดร้าว ความเจ็บปวด และความอ่อนแอทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ผมไม่อาจบอกใคร่ได้ เพราะกลัวว่าพวกเขาจะเยาะเย้ยหรือดูถูกผม  พอทนไม่ไหว ผมก็จะโทรหาแม่เพื่อระบายความอัดอั้นตันใจ และทุกครั้งแม่ก็จะบอกว่า “เลิกทำงานแล้วกลับมาเถอะ!”  แต่ผมทำงานหนักแทบตายกว่าจะมาถึงตำแหน่งนี้ ผมจะทิ้งมันไปเฉยๆ ได้ยังไง?  ผมทำใจทิ้งมันไปไม่ได้จริงๆ  ในใจผมยังคงมีความเชื่อมั่น และผมนึกถึงคำคมที่ว่า “ชีวิตเป็นดั่งมดปลวก แต่ควรมีความทะเยอทะยานดั่งหงส์ แม้ชีวิตจะเบาดุจกระดาษ ก็ควรมีจิตวิญญาณที่ไม่ยอมจำนน” ผมคิดว่า “ในเมื่อผมอยากจะโดดเด่นและประสบความสำเร็จ ก็ย่อมหลีกเลี่ยงความทุกข์ไม่ได้” ผมจึงอดทนมาจนถึงเดือนมิถุนายน แต่ผลประกอบการของโรงงานก็ยังไม่ดีขึ้น  หลังจากนั้นไม่นาน โรคสะเก็ดเงินของผมก็กำเริบหนักขึ้นเรื่อยๆ และลามไปทั่วใบหน้า  ผมต้องสวมหน้ากากอนามัยเวลาไปตรวจร้านค้าและจัดกิจกรรม และเวลาเห็นผม พนักงานก็พากันเลี่ยง ผมรู้สึกทุกข์ใจมากและคิดว่า “ผมสู้ทนทำงานหนักทุกวันและแบกรับความกดดันมหาศาล แต่นี่คือผลลัพธ์ที่ได้ การดิ้นรนของผมมันคุ้มค่าจริงๆ เหรอ?”  ไม่กี่วันต่อมา เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งโทรมาบอกว่าหัวหน้าของเราถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งและกำลังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล หลังจากวางสาย ผมก็สงบใจไม่ได้อยู่นาน  ผมยืนอยู่หน้ากระจก มองดูใบหน้าที่เต็มไปด้วยผื่นแดงของตัวเอง แล้วก็จมอยู่ในความคิดที่ว่า “ผู้จัดการระดับจังหวัดอายุแค่สี่สิบกว่าเอง จู่ๆ เกิดเรื่องคอขาดบาดตายแบบนี้ได้ยังไง?  เธอหาเงินได้มากมายและเคยมีช่วงเวลาที่รุ่งโรจน์ แต่ไม่ว่าเธอจะหาเงินได้มากแค่ไหน หรือมีชื่อเสียงโด่งดังเพียงใด ก็ซื้อสุขภาพของเธอกลับคืนมาไม่ได้ ผมอายุแค่สามสิบกว่าๆ แต่ร่างกายก็เต็มไปด้วยปัญหามากมายแล้ว  ถ้าผมยังขืนเป็นแบบนี้ต่อไป ผมจะลงเอยเหมือนเธอไหม?  ถ้าผมต้องเอาสุขภาพเข้าแลกเพื่อให้ได้ผลลัพธ์แบบนี้ เงินทองและความนับถือจะมีความหมายอะไร?”  ช่วงไม่กี่วันหลังจากนั้น ผมรู้สึกสับสนและหมดหนทางอย่างสิ้นเชิง ราวกับว่าผมก้าวต่อไปในชีวิตไม่ได้แล้ว  ภายใต้ความกดดันทั้งจากความเจ็บปวดทางร่างกายและความเครียดทางจิตใจ ผมจึงลาออกจากงาน และเลือกที่จะกลับบ้านไปรักษาตัวด้วยความหนักใจ

หลังจากกลับมาอยู่บ้าน ผมก็เอาแต่ขมวดคิ้วและรู้สึกเป็นทุกข์ทุกวัน คิดว่า “หลังจากดิ้นรนมาหลายปี รู้สึกเหมือนฉันกลับมานับหนึ่งใหม่  ฉันสูญเสียชื่อเสียงกับผลประโยชน์ไปหมด และลงเอยด้วยร่างกายที่เต็มไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บ  แล้วฉันจะใช้ชีวิตต่อไปได้ยังไง?”  แม่เห็นว่าผมไม่มีความสุขจึงให้คำชี้แนะกับผม โดยสามัคคีธรรมว่าเราไม่สามารถควบคุมชะตากรรมของตัวเองได้ และทุกสิ่งล้วนถูกพระเจ้าทรงลิขิตไว้แล้ว  จากนั้นแม่ก็อ่านพระวจนะของพระเจ้าให้ผมฟัง  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “คนเราจะเลือกอาชีพใด จะหาเลี้ยงชีพอย่างไร สิ่งที่พวกเขาเลือกจะดีหรือร้าย—ผู้คนมีทางเลือกในเรื่องเหล่านี้หรือไม่?  สิ่งเหล่านี้ขึ้นอยู่กับความปรารถนาและการตัดสินใจของผู้คนหรือเปล่า?  ผู้คนส่วนใหญ่อยากทำงานให้น้อยลงและหาเงินได้มากขึ้น ไม่อยากตรากตรำกรำแดดกรำฝน อยากแต่งตัวภูมิฐาน ดูโดดเด่นสะดุดตาไม่ว่าจะไปที่ใด เป็นที่หนึ่ง และนำเกียรติมาสู่บรรพชน  ผู้คนมีความปรารถนาที่ ‘สมบูรณ์แบบ’ เช่นนี้ แต่เมื่อพวกเขาออกเดินก้าวแรกไปบนเส้นทางชีวิต พวกเขาก็ค่อยๆ มองเห็นว่าชะตากรรมของมนุษย์นั้นไม่สมบูรณ์แบบขนาดไหน และตระหนักอย่างแท้จริงเป็นครั้งแรกว่าแม้คนเราจะกล้าวางแผนอนาคตของตนและฝันเตลิดไปได้สารพัดอย่าง แต่ก็ไม่มีใครมีความสามารถหรืออำนาจที่จะทำให้ความฝันของตนเป็นจริงได้ หรือมีความสามารถที่จะควบคุมอนาคตของตนเองได้  จะมีช่องว่างระหว่างความฝันของคนเรากับความเป็นจริงที่พวกเขาเผชิญอยู่เสมอ สิ่งต่างๆ จะไม่มีวันสามารถเป็นไปตามที่คนเรานึกภาพเอาไว้ และเมื่อเผชิญความเป็นจริงดังกล่าว ผู้คนก็จะไม่มีวันสามารถพบเจอความพอใจหรือความสุข  มีแม้กระทั่งบางคนที่พยายามคิดหาวิธีสารพัดอย่างและสำรวจทุกช่องทางที่เป็นไปได้ครั้งแล้วครั้งเล่า ทุ่มเทพยายามและยอมเสียยอมสละทุกรูปแบบ เพื่อการหาเลี้ยงชีพและความสำเร็จในอนาคตของตน และเพื่อเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของตน  แต่ในที่สุด ต่อให้พวกเขาสามารถทำให้ความฝันและความปรารถนาของตนเป็นจริงได้ด้วยการทำงานหนัก พวกเขาก็จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของตนได้ และไม่ว่าจะดิ้นรนมากเพียงใด พวกเขาก็จะไม่มีวันก้าวข้ามชะตาชีวิตของตนได้  ไม่ว่าความสามารถและสติปัญญาของพวกเขาจะแตกต่างกันอย่างไร และไม่ว่าพวกเขาจะมีความแน่วแน่หรือไม่ก็ตาม ต่อหน้าชะตากรรม ทุกคนล้วนเท่าเทียม ไม่แบ่งแยกว่าใครใหญ่เล็ก สูงต่ำ ได้รับการยกชูหรือต่ำศักดิ์  ทั้งนี้ คนเราจะประกอบอาชีพใด ทำสิ่งใดหาเลี้ยงชีวิต และมีความมั่งคั่งในชีวิตมากน้อยเพียงใด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพ่อแม่ ความสามารถพิเศษ หรือความพยายามและความทะเยอทะยานของพวกเขา—แต่ขึ้นอยู่กับการลิขิตไว้ล่วงหน้าของพระผู้สร้าง” (พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 3)  พระวจนะของพระเจ้าเป็นความจริงอย่างยิ่ง  ทุกคนอยากมีชีวิตที่ดีและทำงานหนักเพื่อสิ่งนี้ แต่ท้ายที่สุดแล้ว ชะตากรรมของคนเราก็ไม่ใช่สิ่งที่จะกำหนดเองได้  ผมนึกถึงลูกพี่ลูกน้อง  พวกเขาไม่ได้ทำงานหนักขนาดนั้น แต่ก็สามารถเป็นระดับหัวหน้าในทุกสายงานที่ทำและได้รับผลตอบแทนที่ดี  ผมดิ้นรนมากว่าสิบปีเพื่อจะได้ดีเหมือนพวกเขา แต่สิ่งที่ผมได้รับกลับเป็นเพียงร่างกายที่เต็มไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บ และเงินที่หามาได้ก็หมดไปกับค่ารักษาพยาบาล  แล้วผมก็นึกถึงอดีตพนักงานคนหนึ่ง  ยอดขายของเขาไม่ได้โดดเด่นอะไร แต่เขากลับได้บ้านกว่าสิบหลังเป็นค่าชดเชยจากการเวนคืนที่ดิน  มันทำให้ผมตระหนักว่าสิ่งที่เป็นของเราก็จะเป็นของเรา และไม่ว่าเราจะทำงานหนักแค่ไหน ถ้าสิ่งนั้นไม่ใช่ของเรา มันก็เปล่าประโยชน์  ชะตากรรมของคนเราไม่ได้อยู่ในมือของเราเอง และไม่ว่าจะพยายามมากแค่ไหนก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงมันได้  ต่อมา พี่น้องชายหญิงได้ทราบสถานการณ์ของผมและสามัคคีธรรมกับผม โดยบอกว่าความเจ็บป่วยนี้เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงอนุญาตเช่นกัน และหากไม่มีความทุกข์นี้ ผมก็อาจจะไม่ได้กลับมาหาพระเจ้า  ผมรู้สึกซาบซึ้งใจมาก  ผมจำได้ว่าเคยเชื่อในพระเจ้ามาก่อน แต่ก็เลิกเชื่อกลางคันเพื่อไปไล่ตามไขว่คว้าความมั่งคั่ง ชื่อเสียง และผลประโยชน์  ถ้าผมไม่ป่วย ผมก็อาจจะยังคงร่อนเร่และหลงทางอยู่ในโลกนี้  หลายปีผ่านไป พระเจ้าก็ยังไม่ทรงทอดทิ้งผม และผ่านความเจ็บป่วยนี้ พระองค์ทรงนำผมกลับมายังพระนิเวศของพระองค์ เพื่อให้เชื่อในพระองค์ต่อไป  ความเจ็บป่วยนี้คือการช่วยให้รอดจากพระเจ้าสำหรับผมอย่างแท้จริง และผมก็รู้สึกขอบคุณพระเจ้าจริงๆ  หลังจากนั้น ผมก็เข้าร่วมการชุมนุมอย่างแข็งขัน และกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า

ระหว่างการชุมนุมครั้งหนึ่ง พี่น้องหญิงคนหนึ่งได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าสองบทตอน  พระเจ้าตรัสว่า “ผู้คนคิดว่าทันทีที่พวกเขามีชื่อเสียงและผลประโยชน์ พวกเขาย่อมมีต้นทุนให้สุขสำราญกับสถานะอันสูงส่งและความมั่งคั่งอันใหญ่หลวง และสุขสำราญกับชีวิต  พวกเขาคิดว่าทันทีที่ตนเองมีชื่อเสียงและผลประโยชน์ พวกเขาย่อมมีต้นทุนไว้แสวงหาความหรรษาและหมกมุ่นกับความเพลิดเพลินทางเนื้อหนังโดยไม่ยั้งคิด  เพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของชื่อเสียงและผลประโยชน์ซึ่งพวกเขาอยากได้อยากมี และโดยที่ไม่ทันรู้ตัว ผู้คนจึงยินดีมอบร่างกาย หัวใจ และแม้แต่ทั้งหมดที่พวกเขามี รวมถึงจุดหมายปลายทางในอนาคตและชะตากรรมของพวกเขาให้ซาตาน  พวกเขาทำเช่นนั้นโดยไม่สงวนท่าที โดยที่ไม่มีความสงสัยแม้แต่อึดใจ และโดยไม่รู้ที่จะเอาทุกสิ่งที่พวกเขาเคยมีกลับคืนมา  ผู้คนสามารถรักษาการควบคุมตัวเองได้หรือไม่ในเมื่อพวกเขาได้มอบตนเองให้ซาตานและกลายเป็นจงรักภักดีต่อมันในลักษณะนี้แล้ว?  แน่นอนว่าไม่  พวกเขาถูกซาตานควบคุมอย่างสมบูรณ์และอย่างถึงที่สุด พวกเขาจมอยู่ในปลักตมนี้อย่างเบ็ดเสร็จและสิ้นเชิงแล้ว และไร้ความสามารถที่จะปลดปล่อยตัวเองเป็นอิสระได้ เมื่อใครสักคนจมปลักอยู่ในชื่อเสียงและผลประโยชน์ พวกเขาจะไม่แสวงหาสิ่งที่สดใส สิ่งที่ยุติธรรม หรือบรรดาสิ่งที่สวยงามและดีงามอีกต่อไป  นี่เป็นเพราะชื่อเสียงและผลประโยชน์มีความเย้ายวนต่อผู้คนนั้นมากเกินไป  และเป็นสิ่งที่ผู้คนสามารถไล่ตามเสาะหาอย่างไม่จบไม่สิ้นตลอดชั่วชีวิตของพวกเขาและกระทั่งชั่วนิรันดร์  นี่คือสถานการณ์ตามจริงไม่ใช่หรือ?” (พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 6)  “ซาตานใช้ชื่อเสียงและผลประโยชน์มาควบคุมความคิดของผู้คน ทำให้พวกเขานึกถึงแต่สองสิ่งนี้เท่านั้น ทั้งยังทำให้พวกเขาต่อสู้ดิ้นรนเพื่อชื่อเสียงและผลประโยชน์ ทนทุกข์จากความยากลำบากเพื่อชื่อเสียงและผลประโยชน์ สู้ทนความอัปยศอดสูและยอมแบกรับภาระอันหนักอึ้งก็เพื่อชื่อเสียงและผลประโยชน์ พลีอุทิศทุกสิ่งที่พวกเขามีเพื่อชื่อเสียงและผลประโยชน์ และวินิจฉัยหรือตัดสินใจทุกครั้งก็เพื่อชื่อเสียงและผลประโยชน์  ซาตานล่ามผู้คนไว้กับโซ่ตรวนที่มองไม่เห็นก็ด้วยวิธีนี้ และเมื่อใส่โซ่ตรวนเหล่านี้แล้ว พวกเขาก็ไม่มีทั้งความสามารถและความกล้าที่จะหลุดเป็นอิสระ และโดยที่ไม่รู้ตัว พวกเขาก็แบกโซ่ตรวนเหล่านี้พลางลากเท้าไปข้างหน้าอย่างยากเย็นยิ่ง และเพื่อชื่อเสียงและผลประโยชน์นี้ มวลมนุษย์จึงออกห่างจากพระเจ้าและทรยศพระองค์ ทั้งยังเลวลงเรื่อยๆ  คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าจึงถูกทำลายในท่ามกลางชื่อเสียงและผลประโยชน์ของซาตานด้วยวิธีนี้นี่เอง  ทีนี้ พอมองดูการกระทำทั้งหลายของซาตาน แรงจูงใจที่ยอกย้อนของมันจึงน่าชิงชังรังเกียจอย่างที่สุดมิใช่หรือ?  บางทีวันนี้พวกเจ้าอาจจะยังไม่สามารถมองเข้าไปเห็นแรงจูงใจที่ยอกย้อนของซาตาน เพราะพวกเจ้านึกว่าถ้าไม่มีชื่อเสียงและผลประโยชน์ ชีวิตย่อมจะไร้ความหมาย และผู้คนก็จะไม่สามารถมองเห็นหนทางข้างหน้าได้อีกต่อไป ไม่สามารถเห็นเป้าหมายของพวกเขาได้อีกต่อไป และอนาคตของพวกเขาก็จะมืดมน คลุมเครือ และหม่นมัว  แต่ทว่าวันหนึ่งพวกเจ้าทั้งหมดจะตระหนักรู้อย่างช้าๆ ว่าชื่อเสียงและผลประโยชน์คือโซ่ตรวนอันมหึมาที่ซาตานใช้ล่ามมนุษย์เอาไว้  เมื่อวันนั้นมาถึง เจ้าจะต่อต้านการควบคุมของซาตานอย่างสิ้นเชิงและขัดขืนโซ่ตรวนที่ซาตานใช้ล่ามเจ้าเอาไว้โดยสมบูรณ์  เมื่อเจ้าอยากเป็นอิสระจากทุกสิ่งที่ซาตานปลูกฝังเอาไว้ในตัวเจ้า เมื่อนั้นเจ้าจึงจะแยกทางกันอย่างเด็ดขาดกับซาตาน และเจ้าจะเกลียดทุกสิ่งที่ซาตานนำมาให้เจ้าอย่างแท้จริง  เมื่อนั้นเท่านั้นเจ้าจึงจะมีความรักและการโหยหาที่แท้จริงต่อพระเจ้า” (พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 6)  พระวจนะของพระเจ้ากระทบใจผมอย่างลึกซึ้ง  ราวกับว่าผมเพิ่งตื่นจากความฝัน  ผมตระหนักว่าชื่อเสียงและผลประโยชน์ที่ผมไล่ตามไขว่คว้ามาตั้งแต่เด็กนั้นเป็นกับดักที่ซาตานวางไว้  ผมเคยคิดว่าการไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียงและผลประโยชน์เป็นเรื่องที่ถูกต้อง  ว่าการมีชีวิตอยู่ไม่ใช่แค่การพอใจกับการกินให้อิ่มท้อง แต่คือการไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียงและผลประโยชน์  และด้วยการใช้ชีวิตแบบนี้เท่านั้น คนเราถึงจะใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีและมีคุณค่าได้  ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่าการไล่ตามไขว่คว้าความมั่งคั่ง ชื่อเสียง และผลประโยชน์ก็เหมือนแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ  ดูเหมือนว่าทุกสิ่งที่เห็นจะสว่างไสว  แต่เมื่อพุ่งเข้าไปจริงๆ ก็อาจถึงตายได้  เมื่อมองย้อนกลับไป ผมตระหนักว่าผมได้ซึมซับอุดมการณ์ต่างๆ ของซาตานมาตั้งแต่อายุยังน้อย  อย่างเช่น “ห่านบินไปที่ใดก็เปล่งเสียงร้องที่นั่นฉันใด มนุษย์อยู่ที่ใดก็ฝากชื่อไว้ที่นั่นฉันนั้น” และ “มนุษย์ดิ้นรนขึ้นสู่ที่สูง น้ำไหลลงสู่ที่ต่ำ”  “ลูกผู้ชายตัวจริงต้องมุ่งสู่สี่มุมโลก” และอื่นๆ  ด้วยอิทธิพลจากทัศนะเหล่านี้ ผมจึงตั้งอุดมคติและความมุ่งมาดปรารถนาอันสูงส่งให้ตัวเองตั้งแต่เด็ก และเริ่มเดินทางไปยังที่ต่างๆ ในช่วงวัยรุ่น เพื่อมองหาโอกาสที่จะทำความฝันให้เป็นจริง  แม้จะล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วน แต่ผมก็ไม่เคยยอมแพ้  โดยเฉพาะตอนที่ได้ยินคำคมยอดฮิตที่ว่า “ชีวิตดั่งมดปลวก แต่ควรมีความทะเยอทะยานดั่งหงส์ แม้ชีวิตจะบางเบาดั่งกระดาษ แต่ก็ควรมีจิตใจที่ไม่ยอมจำนน” ผมก็ตั้งใจแน่วแน่ที่จะสร้างชื่อให้ตัวเอง กลายเป็นคนมีชื่อเสียง และได้รับความชื่นชมจากผู้คน  เมื่อมองย้อนกลับไป ผมถูกความเจ็บป่วยทรมานอย่างหนักและทำได้เพียงพึ่งพายาเพื่อความอยู่รอด แต่เพื่อให้ได้มาซึ่งความชื่นชมที่ผมแสวงหา ผมได้ก้าวข้ามความลำบากมากมาย และหลังจากพยายามมาหลายปี ในที่สุดผมก็ได้เป็นผู้จัดการแบรนด์และได้รับความชื่นชมจากคนอื่น  แต่ผมก็ยังไม่พอใจ  เพื่อที่จะได้เป็นผู้จัดการระดับจังหวัดและทำให้ญาติๆ มองผมในมุมใหม่ ผมจึงลาออกจากงานที่ทำมาหลายปีเพื่อไปเป็นผู้จัดการระดับเมือง  ตอนที่ยอดขายลดลง ผมคิดหาวิธีแก้ปัญหาที่เป็นไปได้ทุกวิถีทาง เผชิญกับความกดดันและความเจ็บปวดจากโรคภัยทุกวันในขณะที่ค้นคว้ากลยุทธ์การตลาด  ผมรู้สึกเหนื่อยล้าและหมดแรง แต่จนกระทั่งร่างกายของผมรับไม่ไหวอย่างสิ้นเชิง ผมถึงได้ลาออกจากงานชั่วคราว  ผมทุ่มเทจนหมดตัวและผลาญสุขภาพไปกับการไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียงและผลประโยชน์อย่างเอาเป็นเอาตาย แต่สิ่งที่ได้รับกลับเป็นเพียงความทุกข์  การไล่ตามไขว่คว้าเงินทอง ชื่อเสียง และผลประโยชน์ทำร้ายผมอย่างแท้จริง!  แม้ผมจะรู้ว่าพระเจ้าทรงแสดงความจริงในยุคสุดท้ายเพื่อทรงพระราชกิจแห่งการช่วยให้รอด แต่ผมก็ถูกชื่อเสียงและผลประโยชน์จูงจมูกเหมือนสุนัขล่ามโซ่ และไม่มีความปรารถนาที่จะมาอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้าเลย  ผมใช้เวลากว่าสิบปีไปกับการไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียงและผลประโยชน์ และผมก็ยิ่งห่างไกลจากพระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ  ถ้าไม่ใช่เพราะความเจ็บป่วยนี้ ผมก็คงจะไล่ตามไขว่คว้าต่อไป และท้ายที่สุดแล้ว ผมก็คงต้องพบกับความพินาศ  พระวจนะของพระเจ้านี่เองที่ช่วยให้ผมเห็นความทุกข์ที่เกิดจากการไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียงและผลประโยชน์ได้อย่างชัดเจน และผมก็เต็มใจที่จะปล่อยวางสิ่งเหล่านี้จากใจและนบนอบต่ออธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า

ต่อมา ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าอีกสองบทตอน และหัวใจของผมก็ยิ่งสว่างไสวขึ้น  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “เพราะอธิปไตยและการลิขิตของพระผู้สร้าง ดวงจิตเดียวดายที่เริ่มต้นโดยปราศจากสิ่งใดโดยสิ้นเชิงจึงได้รับบิดามารดาและครอบครัว ได้รับโอกาสที่จะกลายเป็นสมาชิกของเผ่าพันธุ์มนุษย์ และโอกาสที่จะมีประสบการณ์กับชีวิตมนุษย์และการเดินทางผ่านโลกมนุษย์  นอกจากนี้ยังได้รับโอกาสที่จะมีประสบการณ์กับอธิปไตยของพระผู้สร้าง มารู้จักความอัศจรรย์แห่งการทรงสร้างของพระผู้สร้าง และยิ่งไปกว่านั้นก็คือ โอกาสที่จะมารู้จักและยอมสยบต่อสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง  ทว่าผู้คนส่วนใหญ่กลับไม่คว้าโอกาสที่หายากและแสนสั้นนี้เอาไว้อย่างแท้จริง  ผู้คนทุ่มเทพลังงานทั้งชีวิตต่อสู้กับชะตากรรม ใช้เวลาทั้งชีวิตวุ่นวายอยู่กับการพยายามหาเลี้ยงครอบครัวของตนและวิ่งวุ่นไปมาเพื่อเกียรติยศและผลประโยชน์  สิ่งทั้งหลายที่ผู้คนหวงแหนยิ่งนักคือความรักครอบครัว เงินตรา ชื่อเสียงและผลประโยชน์ และพวกเขามองสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิต  ผู้คนล้วนพร่ำบ่นถึงชะตากรรมอันโหดร้าย แต่พวกเขากลับเพิกเฉยต่อประเด็นปัญหาต่างๆ ที่ผู้คนควรเข้าใจและพึงสำรวจมากที่สุด นั่นคือ ‘เหตุใดมนุษย์จึงมีชีวิตอยู่ มนุษย์ควรดำเนินชีวิตอย่างไร รวมทั้งอะไรคือคุณค่าและความหมายของชีวิตมนุษย์’  ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ยาวนานเพียงใด พวกเขาก็จะใช้เวลาทั้งชีวิตเพียงเพื่อที่จะเร่งไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียงและผลประโยชน์เท่านั้น จนกระทั่งวัยเยาว์ล่วงเลยไป ผมหงอกและผิวหนังก็เหี่ยวย่นแล้ว จนกระทั่งพวกเขาตระหนักว่าชื่อเสียงและผลประโยชน์ไม่อาจหยุดยั้งตนจากความชราได้ เงินทองไม่อาจเติมเต็มความว่างเปล่าในหัวใจของตนได้ และจนกระทั่งพวกเขาเข้าใจว่าไม่มีใครสามารถหลีกหนีจากกฎแห่งการเกิด แก่ เจ็บป่วย และตายได้ รวมถึงไม่มีใครสามารถหลบพ้นการจัดการเตรียมการของชะตากรรม  มีเพียงเมื่อพวกเขาต้องเผชิญหน้ากับหัวเลี้ยวหัวต่อสุดท้ายของชีวิตเท่านั้นที่พวกเขาจับความเข้าใจได้อย่างแท้จริงว่า ต่อให้คนเรามีโภคทรัพย์มหาศาลและสินทรัพย์มากล้น ต่อให้คนเรามีสิทธิพิเศษและอยู่ในฐานะสูงส่ง คนเราก็ยังคงไม่สามารถหลบหนีความตายและต้องคืนสู่สถานะดั้งเดิมของพวกเขาอยู่ดี นั่นคือ ดวงวิญญาณอันโดดเดี่ยวที่ไม่มีอะไรติดตัวมาเลย” (พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 3)  “มนุษย์ใช้เวลาทั้งชีวิตไล่ตามไขว่คว้าเงินทอง ชื่อเสียงและผลประโยชน์ เขาปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านี้ราวกับเป็นสายชูชีพ เป็นวิธีการเกื้อหนุนเพียงหนึ่งเดียวของเขา—ราวกับว่าการครอบครองสิ่งเหล่านั้นแปลว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ต่อไปและรอดพ้นจากความตายได้  แต่เมื่อความตายคืบคลานเข้ามาใกล้เท่านั้น เขาจึงตระหนักว่าเงินทอง ชื่อเสียงและผลประโยชน์นั้นอยู่ห่างไกลจากเขาเพียงใด และเมื่อเผชิญหน้ากับความตาย เขาอ่อนแอและไร้กำลังเพียงใด เขาเปราะบางเพียงใด เขาโดดเดี่ยวและไร้การเกื้อหนุนเพียงใด และเขาสิ้นหวังเพียงใด  เขาตระหนักว่าเงินทองหรือชื่อเสียงและผลประโยชน์ไม่อาจแลกกับชีวิตได้ ไม่ว่าคนคนหนึ่งจะร่ำรวยเพียงใด ไม่ว่าสถานะของเขาจะสูงส่งเพียงใด ทุกคนล้วนยากไร้และไม่สลักสำคัญโดยเท่าเทียมกันในยามที่เผชิญหน้ากับความตาย  เขาตระหนักว่าเงินทองไม่สามารถซื้อชีวิตได้ ชื่อเสียงและผลประโยชน์ไม่สามารถทำให้มนุษย์รอดพ้นจากความตายได้ อีกทั้งเงินทองและชื่อเสียงและผลประโยชน์ก็ไม่สามารถยืดอายุขัยของมนุษย์ออกไปได้แม้แต่นาทีเดียวหรือวินาทีเดียว  ยิ่งมนุษย์รู้สึกเช่นนี้มากเท่าใด เขาก็ยิ่งถวิลหาที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปมากเท่านั้น ยิ่งมนุษย์รู้สึกเช่นนี้มากเท่าใด เขาก็ยิ่งหวาดหวั่นต่อความตายที่คืบคลานเข้ามามากเท่านั้น  จุดนี้เองที่ทำให้เขาตระหนักอย่างแท้จริงว่า ชีวิตของเขาไม่ได้เป็นของเขา และไม่ใช่สิ่งที่เขาควบคุมได้ และตระหนักอย่างแท้จริงว่าคนเราไม่มีสิทธิ์กำหนดว่าตนจะอยู่หรือตาย—สิ่งนี้อยู่เหนือการควบคุมของใครทั้งสิ้น” (พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 3)  พระวจนะแห่งการสามัคคีธรรมของพระเจ้านั้นชัดเจนมาก  เงินทอง ชื่อเสียง และผลประโยชน์ไม่อาจซื้อชีวิตของคนเราได้ และไม่อาจช่วยให้รอดพ้นจากความตายได้ และท้ายที่สุดแล้ว การไล่ตามไขว่คว้าสิ่งเหล่านี้ก็ว่างเปล่า  ผมเคยคิดว่าการมีชื่อเสียงและผลประโยชน์จะทำให้ชีวิตของผมมีคุณค่า ว่าสิ่งเหล่านี้มีความหมาย ดังนั้นผมจึงถือว่าการก้าวหน้าในชีวิตเป็นอุดมคติของผมเสมอมา  หลายปีที่ผ่านมา ผมทนทุกข์อย่างมากเพื่อให้ได้มาซึ่งชื่อเสียงและผลประโยชน์  ดูเหมือนว่าผมจะหาเงินได้ แต่งตัวดูดี และได้รับความชื่นชมจากคนอื่น แต่จนกระทั่งผมล้มป่วย ผมถึงได้ตระหนักว่าเงินทอง ชื่อเสียง และผลประโยชน์ รวมถึงคำชมเชยจากคนอื่น ไม่สามารถบรรเทาความทุกข์ หรือฟื้นฟูสุขภาพของผมได้เลย  ผมนึกถึงผู้จัดการระดับจังหวัดวัยสี่สิบกว่าๆ ที่เป็นมะเร็ง และประธานบริษัทที่เสียชีวิตเพราะอาการป่วย  พวกเขามีทั้งชื่อเสียงและผลประโยชน์ แต่เมื่อตายไป พวกเขาก็เอาสิ่งเหล่านี้ไปไม่ได้เลย  แม้จะหาเงินจำนวนมหาศาลมาได้อย่างบ้าคลั่ง แต่พวกเขาก็ตายไปมือเปล่า  แล้วการไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียงและผลประโยชน์จะมีความหมายอะไรล่ะ?  เช่นเดียวกับที่องค์พระเยซูเจ้าตรัสว่า “เขาจะได้ประโยชน์อะไร ถ้าได้สิ่งของหมดทั้งโลกแต่ต้องเสียชีวิตของตน?  หรือคนนั้นจะนำอะไรไปแลกชีวิตของตนกลับคืนมา?” (มัทธิว 16:26)  ผมเคยวิ่งวุ่นเพื่อไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียงและผลประโยชน์ และยิ่งห่างไกลจากพระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ ภายใต้แรงยั่วยวนของชื่อเสียงและผลประโยชน์  ผมสู้ทนต่อความทุกข์และความลำบากมากมายเพื่อให้ได้มาซึ่งชื่อเสียงและผลประโยชน์ และเส้นทางของผมก็เต็มไปด้วยความปวดร้าวและความเจ็บปวด  แต่ความรักของพระเจ้าก็มาหาผมอีกครั้ง และแม้ว่าผมจะกบฏต่อพระเจ้ามาหลายปี พระองค์ก็ยังไม่ทรงทอดทิ้งผม และทรงอนุญาตให้ผมกลับมาที่พระนิเวศของพระองค์  เพียงนึกถึงเรื่องนี้ น้ำตาผมก็เอ่อขึ้นมา และความรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณพระเจ้าก็ท่วมท้นในใจผม  ผมคิดว่าจากนั้นเป็นต้นไป ผมต้องเชื่อในพระเจ้าอย่างถูกควรและตอบแทนความรักของพระองค์

ต่อมา ผมก็ทำหน้าที่ของผมในคริสตจักร  ครั้งหนึ่ง ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่ง “สิ่งมีชีวิตทรงสร้างดำเนินชีวิตภายใต้อำนาจครอบครองของพระผู้สร้าง พวกเขายอมรับทุกสิ่งที่พระเจ้าประทานให้และทุกอย่างที่มาจากพระเจ้า ดังนั้น พวกเขาจึงควรลุล่วงความรับผิดชอบและภาระผูกพันของตน  นี่เป็นเรื่องที่ปกติและชอบด้วยเหตุผลโดยแท้ และพระเจ้าก็ทรงลิขิตเอาไว้แล้ว  จากเรื่องนี้จะเห็นได้ว่าการที่ผู้คนปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างย่อมยุติธรรม สวยงาม และสูงส่งกว่าสิ่งอื่นใดที่ทำกันขณะดำรงชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์ใบนี้ ไม่มีสิ่งใดในหมู่มวลมนุษย์ที่เปี่ยมความหมายหรือควรค่ายิ่งกว่า และไม่มีสิ่งใดทำให้ชีวิตของมนุษย์ทรงสร้างมีความหมายและคุณค่ามากไปกว่าการปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างอีกแล้ว… เมื่อพูดถึงสิ่งมีชีวิตทรงสร้างปฏิบัติหน้าที่ของตนแล้ว พระผู้สร้างได้ทรงพระราชกิจที่ยิ่งใหญ่ขึ้นท่ามกลางมวลมนุษย์ พระองค์ได้ทรงพระราชกิจต่อผู้คนคืบหน้าไปอีกขั้นหนึ่ง  แล้วพระราชกิจนั้นคืออะไร?  พระองค์ทรงจัดเตรียมความจริงไว้ให้มวลมนุษย์ โดยเปิดโอกาสให้พวกเขาได้รับความจริงจากพระเจ้าในยามที่พวกเขาปฏิบัติหน้าที่ของตน และด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนและได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ หันมาสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้าและออกเดินไปบนเส้นทางชีวิตที่ถูกต้อง และในท้ายที่สุด ก็สามารถยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว บรรลุความรอดโดยบริบูรณ์ และไม่ตกอยู่ภายใต้ความทุกข์ร้อนจากซาตานอีกต่อไป  นี่คือผลที่พระเจ้าตั้งพระทัยว่าจะสัมฤทธิ์ในท้ายที่สุดด้วยการให้มวลมนุษย์ปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ  ดังนั้น ระหว่างที่การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าดำเนินไป ไม่เพียงพระเจ้าจะทรงทำให้เจ้ามองเห็นสิ่งหนึ่งอย่างชัดเจนและเข้าใจความจริงบ้าง และไม่เพียงพระองค์จะทรงเปิดโอกาสให้เจ้าชื่นชมพระคุณและพรที่เจ้าได้รับจากการปฏิบัติหน้าที่ของตนในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างเท่านั้น  แต่พระองค์ยังทรงอนุญาตให้เจ้าได้รับการชำระให้บริสุทธิ์และได้รับการช่วยให้รอดอีกด้วย และในท้ายที่สุดก็มาดำเนินชีวิตอยู่ในความสว่างแห่งพระพักตร์ของพระผู้สร้าง” (พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่เก้า (ภาคที่เจ็ด))  หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ผมก็เข้าใจว่าในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ผมควรทำหน้าที่ของผม และนี่คือความรับผิดชอบและภาระผูกพันของมนุษย์  ด้วยการทำหน้าที่ของผมเท่านั้น ผมถึงจะมีโอกาสได้รับความจริงและชีวิต ทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของผม ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์และเปลี่ยนแปลง และได้รับการช่วยให้รอดจากพระเจ้าในท้ายที่สุด  การทำหน้าที่ของตนให้ดีเป็นสิ่งที่สำคัญและมีคุณค่าที่สุดในชีวิต  ตั้งแต่นั้นมา ผมก็กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าทุกวัน และหัวใจของผมก็เต็มไปด้วยความสงบสุขและความชื่นบานยินดี  ในระหว่างการทำหน้าที่ เมื่อใดก็ตามที่ผมเผยความเสื่อมทรามของตัวเอง ผมก็อ่านพระวจนะของพระเจ้าเพื่อทบทวนและรู้จักตัวเอง จึงสามารถแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของผมได้  สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นผลพวงจากการทำหน้าที่ของผม  หลังจากนั้นไม่นาน สุขภาพของผมก็ดีขึ้นด้วย

ในปี 2022 หลังเทศกาลตรุษจีน ลูกพี่ลูกน้องโทรมาบอกว่า ผู้จัดการบริษัทเก่าของผมถูกย้ายไปแล้ว และรองประธานอยากให้ผมกลับไปเป็นผู้จัดการ  พอได้ยินลูกพี่ลูกน้องพูดแบบนี้ ผมก็คิดว่า “ฉันทำงานหนักในบริษัทนี้มาหลายปี  ถ้าฉันไม่กลับไป เส้นสายทั้งหมดของฉันก็จะหายไป  อีกอย่าง แบรนด์นี้อยู่ในธุรกิจที่มีศักยภาพสูงต่อการเติบโตของบริษัท แถมยังเป็นตำแหน่งผู้จัดการอีกด้วย  นี่ไม่เพียงแต่จะทำให้ฉันมีหน้ามีตา แต่ยังจะได้ติดต่อร่วมงานกับผู้บริหารระดับกลางและระดับสูง ซึ่งจะทำให้ฉันได้ทั้งชื่อเสียงและผลประโยชน์  นี่เป็นตำแหน่งที่หลายคนอิจฉา และถ้าฉันไม่รับไว้ ฉันอาจจะไม่มีโอกาสแบบนี้อีก  แต่งานนี้ยุ่งมาก และฉันก็จะไม่มีเวลาอ่านพระวจนะของพระเจ้าหรือทำหน้าที่เลย”  แล้วผมก็นึกถึงความเจ็บปวดที่เกิดจากการไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียงและผลประโยชน์ก่อนหน้านี้ และผมก็ไม่อยากกลับไปสู่ทางโลกและถูกซาตานทำร้ายอีกต่อไป  ผมจึงปฏิเสธตำแหน่งนั้นไป  ลูกพี่ลูกน้องประหลาดใจมาก และคอยย้ำกับผมว่าโอกาสแบบนี้หาได้ยาก และบอกให้ผมคิดดูให้ดีแล้วค่อยให้คำตอบพรุ่งนี้  ตอนนั้น ผมคิดว่า “ฉันออกจากบริษัทมาปีกว่าแล้ว ทำไมจู่ๆ พวกเขาถึงอยากให้ฉันกลับไปเป็นผู้จัดการอีก ทั้งที่ฉันเพิ่งจะเริ่มทำหน้าที่?”  ผมเห็นได้ชัดเจนว่านี่คือการทดลองของซาตาน และผมก็นึกถึงสิ่งที่พระเจ้าตรัสไว้ “พระราชกิจทุกขั้นตอนที่พระเจ้าทรงกระทำภายในตัวผู้คนนั้น ภายนอกแล้วดูเหมือนว่าจะเป็นปฏิสัมพันธ์ทั้งหลายระหว่างผู้คน ราวกับว่ากำเนิดมาจากการจัดการเตรียมการของมนุษย์หรือจากการรบกวนของมนุษย์  แต่เบื้องหลังทุกขั้นตอนของพระราชกิจ และทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น คือเดิมพันที่ซาตานได้วางไว้เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และทั้งหมดก็ล้วนเป็นสิ่งที่ต้องให้ผู้คนตั้งมั่นในคำพยานที่พวกเขามีให้พระเจ้า  เพื่อเป็นตัวอย่าง จงดูเมื่อโยบถูกทดสอบ กล่าวคือ หลังฉากนั้น ซาตานกำลังทำการเดิมพันกับพระเจ้า และสิ่งที่ได้เกิดขึ้นกับโยบนั้นคือการกระทำของมนุษย์และการรบกวนของพวกมนุษย์  เบื้องหลังทุกๆ ขั้นตอนของพระราชกิจที่พระเจ้าทรงกระทำในตัวพวกเจ้าคือเดิมพันของซาตานกับพระเจ้า—เบื้องหลังทั้งหมดนั้นคือการสู้รบ” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การรักพระเจ้าเท่านั้นคือการเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง)  ดูภายนอกเหมือนลูกพี่ลูกน้องขอให้ผมกลับไปเป็นผู้จัดการ แต่ในความเป็นจริงแล้ว นี่คือเล่ห์กลของซาตาน  ซาตานกำลังพยายามใช้เรื่องนี้เพื่อดึงผมกลับไปสู่เส้นทางแห่งการไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียงและผลประโยชน์  ตอนนั้น ผมกำลังทำหน้าที่ให้น้ำผู้อื่น และมีผู้มาใหม่บางคนที่ต้องการการให้น้ำและการสนับสนุน  ผมจะทิ้งหน้าที่เพียงเพราะเรื่องงานไม่ได้  ตอนนี้ พระราชกิจของพระเจ้ากำลังจะสิ้นสุดลง และนี่เป็นโอกาสครั้งหนึ่งในชีวิตที่ผมจะสามารถเชื่อในพระเจ้าและทำหน้าที่ของผมได้  ผมต้องใช้เวลาไปกับการทำหน้าที่และไล่ตามเสาะหาความจริง  สิ่งนี้มีคุณค่ามากกว่าการเป็นผู้จัดการเสียอีก  วันรุ่งขึ้น ผมปฏิเสธข้อเสนอของลูกพี่ลูกน้องและรู้สึกโล่งใจอย่างมาก  แม้ว่าตอนนี้ผมจะไม่ได้เป็นผู้จัดการและชีวิตไม่ได้หรูหรา แต่ชีวิตของผมก็มั่นคง  มีข้าวกินมีเสื้อผ้าใส่ และก็ใช้ชีวิตต่อไปได้  ผมเต็มใจที่จะใช้เวลาทุกวันไปกับการทำหน้าที่และไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างจริงจังเพื่อสนองพระทัยพระเจ้า

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

เมื่อไม่ทำงานตัวเป็นเกลียวเพื่อเงินอีกต่อไป ฉันจึงพบชีวิตที่มีความสุข

โดย Dan Chun, อินโดนีเซีย “คุณกำลังประเมินตัวคุณเองสูงเกินไปจริงๆ หากคุณคิดว่าคุณสามารถส่งลูกของคุณเรียนมหาวิทยาลัยได้...

ทางเลือกของครู

เมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตกในยามโพล้เพล้ ประตูบ้านไร่หลังเล็กๆ หลังหนึ่งเปิดอยู่ มีผ้าขาวผูกติดอยู่ที่มือจับประตู...

Leave a Reply

ติดต่อเราผ่าน Messenger