ช่วงเวลาของฉันในสถาบันจิตเวช

วันที่ 11 เดือน 10 ปี 2026

โดยจางหมิงเซีย ประเทศจีน

ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2011 เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งได้ประกาศข่าวประเสริฐแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้ากับฉัน  ในตอนนั้น เนื่องจากงานของฉัน ฉันจึงได้เคยเผยสัมผัสกับยาเคมีอยู่เป็นเวลานานและต้องทนทุกข์จากภาวะไขกระดูกฝ่อ จนทำให้ฉันต้องหยุดงานอยู่บ่อยครั้ง และมีเวลาว่างเหลือเฟือ  โดยผ่านทางการอธิษฐานและการอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันจึงได้มาเข้าใจว่าสวรรค์ แผ่นดินโลก และทุกสรรพสิ่งนั้นถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้า รวมถึงเข้าใจว่ามนุษย์มาจากพระเจ้า ดังนั้นพวกเราจึงควรเชื่อในพระเจ้าและนมัสการพระเจ้า  ฉันยังเรียนรู้ด้วยว่า ในยุคสุดท้าย พระเจ้าเสด็จมาปรากฏในรูปมนุษย์และทรงแสดงพระวจนะเพื่อช่วยมนุษยชนให้รอดจากบาปโดยครบบริบูรณ์ และผู้คนสามารถได้รับการช่วยให้รอดโดยการยอมรับพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าเท่านั้น  หลังจากนั้น ฉันก็เข้าร่วมการนัดพบและอ่านพระวจนะของพระเจ้าอยู่บ่อยครั้ง  ความเจ็บป่วยของฉันค่อยๆ เริ่มดีขึ้นโดยไม่คาดฝัน  หลังจากที่ได้เห็นผลลัพธ์นี้ ครอบครัวจึงสนับสนุนการเชื่อในพระเจ้าของฉัน

ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2012 พรรคคอมมิวนิสต์จีนเริ่มการปราบปรามและข่มเหงคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์รอบใหม่  พี่น้องชายหญิงมากมายได้ถูกจับกุมไปในคราวนั้น  วันหนึ่ง พี่ชายของฉันซึ่งเป็นรองผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์น้ำได้เรียกฉันไปที่บ้านของเขา  และพูดกับฉันว่า “รัฐบาลกำลังกวาดล้างคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์  เมื่อมันพบว่าใครบางคน เชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ หรือพบว่าสมาชิกครอบครัวของพวกเขาเชื่อ คนเหล่านั้นก็จะถูกปลดออกจากราชการทันที  แล้วทั้งตัวพวกเขาและสมาชิกครอบครัวก็จะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมกับทางพรรค อีกทั้งลูกๆ ของพวกเขาจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมกองทัพหรือเข้ามหาวิทยาลัย  ตั้งแต่นี้ไปเธอต้องหยุดเชื่อในพระเจ้า  ตอนนี้ถ้าเธอถูกจับ ลูกๆ ของเธอจะไม่สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยหรือเข้าร่วมกองทัพได้เพราะพวกเขาจะไม่ผ่านการตรวจสอบประวัติทางการเมือง  เธอต้องคำนึงถึงอนาคตของลูกๆ เสียบ้าง!  อีกอย่าง ทั้งฉันและพี่สะใภ้เธอต่างก็ทำงานราชการและดำรงตำแหน่งสำคัญ  ถ้าเธอถูกจับมันก็จะกระทบต่อเราด้วย  ถ้าเกิดเรื่องนั้นขึ้น แล้วในอนาคตใครจะจัดการเตรียมงานให้ลูกชายของเธอล่ะ?”  พี่สะใภ้และหลานชายของฉันต่างก็เข้ามาร่วมเรียกร้องให้ฉันหยุด  มันทำให้ฉันเสียใจมาก เพราะตั้งแต่เล็ก พี่ชายก็ดีกับฉันมากมาตลอด และบ่อยครั้งที่เขาดูแลเรื่องความต้องการที่จำเป็นของครอบครัวเรา  เขาจัดการเตรียมการงานให้ลูกสาวฉัน  ฉันรู้สึกสำนึกบุญคุณต่อเขามากเสมอ  ถ้าเขาต้องตกงานเพราะการเชื่อในพระเจ้าของฉัน ฉันจะสู้หน้าเขาได้อย่างไร?  และหากว่าทั้งครอบครัวพลอยติดร่างแหไปด้วย นั่นก็คงทำให้พวกเขาเกลียดฉัน  การคิดแบบนี้อยู่ในใจทำให้ฉันค่อนข้างกังวล ฉันจึงต้องสัญญากับพวกเขาว่าฉันจะไม่ไปงานนัดพบต่างๆ หรือประกาศข่าวประเสริฐ  แต่พี่ชายของฉันยังคงกังวลใจ ก่อนจากมาเขาจึงเจาะจงขอสามีของฉันให้จับตาดูฉันอย่างใกล้ชิดมากขึ้น

หลังจากนั้น สามีของฉันก็มักจะมาหาฉันที่ห้องทำงานบ่อยๆ เพราะกลัวว่าฉันจะออกไปงานนัดพบ และเขาจะไม่ยอมให้ฉันอ่านพระวจนะของพระเจ้าที่บ้าน  ฉันจึงต้องแอบอ่านเพราะกลัวสามีจะรู้เข้า  ฉันนึกย้อนไปถึงอดีต ตอนที่สมาชิกครอบครัวฉันยังไม่ได้ห้ามฉันไม่ให้เชื่อในพระเจ้าและไม่ให้เข้าร่วมการนัดพบ  ทว่าตอนนี้ พวกเขากลับรวมหัวกันข่มเหงฉันเพราะกลัวอำนาจของพรรคคอมมิวนิสต์จีนจนฉันไม่อาจเข้าร่วมการนัดพบหรืออ่านพระวจนะของพระเจ้าได้ตามปกติ  ฉันรู้สึกเหมือนการเชื่อในพระเจ้าในประเทศจีนเป็นเรื่องที่ลำบากยากเย็นอย่างมาก  ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะเหล่านี้จากพระเจ้า ความว่า “ด้วยเหตุที่พระเจ้าดำเนินพระราชกิจของพระองค์ในแผ่นดินที่ต่อต้านพระเจ้า พระราชกิจทั้งปวงของพระองค์จึงเผชิญอุปสรรคมหาศาล และพระวจนะเป็นอันมากก็ไม่อาจเป็นจริงได้ทันที  ด้วยเหตุนั้น ผู้คนจึงได้รับการถลุงจากพระวจนะของพระเจ้า ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของความทุกข์เช่นกัน  เป็นเรื่องยากเย็นอย่างยิ่งที่พระเจ้าจะดำเนินพระราชกิจของพระองค์ในแผ่นดินของพญานาคใหญ่สีแดง—แต่พระเจ้าก็ทรงพระราชกิจหนึ่งระยะของพระองค์ผ่านทางความยากเย็นนี้ เพื่อให้พระองค์เผยพระปัญญาและกิจการอันมหัศจรรย์ของพระองค์ได้ และพระเจ้าก็ทรงใช้โอกาสนี้มาทำให้ผู้คนกลุ่มนี้ครบบริบูรณ์  พระเจ้าทรงพระราชกิจแห่งการชำระให้บริสุทธิ์และการพิชิตชัยผ่านทางความทุกข์ของผู้คน ขีดความสามารถของพวกเขา และอุปนิสัยเยี่ยงซาตานทั้งปวงในตัวประชาชนของแผ่นดินอันโสมมนี้ เพื่อให้พระองค์ได้รับพระสิริและได้คนที่เป็นพยานถึงกิจการของพระองค์จากการนี้  นัยสำคัญทั้งมวลของราคาทั้งหมดที่พระเจ้าทรงจ่ายไปเพื่อผู้คนกลุ่มนี้ก็เป็นดังที่กล่าวมา” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระราชกิจของพระเจ้าเรียบง่ายดังที่มนุษย์จินตนาการหรือไม่?)  “ไม่มีสักคนเดียวในหมู่พวกเจ้าที่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมาย—แทนที่จะเป็นดังนั้น พวกเจ้ากลับถูกกฎหมายลงโทษ  ที่เป็นปัญหายิ่งกว่าก็คือผู้คนไม่เข้าใจพวกเจ้า กล่าวคือ ไม่ว่าจะเป็นญาติของเจ้า บิดามารดาของเจ้า เพื่อนของเจ้า หรือเพื่อนร่วมงานของเจ้า ไม่มีใครเข้าใจพวกเจ้าเลย  ครั้นพวกเจ้าถูกพระเจ้าทอดทิ้ง ก็ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่พวกเจ้าจะมีชีวิตอยู่บนแผ่นดินโลกต่อไป แต่ต่อให้เป็นเช่นนั้น ผู้คนก็ไม่สามารถทนอยู่ห่างจากพระเจ้าได้  ซึ่งก็คือนัยสำคัญแห่งการพิชิตผู้คนของพระเจ้า และเป็นพระสิริของพระเจ้า” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระราชกิจของพระเจ้าเรียบง่ายดังที่มนุษย์จินตนาการหรือไม่?)  พระวจนะของพระเจ้าช่างตรงใจฉันเหลือเกิน  ในประเทศจีนอันเป็นประเทศอเทวนิยมนี้ การเชื่อในพระเจ้าและเดินตามเส้นทางที่ถูกต้องในชีวิต พวกเราไม่เพียงไม่มีกฎหมายคุ้มครองอยู่  แต่เรายังถูกกล่าวโทษและจับกุม และแม้แต่ญาติพี่น้องของเราก็พลอยติดร่างแหไปด้วย  ตอนนั้นเองที่ฉันได้เห็นว่า พรรคคอมมิวนิสต์จีนคือมารที่เกลียดชังพระเจ้า  ในประเทศจีนนั้น หากบุคคลหนึ่งเชื่อในพระเจ้าและติดตามพระเจ้า พวกเขาไม่แคล้วต้องถูกข่มเหง แต่พระเจ้าก็ทรงทำให้ความเชื่อของผู้คนเพียบพร้อมโดยผ่านทางความทุกข์นี้นี่เอง  เมื่อได้เข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้าฉันก็รู้สึกทุกข์ใจน้อยลง และเต็มใจที่จะพึ่งพาพระเจ้าเพื่อรับประสบการณ์กับสภาพแวดล้อมนี้  ผ่านไปสองเดือน การสามีของฉันก็เคร่งครัดน้อยลงในการกำกับดูแลฉัน และฉันก็เริ่มแอบเข้าร่วมการนัดพบอีกครั้ง

ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2015 ฉันประกาศข่าวประเสริฐกับเพื่อนคนหนึ่ง  ครอบครัวของเธอรู้เข้าและขู่จะรายงานเรื่องฉัน  พี่ชายของฉันกลัวว่าการที่ฉันถูกจับกุมจะมีผลกับอาชีพการงานของเขา ดังนั้นหลังเทศกาลฤดูใบไม้ผลิ เขากับครอบครัวของฉันจึงส่งฉันไปโรงพยาบาลจิตเวช  วันนั้น ลูกชาย ลูกสาว พี่ชาย และพี่สาวของฉันอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา  ลูกสาวของฉันเป็นโรคซึมเศร้า ตอนที่พวกเราผ่านโรงพยาบาลจิตเวชแห่งนั้น เธอก็ใช้ภาวะนอนไม่หลับในช่วงนั้นเป็นข้ออ้างเพื่อเข้าไปรับยา  ฉันไม่คาดคิดว่าเมื่อเธอออกมา เธอจะพาพยาบาลสองคนพร้อมเชือกในมือมามัดฉันด้วย  สุดท้ายฉันจึงได้ตระหนักว่าพวกเขากำลังจะส่งฉันเข้าโรงพยาบาลจิตเวช แต่ฉันก็วิ่งไม่ทันเสียแล้ว  ครอบครัวของฉันใช้กำลังทั้งผลักทั้งลากฉันเข้าไปในโรงพยาบาล  ฉันดิ้นรนอย่างไม่คิดชีวิตพร้อมทั้งพูดว่าฉันไม่ได้ป่วย แต่ก็ไม่มีใครสนใจ  เมื่อได้เห็นว่าสมาชิกครอบครัวของฉันช่างใจร้ายใจดำนัก ฉันก็คิดว่า “ไม่ว่าพวกเธอจะข่มเหงฉันอย่างไร ฉันก็จะไม่มีวันล้มเลิกการเชื่อในพระเจ้า”  พอฉันเผลอ พยาบาลสองคนก็ผลักฉันลงบนเตียงและบังคับฉีดยาให้ฉัน  หลังจากถูกฉีดยา ฉันรู้สึกวิงเวียนและอ่อนเพลียเกินจะต่อต้าน  จากนั้น พวกเขาก็ทำสิ่งที่เรียกกันว่าการตรวจร่างกาย  พยาบาลพูดว่าความดันโลหิตของฉันสูงเกินไป และพูดว่าฉันควรค้างคืนที่โรงพยาบาลเพื่อเฝ้าสังเกตอาการ  คืนนั้น ฉันนอนอยู่บนเตียงในโรงพยาบาลและคิดย้อนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้น และรู้สึกถึงความเศร้าที่ประดังขึ้นมา  ฉันไม่คิดไม่ฝันเลยว่า ครอบครัวของฉันจะส่งฉันเข้าโรงพยาบาลจิตเวชเพียงเพื่อจะปกป้องผลประโยชน์ของพวกเขาเอง และเพื่อให้ไม่ติดร่างแหไปกับฉันด้วย  ช่างโหดร้ายเหลือเกิน  คนเหล่านี้เป็นครอบครัวของฉันได้อย่างไร?  พวกเขาเป็นเพียงฝูงมารเท่านั้น!  วันต่อมา ฉันเห็นใบรับรองแพทย์ซึ่งเขียนว่า “อาการผิดปกติทางจิตรุนแรงจากการเชื่อในลัทธิ มีแนวโน้มที่จะเกิดภาวะคลุ้มคลั่งฉับพลันเมื่อติดต่อกับผู้เชื่อในพระเจ้า”  ฉันยังได้ยินมาจากแพทย์ว่าฉันต้องนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล เพราะการบำบัดอาการของฉันนั้นใช้เวลา  ลูกสาวพูดกับฉันว่า “คุณลุงอธิบายกับผู้อำนวยการโรงพยาบาลแล้ว แม่ควรอยู่ที่นี่สักสองสามวันและคิดเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ให้ชัดเจน  ไว้ตอนที่แม่บอกว่าไม่เชื่อในพระเจ้าอีกต่อไปแล้ว พวกเราจะมารับแม่นะคะ”  ฉันโกรธเป็นไฟ ฉันถูกเรียกว่าผู้ป่วยจิตเวชโดยไร้เหตุผลที่ชัดเจนเพราะเชื่อในพระเจ้า ทั้งหมดล้วนเป็นความผิดของพรรคคอมมิวนิสต์จีน!  หากไม่ใช่เพราะการที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนจับกุมและข่มเหงผู้คนที่เชื่อในพระเจ้า กุเรื่องโกหกเพื่อหลอกลวงผู้คน และดึงครอบครัวของพวกเขามาเกี่ยวข้อง ฉันคงไม่ถูกส่งเข้าโรงพยาบาลจิตเวช  ตอนนี้เองที่ฉันนึกถึงพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “มารมัดร่างของมนุษย์ทั้งหมดอย่างแน่นหนา มันคลุมดวงตาสองข้างของเขา และปิดผนึกริมฝีปากของเขาไว้แน่น  กษัตริย์แห่งพวกมารได้อาละวาดมาเป็นเวลาหลายพันปีแล้วจนถึงทุกวันนี้ที่มันยังคงเฝ้าดูเมืองผีนี้อย่างใกล้ชิด ราวกับเป็นวังของพวกปีศาจที่ไม่อาจผ่านเข้าไปได้ ในขณะเดียวกัน สุนัขยามฝูงนี้ก็ถลึงตาจ้องเขม็ง เกรงกลัวอยู่ลึกๆ ว่าพระเจ้าจะทรงจับพวกมันโดยไม่ทันรู้ตัวและกวาดล้างพวกมันไปทั้งหมด ทิ้งให้พวกมันไม่มีสถานที่แห่งสันติสุขและความสุข  ผู้คนแห่งเมืองผีเช่นเมืองนี้จะเคยมองเห็นพระเจ้าได้อย่างไร?  พวกเขาเคยชื่นชมความน่ารักและความดีงามของพระเจ้าหรือ?  พวกเขาจะสามารถเข้าใจในเรื่องราวของโลกมนุษย์ได้อย่างไร?  พวกเขาคนใดสามารถเข้าใจเจตนารมณ์ที่กระตือรือร้นของพระเจ้า?” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, งานและการเข้าสู่ (8))  พระวจนะของพระเจ้าถูกต้องทุกประการ  ไม่มีเสรีภาพสำหรับผู้ที่เกิดในประเทศของพญานาคใหญ่สีแดงเลย  พรรคคอมมิวนิสต์จีนปราบปรามและข่มเหงคริสตชนอย่างบ้าคลั่ง และแม้กระทั่งโรงพยาบาลจิตเวชเองก็กลายเป็นสถานที่ทรมานคริสตชนไปแล้ว  ฉันมีสติสมบูรณ์ แต่กลับถูกขังในโรงพยาบาลจิตเวชเพื่อบังคับให้ฉันทรยศพระเจ้า  ฉันเกลียดพรรคคอมมิวนิสต์จีนผู้บงการเบื้องหลังทุกสิ่งทุกอย่าง  ยิ่งมันข่มเหงฉันมากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งทำให้ฉันเห็นชัดเจนมากขึ้นเท่านั้นถึงแก่นแท้เยี่ยงมารของมันซึ่งเป็นปรปักษ์ต่อพระเจ้า อีกทั้งยังเสริมความแข็งแกร่งให้กับความมั่นใจของฉันในการติดตามพระเจ้า

ต่อมา แพทย์ได้พูดกับครอบครัวของฉันว่า “ไม่ต้องกังวลนะ ให้เธออยู่ที่นี่สักสองสามเดือน แล้วพอเธอออกไป เธอก็จะสัญญาว่าจะไม่เชื่อในพระเจ้า”  ครอบครัวของฉันเชื่อว่านี่คือเรื่องจริง พวกเขาจึงทำเอกสารเพื่อส่งมอบตัวฉันให้แก่ทางโรงพยาบาล  หลังจากนั้น ฉันก็ถูกฉีดยาวันละสามครั้ง รวมถึงต้องกินยาตามเวลาอาหารสามมื้อเหมือนผู้ป่วยคนอื่นภายใต้การกำกับดูแลของพวกพยาบาล  ทีแรกฉันไม่ยอมรับทั้งยาฉีดและยากิน  จนพยาบาลขู่ฉันว่า “ถ้าคุณไม่ให้ความร่วมมือ พวกเราจะจับคุณมัดและบังคับให้กินเข้าไป!”  ฉันเคยเห็นกับตาเลยว่าพวกผู้ป่วยที่ไม่ยอมรับการรักษาถูกมัดติดกับเตียงและทรมานอย่างไร  ครั้นได้รู้เห็นการทรมานผู้ป่วยอย่างโหดร้ายของพวกเขา ฉันจึงรู้สึกว่าตนเองต้องเชื่อฟังอย่างไม่มีทางเลือก

มื้อเที่ยงวันหนึ่ง ฉันไม่ไปรับประทานอาหารและนั่งร้องไห้เงียบๆ อยู่บนเก้าอี้ พลางคิดกับตัวเองว่า “ฉันถูกขังอยู่ที่นี่ทั้งๆ ที่ไม่ได้ป่วย แถมยังพูดกับใครไม่ได้ด้วยซ้ำ ฉันไม่อาจอ่านพระวจนะของพระเจ้า ไม่อาจทำหน้าที่ของตนเองให้ลุล่วงได้ และฉันต้องฉีดยาและกินยาทุกวัน  เมื่อไรเรื่องนี้จะจบลงเสียที?…”  ยิ่งคิดถึงเรื่องนี้ฉันก็ยิ่งเศร้ามากขึ้น  เมื่อเห็นว่าฉันไม่ไปรับประทานอาหาร พยาบาลก็ขู่ฉันว่า “ถ้าคุณไม่กิน เราจะใช้เชือกมัดคุณ เหมือนผู้ป่วยเมื่อครู่นี้  เราจะมัดคุณกับเตียง สอดท่อเข้าจมูกคุณ และกรอกอาหารเข้าไป!”  ฉันนึกถึงภาพอันน่าเวทนาของผู้ป่วยที่กรีดร้องด้วยความทรมานที่เพิ่งเห็นไป จึงต้องไปรับประทานนอาหารอย่างไม่มีทางเลือก  ระหว่างอยู่ที่โรงพยาบาล ทุกๆ วันฉันจะเห็นว่าผู้ป่วยที่ไม่ให้ความร่วมมือในการรักษาจะถูกทารุณกรรมและกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ซึ่งดูน่ากลัวมาก  ทุกๆ วันฉันรู้สึกเหมือนอยู่ในถ้ำของมารและร้อนใจมาก  ฉันกังวลเหลือเกินว่าการอยู่กับผู้ป่วยจิตเวชเหล่านี้ทั้งวัน รวมถึงการที่บรรดาแพทย์บังคับให้ฉันกินยาและฉีดยาให้ฉัน อาจจะทำให้ฉันกลายเป็นผู้ป่วยจิตเวชเข้าจริงๆ  หากว่าเป็นเช่นนั้น ฉันก็จะไม่สามารถเชื่อในพระเจ้าได้อีกต่อไป แล้วฉันจะมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร?  ฉันอธิษฐานต่อพระเจ้าด้วยความเจ็บปวดและอับจนหนทาง ขอให้พระองค์ทรงนำฉันบนหนทางข้างหน้า  หลังคำอธิษฐาน ฉันก็นึกถึงพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “‘ความเชื่อ’ อ้างอิงถึงอะไรเล่า?  ความเชื่อคือการเชื่อที่จริงแท้และหัวใจที่จริงใจซึ่งมนุษย์ควรครองเมื่อพวกเขาไม่สามารถมองเห็นหรือสัมผัสบางสิ่งได้ เมื่อพระราชกิจของพระเจ้าไม่อยู่ในแนวเดียวกับมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์ เมื่อมันอยู่ไกลเกินเอื้อมของมนุษย์  นี่คือความเชื่อที่เราพูดถึง  ผู้คนมีความจำเป็นต้องมีความเชื่อในระหว่างช่วงเวลาแห่งการทนทุกข์ และระหว่างช่วงเวลาแห่งการถลุง และเมื่อพวกเขามีความเชื่อ พวกเขาก็จะเผชิญกับการถลุง การถลุงและความเชื่อไม่สามารถแยกออกจากกันได้  ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงพระราชกิจอย่างไร และไม่ว่าสภาพแวดล้อมของเจ้าจะเป็นเช่นไร ถ้าเจ้าสามารถไล่ตามเสาะหาชีวิตและแสวงหาความจริง ไล่ตามเสาะหาที่จะรู้จักพระราชกิจของพระเจ้า ไล่ตามเสาะหาที่จะรู้จักกิจการของพระองค์ และสามารถกระทำการให้สอดคล้องกับความจริงได้ นี่ก็คือการมีความเชื่อที่แท้จริง และพิสูจน์ให้เห็นว่าเจ้ายังไม่ได้สูญสิ้นความเชื่อในพระเจ้า” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, บรรดาผู้ที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมต้องก้าวผ่านกระบวนการถลุง)  พระวจนะของพระเจ้าทำให้ฉันเข้าใจว่า สภาพแวดล้อมนี้คือบททดสอบสำหรับฉันเพื่อดูว่าฉันมีความเชื่อที่แท้จริงหรือไม่  ฉันนึกถึงตอนที่ดาเนียลถูกโยนเข้าไปในถ้ำสิงโต  พระเจ้าทรงอยู่กับเขา และพระเจ้าทรงผนึกปากของสิงโตไว้ ดาเนียลจึงไม่ได้รับบาดเจ็บเลยแม้แต่น้อย  ฉันเห็นว่าดาเนียลมีความเชื่อในพระเจ้า ยืนหยัดเป็นคำพยานให้แก่พระเจ้า และประจักษ์ถึงกิจการของพระเจ้า ฉันจึงไม่ควรใช้ชีวิตด้วยความขลาดกลัวอีกต่อไป  ฉันต้องพึ่งพาความเชื่อในพระเจ้าของฉันเพื่อยืนหยัดเป็นพยานให้แก่พระเจ้า  เมื่อตระหนักถึงเรื่องนี้ได้ ฉันก็รู้สึกเจ็บปวดในหัวใจน้อยลง

ครั้งหนึ่งราวตีสองเศษ มีใครบางคนตบฉันเบาๆ สองครั้งขณะที่ฉันกำลังหลับ  ฉันลุกพรวดขึ้นมานั่งและตกใจเมื่อเห็นว่าใครคนหนึ่งยืนอยู่ข้างเตียง  ผู้ป่วยจิตเวชคนนั้นหัวเราะใส่ฉันและพูดพล่ามไร้สาระ  ฉันไล่เธอ แต่เธอกลับยืนหัวเราะอยู่อย่างนั้นไม่ยอมไป  ตอนนั้นเอง ผู้ป่วยคนอื่นๆ ในห้องก็ตื่นขึ้นเหมือนกัน จนในที่สุดพยาบาลก็เข้ามาไล่เธอออกไป  ส่วนมากผู้ป่วยจิตเวชเหล่านี้ถูกวิญญาณชั่วสิงสู่  และฉันจำต้องอยู่กับพวกเขาทุกวัน  หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่ช้าก็เร็วความทรมานคงผลักให้ฉันเสียสติไปด้วยเช่นกัน  ยิ่งคิดเรื่องนี้ฉันก็ยิ่งเจ็บปวด  ตลอดช่วงเวลานั้น ฉันหยุดร้องเพลงและหยุดใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้า  ฉันหดหู่มาก และคิดว่าถ้าเพียงมีคนให้สามัคคีธรรมด้วยได้คงจะวิเศษไปเลย  ฉันอธิษฐานต่อพระเจ้าและนำความยากลำบากและความเจ็บปวดนี้ทูลแด่พระองค์  ในเช้าวันหนึ่งหลังผ่านไปได้ราวสามหรือสี่วัน ขณะกำลังดูโทรทัศน์กับผู้ป่วยคนอื่นๆ ในห้องโถง  ฉันก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งอายุประมาณสามสิบปี ฉันรู้สึกคุ้นเคยกับเธอราวกับเคยพบกันมาก่อน  หลังได้พูดคุยกัน ฉันก็พบว่าเธอเชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ เธอถูกบังคับส่งตัวมาโรงพยาบาลจิตเวชเหมือนฉันเพราะครอบครัวของเธอฟังข่าวลือของพรรคคอมมิวนิสต์จีน  หลังได้พบกับพี่น้องหญิงที่นั่น  ฉันมีความสุขมากที่ในที่สุดก็มีเพื่อนคุยเสียที  พระเจ้าทรงจัดการเตรียมการให้ฉันพบกับพี่น้องหญิงที่นั่น ให้เราได้สามัคคีธรรมและหนุนใจซึ่งกันและกัน ฉันจึงรู้สึกขอบคุณพระเจ้าเป็นอย่างยิ่ง

ที่โรงพยาบาลจิตเวชจะมีเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์คอยเฝ้าอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง  เราจึงต้องแอบหาโอกาสสามัคคีธรรมถึงพระวจนะของพระเจ้า พูดคุยเรื่องประสบการณ์และความเข้าใจของพวกเรา รวมถึงช่วยเหลือและหนุนใจกันและกัน  ครั้งหนึ่ง ในห้องกิจกรรมของผู้ป่วย ฉันกระซิบกับเธอว่า “ฉันกลัวว่าถ้าอยู่ที่นี่นานเกินไป ฉันจะกลายเป็นผู้ป่วยโรคจิตเสียเอง ฉันอยากออกไปจริงๆ แต่ก็ไปไม่ได้ และมันเจ็บปวดเหลือเกิน”  เธอกระซิบตอบฉันด้วยพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งว่า “หัวใจและจิตวิญญาณของมนุษย์ถูกกุมไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า และทุกอย่างในชีวิตของเขาก็อยู่ในสายพระเนตรของพระเจ้า  ไม่ว่าเจ้าจะเชื่อเรื่องทั้งหมดนี้หรือไม่ก็ตาม ทุกสิ่งและทุกอย่าง ไม่ว่าที่มีชีวิตอยู่หรือตายแล้วก็ตาม จะเคลื่อนย้าย เปลี่ยนแปลง เกิดขึ้นมาใหม่และปลาสนาการไปตามพระดำริของพระเจ้า  นี่คือวิธีที่พระเจ้าทรงครองอธิปไตยเหนือสรรพสิ่ง” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตมนุษย์)  เธอยังเล่าประสบการณ์ของตนเองในโรงพยาบาลจิตเวชให้ฉันฟังด้วย และบอกฉันว่าพระเจ้าทรงควบคุมทุกสรรพสิ่ง ฉันจึงไม่ควรกลัว และควรพึ่งพาพระเจ้าให้มากขึ้น  ฉันตระหนักว่าทุกอย่างอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า และซาตานไม่อาจทำอะไรฉันได้หากพระเจ้าไม่ทรงอนุญาต  ด้วยการนำแห่งพระวจนะของพระเจ้า ฉันจึงไม่รู้สึกกลัวมากอีกต่อไป

ต่อมา ฉันกับพี่น้องหญิงได้เขียนพระวจนะของพระเจ้า รวมถึงบทเพลงสรรเสริญที่เรานึกขึ้นได้ส่งให้แก่กันเพื่อเป็นการหนุนใจ  ครั้งหนึ่ง พี่น้องหญิงคนนี้ได้มอบบันทึกที่เขียนบทเพลงสรรเสริญไว้ให้ฉัน  เนื้อเพลงมีใจความว่า “แม้ว่าศีรษะของพวกเราอาจแตกและเลือดของพวกเราอาจไหลหลั่ง แต่กระดูกสันหลังของประชากรของพระเจ้าก็ไม่สามารถทำให้งอได้  ด้วยคำเตือนสติของพระเจ้าซึ่งรัดรึงหัวใจของฉัน ฉันมุ่งมั่นที่จะดูหมิ่นซาตานมารร้าย  ความเจ็บปวดและความยากลำบากได้ถูกพระเจ้าทรงลิขิตไว้ล่วงหน้า  ฉันจะสัตย์ซื่อและเชื่อฟังพระองค์จนตาย  ฉันจะไม่มีวันเป็นเหตุให้พระเจ้าทรงร่ำไห้อีก และไม่มีวันเป็นเหตุให้พระองค์ทรงกังวลอีกเลย” (“ฉันปรารถนาที่จะเห็นวันแห่งพระสิริของพระเจ้า” ใน ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ)  เนื้อเพลงเหล่านี้มอบแรงบันดาลใจให้แก่ฉัน และฉันรู้สึกว่าหัวใจของฉันเข้มแข็งขึ้น  ไม่ว่าซาตานปฏิบัติต่อฉันอย่างไรฉันก็จะไม่มีวันทรยศพระเจ้า  ฉันต้องยืนหยัดเป็นพยานและทำให้ซาตานอับอายให้ได้

โดยทั่วไปแล้ว ฉันจะได้พูดคุยกับหัวหน้าแพทย์สัปดาห์ละครั้ง และแต่ละครั้งเธอจะโน้มน้าวให้ฉันล้มเลิกการเชื่อในพระเจ้า  ฉันรู้ว่าเธอติดตามและทำงานให้กับพรรคคอมมิวนิสต์จีน ฉันจึงไม่สนใจเธอ  หลังจากนั้นเธอก็มาคุยกับฉันอีกและถามว่าฉันคิดอย่างไรกับการมารักษาตัวที่โรงพยาบาล  ฉันคิดว่า “พวกคุณทุกคนก็รู้ว่าฉันไม่ได้ป่วย แต่คุณกลับปฏิบัติต่อฉันราวกับเป็นผู้ป่วยจิตเวชและขังฉันไว้ที่นี่เพราะฉันเชื่อในพระเจ้า  คุณบังคับให้ฉันกินยาและฉีดยาทุกวัน  ในฐานะแพทย์ คุณกลับทรมานฉันโดยไม่มีมโนธรรมสักนิด แล้วตอนนี้จะมาถามฉันว่าคิดอย่างไรน่ะหรือ?”  ฉันถามเธออย่างกล่าวโทษอยู่ในทีว่า “ฉันไม่ได้ป่วย ทำไมพวกคุณถึงยืนกรานว่าฉันป่วยและปฏิบัติต่อฉันเหมือนผู้ป่วยจิตเวชล่ะ?”  เธอเหลือบมองฉันและพูดอย่างชั่วร้ายว่า “ฉันจะบอกคุณตรงๆ นะ การตรวจสุขภาพที่เราทำให้คุณมันไม่สำคัญเลย  สิ่งที่สำคัญก็คือการที่คุณเชื่อในพระเจ้าทำให้คุณผิดปกติ  อาการของคุณร้ายแรงกว่าผู้ป่วยจิตเวชเหล่านั้นมาก  ฉันขอบอกให้รู้ไว้ว่า คุณไม่ใช่ผู้เชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คนแรกหรือคนสุดท้ายของเราที่นี่  ถ้าคุณยืนกรานที่จะเชื่อต่อไป คุณจะถูกคุมตัวไว้สองถึงสามปี  ฉันเป็นคนชี้ขาดที่นี่ คุณจะป่วยหรือไม่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของฉัน!”  เมื่อได้ยินเช่นนี้ฉันก็โกรธมาก  โรงพยาบาลเป็นสถานที่สำหรับช่วยเหลือผู้ที่กำลังจะจากโลกนี้ไปและดูแลคนป่วย แต่ตอนนี้โรงพยาบาลเหล่านี้กลายเป็นสถานที่ให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนทรมานคริสตชน  พวกเราเชื่อในพระเจ้าและเดินบทเส้นทางที่ถูกต้องในชีวิต แต่พรรคคอมมิวนิสต์จีนกลับใช้วิธีการอันน่ารังเกียจทุกอย่างเพื่อทำร้ายผู้ที่เชื่อในพระเจ้า  พวกมันคือมารร้ายโดยแก่นแท้ เป็นพรรคการเมืองที่มีแต่ความชั่ว!  ฉันถูกพรรคคอมมิวนิสต์จีนข่มเหง ถูกครอบครัวปฏิเสธ และถูกพวกแพทย์ทรมานด้วยยาเพราะเชื่อในพระเจ้า  ฉันเห็นได้อย่างชัดเจนว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นเพียงมารที่มายังแผ่นดินโลกเท่านั้น  พวกมันคือซาตานที่ต้านทานพระเจ้าและทำร้ายผู้คน  ต่อมา ฉันกับพี่น้องหญิงคนนี้ได้ประกาศข่าวประเสริฐให้แก่บรรดาผู้เชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าที่เราพบที่โรงพยาบาล  บางคนถูกส่งมารักษาตัวที่โรงพยาบาลด้วยโรคนอนไม่หลับ และบางคนก็ถูกรัฐบาลบังคับนำตัวมาเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้า  ท้ายที่สุด พวกเขาบางคนก็ยอมรับพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

จากการที่แพทย์บังคับให้ฉันฉีดยาและกินยาทุกวัน  สุขภาพของฉันจึงแย่ลงเรื่อยๆ  ฉันรู้สึกเหนื่อยและวิงเวียน ทั้งยังอยากนอนอยู่ตลอด ไหล่ของฉันรู้สึกหนักอึ้ง และแทบไม่มีแรงยกแขนขึ้นเลย  ฉันขอให้พวกแพทย์หยุดให้ยาฉันแต่พวกเขาไม่ฟัง  ต่อมา อาการของฉันก็แย่ลงเรื่อยๆ  ฉันปวดหัวอยู่ตลอด และรู้สึกเหมือนตกอยู่ในภวังค์ทุกวัน  ฉันสะลึมสะลือ ไม่สบายตัว และหงุดหงิดมากเสมอ  มือของฉันสั่นเทา และไม่สามารถใช้ตะเกียบคีบอะไรได้  ฉันฝันร้ายอยู่บ่อยครั้ง อีกทั้งความจำของฉันก็เสื่อมถอย  ฉันมักจะวางของแล้วลืมทันทีว่าวางไว้ที่ไหน รวมถึงไม่อาจลำดับความคิดได้  ต่อมา ฉันก็จะตามหาสิ่งที่ฉันถืออยู่ในมือ และมีอาการสะลึมสะลืออย่างหนักในทุกวัน  ฉันเคยรู้สึกสะลึมสะลืออยู่เพียงไม่กี่นาที ทว่าต่อมาช่วงเวลาเหล่านี้ก็เพิ่มจากสิบนาทีเป็นครึ่งชั่วโมง  มันน่าอึดอัดเหลือเกิน และฉันไม่อาจควบคุมสติได้เลย  ฉันรู้สึกเหมือนมีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาและอยากร้องไห้อยู่ตลอด  ฉันอธิษฐานต่อพระเจ้าอยู่ในใจเงียบๆ ขอให้พระองค์ทรงช่วยฉันให้รอดจากความโหดร้ายของซาตานไปได้  สี่สิบกว่าวันในโรงพยาบาลผ่านไป ลูกสาวก็มาเยี่ยมฉัน  วันนั้น ฉันกำลังนั่งก้มหน้าก้มตาอยู่ในห้องโถง  เมื่อได้ยินลูกสาวเรียก ฉันก็เงยหน้าขึ้นมองเธอด้วยความมึนงงอยู่สองสามวินาที จากนั้นฉันก็ยืนขึ้นช้าๆ  พลางเดินไปหาเธอ ดึงแขนเธอแล้วร้องไห้ว่า “พาแม่กลับบ้าน พาแม่กลับบ้าน…”  ผ่านไปชั่วครู่ ฉันก็เริ่มหัวเราะอีก  ลูกสาวของฉันพูดอย่างประหลาดใจว่า “ทำไมแม่กลายเป็นแบบนี้?  แม่ป่วยจริงๆ หรือ?”  ลูกสาวพาฉันไปบ้านพี่ชายของฉัน  เขาเอ็ดเธอว่า “เธอพาแม่กลับมาทำไม?”  จากนั้นเขาก็ถามฉันว่าฉันยังเชื่อในพระเจ้าอยู่หรือไม่  ในตอนนั้นสติของฉันแจ่มชัดขึ้นเล็กน้อย และฉันพูดอย่างหนักแน่นว่า “ใช่!  ฉันเชื่อในพระเจ้า ฉันไล่ตามเสาะหาความจริง และฉันพยายามเป็นคนดีและเดินบนเส้นทางที่ถูกต้อง  ทำไมฉันถึงไม่ควรเชื่อล่ะ?”  พี่สะใภ้ของฉันพูดว่า “ดูเหมือนเธอจะอยู่ในนั้นไม่นานพอ  ได้เวลาส่งเธอกลับไปแล้ว”  ฉันพูดด้วยความโกรธว่า “พี่ให้ฉันรับการรักษาที่ป่าเถื่อนแบบนั้นแล้ว และยังอยากให้ฉันกลับไปอีก  โหดร้ายเกินไปแล้ว!  ถ้าทำแบบนี้ ไม่ช้าก็เร็วพี่จะถูกลงโทษ!”  เมื่อได้ยินฉันพูดแบบนั้นพวกเขาก็ไม่พูดอะไรอีก และพี่ชายของฉันก็ขอให้ลูกสาวของฉันทำเรื่องให้ฉันออกจากโรงพยาบาลอย่างเสียไม่ได้

หลังได้รับการปล่อยตัวจากโรงพยาบาล ฉันก็ปวดหัวตลอดเวลา และตกอยู่ในภวังค์ทุกวัน  ฉันมักจะตกอยู่ในความงุนงงเป็นครั้งคราว  และเวลาปิดไฟในตอนกลางคืนฉันก็จะรู้สึกกลัวมาก เพราะรู้สึกเหมือนกลับไปอยู่ในโรงพยาบาลจิตเวช แถมฉันยังฝันร้ายอยู่บ่อยครั้ง  ตามคำบอกเล่าของสามี บางครั้งฉันก็หัวเราะและร้องไห้ขึ้นมาเสียเฉยๆ แถมยังอารมณ์เสียใส่เขาอยู่บ่อยๆ  ฉันหวั่นใจและคิดว่า “ฉันป่วยทางจิตจริงๆ หรือ?  ถ้าเช่นนั้น ในอนาคตฉันจะเชื่อในพระเจ้าได้อย่างไร?”  ฉันคุกเข่าลงตรงหน้าเตียงและอธิษฐานต่อพระเจ้าทั้งน้ำตาว่า “พระเจ้า ทุกสิ่งที่ข้าพระองค์เป็นในวันนี้ล้วนเกิดจากพญานาคใหญ่สีแดง  ข้าพระองค์เกลียดมัน!  พระเจ้า โปรดทรงคุ้มครองข้าพระองค์ โปรดทรงช่วยข้าพระองค์ให้รอดด้วยเถิด…”  หลังจากอธิษฐาน ฉันก็รู้สึกสงบลงเล็กน้อย  สองสัปดาห์ต่อมา อาการของฉันก็ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และฉันสามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองอย่างมีสติ  สามเดือนต่อมา โดยทั่วไปแล้วสภาวะจิตใจของฉันได้มาเป็นปกติ และสุขภาพจิตของฉันก็ดีขึ้นมาก ทว่าความจำของฉันยังคงแย่อยู่มาก  หกเดือนให้หลัง ฉันก็เริ่มเข้าร่วมการนัดพบและปฏิบัติหน้าที่ของตนเองอีกครั้ง

กว่าสี่สิบห้าวันที่ฉันใช้ชีวิตอยู่ในโรงพยาบาลจิตเวชนั้น ได้สร้างความเสียหายต่อร่างกายและจิตใจของฉันอย่างมาก  การทรมานนี้ทำให้ฉันเห็นถึงแก่นแท้เยี่ยงปีศาจของพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่เกลียดชังความจริงและเป็นปรปักษ์กับพระเจ้าได้อย่างชัดเจน  ฉันเกลียดเหล่ามารพรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างที่สุด และฉันก็ปฏิเสธและละทิ้งมันจากหัวใจ  ขณะเดียวกัน ฉันก็ได้เห็นถึงแก่นแท้ของครอบครัวของตนเองได้อย่างทะลุปรุโปร่งด้วย  พวกเขาติดตามพรรคคอมมิวนิสต์จีนและใช้วิธีอันชั่วร้ายเพื่อบังคับให้ฉันล้มเลิกการเชื่อในพระเจ้า และถึงกับส่งฉันเข้าโรงพยาบาลจิตเวชเพียงเพราะฉันเชื่อในพระเจ้าและพวกเขากลัวว่าจะพลอยติดร่างแห อีกทั้งสถานะและอนาคตของพวกเขาจะได้รับผลกระทบไปด้วย  พวกเขาไม่ได้สนใจเลยว่าฉันจะอยู่หรือตาย  แล้วฉันจะเรียกสิ่งนี้ว่าครอบครัวได้อย่างไร?  มันคือมารร้ายต่างหาก!  หลังจากประสบกับสภาพแวดล้อมเช่นนี้ ฉันก็รู้สึกถึงความรักและความรอดที่พระเจ้าทรงมีต่อฉันได้อย่างแท้จริง  ในโรงพยาบาลจิตเวช ตอนที่ฉันกลัว เป็นทุกข์ และอับจนหนทาง พระเจ้าก็ทรงใช้พระวจนะของพระองค์เพื่อให้ความรู้แจ้ง เพื่อนำ รวมถึงมอบความมั่นใจและกำลังแก่ฉันครั้งแล้วครั้งเล่า อีกทั้งพระองค์ยังทรงจัดการเตรียมการให้พี่น้องหญิงคนหนึ่งมาช่วยเหลือและหนุนใจฉัน  หากไร้ซึ่งการทรงคุ้มครองของพระเจ้า มารร้ายพวกนั้นคงผลักไสให้ฉันเป็นบ้าและไม่ยินดียินร้ายโดยสิ้นเชิงไปแล้ว  ฉันได้เห็นถึงการทรงจัดการเตรียมการ มหิทธานุภาพ รวมถึงพระปัญญาอันเปี่ยมด้วยอธิปไตยของพระเจ้า  ฉันยังรู้สึกอย่างแท้จริงว่ามีเพียงพระเจ้าที่ทรงหนุนใจฉันอยู่ทุกเมื่อ และมีเพียงพระเจ้าที่ทรงช่วยผู้คนให้รอดได้ อีกทั้งฉันได้รับความเชื่อในพระเจ้าที่ยิ่งใหญ่ขึ้นด้วย  ขอบคุณพระเจ้า!

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

มองทะลุความชั่วของศิษยาภิบาล

โดย เสี้ยว ฉือ, พม่า เดือนกันยา 2020 ผมได้พบพี่คนหนึ่งทางออนไลน์ เธอบอกผมว่าองค์พระเยซูเจ้าได้กลับมาเป็นพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์...

แขวนอยู่บนเส้นด้าย

โดย Zhang Hui, ประเทศจีน ในปี 2005 ไม่นานหลังจากผมยอมรับพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์...

Leave a Reply

ติดต่อเราผ่าน Messenger