วิธีที่ผมแก้ไข การโกหกของตัวเอง

วันที่ 29 เดือน 10 ปี 2026

โดย เสี่ยวชง ประเทศจีน

ในเดือนธันวาคม ปี 2023 ผมรับผิดชอบงานให้น้ำของคริสตจักรหลายแห่ง ในตอนนั้น ผมมีความกระตือรือร้นในหน้าที่อย่างมาก และพอจะจับความเข้าใจสถานการณ์พื้นฐานของผู้มาใหม่ จนถึงเดือนมีนาคม ปี 2024 จำนวนผู้มาใหม่ที่คริสตจักรเจียงหลินค่อยๆ เพิ่มขึ้น และผู้ดูแลก็ได้จัดแจงให้ผมรับผิดชอบงานให้น้ำของคริสตจักรแห่งนี้ครับ เนื่องจากคริสตจักรแห่งนี้อยู่ไกลจากคริสตจักรแห่งอื่นๆ ที่ผมรับผิดชอบอยู่เล็กน้อย และสภาพแวดล้อมก็เลวร้ายจากการที่ตำรวจทำการจับกุมอยู่บ่อยครั้ง ผู้ดูแลจึงเตือนผมว่า ถ้าผมไม่สามารถพบกับผู้มาใหม่ได้ทันเวลา ผมควรเขียนจดหมายถึงผู้ให้น้ำให้มากขึ้น เพื่อที่จะได้เข้าใจว่าผู้มาใหม่เป็นอย่างไรกันบ้าง ในตอนนั้นผมตอบตกลงโดยไม่ลังเล

ต่อมาอีกระยะหนึ่ง ผู้ดูแลเขียนจดหมายมาถามเรื่องต่างๆ อย่างเช่น สภาวะและความลำบากยากเย็นในช่วงนี้ของผู้มาใหม่ และหน้าที่ที่ผู้มาใหม่เหล่านี้เหมาะสมที่จะทำ พอเห็นคำถามเหล่านี้ ผมก็คิดในใจว่า “ผมเพิ่งจะมารับผิดชอบงานให้น้ำที่คริสตจักรเจียงหลิน และผมก็เพิ่งจะจับความเข้าใจสถานการณ์ของผู้มาใหม่เพียงแค่คร่าวๆ เท่านั้น โดยที่ยังมีรายละเอียดไม่มากนัก ผมรับปากกับผู้ดูแลไว้ว่า ผมจะเน้นไปที่การติดตามดูว่าผู้มาใหม่เป็นอย่างไรบ้าง แต่จนถึงตอนนี้ ผมก็ยังไม่ได้ติดตามพวกเขาอย่างถูกควรจริงๆ เลย ถ้าผมตอบไปตามความจริง ผู้ดูแลจะคิดอย่างไรกับผม?  เธอจะคิดว่าผมทำแบบสุกเอาเผากินและไม่ได้ทำงานจริงหรือเปล่า?  เธอจะคิดไหมว่า ทั้งที่ผมก็ทำหน้าที่ให้น้ำมาได้สักพักหนึ่งแล้ว ผมยังไม่คุ้นเคยกับงานเหล่านี้เลย และความสามารถในการทำงานของผมนั้นแย่หรือเปล่า?  แล้วเธอจะดูถูกผมเพราะเหตุนี้หรือเปล่า?”  พอคิดได้แบบนี้ ผมก็ไม่อยากจะตอบเธอ แต่ผมจะเพิกเฉยไม่ตอบเลยก็ไม่ได้เช่นกัน ผมตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเข้าจริงๆ แล้วในตอนนี้ พูดก็ตาย ไม่พูดก็ตายครับ ในวินาทีนั้น ความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัวของผม “ถ้าผมรีบเขียนจดหมายหาผู้ให้น้ำของคริสตจักรเจียงหลินตอนนี้ และชี้แจงเรื่องต่างๆ ให้ชัดเจนก่อนที่จะตอบกลับผู้ดูแล เช่นนั้นผู้ดูแลก็จะไม่คิดว่าผมมีความสามารถในการทำงานที่แย่ และจะไม่คิดว่าผมทำแบบสุกเอาเผากินโดยไม่ได้ทำงานจริง” ดังนั้น ผมจึงรีบเริ่มเขียนจดหมายถึงผู้ให้น้ำของคริสตจักรเจียงหลิน หลังจากเขียนจดหมายเสร็จแล้ว ผมก็ยังคงรู้สึกไม่สบายใจอยู่ดี ผมคิดในใจว่า “ถ้าผู้ให้น้ำตอบกลับมาล่าช้า และผมก็ไม่ได้ตอบกลับผู้ดูแลในทันที เพราะผมยังคงรออยู่ ผู้ดูแลจะมองผมไม่ดีไหม?  ในกรณีนั้น มันอาจจะเปิดโปงว่าผมไม่ได้ติดตามงานอย่างถูกควร ด้วยวิธีนี้ ไม่เพียงแต่ผมจะล้มเหลวในการรักษาศักดิ์ศรีและสถานะของตัวเองเท่านั้น แต่มันยังจะทำให้ผมตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอีกด้วย และถ้าผู้ดูแลถามถึงเหตุผลสำหรับเรื่องนี้ ผมก็จะไม่มีคำอธิบายที่ดี ผมต้องตอบกลับผู้ดูแลก่อน แต่ผมจะพูดอย่างไรดี เพื่อให้ผู้ดูแลคิดว่ามีเหตุผลอันสมควรที่ผมตอบกลับล่าช้าขนาดนี้?  ผู้ดูแลถามคำถามมามากมายเหลือเกิน ดังนั้นหากผมบอกว่าผมได้ติดตามประเด็นทั้งหมดเหล่านี้แล้ว มันก็คงจะไม่สมจริง ผมจะแค่บอกว่า ผมมองข้ามไปประเด็นหนึ่ง และผมกำลังเขียนจดหมายเพื่อติดตามผลเรื่องนั้นอยู่ และจะให้ความคิดเห็นกับเธอไปพร้อมๆ กันหลังจากได้รับคำตอบ ด้วยวิธีนี้ ผู้ดูแลก็จะไม่สามารถตำหนิอะไรผมได้ อย่างไรเสีย ผู้คนก็ไม่ได้คิดถึงทุกประเด็นอย่างครอบคลุมอยู่แล้ว จะตกหล่นไปสักเรื่องสองเรื่องถือเป็นเรื่องปกติ” ดังนั้น ผมจึงตอบกลับผู้ดูแลไปแบบนี้ อีกสองสามวันต่อมา ผู้ให้น้ำของคริสตจักรเจียงหลินได้ตอบกลับมาพร้อมรายละเอียดเกี่ยวกับสถานการณ์ของผู้มาใหม่ และผมก็ได้รายงานเรื่องเหล่านี้ให้ผู้ดูแลทราบทีละประเด็น ผู้ดูแลไม่ได้พูดอะไรเลย และผมก็รู้สึกโล่งอก โดยคิดว่า “โชคดีจริงๆ ที่ผมไม่ได้รายงานสถานการณ์ตามความจริง ไม่อย่างนั้น ผู้ดูแลจะต้องกังขาความสามารถในการทำงานของผมอย่างแน่นอน หรือคิดว่าผมแค่ทำแบบสุกเอาเผากิน และไม่ได้ทำงานจริง หากเป็นเช่นนั้น ผมก็คงจะไม่สามารถรักษาภาพลักษณ์ที่ดีของผมในสายตาของเธอได้”

วันหนึ่ง ในระหว่างการชุมนุม ผมได้อ่านพระวจนะล่าสุดของพระเจ้าที่ว่า บรรดาผู้ที่จัดอยู่ในประเภทมารคือพวกที่โกหกจนเป็นนิสัย ผมก็นึกขึ้นมาได้ว่าผมตอบจดหมายของผู้ดูแลไปอย่างไร เห็นได้ชัดว่าผมไม่ได้ติดตามสถานการณ์ของผู้มาใหม่ แต่ผมกลับอ้างว่ามองข้ามไปเพียงประเด็นเดียว ผมกำลังโกหกและหลอกลวง!  ผมอยากจะเปิดใจและพูดถึงสภาวะที่หลอกลวงของผม แต่แล้วผมก็เปลี่ยนใจ “ก่อนหน้านี้ ผมทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะโกหก นั่นก็เพื่อรักษาภาพลักษณ์ที่ดีของผมในสายตาของผู้ดูแลไม่ใช่หรือ?  หากผมเปิดใจในตอนนี้ ‘ความพยายาม’ ทั้งหมดของผมก่อนหน้านี้ก็จะสูญเปล่าไม่ใช่หรือ?  ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องการเสียหน้าและสถานะด้วย ผู้ดูแลจะมองว่าผมเป็นคนที่เจ้าเล่ห์เพทุบายและหลอกลวงมากอีกด้วย ช่างมันเถอะ ถ้าผมไม่พูดอะไร ก็ไม่มีใครรู้หรอก” ดังนั้น ผมจึงไม่ได้เปิดใจ แต่หลังการชุมนุม ผมก็นึกถึงการที่พระเจ้าตรัสว่า ผู้ที่โกหกจนเป็นนิสัยนั้นเห็นแก่ผลประโยชน์ของตนเองอย่างยิ่ง และทันทีที่ศักดิ์ศรีและสถานะของพวกเขาเข้ามาเกี่ยวข้อง พวกเขาก็จะทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะโกหกและหลอกลวง ผมโกหกเพื่อรักษาศักดิ์ศรีและสถานะของตัวเอง นี่ไม่ใช่พฤติกรรมแบบเดียวกันกับมารหรอกหรือ?  ผมรู้สึกไม่สบายใจและหวาดกลัวอย่างยิ่ง ดังนั้น ผมจึงเปิดใจกับผู้ดูแลเกี่ยวกับเรื่องนี้

หลังจากนั้น ผมแสวงหาพระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้องกับสภาวะของผมเพื่อที่จะเข้าสู่ ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “เจตนาของผู้คนที่หลอกลวงซับซ้อนกว่าเจตนาของคนที่ซื่อสัตย์มากนัก  เรื่องที่อยู่ในความคิดคำนึงของพวกเขามีเหลี่ยมมุมมากมายเกินไป กล่าวคือ พวกเขาต้องคำนึงถึงชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะ ตลอดจนความมีหน้ามีตาและเกียรติของตน และพวกเขาต้องปกป้องผลประโยชน์ของตน—พวกเขาทำทั้งหมดนี้โดยไม่ยอมให้ผู้อื่นมองเห็นข้อเสียหรือเผยความลับให้ผู้อื่นรู้ ดังนั้นพวกเขาจึงต้องเค้นสมองแต่งเรื่องโกหกขึ้นมา  ยิ่งไปกว่านั้น ผู้คนที่หลอกลวงยังมีความอยากได้อยากมีที่ใหญ่โตและล้นเหลือ มีข้อเรียกร้องมากมาย  พวกเขาต้องคิดหาทางสัมฤทธิ์เป้าหมายของตน ดังนั้นพวกเขาจึงต้องพูดปดและโกงต่อไป แล้วพร้อมกับที่พวกเขาพูดโกหกมากขึ้น พวกเขาก็จำเป็นต้องปกปิดเรื่องโกหกที่มีจำนวนมากขึ้น  นั่นคือสาเหตุที่ชีวิตของคนที่หลอกลวงเหนื่อยยากและเจ็บปวดกว่าชีวิตของคนที่ซื่อสัตย์มากนัก  บางคนเป็นคนที่ค่อนข้างซื่อสัตย์  ถ้าคนเหล่านี้ไล่ตามเสาะหาความจริงได้ ทบทวนตนเองได้ไม่ว่าจะโกหกเรื่องอะไรไปบ้างแล้วก็ตาม สามารถตระหนักรู้ว่าตนใช้เล่ห์เหลี่ยมไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม มองการใช้เล่ห์เหลี่ยมนั้นตามพระวจนะของพระเจ้าเพื่อชำแหละและทำความเข้าใจ และลงมือเปลี่ยนแปลงการกระทำของตน เช่นนั้นแล้วพวกเขาย่อมจะสามารถขจัดการโกหกและการใช้เล่ห์เหลี่ยมออกจากตัวได้มากภายในเวลาไม่กี่ปี  เมื่อถึงตอนนั้น โดยพื้นฐานแล้วพวกเขาย่อมจะกลายเป็นคนที่ซื่อสัตย์  การใช้ชีวิตเช่นนี้ไม่เพียงแต่ทำให้พวกเขาเป็นอิสระจากความเจ็บปวดและความเหนื่อยยากมากมายเท่านั้น แต่ยังทำให้พวกเขามีสันติและความสุขอีกด้วย  ในหลายๆ เรื่องพวกเขาย่อมจะเป็นอิสระจากเครื่องจองจำซึ่งก็คือชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะ ตลอดจนความทะนงตนและความภาคภูมิใจ และจะมีชีวิตที่อิสระและเสรีไปเอง  อย่างไรก็ดี ผู้คนที่หลอกลวงย่อมมีแรงจูงใจแอบแฝงอยู่เบื้องหลังวาจาและการกระทำของตนเสมอ  พวกเขาแต่งเรื่องโกหกสารพัดรูปแบบไว้ชักพาให้หลงผิดและหลอกให้ผู้อื่นหลงเชื่อ และทันทีที่ถูกเปิดโปง พวกเขาก็คิดหาทางปกปิดเรื่องโกหกของตน  เมื่อทุกข์ทรมานหลายทาง พวกเขาจึงรู้สึกเช่นกันว่าชีวิตของตนช่างเหนื่อยยาก  สำหรับพวกเขา การพูดเรื่องโกหกมากมายหลายเรื่องในทุกสถานการณ์ที่ตนพบเจอก็เหนื่อยยากมากพออยู่แล้ว และการที่ต้องปกปิดเรื่องโกหกเหล่านั้นหลังจากนั้นก็ยิ่งเหนื่อยยากมากขึ้นอีก  ทุกสิ่งที่พวกเขากล่าวล้วนมีเจตนาที่จะสัมฤทธิ์เป้าหมายอย่างหนึ่ง ดังนั้นพวกเขาจึงใช้พลังความคิดมากมายไปกับคำพูดแต่ละคำที่ตนพูด  แล้วพอพูดจบ พวกเขาก็นึกกลัวว่าเจ้านั้นรู้ทันพวกเขาเข้าแล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงต้องเค้นสมองคิดหาทางซ่อนเร้นเรื่องโกหกของตนไปด้วย อธิบายสิ่งต่างๆ ให้เจ้าฟังอย่างเอาเป็นเอาตาย พยายามให้เจ้าเชื่อว่าพวกเขาไม่ได้โกหกหรือหลอกลวงเจ้าอยู่ พวกเขาเป็นคนดี  ผู้คนที่หลอกลวงมีแนวโน้มที่จะทำสิ่งเหล่านี้” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, การฝึกฝนปฏิบัติที่เป็นรากฐานสำคัญที่สุดของการเป็นคนที่ซื่อสัตย์)  จากพระวจนะของพระเจ้า ผมเข้าใจว่าคนหลอกลวงคำนึงถึงปัญหาต่างๆ ในแบบที่ซับซ้อนมาก  พวกเขาพยายามปกป้องศักดิ์ศรีและสถานะของตัวเอง และไม่ต้องการให้ผู้อื่นเห็นข้อบกพร่องใดๆ ของตน  หากมีสิ่งใดมาคุกคามศักดิ์ศรีและสถานะของพวกเขา  พวกเขาจะเค้นสมองเพื่อโกหกและปกปิดคำโกหกของตนเอง  เมื่อผู้ดูแลเขียนมาสอบถามเกี่ยวกับสถานการณ์ของผู้มาใหม่  ผมเพียงแค่ต้องตอบกลับไปว่ามีส่วนไหนบ้างที่ได้ติดตามผลแล้ว และส่วนไหนที่ยังไม่ได้ทำ สำหรับสิ่งที่ผมยังทำได้ไม่ดีพอ ผมก็แค่รีบแก้ไขให้ถูกต้องในภายหลังก็ใช้ได้แล้ว  เรื่องนี้ง่ายมาก  แต่ผมกลับทำให้ซับซ้อนเกินไป ผมกังวลว่าหากตอบตามความจริง  ก็จะเปิดโปงข้อบกพร่องในหน้าที่ของผม และผู้ดูแลอาจจะกังขาในความสามารถในการทำงานของผมและดูถูกผมได้  ผมจึงคิดที่จะทำความเข้าใจสถานการณ์ของผู้มาใหม่ให้ชัดเจนก่อนที่จะตอบกลับไป  ด้วยวิธีนี้ ผมก็จะสามารถปกปิดความจริงที่ว่างานติดตามผลที่ผมทำอยู่นั้นยังไม่ดีพอ  แต่ผมก็ยังกังวลอีกว่า หากผมรอจนกว่าจะเข้าใจสถานการณ์อย่างชัดเจนก่อนค่อยตอบกลับไป  ผู้ดูแลจะคิดว่าผมดึงเรื่องการตอบกลับให้ล่าช้า  และในกรณีนั้น มันก็อาจจะเปิดโปงปัญหาของผม  และภาพลักษณ์ของผมในฐานะคนที่ขยันขันแข็งและมีความรับผิดชอบก็คงจะเสียหาย  ผมจึงโกหกผู้ดูแลไปว่า มีเพียงประเด็นเดียวเท่านั้นที่ผมยังไม่ได้ติดตามผล  ในขณะเดียวกัน ผมก็รีบเขียนไปหาผู้ให้น้ำเพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับผู้มาใหม่  แล้วจากนั้นก็รายงานข้อมูลที่ผมรวบรวมมาได้ให้กับผู้ดูแล  เป็นการสร้างฉากหน้าเพื่อให้เธอคิดว่าผมได้ลงมือทำงานจริงๆ  ผมถึงกับทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีและสถานะของตัวเอง  โดยหันไปใช้เล่ห์เหลี่ยมและกลอุบายผมช่างหลอกลวงสิ้นดี!  พระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์ส่วนลึกของจิตใจมนุษย์  พระองค์ทรงทราบทุกสิ่งที่ผมทำ  ผมอาจหลอกลวงผู้คนได้ แต่ผมไม่อาจหลอกลวงพระเจ้าได้ เพราะพระองค์ทรงเห็นทุกสิ่ง  หากผมไม่กลับใจและเปลี่ยนแปลงเสียแต่ตอนนี้ ผมจะต้องถูกพระเจ้ากำจัดออกไปอย่างแน่นอน  ผมต้องเร่งไล่ตามเสาะหาความจริงและเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยหลอกลวงของตัวเอง

ต่อมา ผมก็ได้ดูวิดีโอคำพยานจากประสบการณ์ที่ชื่อว่า “ฉันมีประสบการณ์กับความชื่นบานยินดีในการเป็นคนซื่อสัตย์”  พระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งในนั้นช่วยให้ผมเข้าใจเกี่ยวกับเส้นทางที่ผมกำลังเดินอยู่ขึ้นมาบ้าง  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “หากพวกเจ้าเป็นผู้นำหรือคนทำงาน พวกเจ้ากลัวหรือไม่ว่าพระนิเวศของพระเจ้าจะสอบถามและกำกับดูแลงานของพวกเจ้า?  พวกเจ้ากลัวหรือไม่ว่าพระนิเวศของพระเจ้าจะพบเจอข้อเสียและความเบี่ยงเบนในงานของพวกเจ้าและตัดแต่งพวกเจ้า?  พวกเจ้ากลัวหรือไม่ว่าหลังจากที่เบื้องบนรู้ขีดความสามารถและวุฒิภาวะจริงของพวกเจ้าแล้ว พวกเขาจะมองพวกเจ้าต่างออกไปและไม่คิดจะส่งเสริมพวกเจ้า?  ถ้าเจ้ามีความกลัวเหล่านี้อยู่ ก็ย่อมพิสูจน์ว่าแรงจูงใจของเจ้าไม่ใช่เพื่องานของคริสตจักร เจ้ากำลังทำงานเพื่อความมีหน้ามีตาและสถานะ ซึ่งพิสูจน์ว่าเจ้ามีอุปนิสัยเยี่ยงศัตรูของพระคริสต์  ถ้าเจ้ามีอุปนิสัยเยี่ยงศัตรูของพระคริสต์ เจ้าย่อมมีแนวโน้มที่จะเดินบนเส้นทางของศัตรูของพระคริสต์ และทำความชั่วทุกอย่างที่พวกศัตรูของพระคริสต์ทำ  ถ้าหัวใจของเจ้าไม่มีความยำเกรงต่อพระนิเวศของพระเจ้าที่กำกับดูแลงานของเจ้า และเจ้าสามารถตอบคำถามและข้อสงสัยของเบื้องบนได้จริงโดยไม่ซ่อนเร้นสิ่งใด และพูดเท่าที่เจ้ารู้ เช่นนั้นแล้ว ไม่ว่าสิ่งที่เจ้าพูดจะถูกหรือผิด ไม่ว่าเจ้าจะเผยความเสื่อมทรามอะไรออกมา—ต่อให้เจ้าเผยอุปนิสัยเยี่ยงศัตรูของพระคริสต์—ก็แน่นอนที่สุดว่าเจ้าจะไม่ถูกระบุว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์  สิ่งที่เป็นกุญแจสำคัญก็คือว่าเจ้าสามารถรู้จักอุปนิสัยเยี่ยงศัตรูพระคริสต์ของตนเองหรือไม่ และเจ้าสามารถแสวงหาความจริงเพื่อแก้ปัญหานี้ได้หรือไม่  หากเจ้าเป็นคนที่ยอมรับความจริง อุปนิสัยเยี่ยงศัตรูของพระคริสต์ของเจ้าก็ย่อมจะแก้ไขได้  ถ้าเจ้ารู้ดีแก่ใจว่าเจ้ามีอุปนิสัยเยี่ยงศัตรูของพระคริสต์ แต่กลับไม่แสวงหาความจริงเพื่อแก้ไข ถ้าเจ้าถึงกับพยายามปกปิดหรือพูดปดเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นและบ่ายเบี่ยงความรับผิดชอบ และหากเจ้าไม่ยอมรับความจริงเวลาถูกตัดแต่ง เช่นนั้นแล้ว นี่ย่อมจะเป็นปัญหาร้ายแรง และเจ้าก็ไม่ต่างอะไรจากศัตรูของพระคริสต์  เมื่อรู้ว่าเจ้ามีอุปนิสัยเยี่ยงศัตรูของพระคริสต์ เหตุใดเจ้าจึงไม่กล้าเผชิญหน้าอุปนิสัยนั้น?  เหตุใดเจ้าจึงไม่สามารถดำเนินการกับอุปนิสัยนั้นอย่างตรงไปตรงมาและพูดว่า ‘ถ้าเบื้องบนถามถึงงานของฉัน ฉันจะพูดทุกสิ่งที่ฉันรู้ และต่อให้สิ่งไม่ดีทั้งหลายที่ฉันทำไว้ถูกเปิดเผย และเบื้องบนไม่ใช้ฉันอีกต่อไปทันทีที่พวกเขารู้เรื่อง และฉันสูญเสียสถานะของฉัน ฉันก็จะยังคงพูดสิ่งที่ฉันต้องพูดให้ชัดเจน’?  ความกลัวของเจ้าที่จะถูกพระนิเวศของพระเจ้ากำกับดูแลและสอบถามเรื่องงานของเจ้าพิสูจน์ว่าเจ้ามองว่าสถานะของเจ้าล้ำค่ากว่าความจริง  นี่คืออุปนิสัยเยี่ยงศัตรูของพระคริสต์ไม่ใช่หรือ?  การทะนุถนอมสถานะเหนือทุกสิ่งคืออุปนิสัยเยี่ยงศัตรูของพระคริสต์” (พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่แปด: พวกเขาย่อมจะให้ผู้อื่นนบนอบเฉพาะพวกเขาเท่านั้น ไม่ใช่ความจริงหรือพระเจ้า (ภาคที่สอง))  จากพระวจนะของพระเจ้า ผมจึงได้เข้าใจว่าการที่ไม่กล้ารายงานเรื่องราวต่างๆ ตามความจริงเมื่อเหล่าผู้นำและคนทำงานสอบถามและกำกับดูแลงาน  และกระทั่งการปกปิดความจริงเพียงเพื่อรักษาชื่อเสียงและสถานะไว้  ก็หมายความว่าคุณเป็นคนที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ และเป็นคนที่กำลังเดินอยู่บนเส้นทางของศัตรูของพระคริสต์  เมื่อผมนำเรื่องนี้มาเปรียบเทียบกับสภาวะของตัวเอง ในยามที่ผู้ดูแลสอบถามเกี่ยวกับผู้มาใหม่ที่ผมรับผิดชอบอยู่นั้น  มีประเด็นปัญหามากมายที่ผมยังไม่ได้รับความเข้าใจที่ชัดเจน  แต่ผมกลับเกรงว่าหากรายงานไปตามความจริงแล้วผู้ดูแลเห็นว่าผมไม่ได้ติดตามงานอย่างถูกควร เมื่อนั้นเธอก็จะคิดว่าผมทำงานแบบสุกเอาเผากิน  หรือกระทั่งกังขาในความสามารถในการทำงานของผม  ซึ่งสิ่งนี้จะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ที่ดีของผมในใจของเธอ  ผมจึงโกหกและหลอกลวง  อุปนิสัยที่เลวร้ายและหลอกลวงของผมนั้น ไม่ได้เหมือนกับศัตรูของพระคริสต์หรอกหรือ?  ในความเป็นจริงแล้ว  การที่ผู้ดูแลติดตามงานในแง่หนึ่งก็เพื่อเตือนผมว่างานได้รับการติดตามและนำไปปฏิบัติอย่างถูกควรแล้วหรือไม่  เพื่อที่ว่าหากส่วนไหนไม่ได้ถูกนำไปปฏิบัติอย่างเหมาะสม ผมจะได้รีบจัดการในทันที  เพื่อเลี่ยงไม่ให้งานให้น้ำคืบหน้าล่าช้าเพราะความเผอเรอชั่วขณะของผม สิ่งนี้มีไว้เพื่อเตือนสติและช่วยเหลือผม  ยิ่งไปกว่านั้น ในการที่ผู้ดูแลสอบถามถึงสถานการณ์ของผู้มาใหม่  หากเธอพบความเบี่ยงเบนหรือปัญหาในงานให้น้ำ สิ่งเหล่านี้ก็จะได้รับการสามัคคีธรรมและจัดการแก้ไขได้ในทันที  ที่เธอทำแบบนี้ก็เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของคริสตจักร ผมควรจะรายงานอย่างซื่อสัตย์ โดยพูดเท่าที่ผมรู้  ส่วนสิ่งใดที่ผมยังไม่ได้ติดตามอย่างถูกควร ผมก็แค่รีบนำไปปฏิบัติและติดตามผลก็พอแล้ว  แต่ผมกลับหวงแหนชื่อเสียงและสถานะของตัวเองมาก  และเมื่อต้องเผชิญกับการกำกับดูแลของผู้ดูแล ผมก็ไม่กล้ายอมรับว่าผมไม่ได้ทำงานของตัวเองให้ดี  ผมถึงกับโกหกและหลอกลวงผู้ดูแล  เรื่องนี้อาจทำให้ความเบี่ยงเบนไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที  ซึ่งจะทำให้การเข้าสู่ชีวิตของผู้มาใหม่ล่าช้าออกไป  ผมวางชื่อเสียงและสถานะไว้เหนือสิ่งอื่นใด  ในหน้าที่ ผมพยายามปกป้องชื่อเสียงและสถานะของตัวเองอยู่เสมอ  ด้วยแผนร้ายและเล่ห์เพทุบาย  สำหรับพระเจ้าแล้ว ผมช่างน่ารังเกียจเสียจริง!

วันหนึ่ง ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่ง และได้รับความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าคนแบบไหนที่พระเจ้าทรงเห็นชอบและคนแบบไหนที่พระองค์ทรงรังเกียจ  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “การที่พระเจ้าทรงกำหนดให้ผู้คนซื่อสัตย์ ย่อมพิสูจน์ว่าพระองค์ทรงเกลียดคนหลอกลวงและไม่ชอบพวกเขาจริงๆ  ความไม่ชอบที่พระเจ้าทรงมีต่อผู้คนที่หลอกลวงคือความไม่ชอบวิธีทำสิ่งต่างๆ อุปนิสัย รวมไปถึงเจตนา และวิธีการหลอกลวงของพวกเขา พระเจ้าไม่ชอบเรื่องทั้งหมดนี้  หากผู้คนที่หลอกลวงสามารถยอมรับความจริง ยอมรับอุปนิสัยที่หลอกลวงของตน และเต็มใจที่จะยอมรับความรอดจากพระเจ้า เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็มีหวังที่จะได้รับการช่วยให้รอดเช่นกัน—เพราะพระเจ้าไม่ทรงมีอคติต่อบุคคลใด และความจริงก็ทำเช่นนั้นด้วยเช่นกัน  ดังนั้น หากพวกเราปรารถนาที่จะกลายเป็นคนที่กำลังทำให้พระเจ้าพอพระทัย สิ่งแรกที่พวกเราต้องเปลี่ยนแปลงก็คือหลักธรรมในการประพฤติปฏิบัติตน เลิกดำรงชีวิตตามปรัชญาของซาตาน หยุดพึ่งพาการโกหกและหลอกลวงในการดำเนินชีวิต รวมถึงทิ้งเรื่องโกหกทั้งหมดของพวกเราและพยายามเป็นผู้คนที่ซื่อสัตย์  จากนั้นทัศนะที่พระเจ้าทรงมีต่อพวกเราจึงจะเปลี่ยนแปลง  ก่อนหน้านี้ผู้คนพึ่งพาเรื่องโกหก การเสแสร้ง และการหลอกลวงเวลาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่น และพวกเขาถือปรัชญาของซาตานเป็นพื้นฐานในการดำรงอยู่ เป็นชีวิต และเป็นรากฐานในการประพฤติตน  นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงชิงชัง  ในหมู่ผู้ไม่มีความเชื่อนั้น หากเจ้าพยายามเป็นคนที่ซื่อสัตย์และพูดความจริง เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมจะถูกใส่ความ ถูกตัดสิน และถูกปฏิเสธ  ดังนั้นเจ้าจึงทำตามกระแสนิยมทางโลกและดำรงชีวิตตามปรัชญาของซาตาน เจ้าเริ่มมีทักษะมากขึ้นเรื่อยๆ ในการโกหก และหลอกลวงมากขึ้นทุกที  เจ้ายังใช้วิธีการที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนมาสัมฤทธิ์เป้าหมาย ซึ่งเป็นการปกป้องตัวเจ้าเองอีกด้วย  เจ้าเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ในโลกของซาตาน และผลที่ตามมาคือเจ้าถลำลึกเข้าไปในบาปมากขึ้นทุกที และไม่อาจถอนตัวได้  แน่นอนว่าในพระนิเวศของพระเจ้า สิ่งต่างๆ กลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม  ยิ่งเจ้าโกหกและหลอกลวงเก่ง ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรก็จะยิ่งรังเกียจและปฏิเสธเจ้า  หากเจ้าไม่ยอมกลับใจและยังคงยึดมั่นในปรัชญาและตรรกะของซาตาน อีกทั้งเจ้าใช้กลอุบายและแผนการ รวมถึงกลยุทธ์ตบตามาอำพรางตนและสร้างภาพ เช่นนั้นแล้วก็เป็นไปได้อย่างมากที่เจ้าจะถูกเผยและกำจัด  นี่เป็นเพราะพระเจ้าทรงชิงชังผู้คนที่หลอกลวง  มีเพียงผู้คนที่ซื่อสัตย์เท่านั้นที่สามารถเจริญรุ่งเรืองอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้า ส่วนผู้คนที่หลอกลวงทั้งหมดย่อมจะถูกปฏิเสธและกำจัดออกไปในที่สุด  นี่เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงลิขิตเอาไว้เมื่อนานมาแล้ว  มีเพียงผู้คนที่ซื่อสัตย์เท่านั้นที่สามารถมีส่วนในราชอาณาจักรสวรรค์  หากเจ้าไม่พยายามที่จะเป็นคนที่ซื่อสัตย์ หากเจ้าไม่มีประสบการณ์และไม่ปฏิบัติไปในทิศทางที่เป็นการไล่ตามเสาะหาความจริง หากเจ้าไม่เปิดโปงความอัปลักษณ์ของตัวเจ้าเอง และไม่ตีแผ่ตัวเองออกมา เช่นนั้นแล้วเจ้าจะไม่มีวันสามารถได้รับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์และความเห็นชอบจากพระเจ้า” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, การฝึกฝนปฏิบัติที่เป็นรากฐานสำคัญที่สุดของการเป็นคนที่ซื่อสัตย์)  พระเจ้าทรงชอบผู้คนที่ซื่อสัตย์และทรงชังผู้คนที่หลอกลวง  เพราะคนหลอกลวงจะโกหกและหลอกลวงเสมอไม่ว่าพวกเขาจะเผชิญกับสถานการณ์ใดก็ตาม  และยึดถือปรัชญาของซาตานเป็นรากฐานของการอยู่รอดและไม่ปฏิบัติความจริงเลยแม้แต่น้อย  เมื่อทบทวนถึงต้นตอความหลอกลวงของตัวเอง ผมก็เห็นว่าผมใช้ชีวิตตามคำกล่าวที่ว่า “มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม” “ต้นไม้ต้องมีเปลือกฉันใด ผู้คนต้องมีความภาคภูมิใจฉันนั้น” และ “ห่านบินไปที่ใดก็เปล่งเสียงร้องที่นั่นฉันใด มนุษย์อยู่ที่ใดก็ฝากชื่อไว้ที่นั่นฉันนั้น” ผมใช้ชีวิตตามพิษของซาตานเหล่านี้  โดยให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับศักดิ์ศรี สถานะ และผลประโยชน์ส่วนตัว  ไม่ว่าผมจะเผชิญกับอะไรก็ตาม  หากมีเรื่องศักดิ์ศรีและสถานะของตัวเองเข้ามาเกี่ยวข้อง ผมจะเค้นสมองและทำทุกวิถีทางเพื่อปกปิดความจริง  หลังจากทำเช่นนั้น ผมถึงกับคิดว่านี่คือวิธีที่คนฉลาดเขาทำกัน  มีเพียงคนเซ่อหรือคนโง่เท่านั้นที่พูดความจริง  ผมจำได้ว่าตอนสมัยเรียน  มีครั้งหนึ่ง ผมเกิดสับสนเรื่องการบ้าน จนทำค้างไว้ส่วนหนึ่ง  ผมกังวลว่าจะทำลายภาพลักษณ์การเป็นนักเรียนที่ดีในสายตาของคุณครู  ผมก็เลยโกหกคุณครูไปว่า ผมลืมการบ้านทิ้งไว้ที่บ้าน  แล้วก็รีบกลับบ้านตอนพักเที่ยงเพื่อเร่งทำให้เสร็จและนำมาส่งในบ่ายนั้น  เพื่อที่จะรักษาหน้าและปกป้องสถานะของตัวเอง ผมโกหกและเล่นแง่มากขึ้นเรื่อยๆ และมันได้กลายเป็นธรรมชาติของผมมากขึ้นเรื่อยๆ  แม้หลังจากหันมาเชื่อในพระเจ้าแล้ว ผมก็ยังคงใช้ชีวิตตามความคิดและทัศนะของซาตาน  เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของผมในสายตาของผู้ดูแลและปกปิดปัญหาและข้อบกพร่องของตัวเองไว้  ผมหันไปใช้เล่ห์เหลี่ยมและการหลอกลวงเพื่อปกปิดความจริง  แม้เมื่อผมตระหนักได้ในภายหลังว่าผมควรเป็นคนที่ซื่อสัตย์และสามัคคีธรรมอย่างเปิดเผย  ผมก็กังวลว่าหากผมเปิดใจ ความพยายามก่อนหน้านี้ทั้งหมดของผมจะสูญเปล่า  และผู้ดูแลจะคิดว่าผมเป็นคนเจ้าแผนการและหลอกลวงอย่างที่สุด  ดังนั้นผมจึงไม่อยากพูดความจริง  พระเจ้าทรงชอบผู้คนที่ซื่อสัตย์  เพราะพวกเขามีความกล้าที่จะรับผิดชอบเมื่อเผชิญกับปัญหา  และพวกเขามีความกล้าที่จะเผชิญกับข้อบกพร่องของตัวเองเมื่อสิ่งเหล่านั้นเผยออกมา  และหลังจากนั้น พวกเขาก็สามารถแสวงหาความจริงและจัดการแก้ไขสิ่งเหล่านี้ได้  เมื่อคนเช่นนั้นทำหน้าที่ การจับความเข้าใจหลักธรรมของพวกเขาจะดีขึ้นเรื่อยๆ และผลลัพธ์ของพวกเขาก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน  แต่ผมกลับไม่มีพฤติกรรมเหล่านี้เลย  ผมพยายามอำพรางและปกปิดข้อบกพร่องของตัวเองอยู่เสมอ  และผมยังพยายามหลอกลวงเหล่าพี่น้องชายหญิงด้วย  สิ่งที่ผมใช้ดำเนินชีวิตนั้น มีสภาพเสมือนคนที่ซื่อสัตย์ตรงไหนบ้าง?  มันคือภาพลักษณ์ของซาตานที่คดโกงและหลอกลวง  หากผมยังคงไม่กลับใจ ผมย่อมถูกพระเจ้าทรงรังเกียจเดียดฉันท์และสูญเสียโอกาสในการได้รับความรอดไปอย่างแน่นอน

ต่อมา ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าสองบทตอนและได้พบเส้นทางแห่งการปฏิบัติ  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ผู้คนคิดว่าหากไม่มีผลประโยชน์ของตัวเอง—ว่าหากพวกเขาจะต้องสูญเสียผลประโยชน์ของตัวเอง—พวกเขาก็จะไม่สามารถอยู่รอดได้เลย  นั่นเป็นราวกับว่าความอยู่รอดของพวกเขานั้นแยกกันไม่ขาดจากผลประโยชน์ของตัวพวกเขาเอง ดังนั้นผู้คนส่วนใหญ่จึงมืดบอดต่อทุกสิ่งยกเว้นผลประโยชน์ของตัวพวกเขาเอง  พวกเขามองผลประโยชน์ของตัวเองสูงกว่าสิ่งอื่นใด พวกเขาดำรงชีวิตอยู่เพื่อผลประโยชน์ของตัวพวกเขาเอง และการให้พวกเขาละวางผลประโยชน์ของตัวเองนั้นเหมือนเป็นการขอให้พวกเขาละวางชีวิตของพวกเขาเอง  ดังนั้นในรูปการณ์แวดล้อมเช่นนั้นควรทำอะไรเล่า?  ผู้คนต้องยอมรับความจริง  เฉพาะเมื่อพวกเขาเข้าใจความจริงเท่านั้น พวกเขาจึงจะสามารถมองเห็นแก่นแท้แห่งผลประโยชน์ของตนเองได้อย่างทะลุปรุโปร่ง เมื่อนั้นเท่านั้นที่พวกเขาจะเริ่มทิ้งและขบถต่อผลประโยชน์เหล่านั้นได้ รวมทั้งสามารถสู้ทนความเจ็บปวดของการปล่อยมือจากสิ่งที่พวกเขารักมากเหลือเกินได้  และเมื่อเจ้าสามารถทำการนี้ได้และสามารถละทิ้งผลประโยชน์ของตนเอง เจ้าจะรู้สึกสบายใจขึ้นและมีสันติสุขในหัวใจของเจ้ายิ่งขึ้น และในการทำเช่นนั้น เจ้าจะได้เอาชนะเนื้อหนัง” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, การรู้จักอุปนิสัยของคนเราคือรากฐานของการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยนั้น)  “การที่จะเป็นคนซื่อสัตย์นั้น อันดับแรกเจ้าต้องตีแผ่หัวใจของเจ้าให้ทุกคนสามารถมองเข้าไปในหัวใจของเจ้า เห็นทั้งหมดที่เจ้ากำลังคิด และมองดูใบหน้าที่แท้จริงของเจ้า เจ้าต้องไม่พยายามอำพรางหรือปิดบังตนเอง  เมื่อนั้นเท่านั้นผู้คนจึงจะไว้ใจเจ้า และมองว่าเจ้าเป็นคนที่ซื่อสัตย์  นี่คือการฝึกปฏิบัติขั้นพื้นฐานที่สุด และเป็นปัจจัยเบื้องต้นของการเป็นคนที่ซื่อสัตย์… หากเจ้าอยากเป็นคนที่ซื่อสัตย์ เช่นนั้นแล้ว ไม่ว่าจะอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าหรืออยู่ต่อหน้าผู้อื่น เจ้าก็ควรชี้แจงสภาวะภายในตัวเจ้า และพูดความในใจได้อย่างเที่ยงตรงและเปิดเผย  เรื่องนี้ทำได้ง่ายหรือไม่?  นี่ต้องมีระยะเวลาฝึกฝน ต้องหมั่นอธิษฐานและพึ่งพาพระเจ้า  เจ้าต้องฝึกตัวเองให้กล่าวความในใจออกมาอย่างเรียบง่ายและเปิดเผยในทุกเรื่อง  ด้วยการฝึกฝนเช่นนี้ เจ้าจึงจะก้าวหน้าได้” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, การฝึกฝนปฏิบัติที่เป็นรากฐานสำคัญที่สุดของการเป็นคนที่ซื่อสัตย์)  พระวจนะของพระเจ้าทำให้เส้นทางแห่งการปฏิบัตินั้นชัดเจน  ในการแก้ไขสภาวะที่หลอกลวง เราต้องละทิ้งผลประโยชน์ส่วนตน  ไม่คำนึงถึงศักดิ์ศรีหรือสถานะของตน และเปิดใจต่อพระเจ้าในทุกเรื่อง  ในหน้าที่ ผมควรรายงานปัญหาหรือข้อบกพร่องต่างๆ ของตัวเองโดยทันที  และผมควรให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าเป็นอันดับแรก  แม้ว่าการพูดความจริงนั้น  จะทำให้พี่น้องชายหญิงมองเห็นปัญหาและข้อบกพร่องในหน้าที่ของผมแล้วดูถูกผมก็ตาม  ผมก็ยังต้องเผชิญหน้ากับเรื่องนี้อย่างถูกต้อง  ดังนั้น ผมจึงได้ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าไม่ว่าพี่น้องชายหญิงจะมองผมอย่างไร ผมก็ต้องเปิดใจและเผยตัวตนที่แท้จริงต่อพวกเขา และเป็นคนที่ซื่อสัตย์

ในระหว่างการชุมนุม เซียวหยา ซึ่งเป็นผู้มาใหม่ที่ผมรับผิดชอบอยู่ ได้ถามผมเกี่ยวกับการประกาศข่าวประเสริฐ  และในขณะนั้น ผมก็ได้สามัคคีธรรมไปเพียงเล็กน้อยอย่างคร่าวๆ  แต่ภายหลังผมพบว่าสามัคคีธรรมของผมมีความเบี่ยงเบน และไม่สามารถแก้ไขปัญหาของเซียวหยาได้เลย  ต่อมา ผู้ดูแลได้เขียนจดหมายมาถามผมว่าผมได้แก้ไขปัญหาและความลำบากยากเย็นของเซียวหยาอย่างไร และผมก็คิดในใจว่า  “ถ้าฉันเขียนไปตามความจริง  ผู้ดูแลจะต้องคิดแน่ๆ ว่าในฐานะผู้ให้น้ำ แม้แต่เรื่องเล็กน้อยแค่นั้นฉันก็ยังสามัคคีธรรมให้ชัดเจนไม่ได้  และยังทำงานจริงไม่เป็น  บางทีฉันควรจะแค่กลบเกลื่อนไปและไม่เขียนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ”  ขณะที่ผมพิจารณาเรื่องนี้อยู่  ผมก็ตระหนักได้ว่าผมยังคงมีความหลอกลวงอยู่  พระเจ้าทรงรักผู้คนที่ซื่อสัตย์  ดังนั้นผมควรจะเป็นคนที่ซื่อสัตย์และพูดความจริง  ในที่สุด ผมก็เขียนไปตามความจริง  และเมื่อผมทำเช่นนี้ ในที่สุดความหนักอึ้งในใจของผมก็ถูกยกออกไปเสียที  และผมก็รู้สึกโล่งใจเป็นอย่างมาก  หลังจากนั้น ผมก็ได้สามัคคีธรรมกับเซียวหยาได้ทันเวลาและแก้ไขความเบี่ยงเบนของผมให้ถูกต้อง  ต่อมา ในขณะที่ผมมีปฏิสัมพันธ์กับเหล่าพี่น้องชายหญิงและทำหน้าที่ของผม  ผมก็ได้ปฏิบัติในการเป็นคนที่ซื่อสัตย์  และแม้ว่าในบางครั้ง เมื่อมีผลประโยชน์ของตัวเองเข้ามาเกี่ยวข้อง ผมจะถูกทดลองให้ทำตัวหลอกลวง  ภายใต้การชี้แนะจากพระวจนะของพระเจ้า ผมจึงเลือกที่จะพูดความจริงกับพี่น้องชายหญิง  เมื่อใดก็ตามที่ผมรายงานตามความจริงต่อพี่น้องชายหญิงที่ผมร่วมงานด้วยหรือต่อผู้ดูแล  พวกเขาก็ไม่เคยตำหนิผมเลยที่ทำออกมาได้ไม่ดี  ในทางตรงกันข้าม พวกเขากลับเตือนสติและช่วยเหลือผม และได้สามัคคีธรรมในหลักธรรมความจริงกับผมด้วย  ในใจของผม ผมรู้สึกสบายใจและโล่งใจ และผมก็ไม่ได้รู้สึกเหนื่อยล้าเหมือนอย่างแต่ก่อนแล้ว  เป็นพระวจนะของพระเจ้าที่ช่วยให้ผมยอมรับอุปนิสัยที่หลอกลวงของตัวเองและทำให้ตระหนักได้ว่าการปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้าและการกล้าที่จะพูดความจริงและเปิดใจนั้นไม่ใช่สิ่งที่น่าอับอาย  ผมมีประสบการณ์ว่ายิ่งผมเปิดใจมากเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งรู้สึกสบายใจและโล่งใจมากขึ้นเท่านั้น  ขอบคุณพระเจ้าสำหรับการทรงนำและการทรงชี้แนะของพระองค์ ซึ่งช่วยให้ผมได้รับสิ่งเหล่านี้

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ฉันหยุดพูดโกหกอย่างไร

โดย มารีเนศ, ฝรั่งเศส ก่อนฉันจะยอมรับงานแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้า ฉันจะโกหกและประจบผู้คนโดยไม่ไตร่ตรอง เพราะกลัวว่าถ้าบอกความจริง...

Leave a Reply

ติดต่อเราผ่าน Messenger