ตอนนี้ฉันรู้ว่าจะร่วมมือในหน้าที่ของฉันอย่างไร

วันที่ 20 เดือน 01 ปี 2022

ตอนนั้นเดือนพฤศจิกายนปี 2019 ฉันทำหน้าที่ผู้นำร่วมกันกับพี่โจว เพื่อทำงานให้เสร็จได้ดีขึ้น มีประสิทธิภาพขึ้น ผู้นำระดับสูงแบ่งงานให้เราต่างรับผิดชอบ หลักๆ แล้วฉันรับผิดชอบการให้น้ำผู้มาใหม่ ส่วนพี่เขาติดตามงานด้านวิดีโอ ตอนนั้น ฉันเห็นว่าการให้น้ำผู้มาใหม่ไปได้ไม่ดีนัก ฉันรู้สึกกดดันมาก กลัวว่าจะรับภาระงานไม่ไหว แต่แล้วก็นึกได้ว่านี่เป็นงานที่สำคัญมาก ถ้าฉันทำงานแสนยากนี้ให้สำเร็จได้บ้าง ผู้นำระดับสูงก็จะได้รู้ถึงขีดความสามารถของฉัน พี่น้องชายหญิงก็จะมองฉันด้วยความเคารพใหม่ๆ ฉันจึงตกลงรับงาน ต่อมา ฉันพบกับคนที่ให้น้ำผู้มาใหม่บ่อยๆ ช่วยพวกเขาแก้ปัญหาในการปฏิบัติหน้าที่ของตัวเอง มุ่งเน้นการให้น้ำและเลี้ยงดูคนที่ฉันมองว่ามีคุณสมบัติที่ดี พอผ่านไปสักพัก งานให้น้ำก็เริ่มปรับปรุงขึ้น วันหนึ่ง พี่สาวคนหนึ่งรายงานกับฉัน ว่ามีคนทำวิดีโอไม่พอ พวกเขาก็เลยกำลังเจอปัญหาอยู่ ซึ่งต้องแก้ไขทันที ฉันคิดกับตัวเองว่า “ปัญหานี้ต้องแก้โดยเร็ว แต่ตอนนี้ก็ต้องติดตามงานให้น้ำแล้วด้วย ถ้าฉันใช้เวลาช่วงนี้ทั้งหมดไปกับงานวิดีโอ และแก้ไขปัญหาของผู้มาใหม่ไม่ได้ทันท่วงที แล้วพวกเขาไป เช่นนั้นงานให้น้ำก็จะได้รับผลกระทบ ถ้าเป็นอย่างนั้น ผู้นำระดับสูงจะว่าฉันไม่มีความสามารถไหม อีกอย่าง งานวิดีโอก็เป็นงานที่พี่โจวต้องติดตาม งั้นถ้าฉันช่วยจัดการกับเรื่องนี้ พี่เขาก็จะได้ความดีความชอบ ในขณะที่ฉันคงไม่ได้หน้า” พอคิดอย่างนี้ ฉันก็ไม่ให้ความสนใจกับรายละเอียดของงาน แค่พูดลวกๆ สองสามคำแล้วก็จากไป พอกลับไป ฉันก็ยกเรื่องนี้มาคุยกับพี่โจว แต่เธอคิดไม่ออกว่าใครจะเหมาะสม เธอตัดสินใจได้ยาก จากนั้นงานก็ล่าช้า เพราะว่าไม่มีคนไปทำหน้าที่ตรงนั้น ในตอนนั้น ตัวฉันเองไม่ได้กังวลกับเรื่องนี้ และยังคิดว่ามันเป็นความรับผิดชอบของพี่โจว ไม่มีสัมพันธ์กับฉันโดยตรง วันหนึ่ง พี่โจวพูดกับฉันว่า “ฉันสังเกตว่าคุณมุ่งเน้นแค่สิ่งที่ตัวเองรับผิดชอบ ไม่กังวลกับงานอื่นเลย” พอได้ยินพี่เขาพูดแบบนี้ ฉันก็คิดว่า “ถ้าฉันทำงานที่คุณรับผิดชอบ คุณก็ได้ความดีความชอบไปหมดสิ คนอื่นจะสังเกตเห็นคุณแค่คนเดียว ไม่ใช่ฉัน ทำไมฉันต้องทำขนาดนั้น?” พอพี่เขายกเรื่องนี้ขึ้นมา ฉันก็ไม่ได้สนใจจริงจัง

จากนั้นไม่นาน ผู้นำของเราพูดกับฉันว่า “งานวิดีโอเกิดปัญหาขึ้นหลายอย่าง และไม่มีปัญหาไหนแก้ได้เลย ฉันจำได้ว่าคุณเคยทำวิดีโอมาก่อน และพอมีจุดแข็งในด้านนี้อยู่บ้าง ฉันอยากให้คุณรับผิดชอบงานวิดีโอ ส่วนพี่โจวจะรับงานให้น้ำไว้” พอได้ยินอย่างนั้น ฉันอารมณ์เสียนิดหน่อย ฉันทุ่มความพยายาม ความคิดและการพิจารณาไปมากกับงานให้น้ำ กว่าจะปรับปรุงได้ก็ไม่ง่ายเลย แล้วตอนนี้ต้องรับผิดชอบงานวิดีโอ ให้เธอได้เสวยผลจากแรงงานของฉัน อีกอย่าง การทำวิดีโอให้ออกมาดีก็ค่อนข้างยากทีเดียว ถ้าฉันทำได้ไม่ดี คนอื่นจะคิดยังไงกับฉัน? จะมองว่าฉันไม่มีความสามารถไหม? แต่แล้วฉันก็คิดใหม่ “ตอนแรกงานให้น้ำก็ไม่ให้ผลลัพธ์ที่ดี เพราะฉันไม่หยุดพยายาม ผลลัพธ์ก็เลยดีขึ้นไม่ใช่เหรอ? ถ้าฉันปรับปรุงงานวิดีโอได้ นั่นก็จะแสดงฝีมือของฉันไม่ใช่เหรอ” ดังนั้น ฉันจึงตกลงรับงาน แล้วฉันก็ใส่หัวใจและจิตวิญญาณลงไปในงานวิดีโอ หาคนมาทำงาน เวลาพี่น้องชายหญิงมีปัญหา ฉันก็ใช้เวลาสามัคคีธรรมถึงทางแก้กับพวกเขาอย่างอดทน พอผ่านไปสักพัก งานวิดีโอก็เริ่มปรับปรุงขึ้นด้วย ทุกคนกระตือรือร้นในการทำหน้าที่มากขึ้น ในช่วงเวลานี้ พี่น้องชายหญิงบางคนถามฉันเรื่องการให้น้ำผู้มาใหม่ ฉันรู้สึกว่างานนี้ไม่อยู่ในขอบเขตความรับผิดชอบฉัน ต่อให้แก้ไขปัญหาได้ ก็ไม่ได้รับความดีความชอบ ดังนั้นฉันก็เลยตอบไปแค่พอเป็นพิธี วันหนึ่ง พี่โจวบอกฉันว่า มีปัญหาบางอย่างในงานให้น้ำที่เธอไม่รู้วิธีแก้ไข แล้วฉันก็รู้ว่าเคยประสบปัญหาพวกนั้นมาก่อน ฉันตั้งใจจะบอกเธอว่าจะแก้ปัญหายังไง แต่แล้วฉันก็คิดว่าถ้าเธอแก้ปัญหาพวกนั้นได้ อย่างนั้นเธอก็จะได้ความดีความชอบ ส่วนฉันไม่ได้ ฉันบอกเธอไปว่าจะแก้ไขเรื่องนั้นให้เมื่อมีเวลา แต่แล้วฉันก็ยุ่งและลืมเรื่องนั้นไปเลย ปัญหานั้นยังคงไม่ถูกแก้ ผลลัพธ์ก็คืองานให้น้ำได้รับผลกระทบ

วันหนึ่ง ผู้นำระดับสูงมาเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับงานของเรา และพบว่าฉันมุ่งเน้นแค่งานของตัวเอง ไม่สนใจงานของคนอื่น เลยจัดการกับฉันอย่างรุนแรงว่า ผู้นำคริสตจักรที่กังวลแต่กับงานหลักของตัวเอง แต่ไม่สนใจงานอื่นของคริสตจักร คือทำกิจธุระของตัวเองเท่านั้น เห็นแก่ตัว น่าชัง คือความเป็นมนุษย์ที่ไม่ดี พอได้ยินฉันก็อารมณ์เสียมาก รู้สึกไม่เป็นธรรม ฉันคิดกับตัวเองว่า “ทุกวัน ฉันใช้เวลาและความพยายามกับหน้าที่ไปเยอะมาก ฉันทำงานหนักและไม่เคยอู้เลย ถ้าพวกเขาไม่ชมฉันก็ไม่เป็นไรหรอก แต่พูดมาได้ยังไงว่าฉันเห็นแก่ตัว น่าชัง ความเป็นมนุษย์ไม่ดี?” พอกลับถึงบ้าน ฉันก็ร้องไห้คร่ำครวญ อธิษฐานถึงพระเจ้าด้วยความเจ็บปวดว่า “พระเจ้า! เมื่อเจอการตัดแต่งและจัดการแบบนี้ ข้าพระองค์อารมณ์เสียและรู้สึกไม่เป็นธรรม ข้าฯ ไม่เข้าใจพระประสงค์พระองค์ ขอทรงนำให้ข้าฯ รู้จักตัวเองด้วยเถิด”

วันหนึ่ง ฉันเห็นพระวจนะที่พูดว่า “องค์ประกอบที่เป็นรากฐานและสำคัญมากที่สุดของสภาวะความเป็นมนุษย์ของคนเราก็คือมโนธรรมและเหตุผล บุคคลประเภทใดคือผู้ที่ขาดพร่องมโนธรรมและไม่มีเหตุผลของสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติ? พูดโดยทั่วไปแล้ว เขาคือบุคคลที่ขาดพร่องสภาวะความเป็นมนุษย์ บุคคลที่มีสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ด้อยอย่างสุดขีด พวกเรามาวิเคราะห์การนี้กันอย่างใกล้ชิดเถิด บุคคลผู้นี้แสดงออกมาให้เห็นถึงการสำแดงใดของสภาวะความเป็นมนุษย์ที่สูญหายไปจนถึงขนาดที่ผู้คนพูดว่าเขาไม่มีสภาวะความเป็นมนุษย์? ผู้คนเช่นนี้ครองคุณลักษณะเฉพาะใด? พวกเขานำเสนอการสำแดงเฉพาะอันใด? ผู้คนเช่นนั้นทำอย่างพอเป็นพิธีในการกระทำของพวกเขาและปลีกห่างจากสิ่งใดก็ตามที่ไม่เกี่ยวข้องกับพวกเขาเป็นการส่วนตัว พวกเขาไม่ได้พิจารณาผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า อีกทั้งพวกเขายังไม่แสดงความคำนึงถึงน้ำพระทัยของพระเจ้า พวกเขาไม่ได้รับภาระอันใดเกี่ยวกับการให้คำพยานสำหรับพระเจ้าหรือการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา และพวกเขาไม่มีสำนึกรับรู้แห่งความรับผิดชอบเลย พวกเขาคิดถึงสิ่งใดกันเมื่อใดก็ตามที่พวกเขาทำบางสิ่งบางอย่าง? การกำหนดพิจารณาแรกของพวกเขาก็คือ ‘พระเจ้าจะทรงทราบหรือไม่หากฉันทำการนี้? มันเป็นที่ประจักษ์แก่ตาต่อผู้คนอื่นๆ หรือไม่? หากผู้คนอื่นๆ ไม่เห็นว่าฉันทุ่มเทความพยายามทั้งหมดนี้และทำงานอย่างอุตสาหะ และหากพระเจ้ามิได้ทอดพระเนตรเห็นด้วยเช่นกัน เช่นนั้นแล้วก็ไม่มีประโยชน์อันใดสำหรับการทุ่มเทความพยายามเช่นนั้นหรือการทนทุกข์เพื่อการนั้น’ นี่ไม่เป็นการเห็นแก่ตัวหรอกหรือ? ในเวลาเดียวกัน มันก็เป็นความตั้งใจแบบพื้นฐานอย่างยิ่งด้วยเช่นกัน เมื่อพวกเขาคิดและกระทำการในหนทางนี้ มโนธรรมกำลังมีบทบาทใดหรือไม่? มีส่วนใดๆ ของมโนธรรมในการนี้หรือไม่? มีแม้กระทั่งผู้คนที่เมื่อได้เห็นปัญหาในการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาก็กลับยังคงนิ่งเงียบ พวกเขาเห็นว่าผู้อื่นกำลังเป็นเหตุให้เกิดการขัดจังหวะและการรบกวน กระนั้นก็ไม่ทำสิ่งใดเลยเพื่อหยุดสิ่งเหล่านั้น พวกเขาไม่ได้พิจารณาผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าแม้แต่น้อย อีกทั้งพวกเขาไม่ได้คิดเรื่องหน้าที่หรือความรับผิดชอบของพวกเขาเองเลย พวกเขาพูด ปฏิบัติตัว โดดเด่น ทุ่มความพยายามออกไป และสละพลังงานเพียงเพื่อสิ่งไร้ค่า ศักดิ์ศรี ตำแหน่ง ผลประโยชน์ และเกียรติของพวกเขาเองเท่านั้น การกระทำและเจตนาของใครบางคนเยี่ยงนั้นเป็นที่ชัดเจนต่อทุกคน กล่าวคือ พวกเขารีบออกมาเมื่อใดก็ตามที่มีโอกาสได้รับเกียรติหรือชื่นชมกับพระพรบางอย่าง แต่เมื่อไม่มีโอกาสที่จะได้รับเกียรติ หรือทันทีที่มีเวลาแห่งการทนทุกข์ พวกเขาก็จะอันตรธานหายไปจากสายตาเหมือนเต่าที่กำลังหดหัว บุคคลประเภทนี้มีมโนธรรมและเหตุผลหรือไม่? บุคคลที่ไม่มีมโนธรรมและเหตุผลที่ประพฤติตนในหนทางนี้รู้สึกตำหนิติเตียนตนเองหรือไม่? มโนธรรมของบุคคลประเภทนี้ไม่เอื้อต่อจุดประสงค์ใดเลย และพวกเขาไม่มีวันรู้สึกตำหนิติเตียนตนเอง ดังนั้น พวกเขาจะสามารถรู้สึกถึงการตำหนิติเตียนหรือความมีวินัยของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้หรือ? ไม่ พวกเขาไม่สามารถรู้สึกได้(“จงมอบหัวใจอันแท้จริงของเจ้าแด่พระเจ้า และเจ้าจึงจะสามารถได้มาซึ่งความจริง” ใน บันทึกการบรรยายของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย)ในค่ายของซาตานนั้น ไม่ว่าจะเป็นในสำนักงานขนาดเล็กหรือองค์กรขนาดใหญ่ ท่ามกลางผองชนหรือในตำแหน่งทางราชการ อะไรหรือคือบรรยากาศซึ่งพวกเขาใช้กระทำการ? อะไรหรือคือหลักธรรมและแนวทางสำหรับการกระทำของพวกเขา? แต่ละคนทำตัวอยู่เหนือกฎเกณฑ์ แต่ละคนไปตามหนทางของตัวเอง พวกเขากระทำการเพื่อผลประโยชน์ของตนเองและทำสิ่งทั้งหลายด้วยตัวเอง ใครก็ตามที่มีสิทธิอำนาจก็มีอำนาจเด็ดขาดสุดท้าย พวกเขาไม่คิดถึงผู้อื่นแต่กลับทำอย่างที่พวกเขาจะทำ โดยเพียรพยายามเพื่อให้ได้ชื่อเสียง โชคลาภ และสถานะ หากพวกเจ้าทั้งไม่เข้าใจความจริงและไม่นำความจริงนั้นไปสู่การปฏิบัติ ในสถานการณ์ที่พวกเจ้ายังไม่ได้รับการจัดเตรียมพระวจนะของพระเจ้า พวกเจ้าจะแตกต่างไปจากพวกเขาบ้างหรือไม่? ไม่อย่างแน่นอนที่สุด—แน่นอนที่สุดว่า พวกเจ้าจะเป็นอย่างเดียวกันกับพวกเขา พวกเจ้าจะต่อสู้ในหนทางเดียวกันกับที่พวกผู้ไม่เชื่อต่อสู้ พวกเจ้าจะดิ้นรนในหนทางเดียวกันกับที่พวกผู้ไม่เชื่อดิ้นรน จากเช้าจดค่ำ พวกเจ้าจะอิจฉาและพิพาท โดยวางแผนร้ายและวางอุบาย อะไรเล่าคือรากเหง้าของปัญหานี้? นั่นล้วนเป็นเพราะผู้คนถูกปกครองดูแลโดยอุปนิสัยอันเสื่อมทราม การครองอำนาจของอุปนิสัยอันเสื่อมทรามคือการครองอำนาจของซาตาน ทั้งนี้ สภาวะความเป็นมนุษย์ที่ถูกทำให้เสื่อมทรามนั้นอาศัยอยู่ภายในอุปนิสัยเยี่ยงซาตานโดยปราศจากข้อยกเว้น(“หลักการที่คนเราควรมีในการประพฤติตน” ใน บันทึกการบรรยายของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย) จากพระวจนะ ฉันได้เห็นว่าตัวเองเห็นแก่ตัว เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว ฉันรู้ว่าการแบ่งงานมีจุดประสงค์คือเพื่อประสิทธิภาพ ไม่ใช่เพื่อเป็นอิสระจากกัน ถ้าเพื่อนร่วมงานมีปัญหา การช่วยแก้ไขปัญหาก็คืองานของฉัน แต่ฉันกังวลแค่กับงานที่ทำอยู่ ทำสิ่งต่างๆ เพื่อชื่อเสียงและสถานะ ฉันไม่สนใจงานอื่น ถึงแม้จะเห็นว่ามีปัญหาก็ตาม ฉันเห็นแก่ตัวและน่าชังมาก ตอนที่รับผิดชอบงานให้น้ำ ฉันรู้ว่าหาคนมาทำงานวิดีโอยาก แต่ฉันรู้สึกว่าถ้าแก้ไขความยากลำบากนั้นได้ ฉันก็คงไม่ได้รับความดีความชอบหรอก ฉันแค่ถามดูพอเป็นพิธีและไม่ได้เอาจริงเอาจังอะไร ทีมวิดีโอก็เลยมีคนไม่พอ และงานก็เสียหาย พอฉันมารับผิดชอบงานวิดีโอ พี่โจวบอกฉันว่างานให้น้ำมีปัญหา ฉันอาจบอกวิธีจัดการปัญหาไปตรงๆ เลยก็ได้ แต่ฉันห่วงว่าถ้าเธอแก้ปัญหาพวกนั้นได้ เธอจะขโมยความดีความชอบของฉันไป ฉันก็เลยไม่สามัคคีธรรมกับเธอ ผลลัพธ์ก็คึอปัญหาพวกนั้นไม่ถูกแก้ไข และงานก็เลยล่าช้า ถ้าทำงานของตัวเองดี จะได้รับการยอมรับจากทุกคน ดังนั้นฉันจึงทำงานให้หนักที่สุด พี่โจวเผชิญปัญหาต่างๆ ในงานของเธอและต้องการความช่วยเหลือ แต่ฉันไม่ได้กังวลกับเรื่องพวกนั้น งานของพระนิเวศก็เลยติดขัด ฉันเห็็นแก่ตัวและขาดพร่องความเป็นมนุษย์จริงๆ ถ้าผู้นำระดับสูงไม่ตัดแต่งและจัดการกับฉันอย่างรุนแรง ฉันก็คงยังไม่สังเกตเห็นว่าตัวเองประพฤติตัวยังไง และคงยังคิดว่าตราบใดที่ทำงานของตัวเองได้ดี ก็แปลว่าฉันแบกภาระและทำหน้าที่ด้วยความภักดี ฉันคงไม่รู้จักตัวเองจริงๆ

ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะพระเจ้าบทตอนหนึ่งที่ทำให้เข้าใจปัญหาตัวเองลึกซึ้งยิ่งขึ้น “ไม่ว่าพวกเขาจะเข้ารับภาระหน้าที่ตามงานใดก็ตาม บุคคลประเภทที่เป็นศัตรูของพระคริสต์ไม่คิดอะไรถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าเลย พวกเขาพิจารณาเพียงแค่ว่าผลประโยชน์ของตัวเองจะได้รับผลพลอยได้หรือไม่ คิดถึงเพียงแค่กิจทั้งหลายซึ่งจ่ออยู่ตรงปลายจมูกพวกเขาเท่านั้น งานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าและคริสตจักรเป็นแค่บางสิ่งที่พวกเขาทำในเวลาว่าง และพวกเขาก็จำเป็นที่จะต้องถูกกระตุ้นเตือนให้ทำทุกสิ่งทุกอย่าง การอารักขาผลประโยชน์ของตัวเองคืออาชีพทางจิตวิญญาณจริงของพวกเขา คือสิ่งทั้งหลายที่พวกเขาชอบในการทำกิจธุระจริง ในสายตาของพวกเขา สิ่งใดก็ตามที่จัดการเตรียมการโดยพระนิเวศของพระเจ้าหรือมีความสัมพันธ์กับการเข้าสู่ชีวิตของผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรร ไม่มีความสำคัญอันใด ไม่สำคัญว่าผู้คนอื่นๆ มีความลำบากยากเย็นใดในงานของพวกเขา พวกเขาระบุแยกแยะประเด็นปัญหาใด คำพูดของพวกเขาจริงใจเพียงใด พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่ใส่ใจเลย พวกเขาไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง เป็นราวกับว่านี่ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับพวกเขา พวกเขาไม่แยแสกิจการงานของคริสตจักรอย่างที่สุด ไม่สำคัญว่ากิจการงานเหล่านี้ใหญ่โตเพียงใด แม้ในยามที่ปัญหานั้นอยู่ตรงหน้าของพวกเขาแท้ๆ พวกเขาก็จัดการแก้ไขปัญหานั้นอย่างอิดออดและขอไปทีเท่านั้น มีเพียงเมื่อพวกเขาถูกเบื้องบนจัดการโดยตรงและถูกออกคำสั่งให้แก้ไขปัญหาเท่านั้น พวกเขาจึงจะกัดฟันทำงานจริงเล็กๆ น้อยๆ และมอบบางสิ่งให้เบื้องบนได้เห็น ทั้งนี้ ไม่นานนัก พวกเขาก็จะทำกิจธุระของตัวเองต่อไป ในเรื่องงานของคริสตจักร ในเรื่องสิ่งสำคัญซึ่งมีบริบทที่กว้างกว่านั้น พวกเขาไม่สนใจ ไม่รับรู้ พวกเขาถึงขั้นเพิกเฉยต่อปัญหาที่พวกเขาค้นพบ หลบหลีกเมื่อถูกถาม โดยจัดการแก้ไขปัญหาเหล่านั้นด้วยความอิดออดไม่เต็มใจเท่านั้นเอง นี่คือการสำแดงถึงความเห็นแก่ตัวและความสามานย์ มิใช่หรือ? ที่มากไปกว่านั้นก็คือ ไม่สำคัญว่าพวกเขากำลังปฏิบัติหน้าที่ใดอยู่ ทั้งหมดที่พวกเขาคิดอยู่นั้นก็คือว่า หน้าที่นั้นจะอุ้มชูภาพโครงสร้างภายนอกของพวกเขาหรือไม่ ตราบที่หน้าที่นั้นจะชูความมีหน้ามีตาของพวกเขา พวกเขาย่อมบีบเค้นสมองของพวกเขาเพื่อฉุกคิดได้ขึ้นมาถึงหนทางที่จะเรียนรู้วิธีทำหน้าที่นั้น ที่จะดำเนินหน้าที่นั้น ทั้งนี้ ทั้งหมดที่พวกเขาใส่ใจก็คือว่า หน้าที่นั้นจะแสดงให้เห็นว่าพวกเขานั้นแตกต่างออกไปหรือไม่ ไม่สำคัญว่าพวกเขาทำหรือคิดอะไร พวกเขากำลังคิดเพื่อตัวเองเท่านั้น ในกลุ่มๆ หนึ่ง ไม่สำคัญว่าพวกเขากำลังปฏิบัติหน้าที่ใดอยู่ พวกเขาก็มีแต่แข่งขันกันในเรื่องที่ว่าใครสูงส่งกว่าหรือต่ำต้อยกว่า ใครชนะและใครแพ้ ใครมีความมีหน้ามีตามากกว่ากันเท่านั้นเอง พวกเขาก็มีแต่ใส่ใจเกี่ยวกับว่ามีผู้คนกี่คนชื่นชมยกย่องพวกเขา มีผู้คนกี่คนเชื่อฟังพวกเขา และพวกเขามีผู้ติดตามกี่คนเท่านั้นเอง พวกเขาไม่สามัคคีธรรมกับความจริงหรือแก้ไขปัญหาจริงเลย พวกเขาไม่พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องวิธีทำสิ่งทั้งหลายตามหลักธรรมในยามที่ปฏิบัติหน้าที่ของคนเราเลย ว่าพวกเขาได้สัตย์ซื่อเรื่อยมา ได้ลุล่วงความรับผิดชอบของพวกเขาแล้ว ได้เบี่ยงเบนไปแล้วหรือไม่ พวกเขาไม่ใส่ใจแม้แต่น้อยต่อสิ่งที่พระนิเวศของพระเจ้าเอ่ยขอ และว่าอะไรคือน้ำพระทัยของพระเจ้า พวกเขากระทำการเพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของสถานะและเกียรติยศของตัวเองเท่านั้น(“บทความเสริม สี่: การสรุปบุคลิกลักษณะของพวกศัตรูของพระคริสต์และแก่นแท้ของอุปนิสัยของพวกเขา (ภาคที่หนึ่ง)” ใน การเปิดโปงศัตรูของพระคริสต์) พระเจ้าทรงเปิดเผยว่าศัตรูของพระคริสต์มักเห็นแก่ตัวและน่าชัง คิดถึงแต่เพียงผลประโยชน์ส่วนตัวในหน้าที่ จะพูดหรือทำอะไรก็เพื่อชื่อเสียงและสถานะเท่านั้น ไม่เคยพิจารณางานโดยรวมของคริสตจักรหรือมีนโมธรรมแม้สักนิด ฉันได้เห็นว่าหลักการของสิ่งที่ฉันทำและมุมมองฉันเหมือนศัตรูของพระคริสต์ ฉันคิดว่าการทำงานที่รับผิดชอบให้ดี และปกป้องผลประโยชน์ตัวเองนั้นมีเหตุผล คิดว่าการเข้าไปเกี่ยวในงานของคนอื่นคือการให้ความช่วยเหลือ ฉันคิดว่าการพักงานของตัวเองไว้ก่อนเพื่อช่วยคนอื่น และการทำงานโดยไม่ได้ความดีความชอบนั้นโง่เขลา ดังนั้น ตอนที่พี่โจวกับฉันแบ่งหน้าที่กัน ฉันจึงไม่เคยใส่ใจเลยสักนิดถึงความยากลำบากที่พี่โจวเอ่ยถึง หรือพิจารณาว่าจะแก้ไขยังไง ฉันคิดเพียงแค่ว่าจะทำงานของตัวเองให้ดี และได้รับการเห็นชอบและการยอมรับ เมื่อมองย้อนไป ฉันได้ปฏิบัติความจริงและทำหน้าที่จริงเหรอ? ฉันแค่บริหารสถานะของตัวเองและทำกิจธุระตัวเอง “ทำเพื่อตัวเอง คนรั้งท้ายให้มารพาไป” “ปล่อยไปหากไม่ส่งผลต่อเรา” คือปรัชญาซาตานที่ฉันใช้ชีวิตตาม ฉันเห็นแก่ตัวและน่าชังมาก ฉันถือว่าการแบ่งงานเป็นโอกาสที่จะได้แสดงจุดแข็ง ในงานที่ฉันรับผิดชอบ ฉันทุ่มความพยายามและยอมเจ็บปวด ไม่คิดถึงผลประโยชน์โดยรวมของพระนิเวศ ไม่พิจารณาว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของพระนิเวศของพระเจ้า ไม่ร่วมมือกับพี่สาวอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียว สิ่งนี้ขัดขวางและขัดจังหวะงานของพระนิเวศ ฉันเห็นว่าฉันทำตัวเยี่ยงซาตาน ทุกสิ่งที่ฉันทำขาดความเป็นมนุษย์! ที่จริง ความดีความชอบไม่สำคัญกับการปฏิบัติหน้าที่ในพระนิเวศ เราควรทำในสิ่งที่เรารับผิดชอบให้ดี นี่เป็นหน้าที่ของเราเอง ต่อให้มีสิ่งใดไม่ใช่ความรับผิดชอบเรา เราก็ควรตรวจสอบและแก้ไข เมื่อเห็นมัน เพราะเราเป็นสมาชิกของพระนิเวศ ฉันเป็นผู้นำคริสตจักร งานคริสตจักรทั้งหมดคือส่วนหนึ่งของงานฉัน คือความรับผิดชอบและหน้าที่ฉัน งานที่ทำได้ไม่ดี จะงานไหนก็ตาม เกี่ยวข้องกับฉันโดยตรง แต่ฉันเพียงพิจารณาชื่อเสียงและสถานะตัวเอง ทำกิจธุระตัวเอง ฉันเดินเส้นทางศัตรูของพระคริสต์ที่ต่อต้านพระเจ้า มีแต่จะนำไปสู่การบอกปัดและการกำจัดทิ้งโดยพระเจ้า พอได้ตระหนักแล้ว ฉันก็รู้สึกมาจากใจจริงๆ ว่า พระเจ้าทรงใช้เหล่าผู้นำเพื่อชี้ให้เห็นปัญหาของฉัน นี่คือความรักและความรอดของพระเจ้า

ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะบทตอนหนึ่งและได้เห็นทางแห่งการปฏิบัติ “การทำให้ผู้คนปล่อยวางผลประโยชน์ของตัวพวกเขาเองนั้นเป็นสิ่งซึ่งยากลำบากที่สุดที่จะทำ ผู้คนส่วนใหญ่ไม่แสวงหาสิ่งใดเลยนอกจากผลกำไร ผลประโยชน์ของผู้คนคือชีวิตของพวกเขา และการทำให้พวกเขาปล่อยวางสิ่งเหล่านั้นย่อมเทียบเท่ากับการบังคับพวกเขาให้ล้มเลิกชีวิตของพวกเขา ดังนั้นแล้ว เจ้าควรทำสิ่งใดเล่า? เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะปล่อยวาง ละทิ้ง ทนทุกข์ และสู้ทนความเจ็บปวดของการปล่อยมือจากผลประโยชน์ทั้งหลายที่เจ้ารัก ทันทีที่เจ้าได้สู้ทนความเจ็บปวดนี้และปล่อยวางผลประโยชน์ของเจ้าไม่กี่อย่างไป เจ้าจะรู้สึกผ่อนบรรเทาลงสักเล็กน้อยและมีอิสระเสรีขึ้นมาสักนิด และในหนทางนี้ เจ้าย่อมจะชนะเนื้อหนังของเจ้า อย่างไรก็ตาม หากเจ้าเกาะติดอยู่กับผลประโยชน์ของเจ้าและล้มเหลวที่จะปล่อยมือจากผลประโยชน์เหล่านั้น พลางพูดว่า ‘ฉันได้เต็มไปด้วยเล่ห์ลวง ว่าแต่ว่า แล้วมันเป็นอะไรหรือ? พระเจ้าไม่ได้ทรงลงโทษฉัน ดังนั้นแล้วผู้คนจะสามารถทำอะไรต่อฉันได้หรือ? ฉันจะไม่ปล่อยวางอะไรทั้งนั้น!’ เมื่อเจ้าไม่ปล่อยวางอันใดเลย ก็ไม่มีใครอื่นที่ทนทุกข์กับการสูญเสีย เป็นตัวเจ้าเองนั่นเองที่สูญเสียทั้งหมดไปในท้ายที่สุด ในข้อเท็จจริงแล้ว เมื่อเจ้าระลึกรู้อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตัวเอง นี่ย่อมเป็นโอกาสเหมาะสำหรับเจ้าที่จะเข้าสู่ ก้าวหน้า และเปลี่ยนแปลง มันเป็นโอกาสสำหรับเจ้าที่จะมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและยอมรับการทรงพินิจพิเคราะห์ของพระองค์และการพิพากษากับการตีสอนของพระองค์ ที่มากไปกว่านั้นคือ นี่เป็นโอกาสเหมาะสำหรับเจ้าที่จะบรรลุความรอด หากเจ้าล้มเลิกการแสวงหาความจริงแล้วไซร้ นั่นย่อมเทียบเท่ากับการล้มเลิกโอกาสเหมาะที่จะบรรลุความรอดและที่จะยอมรับการพิพากษาและการตีสอน(“การรู้จักอุปนิสัยของคนเราคือรากฐานของการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยนั้น” ใน บันทึกการบรรยายของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย)เมื่อเจ้าไม่ได้กำลังคิดถึงความพึงปรารถนาอันเห็นแก่ตัวของเจ้าเอง หรือไม่ได้กำลังพิจารณาผลประโยชน์ของเจ้าเองในสิ่งทั้งหลายที่เจ้าทำ และกำลังพิจารณางานในพระนิเวศของพระเจ้าอย่างสม่ำเสมอ คำนึงถึงผลประโยชน์ของการนั้น และปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าให้ดีแทน เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ย่อมจะสะสมเพิ่มพูนความประพฤติดีเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า ผู้คนที่ปฏิบัติความประพฤติดีเหล่านี้คือผู้ที่ครองความเป็นจริงแห่งความจริง เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเขาจึงได้เป็นคำพยาน(“จงมอบหัวใจอันแท้จริงของเจ้าแด่พระเจ้า และเจ้าจึงจะสามารถได้มาซึ่งความจริง” ใน บันทึกการบรรยายของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย) หลังอ่านพระวจนะ ฉันก็เข้าใจว่า ถ้าผู้คนเพียงแต่ยึดถือผลประโยชน์ตนเอง ไม่ปฏิบัติความจริง สุดท้ายก็จะเสียโอกาสได้รับความจริงและถูกพระเจ้าช่วยให้รอด กลับกัน ถ้าละทิ้งประโยชน์ตัวเองได้และช่วยคนอื่น และเสนอจะใช้จุดแข็งของเราในงานโดยรวมของพระนิเวศ นี่ไม่ใช่ความโง่เขลา แต่เป็นความประพฤติดี พระเจ้าทรงสรรเสริญ ต่อแต่นี้ไป ไม่ว่าจะเป็นงานหลักของฉันไหม ฉันก็ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด จึงจะแสดงถึงการคำนึงถึงน้ำพระทัยพระเจ้าได้ ต่อมา เวลาเห็นว่างานของเพื่อนร่วมงานเกิดปัญหา ฉันก็จะหารือกับเธออย่างสัมพันธ์กับความจริงถึงวิธีแก้ แบ่งปันข้อแนะนำและแผนการดีๆ และเมื่อไหร่ก็ตามที่เห็นว่าพี่ที่ทำงานด้วยเจอปัญหา ฉันก็พยายามเต็มที่เพื่อสามัคคีธรรมถึงทางแก้ และมองว่างานของพระนิเวศทั้งหมดเป็นความรับผิดชอบและหน้าที่ฉันเอง เมื่อปฏิบัติทางนี้ ฉันก็รู้สึกรับรู้ถึงสันติและความสงบ บางครั้งฉันยังแสดงความเห็นแก่ตัว อยากใช้เวลากับงานตัวเองมากกว่า สนใจงานของเพื่อนร่วมงานน้อยลง เมื่อนั้นฉันจะอธิษฐานต่อพระเจ้า ละทิ้งเจตนาที่ไม่ถูกต้อง ท้ายที่สุดแล้ว พระนิเวศคือหนึ่งเดียวทั้งหมด แบ่งแยกไม่ได้ เมื่อฉันช่วยพี่สาวแก้ปัญหาในหน้าที่ของเธอ นั่นไม่ใช่งานเพิ่ม และยิ่งไม่ใช่สิ่งที่ยกเว้นให้ฉันเลย นั่นคือความรับผิดชอบและหน้าที่ของฉัน เมื่อคิดได้อย่างนี้ ฉันก็กันผลประโยชน์ตัวเองออกไป และทำงานกับพี่สาวในเชิงรุกได้ ต่อมา เราก็ทำงานร่วมกันด้วยใจเป็นหนึ่ง และงานของคริสตจักรทุกงานก็มีประสิทธิภาพ มีผู้มาใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เราตั้งคริสตจักรใหม่ได้อีกสองแห่ง ฉันขอบคุณพระเจ้าจากใจที่ทรงเป็นผู้นำ

จากประสบการณ์นี้ ฉันได้รู้จริงๆ ว่า เมื่อทำงานร่วมกัน ถ้าเรากันความต้องการที่เห็นแก่ตัวออกไปได้ ไม่สนผลประโยชน์ตัวเอง ร่วมใจกระทำการด้วยกัน คุ้มภัยให้งานของพระนิเวศด้วยกัน เราจะได้รับการทรงนำและพระพรของพระเจ้า เป็นเพราะการพิพากษาและการตีสอนของพระวจนะ ฉันจึงได้เข้าใจ เปลี่ยนแปลง ปฏิบัติความจริง อยู่ในสภาพเสมือนมนุษย์อีกนิด! ขอบคุณพระเจ้า!

ปี 2022 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

คำพยานเกี่ยวกับความเชื่อ: หญิงอาวุโสคนหนึ่งหายเป็นปกติจากโรคท้องมานจากภาวะตับแข็งอย่างน่าอัศจรรย์หลังจากพึ่งพิงพระเจ้า

โดย จง ฉิน ยอมผ่อนปรนให้กับโรคภัยไข้เจ็บของเธอเพื่อที่ลูกๆ ของเธอจะได้ไม่ยุ่งยาก ผู้หญิงสองสามคนกำลังพูดคุยกันอย่างสบายๆ...

วิธีเผชิญความยากลำบากในการแบ่งปันข่าวประเสริฐ

ผมอาศัยอยู่ที่เมืองเล็กๆ ในเปรู ทั้งครอบครัวผมนับถือนิกายคาทอลิก รวมถึงคนส่วนใหญ่ที่หมู่บ้านนั้น แต่ด้วยความที่โบสถ์คาทอลิกในหมู่บ้านเรา...

Leave a Reply

ติดต่อเราผ่าน Messenger