การปฏิบัติต่อเหล่าผู้นำตามหลักธรรม

วันที่ 20 เดือน 01 ปี 2022

โดย เสี่ยว ฉิง, ประเทศจีน

ในฤดูร้อนปี 2016 ตอนนั้น ฉันเป็นผู้นำใหม่ในคริสตจักร วันหนึ่ง พี่หวังผู้นำระดับบนกว่ามาร่วมชุมนุมกับเรา ฉันจึงขอให้เธอช่วยคิดทีว่า น้องชายคนหนึ่งจะเป็นผู้นำทีมที่ดีได้หรือไม่ เธอรับฟังคำขอ แต่ก็ไม่ได้ขอรายละเอียดน้องคนนี้เพิ่มเติม หรือพูดถึงหลักธรรมอะไรในการบ่มเพาะผู้คน เธอแค่บอกให้ดูเขาในตำแหน่งนั้นสักพัก แล้วค่อยเปลี่ยนตัวถ้าจำเป็น ฉันกลัวว่าการฝึกคนผิดจะทำให้งานของคริสตจักรหยุดชะงัก ฉันจึงแสดงความไม่แน่ใจ เพื่อให้เธอแบ่งปันสามัคคีธรรมที่เฉพาะเจาะจงเรื่องหลักธรรม เธอไม่ได้แบ่งปันสามัคคีธรรมเพิ่มเลย แต่กลับวิจารณ์ฉันอย่างเหลืออดที่โอหังและไม่ยอมรับความจริง และพร่ำพูดอยู่เป็นนานสองนาน การถูกจัดการแบบนี้ เป็นความบีบคั้นสำหรับฉันมากค่ะ คิดอยู่ในใจว่า “เราควรสามัคคีธรรมความจริงเพื่อแก้ปัญหาไม่ใช่เหรอ? เมื่อเราเกิดปัญหาต่างๆ คุณไม่อาศัยการสามัคคีธรรมช่วยเหลือเรา แต่กลับวางท่าดุด่า นั่นไม่ใช่การนำทางพวกเราให้เข้าใจความจริงและทำตามหลักธรรม” ฉันต้องการแบ่งปันความสับสนของฉัน แต่พอคิดถึงว่าเธอหนักข้อกับฉันแค่ไหนต่อหน้าทุกคน ฉันก็กลัวว่าเธอจะเริ่มดุด่าฉันอีก และพูดว่าฉันโอหังและไม่ยอมรับความจริง ฉันก็เลยไม่พูดอะไร

ในการชุมนุมต่อๆ มา สามัคคีธรรมของพี่หวังไม่ให้ความรู้แจ้งหรือสัมพันธ์กับชีวิตจริงเลย แต่เป็นแค่คำสอนตามตัวอักษร และแก้ไขปัญหาจริงๆ ไม่ได้ ฉันสงสัยว่า เธอมีงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์จริงหรือเปล่า แต่ฉันก็ คิดได้ว่าตอนนี้สภาวะเธออาจไม่ค่อยดี จึงเป็นปกติถ้างานของพระวิญญาณไม่เด่นชัด ฉันเลยลืมๆ มันไป ต่อมามีการเตรียมการให้แต่ละคริสตจักรคัดเลือกผู้นำสามคน เพื่อมาดูแลงานของคริสตจักรร่วมกัน พี่หวังบอกกับพวกเราว่า การเลือกเหล่าผู้นำนั้นสำคัญมาก เราจึงต้องจัดการโดยไม่ชักช้า แต่พอถึงเวลาคัดเลือกให้แล้วเสร็จ มันกลับไม่เป็นแบบนั้น ตอนนั้น ฉันเป็นผู้นำเพียงคนเดียว และบางครั้งฉันไม่สามารถ ติดตามการทำงานทั้งหมดได้ ฉันอธิบายสิ่งต่างๆ กับเธอ โดยหวังว่าเธอจะจัดการเลือกตั้งโดยเร็ว เธอพูดว่าเธอจะทำ แต่เวลาผ่านไปโดยเธอไม่ทำอะไร ฉันเขียนไปเร่งเร้าเธออีกครั้ง แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ฉันคิดว่ามันเป็นเรื่องแปลก เธอรู้ว่าการเลือกตั้งเหล่าผู้นำนั้นสำคัญแค่ไหน และสามัคคีธรรมของเธอก็เยี่ยมมาก แต่พอถึงเวลาลงมือทำ เธอก็ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน เธอเอาแต่พ่นคำสอน และทำงานไม่สัมพันธ์กับชีวิตจริง ต่อมา ฉันได้ยินว่าเธอถ่วงเวลาการเลือกตั้งในคริสตจักรอื่นๆ ในแบบเดียวกัน ดังนั้นจึงไม่ได้เจอผู้นำที่เหมาะสมทันเวลา ซึ่งส่งผลต่อชีวิตและงานของคริสตจักรอย่างร้ายแรง

ตอนนั้น ฉันคิดว่า พี่หวังอาจเป็นผู้นำเทียมเท็จซึ่งทำงานไม่สัมพันธ์กับชีวิตจริง และถ้าเป็นอย่างนั้นต่อไป งานของคริสตจักรทั้งหมดก็จะเสียหายอย่างร้ายแรง ฉันนึกได้ว่าฉันควรชี้ชัดให้เธอมองเห็นปัญหาเหล่านี้ แต่ตอนที่ฉันกำลังจะเขียนจดหมายถึงเธอ ฉันก็ฉุกคิดว่าเธอเป็นผู้นำ ดังนั้นถ้าเธอยอมรับได้ ก็จะเป็นเรื่องดีมาก แต่ถ้าเธอรับไม่ได้ ก็อาจจะกลั่นแกล้งฉัน และอาจจะถึงขั้นหาข้ออ้างมาปลดฉันออก ฉันจึง ทำเป็นลืมมันไป ฉันวางปากกาและทิ้งค้างไว้แบบนั้น แต่จากนั้น ฉันก็รู้สึกไม่สบายใจค่ะ ฉันได้เห็นปัญหาของเธอชัดแจ๋ว แต่กลับไม่พูดอะไร นั่นไม่ใช่น้ำพระทัยของพระเจ้า ฉันรู้ ว่าฉันต้องพูดอะไรสักอย่าง แต่ฉันก็ ยังไม่อาจเขียนได้ ฉันเขียนจดหมายไม่ได้ ไม่เขียนก็ไม่ได้ ฉันกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเลยค่ะ ฉันไม่ได้เขียนจดหมายนั่น ฉันอธิษฐานต่อพระเจ้าถึงความขัดแย้งในใจ จากนั้น ฉันอ่านพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้า “เจ้าทั้งปวงกล่าวว่าเจ้าคำนึงถึงพระภาระของพระเจ้า และจะปกป้องคำพยานของคริสตจักร แต่ใครหรือในหมู่พวกเจ้าที่ได้คำนึงถึงพระภาระของพระเจ้าจริงๆ? จงถามตัวเจ้าเองว่า เจ้าเป็นใครคนหนึ่งซึ่งได้แสดงให้เห็นความคำนึงถึงพระภาระของพระองค์หรือไม่? เจ้าสามารถปฏิบัติความชอบธรรมเพื่อพระองค์หรือไม่? เจ้าสามารถยืนขึ้นและพูดเพื่อเราหรือไม่? เจ้าสามารถนำความจริงมาปฏิบัติอย่างหนักแน่นมั่นคงหรือไม่? เจ้ากล้าพอที่จะต่อสู้กับความประพฤติทั้งปวงของซาตานหรือไม่? เจ้าจะสามารถวางภาวะอารมณ์ทั้งหลายของเจ้าลง และเปิดโปงซาตานเพื่อเห็นแก่ประโยชน์แห่งความจริงของเราไหม? เจ้าสามารถยอมให้เจตนาของเราได้รับการทำให้ลุล่วงภายในตัวเจ้าไหม? เจ้าได้มอบถวายหัวใจของเจ้าในชั่วขณะที่สำคัญยิ่งยวดที่สุดหรือไม่? เจ้าเป็นใครคนหนึ่งที่จะกระทำตามเจตจำนงของเราหรือไม่? จงถามคำถามเหล่านี้กับตัวเจ้าเอง และคิดเกี่ยวกับคำถามเหล่านี้ให้บ่อย(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล บทที่ 13) รู้สึกว่า ทุกๆ คำถามของพระเจ้าเหมือนพุ่งตรงมาที่ฉัน ดังนั้น ฉันจึงถามตัวเองว่า ฉันคำนึงถึงพระภาระไหม? กำลังปกป้องผลประโยชน์ของพระนิเวศหรือเปล่า? ฉันนึกถึงการที่ ฉันได้เห็นพี่หวังไม่สามัคคีธรรมความจริงและแก้ปัญหา อีกทั้งดุด่าและบีบบังคับผู้อื่น เธอแค่สามัคคีธรรมคำสอน โดยไม่แก้ไขปัญหาที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงในงานของเรา การเลือกตั้งคืบหน้าเชื่องช้ายังกับเต่าคลาน พฤติกรรมของเธอได้กีดขวางงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าไปแล้ว ฉันรู้ว่าฉันควรพูดอะไรบางอย่างกับเธอ เธอจะได้รู้ว่ามันร้ายแรงแค่ไหน แต่ฉันกลัวว่าถ้าฉันทำแบบนั้น เธอจะไม่ยอมรับ และหันมากลั่นแกล้งฉัน และหาข้ออ้างเพื่อปลดฉันออกจากหน้าที่ ฉันไม่กล้าพูดอะไรเลยค่ะ เอาแต่หลิ่วตาข้างหนึ่ง ไม่ปกป้องงานแห่งพระนิเวศพระเจ้าเลย ฉันคิดถึงแค่ผลประโยชน์ของตัวเอง ฉันช่างเห็นแก่ตัวและขาดความเป็นมนุษย์จริงๆ! ฉันเป็นผู้นำคริสตจักร แต่พองานของคริสตจักรกำลังถูกฉุดรั้ง ฉันกลับไม่กล้าหยุดการกระทำนั้น ไม่ใช่ว่าฉันกำลังปล่อยให้พี่หวังทำชั่วได้หรอกเหรอ? ฉันไม่ปกป้องงานแห่งพระนิเวศด้วยวิธีที่เรียบง่ายที่สุด แล้วฉันจะคู่ควรที่จะเป็นผู้นำได้ยังไง? ยิ่งฉันคิด ฉันก็ยิ่งรู้สึกผิดมากขึ้น จึงสาบานต่อพระเจ้าที่จะละทิ้งเนื้อหนังมาปฏิบัติความจริง

ฉันอ่านหลักธรรมในการจัดเตรียมงานว่าจะปฏิบัติต่อเหล่าคนงานและผู้นำยังไง และเห็นว่าสำหรับคนที่ไล่ตามความจริงและทำงานที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงได้ หากพวกเขาทำการฝ่าฝืนในหน้าที่ หรือไม่ประสบความสำเร็จนักในบ้างครั้ง ก็ควรช่วยพวกเขาด้วยความรัก หรืออาจจะตำหนิและจัดการพวกเขา แต่ไม่กล่าวโทษหรือปลดออกไปเฉยๆ สำหรับผู้ที่ไม่ทำงานที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง หรือไล่ตามความจริง ถ้าพวกเขายืนกรานจะทำทุจริตและ ไม่ยอมรับความจริงหรือกลับใจเมื่อถูกวิพากษ์วิจารณ์ ก็รู้แน่ว่าพวกเขาเป็นผู้นำเทียมเท็จและควรถูกปลดออก ฉันไม่มีประสบการณ์ส่วนตัวกับเธอมากนัก ฉันได้เห็นข้อบ่งชี้มากมายว่าเธอเป็นผู้นำเทียมเท็จ แต่ฉันก็ไม่สามารถแน่ใจในเรื่องนั้นได้เต็มที่ ฉันรู้ว่าฉันต้องเริ่มทำหน้าที่ของฉันโดยการให้สามัคคีธรรมกับเธอ ดังนั้น ฉันจึงจับปากกามาเขียนปัญหาของเธอ และบอกตามตรง ฉันรู้สึกค่อนข้างกังวลทีเดียวค่ะ ฉันจึงอธิษฐานขอความเข้มแข็งจากพระเจ้า เพื่อให้ละทิ้งตัวเอง และปกป้องผลประโยชน์ของคริสตจักรได้ หลังจากนั้น ฉันก็ไม่รู้สึกบีบคั้นเหมือนเคย และฉันก็เขียนปัญหาต่างๆ ของพี่หวังทีละข้อ ในอึดใจนั้นที่ฉันส่งจดหมายออกไป ฉันก็รู้สึกถึงสันติสุขจริงๆ ค่ะ

การเลือกตั้งของคริสตจักรก็ยังถูกถ่วงเวลาไว้ และคริสตจักรหลายแห่งก็ไม่มีคนงานและผู้นำที่จำเป็น เพื่อดำเนินโครงการได้ทันท่วงที ซึ่งขัดขวางงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าอย่างร้ายแรง ฉันเขียนถึงเธออีกสองสามครั้งเพื่อกระตุ้นเธอ แต่ก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาเลย ฉันเห็นว่าเธอดีแต่พูดและไม่ทำงานที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง ถูกตำหนิไปหลายครั้ง เธอก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง ดูจากพฤติกรรม เธอก็คือผู้นำเทียมเท็จที่ทำงานไม่สัมพันธ์กับชีวิตจริง ฉันเขียนถึงผู้นำระดับสูง อธิบายปัญหาของเธอ ไม่นานนัก การไต่สวนภายในพระนิเวศ พบว่าเธอเป็นผู้นำเทียมเท็จ ทำงานไม่สัมพันธ์กับชีวิตจริง และเธอก็ถูกปลดออก ประสบการณ์นี้แสดงว่าความจริงและความชอบธรรมมีอำนาจเหนือพระนิเวศ ผู้นำเทียมเท็จอาจจะมีตำแหน่ง แต่ไม่ไล่ตามความจริง หรือทำงานจริง จึงไม่มีที่ยืนในพระนิเวศ ฉันกลัวมาตลอดว่าจะล่วงเกินผู้นำ และถูกปลดจากตำแหน่ง จึงไม่กล้านำปัญหาของพวกเขา มาสู่ความสว่าง ฉันเพิ่งตระหนักว่าฉันไม่เข้าใจพระอุปนิสัยอันชอบธรรม พระนิเวศมีกฤษฎีกาบริหาร หลักธรรม และกฎเกณฑ์ที่ไม่ว่าผู้นำระดับสูงแค่ไหน ก็ต้องทำทุกสิ่งตามพระวจนะและหลักธรรมแห่งความจริง ใครที่ทำตามอำเภอใจ ก็จะไม่มีที่ยืนเลย อีกอย่าง พระเจ้าทรงเป็นผู้กำหนดว่าฉันทำหน้าที่ใดได้ในคริสตจักร ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้นำคนไหน พวกเขาไม่ใช่ผู้กำหนด ไม่มีอะไรให้ฉันต้องเป็นห่วงเลย

เดือนตุลาคมปี 2019 ฉันถูกย้ายไปทำหน้าที่ในคริสตจักรอีกแห่ง หลังผ่านไปสักพัก ฉันก็สังเกตว่าพี่เฉิน ผู้นำสูงกว่าฉัน ไม่มอบหมายงานให้ผู้คนตามหลักธรรม เรามีพี่จาง มัคนายกให้น้ำ ซึ่งเห็นแก่ตัวและฉลาดแกมโกงมาก เธอเห็นผู้คนทำให้ชีวิตคริสตจักรหยุดชะงัก แต่ไม่ทำอะไรเลย เพราะกลัวจะล่วงเกินพวกเขา คนอื่นพูดถึงปัญหาบางอย่าง แต่เธอก็ไม่สนใจความรับผิดชอบของตัวเอง ปัญหาเหล่านั้นจึงไม่ถูกจัดการทันเวลา มีการตรวจสอบ และเห็นชัดว่าพี่จางมีพฤติกรรมคงเส้นคงวา ที่ไม่เคยค้ำจุนงานคริสตจักร หรือทำงานสัมพันธ์กับชีวิตจริง เธอต้องถูกปลดทันที แต่พอพี่เฉินจะลงมือทำแบบนั้น พี่จางก็พูดเรื่องการตระหนักรู้ในตัวเอง พี่เฉินก็เลยหลงเชื่อคำลวงของเธอ และเลื่อนการปลดเธอออกไป ฉันเห็นว่าพี่เฉินไม่ทำตามหลักธรรมในการปลดผู้นำและคนงาน ซึ่งเป็นปัญหาที่ร้ายแรง ฉันอยากเอ่ยเรื่องนี้กับเธอ แต่แล้วฉันก็คิดถึงเรื่องที่ฉันยังใหม่ในหน้าที่นั้น และเธอให้คุณค่ากับฉันจริงๆ ถ้าเธอยอมรับข้อเสนอแนะของฉัน ก็จะเป็นเรื่องดีมาก แต่ถ้าเธอไม่ยอมรับ เธออาจจะพูดว่าฉันเป็นคนโอหัง ย้ำคิดเกี่ยวกับปัญหาของเธอหลังจากรับตำแหน่งนั้นได้ไม่กี่วัน ถ้าเกิดเธอไม่ยอมบ่มเพาะฉันต่อเพราะเรื่องนั้นล่ะ? ความคิดนี้ทำให้ฉันไม่กล้าเอ่ยเรื่องนั้นขึ้นมา ถึงฉันจะรู้สึกผิดในเรื่องนี้ แต่สุดท้ายฉันก็ยอมแพ้ค่ะ

ครั้งหนึ่ง พี่เฉินมาร่วมชุมนุมกลุ่มของฉัน และฉันอยากพูดถึงเรื่องนี้ แต่เธอพูดว่าเธอยังใหม่กับหน้าที่ และมันหนักสำหรับเธอ เธออยู่ในสภาวะที่ไม่ดีนัก ฉันคิดว่า ถ้าฉันเอ่ยถึงปัญหาของเธอ ขณะที่เธอมีปัญหากับภาวะผู้นำอยู่แล้ว เธอจะคิดว่าฉันไม่มีหัวจิตหัวใจหรือเปล่า? ฉันตัดสินใจทิ้งมันไป กลัวว่าปัญหาจะไม่ได้รับการแก้ไข และสุดท้ายเธอจะรู้สึกคิดลบ และจะมีความประทับใจที่ไม่ดีกับฉัน ฉันจึงไม่พูดขึ้นมา สุดท้าย สังฆนายกให้น้ำคนนั้นก็ไม่ถูกแทนที่ ทำให้งานของเธอมีปัญหาที่ไม่ได้รับการแก้ไขมากมาย ซึ่งทำอันตรายการเข้าสู่ชีวิตของพี่น้องชายหญิงและงานแห่งพระนิเวศจริงๆ ฉันรู้สึกผิดเกี่ยวกับเรื่องนี้จริงๆ ค่ะ ถ้าฉันเอ่ยถึงมันทันท่วงที สุดท้ายเรื่องก็อาจจะไม่เลวร้ายขนาดนั้น ต่อมา เราอ่านพระวจนะของพระเจ้าในการชุมนุม ซึ่งดลใจฉันมากค่ะ “หลายคนในคริสตจักรไม่มีการหยั่งรู้ เมื่อมีบางสิ่งที่ลวงตาเกิดขึ้น พวกเขาจะยืนอยู่ในฝ่ายของซาตานอย่างคาดไม่ถึง พวกเขาถึงขั้นมีความขุ่นเคืองกับการถูกเรียกว่าสมุนของซาตาน แม้ว่าผู้คนอาจจะกล่าวว่าพวกเขาไม่มีการหยั่งรู้ พวกเขาก็มักจะยืนอยู่ในฝ่ายที่ปราศจากความจริง พวกเขาไม่เคยยืนอยู่ในฝ่ายของความจริงในยามวิกฤติเลย พวกเขาไม่เคยยืนหยัดและโต้แย้งเพื่อความจริงเลย พวกเขาขาดพร่องการหยั่งรู้อย่างจริงแท้หรือ? เหตุใดพวกเขาจึงเลือกฝ่ายของซาตานอย่างคาดไม่ถึง? เหตุใดพวกเขาจึงไม่เคยพูดสักคำหนึ่งที่เป็นธรรมและสมเหตุสมผลเพื่อสนับสนุนความจริง? สถานการณ์นี้เป็นผลที่เกิดขึ้นจากความสับสนเพียงชั่วขณะของพวกเขาอย่างแท้จริงหรือ? ยิ่งผู้คนมีการหยั่งรู้น้อยลงเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งมีความสามารถยืนอยู่ในฝ่ายของความจริงน้อยลงเท่านั้น การนี้แสดงให้เห็นถึงอะไร? มันไม่ได้แสดงให้เห็นหรอกหรือว่าผู้คนที่ปราศจากการหยั่งรู้นั้นรักความชั่ว? มันไม่ได้แสดงให้เห็นหรอกหรือว่าพวกเขานั้นเป็นลูกหลานที่จงรักภักดีของซาตาน? เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ที่พวกเขาสามารถยืนอยู่ในฝ่ายของซาตานและพูดภาษาของมันได้ตลอดเวลา? ทุกคำพูดและการกระทำของพวกเขา การแสดงออกทางสีหน้าของพวกเขา ล้วนเพียงพอในการพิสูจน์ว่าพวกเขาไม่ใช่ประเภทใดเลยของผู้ที่รักความจริง ตรงกันข้าม พวกเขาเป็นผู้คนที่เกลียดชังความจริง(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, คำเตือนสำหรับบรรดาผู้ที่ไม่ปฏิบัติความจริง) เมื่อฉันอ่านบทตอนนี้ มโนธรรมของฉันรู้สึกถูกประณามจริงๆ ฉันได้เห็นพี่เฉินทำผิดหลักธรรมในเรื่องการย้ายเหล่าผู้นำและคนงาน เธอไม่ปลดคนงานเทียมเท็จที่ถูกเปิดโปงอย่างทันท่วงที ซึ่งส่งผลต่องานของคริสตจักร ฉันรู้ว่าฉันต้องให้การสามัคคีธรรมกับเธอ และช่วยปกป้องงานของพระนิเวศ แต่ฉันกลัวจะล่วงเกินเธอ และทำให้เธอมองฉันเปลี่ยนไป ฉันจึงปิดปากเงียบ และไม่ค้ำจุนหลักธรรม นั่นแปลว่างานแห่งพระนิเวศได้รับผลกระทบ และฉันก็มีส่วนในนั้นด้วย ฉันเห็นว่าฉันไม่รักความจริงหรือมีสำนึกความชอบธรรมเลย แต่ฉันเป็นแค่คนน่ารังเกียจ ปกป้องผลประโยชน์ตัวเองและยืนข้างซาตาน พระเจ้าทรงยกระดับให้ฉันพัฒนาตัวเองในหน้าที่สำคัญ และทรงสามัคคีธรรมความจริงมากมายอย่างเอาจริงเอาจัง ให้ฉันสามารถเรียนรู้ความจริงและมีวิจารณญาณ พระองค์ยังทรงนำฉันให้เห็นปัญหาเหล่านี้ โดยหวังว่าฉันจะค้ำจุนหลักธรรมและยืนหยัดให้พระนิเวศ แต่ฉันเห็นแก่ตัว แว้งกัดพระองค์ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง ฉันคอยแต่หันหลังให้การทรงนำของพระวิญญาณ ทำร้ายและขัดขวางงานแห่งพระนิเวศ ทำการล่วงละเมิดเฉพาะพระพักตร์ ฉันยังอาศัยในความมืด ที่พระเจ้าทรงรังเกียจ

ต่อมา ฉันเริ่มทบทวนตัวเอง ว่าทำไมฉันอดไม่ได้ที่จะปกป้องตัวเองเมื่อมีอะไรเกิดขึ้น ฉันถูกควบคุมด้วยธรรมชาติอันเสื่อมทรามแบบไหน? จากนั้น ฉันก็พบรากเหง้าของทั้งหมดนี้ในวิดีโอการอ่านพระวจนะค่ะ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ธรรมชาติของซาตานนี่เองที่กำกับดูแลและครอบงำผู้คนจากภายในจนกว่าพวกเขานั้นได้มีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าและได้รับความจริงแล้ว สิ่งใดหรือที่ธรรมชาตินั้นพ่วงท้ายมาด้วยเป็นพิเศษ? ตัวอย่างเช่น เหตุใดพวกเจ้าจึงเห็นแก่ตัว? เหตุใดพวกเจ้าจึงปกป้องตำแหน่งของตัวเจ้าเอง? เหตุใดพวกเจ้าจึงมีภาวะอารมณ์รุนแรงเช่นนั้น? เหตุใดพวกเจ้าจึงชื่นชมสิ่งที่ไม่ชอบธรรมเหล่านั้น? เหตุใดพวกเจ้าจึงชอบคนชั่วพวกนั้น? อะไรคือพื้นฐานของความชื่นชอบของพวกเจ้าที่มีต่อสิ่งทั้งหลายดังกล่าว? สิ่งเหล่านี้มาจากไหน? เหตุใดพวกเจ้าจึงมีความสุขยิ่งนักที่จะยอมรับสิ่งเหล่านี้? ถึงตอนนี้ พวกเจ้าล้วนได้มาเข้าใจว่า เหตุผลหลักเบื้องหลังสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดก็คือว่า พิษของซาตานอยู่ภายในตัวพวกเจ้า สำหรับสิ่งที่พิษของซาตานเป็นนั้น มันสามารถแสดงออกมาอย่างครบถ้วนด้วยคำพูด ตัวอย่างเช่น หากเจ้าถามว่า ‘ผู้คนควรดำรงชีวิตอย่างไร? ผู้คนควรดำรงชีวิตเพื่อสิ่งใด?’ ผู้คนก็จะตอบว่า ‘เพราะมนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม’ วลีเดียวนี้แสดงถึงรากเหง้าที่แท้จริงของปัญหา ตรรกะของซาตานได้กลายมาเป็นชีวิตของผู้คนไปแล้ว ไม่ว่าจะอย่างไร ผู้คนก็แค่มีส่วนกับมันเพื่อตัวพวกเขาเอง เพราะฉะนั้นพวกเขาจึงดำรงชีวิตเพื่อตัวพวกเขาเองเท่านั้น ‘มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม’—นี่คือชีวิตและปรัชญาของมนุษย์ และมันยังเป็นตัวแทนธรรมชาติของมนุษย์อีกด้วย คำพูดเหล่านี้ของซาตานเป็นพิษของซาตานอย่างแน่แท้ และเมื่อผู้คนรับมันไว้ภายใน มันจึงกลายเป็นธรรมชาติของพวกเขา ธรรมชาติของซาตานนั้นถูกเปิดโปงโดยผ่านทางคำพูดเหล่านี้ คำพูดเหล่านี้เป็นตัวแทนซาตานอย่างครบบริบูรณ์ พิษนี้กลายเป็นชีวิตของผู้คนเช่นเดียวกับเป็นรากฐานแห่งการดำรงอยู่ของพวกเขา และมนุษยชาติซึ่งถูกทำให้เสื่อมทรามก็ได้ถูกครอบงำโดยพิษนี้เป็นเวลาหลายพันปี(“วิธีเดินบนเส้นทางของเปโตร” ใน บันทึกการบรรยายของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย) สิ่งที่ฉันได้จากบทตอนนี้คือ ฉันเอาแต่ปกป้องผลประโยชน์ของตัวเองเพราะถูกควบคุมโดยพิษของซาตาน “มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม” “รู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหาง” “พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง” ฉันจมอยู่ในพิษเยี่ยงซาตานพวกนั้นมานาน จนกลายเป็นธรรมชาติของฉัน ฉันใช้ชีวิตโดยพิษเหล่านี้ จึงปกป้องผลประโยชน์ของตัวเองในทุกสถานการณ์ ในหมู่พี่น้องชายหญิง ฉันนึกถึงแต่ความมีหน้ามีตาและสถานะของฉัน ไม่ใช่งานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า ตอนโยกย้ายผู้คน ฉันเห็นชัดว่าผู้นำละเมิดหลักธรรม แต่ฉันกลัวว่าจะพูดอะไรที่อาจเลวร้ายสำหรับฉัน ฉันจึงหลับตาเสียข้างหนึ่งเพื่อปกป้องตำแหน่งและอนาคตของตัวเอง ฉันไม่เสนอสามัคคีธรรมและความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที พร้อมจะเห็นการเข้าสู่ชีวิตของคนอื่นและงานของคริสตจักรเสียหาย ก่อนจะเอาผลประโยชน์ของฉันมาเสี่ยง ฉันเห็นแก่ตัวและน่าดูหมิ่นเหลือเกิน ฉันใช้ชีวิตโดยพิษเยี่ยงซาตาน เห็นแก่ตัวฉลาดแกมโกงขึ้นเรื่อยๆ ชีวิตที่ขาดสภาวะความเป็นมนุษย์ ฉันทำร้ายตัวเอง อีกทั้งขัดขวางและทำให้งานแห่งพระนิเวศหยุดชะงัก พิษเหล่านี้ไม่ทำอะไรนอกจากทำร้ายและทำให้ผู้คนเสื่อมทราม เราจึงอดไม่ได้ที่จะกบฏและต่อต้านพระเจ้า ฉันรู้ว่าถ้าฉันไม่กลับใจและแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ สุดท้ายฉันจะถูกพระเจ้าขับไล่ กำจัดทิ้ง และพลาดโอกาสแห่งความรอด ฉันยังเห็นการให้อภัยและความรอดที่พระเจ้ามีให้ฉันด้วย พระเจ้าทรงจัดตั้งสิ่งทั้งหลายให้ ทั้งที่ฉันกบฏมาก ทรงนำฉันด้วยพระวจนะ เผยความเสื่อมทรามของฉันให้ฉันเห็น ฉันต้องเลิกไม่เชื่อฟังพระเจ้า ละทิ้งเนื้อหนังและปฏิบัติความจริง

ต่อมา ฉันก็ได้อ่า่นอีกบทตอนหนึ่ง “การส่งเสริมและการบ่มเพาะใครบางคนไม่ได้หมายความว่าพวกเขาเข้าใจความจริงแล้ว อีกทั้งไม่ใช่การกล่าวว่าพวกเขาสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนได้อย่างเป็นที่น่าพึงพอใจแล้ว…ผู้คนต้องไม่มีความคาดหวังที่สูงหรือข้อเรียกร้องที่ไม่เป็นจริงต่อบรรดาผู้ที่ได้รับการส่งเสริมและการบ่มเพาะ นั่นย่อมจะไม่สมเหตุสมผล และไม่เป็นธรรมกับพวกเขา พวกเจ้าสามารถสอดส่องพวกเขาและรายงานสิ่งทั้งหลายที่พวกเขาทำซึ่งพวกเจ้าเชื่อว่าเป็นปัญหา แต่พวกเขาแค่ยังอยู่ในช่วงเวลาของการบ่มเพาะ และไม่ควรถูกมองว่าเป็นผู้คนที่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมแล้ว นับประสาอะไรที่ควรจะถูกมองในฐานะใครบางคนที่ไร้ที่ติ หรือในฐานะผู้คนที่ครองความจริงความเป็นจริง พวกเขาก็เป็นเหมือนพวกเจ้า กล่าวคือ นี่คือเวลาที่พวกเขากำลังรับการฝึกฝน…ประเด็นของการที่เราพูดเช่นนี้คือสิ่งใดหรือ? เพื่อที่จะบอกทุกคนว่า พวกเขาต้องไม่ตีความการส่งเสริมและการบ่มเพาะคนที่มีความสามารถพิเศษนานาชนิดของพระนิเวศของพระเจ้าในทางที่ผิด และข้อเรียกร้องที่พวกเขามีต่อผู้คนเหล่านี้ก็ต้องไม่เกรี้ยวกราด โดยธรรมชาติแล้ว ความคิดเห็นที่พวกเขามีต่อผู้คนเหล่านี้ต้องไม่หลุดจากความเป็นจริงเช่นกัน เป็นการโง่เขลาที่จะซึ้งคุณค่าหรือเคารพพวกเขาเกินไป อีกทั้งการมีข้อเรียกร้องที่เกรี้ยวกราดกับพวกเขาก็ไม่ใช่การมีมนุษยธรรมหรือการอยู่กับความเป็นจริง ดังนั้นแล้ว หนทางที่มีเหตุผลที่สุดที่จะปฏิบัติตนกับพวกเขาคือสิ่งใด? การคิดถึงพวกเขาในฐานะผู้คนธรรมดา และการสามัคคีธรรมกับพวกเขาและเรียนรู้จากจุดแข็งของกันและกัน และเติมเต็มซึ่งกันและกันเมื่อมีปัญหาที่จำเป็นต้องตรวจค้น นอกจากนี้ยังเป็นความรับผิดชอบของทุกคนที่จะต้องสอดส่องว่าผู้นำและคนทำงานกำลังทำงานจริงหรือไม่ และพวกเขามีความสามารถในการดำเนินการตามหน้าที่ของพวกเขาหรือไม่ หากพวกเขาไม่สามารถพอ และพวกเจ้ามองพวกเขาออกอย่างทะลุปรุโปร่ง เช่นนั้นแล้ว จงอย่าเสียเวลาไปกับการรายงานหรือปลดพวกเขาเลย จงเลือกใครคนอื่น และจงอย่าทำให้งานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าล่าช้า การทำให้งานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าล่าช้าเป็นการทำร้ายตัวเจ้าเองและผู้อื่น นั่นไม่เป็นการดีสำหรับผู้ใดเลย(“การระบุแยกแยะผู้นำเทียมเท็จ (5)” ใน บันทึกการบรรยายของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย) บทตอนนี้แสดงให้ฉันเห็นหลักธรรมว่าจะปฏิบัติต่อผู้นำและคนงานยังไง พวกเขาไม่ใช่เริ่มด้วยการเข้าใจความจริงและพอเหมาะพอดีกับตำแหน่งงาน พวกเขาอยู่ในช่วงการฝึกฝน มีข้อบกพร่องและข้อด้อย เราจึงต้องตรงไปตรงมาและยุติธรรมกับพวกเขา และไม่เรียกร้องจากพวกเขามากเกินไป แต่ขณะเดียวกัน เราก็มีความรับผิดชอบคอยจับตาดูงานของพวกเขา หากเป็นไปตามความจริง เราก็จำเป็นต้องยอมรับ แต่ถ้าไม่ เราก็ต้องชี้ให้เห็นและเสนอการสามัคคีธรรมและช่วยเหลือ พวกเขาจะได้เห็นข้อผิดพลาดในหน้าที่ของตัวเอง และแก้ไขให้ถูกต้องโดยเร็ว นั่นดีสำหรับการเข้าสู่ชีวิตของพวกเขาเอง และงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า หากชัดว่าพวกเขาเป็นผู้นำเทียมเท็จไม่ทำงานสัมพันธ์กับชีวิตจริง ขาดความสามารถ นั่นก็จำเป็นจะต้องถูกรายงานทันที ฉันรู้ว่าพี่เฉินยังใหม่กับหน้าที่นั้น เธอจึงอาจจะทำผิดพลาดได้ ในเมื่อฉันได้เห็นปัญหา ฉันก็ต้องชี้ให้เห็น และสามัคคีธรรม หากเธอไม่ยอมรับ ฉันก็รายงานและเปิดโปงเธอได้ ฉันยืนเฉยๆ เฝ้าดูงานแห่งพระนิเวศเสียหายไม่ได้ ถึงจุดนั้น ฉันก็ไม่อยากปกป้องผลประโยชน์ตัวเองอีกแล้ว และพร้อมแก้ไขเหตุจูงใจเพื่อปกป้องงานพระนิเวศ ไม่กี่วันต่อมา พี่เฉินก็มาดูงานของเรา ฉันจึงบอกเธอเรื่องที่เธอละเมิดหลักธรรมยังไง และเปิดอกพูดกับเธอเรื่องความเห็นแก่ตัวและเจ้าเล่ห์ของฉันที่ผ่านมา เธอใช้พระวจนะของพระเจ้าทบทวนตัวเอง จนเห็นข้อผิดพลาดและความเสื่อมทรามที่เธอเผยตอนรับมือเรื่องพวกนั้น และต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงค่ะ

หลังจากนั้น เราคุยกันต่อเรื่องหลักธรรมที่เจาะจงในการเปลี่ยนหน้าที่ของผู้คน หลังสามัคคีธรรม เราก็มีความชัดเจนมากขึ้น และเห็นการทรงนำและพระพรของพระเจ้า จากนั้น เธอก็เปลี่ยนตัวพี่จาง ตามที่พึงทำตามหลักธรรม ประสบการณ์นี้สอนฉันว่า ในหน้าที่ของผู้นำนั้น การเสนอข้อติติงและช่วยในทันทีที่เห็นปัญหาเป็นเรื่องดี เป็นการยุติธรรมและปกป้องงานแห่งพระนิเวศ ฉันยังเห็นด้วยว่าพระนิเวศปฏิบัติต่อทุกคนตามหลักธรรมแห่งความจริง ไม่มีใครสูญเสียหน้าที่เนื่องจากการฝ่าฝืนชั่วคราว หรือความเสื่อมทรามที่พวกเขาเปิดเผย แต่เส้นทาง ธรรมชาติ และแก่นแท้ของพวกเขา และท่าทีต่อความจริงของพวกเขาถูกชั่งน้ำหนักเพื่อถูกปฏิบัติไปตามนั้น มันเป็นธรรมและสมเหตุสมผลค่ะ การปฏิบัติต่อผู้นำและคนงานตามหลักธรรม เท่านั้นเองที่จะเป็นประโยชน์ต่องานแห่งพระนิเวศและผู้อื่นดังน้ำพระทัย ประสบการณ์เหล่านี้แสดงให้เห็นการเข้าหาที่เหมาะสมต่อผู้นำและคนงาน และหลักธรรมเพื่อรับมือปัญหาหลากหลายที่พวกเขาอาจจะมี ฉันยังได้เข้าใจอุปนิสัยเสื่อมทรามที่เห็นแก่ตัว และเจ้าเล่ห์ของตัวเอง และต้องการเลิกอยู่อย่างเห็นแก่ตัวด้วยค่ะ สุดท้ายฉันก็ค้ำจุนหลักธรรมและมีความเป็นธรรม ฉันสำนึกบุญคุณพระเจ้าสำหรับสิ่งที่ฉันได้รับมากค่ะ

ปี 2022 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ความหยิ่งยโสมาก่อนความล้มเหลว

โดย ซินเจี๋ย ประเทศจีน พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ความโอหังคือรากเหง้าของอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์ ยิ่งผู้คนโอหังมากขึ้นเท่าใด...

ติดต่อเราผ่าน Messenger