ไม่มีความแตกต่างในสถานะระหว่างหน้าที่ที่แตกต่างกัน

วันที่ 29 เดือน 10 ปี 2026

โดย หลิน เซิน ประเทศจีน

ตั้งแต่ยังเด็ก ในครอบครัวของผมผู้ชายเป็นฝ่ายกุมอำนาจในบ้านมาตลอด และพ่อก็เป็นคนที่มีสิทธิ์ขาดในการตัดสินใจทุกเรื่อง  พ่อไม่เคยทำงานบ้านเลย ไม่ว่าจะเป็นการทำกับข้าว ซักผ้าและทำความสะอาด ล้วนเป็นหน้าที่ของแม่กับน้องสาวของผม พ่อสอนผมกับพวกพี่ชายน้องชายอยู่บ่อยๆ ว่า “ผู้ชายควรทำงานนอกบ้าน และผู้หญิงควรจัดการงานในบ้าน” และการทำไร่ทำนาและการหาเงินนั้นเป็นงานของผู้ชาย ส่วนการทำกับข้าวและซักผ้าน้้นถือเป็นงานของผู้หญิง  จากคำพูดและการกระทำของพ่อ พี่ชายของผมทุกคนหลังแต่งงานก็กลายเป็นหัวหน้าครอบครัว และไม่เคยทำงานบ้านเลย  ผมเองก็อยากเป็นเหมือนพวกพี่ๆ เพราะผมรู้สึกว่านั่นคือหนทางเดียวที่ผมจะมีท่าทีและศักดิ์ศรีที่สมกับเป็นลูกผู้ชาย หลังจากผมแต่งงาน ภรรยาของผมเป็นแม่ศรีเรือนที่ขยันและมีความสามารถ เธอรับผิดชอบงานบ้านทุกอย่าง  บางครั้งตอนทานอาหาร เธอถึงกับยกอาหารมาเสิร์ฟผมให้ถึงที่  สิ่งนี้ยิ่งทำให้ผมรู้สึกมากขึ้นว่า ในฐานะผู้ชาย ผมไม่ควรทำงานบ้านอย่างซักผ้า ปะชุนเสื้อผ้า หรือดูแลลูกๆ  นั่นล้วนเป็นงานของผู้หญิง  ถ้าผมทำงานเหล่านี้ ก็จะเป็นสิ่งที่น่าอับอายและต่ำต้อยเกินไปสำหรับผม ต่อมา หลังจากที่ภรรยาของผมคลอดลูก หลังเลิกงานกลับมาบ้านและเห็นว่าเธอลำบากมากที่ต้องทำอาหารและทำงานบ้านในขณะที่อุ้มลูกไปด้วย  ผมอยากช่วยเธอ แต่แล้วผมก็คิดว่าถ้ามีคนรู้ว่าผู้ชายที่โตแล้วอย่างผมทำงานพวกนั้น มันจะน่าอับอายแค่ไหน  ดังนั้น ผมจึงแค่ออกไปเล่นไพ่นอกบ้านแทนที่จะช่วยภรรยาทำงานบ้าน หลังจากที่ผมยอมรับพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้า ผมก็เพลิดเพลินกับการอ่านพระวจนะของพระเจ้าอย่างมาก  จากพระวจนะของพระองค์ ผมเริ่มตระหนักว่าในการเชื่อในพระเจ้า ผมต้องปฏิบัติความจริงในทุกสิ่งและใช้ชีวิตตามความเป็นมนุษย์ที่ปกติ  ผมไม่อาจปล่อยให้คนอื่นมารับใช้ผมได้ เพราะนั่นไม่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง  ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผมเริ่มช่วยภรรยาทำงานบ้านบางอย่าง หัดทำกับข้าว ล้างผัก และทำความสะอาด

วันหนึ่งในเดือนมกราคม ปี 2023 ผู้นำกล่าวว่า บ้านเจ้าภาพแห่งหนึ่งมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและพี่น้องหญิงที่พักอยู่ที่นั่นจำเป็นต้องย้ายออกจากบ้านหลังนั้นทันที  เขาขอให้ผมเป็นเจ้าภาพรับรองพวกเธอชั่วคราว และบอกว่าหลังปีใหม่ เมื่อหาบ้านเจ้าภาพที่เหมาะสมได้แล้ว พวกเธอจะย้ายออก  ผมคิดว่า “ฉันเป็นพี่น้องชายนะ การที่จะต้องอยู่หน้าเตาทั้งวัน ช่างดูเสียศักดิ์ศรีและน่าอึดอัดใจเสียจริง!  ทำไมผู้นำถึงจัดแจงให้ฉันมาทำหน้าที่เจ้าภาพล่ะ?  เขาแค่อยากทำให้ฉันลำบากหรือเปล่า?”  แต่แล้วผมก็คิดว่า “ฉันเชื่อในพระเจ้ามาหลายปีแล้ว ถ้าฉันปฏิเสธหน้าที่นี้ไป ผู้นำจะไม่บอกว่า ฉันไม่ใช่คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงหรอกหรือ?  อีกอย่าง บ้านฉันก็ค่อนข้างเหมาะสำหรับการเป็นบ้านเจ้าภาพ  และแม้ว่าภรรยาฉันจะถูกคัดออกจากคริสตจักรแล้ว เธอก็ยังเกื้อหนุนฉันในการทำหน้าที่ และลูกสองคนของฉันก็ไม่ได้คัดค้านอะไร  เป็นเรื่องเหมาะมากที่พี่น้องหญิงจะมาพักที่บ้านฉันในช่วงปีใหม่  ยิ่งไปกว่านั้น ผู้นำก็แค่ขอให้ฉันเป็นเจ้าภาพรับรองพวกเธอชั่วคราวเท่านั้น  พวกเธอจะย้ายออกทันทีที่หาบ้านเจ้าภาพที่เหมาะสมได้”  เมื่อคิดเช่นนี้ ผมจึงตอบตกลง แต่เมื่อถึงเวลาต้องเป็นเจ้าภาพ แนวคิดที่ว่า “ผู้ชายควรทำงานนอกบ้าน และผู้หญิงควรจัดการงานในบ้าน” ก็ลอยเข้ามาในห้วอีกครั้งหนึ่ง เพราะภรรยาของผมทำงานที่ร้านขายอาหารเช้า ผมจึงเป็นคนทำอาหารเช้าและอาหารกลางวันที่บ้านทุกวัน ภรรยาของผมเตือนผมหลายครั้งแล้วว่า “เวลาทำอาหารพี่ควรใส่ผ้ากันเปื้อนและปลอกแขนนะ ไม่อย่างนั้นแล้วเสื้อผ้าของพี่ก็จะสกปรกและซักยาก” ผมเห็นด้วยแต่ปาก แต่ไม่เคยทำเลยสักครั้ง  ผมคิดว่า “เธออยากให้ฉันใส่ปลอกแขนกับผ้ากันเปื้อนงั้นหรือ?  ฉันจะดูเป็นยังไงกันนะ?  คงจะดูเหมือนแม่บ้านแก่ๆ!  ถ้าพี่น้องหญิงเห็นฉันแบบนั้น มันจะน่าอับอายแค่ไหน?  การทำอาหารและการซักผ้าเป็นงานของพี่น้องหญิง ไม่ใช่งานของพี่น้องชาย ถ้าพี่น้องชายหญิงรู้ว่าฉันทำหน้าที่เจ้าภาพ พวกเขาจะต้องดูถูกฉันเป็นแน่ ฉันไม่อยากเชื่อเลยว่า ทั้งๆ ที่ฉันเป็นพี่น้องชายที่ทำงานข้อเขียนแต่ตอนนี้กลับมากลายเป็นพ่อครัวมืออาชีพไปเสีย!”  หลังจากผ่านไประยะหนึ่ง ผู้นำก็จัดแจงให้พี่น้องหญิงอีกคนย้ายมาอยู่ที่บ้านผม และดูเหมือนว่าพวกเธอไม่มีแผนที่จะย้ายออกไปเลย ผมคิดว่า “พวกเขาบอกว่าจะย้ายออกหลังปีใหม่ไม่ใช่หรือ?  ทำไมถึงมีคนย้ายเข้ามาอยู่บ้านฉันเพิ่มอีกล่ะ?  การทำอาหารทุกวันแบบนี้มันเป็นการลดเกียรติฉันอยู่แล้ว เมื่อไรเรื่องแบบนี้จะจบสักที?”  ผมรู้สึกอึดอัดเพราะความคิดลบ ทั้งยังเลิกตั้งใจในการทำอาหารและเริ่มทำแบบสุกเอาเผากิน ข้าวที่ผมหุงถ้าไม่แข็งก็แฉะ กับข้าวประเภทผัดถ้าไม่เค็มเกินไปก็จืดสนิทเลย แต่ผมก็ยังไม่ได้ทบทวนตัวเองเลย กลับรู้สึกเสียด้วยซ้ำว่า แค่มีอาหารขึ้นโต๊ะได้ก็ดีพอแล้ว  ต่อมา พวกเธอก็เริ่มให้คำติชมกับผม บอกผมว่าเส้นที่ผมต้มยังไม่สุกและเกลือที่ปรุงในอาหารจานเย็นนั้นก็ยังไม่ทันละลาย เมื่อได้ยินแบบนี้ ผมยิ่งรู้สึกแย่กว่าเดิมอีก “ลำพังการที่ผู้ชายที่เป็นผู้ใหญ่แล้วอย่างฉันต้องมาทำอาหารให้พวกเธอกินทั้งวัน มันก็น่าอดสูพออยู่แล้ว ตอนนี้ยังจะมาจับผิดฉันทุกอย่างอีกหรือ?  นี่มันเกินทนแล้วนะ!”  ในใจของผม ผมเพียงหวังว่าพวกเธอจะย้ายออกไปเร็วๆ ต่อมา ผมตระหนักว่าสภาวะของผมไม่ถูกต้อง ดังนั้นผมจึงอธิษฐานถึงพระเจ้าเพื่อขอให้พระองค์ทรงชี้แนะผมให้เข้าใจปัญหาของตนเอง

ในเวลานั้น ผมได้ยินบทเพลงนมัสการจากพระวจนะของพระเจ้าบทหนึ่งที่ว่า

มวลมนุษย์ดั้งเดิมนั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีจิตวิญญาณ

1  ในปฐมกาล เราได้สร้างมวลมนุษย์ นั่นคือ เราได้สร้างบรรพบุรุษของมวลมนุษย์ คืออาดัม  เขาได้รับมอบทั้งรูปสัณฐานและรูปลักษณ์ ปริ่มด้วยเรี่ยวแรง ปริ่มด้วยพลังชีวิต และยิ่งไปกว่านั้น ได้อยู่ด้วยกันกับสง่าราศีของเรา  นั่นเป็นวันอันรุ่งโรจน์เมื่อเราได้สร้างมนุษย์  หลังจากนั้น เอวาก็ได้ถูกสร้างขึ้นจากร่างกายของอาดัม และเธอก็เป็นบรรพบุรุษของมนุษย์เช่นกัน และดังนั้นผู้คนที่เราได้สร้างขึ้นจึงถูกเติมด้วยลมหายใจของเราและปริ่มด้วยสง่าราศีของเรา

2  แต่เดิมนั้น อาดัมถือกำเนิดมาจากมือของเราและเป็นตัวแทนของฉายาของเรา  ด้วยเหตุนี้ ความหมายดั้งเดิมของ “อาดัม” ก็คือสิ่งมีชีวิตสิ่งหนึ่งที่เราสร้าง ชุ่มฉ่ำไปด้วยพลังชีวิตของเรา ชุ่มฉ่ำไปด้วยสง่าราศีของเรา มีรูปสัณฐานและภาพลักษณ์ มีวิญญาณและลมหายใจ  เขาเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างเพียงหนึ่งเดียว ซึ่งมีจิตวิญญาณ ที่มีความสามารถในการเป็นตัวแทนเรา ในการแบกรับฉายาของเรา และได้รับลมหายใจของเรา

3  ในปฐมกาล เอวาเป็นมนุษย์คนที่สองที่ได้รับมอบลมหายใจผู้ซึ่งเราได้กำหนดการสร้างไว้ ดังนั้นความหมายดั้งเดิมของ “เอวา” ก็คือสิ่งมีชีวิตทรงสร้างผู้ที่จะดำเนินสง่าราศีของเราต่อไป ถูกเติมด้วยพลังชีวิตของเราและยิ่งไปกว่านั้นคือได้รับมอบสง่าราศีของเรา เอวามาจากอาดัม ดังนั้นเธอจึงมีฉายาของเราด้วยเช่นกัน เพราะเธอเป็นมนุษย์คนที่สองที่ถูกสร้างขึ้นในฉายาของเรา  ความหมายดั้งเดิมของ “เอวา” ก็คือมนุษย์ที่มีชีวิตอยู่ มีจิตวิญญาณ เนื้อหนัง และกระดูก คำพยานที่สองของเรา รวมทั้งฉายาที่สองของเราท่ามกลางมวลมนุษย์  พวกเขาคือบรรพบุรุษของมวลมนุษย์ เป็นสมบัติอันบริสุทธิ์และล้ำค่าของมนุษย์ และสิ่งมีชีวิตที่ได้รับมอบจิตวิญญาณตั้งแต่แรก

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การเป็นมนุษย์ที่แท้จริงหมายถึงอะไร

ผมใคร่ครวญเนื้อร้องนั้น และผมก็ตระหนักได้ว่าเมื่อพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ขึ้นครั้งแรก ซึ่งก็คืออาดัมและเอวา พระองค์ไม่เคยตรัสเลยว่าผู้ชายสูงส่งกว่าผู้หญิง หรือผู้หญิงมีสถานะต่ำกว่าผู้ชาย ในสายพระเนตรของพระเจ้า ผู้ชายและผู้หญิงต่างก็เท่าเทียมกัน ในพระนิเวศของพระเจ้าก็เช่นเดียวกัน ไม่ว่าคนๆ นั้นจะทำหน้าที่ใดก็ตาม พระเจ้าไม่เคยตรัสว่าหน้าที่บางอย่างต้องให้พี่น้องชายทำและหน้าที่บางอย่างทำได้เฉพาะพี่น้องหญิง แต่ผมได้รับการปลูกฝังจากคำพูดและการกระทำของพ่อมาตั้งแต่เด็ก และผมดำเนินชีวิตตามแนวคิดแบบชายเป็นใหญ่ ผมดูหมิ่นผู้หญิงอยู่เสมอและดูถูกงานอย่างการทำกับข้าวและการซักผ้า คิดว่างานพวกนั้นล้วนเป็นงานของผู้หญิง นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผมจึงรู้สึกคัดค้านต่อหน้าที่เจ้าภาพอย่างมาก และแม้ผมจะทำหน้าที่นี้ ก็เพียงทำแบบสุกเอาเผากินเท่านั้น ทุกสิ่งที่ผมคิดและทำนั้นไม่สอดคล้องกับพระประสงค์ของพระเจ้าเลย เมื่อตระหนักได้เช่นนี้ ผมก็เต็มใจนบนอบและลุล่วงหน้าที่เจ้าภาพอย่างขยันขันแข็ง หลังจากนั้น เวลาผมต้มเส้น ผมก็จะต้มให้นานขึ้นหน่อย และผมก็จะคลุกเครื่องปรุงในอาหารจานเย็นไว้ล่วงหน้า ผมยังเริ่มคิดหาเมนูอาหารที่หลากหลายมากขึ้น เมื่อผมเห็นว่าพี่น้องหญิงบางคนป่วยและไอ ผมก็ทำเครื่องดื่มลูกแพร์ผสมกับน้ำตาลกรวดให้พวกเธอดื่ม ขณะที่ผมกำลังเริ่มเปลี่ยนแปลงนั่นเอง พวกเธอกลับย้ายออกไปโดยที่ผมไม่ได้คาดคิด

หลังจากที่พวกเธอจากไปแล้ว ผมก็มักจะใคร่ครวญว่า “ทำไมตอนที่ฉันทำหน้าที่เจ้าภาพ ฉันถึงเผยความรู้สึกคัดค้านออกมามากขนาดนั้นนะ?”  ต่อมา ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าที่เปิดโปงปัญหาเรื่องแนวคิดชายเป็นใหญ่ และผมก็เข้าใจบางสิ่งเกี่ยวกับตัวผมเอง  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ผู้คนมากมายคิดว่า ‘การซักล้างและปะชุนเป็นงานของผู้หญิงทั้งสิ้น  ปล่อยให้ผู้หญิงจัดการไป  ฉันรู้สึกโมโหเวลาที่ต้องทำงานพวกนี้ รู้สึกเหมือนไม่ค่อยเป็นผู้ชาย’… ผู้ชายบางคนมีความคิดเรื่องชายเป็นใหญ่ พวกเขาดูแคลนงานบ้านอย่างการดูแลเด็ก ซักเสื้อผ้า ทำอาหาร ทำความสะอาด และไม่เต็มใจที่จะทำสิ่งเหล่านี้  ต่อให้พวกเขาทำ ก็ทำอย่างค่อนข้างจำใจ พลางกลัวว่าผู้อื่นจะดูแคลนตน  คิดไปว่า ‘ถ้าฉันทำงานบ้านเหล่านี้อยู่เสมอ แล้วจะต่างกับผู้หญิงอย่างไร?’  การคิดอ่านของพวกเขามีปัญหามิใช่หรือ? (ใช่)… ผู้คนในบางภูมิภาคเชื่อเป็นพิเศษในเรื่องชายเป็นใหญ่—ไม่อาจปฏิเสธได้ว่านี่เป็นผลจากการสร้างเงื่อนไขโดยครอบครัวของพวกเขาและเกิดจากอิทธิพลของครอบครัว  ดังนั้น การสร้างเงื่อนไขเช่นนี้ย่อมทำร้ายเจ้าหรือเป็นประโยชน์ต่อเจ้า? (ทำร้าย)  นี่เป็นผลเสียต่อผู้คนอย่างยิ่ง” (พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (14))  “ตัวอย่างเช่น สมมุติว่าเจ้าเป็นพี่น้องชาย และมีการขอให้เจ้าทำอาหารและล้างจานให้พี่น้องชายหญิงคนอื่นๆ ทุกวัน  เจ้าจะนบนอบได้หรือไม่? (ข้าพระองค์คิดว่าได้)  บางทีเจ้าอาจจะทำได้ในระยะสั้น แต่ถ้าขอให้เจ้าทำหน้าที่นี้ในระยะยาว เจ้าจะนบนอบได้หรือไม่?  (ข้าพระองค์ย่อมจะนบนอบได้ถ้าต้องทำหน้าที่นี้เป็นครั้งคราวเท่านั้น  ถ้านานกว่านั้นก็อาจจะทำไม่ได้)  นี่แสดงให้เห็นว่าเจ้าไม่มีการนบนอบ  สิ่งใดที่ทำให้ผู้คนไม่มีการนบนอบ?  (เกิดจากผู้คนมีมโนคติอันหลงผิดตามจารีตดั้งเดิมอยู่ในหัวใจ  พวกเขาคิดว่าผู้ชายควรทำงานนอกบ้านและผู้หญิงควรดูแลงานในบ้าน คิดว่าการทำอาหารเป็นงานของผู้หญิง และพี่น้องชายย่อมเสียหน้าเมื่อทำอาหาร  ด้วยเหตุนั้นจึงนบนอบไม่ได้ง่ายๆ)  ถูกต้อง  ผู้คนพากันเลือกปฏิบัติทางเพศเมื่อมีการแบ่งงานกันทำ  ผู้ชายคิดไปว่า ‘ผู้ชายอย่างพวกเราควรออกไปทำมาหากินข้างนอกนั่น  งานบ้านอย่างการทำอาหารและทำความสะอาดควรเป็นผู้หญิงทำ  ไม่ควรให้พวกเราทำเรื่องอย่างนั้น’  แต่เหล่านี้เป็นรูปการณ์พิเศษในตอนนี้ และมีการขอให้เจ้าทำงานดังกล่าว แล้วเจ้าจะทำอย่างไร?  เจ้าต้องแก้ไขข้อยุ่งยากอันใดบ้างจึงจะนบนอบได้?  นี่คือปมสำคัญของเรื่อง  เจ้าต้องก้าวข้ามการเลือกปฏิบัติทางเพศให้ได้  ไม่มีงานใดที่ต้องให้ผู้ชายทำหรือต้องให้ผู้หญิงทำ  ก่อนอื่น จงอย่าแบ่งงานกันด้วยวิธีนี้  ไม่ควรกำหนดว่าใครจะทำหน้าที่อะไรตามเพศของพวกเขา” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, การปฏิบัติความจริงเป็นหนทางเดียวเท่านั้นที่จะมีการเข้าสู่ชีวิต)  พระวจนะของพระเจ้าได้เปิดโปงสภาวะของผมอย่างตรงจุด ผมคิดว่า เนื่องจากผมได้รับอิทธิพลจากคำพูดและการกระทำของพ่อรวมทั้งการเลี้ยงดูของครอบครัวของผมตั้งแต่เด็ก ผมจึงเชื่อมาโดยตลอดว่า “ผู้ชายเหนือกว่าผู้หญิง” และ “ผู้ชายควรทำงานนอกบ้าน และผู้หญิงควรจัดการงานในบ้าน” ผมคิดว่างานบ้านอย่างเช่นการซักผ้า การทำกับข้าว และการทำความสะอาด ล้วนเป็นงานของผู้หญิง ส่วนผู้ชายก็แค่ต้องทำไร่หรือทำงานเพื่อหาเงินเท่านั้น ผมเชื่อว่าสถานะของผู้ชายสูงกว่าผู้หญิง ดังนั้นเป็นเรื่องปกติที่ภรรยาควรปรนนิบัติสามี และเชื่อว่าถ้าผู้ชายทำงานบ้านก็เป็นเรื่องน่าอับอายและจะโดนดูถูก ดังนั้น ก่อนที่ผมจะเชื่อในพระเจ้า ผมไม่เคยทำงานบ้านเลย เมื่อผมเห็นภรรยาวุ่นกับการทำงานบ้านไปด้วยอุ้มลูกไปด้วย ผมรู้สึกสงสารและอยากช่วย แต่แล้วผมก็ยังนึกขึ้นได้ว่า ผู้ชายที่เป็นผู้ใหญ่แล้วอย่างผมควรรักษาท่าทีและศักดิ์ศรีของลูกผู้ชายที่แท้จริงเอาไว้  ผมคิดว่าถ้าคนอื่นเห็นผมทำงานของผู้หญิง ผมจะเสียหน้าแค่ไหน ดังนั้นผมจึงออกไปเล่นไพ่และหาความสนุกแทนที่จะช่วยภรรยาทำงานบ้าน ช่วงเวลาหลายปีนั้น ภรรยาของผมต้องทนทุกข์อยู่อย่างเงียบๆ ใช้ชีวิตอย่างเหน็ดเหนื่อยและขมขื่น ที่สำคัญที่สุดคือ เนื่องจากผมได้รับอิทธิพลจากแนวคิดแบบชายเป็นใหญ่เป็นอย่างมาก ผมจึงไม่สามารถนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดเตรียมของพระเจ้าได้  เมื่อผู้นำจัดแจงให้ผมทำหน้าที่เจ้าภาพให้พี่น้องหญิงชั่วคราว ผมมองว่างานบ้านเป็นงานของผู้หญิง และรู้สึกว่าการที่พี่น้องชายอย่างผมต้องมาทำหน้าที่เจ้าภาพนั้นเป็นเรื่องน่าอับอายและต่ำต้อยเกินไป เพื่อปกป้องภาพลักษณ์ความเป็นชายของผม ผมไม่กล้าแม้แต่จะสวมผ้ากันเปื้อนหรือปลอกแขนเวลาทำอาหาร กลัวว่าพี่น้องหญิงจะดูถูกผม เพราะความรู้สึกคัดค้านข้างในตัวผม ผมจึงทำหน้าที่อย่างสุกเอาเผากิน ผมไม่สามารถแม้แต่จะต้มเส้นก๋วยเตี๋ยวให้ออกมาดีได้ และเกลือในอาหารจานเย็นก็ยังไม่ละลาย เมื่อพี่น้องหญิงให้ข้อเสนอแนะกับผม ผมกลับคิดว่าพวกเธอเรียกร้องมากเกินไป และหวังเพียงว่าพวกเธอจะย้ายออกไปโดยเร็วที่สุด ผมเห็นว่า โดยการดำเนินชีวิตตามแนวคิดทางวัฒนธรรมดั้งเดิมเหล่านี้ เพื่อปกป้องสิ่งที่เรียกว่าศักดิ์ศรีและสถานะความเป็นชายของผมนั้น ผมได้กลายเป็นคนเห็นแก่ตัวและเย็นชาอย่างยิ่ง ปราศจากความเป็นมนุษย์ที่ปกติ ผมไม่มีแม้แต่การนบนอบหรือการอุทิศตนในหน้าที่ของผม เมื่อตระหนักได้เช่นนี้ ผมก็อธิษฐาน วอนขอพระเจ้าทรงโปรดชี้แนะผมให้เข้าใจความจริงและหลุดพ้นจากพันธนาการและการควบคุมของแนวคิดชายเป็นใหญ่ของผม

หลังจากนั้น ผมอ่านพระวจนะของพระเจ้าอีกตอนหนึ่ง และพบเส้นทางแห่งการปฏิบัติ  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ความรับผิดชอบทางสังคมของผู้ชายและผู้หญิงควรแบ่งแยกกันหรือไม่?  ผู้ชายและผู้หญิงควรมีสถานะทางสังคมที่เท่าเทียมกันหรือไม่?  การยกชูสถานะทางสังคมของผู้ชายและลดความสำคัญของผู้หญิงจนเกินควรนั้นเป็นธรรมหรือไม่?  (ไม่ สิ่งนี้ไม่เป็นธรรม)  แล้วสถานะทางสังคมของผู้ชายกับผู้หญิงควรจัดการในหนทางที่เป็นธรรมและสมเหตุสมผลอย่างไรกันแน่?  หลักธรรมของการนี้คืออะไร?  (คือผู้ชายกับผู้หญิงเท่าเทียมกัน และควรได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม)  การปฏิบัติอย่างเป็นธรรมเป็นรากฐานทางทฤษฎี แต่สิ่งนี้ควรนำไปปฏิบัติอย่างไรในหนทางที่สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นธรรมและความมีเหตุผล?  สิ่งนี้ไม่เกี่ยวข้องกับปัญหาที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงหรอกหรือ?  ก่อนอื่น พวกเราต้องกำหนดว่าสถานะของผู้ชายกับผู้หญิงนั้นเท่าเทียมกัน—นี่คือเรื่องที่ไม่สามารถโต้แย้งได้  เพราะฉะนั้น การแบ่งงานในสังคมระหว่างผู้ชายกับผู้หญิงก็ควรเท่าเทียมกัน และควรพิจารณาและจัดการเตรียมการตามขีดความสามารถและความสามารถในการทำงานนั้นๆ ของพวกเขา  ความเท่าเทียมเป็นสิ่งที่ควรมี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นเรื่องของสิทธิมนุษยชน ตราบเท่าที่ผู้หญิงควรได้ชื่นชมสิ่งที่ผู้ชายชื่นชมเช่นกัน เพื่อเป็นการรับประกันสถานะที่เท่าเทียมกันระหว่างผู้ชายกับผู้หญิงในสังคม  ผู้ใดที่สามารถทำงานนั้นได้ หรือผู้ใดที่มีความสามารถในการเป็นผู้นำก็ควรได้รับอนุญาตให้ทำเช่นนั้น ไม่ว่าพวกเขาเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงก็ตาม  เจ้าคิดอย่างไรกับหลักธรรมข้อนี้?  (เป็นหลักธรรมที่ดี)  สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเท่าเทียมระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง  ตัวอย่างเช่น หากมีผู้ชายสองคนกับผู้หญิงสองคนมาสมัครงานเป็นนักดับเพลิง ใครควรได้รับการว่าจ้าง?  การปฏิบัติอย่างเป็นธรรมนั้นเป็นรากฐานทางทฤษฎีและหลักปฏิบัติ  เช่นนั้นแล้ว อันที่จริงคนเราควรจัดการเรื่องนี้อย่างไร?  ดังที่เราเพิ่งกล่าวไปว่า ปล่อยให้คนที่เหมาะสมกับงานได้ทำงานนี้ตามความสามารถและขีดความสามารถของพวกเขา  จงเลือกตามหลักธรรมข้อนี้ ดูว่าในบรรดาผู้สมัคร ใครที่มีรูปร่างเหมาะสมและไม่งุ่มง่าม  การดับเพลิงเป็นเรื่องของการปฏิบัติด้วยความว่องไวในภาวะฉุกเฉิน  หากเจ้างุ่มง่าม หัวทึบ และเอื่อยเฉื่อยเกินไปราวกับเต่าหรือวัวแก่ เจ้าย่อมจะทำให้สิ่งต่างๆ ล่าช้า  หลังสืบค้นลักษณะนิสัยของผู้สมัครแต่ละคนแล้ว ในแง่ของขีดความสามารถ ความสามารถ ประสบการณ์ ระดับของทักษะในงานดับเพลิงของพวกเขา และอื่นๆ บทสรุปที่ได้ก็คือ ผู้ชายหนึ่งคนกับผู้หญิงหนึ่งคนเป็นผู้ที่ค่อนข้างเหมาะสม ผู้ชายนั้นตัวสูง ร่างกายแข็งแรง มีประสบการณ์ในการดับเพลิง และเคยเข้าร่วมดับเพลิงและปฏิบัติการช่วยชีวิตมากมาย ส่วนผู้หญิงเป็นคนคล่องแคล่ว เคยผ่านการฝึกฝนที่เข้มงวด มีความรู้เกี่ยวกับการดับเพลิงและกระบวนการต่างๆ ในงานที่เกี่ยวข้อง มีขีดความสามารถ ทั้งยังเป็นคนที่โดดเด่นในงานอื่นๆ และได้รับรางวัลมา  เพราะฉะนั้น ท้ายที่สุดพวกเขาสองคนจึงได้รับเลือก  สิ่งนั้นถูกต้องหรือไม่? (ถูกต้อง)  สิ่งนี้เรียกว่าการเลือกเพชรยอดมงกุฏโดยไม่แสดงความโปรดปรานต่อคนใดคนหนึ่ง… สิ่งสำคัญที่สุดคือเจ้าไม่มีอคติต่อผู้ชายหรือผู้หญิงเวลาที่รับมือกับเรื่องเรื่องหนึ่ง  เจ้าเชื่อว่ามีผู้หญิงที่โดดเด่นและมีความสามารถพิเศษอยู่มากมาย และเจ้าก็รู้จักคนเช่นนั้นอยู่หลายคนทีเดียว  เพราะฉะนั้น ความเข้าใจเชิงลึกของเจ้าจึงโน้มน้าวเจ้าให้เชื่อว่าความสามารถในการทำงานของผู้หญิงไม่ด้อยไปกว่าผู้ชาย และคุณค่าที่ผู้หญิงมอบให้สังคมก็ไม่ได้น้อยไปกว่าผู้ชาย  เมื่อเจ้ามีความเข้าใจเชิงลึกและมีความเข้าใจนี้ เมื่อไรก็ตามที่เจ้ากระทำการในอนาคต เจ้าย่อมจะตัดสินและเลือกได้อย่างถูกต้องตามข้อเท็จจริงนี้  อีกนัยหนึ่งก็คือ หากเจ้าไม่แสดงความโปรดปรานต่อใครคนหนึ่งและไม่มีอคติทางเพศ เช่นนั้นความเป็นมนุษย์ของเจ้าในเรื่องนี้จะค่อนข้างเป็นปกติ และเจ้าจะสามารถปฏิบัติตนได้อย่างเป็นธรรม  ข้อห้ามทางวัฒนธรรมดั้งเดิมในแง่ที่ผู้ชายถูกมองว่าเหนือกว่าผู้หญิงย่อมจะถูกยกออกไป ความคิดของเจ้าจะไม่ถูกจำกัดอีกต่อไป และเจ้าจะไม่ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมดั้งเดิมในแง่มุมนี้อีกต่อไป” (พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, การไล่ตามเสาะหาความจริงคืออะไร (11))  หลังจากที่ได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าแล้ว ผมรู้สึกกระจ่างชัดอย่างมาก และผมก็เข้าใจว่า เพื่อที่จะหลุดพ้นจากพันธนาการของแนวคิดทางวัฒนธรรมดั้งเดิมอย่าง “ผู้ชายเหนือกว่าผู้หญิง” และ “ผู้ชายควรทำงานนอกบ้าน และผู้หญิงควรจัดการงานในบ้าน” ได้นั้น ก่อนอื่นผมต้องยอมรับความจริงที่ว่าผู้ชายและผู้หญิงเท่าเทียมกัน ผู้ชายไม่ควรมีอคติต่อผู้หญิง ต้องลดการดูหมิ่นหรือกดขี่พวกเธอเสีย นั่นเป็นสิ่งที่ไร้ศีลธรรมและปราศจากความเป็นมนุษย์ ผู้ชายควรปฏิบัติต่อผู้หญิงอย่างยุติธรรม และไม่ควรมองว่างานบ้านเป็นเรื่องปกติที่ผู้หญิงควรทำอยู่แล้ว ในขณะที่ผมมองว่างานที่มีหน้ามีตาเป็นสิ่งที่สร้างสถานะนั้นเป็นงานของผู้ชาย มุมมองเช่นนี้เป็นหนึ่งในความนอกรีตและความคลาดเคลื่อนของซาตาน และขัดแย้งกับความจริงอย่างสิ้นเชิง ในพระนิเวศของพระเจ้าไม่มีข้อกำหนดว่าหน้าที่ใดต้องทำโดยพี่น้องชาย และหน้าที่ใดต้องทำโดยพี่น้องหญิง ในพระนิเวศของพระเจ้านั้น หน้าที่ไม่ได้จัดแจงตามเพศ แต่ถูกจัดแจงไว้อย่างเหมาะสมตามขีดความสามารถ จุดแข็ง ความสามารถในการทำงานของแต่ละคน และจัดแจงไว้ตามความจำเป็นต่องานของคริสตจักร ตัวอย่างเช่น ผู้นำได้จัดแจงให้ผมทำหน้าที่เจ้าภาพ เพราะบ้านที่พี่น้องหญิงพักอยู่นั้นมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย และยังไม่สามารถหาบ้านที่ปลอดภัยได้ทันที ในทางกลับกัน บ้านของผมเหมาะสม และภรรยาและลูกๆ ของผมก็สนับสนุนให้ผมทำหน้าที่นี้ ในด้านหนึ่ง การจัดแจงของผู้นำช่วยให้พี่น้องหญิงปลอดภัย และในอีกด้านหนึ่ง ก็ทำให้พวกเธอสามารถทำหน้าที่ได้ตามปกติ เพื่อให้มั่นใจว่างานของคริสตจักรจะไม่ได้รับผลกระทบ  การที่ผมเป็นเจ้าภาพรับรองพวกเธอนั้น ก็เป็นการค้ำจุนงานของคริสตจักรและทำหน้าที่ของตนเช่นกัน ผมควรยอมรับการจัดแจงและนบนอบ ปล่อยวางแนวคิดและมุมมองที่คลาดเคลื่อนที่ว่า “ผู้ชายเหนือกว่าผู้หญิง” และ “ผู้ชายควรทำงานนอกบ้าน และผู้หญิงควรจัดการงานในบ้าน” และลุล่วงหน้าที่เจ้าภาพของผมตามพระวจนะของพระเจ้า

หลังจากนั้น ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าเพิ่มเติม และได้เรียนรู้ว่าควรมีท่าทีต่อหน้าที่ของตนอย่างไรให้ถูกควร  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า  “ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ว่าหน้าที่ของเจ้าจะเป็นสิ่งใด จงอย่าเลือกปฏิบัติระหว่างสูงและต่ำ  สมมุติว่าเจ้าพูดว่า ‘แม้ว่ากิจนี้จะเป็นพระบัญชาจากพระเจ้าและงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า แต่หากฉันทำกิจนี้ ผู้คนอาจจะดูแคลนฉัน  คนอื่นได้ทำงานที่ปล่อยให้พวกเขาโดดเด่น  ฉันได้รับมอบกิจนี้ ซึ่งไม่ได้เปิดโอกาสให้ฉันโดดเด่น แต่กลับทำให้ฉันต้องทุ่มเทอยู่หลังฉาก นี่ไม่เป็นธรรม!  ฉันจะไม่ทำหน้าที่นี้  หน้าที่ของฉันต้องเป็นหน้าที่ที่ทำให้ฉันโดดเด่นต่อหน้าคนอื่น และเปิดโอกาสให้ฉันได้สร้างชื่อให้ตัวฉันเอง—และต่อให้ฉันไม่ได้สร้างชื่อให้ตัวฉันเองหรือโดดเด่น ฉันก็ยังคงจำเป็นที่จะต้องได้รับประโยชน์จากหน้าที่นั้นและรู้สึกสุขสบายทางกาย’  นี่เป็นท่าทีที่ยอมรับได้อยู่หรือ?  การเลือกมากคือการไม่ยอมรับสิ่งต่างๆ จากพระเจ้า เป็นการตัดสินใจเลือกตามความชอบของเจ้าเอง  นี่ไม่ใช่การยอมรับหน้าที่ของเจ้า นี่คือการปฏิเสธหน้าที่ของเจ้า  เป็นการสำแดงความเป็นกบฏที่เจ้ามีต่อพระเจ้า  การเลือกมากเช่นนั้นเจือปนไปด้วยการเลือกชอบและความอยากได้อยากมีแบบปัจเจกบุคคลของเจ้า  เมื่อเจ้าคำนึงถึงผลประโยชน์ของเจ้าเอง ความมีหน้ามีตาของเจ้า และอื่นๆ ท่าทีของเจ้าต่อหน้าที่ของเจ้าจึงไม่นบนอบ  เจ้าควรมีท่าทีเช่นใดต่อหน้าที่ของเจ้า?  ประการแรก เจ้าต้องไม่วิเคราะห์หน้าที่ของเจ้า พยายามค้นหาว่าใครมอบหมายหน้าที่นี้แก่เจ้า แทนที่จะเป็นเช่นนั้นเจ้าควรยอมรับหน้าที่นี้จากพระเจ้าในฐานะพระบัญชาของพระเจ้าและในฐานะหน้าที่ของเจ้า และเจ้าควรเชื่อฟังการจัดวางเรียบเรียงและการจัดเตรียมของพระเจ้า และยอมรับหน้าที่ของเจ้าจากพระเจ้า  ประการที่สอง จงอย่าแยกแยะสูงต่ำ และจงอย่ากังวลสนใจในธรรมชาติของหน้าที่ ไม่ว่าหน้าที่จะส่งให้เจ้าโดดเด่นหรือไม่ ไม่ว่าจะทำต่อหน้าธารกำนัลหรืออยู่เบื้องหลัง  จงอย่าคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้  ยังมีอีกท่าทีหนึ่งด้วยคือการนบนอบและให้ความร่วมมืออย่างแข็งขัน” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, อะไรคือการปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ได้มาตรฐาน?)  “ตัวอย่างเช่น สมมุติว่าความรับผิดชอบของเจ้าคือการทำอาหารให้พี่น้องชายหญิง และนั่นคือหน้าที่ของเจ้า  เจ้าควรทำอย่างไรกับงานนี้?  (พวกเราควรแสวงหาหลักธรรมความจริง)  แล้วเจ้าแสวงหาหลักธรรมความจริงอย่างไร?  นี่เกี่ยวข้องกับความเป็นจริงและความจริง  เจ้าต้องตรึกตรองว่าจะนำความจริงไปปฏิบัติอย่างไรและจะปฏิบัติหน้าที่นี้ให้ดีได้อย่างไร  เรื่องนี้เกี่ยวพันกับแง่มุมใดของความจริงบ้าง?  ขั้นแรก เจ้าต้องรู้ก่อนว่า ‘ฉันไม่ได้ทำอาหารให้ตัวเอง  นี่คือหน้าที่ของฉัน’  นี่เกี่ยวข้องกับแง่มุมที่เป็นนิมิต  แล้วขั้นตอนที่สองเป็นเช่นใด?  (พวกเราต้องตรองว่าจะทำอาหารมื้อนี้ให้ดีได้อย่างไร)  มาตรฐานของการทำอาหารให้ดีคืออะไร?  (พวกเราต้องแสวงหาข้อกำหนดของพระเจ้า)  ถูกต้อง  ข้อกำหนดของพระเจ้าเท่านั้นที่เป็นความจริง เป็นมาตรฐาน และหลักธรรม  จงทำสิ่งต่างๆ ตามข้อกำหนดของพระเจ้า—นี่คือแง่มุมหนึ่งของความจริง  ก่อนอื่น เจ้าต้องนึกถึงความจริงในแง่มุมนี้ จากนั้นก็ตรองดูว่า ‘พระเจ้าทรงมอบหมายหน้าที่นี้ให้ฉันปฏิบัติ  มาตรฐานตามที่พระเจ้าทรงกำหนดคืออะไร?’  เจ้าต้องมีรากฐานนี้เสียก่อน  แล้วเจ้าควรจะกระทำการอย่างไรเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานของพระเจ้า?  อาหารที่เจ้าทำควรดีต่อสุขภาพ รสชาติดี ถูกสุขอนามัย และไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย—เหล่านี้คือรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง  ตราบใดที่เจ้ากระทำการตามหลักธรรมนี้ อาหารที่เจ้าทำก็ย่อมจะมีการปรุงตามข้อกำหนดของพระเจ้า  เหตุใดเราจึงกล่าวเช่นนี้?  เพราะเจ้าแสวงหาหลักธรรมของหน้าที่นี้แล้ว และการกระทำของเจ้าก็ไม่ได้เกินขอบเขตที่พระเจ้าทรงขีดเส้นเอาไว้  วิธีที่เจ้าใช้กระทำการนั้นถูกต้อง  เจ้าปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าเป็นอย่างดีแล้ว และเจ้าก็ปฏิบัติหน้าที่ในลักษณะที่เป็นไปตามมาตรฐาน” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, โดยการแสวงหาหลักธรรมความจริงเท่านั้น คนเราจึงจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ดี)  ในพระนิเวศของพระเจ้า ไม่มีหน้าที่ใดเลยที่ถูกจัดแจงไว้ตามเพศ  และไม่มีหน้าที่ใดสูงส่งหรือต่ำต้อย ท่าทีที่ถูกควรต่อหน้าที่ของแต่ละคนคือการยอมรับว่าหน้าที่ของเรามาจากพระเจ้าและนบนอบ  ไม่ว่าใครจะเป็นผู้จัดแจงหรือว่าตัวเราจะเด่นหรือไม่ก็ตาม เราควรแสวงหาหลักธรมมความจริงเพื่อลุล่วงหน้าที่ของเรา นี่คือหนทางปฏิบัติที่ถูกต้อง และเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า เมื่อผู้นำจัดแจงให้ผมทำหน้าที่เจ้าภาพ ผมก็ไม่ควรกังวลว่าจะโดนดูถูก แต่ควรแสวงหาหลักธรรมความจริงและทำให้ดีที่สุดเพื่อลุล่วงหน้าที่ของผม ประการแรก ผมต้องทำทุกวิถีทางเพื่อดำรงไว้ซึ่งสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยให้พี่น้องหญิง นอกจากนี้ ผมต้องรักษาความสะอาดในบ้าน และเวลาทำอาหาร ผมต้องพิจารณาว่าจะทำอย่างไรให้อาหารมีคุณค่าทางโภชนาการและดีต่อสุขภาพ การทำหน้าที่เจ้าภาพของผม ในด้านหนึ่ง ผมได้แก้ไขมุมมองที่คลาดเคลื่อนแบบชายเป็นใหญ่ของผม ทำให้ผมไม่มองผู้หญิงผ่านกรอบความคิดแบบดั้งเดิมที่ว่า “ผู้ชายเหนือกว่าผู้หญิง” อีกต่อไป ในอีกด้านหนึ่ง ก็เป็นการช่วยพัฒนาทักษะชีวิตของผมอีกด้วย ตอนนี้ผมมีทักษะในการล้างและหั่นผักมากขึ้น และที่บ้าน ผมเป็นคนยืนพื้นในการทำอาหารและทำความสะอาด ผมจำได้ว่า ครั้งหนึ่งขณะที่ทานมื้อกลางวัน ภรรยาของผมพูดพร้อมรอยยิ้มว่า “เมื่อก่อนน้องทำอาหารให้พี่ แต่น้องไม่เคยคิดเลยว่าตอนนี้จะสลับกัน” ลูกๆ ก็บอกว่าผมเปลี่ยนไปแล้ว บางครั้ง พี่น้องหญิงบางคนมาที่บ้านของผมเพื่อสนทนาเรื่องคำเทศนาของพวกเธอ และส่วนใหญ่แล้ว ผมเป็นคนทำอาหารให้พวกเธอทาน ผมไม่รู้สึกว่านั่นเป็นเรื่องต่ำต้อยหรือน่าอับอายอีกเลย พี่น้องหญิงยังบอกว่าปลาที่ผมทำนั้นอร่อยมาก การที่ผมสามารถหลุดพ้นจากแนวคิดชายเป็นใหญ่แบบดั้งเดิมเหล่านี้ และดำเนินชีวิตตามความเป็นมนุษย์ที่ปกติได้บ้างเล็กน้อยนั้นล้วนแต่เป็นผลที่เกิดขึ้นจากพระวจนะของพระเจ้าทั้งสิ้น ขอบคุณพระเจ้า!

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

“การเข้มงวดกับตนเองและผ่อนปรนต่อผู้อื่น”เป็นคุณธรรมที่แท้จริงหรือไม่?

เมื่อก่อนฉันคิดอยู่เสมอว่า ฉันควรจะอดทนและมีน้ำใจต่อผู้อื่น นึกถึงหัวอกของพวกเขา และเข้าใจความยากลำบากของพวกเขา ฉันยอมลำบากเสียเอง...

การเคารพผู้ใหญ่และเอื้อเฟื้อผู้น้อยเป็นมาตรฐานของความเป็นมนุษย์ที่ดีหรือไม่?

ฉันเกิดมาในครอบครัวชาวจีนดั้งเดิม ตั้งแต่ยังเด็ก พ่อแม่สอนให้ฉัน เป็นเด็กที่มีการศึกษาดี รู้จักกาลเทศะ และสุภาพเรียบร้อย...

Leave a Reply

ติดต่อเราผ่าน Messenger