อะไรคือสิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความไม่เต็มใจที่จะเป็นผู้นำของฉัน?

วันที่ 29 เดือน 10 ปี 2026

โดย พาทริเซีย ประเทศเกาหลีใต้

ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมของปี 2024 ฉันทำหน้าที่เต้นรำอยู่ในคริสตจักร เย็นวันหนึ่ง ผู้นำเขตแจ้งฉันว่าฉันได้รับเลือกให้เป็นผู้นำคริสตจักร  เมื่อได้ยินอย่างนั้น หัวใจของฉันก็เต้นรัว  ฉันคิดอยู่ในใจว่า “บรรดาพี่น้องชายหญิงเลือกฉันเป็นผู้นำได้อย่างไรกัน?  ฉันไม่มีความเป็นจริงความจริงเลย ขีดความสามารถก็ต่ำ อีกทั้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของฉันก็รุนแรง  ฉันเคยล้มเหลวและสะดุดล้มในหน้าที่มาตั้งหลายครั้ง  แล้วฉันจะรับหน้าที่ผู้นำได้อย่างไร?  การทำหน้าที่นี้ก็เท่ากับกำลังรอให้ตัวเองถูกเผยและกำจัดออกไปไม่ใช่หรือ?  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งานเพลงบทนมัสการและการเต้นรำนั้นเป็นงานที่สำคัญมาก  ด้วยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของฉัน วันหนึ่งฉันอาจลงเอยด้วยการก่อกวนและการขัดขวางสิ่งต่างๆ  ถึงตอนนั้นฉันอาจจะถูกผู้นำระดับสูงตัดแต่ง หรือแม้กระทั่งถูกปลดออก ฉันจะไม่ลงเอยด้วยความพินาศย่อยยับและมาถึงทางตันในความเชื่อของฉันหรอกหรือ?”  แค่คิดถึงเรื่องนี้ก็ทำให้หัวใจของฉันรู้สึกหนักอึ้ง ถึงกับนึกสงสัยว่าพระเจ้าใช้หน้าที่นี้เพื่อกำจัดฉันออกไปหรือไม่  ฉันอธิษฐานถึงพระเจ้า ขอให้พระองค์ทรงทำให้ใจของฉันสงบ และช่วยทำให้ฉันเข้าในเจตนารมณ์ของพระองค์ ในขณะที่อธิษฐาน ฉันก็ตระหนักว่าผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายทั้งหมดที่ฉันได้พบเจอในแต่ละ วัน ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า และไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ พระเจ้าทรงรู้ถึงขีดความสามารถ และวุฒิภาวะของฉันเป็นอย่างดี การที่พระองค์ทรงอนุญาตให้หน้าที่นี้ตกมาถึงฉัน ย่อมต้องมีความจริงที่ฉันควรแสวงหาและเข้าสู่ ฉันจึงต้องยอมรับและนบนอบเสียก่อน และไม่ปฏิเสธหรือต่อต้าน ไม่อย่างนั้น ฉันคงจะเป็นคนที่ขาดสำนึกโดยสิ้นเชิง หลังจากอธิษฐาน แม้ว่าฉันจะไม่หลีกเลี่ยงหน้าที่ผู้นำอีกต่อไป แต่ในใจฉันก็ยังคงรู้สึกหนักอึ้ง ราวกับมีก้อนหินก้อนใหญ่กดทับอยู่ และเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความกังวล

วันต่อมา ในขณะที่ฉันกำลังเฝ้าเดี่ยว ฉันได้ดูวิดีโอคำพยานจากประสบการณ์เรื่องหนึ่ง และพระวจนะของพระเจ้าที่อ้างถึงในวิดีโอนั้นก็ตรึงใจฉันอย่างลึกซึ้ง  พระเจ้าตรัสว่า “บางคนคิดไปว่า ‘คนที่ทำหน้าที่ผู้นำนั้นโง่เขลา ไม่รู้อะไร และกำลังดึงหายนะเข้าตัว เพราะเมื่อคนคนหนึ่งทำหน้าที่ผู้นำ พวกเขาย่อมเผยความเสื่อมทรามออกมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  จะมีการเผยความเสื่อมทรามมากมายขนาดนี้หรือถ้าพวกเขาไม่ทำงานนี้?’  ช่างเป็นความคิดที่เหลวไหล!  เจ้านึกหรือว่าถ้าไม่ได้เป็นผู้นำ ตัวเจ้าจะไม่เผยความเสื่อมทรามออกมา?  ต่อให้เจ้าเผยความเสื่อมทรามน้อยกว่า การที่ไม่ได้เป็นผู้นำย่อมหมายความว่าเจ้าจะได้รับการช่วยให้รอดกระนั้นหรือ?  ถ้าว่ากันตามข้อโต้แย้งนี้ ทุกคนที่ไม่ได้เป็นผู้นำก็คือคนที่สามารถมีชีวิตอยู่และได้รับการช่วยให้รอดกระนั้นหรือ?  คำกล่าวนี้เหลวไหลเหลือเกินมิใช่หรือ?  ผู้คนที่ทำหน้าที่ผู้นำย่อมชี้แนะให้ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าและมีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า  มาตรฐานที่กำหนดเอาไว้นี้อยู่ในระดับที่สูงขึ้น ดังนั้น เมื่อเริ่มฝึกฝนเป็นครั้งแรกจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ที่ผู้นำจะเผยสภาวะที่เสื่อมทรามบางอย่างออกมา  นี่เป็นเรื่องปกติ และพระเจ้าก็ไม่ทรงกล่าวโทษเรื่องนี้  ไม่เพียงพระเจ้าจะไม่ทรงกล่าวโทษเท่านั้น แต่พระองค์ยังประทานความรู้แจ้ง ความกระจ่าง และชี้แนะผู้คนเหล่านี้ พลางมอบภาระแก่พวกเขาอีกด้วย  ตราบใดที่พวกเขาสามารถนบนอบการชี้แนะและพระราชกิจของพระเจ้า พวกเขาก็จะก้าวหน้าในชีวิตได้เร็วกว่าคนทั่วไป  ถ้าพวกเขาไล่ตามเสาะหาความจริง พวกเขาก็จะสามารถออกเดินไปบนเส้นทางของการได้รับการทำให้เพียบพร้อมจากพระเจ้า  นี่คือสิ่งที่เป็นพรสูงสุดจากพระเจ้า  บางคนไม่อาจมองเห็นความชอบธรรมของพระเจ้า ไม่อาจมองเห็นได้ว่าพระเจ้าทรงเที่ยงธรรมและชอบธรรมต่อทุกคน และพวกเขาก็ถึงกับบิดเบือนข้อเท็จจริงอีกด้วย  ตามความเข้าใจของพวกเขา ไม่ว่าผู้คนที่มีบทบาทผู้นำจะเปลี่ยนแปลงไปมากเพียงใด พระเจ้าก็จะไม่ทรงมองเรื่องนี้ พระองค์จะทรงมองเพียงว่าผู้นำและคนทำงานเผยความเสื่อมทรามออกมามากเท่าใด และกล่าวโทษพวกเขาตามข้อนี้เพียงอย่างเดียว ส่วนคนที่ไม่ใช่ผู้นำและคนทำงาน เนื่องจากพวกเขาเผยความเสื่อมทรามออกมาน้อย ต่อให้พวกเขาไม่เปลี่ยนแปลง พระเจ้าก็จะไม่ทรงกล่าวโทษพวกเขา  นี่เหลวไหลมิใช่หรือ?  นี่คือการหมิ่นประมาทพระเจ้ามิใช่หรือ?  ถ้าเจ้าต่อต้านพระเจ้าอย่างจริงจังขนาดนั้นในหัวใจ เจ้าจะสามารถได้รับการช่วยให้รอดหรือไม่?  ย่อมไม่สามารถ  พระเจ้าทรงกำหนดจุดจบของผู้คนโดยพิจารณาว่าพวกเขามีความจริงและคำพยานที่แท้จริงหรือไม่เป็นหลัก และขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาไล่ตามเสาะหาความจริงหรือไม่เป็นสำคัญ  ถ้าไล่ตามเสาะหาความจริง แม้ในยามที่พวกเขากระทำผิดและเผชิญหน้าการพิพากษาและการตีสอน พวกเขาย่อมจะสามารถกลับใจได้จริง  ตราบใดที่พวกเขาไม่พูดหรือกระทำการในลักษณะที่หมิ่นประมาทพระเจ้า พวกเขาย่อมจะสามารถได้รับการช่วยให้รอดเป็นแน่  ตามความคิดฝันของพวกเจ้า ผู้เชื่อธรรมดาทุกคนที่ติดตามพระเจ้าไปจนถึงที่สุดย่อมจะสามารถได้รับการช่วยให้รอด ส่วนคนที่ทำหน้าที่ผู้นำจะถูกกำจัดออกไปทั้งหมด  ถ้าบอกให้พวกเจ้าเป็นผู้นำ พวกเจ้าย่อมจะคิดไปว่าจะไม่ทำก็ไม่ได้ แต่ถ้าทำหน้าที่ผู้นำ พวกเจ้าก็จะเผยความเสื่อมทรามออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ และยิ่งทำหน้าที่นี้นาน พวกเจ้าก็จะยิ่งเผยความเสื่อมทรามออกมา จนกระทั่งในที่สุดพวกเจ้าก็จะถูกพระเจ้ากล่าวโทษและกำจัดออกไป  พวกเจ้าจะรู้สึกราวกับว่าได้แต่รั้งรออยู่ที่ลานประหารเท่านั้น  ทั้งหมดนี้เกิดจากความเข้าใจผิดที่พวกเจ้ามีต่อพระเจ้ามิใช่หรือ?  ถ้ากำหนดจุดจบของผู้คนตามความเสื่อมทรามที่พวกเขาเผยออกมา ก็จะไม่มีใครสามารถได้รับการช่วยให้รอด  เมื่อเป็นเช่นนั้น พระเจ้าจะทรงพระราชกิจแห่งการช่วยให้รอดไปเพื่อสิ่งใด?  ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ความชอบธรรมของพระเจ้าจะไปอยู่เสียที่ไหน?  มวลมนุษย์ย่อมจะไม่สามารถมองเห็นพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า  เพราะฉะนั้น พวกเจ้าทุกคนเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าผิดแล้ว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแท้จริงแล้วพวกเจ้าไม่รู้จักพระเจ้า” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม)  พระวจนะของพระเจ้าได้ชี้ให้เห็นความจริงในสถานการณ์ของฉันอย่างตรงจุด และในที่สุดฉันก็ตระหนักว่า ในใจของฉันซ่อนมโนคติอันหลงผิด ความคิดฝัน และความเข้าใจผิดเกี่ยวกับพระเจ้าไว้ ฉันคิดว่าการไม่ได้เป็นผู้นำในพระนิเวศของพระเจ้า จะทำให้มีการเผยความเสื่อมทรามน้อยลง และถูกตัดแต่งจากผู้นำระดับสูงน้อยลงด้วย และด้วยเหตุนี้เอง การเชื่อในพระเจ้าจะปลอดภัยกว่า และความหวังแห่งความรอดก็จะมากขึ้น แต่การทำหน้าที่ผู้นำนั้นเกี่ยวข้องกับหลักธรรมความจริงมากมาย ความรับผิดชอบก็หนักยิ่งกว่า และถ้าปราศจากความเป็นจริงความจริง ฉันก็ย่อมจะเผยความเสื่อมทรามออกมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และมีแนวโน้มจะทำสิ่งที่ขัดขวางและก่อกวนงานของพระนิเวศของพระเจ้า จนถูกเผยและถูกกำจัดออกไป ฉันเห็นว่าพระเจ้าตรัสว่ามโนคติอันหลงผิดเหล่านี้เป็นความเข้าใจผิดและถึงกับเป็นการหมิ่นประมาทพระองค์ ฉันตกใจและรู้สึกหวาดกลัวเล็กน้อย ฉันไม่เคยตระหนักเลยว่าธรรมชาติของมโนคติอันหลงผิดพวกนี้ร้ายแรงเพียงใด ฉันเริ่มทบทวนว่าทัศนะเช่นนี้ไร้เหตุผลอย่างไรกันแน่ ฉันเห็นว่ามีผู้นำบางคนทำผิดพลาด ก่อกวนและขัดขวางงานของคริสตจักรอย่างร้ายแรง และถูกปลดหรือแม้กระทั่งคัดออกหรือขับออกไป ดังนั้น ฉันจึงคิดว่าการเป็นผู้นำอันตรายเกินไป และเมื่อทำผิดพลาดครั้งหนึ่ง ก็จะถูกปลดหรือถูกกำจัดออกไป แต่ฉันไม่เคยแสวงหาหลักธรรมของพระนิเวศของพระเจ้าในการปลดผู้คนเลย ความเป็นจริงก็คือ การปลดผู้นำในพระนิเวศของพระเจ้าไม่ได้ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมชั่วครู่หรือการแสดงออกในเหตุการณ์เพียงครั้งเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการไล่ตามเสาะหาอย่างสม่ำเสมอของพวกเขา และเส้นทางที่พวกเขาเดิน ฉันนึกถึงผู้นำคนหนึ่งกับผู้ดูแลอีกสองคนในคริสตจักรที่ถูกปลด แม้จะดูเหมือนว่าพวกเขาถูกปลดเพราะทำงานเฉพาะอย่างหนึ่งล้มเหลว ละเมิดหลักธรรม และขัดขวางจนทำให้งานล่าช้า แต่ในความเป็นจริง นั่นเป็นเพราะโดยปกติพวกเขาไม่ได้มุ่งเน้นการไล่ตามเสาะหาความจริง ไม่แสวงหาหลักธรรมในหน้าที่ และกระทำการตามอำเภอใจมาเป็นเวลานาน ดังนั้นพวกเขาจึงก่อกวนและขัดขวางงานของคริสตจักร แต่ก็ยังไม่กลับใจ  นั่นจึงเป็นเหตุผลที่พวกเขาถูกปลดออก ฉันไม่เคยตรวจสอบต้นตอที่แท้จริงของความล้มเหลวของพวกเขาเลย ฉันเห็นว่าพวกเขาแค่ทำผิดพลาดเพียงครั้งเดียวก็ถูกปลดแล้ว และหลังจากนั้นฉันก็เริ่มเข้าใจพระเจ้าผิดและระแวดระวังพระเจ้า นี่ไม่ใช่ความบิดเบือนอย่างสิ้นเชิงหรอกหรือ?  ยิ่งไปกว่านั้น ในมโนคติอันหลงผิดของฉัน ฉันคิดว่าหากใครเผยความเสื่อมทราม การกระทำผิด หรือถูกเผยและถูกปลดจากหน้าที่ของตนแล้ว พวกเขาก็จะถูกพระเจ้ากล่าวโทษไปตลอดกาล และไม่มีความหวังในความรอด  นี่ก็เป็นความเข้าใจที่ผิดพลาดอย่างหนึ่งของฉันเช่นกัน  ในความเป็นจริง เมื่อฉันพิจารณาอย่างละเอียดถึงประสบการณ์ของตัวเองและของบรรดาพี่น้องชายหญิงจำนวนมาก รวมทั้งวิธีที่พวกเราถูกเปิดโปง ถูกเผย และถูกกล่าวโทษจากการเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามออกมา หรือแม้กระทั่งถูกปลด ฉันก็รู้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นขั้นตอนที่จำเป็นในการมีประสบการณ์กับการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า  อย่างไรก็ตาม พระเจ้าไม่ได้ทรงทอดทิ้งพวกเราเพราะเหตุนี้ แต่กลับประทานโอกาสให้พวกเรากลับใจและเปลี่ยนแปลง พระองค์ทรงใช้พระวจนะของพระองค์เพื่อให้ความรู้แจ้งและทรงชี้แนะพวกเรา ทำให้ความคิดและทัศนะของพวกเราค่อยๆ เปลี่ยนแปลง และทำให้พวกเราค่อยๆ ทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามไป  สิ่งที่พวกเราได้รับเหล่านี้เกิดขึ้นผ่านประสบการณ์ความล้มเหลวและการถูกเผย  ฉันเห็นว่าการถูกเผยในหน้าที่ไม่ได้หมายถึงการถูกกำจัดออกไป แต่กลับเป็นโอกาสที่จะได้รับความจริง แต่โดยธรรมชาติแล้ว ฉันไม่ได้รักความจริงหรืออยากทนทุกข์ ฉันไม่เต็มใจยอมรับการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า และฉันเพียงแค่อยากใช้ชีวิตอย่างสงบในฐานะผู้เชื่อธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น ฉันคิดว่าด้วยวิธีนี้ ฉันจะหลีกเลี่ยงความล้มเหลวและการถูกเผยครั้งใหญ่ และหลีกหนีความทุกข์หรือการถลุงได้ แล้วฉันก็จะได้รับการช่วยให้รอด  แต่ฉันไม่ตระหนักเลยว่าหากไม่มีประสบการณ์กับการพิพากษาและการตีสอน คนเราก็ไม่อาจทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนได้ และมุมมอง การกระทำ และความประพฤติของพวกเขาทั้งหมดก็จะยังคงเป็นปฏิปักษ์ต่อความจริง ในกรณีเช่นนี้ คนเช่นนั้นจะได้รับการช่วยให้รอดได้อย่างไร?  ฉันตระหนักว่าฉันไม่เข้าใจความจริงและไม่รู้จักอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า และตระหนักว่าฉันกำลังใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางมโนคติอันหลงผิดและจินตนาการของตัวเอง ทัศนะของฉันช่างไร้เหตุผลและผิดพลาดอย่างสิ้นเชิง พระเจ้าทรงกำหนดจุดจบของคนคนหนึ่ง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาเผยความเสื่อมทรามออกมามากน้อยเพียงใด หรือได้กระทำผิดลงไปมากน้อยแค่ไหน แต่ขึ้นอยู่กับว่าเขาไล่ตามเสาะหาความจริงและกลับใจอย่างแท้จริงหรือไม่ต่างหาก  หากคนคนหนึ่งเผยความเสื่อมทรามออกมา แล้วจากนั้นไล่ตามเสาะหาความจริงและบรรลุการกลับใจที่แท้จริง พระเจ้าก็ยังคงประทานโอกาสให้เขาได้รับการช่วยให้รอด  แต่ฉันกังวลเกี่ยวกับการกระทำผิดในหน้าที่ของฉันในอดีต และตอนนี้ ฉันก็ยังคงเผยความเสื่อมทรามออกมามากเพราะฉันไม่เข้าใจความจริง ดังนั้นฉันจึงกลัวว่าหากฉันไม่ระมัดระวังในหน้าที่ผู้นำ ปัญหาต่างๆ ก็จะเกิดขึ้น และฉันก็จะถูกพระเจ้าทรงรังเกียจและกำจัดออกไป ฉันตัดสินความชอบธรรมของพระเจ้าด้วยทัศนะอันคับแคบและใจแคบของตัวเองอย่างแท้จริง!

ฉันได้อ่านพระวจนะอีกบทตอนหนึ่งของพระเจ้าที่เปิดโปงความกลัวการรับผิดชอบของผู้คน  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ขณะปฏิบัติหน้าที่ของตน บางคนกลับกลัวการรับผิดชอบ  ถ้าคริสตจักรมอบหมายงานให้พวกเขาทำ พวกเขาก็จะพิจารณาก่อนว่างานนั้นต้องให้พวกเขารับผิดชอบหรือไม่ และถ้าเป็นเช่นนั้น พวกเขาก็จะไม่รับงาน  เงื่อนไขของพวกเขาในการปฏิบัติหน้าที่หนึ่งๆ ก็คือ หนึ่ง ต้องเป็นงานที่ไม่รีบร้อน สอง เป็นงานที่ไม่ยุ่งหรือเหนื่อย และสาม ไม่ว่าพวกเขาจะทำอะไร พวกเขาก็ไม่ต้องรับผิดชอบ  นี่เป็นหน้าที่ประเภทเดียวที่พวกเขายอมทำ  นี่คือคนประเภทใด?  นี่คือคนกลับกลอกหลอกลวงมิใช่หรือ?  พวกเขาไม่อยากแบกรับความรับผิดชอบแม้แต่น้อย  ถึงขนาดกลัวว่าใบไม้ที่ร่วงจากต้นจะทำให้ตนหัวแตก  คนเช่นนี้จะปฏิบัติหน้าที่อะไรได้?  พวกเขาจะทำประโยชน์อะไรได้ในพระนิเวศของพระเจ้า?  งานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าเกี่ยวข้องกับพระราชกิจแห่งการสู้รบกับซาตาน รวมทั้งการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร  มีหน้าที่ใดบ้างที่ไม่พ่วงความรับผิดชอบมาด้วย?  พวกเจ้าว่าการเป็นผู้นำนั้นแบกรับความรับผิดชอบเอาไว้หรือไม่?  ความรับผิดชอบของพวกเขากลับยิ่งมากขึ้น และพวกเขาก็ยิ่งต้องรับผิดชอบมากขึ้นมิใช่หรือ?  ไม่ว่าเจ้าจะประกาศข่าวประเสริฐ เป็นพยานยืนยัน ทำวีดิทัศน์ และอื่นๆ—ไม่ว่าเจ้าจะทำงานอะไร—ตราบใดที่เกี่ยวข้องกับหลักธรรมความจริง งานนั้นก็ย่อมมาพร้อมกับความรับผิดชอบ  ถ้าการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าไร้หลักธรรม ก็จะส่งผลต่องานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า และถ้าเจ้ากลัวที่จะรับผิดชอบ เจ้าก็จะไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ใดๆ ได้  คนที่กลัวการรับผิดชอบเวลาปฏิบัติหน้าที่ของตนเป็นพวกคนขลาด หรือว่าอุปนิสัยของพวกเขามีปัญหากันแน่?  เจ้าต้องสามารถบอกความแตกต่างได้  แท้จริงแล้ว นี่ไม่ใช่ปัญหาเรื่องความขลาด  เหตุใดพวกเขาจึงกล้าขนาดนั้นในการเป็นคนรวยหรือเวลาทำอะไรเพื่อประโยชน์ของตนเอง?  พวกเขาจะยอมเสี่ยงทำอะไรก็ได้เพื่อสิ่งเหล่านี้  แต่พอทำสิ่งต่างๆ เพื่อคริสตจักร เพื่อพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขากลับไม่ยอมรับความเสี่ยงแต่อย่างใด  ผู้คนเช่นนี้เห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจ เป็นคนที่คิดคดทรยศที่สุด  ใครก็ตามที่ไม่รับผิดชอบยามปฏิบัติหน้าที่ ย่อมไม่มีความจริงใจให้พระเจ้าแม้แต่น้อย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความจงรักภักดีของพวกเขา  แล้วคนประเภทใดที่กล้ารับผิดชอบ?  คนประเภทใดมีความกล้าที่จะแบกรับภาระอันหนักอึ้ง?  คนที่ขึ้นมานำและพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างกล้าหาญในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า กล้าแบกรับภาระอันหนักอึ้งและไม่กลัวที่จะทนฝ่าความยากลำบากและอันตรายเมื่อพวกเขามองเห็นว่างานนั้นสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งยวด  นั่นคือคนที่จงรักภักดีต่อพระเจ้า เป็นทหารดีของพระคริสต์  ใช่หรือไม่ที่ว่าทุกคนที่กลัวการรับผิดชอบในหน้าที่ของตนกลัวเช่นนั้นเพราะไม่เข้าใจความจริง?  ไม่ใช่ ความเป็นมนุษย์ของพวกเขามีปัญหา  พวกเขาไร้สำนึกเรื่องความยุติธรรมหรือความรับผิดชอบ เป็นคนที่เห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจ ไม่ใช่ผู้เชื่อในพระเจ้าที่มีความจริงใจ และไม่ยอมรับความจริงแม้แต่น้อย  ด้วยเหตุนี้เพียงข้อเดียว พวกเขาก็ไม่อาจได้รับการช่วยให้รอดแล้ว” (พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่แปด: พวกเขาย่อมจะให้ผู้อื่นนบนอบเฉพาะพวกเขาเท่านั้น ไม่ใช่ความจริงหรือพระเจ้า (ภาคที่หนึ่ง))  เมื่อเห็นการเปิดโปงจากพระวจนะของพระเจ้า ในใจฉันรู้สึกเป็นทุกข์อย่างยิ่ง  ฉันตระหนักว่าความกลัวในการเป็นผู้นำของฉันเกิดจากการที่ฉันถูกควบคุมโดยอุปนิสัยอันเห็นแก่ตัวและหลอกลวง ฉันเคยยึดถือหลักการที่ว่า “อย่าเป็นฝ่ายเสียเปรียบ” ฉันอยากได้รับพรจากพระเจ้า แต่ไม่อยากรับความเสี่ยงใหญ่โต  โดยเนื้อแท้แล้ว นี่คือพฤติกรรมของคนที่ลื่นไหลและหลอกลวง ฉันรู้สึกว่าการเต้นรำไม่เพียงสอดคล้องกับความสนใจและงานอดิเรกส่วนตัวของฉันเท่านั้น แต่การทำหน้าที่นี้ของฉันก็เกิดผลด้วยเช่นกัน ฉันไม่ได้เป็นผู้ดูแลหลัก และไม่ได้แบกรับความรับผิดชอบสำคัญ และด้วยวิธีนี้ ฉันจึงรู้สึกว่าสามารถทำหน้าที่ในคริสตจักรได้อย่างมั่งคง และด้วยเหตุนี้จึงมีความหวังที่จะได้รับการช่วยให้รอด  หลังจากถูกเลือกให้เป็นผู้นำ ฉันรู้สึกเหมือนถูกผลักเข้าไปอยู่ในใจกลางพายุ ราวกับเรือที่พร้อมจะล่มได้ตลอดเวลา ดังนั้นฉันจึงเพียงแต่อยากหลบหนีและปฏิเสธหน้าที่นี้ ในมโนคติอันหลงผิดของฉัน ฉันคิดว่าการทำหน้าที่แบบไม่เป็นจุดสนใจ ไม่โดดเด่น และไม่รับผิดชอบเรื่องใหญ่โต คือทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด และตราบใดที่ฉันติดตามไปจนถึงที่สุด ฉันก็จะมีความหวังในความรอด  แต่พระเจ้าตรัสว่าคนประเภทนี้กลัวการรับผิดชอบ มีปัญหากับความเป็นมนุษย์ของตน และไม่เชื่อในพระองค์อย่างแท้จริง และเพียงเรื่องนี้เรื่องเดียวก็เท่ากับว่าพวกเขาไม่อาจได้รับการช่วยให้รอด  ในที่สุดฉันก็เห็นว่ามโนคติอันหลงผิดและจินตนาการของฉันขัดแย้งกับความจริง ฉันเริ่มไตร่ตรองว่า “ทำไมพระเจ้าจึงตรัสว่าคนที่หลบเลี่ยงความรับผิดชอบคือคนที่มีความเป็นมนุษย์ที่ไม่ดี และไม่ยอมรับความจริงเลยแม้แต่น้อย?”  ในการทำหน้าที่ของฉันในพระนิเวศของพระเจ้า ฉันยึดถือหลักธรรมที่ว่า “อย่าเป็นฝ่ายเสียเปรียบ” มาโดยตลอด  ในทุกสิ่งที่ฉันทำและในทุกหน้าที่ที่ฉันเผชิญ ฉันจะประเมินก่อนว่าสิ่งนั้นเป็นประโยชน์ต่อฉันหรือไม่ และถ้าเป็นประโยชน์ ฉันก็จะทำ แต่ถ้าไม่ใช่ ฉันก็ไม่อยากทำ แม้จะรู้ว่าสิ่งนั้นเกี่ยวข้องกับงานและผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า แต่ฉันก็ยังคงไม่เต็มใจแบกรับภาระ  แล้วฉันมีหัวใจเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าในด้านไหนกัน?  นี่ไม่ใช่พฤติกรรมของคนที่เห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจหรอกหรือ?  วันนี้ พระเจ้าทรงจัดหาทุกสิ่งให้ผู้คนโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน และประทานความจริงแก่พวกเขาโดยไม่เรียกร้องสิ่งใด ทรงหวังว่าผู้คนจะสามารถปฏิบัติความจริงและใช้หัวใจที่จริงใจเพื่อลุล่วงหน้าที่ของตนในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง  ทั้งๆ ที่ฉันเชื่อในพระเจ้ามาหลายปี ชื่นชมกับการจัดเตรียมจากพระองค์มากมาย แต่ฉันกลับไม่เคยรู้จักตอบแทนพระองค์เลยแม้แต่น้อย  ตรงกันข้าม ฉันกลับระแวดระวังพระเจ้าและคำนวณผลประโยชน์กับพระองค์ และเอาแต่วางแผนและคำนึงถึงอนาคตและผลได้ผลเสียของตัวเองเท่านั้น  แล้วฉันเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริงตรงไหนกัน?  ฉันก็เป็นแค่ผู้ไม่เชื่อที่เห็นแก่ตัวและลื่นไหลคนหนึ่งไม่ใช่หรือ?  ด้วยกรอบความคิดเช่นนี้ และด้วยทัศนะต่อความเชื่อเช่นนี้ จะไม่ให้พระเจ้าทรงรังเกียจฉันได้อย่างไร?  ดังนั้น ฉันจึงอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์เห็นแล้วว่าข้าพระองค์หลอกลวงและเลวร้ายอย่างแท้จริง  ข้าพระองค์ไม่ต้องการใช้ชีวิตอยู่ในมโนคติอันหลงผิด จินตนาการ ความเข้าใจผิด และความคลางแคลงใจของตัวเองอีกต่อไป  ข้าพระองค์เต็มใจมอบหัวใจแด่พระองค์ และพึ่งพามโนธรรมของตนเพื่อแบกรับความรับผิดชอบ  โปรดทรงช่วยเหลือและทรงชี้แนะข้าพระองค์ด้วยเถิด”

จากนั้นฉันเห็นพระวจนะของพระเจ้าอีกสองบทตอนที่ถูกอ้างอิงไว้ในวิดีโอคำพยานจากประสบการณ์อีกเรื่องหนึ่ง และฉันก็พบเส้นทางแห่งการปฏิบัติ  พระเจ้าตรัสว่า “อะไรคือลักษณะการแสดงออกของคนที่ซื่อสัตย์?  อันดับแรก ไม่มีความสงสัยในพระวจนะของพระเจ้า  นั่นเป็นหนึ่งในลักษณะการแสดงออกของคนที่ซื่อสัตย์  นอกจากนี้ ลักษณะการแสดงออกที่สำคัญที่สุดคือการแสวงหาและการปฏิบัติความจริงในทุกเรื่อง—นี่คือสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง  เจ้าบอกว่าเจ้าซื่อสัตย์ แต่เจ้ามักผลักพระวจนะให้ไปอยู่เบื้องหลังจิตใจของเจ้าเสมอแล้วก็ทำทุกอย่างตามที่เจ้าต้องการ  นั่นคือการแสดงออกของบุคคลที่ซื่อสัตย์หรือไม่?  เจ้ากล่าวว่า ‘แม้ขีดความสามารถของฉันจะต่ำ แต่ฉันมีหัวใจที่ซื่อสัตย์’  และเมื่อหน้าที่หนึ่งตกอยู่กับเจ้า เจ้าก็กลัวการทนทุกข์และการแบกรับความรับผิดชอบถ้าหากเจ้าทำหน้าที่นั้นได้ไม่ดี ดังนั้นเจ้าจึงหาข้อแก้ตัวเพื่อละเลยหน้าที่ของเจ้าหรือเสนอแนะให้ผู้อื่นทำหน้าที่นั้นแทน  นี่เป็นการแสดงออกของบุคคลที่ซื่อสัตย์ใช่หรือไม่?  ชัดเจนว่าไม่ใช่  เช่นนั้นแล้ว บุคคลที่ซื่อสัตย์ควรประพฤติตัวอย่างไร?  พวกเขาควรนบนอบต่อการจัดการเตรียมการของพระเจ้า อุทิศตนให้หน้าที่ที่พวกเขาสมควรปฏิบัติ และเพียรพยายามที่จะสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้า” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม)  “ไม่ว่าขีดความสามารถของเจ้าจะสูงหรือต่ำ และไม่ว่าเจ้าจะเข้าใจความจริงหรือไม่ก็ตาม เจ้าก็ต้องมีท่าทีเช่นนี้คือ ‘ในเมื่อฉันได้รับมอบหมายให้ทำงานนี้ ฉันก็ต้องจริงจังกับงาน ฉันต้องให้ความสนใจ และต้องใช้หัวใจและเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีมาทำงานให้ดี  ส่วนจะทำได้ดีจริงหรือไม่นั้น ฉันไม่อาจหาญให้คำรับรอง แต่ท่าทีของฉันก็คือฉันจะปฏิบัติงานให้ดีอย่างสุดความสามารถ และแน่นอนว่าฉันจะไม่สุกเอาเผากินในเรื่องงาน  ถ้างานเกิดปัญหา เช่นนั้นฉันก็ควรรับผิดชอบ และดูให้แน่ใจว่าฉันได้ถอดบทเรียนจากสิ่งที่เกิดขึ้นและทำหน้าที่ของตนอย่างดี’  นี่คือท่าทีที่ถูกต้อง” (พระวจนะฯ เล่ม 5 หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน, หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (8))  หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้าทั้งสองบทตอนนี้แล้ว ฉันก็รู้สึกว่าพระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์ส่วนที่ลึกที่สุดในหัวใจมนุษย์อย่างแท้จริง และทรงเข้าใจความต้องการของผู้คนเป็นอย่างดี  เมื่อฉันได้ยินว่าตนเองถูกเลือกให้เป็นผู้นำ ข้ออ้างสองประการก็ผุดขึ้นมาในใจอย่างรวดเร็ว “ฉันมีขีดความสามารถไม่ดี และในฐานะผู้นำ ทุกวันฉันจะต้องเผชิญกับผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายมากมาย อีกทั้งยังต้องจัดการกับปัญหาต่างๆ อีกเป็นจำนวนมาก  ฉันจะรับมือไม่ไหวอย่างแน่นอน อีกอย่าง ฉันไม่เข้าใจความจริงและไม่สามารถมองเรื่องราวต่างๆ ได้ทะลุปรุโปร่ง แล้วฉันมีคุณสมบัติพอที่จะนำพี่น้องชายหญิงตรงไหน?”  ในตอนแรก ฉันรู้สึกว่าความคิดของตนเองนั้นชอบด้วยเหตุผลมากทีเดียว และสิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าฉันตระหนักรู้ตนเอง แต่แล้วฉันก็ได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “ไม่ว่าขีดความสามารถของเจ้าจะสูงหรือต่ำ และไม่ว่าเจ้าจะเข้าใจความจริงหรือไม่ก็ตาม เจ้าก็ต้องมีท่าทีเช่นนี้คือ ‘ในเมื่อฉันได้รับมอบหมายให้ทำงานนี้ ฉันก็ต้องจริงจังกับงาน ฉันต้องให้ความสนใจ และต้องใช้หัวใจและเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีมาทำงานให้ดี…’ นี่คือท่าทีที่ถูกต้อง”  หลังจากอ่านพระวจนะแล้ว ฉันกลับพูดอะไรไม่ออกขึ้นมาทันที ข้ออ้างสองข้อนั้นดูสมเหตุสมผลมากสำหรับฉัน แต่พระเจ้าไม่ได้ทรงมองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นข้ออ้างหรือความลำบากยากเย็น ยิ่งไม่ควรปล่อยให้สิ่งเหล่านี้ขัดขวางไม่ให้ฉันยอมรับหน้าที่  ฉันรู้สึกราวกับว่าพระเจ้ากำลังทรงตักเตือนฉันต่อหน้าและจากใจถึงใจ  พระเจ้าไม่ได้ทรงมองว่าขีดความสามารถของฉันเป็นอย่างไร หรือฉันเข้าใจความจริงมากเพียงใด พระองค์ทรงประสงค์ให้พวกเราขยันขันแข็งและมีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตน และให้เราทุ่มสุดหัวใจและสุดกำลังเพื่อทำหน้าที่ของตนให้ดี  ฉันรู้สึกซาบซึ้งในใจเป็นอย่างมาก และรู้สึกว่าตัวเองไม่มีข้ออ้างที่จะหลีกหนีหรือปฏิเสธหน้าที่ของตนอีกต่อไป  แม้ว่าหน้าที่ผู้นำจะเป็นเรื่องยากสำหรับฉัน ฉันก็เต็มใจที่จะเป็นคนซื่อสัตย์ตามพระวจนะของพระเจ้า และเริ่มต้นด้วยการยอมรับและนบนอบ

หลังจากนั้น ฉันก็เริ่มร่วมมือทำงานกับพี่น้องหญิงคนหนึ่ง โดยฉันรับผิดชอบงานของทีมเต้นรำเป็นหลัก ส่วนงานอื่นๆ เช่น บทเพลงนมัสการ การถ่ายทำ และงานทั่วไป เธอเป็นผู้รับผิดชอบหลัก ในเวลานั้น กลุ่มเต้นรำที่ฉันรับผิดชอบยังไม่ได้ผลิตรายการใดเลยเป็นเวลาสองเดือน ตอนแรกฉันค่อนข้างกังวล กลัวว่าตัวเองจะรับมือกับงานนี้ไม่ได้ ฉันอธิษฐานและร้องทูลต่อพระเจ้าอยู่เสมอ ขอให้พระองค์ประทานความเชื่อและความมุ่งมั่นในการนบนอบแก่ฉัน เพื่อที่ฉันจะสามารถรับหน้าที่นี้ได้ ระหว่างที่อธิษฐาน ฉันนึกถึงพระวจนะของพระเจ้าสองวลีที่เคยอ่านก่อนหน้านี้ วลีหนึ่งคือ “เป็นบวกและกระตือรือร้น” และอีกวลีคือ “อย่างสุดความสามารถของตน”  ฉันตระหนักว่านี่คือความรู้แจ้งและการชี้แนะจากพระเจ้า และฉันควรมีท่าทีที่เป็นบวกและกระตือรือร้นต่อหน้าที่ของฉัน เนื่องจากขีดความสามารถของฉันไม่ดี ฉันไม่เข้าใจความจริง และไม่สามารถค้นพบหรือแก้ปัญหาหลายอย่างได้ ซึ่งหมายความว่าฉันต้องพึ่งพาพระเจ้าให้มากขึ้นในการแสวงหาความจริง และฉันควรเริ่มจากการทำสิ่งที่ตัวเองคิดได้และสามารถทำได้อย่างสุดความสามารถของตัวฉันเอง หลังจากนั้น ในแต่ละวันฉันมอบสภาวะและความลำบากยากเย็นของฉันไว้กับพระเจ้า และด้วยสำนึกของการแบกรับภาระ ฉันจึงมุ่งเน้นต่อสภาวะของบรรดาพี่น้องหญิงในกลุ่ม  เมื่อพบปัญหา ฉันก็จะค้นหาหลักธรรมที่เกี่ยวข้องมาสามัคคีธรรมและเข้าสู่ร่วมกับพวกเธอ และเมื่อพวกเธอพบความลำบากยากเย็นในการจัดรายการแสดง ฉันก็จะสามัคคีธรรมถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้ากับพวกเธอ และพยายามค้นหาแนวทางแก้ไขตามหลักธรรม  รายการค่อยๆ มีความคืบหน้าทีละน้อย ทุกวันฉันรู้สึกอิ่มเอมและมั่นคง  หัวใจของฉันค่อยๆ เข้าใกล้พระเจ้ามากขึ้น ความเข้าใจผิดและกำแพงกั้นระหว่างพระเจ้ากับฉันก็ลดลงอย่างมาก ความรู้สึกหนักอึ้งในใจค่อยๆ หายไป กลุ่มเต้นรำยังผลิตรายการแสดงได้ภายในหนึ่งเดือนและนำขึ้นเผยแพร่ทางออนไลน์ และได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้นำ ฉันรู้สึกขอบพระคุณพระเจ้าอย่างมาก

แต่โดยไม่คาดคิด ประมาณสามเดือนต่อมา พี่น้องหญิงของฉันถูกปลด เนื่องจากเธอทำตามการจัดแจงผิดๆ ของผู้นำเทียมเท็จอย่างมืดบอด  สิ่งนี้ทำให้งานบันทึกเพลงนัสการต้องหยุดชะงักไปหลายวัน ก่อกวนและขัดขวางงานอย่างร้ายแรง ยิ่งไปกว่านั้น ผู้นำระดับสูงยังพบว่าเธอมีขีดความสามารถไม่ดีทำให้ไม่สามารถทำงานที่แท้จริงได้  เมื่อฉันได้ยินเรื่องนี้ หัวใจของฉันก็เริ่มเต้นแรงอีกครั้ง และฉันคิดว่า “จบกันแล้ว พอพี่น้องหญิงของฉันถูกปลด ฉันก็จะต้องแบกรับงานทั้งหมดในคริสตจักร  ขีดความสามารถและความสามารถในการทำงานของฉันไม่ดีพอ!  ฉันเคยได้ยินเกี่ยวกับปัญหาที่เธอเผชิญในหน้าที่ แต่ฉันกลับมองไม่เห็นความผิดพลาดเหล่านี้ของเธอ หากฉันเป็นเธอ ฉันก็คงทำให้งานล่าช้าเหมือนกัน และวันนี้ คนที่ถูกปลดก็คงเป็นฉัน ด้วยขีดความสามารถและความสามารถในการมองสิ่งต่างๆ ของฉัน การที่ฉันจะถูกปลดจากหน้าที่นี้ มันก็เป็นแค่เรื่องของเวลาเท่านั้นไม่ใช่หรือ?  สู้ฉันลาออกและถอยหนีไปให้รอดตัวโดยเร็วที่สุด ก่อนที่จะทำความชั่วครั้งใหญ่ลงไปดีกว่า”  แต่เมื่อคิดเช่นนี้ ฉันก็รู้สึกผิดว่า “ฉันเอาแต่อยากลาออกอยู่ตลอด นี่แสดงให้เห็นว่าฉันขาดการนบนอบพระเจ้าและขาดความจงรักภักดีต่อหน้าที่!  ถ้าฉันลาออกและละทิ้งหน้าที่ของตน งานจะไม่ล่าช้าหรือ?  ถ้าฉันลาออก ฉันก็เพียงแค่ลดภาระของตัวเอง แต่ฉันจะเป็นคนไร้ความรับผิดชอบต่องานของพระนิเวศของพระเจ้า” หลังจากคิดถึงเรื่องเหล่านี้แล้ว ฉันก็ไม่กล้าลาออก ฉันอธิษฐานถึงพระเจ้า ขอให้พระองค์ทรงคุ้มครองหัวใจของฉัน ประทานความรู้แจ้งและทรงชี้แนะให้ฉันเข้าใจความจริงและนบนอบ

สถานการณ์ที่พระเจ้าทรงจัดการเตรียมการไว้นั้นช่างอัศจรรย์มาก  เย็นวันนั้น พวกเราได้รับจดหมายฉบับหนึ่งที่ส่งต่อมาจากประเทศจีน ในจดหมายได้กล่าวไว้ว่า ในประเทศจีน พญานาคใหญ่สีแดงกำลังจับกุมผู้เชื่อในพระเจ้าอย่างบ้าคลั่ง และว่าพี่น้องชายหญิงได้แต่ทำหน้าที่ของตนได้อย่างหลบๆ ซ่อนๆ เท่านั้น และต้องเปลี่ยนบ้านรับรองอยู่บ่อยๆ  ในจดหมายยังหนุนใจบรรดาพี่น้องชายหญิงที่ได้เดินทางไปต่างประเทศให้หวงแหนโอกาสที่ตนมีในการทำหน้าที่ และลุล่วงหน้าที่ของตน  ในจดหมายยังยกพระวจนะบทตอนหนึ่งของพระเจ้ามาอ้างอิงด้วย  พระเจ้าตรัสว่า “พรจากพระเจ้าไม่สามารถได้มาภายในวันเดียวหรือสองวัน แต่ต้องได้มาด้วยราคาที่สูงลิ่ว  กล่าวคือ พวกเจ้าต้องครองความรักที่ก้าวผ่านกระบวนการถลุงมาแล้ว พวกเจ้าต้องครองความเชื่ออันยิ่งใหญ่ และพวกเจ้าต้องมีความจริงมากมายที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์ให้พวกเจ้ามี ยิ่งไปกว่านั้น พวกเจ้าต้องหันเข้าหาความยุติธรรมโดยไม่ขลาดกลัวหรือคอยแต่เลี่ยงหนี และต้องมีหัวใจที่รักพระเจ้าซึ่งเสมอต้นเสมอปลายไปจนตาย  เจ้าต้องมีความแน่วแน่ และต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นกับอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของเจ้า ความเสื่อมทรามของพวกเจ้าจะต้องได้รับการบำบัด พวกเจ้าต้องยอมรับการจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้าโดยปราศจากการพร่ำบ่น และพวกเจ้าต้องนบนอบไปจนตายด้วยซ้ำ  นี่คือสิ่งที่พวกเจ้าควรต้องบรรลุ นี่คือจุดหมายสุดท้ายแห่งพระราชกิจของพระเจ้า และเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงขอจากผู้คนกลุ่มนี้” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระราชกิจของพระเจ้าเรียบง่ายดังที่มนุษย์จินตนาการหรือไม่?)  หลังจากอ่านจดหมายแล้ว ฉันก็รู้สึกละอายใจอย่างมาก  บรรดาพี่น้องชายหญิงในประเทศจีนกำลังเสี่ยงชีวิต และยังคงยึดมั่นในหน้าที่ของพวกเขา และถึงกับเขียนจดหมายเพื่อหนุนใจบรรดาพี่น้องชายหญิงในต่างประเทศให้ทำหน้าที่ของตนอย่างถูกควรด้วย  แล้วฉันล่ะ?  ฉันรอดพ้นจากการจับกุมและการข่มเหงของพญานาคใหญ่สีแดง และฉันยังสามารถทำหน้าที่ของตนในสภาพแวดล้อมที่สะดวกสบายได้ แต่เมื่อเผชิญกับความลำบากยากเย็นและแรงกดดันเพียงเล็กน้อยในหน้าที่ ฉันกลับอยากหลบหนีและละทิ้งไป  แบบนี้ฉันก็เป็นคนขี้ขลาดไม่ใช่หรือ?  ความกล้าหาญของฉันอยู่ที่ไหน?  คำพยานของฉันอยู่ที่ไหน?  พระเจ้าตรัสว่า การเชื่อในพระเจ้าและการติดตามพระเจ้านั้น คนเราต้องมีประสบการณ์กับการถลุง และต้องมีความมุ่งมั่นที่จะทนทุกข์ และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คนเราต้องไล่ตามเสาะหาความจริง ผ่านการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยชีวิต ยอมรับและนบนอบการจัดวางเรียบเรียงทั้งหมดของพระเจ้า  ฉันรู้สึกราวกับว่าพระเจ้ากำลังทรงเรียกร้องจากฉันผ่านทุกถ้อยคำ สิ่งเหล่านี้คือความจริงที่ฉันควรนำไปปฏิบัติและเข้าสู่ในช่วงเวลานี้ และถ้าฉันลาออก ฉันก็จะไม่ได้ปฏิบัติความจริงเหล่านี้เลยสักข้อเดียว นี่จะไม่ทำให้พระเจ้าทรงผิดหวังและทรงรังเกียจหรอกหรือ?  วันต่อมา หัวหน้ากลุ่มเต้นรำคนหนึ่งต้องการลาออก เพราะเธอไม่สามารถร่วมมือกับคนอื่นอย่างกลมเกลียวได้ ระหว่างที่สามัคคีธรรมกับเธอ ฉันได้เปิดใจถึงความอ่อนแอและความลำบากยากเย็นของตัวเอง และโดยการอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันค่อยๆ รู้สึกซาบซึ้งในหัวใจ  ฉันตระหนักว่าหน้าที่คือพระบัญชาของพระเจ้า และเป็นความรับผิดชอบที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้  ไม่ว่าเรื่องต่างๆ จะเจ็บปวดหรือยากลำบากเพียงใด ฉันก็ไม่อาจปฏิเสธหน้าที่ของตนหรือทำร้ายพระหทัยของพระเจ้าได้

หลังจากนั้น ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่ง ซึ่งตรงกับสภาวะของฉันมาก และช่วยฉันได้มาก  พระเจ้าตรัสว่า “ผู้คนต้องจัดการกับหน้าที่ของตนและพระเจ้าด้วยหัวใจที่ซื่อสัตย์  หากพวกเขาทำเช่นนั้น พวกเขาย่อมจะเป็นคนที่ยำเกรงพระเจ้า  คนที่มีหัวใจที่ซื่อสัตย์มีท่าทีประเภทใดต่อพระเจ้า?  อย่างน้อยที่สุดพวกเขามีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า หัวใจแห่งการนบนอบพระเจ้าในทุกสรรพสิ่ง พวกเขาไม่ถามเรื่องพระพรหรือโชคร้าย พวกเขาไม่พูดถึงเงื่อนไข พวกเขายอมอยู่ภายใต้อำนาจการจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้า—นี่คือคนที่มีหัวใจที่ซื่อสัตย์  พวกที่กังขาเรื่องพระเจ้าอยู่เสมอ พินิจพิเคราะห์พระองค์ตลอดเวลา พยายามทำข้อตกลงกับพระองค์อยู่เป็นนิตย์—พวกเขาใช่คนที่มีหัวใจที่ซื่อสัตย์หรือไม่?  (ไม่ใช่)  สิ่งใดอยู่ภายในหัวใจของคนเช่นนั้น?  ความหลอกลวงและความเลวร้าย พวกเขาพินิจพิเคราะห์ตลอดเวลา  แล้วพวกเขาพินิจพิเคราะห์อะไร?  (ท่าทีที่พระเจ้าทรงมีต่อผู้คน)  พวกเขาพินิจพิเคราะห์ท่าทีที่พระเจ้าทรงมีต่อผู้คนตลอดเวลา  นี่คือปัญหาใด?  แล้วเหตุใดพวกเขาจึงพินิจพิเคราะห์เรื่องนี้?  เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์อันสำคัญยิ่งของตน… คนที่เห็นคุณค่าของความสำเร็จในอนาคต ชะตากรรม และผลประโยชน์ของตนเองเป็นพิเศษ พินิจพิเคราะห์ตลอดเวลาว่าพระราชกิจของพระเจ้าเป็นประโยชน์ต่อจุดหมายปลายทางในอนาคตความสำเร็จในอนาคตของตน ต่อชะตากรรมของตน และต่อการที่ตนได้มาซึ่งพรหรือไม่  ในท้ายที่สุดแล้ว ผลลัพธ์ของการพินิจพิเคราะห์ของพวกเขาเป็นอย่างไร?  ทั้งหมดที่พวกเขาทำคือต่อต้านและกบฏต่อพระเจ้า  แม้ในยามที่พวกเขายืนกรานในการปฏิบัติหน้าที่ของตน พวกเขาก็ทำเช่นนั้นอย่างสุกเอาเผากิน ด้วยอารมณ์ของความคิดลบ ในหัวใจของพวกเขานั้น พวกเขาคิดถึงวิธีฉวยประโยชน์รวมทั้งการไม่อยู่ข้างที่กำลังพ่ายแพ้เรื่อยไป  เช่นนั้นเองที่เป็นแรงจูงใจของพวกเขาเมื่อพวกเขาปฏิบัติหน้าที่ของตน และในการนี้พวกเขาก็กำลังพยายามทำข้อตกลงกับพระเจ้า  นี่คืออุปนิสัยใด?  นี่คือความหลอกลวง นี่คืออุปนิสัยที่เลวอย่างหนึ่ง  นี่ไม่ใช่อุปนิสัยอันเสื่อมทรามธรรมดาอีกต่อไป แต่ทวีความรุนแรงขึ้นเป็นความเลวร้ายแล้ว  แล้วเมื่อมีอุปนิสัยที่เลวอย่างนี้ในหัวใจของคนคนหนึ่ง นี่ย่อมเป็นการดิ้นรนต่อต้านพระเจ้า!  เจ้าควรเข้าใจให้ชัดเจนเกี่ยวกับปัญหานี้  หากผู้คนพินิจพิเคราะห์พระเจ้าตลอดเวลาและพยายามทำข้อตกลงเมื่อปฏิบัติหน้าที่ของตน พวกเขาสามารถทำหน้าที่ของตนได้อย่างถูกต้องเหมาะสมหรือไม่?  ไม่อย่างแน่นอนที่สุด  พวกเขาไม่นมัสการพระเจ้าด้วยหัวใจของตนและด้วยความซื่อสัตย์ พวกเขาไม่มีหัวใจที่ซื่อสัตย์ พวกเขาเฝ้าดูขณะที่ปฏิบัติหน้าที่ของตน โดยสงวนท่าทีเสมอ—แล้วจุดจบเป็นอย่างไร?  พระเจ้าไม่ทรงพระราชกิจในตัวพวกเขา และพวกเขาก็กลายเป็นเลอะเลือนและสับสน พวกเขาไม่เข้าใจหลักธรรมความจริง และพวกเขาก็กระทำการตามความอยากทำของตนเอง และผิดเพี้ยนไปเสมอ  แล้วเหตุใดพวกเขาจึงผิดเพี้ยนไปเสมอ?  เพราะหัวใจของพวกเขาขาดพร่องความชัดเจนมากเกินไป และเมื่อสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นกับพวกเขา พวกเขาไม่ทบทวนตัวเองหรือแสวงหาความจริงเพื่อหาการแก้ปัญหา และพวกเขายืนกรานในการทำสิ่งทั้งหลายตามแต่พวกเขาจะปรารถนา ตามความชอบของตนเอง—ผลลัพธ์ของการนี้ก็คือพวกเขาผิดเพี้ยนไปเสมอเมื่อปฏิบัติหน้าที่ของตน  พวกเขาไม่เคยคิดถึงงานของคริสตจักรและผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาวางแผนเพื่อประโยชน์ของตนเองเสมอ พวกเขาวางแผนเพื่อผลประโยชน์ ความภาคภูมิใจ และสถานะของตนเองตลอดเวลา และไม่เพียงแต่พวกเขาปฏิบัติหน้าที่ของตนไม่ดีเท่านั้น แต่พวกเขายังถ่วงและส่งผลต่องานของคริสตจักรด้วย  นี่ไม่ใช่การนอกลู่นอกทางและการละเลยหน้าที่ของตนหรอกหรือ?  ในการปฏิบัติหน้าที่ของตน ถ้าใครบางคนวางแผนเพื่อผลประโยชน์และจุดหมายปลายทางในอนาคตของตนอยู่เสมอ ไม่คำนึงถึงงานของคริสตจักรหรือผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าเลย นี่ย่อมไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่  นี่คือการวางอุบายเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน เป็นการทำสิ่งต่างๆ เพื่อให้ตนเองได้ผลประโยชน์และได้รับพร  เมื่อปฏิบัติหน้าที่เช่นนี้ ธรรมชาติของการปฏิบัติหน้าที่ย่อมเปลี่ยนไป กล่าวคือ กลายเป็นความพยายามที่จะเจรจาทำข้อตกลงกับพระเจ้า และใช้การปฏิบัติหน้าที่มาบรรลุเป้าหมายส่วนตัว  การทำสิ่งต่างๆ เช่นนี้มีแนวโน้มมากเหลือเกินที่จะก่อกวนงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, โดยการแสวงหาหลักธรรมความจริงเท่านั้น คนเราจึงจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ดี)  พระเจ้าตรัสว่า “พวกเขาไม่ถามเรื่องพระพรหรือโชคร้าย พวกเขาไม่พูดถึงเงื่อนไข พวกเขายอมอยู่ภายใต้อำนาจการจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้า—นี่คือคนที่มีหัวใจที่ซื่อสัตย์”  พระวจนะเหล่านี้แทงใจฉันอย่างยิ่ง พระเจ้าทรงขอให้ผู้คนไม่คำนึงถึงพรหรือเคราะห์ร้าย แต่ฉันกลับให้ความสำคัญมากเกินไปกับการที่ตนเองจะได้รับพรหรือประสบเคราะห์ร้าย ฉันหวาดกลัวอย่างยิ่งว่า ในระหว่างการทำหน้าที่ผู้นำ ฉันอาจทำความชั่วบางอย่างที่ก่อกวนและขัดขวางงาน ทิ้งมลทินและการกระทำผิดไว้เบื้องหลัง และถูกพระเจ้าทรงกล่าวโทษและกำจัดออกไป และในท้ายที่สุด ไม่เพียงฉันจะไม่ได้การช่วยให้รอดเท่านั้น แต่ยังจะตกเป็นเหยื่อของเคราะห์ร้ายอีกด้วย  ฉันรู้สึกเช่นนี้อย่างรุนแรงเมื่อทราบว่า ในบรรดาผู้นำเขตสามคนก่อนหน้านี้ มีสองคนที่ทำการตามอำเภอใจและไม่แสวงหาหลักธรรมความจริงในหน้าที่ของตน ซึ่งส่งผลให้งานของพระนิเวศของพระเจ้าถูกก่อกวนและขัดขวางอย่างร้ายแรง จนพวกเขาถูกปลด  บัดนี้พี่น้องหญิงของฉันก็ถูกปลดเช่นกัน ฉันรู้สึกว่าหากคนหนึ่งไม่เข้าใจความจริงและไม่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า เช่นนั้นการทำหน้าที่ผู้นำก็เป็นเรื่องที่เสี่ยงมาก และอาจทำให้คนเราถูกเผยและถูกกำจัดออกไปได้ง่าย และไม่มีใครรู้ได้ว่าจุดจบหรือบั้นปลายในอนาคตจะเป็นเช่นไร  ฉันอยากจะรักษาอนาคตและบั้นปลายของตนเองไว้ ดังนั้นฉันจึงวางแผนลาออกก่อนที่จะทำผิดพลาด และถอยออกมาให้รอดตัว  พระเจ้าทรงเปิดโปงว่าแท้จริงแล้วนี่คือการดิ้นรนต่อต้านพระองค์ผ่านอุปนิสัยอันหลอกลวงและเลวร้าย!  เมื่อนั้นเองฉันจึงตระหนักว่า การคอยวางแผนเพื่อผลประโยชน์และอนาคตของตนเองอยู่เสมอ โดยไม่คำนึงถึงงานของคริสตจักรหรือผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าเลย ไม่ใช่การทำหน้าที่ของฉัน  แต่มันคือการพยายามใช้เล่ห์เหลี่ยมกับพระเจ้าและต่อต้านพระองค์  เมื่อฉันทำหน้าที่ด้วยกรอบความคิดและสภาวะเช่นนี้ ต่อให้ฉันไม่ได้รับใช้ในฐานะผู้นำและไม่ได้ทำผิดพลาดร้ายแรงก็ตาม หัวใจของฉันก็ยังคงคำนวณผลประโยชน์และต่อต้านพระเจ้าอยู่ดี นี่คือการกระทำชั่ว และเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงรังเกียจและทรงกล่าวโทษ พระเจ้าทรงชี้ให้ฉันเห็นเส้นทางที่ชัดเจนอย่างยิ่ง กล่าวคือ ให้เป็นคนที่มีใจซื่อสัตย์ ไม่ถามถึงพรหรือเคราะห์ร้าย ไม่ต่อรองเงื่อนไข และมอบตนเองไว้ภายใต้การจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้า ในเมื่อพระนิเวศของพระเจ้ายังไม่ได้ปลดหรือกำจัดฉันออกไป ฉันก็ต้องนบนอบอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า และยืนหยัดในหน้าที่ของตนอย่างมั่นคง โดยทำอย่างสุดความสามารถเพื่อรับผิดชอบในสิ่งที่ฉันควรรับผิดชอบ

วันต่อมา ฉันเขียนจดหมายถึงผู้นำระดับสูง แต่ฉันไม่ได้กล่าวถึงเรื่องการลาออกเลย ตรงกันข้าม ฉันยอมรับความรับผิดชอบที่ตนควรแบกรับสำหรับความล่าช้าในงานบทเพลงนมัสการ และสารภาพเรื่องนี้ต่อผู้นำ โดยกล่าวว่าฉันเต็มใจนบนอบการจัดแจงของพระนิเวศของพระเจ้า  หลังจากเขียนจดหมายแล้ว ฉันรู้สึกสงบและสบายใจ พร้อมที่จะยอมรับการจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้า หากผู้นำระดับสูงตัดแต่งหรือปลดฉันออก ฉันก็จะเผชิญหน้ากับเรื่องนั้นอย่างสงบและแบกรับความรับผิดชอบ  หากฉันไม่ได้ถูกปลด ฉันก็จะยึดมั่นในหน้าที่และลุล่วงความรับผิดชอบของตน  น่าแปลกใจที่หลังจากผู้นำระดับสูงอ่านจดหมายแล้ว พวกเขาไม่ได้ปลดฉันออก แต่ยังให้ฉันฝึกฝนในหน้าที่ของฉันต่อไป  ผ่านประสบการณ์นี้ ฉันรู้สึกว่าฉันเข้าใจอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้ามากขึ้น และฉันได้ตระหนักว่าสิ่งที่พระเจ้าให้ความสำคัญคือ หัวใจของคนคนหนึ่งสามารถยอมรับความจริงได้หรือไม่ และพวกเขาสามารถเป็นคนเรียบง่ายและซื่อสัตย์ต่อพระองค์ได้หรือไม่ โดยไม่วางแผนหรือคำนึงถึงผลประโยชน์หรืออนาคตของตนเอง แต่คิดถึงงานของพระนิเวศของพระเจ้า  พระเจ้าไม่ได้ทรงจดจำการกระทำอันโง่เขลาและไม่รู้ความของผู้คน แต่ทรงมอบโอกาสให้พวกเขาได้ทำหน้าที่และชดเชยข้อบกพร่องของตน  หลังจากนั้นสักพัก คริสตจักรก็ยังไม่ได้เลือกผู้นำคนใหม่ ดังนั้น ฉันจึงอธิษฐานถึงพระเจ้าและพึ่งพาพระองค์เพื่อติดตามงานของคริสตจักร  เมื่อใดก็ตามที่มีปัญหา ฉันก็ร่วมมือกับบรรดาพี่น้องชายหญิงเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านั้น ฉันพบว่าเมื่อฉันเต็มใจรับผิดชอบอย่างกระตือรือร้น และใส่ใจรวมทั้งทุ่มเทความคิดให้กับงานมากขึ้น สำนึกของการแบกรับภาระและความรับผิดชอบของฉันต่องานของคริสตจักร รวมทั้งความสามารถในการมองสิ่งทั้งหลายและความสามารถในการทำงานของฉัน ต่างก็พัฒนาขึ้นโดยที่ฉันไม่รู้ตัว ราวกับว่าฉันฉลาดขึ้นกว่าเดิม การทำงานไม่ได้ยากอย่างที่ฉันเคยจินตนาการไว้ และฉันรู้ว่าผลลัพธ์เหล่านี้เสัมฤทธิ์ได้จากพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์  ฉันมีประสบการณ์อย่างแท้จริงแล้วว่าพระเจ้าทรงคุ้มครองพระราชกิจของพระองค์ และมนุษย์เพียงแค่ร่วมมือเท่านั้น  พระเจ้าไม่ได้ทรงวางภาระที่หนักเกินกว่าผู้คนจะรับไหว และความเชื่อในพระเจ้าของฉันก็เพิ่มพูนขึ้น ต่อมา คริสตจักรได้เลือกผู้นำคนใหม่ และฉันก็ร่วมมือกับเธอในการติดตามงานของคริสตจักร

ในการทำหน้าที่ผู้นำตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ฉันได้สัมผัสถึงความเมตตาและความน่ารักของพระเจ้า และฉันได้ปล่อยวางมโนคติอันหลงผิด จินตนาการ ความเข้าใจผิด และความระแวดระวังที่ฉันมีต่อพระเจ้าไปบางส่วน ยิ่งไปกว่านั้น ฉันได้มีประสบการณ์กับการที่พระเจ้าประทานโอกาสให้ฉันทำหน้าที่ผู้นำ ไม่ใช่เพื่อทำให้ฉันลำบากหรือเพื่อเผยฉันออกมา แต่เพื่อแก้ไขทัศนะที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับความเชื่อของฉัน และชำระอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของฉันให้บริสุทธิ์  เป็นการผลักดันให้ฉันพิจารณาและคิดให้มากขึ้นว่าจะปกป้องผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าอย่างไร และจะทำสิ่งต่างๆ อย่างไรให้เป็นประโยชน์ต่องานและต่อบรรดาพี่น้องชายหญิง  ยิ่งไปกว่านั้น เกี่ยวกับสภาวะที่ไม่ถูกต้องของบรรดาพี่น้องชายหญิง ตลอดจนความลำบากยากเย็นและปัญหาในสายงานของพวกเขา ฉันได้แสวงหาหลักธรรมความจริง ฝึกฝนการแก้ไขปัญหาด้วยความจริง และโดยไม่รู้ตัว ความเข้าใจที่ลึกซึ้งและวุฒิภาวะของฉันก็เติบโตขึ้นบ้าง  ฉันรู้สึกว่าการฝึกฝนเพื่อเป็นผู้นำนั้น เป็นการที่พระเจ้าทรงทำให้ฉันเพียบพร้อมอย่างแท้จริง และนั่นคือความรักของพระเจ้า เมื่อนึกย้อนกลับไปถึงตอนที่ฉันเริ่มทำหน้าที่นี้ครั้งแรก ฉันรู้สึกขี้ขลาดและหวาดกลัวอย่างมาก ฉันถึงกับเข้าใจพระเจ้าผิด โดยคิดว่าพระองค์กำลังใช้หน้าที่นี้เพื่อกำจัดฉัน ฉันแยกไม่ออกจริงๆ ว่าอะไรถูกอะไรผิด อะไรดำอะไรขาว!  ฉันไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิง!  ตอนนี้ฉันไม่กลัวการเป็นผู้นำอีกต่อไปแล้ว  ไม่ว่าต่อจากนี้ฉันผ่านประสบการณ์หรือเผชิญกับสิ่งใด ฉันจะมุ่งเน้นเพียงการแสวงหาและปฏิบัติความจริง และลุล่วงหน้าที่ที่ฉันควรทำ  การเปลี่ยนแปลงและการเข้าสู่ความจริงเพียงเล็กน้อยที่ฉันได้รับนี้ ล้วนเป็นผลจากการชี้แนะของพระวจนะของพระเจ้า  ขอบคุณพระเจ้า!

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ผมเรียนรู้ วิธีปฏิบัติต่อหน้าที่อย่างถูกต้อง

โดย หลิวเฉียง ประเทศจีนผมเกิดในครอบครัวชาวนาธรรมดา และโตมาโดยเห็นแม่ทำกับข้าวและทำความสะอาดอยู่เสมอ ไม่เคยเห็นพ่อทำอาหารหรือทำงานบ้านเลย...

ฉันเชื่อในพระเจ้าแต่ทำไมถึงยังเทิดทูนบูชาผู้คน?

โดยลอร์เรน ประเทศเกาหลีใต้ช่วงแรกที่ฉันได้รับมอบหมายงานข่าวประเสริฐในคริสตจักร ผลลัพธ์ไม่ค่อยดีนัก และนั่นทำให้ฉันวิตกกังวลมาก ช่วงนั้นเอง...

ผลที่เก็บเกี่ยวได้โดยผ่านทางโรคภัยไข้เจ็บ

โดย จางลี่ ประเทศจีน ปี 2007 เป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิตของฉัน ในปีนั้น สามีของฉันประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์และกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง...

ติดต่อเราผ่าน Messenger