การเติบโตขึ้นท่ามกลางพายุ

วันที่ 20 เดือน 01 ปี 2022

โดย หมี เสวี่ย, ประเทศจีน

มีวันหนึ่ง เดือนมีนาคม ค.ศ. 2013 ฉันกับพี่น้องหญิงสองคนกำลังกลับบ้านจากการชุมนุม พอเราเดินเข้าบ้าน ก็เห็นว่าทุกอย่างพังพินาศไปหมด เราคิดว่าตำรวจคงเข้ามาค้น เราเลยย้ายออกทันที หลังจากย้ายออก มีคนจากชุมชนนั้นบุกเข้ามาพร้อมกับตำรวจ ตำรวจต้อนพวกเราไปที่ห้องนั่งเล่น แล้วก็รื้อค้นกระจุยกระจาย พอพวกนั้นไม่ทันมอง ฉันก็หักซิมการ์ดในกระเป๋าฉันทิ้ง ตำรวจคนหนึ่งเห็นเข้า แล้วก็ง้างมือฉันออก พอเห็นมันเขาก็ตะโกนอย่างโกรธเกรี้ยว “หล่อนอาจจะอายุน้อย แต่ว่ารู้มากนัก พากลับไปสอบสวน” เขาให้ตำรวจหญิงค้นตัวฉันด้วย แล้วก็พาเราไปขึ้นรถตำรวจ ฉันรู้สึกกลัวมาก จึงอธิษฐานต่อพระเจ้า “พระเจ้า ข้าพระองค์ไม่รู้พวกเขาจะพาไปไหน หรือจะทรมานข้าพระองค์อย่างไร โปรดทรงนำข้าพระองค์ และทรงมอบความเชื่อแก่ข้าพระองค์ แม้จะทุกข์ทนอย่างไร ข้าพระองค์ก็จะไม่เป็นอย่างยูดาส ข้าพระองค์จะทรยศพระองค์ไม่ได้” พอได้อธิษฐานฉันก็ค่อยๆ ใจสงบลง ตำรวจพาฉันไปที่ห้องสอบสวนที่สถานีตำรวจ สั่งให้ฉันยกมือแล้วก็นั่งยองๆ จากนั้นไม่นาน แขนฉันก็เริ่มหมดแรง ขาเริ่มจะสั่น เริ่มแน่นหน้าอก แล้วฉันก็ล้มพับลงไป แล้วตำรวจก็ให้ฉันนั่งเก้าอี้เสือ มัดเท้าฉันไว้แน่น ติดกับขาเก้าอี้ จากนั้น ก็มีตำรวจอาชญากรรมหญิงร่างท้วมเอาเอกสารเข้ามาในห้อง แล้วพูดกับฉันว่า “เรากำลังกวาดจับครั้งใหญ่ทั่วประเทศ กวาดล้างพวกผู้เชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์อย่างคุณ เราจับพวกผู้นำของคุณไว้แล้ว คริสตจักรของคุณเราก็รื้อถอนไปแล้ว จะอมพะนำกับเราไปทำไม? แค่คุณพูดออกมา คุณก็กลับไปได้” พอได้ยินแบบนี้ ฉันก็คิดว่า นี่เป็นกลลวงของซาตาน ผู้หญิงคนนี้พยายามจะให้ฉันเป็นยูดาส ฉันต้องไม่ตกหลุมพราง ต่อให้พี่น้องชายหญิงถูกจับไปแล้วมากมาย พวกเขาก็รื้อถอนพระราชกิจแห่งพระเจ้าได้ไม่ง่ายดายขนาดนั้นหรอก ฉันเลยตอบโต้ไปว่า “พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า ‘พวกเราเชื่อใจว่า ไม่มีประเทศหรือพลังอำนาจใดสามารถมาขวางทางในสิ่งที่พระเจ้าทรงปรารถนาจะสัมฤทธิ์ผล คนเหล่านั้นที่ขัดขวางพระราชกิจของพระเจ้า ต่อต้านพระวจนะของพระเจ้า และก่อกวนและทำให้แผนการของพระเจ้าเสียไป จะต้องถูกพระเจ้าทรงลงโทษในท้ายที่สุด’” (“พระเจ้าทรงเป็นประธานเหนือชะตากรรมของมวลมนุษย์ทั้งปวง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) ถึงตรงนี้ เธอคำรามในคออย่างขัดใจแล้วก็ออกไป แล้วก็มีเจ้าหน้าที่อีกคนเริ่มมาสอบสวนฉันว่า “คุณนับถือศาสนาตอนไหน? มาอยู่แถวนี้นานแค่ไหนแล้ว? คุณติดต่อกับใครมาบ้าง? ไปอยู่ที่ไหนมาบ้าง?” พอฉันไม่พูด เขาก็เลยขู่ “ถ้าคุณไม่พูด เราจะตีคุณให้ตาย แล้วเอาศพไปทิ้งที่ภูเขา” ฉันฉุกคิดขึ้นมาว่า คนพวกนี้ฆ่าคนเป็นผักปลา ไม่สนใจชีวิตของมนุษย์สักนิด ถ้าพวกเขาตีฉันจนตายจริงๆ ล่ะ ฉันเริ่มกลัวขึ้นมาจริงๆ จึงอธิษฐานต่อพระเจ้าอย่างเงียบๆ แล้วก็นึกถึงพระวจนะเหล่านี้จากพระองค์ “จงอย่ากลัว พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์จอมทัพจะอยู่กับเจ้าอย่างแน่นอน พระองค์ทรงอยู่เบื้องหลังพวกเจ้า และพระองค์คือโล่ของเจ้า” (“บทที่ 26” ของ ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) ฉันรู้ว่าเป็นเรื่องจริง พระเจ้าเป็นโล่ของฉัน พระองค์ทรงปกครองทุกสิ่ง ร่างกายกับดวงจิตฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ ฉันจะถูกซ้อมจนตายหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตำรวจพวกนั้น ความคิดนี้ทำให้ฉันมีความเชื่อและความเข้มแข็ง ตำรวจสอบสวนฉันไม่จบไม่สิ้น แต่ฉันก็ไม่ได้บอกอะไรไป

เช้าตรู่วันที่สาม หนึ่งในพวกนั้นพูดว่า “พร้อมจะพูดหรือยัง?” ฉันไม่พูดสักคำ เขาเดือดดาล จึงขยุ้มคอเสื้อฉัน แล้วก็ตบหน้าฉันฉาดใหญ่ ทำฉันแก้วหูลั่น หน้าแสบร้อนไปหมดเลยค่ะ ตอนที่ฉันไม่ทันระวัง เขาก็เอากระดาษมาม้วน แล้วก็ตีที่ตาฉัน มันเจ็บมากจนเหมือนตาจะหลุดออกมา ฉันจึงหลับตาตามสัญชาตญาณ เจ้าหน้าที่คนหนึ่งพูดอย่างโมโหว่า “ลืมตาขึ้น!” ฉันค่อยๆ ลืมตา แต่ก็มองไม่เห็นอะไรเลย ผ่านไปสิบนาที ฉันถึงจะเริ่มมองเห็น ตาฉันเจ็บมาก จนอยากจะหลับตาลงไป ตำรวจคิดว่าฉันจะหลับ ก็เลยเอาขวดน้ำตีหัวฉัน แล้วบางครั้งก็ใช้เท้าเตะที่หัวฉันบ้าง แขนฉันบ้าง และเพื่อไม่ให้ฉันหลับ พวกเขาเอาแถบรัดมามัดมือกับผมฉันไว้กับด้านหลังเก้าอี้เสือ ให้ฉันต้องเงยหน้าตลอด เพื่อให้เจ็บน้อยลง ฉันเลยพยายามพิงไปกับเก้าอี้เสือ ฉันเวียนหัว ปวดตัวไปหมด เริ่มจะใจสั่น รู้สึกเป็นทุกข์เหลือเกิน ฉันกลัวว่าตัวเองจะทนไม่ไหว ก็เลยร้องขอต่อพระเจ้า “ข้าแต่พระเจ้า โปรดประทานความแน่วแน่ที่จะทนทุกข์ให้แก่ข้าพระองค์ โปรดประทานความเชื่อแก่ข้าพระองค์ ฉันไม่มีวันก้มหัวให้ซาตานเด็ดขาด!” ขณะที่เจ็บปวด ฉันก็นึกถึงบางส่วนจากพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “บางทีพวกเจ้าทุกคนอาจจำคำพูดเหล่านี้ได้ กล่าวคือ ‘เพราะว่าความยากลำบากชั่วคราวและเล็กน้อยของเรา จะทำให้เรามีศักดิ์ศรีนิรันดร์มากมายอย่างไม่มีที่เปรียบ’ พวกเจ้าทุกคนเคยฟังคำพูดเหล่านี้มาก่อน แต่ไม่มีใครในพวกเจ้าที่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำพูดเหล่านี้เลย วันนี้พวกเจ้าตระหนักรู้อย่างลุ่มลึกในนัยสำคัญที่แท้จริงของคำพูดเหล่านี้แล้ว คำพูดเหล่านี้จะได้รับการทำให้ลุล่วงโดยพระเจ้าในระหว่างยุคสุดท้าย และจะได้รับการทำให้ลุล่วงในบรรดาผู้ที่ถูกข่มเหงอย่างทารุณโหดร้ายโดยพญานาคใหญ่สีแดงในแผ่นดินที่มันนอนขดกายอยู่ พญานาคใหญ่สีแดงข่มเหงพระเจ้าและเป็นศัตรูของพระเจ้า และฉะนั้น ในแผ่นดินนี้ เหล่าผู้เชื่อในพระเจ้าจึงตกอยู่ในการเหยียดหยามและการกดขี่ และผลที่ได้ก็คือคำพูดเหล่านี้จักได้รับการทำให้ลุล่วงในพวกเจ้า ในคนกลุ่มนี้นี่เอง เนื่องจากพระราชกิจเริ่มเปิดตัวบนแผ่นดินที่ต่อต้านพระเจ้า พระราชกิจของพระเจ้าทั้งหมดจึงต้องเผชิญกับอุปสรรคมหาศาล และการทำพระวจนะมากมายให้สำเร็จลุล่วงนั้นย่อมใช้เวลา ด้วยเหตุนั้น ผลแห่งพระวจนะของพระเจ้าประการหนึ่งก็คือผู้คนได้รับการถลุง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความทุกข์” (“พระราชกิจของพระเจ้าเรียบง่ายดังที่มนุษย์จินตนาการหรือ?” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) พระวจนะของพระเจ้าทำให้ฉันมองเห็นว่า พรรคคอมมิวนิสต์เป็นศัตรูของพระเจ้า พวกเขาเกลียดพระเจ้าและความจริง พวกเขาอยากทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้เราเชื่อในพระเจ้า เพื่อให้เราทรยศพระองค์ ฉันเกิดในประเทศของพญานาคใหญ่สีแดง ฉันจึงต้องทนทุกข์กับเรื่องนี้ แต่จากการกดขี่ของพรรคคอมมิวนิสต์ ฉันก็ได้เห็นว่ามันชั่วแค่ไหน ว่ามันต่อต้านพระเจ้าอย่างถึงแก่นอย่างไร ฉันยิ่งอยากปฏิเสธซาตาน อยากหันเข้าหาพระเจ้า มีความเชื่อ และยืนหยัดเป็นพยานให้มากขึ้น เพื่อทำให้ซาตานอับอายและเห็นมันล้มเหลวไป การมีโอกาสได้ยืนหยัดเป็นพยานแด่พระเจ้า ถือเป็นการอวยพรจากพระองค์และเป็นความโปรดปรานพิเศษ การเข้าใจเรื่องนี้ให้ความเชื่อแก่ฉัน และมันก็รู้สึกไม่หนักหนานักสำหรับฉัน

หลังจากนั้น พวกเขาก็เริ่มสอบสวนฉันอีก พอฉันยังเงียบ พวกเขาก็ขู่ “ยิ่งพูดเร็วเท่าไร ก็ยิ่งง่ายเท่านั้น เราจะให้เวลาคุณห้านาที” แล้วพวกเขาก็วางนาฬิกานับถอยหลังไว้ข้างหน้าฉัน ตอนที่เห็นเวลาผ่านไป แต่ละนาที แต่ละวินาที ฉันก็ยิ่งอธิษฐานต่อพระเจ้าไม่หยุดว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ไม่รู้ว่าปีศาจพวกนี้จะทำอะไรกับข้าพระองค์ ได้โปรดทรงอารักขาข้าพระองค์ด้วย ไม่ว่าอย่างไรข้าพระองค์ก็จะไม่ยอมขายเหล่าพี่น้องชายหญิงเด็ดขาด” ห้านาทีผ่านไป พอเห็นว่าฉันไม่พูด หนึ่งในพวกเขาก็ใส่กุญแจมือฉันไพล่หลัง คว้าคอเสื้อฉันแล้วก็ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ แล้วก็ถามแบบมุ่งร้ายว่าผู้นำคริสตจักรเป็นใครและฉันเคยติดต่อกับใครบ้าง ฉันก็ยังเงียบ เขาก็จุดบุหรี่ พ่นควันใส่หน้าฉัน ซ้ำแล้วซ้ำอีก ฉันจะอ้วกเพราะควัน น้ำตาไหลนองหน้าไปหมด แล้วเขาก็ตบหน้าฉันหนักมาก แล้วก็ตบที่หูขวาฉัน จนหูฉันอื้อไปหมด พอเห็นว่าฉันยังไม่ยอมพูด ตาเขาก็เบิกโพลงด้วยความโมโห เขาใช้สองมือบีบคอฉันแล้วพูดว่า “จะพูดหรือไม่พูด? ถ้าไม่พูด เดี๋ยวจะโดนบีบคอ รับรองแกไม่มีวันลืมฉันแน่ แกจะต้องฝันถึงตอนที่โดนฉันทรมานทุกคืน” เขาบีบคอฉันจนหายใจติดขัด ฉันรู้สึกเหมือนจะหายใจเฮือกสุดท้ายแล้ว ฉันบอกเขาว่า ต่อให้บีบคอ ฉันก็ไม่มีอะไรจะพูด จากนั้น ก็มีเจ้าหน้าที่ตัวสูงเข้ามา ทำท่ากับคนที่บีบคอว่า มันมีกล้องจับอยู่ ให้พาฉันไปซ้อมที่มุมห้องแทน ฉันเลยได้โอกาสหายใจ เขาลากฉันออกจากเก้าอี้เสือ ลากกุญแจมือฉันไป ผลักฉันเข้ามุมห้อง แล้วก็กระแทกหัวฉันเข้ากับกำแพง เขาทำอยู่แบบนั้น ไม่รู้นานแค่ไหน จนครั้งสุดท้ายเขาก็กระแทกหัวฉันใส่แผ่นโลหะที่กำแพง ฉันรู้สึกเหมือนทุกอย่างหลุดออกไปจากหัว แล้วก็ล้มตัวลงกับพื้นดังตุ้บ รู้สึกเหมือนโลกมันหมุน เหมือนหัวมันจะระเบิด เหมือนหัวใจถูกฉีกเป็นชิ้น ฉันลืมตาไม่ขึ้น รู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก ฉันเจ็บปวดมากๆ จนอธิษฐานต่อพระเจ้า “พระเจ้า โปรดเอาลมหายใจข้าพระองค์ไปเถิด ข้าพระองค์จะได้ไม่ต้องทนกับการทรมานนี้อีกแล้ว” หลังผ่านไปสักพัก ฉันก็แทบจะลืมตาไม่ขึ้น ฉันนึกสงสัยว่า “ทำไมฉันถึงยังไม่ตาย?” แล้วฉันก็คิดได้ว่า ฉันไม่ควรขอให้พระเจ้าทรงเอาลมหายใจฉันไปเลย มันช่างเป็นคำขอที่ไร้เหตุผล พระองค์ทรงต้องการให้ฉันอยู่ต่อไป เพื่อยืนหยัดเป็นพยาน เพื่อทำให้ซาตานอับอาย แต่ฉันหวังว่าจะหนีความทุกข์นั้น อยากจะตายเพื่อหนีจากมัน นั่นไม่ใช่การเป็นพยาน พอคิดได้ขึ้นมา ฉันก็รู้สึกผิด

แล้วตอนนั้นฉันก็ได้ยินตำรวจคนหนึ่งตะโกนว่า “ลุกขึ้น! ลุกขึ้น!” พอฉันไม่ตอบสนองเขาก็เตะฉัน แล้วพูดว่า “แกล้งตายเหรอ?” ฉันได้แต่อธิษฐานอยู่เงียบๆ “พระเจ้า ปีศาจเหล่านี้กำลังทรมานข้าพระองค์ เพื่อให้ข้าพระองค์ทรยศพระองค์ โปรดประทานความเชื่อแก่ข้าพระองค์ด้วย ข้าพระองค์จะยืนหยัดเป็นพยานให้แก่พระองค์ ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตก็ตาม” หนึ่งในพวกนั้นคว้าเสื้อฉันตรงบ่า แล้วก็ยกตัวฉันขึ้นครึ่งๆ จากนั้นก็ปล่อยให้ตัวฉันกระแทกลงกับพื้น มือกับหลังของฉันเจ็บมากจากการถูกใส่กุญแจมืออยู่ตลอด ฉันเลยขดตัวเป็นลูกบอลอยู่กับพื้น เพื่อพยายามจะคลายความเจ็บปวดสักเล็กน้อย เจ้าหน้าที่คนหนึ่งดึงฉันขึ้นมาพิงกำแพง ให้ฉันยืนตัวตรง แล้วก็เตะฉันเข้าที่ต้นขาซ้าย โดยที่ฉันไม่ทันได้ตอบโต้ ฉันเลยตัวงอด้วยความเจ็บปวด แล้วเขาก็ตะโกนใส่ฉันว่า “ลุกขึ้น!” แต่ว่าฉันเจ็บไปหมดจนไม่มีทางที่จะลุกขึ้นได้ แล้วเขาก็เตะฉันเข้าที่เอว จนฉันหายใจไม่ออกไปพักหนึ่ง ฉันรู้สึกเหมือนกับโดนแทง แล้วก็อีกคนก็ลากฉันไปที่มุมห้อง แล้วก็ตบหน้าฉัน จนฉันเลือดกบปาก จากนั้น เขาก็จุดบุหรี่แล้วพูดว่า “ถ้ายังเงียบอยู่อีก ฉันจะเอาบุหรี่นี้จี้หน้าแกให้เละเลย” แล้วเขาก็เอาบุหรี่มาจ่อหน้าฉัน ฉันรู้สึกถึงความร้อนจากบุหรี่ แล้วก็กลัวมาก ฉันคิดว่า “ถ้าเขาเอาบุหรี่จี้มาจริงๆ แผลเป็นคงจะเลวร้ายมาก ต่อไปพอไปไหน ฉันก็คงจะถูกจ้องมองและโดนล้อไปทุกที่” ความคิดที่ว่ามีคนชี้มาที่ฉันแล้วก็พูดเรื่องฉันลับหลังมันเลวร้ายมาก จากนั้น ฉันก็จำพระวจนะเหล่านี้จากพระเจ้าได้ “ทหารที่ดีแห่งราชอาณาจักรไม่ได้รับการฝึกอบรมให้เป็นกลุ่มผู้คนที่เพียงแค่สามารถพูดคุยเกี่ยวกับความเป็นจริงหรืออวดตัวได้ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขาได้รับการฝึกอบรมให้ใช้ชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้าตลอดเวลา เพื่อที่จะยังคงมีใจเด็ดเดี่ยวต่อไป ไม่ว่าจะเผชิญกับความพลั้งพลาดอันใด และดำเนินชีวิตโดยสอดคล้องกับพระวจนะของพระเจ้าอยู่เป็นนิตย์ และไม่กลับคืนสู่ทางโลก นี่คือความเป็นจริงที่พระเจ้าตรัส นี่คือข้อพึงประสงค์ที่พระเจ้าทรงมีต่อมนุษย์” (“เฉพาะการนำความเป็นจริงมาปฏิบัติเท่านั้นที่เป็นการครองความเป็นจริง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็เข้าใจว่า สำหรับผู้เชื่อที่แท้จริง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาเหล่านั้นก็จะยังคงมีความเชื่ออันมั่นคงในพระเจ้า โดยไม่มีทางยอมให้พลังมืด โดยไม่ทรยศต่อพระเจ้า ตำรวจใช้เรื่องการเสียโฉมมาขู่ฉัน เพื่อให้ฉันทรยศต่อพระเจ้า ซึ่งฉันจะตกหลุมพรางไม่ได้ ยิ่งกว่านั้น ต่อให้ฉันเสียโฉมไป ถ้าฉันไม่ทำตัวเป็นยูดาส แต่ยืนหยัดเป็นพยาน ฉันก็สามารถได้รับการทรงเห็นชอบจากพระเจ้า และสามารถมีความสงบในหัวใจได้ ถ้าฉันทรยศต่อพระเจ้าเพื่อปกป้องตัวเอง ฉันก็คงต่อการดำรงอยู่อันต่ำช้าออกไป และมโนธรรมของฉันก็คงไม่มีวันสงบ แบบนั้นฉันคงไม่มีวันทนได้ ฉันนึกถึงส่วนหนึ่งของเพลงสรรเสริญของคริสตจักร “แม้ว่าศีรษะของพวกเราอาจแตกและเลือดของพวกเราอาจไหลหลั่ง แต่กระดูกสันหลังของประชากรของพระเจ้าก็ไม่สามารถทำให้งอได้” (“ฉันปรารถนาที่จะเห็นวันแห่งพระสิริของพระเจ้า” ใน ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ) ฉันรู้สึกถึงกระแสแห่งความเชื่อ และความกล้าเผชิญหน้ากับการทรมานจากพวกเจ้าหน้าที่ ฉันหลับตาลง แล้วก็อธิษฐานอย่างเงียบๆ “พระเจ้า! ไม่ว่าพวกเขาจะทรมานข้าพระองค์อย่างไร ต่อให้พวกเขาจะเผาหน้าข้าพระองค์ ข้าพระองค์ก็จะยืนหยัดเป็นพยาน โปรดมอบความเชื่อและความแข็งแกร่ง ให้ข้าพระองค์ทนการทรมานนี้ด้วยเถิด” จากนั้น ฉันก็กัดฟันแล้วก็กำมือแน่น ตำรวจนั่นเริ่มหัวเราะเป็นบ้าเป็นหลัง เพราะคิดว่าฉันกลัว ฉันลืมตาขึ้นมองตรงไปที่เขา เขายิ้มเย็นชาแล้วพูดว่า “ฉันเปลี่ยนใจแล้ว ฉันจะจี้ลิ้นแกแทน จะเผาให้ลิ้นแกพองจนพูดไม่ได้เลย” พอพูดออกมา เขาก็พยายามเปิดปากฉัน แต่ทำอย่างไรเขาก็เปิดปากฉันไม่ออก เขาโมโห ก็เลยคว้าไหล่ฉัน แล้วก็กระทืบลงที่เท้าฉัน แล้วก็กระโดดเหยียบอีก และเหยียบขยี้อยู่แบบนั้น จากนั้นเขาก็คว้ากุญแจมือ แล้วก็ดึงไปดึงมา จนฉันต้องยืนเขย่งเท้า ข้อมือฉันเจ็บมาก และแขนก็รู้สึกเหมือนจะหลุด เขาพูดล้อฉันว่า “พระเจ้าแกเปี่ยมมหิทธิฤทธิ์ไม่ใช่เหรอ? ให้มันมาช่วยแกสิ!” ฉันอธิษฐานต่อพระเจ้าต่อเนื่องไม่หยุด ในใจก็คิดโกรธเกลียดปีศาจพวกนั้น

พอเริ่มหมดแรง เขาก็ยืนพิงโต๊ะแล้วสูบบุหรี่ ฉันนึกสงสัยว่า ต่อไปพวกเขาจะใช้วิธีอะไรทรมานฉันอีก และฉันจะจบลงที่ความตายหรือเปล่า ถ้าตายจริงก็ขอให้ตายแบบทันที เพราะนรกที่พวกนั้นทำกับฉันมันก็เกินจะทนแล้ว ไม่รู้ว่ามันจะจบลงตอนไหน ยิ่งคิดฉันก็ยิ่งกลัว ฉันคิดว่า “ฉันไม่อาจขายเหล่าผู้นำคริสตจักรหรือพี่น้องชายหญิง แต่ฉันคงเล่าได้ว่าฉันมาเป็นผู้เชื่อได้อย่างไร ให้มันจบเรื่องไป ให้พวกนั้นเลิกทำร้ายฉัน” แล้วฉันก็คิดว่า “พ่อแม่ฉันเป็นผู้เชื่อ ถ้าฉันคุยกับพวกนั้น พวกท่านก็จะติดร่างแห รวมถึงเหล่าพี่น้องชายหญิงด้วย ฉันจะกลายเป็นยูดาส และพระเจ้าก็จะลงโทษฉัน” จากนั้น ฉันก็นึกถึงเพลงสรรเสริญแห่งพระวจนะของพระเจ้า “ความเชื่อเป็นเหมือนสะพานไม้ซุงต้นเดียว กล่าวคือ พวกที่ยึดติดอยู่กับชีวิตอย่างยอมจำนนจะประสบความลำบากยากเย็นในการข้ามสะพานนั้นไป แต่บรรดาผู้ที่พร้อมจะพลีอุทิศตัวพวกเขาเองจะสามารถข้ามไปได้ด้วยเท้าที่มั่นคงและปราศจากความกังวล หากว่ามนุษย์เก็บงำความคิดที่ขลาดอายและเกรงกลัว นั่นก็เป็นเพราะซาตานได้หลอกพวกเขา ด้วยกลัวว่าพวกเราจะข้ามสะพานแห่งความเชื่อเพื่อเข้าสู่พระเจ้า ซาตานกำลังพยายามทุกหนทางที่เป็นไปได้เพื่อส่งความคิดของมันมาให้พวกเรา พวกเราควรอธิษฐานอยู่ทุกขณะจิตให้พระเจ้าประทานความกระจ่างแก่พวกเราด้วยความสว่างของพระองค์ ควรพึ่งพาพระเจ้าทุกชั่วขณะให้ทรงชำระล้างพิษของซาตานจากภายในตัวพวกเรา ควรปฏิบัติวิธีที่จะมาใกล้ชิดพระเจ้าภายในวิญญาณของพวกเราทุกชั่วขณะ และยินยอมให้พระเจ้าทรงมีอำนาจครอบครองเหนือความเป็นตัวพวกเราเองทั้งมวล” (“การเกิดความเจ็บป่วยคือความรักของพระเจ้า” ใน ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ) ฉันได้คิดว่า ความคิดที่จะพูดกับพวกเขาเพราะความขี้ขลาด มันคือการยอมให้กับอุบายของซาตาน ฉันเห็นว่าความเชื่อในพระเจ้าของฉันนั้นยังไม่พอจริงๆ ฉันขาดความมุ่งมั่นที่จะอดทนต่อความทุกข์ ฉันมาได้จนถึงจุดนั้น ไม่ใช่ด้วยวุฒิภาวะของฉัน แต่เป็นเพราะพระวจนะของพระเจ้าที่คอยนำทางฉันไปทีละก้าว ถึงจุดนั้น ฉันจำเป็นต้องพึ่งพาพระเจ้าและมีความเชื่อ และไม่ว่าพวกนั้นจะทรมานฉันแค่ไหน ฉันก็ไม่สามารถทรยศพระเจ้าได้ ฉันเอ่ยคำอธิษฐานในหัวใจว่า “โอ พระเจ้า ข้าพระองค์ขอฝากชีวิตไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์ ข้าพระองค์จะยอมรับการจัดการเตรียมการของพระองค์ ฉันจะไม่เป็นยูดาส ต่อให้ถูกทรมานจนตายก็ตาม” แล้วฉันก็ประหลาดใจที่หัวหน้าตำรวจเรียกพวกเขาไป ฉันขอบคุณพระเจ้าอย่างเงียบๆ

จากนั้นไม่นาน เจ้าหน้าที่คนหนึ่งก็มาที่ประตูแล้วถ่ายรูปฉันไว้ เขาพูดว่า “ฉันจะเอารูปแกไปลงอินเทอร์เน็ต ให้แกกลายเป็นคนดัง เพื่อนกับญาติของแกและทุกคนจะได้เห็นสภาพของแก และได้เห็นว่าพวกผู้เชื่อเป็นพวกคนบ้า” ฉันไม่กลัวที่เขาพูด แล้วก็ตอบไปว่า “ที่ฉันเป็นแบบนี้ ก็เพราะคุณไม่ใช่หรือ? การเอารูปนั่นไปลงอินเทอร์เน็ต ก็มีแต่จะทำให้คนอื่นรู้ว่าคุณข่มเหงคริสเตียนอย่างไร” เจ้าหน้าที่หญิงคนหนึ่งพูดว่า “ฉันเชื่อแล้วสิ ไม่รู้ว่าพระเจ้าของพวกคุณเป็นแบบไหน ไม่รู้ด้วยว่าคุณเอาความแข็งแกร่งมาจากไหน ทั้งที่เจอแบบนี้แล้ว คุณก็ยังยึดมั่นในความเชื่อของคุณ ฉันไม่เคยนึกเลยว่าคนหนุ่มสาวจะทรหดได้ขนาดนี้” พอฉันได้ยินเธอพูดแบบนั้น ฉันก็เอ่ยขอบคุณพระเจ้าในหัวใจ แล้วฉันก็นึกถึงพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้า “พลังชีวิตของพระเจ้าสามารถพิชิตพลังอำนาจใดๆ ยิ่งไปกว่านั้น มันยังมากล้นเกินกว่าพลังอำนาจใดๆ ชีวิตของพระองค์เป็นนิรันดร์ ฤทธานุภาพของพระองค์นั้นพิเศษกว่าความธรรมดาสามัญ และพลังชีวิตของพระองค์ก็ไม่สามารถถูกเอาชนะได้โดยสิ่งมีชีวิตทรงสร้างใดหรือกองกำลังศัตรูใด” (“พระคริสต์แห่งยุคสุดท้ายเท่านั้นที่สามารถประทานหนทางแห่งชีวิตนิรันดร์แก่มนุษย์ได้” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) ตอนที่พวกเขาย่ำยีฉัน ทรมานฉัน ฉันรู้สึกถึงความขี้ขลาดและความอ่อนแอ และถึงขนาดอยากจะตายเพื่อหลีกหนีมัน แต่พระเจ้าก็ทรงสถิตอยู่กับฉัน คอยทรงพิทักษ์รักษาฉัน และเป็นเพราะพระวจนะของพระเจ้า ที่ให้ความเชื่อและความแข็งแกร่งกับฉัน ทำให้ฉันข้ามผ่านการทรมานอันโหดร้ายนั้นมาได้ ฉันขอขอบคุณพระเจ้าจากหัวใจ

จากนั้น มีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งมาพาฉันไปห้องน้ำ เธอพูดกับฉันว่า “อีกเดี๋ยวพวกเขาจะมาสอบสวนคุณอีก คุณพูดไปดีกว่า ไม่อย่างนั้น คุณได้ติดคุกหลายปีแน่ หลังจากติดอยู่ในนั้น คุณจะออกมาเป็นคนพิการนะ รู้หรือเปล่า คนในคุกโดนปฏิบัติกันแบบไหน? พวกผู้หญิงจะทำร้ายผู้หญิงด้วยกัน แล้วก็จะเอาไม้กระบองตีที่หว่างขา ถ้าพวกนั้นลงมือกับคุณ คุณไม่รอดแน่” พอได้ยินเธอพูดแบบนั้น ฉันก็ทั้งขยะแขยงแล้วก็กลัว หากต้องพิการตั้งแต่อายุ 20 กว่าปี ฉันคิดไม่ออกเลยว่าจะอยู่ต่อไปอย่างไร ฉันเป็นลูกสาวคนเดียว ถ้าฉันพิการ พ่อแม่ฉันก็คงไม่มีใครให้พึ่งพา จากนั้นฉันก็นึกถึงพระวจนะเหล่านี้จากพระเจ้า “อับราฮัมได้มอบถวายอิสอัค—พวกเจ้าได้มอบถวายสิ่งใด? โยบได้มอบถวายทุกสิ่งทุกอย่าง—พวกเจ้าได้มอบถวายสิ่งใด? ผู้คนมากมายเหลือเกินได้ให้ชีวิตของพวกเขา ได้วางศีรษะของพวกเขาลง และหลั่งเลือดของพวกเขาเพื่อแสวงหาหนทางที่แท้จริง พวกเจ้าเคยได้จ่ายราคานั้นหรือไม่?” (“นัยสำคัญของการช่วยพงศ์พันธุ์ของโมอับให้รอด” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) อับราฮัมได้มอบถวายบุตรชายเพียงคนเดียว และเมื่อโยบถูกทดสอบ เขาสูญเสียทุกอย่างที่มี และเกิดฝีขึ้นทั่วทั้งตัว เพื่อนๆ หัวเราะเยาะเขา และภรรยาก็ล้อเลียนเขา แต่เขาไม่เคยกล่าวโทษพระเจ้า เขายืนหยัดเป็นพยาน โยบและอับราฮัมมีความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้า พวกเขาให้คำพยานอันกึกก้องผ่านบททดสอบ ฉันต้องทำตามอย่างพวกเขา และยืนหยัดเป็นพยานไม่ว่าจะทรมานอย่างไรก็ตาม เพื่อทำให้ซาตานอับอาย ฉันอธิษฐานต่อพระเจ้าอย่างเงียบๆ ว่า “พระเจ้า ข้าพระองค์เชื่อว่าทุกสิ่งทั้งหมดอยู่ภายใต้การปกครองของพระองค์ การที่ข้าพระองค์จะพิการหรือไม่ ย่อมอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับข้าพระองค์ หรือข้าพระองค์จะทรมานมากแค่ไหน ข้าพระองค์ก็พร้อมที่จะยืนหยัดเป็นพยานเพื่อสนองพระองค์” ฉันจึงบอกกับเจ้าหน้าที่ไปว่า “นั่นเป็นเรื่องที่ผิดศีลธรรม ถ้าหากฉันทรยศเหล่าพี่น้องชายหญิง มโนธรรมของฉันคงไม่มีวันสงบได้ ต่อให้ต้องถูกจำคุก ฉันก็จะไม่มีวันทำสิ่งที่ฉันรู้ว่าผิดหรอก” ด้วยความอับอาย เธอจึงพาฉันกลับไปห้องสอบสวนโดยไม่พูดอะไรอีก เช้าวันที่หนึ่งเดือนเมษายน ตำรวจเข้ามาสอบสวนฉัน แต่ฉันก็ยังคงไม่พูดอะไร พอบ่ายสองโมงวันนั้น พวกเขาก็พาฉันขึ้นรถนักโทษ เพื่อจะพาฉันไปยังฐานสำหรับล้างสมอง ฉันร้องเพลงสรรเสริญแห่งพระวจนะของพระเจ้านี้เงียบๆ ในหัวใจตลอดทาง “หากผู้คนไม่มีความมั่นใจใดๆ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่พวกเขาจะเดินไปตามเส้นทางนี้ต่อไป ตอนนี้ทุกคนสามารถเห็นได้ว่าพระราชกิจของพระเจ้าไม่สอดคล้องกับมโนคติที่หลงผิดของผู้คนแม้แต่น้อย—พระเจ้าได้ทรงพระราชกิจมากมายเหลือเกินและได้ตรัสพระวจนะมากมายเหลือเกิน ซึ่งไม่สอดคล้องกับมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์อย่างสิ้นเชิง ดังนั้น ผู้คนจึงต้องมีความมั่นใจและพลังใจเพื่อให้สามารถยืนหยัดในสิ่งที่พวกเขาได้เห็นเรียบร้อยแล้ว และในสิ่งที่พวกเขาได้รับจากประสบการณ์ของพวกเขา ไม่ว่าพระเจ้าทรงทำสิ่งใดในตัวผู้คน พวกเขาก็ต้องค้ำชูสิ่งที่พวกเขาเองครอบครอง จริงใจเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และยังคงอุทิศตนเพื่อพระองค์จนถึงที่สุด นี่คือหน้าที่ของมวลมนุษย์ ผู้คนต้องค้ำชูสิ่งที่พวกเขาควรทำ” (“เจ้าต้องรักษาหน้าที่ของเจ้า” ใน ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ) ฉันได้รู้แล้วว่าการมีความเชื่อนั้นหมายถึงการถูกกดขี่และต้องทนทุกข์ และฉันได้ตกลงใจว่าจะยืนหยัดเป็นพยานและสนองต่อพระเจ้า ไม่ว่าจะเจอกับการกดขี่หรือความทุกข์ใดๆ ก็ตาม แต่พอได้เจอมันจริงๆ ฉันถึงได้รู้ว่า การยืนหยัดเป็นพยานไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด มันไม่ใช่เพียงแค่การมีศรัทธาแรงกล้า แต่มันจะต้องมีความเชื่อมั่นและการตกลงใจที่จะทนทุกข์ พระเจ้ากำลังทรงทดสอบฉันด้วยสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายเช่นนี้ เพื่อทำให้ความเชื่อของฉันเพียบพร้อม เพื่อชำระให้บริสุทธิ์และช่วยฉันให้รอด ฉันเชื่อว่าพระเจ้าจะทรงนำทางฉัน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม พอได้ร้องเพลงสรรเสริญ ความเชื่อของฉันก็เพิ่มพูนขึ้น และฉันรู้ว่าไม่ว่าพวกนั้นจะทรมานฉันแค่ไหน ฉันก็ต้องพึ่งพาพระเจ้าและติดตามพระองค์ไปจนถึงที่สุด

พอเราไปถึงอาคารการศึกษากฎหมาย ตำรวจให้เจ้าหน้าที่สองคนจับตาดูฉันไว้ตลอด 24 ชั่วโมง คอยถามฉันเรื่องคริสตจักรและล้างสมองฉัน และให้ฉันเขียนสิ่งที่ละเมิดความเชื่อของฉัน พอเช้าวันที่สาม พวกเขาก็บอกว่าจะให้ฉันดูวิดีโอที่พวกเขาถ่ายไว้ที่บ้านเกิดฉัน ถึงตรงนี้ ฉันก็รู้สึกใจหาย ฉันสงสัยว่าพวกเขาค้นบ้านฉันหรือเปล่า หรือพ่อแม่ฉันจะเป็นอะไรไหม ฉันกังวลว่าพี่น้องชายหญิงจากคริสตจักรจะพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย ฉันกลัวขึ้นเรื่อยๆ ฉันนั่งกระสับกระส่ายไม่หยุด รู้สึกเหมือนแขนขาชาไปหมด ฉันภาวนาต่อพระเจ้าในหัวใจฉัน ในวิดีโอนั้น พ่อฉันมีอาการตัวเหลือง และเขาพูดอะไรบางอย่างกับฉัน เป็นนัยว่าให้ฉันพึ่งพาพระเจ้าและยืนหยัดเป็นพยาน พอได้ยินแล้ว น้ำตามันก็ไหลออกมาเอง ฉันรู้สึกแย่มากๆ ฉันได้รู้ว่าตำรวจพยายามเล่นกับความรู้สึกของฉันเพื่อให้ฉันทรยศพระเจ้า ฉันเกลียดพรรคคอมมิวนิสต์จากก้นบึ้ง ฉันนึกไปถึงสิ่งที่พระเจ้าเคยตรัส “เสรีภาพทางศาสนาหรือ? สิทธิและผลประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมายของพลเมืองทั้งหลายหรือ? สิ่งเหล่านั้นทั้งหมดเป็นเพทุบายเพื่อปิดบังบาป!” (“งานและการเข้าสู่ (8)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) พรรคคอมมิวนิสต์พูดว่าจะให้อิสรภาพทางศาสนา แต่ความจริงกลับมีการจับกุม ข่มเหงคริสเตียน และทรมานพวกเขาอย่างโหดร้าย ตัดสินโทษพวกเขาด้วยข้อหาที่ไม่มีมูล คริสเตียนนับไม่ถ้วนถูกบังคับให้หนีไปเรื่อยๆ ไม่ได้เจอพ่อแม่ หรือเลี้ยงดูลูกๆ ทั้งหมดนั่นคือการก่อกรรมทำเข็ญโดยพรรคคอมมิวนิสต์ พรรคนั้นคือตัวการหลักในการทำลายบ้านของคริสเตียน พอเห็นฉันร้องไห้ พวกเจ้าหน้าที่ก็ยืนขึ้นและเย้ยหยันฉัน คิดว่าหลังจากนั้นฉันคงจะพูดแน่นอน แต่เมื่อฉันยังคงปิดปากสนิท พวกเขาก็ทุบโต๊ะและด่าว่าฉัน แล้วก็หันหลังกลับออกไป

อีกหนึ่งเดือนต่อมา เจ้าหน้าที่สองคนกลับมาสอบสวนฉันอีกครั้ง แล้วก็เอารูปให้ฉันดู บอกให้ฉันชี้ตัวพี่น้องชายหญิง คนหนึ่งพูดกับฉันว่า “ถ้าคุณไม่ยอมรับอะไรเลย คุณจะถูกลงโทษจากความผิดของคนอื่นด้วย ผมจะยัดข้อหาไปให้เต็มที่เลย คงติดคุกสักแปดถึงสิบปี มาดูกันว่าคุณจะแกร่งสักแค่ไหน!” อีกคนหนึ่งก็พยายามพูดล่อใจฉันว่า “ทำตามที่เราบอกเถอะ เขียนคำให้การมาว่าคุณยอมทิ้งศาสนา แล้วเราจะทำทุกอย่างตามที่คุณต้องการ” ฉันยังไม่ยอม เขาเลยพยายามล่อลวงฉันอีกว่า “ผมรู้พ่อแม่คุณไม่มีลูกคนอื่นแล้ว พวกเขาทำงานหนักเลี้ยงคุณมา คุณอาจยังไม่ได้คิดอะไรเรื่องการติดคุกนานๆ แต่เมื่อวันนั้นมาถึงจริงๆ คุณจะต้องทุกข์ทรมาน จะไปเสียใจตอนนั้นก็สายไปแล้ว คุณมีสองทางเลือก ข้อแรก ยอมทิ้งศาสนา และปฏิเสธพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ และเราจะพาคุณกลับไปส่งถึงบ้าน ข้อสอง ยืนยันจะรักษาความเชื่อต่อไป แล้วก็ต้องติดคุก คุณคิดเรื่องนี้ให้ดีก็แล้วกัน” ฉันรู้สึกได้ถึงความขัดแย้ง ถ้าฉันเขียนคำให้การว่าไม่มีความเชื่อ มันก็จะเป็นการทรยศต่อพระเจ้า แต่ถ้าฉันเลือกความศรัทธา ฉันก็จะต้องติดคุก ฉันจะได้เจอพ่อแม่อีกหรือเปล่า? ถ้าฉันต้องติดคุก คนอื่นๆ คงมองพ่อกับแม่ฉันไม่ดี บรรดาผู้ไม่เชื่อที่พวกเขารัก ก็คงวิพากษ์วิจารณ์พวกเขา พวกเขาคงต้องอยู่อย่างลำบาก ในวิดีโอนั้น หน้าตาพ่อฉันมีอาการตัวเหลืองแล้วก็บวม หรือเขามีปัญหาสุขภาพหรือเปล่า? พอคิดแบบนี้ฉันก็ยิ่งเป็นทุกข์และลำบากใจมากขึ้นเรื่อยๆ ฉันจึงอธิษฐานว่า “พระเจ้า ฉันทรยศพระองค์ไม่ได้ แต่ฉันก็ทิ้งพ่อแม่ไม่ได้เช่นกัน พระเจ้า ข้าพระองค์ควรทำอย่างไรดี?” ในตอนนั้นฉันก็พลันนึกถึงพระวจนะเหล่านี้จากพระเจ้า “ไม่สำคัญว่าใครจะวิ่งหนี แต่เจ้าไม่สามารถวิ่งหนีได้ ผู้คนอื่นๆ ไม่เชื่อ แต่เจ้าต้องเชื่อ ผู้คนอื่นๆ ทิ้งขว้างพระเจ้า แต่เจ้าต้องค้ำจุนพระเจ้าและเป็นพยานต่อพระองค์ ผู้อื่นใส่ร้ายป้ายสีพระเจ้า แต่เจ้าไม่สามารถทำได้…เจ้าควรตอบแทนความรักของพระองค์ และเจ้าต้องมีมโนธรรม เพราะพระเจ้าทรงไร้เดียงสา” (“นัยสำคัญของการช่วยพงศ์พันธุ์ของโมอับให้รอด” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) “เจ้าต้องมีมโนธรรม” พระวจนะเหล่านี้ดังก้องอยู่ในหูฉัน ตลอดหลายปีที่เชื่อมา ฉันมีความสุขมากกับพระคุณและการอวยพรของพระเจ้า ฉันยังได้เรียนรู้ความจริงบางอย่าง และได้รู้ว่าฉันควรจะเป็นคนอย่างไร ฉันได้รับมาจากพระเจ้าเยอะมาก การทรยศพระองค์จะเป็นการกระทำที่ไร้จิตสำนึก แต่พระเจ้าก็เรื่องหนึ่ง พ่อแม่ก็อีกเรื่องหนึ่ง การตัดสินใจมันช่างทรมาน มันเป็นการต่อสู้ที่ดุเดือดในหัวใจฉัน ฉันอธิษฐานเงียบๆ ขอพระเจ้าให้นำทางฉัน และให้ศรัทธาแก่ฉัน หลังจากอธิษฐาน ฉันก็นึกถึงพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้า “มีผู้คนไม่มากนักในหมู่พวกเจ้าที่ได้เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาระหว่างถูกและผิดมิใช่หรือ? ในการแข่งกันระหว่างด้านบวกกับด้านลบ ดำและขาว พวกเจ้าตระหนักรู้อย่างแน่นอนถึงตัวเลือกที่พวกเจ้าได้เลือกระหว่างครอบครัวกับพระเจ้า ลูกๆ กับพระเจ้า สันติสุขกับการแตกแยก ความร่ำรวยกับความยากจน สถานภาพกับความธรรมดาสามัญ การได้รับการสนับสนุนกับการถูกทิ้งขว้าง เป็นต้น ระหว่างครอบครัวที่สงบสุขกับครอบครัวที่แตกแยก พวกเจ้าได้เลือกอย่างแรก และเลือกเช่นนั้นโดยไม่ลังเล ระหว่างความร่ำรวยและหน้าที่ พวกเจ้าได้เลือกอย่างแรกอีกครั้ง และยิ่งขาดความตั้งใจที่จะกลับเข้าฝั่ง[ก] ระหว่างความหรูหราฟุ่มเฟือยกับความยากจน พวกเจ้าได้เลือกอย่างแรก เมื่อต้องเลือกระหว่างบุตรชาย บุตรสาว ภรรยาและสามีของพวกเจ้า กับเรา พวกเจ้าได้เลือกอย่างแรก และระหว่างมโนคติอันหลงผิดกับความจริง พวกเจ้าได้เลือกอย่างแรกอีกครั้งหนึ่ง เมื่อได้เผชิญกับการกระทำอันชั่วร้ายทั้งหลายในทุกรูปแบบของพวกเจ้า เราก็เพียงหมดความเชื่อในตัวพวกเจ้าแล้วเท่านั้น เราเพียงประหลาดใจเท่านั้นที่หัวใจของพวกเจ้าต้านทานการทำให้อ่อนลงยิ่งนัก…หากพวกเจ้าถูกขอให้เลือกอีกครั้ง แล้วจุดยืนของพวกเจ้าจะเป็นอย่างไร? มันจะยังคงเป็นอย่างแรกอยู่อีกหรือไม่? พวกเจ้ายังจะนำความผิดหวังและความโศกเศร้าที่น่าเวทนามาสู่เราอยู่หรือไม่? หัวใจของพวกเจ้ายังจะมีความอบอุ่นอันน้อยนิดเพียงอย่างเดียวอยู่หรือไม่? พวกเจ้ายังจะไม่ตระหนักรู้ว่าต้องทำอะไรเพื่อชูใจเราอยู่หรือไม่? ณ เวลานี้ พวกเจ้าจะเลือกอะไร?” (“เจ้าจงรักภักดีต่อใคร?” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) ฉันรู้สึกว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่ข้างๆ ฉัน ทรงรอคำตอบจากฉัน ฉันรู้ว่าฉันไม่อาจทรยศต่อพระเจ้าเพื่อญาติสนิท เพื่อมีครอบครัวที่ปรองดองได้ พระเจ้านั้นเปี่ยมมหิทธิฤทธิ์ สุขภาพและชีวิตของพ่อแม่ฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า การเป็นห่วงพวกเขาไม่ยอมหยุดย่อมแสดงออกว่าฉันขาดความเชื่อในพระเจ้า เราอาจจะไม่ได้เจอกันและกัน แต่ฉันรู้ว่าตราบใดที่เราพึ่งพาพระเจ้า พระองค์จะทรงนำทางให้เรา ความคิดนี้ช่วยคืนความเชื่อฉันกลับมา ฉันรู้สึกว่าพร้อมที่จะละทิ้งเนื้อหนังของฉันเพื่อสนองต่อพระเจ้า ฉันอธิษฐานว่า “โอ พระเจ้า ข้าพระองค์เต็มใจที่จะฝากพ่อแม่ไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์ และนบนอบต่อการจัดการเตรียมการของพระองค์” ฉันจึงกำหมัดแน่น ยืนขึ้น และพูดว่า “ฉันตัดสินใจแล้ว ฉันจะไปกับพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระองค์คือพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียวผู้สร้างสวรรค์ แผ่นดินโลก และทุกสิ่ง และพระองค์คือองค์พระเยซูเจ้าผู้ทรงกลับมา ฉันจะไม่ปฏิเสธพระเจ้าเด็ดขาด” เมื่อพูดไปแล้วฉันก็รู้สึกใจสงบอย่างแท้จริง ถ้าไม่เป็นเพราะการนำทางแห่งพระวจนะของพระเจ้า ฉันคงต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อเอาชนะกลลวงของซาตาน เมื่อได้เห็นความแน่วแน่ของฉัน เจ้าหน้าที่ก็แสดงท่าทางโมโหทันที เขาทุบปึกกระดาษลงบนโต๊ะและตบหน้าฉันอย่างแรง แล้วก็ตะโกนใส่ฉันว่า “คุณมันกู่ไม่กลับแล้ว! คิดว่าไม่พูดแล้วเราจะไม่รู้อะไรเหรอ ผมจะพูดให้ชัดเจนไปเลย เราตามพวกคุณมาสามเดือนแล้ว คิดว่าไม่รู้จักพวกคุณหรือไง? เราแค่อยากเห็นว่าคุณมีทัศนคติที่ดีหรือเปล่า คุณไปคิดดูให้ดี” ฉันบอกไปว่า “ฉันจะไม่ปฏิเสธพระเจ้า ฉันจะไม่ทรยศพระองค์ ต่อให้ต้องติดคุกก็ตาม” จากนั้นพวกเขาพาฉันไปยังสถานกักกันของเขต

ฉันมักจะมีไข้สูง ส่วนมือเท้าก็จะบวม พวกเขาให้ฉันนั่งไขว้ขาสองชั่วโมงทุกวัน ฉันถูกเตะที่เอวตอนถูกสอบสวน จนไตของฉันเสียหาย เอวฉันก็เลยเจ็บมากจนนั่งตัวตรงไม่ไหว แค่จะอยู่ให้ถึงตอนเข้านอนก็ลำบากแล้ว และฉันก็ต้องตื่นมารับมือกะดึกอีก ผ่านไปสองสัปดาห์ ฉันก็เริ่มปัสสาวะได้ยากขึ้น ท้องฉันบวมและเจ็บ ที่เอวก็เจ็บ ทุกวันราวๆ หกโมงเย็นถึงหนึ่งทุ่ม ไข้ฉันก็จะขึ้นสูง หน้าจะแดงก่ำ หมอที่เข้ามาดูอาการฉันบอกว่าฉันมีถุงน้ำที่ไตซ้าย ขนาดเกือบหนึ่งนิ้ว แล้วก็อักเสบด้วย เมื่อฉันเจ็บมากๆ ฉันก็จะอธิษฐานต่อพระเจ้าและเข้าหาพระองค์ แล้วก็ร้องเพลงสรรเสริญเพื่อสรรเสริญพระองค์ จากนั้นฉันก็จะลืมความเจ็บปวดไป

พอฉันอยู่ในสถานกักกันมา 27 วัน พวกเขาก็ปล่อยตัวฉันโดยให้รอพิจารณาคดี ฉันคิดว่าคงจะกลับบ้านได้แล้ว แต่ฉันก็ต้องประหลาดใจ เพราะตำรวจจากบ้านเกิดและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของรัฐ พาฉันไปที่ฐานสำหรับล้างสมองอีก 48 วัน เพื่อเปลี่ยนความคิดและล้างสมองฉัน จากนั้นพวกเขาก็พาฉันไปที่สถานีตำรวจท้องถิ่นเพื่อบันทึกไว้ สารวัตรเรียกฉันเข้าไปในห้องทำงานแล้วบอกว่า “คุณอยู่ระหว่างรอการพิจารณาคดี คดีคุณยังไม่จบ ในอีกหนึ่งปี คุณไม่ได้รับอนุญาตให้ออกนอกเขตเมือง และถึงแม้คุณมีธุระต้องทำในพื้นที่ใกล้เคียง คุณก็ต้องมารายงานตัวกับเราที่นี่ก่อนเพื่อขออนุญาต และคุณต้องเตรียมพร้อมมารายงานตัวกับเราได้ทุกเมื่อ” ฉันได้กลับบ้าน แต่ก็ไม่มีอิสระใดๆ ทุกครั้งที่เข้าเมืองก็มีคนตามตลอด หลังจากนั้นสองสามเดือน ฉันต้องไปจากบ้านเพื่อทำหน้าที่อย่างไม่มีทางเลือก ตำรวจส่งคนมาตามหาฉันที่บ้านและสอบถามเรื่องสถานะทางศาสนาของฉัน บอกครอบครัวฉันว่า ถ้าฉันยังคงปฏิบัติความเชื่อของฉัน พวกเขาจะจับฉันอีก ให้ฉันไปรายงานตัวที่สถานีตำรวจ พอฉันได้ยินก็โมโหมาก ฉันคิดว่า “ฉันมีความเชื่ออยู่แล้ว ไม่เพียงแค่นั้น ถึงจะเกิดเรื่องมากมาย แต่ฉันก็ยังจะแบ่งปันข่าวประเสริฐและเป็นพยาน ฉันจะก้าวต่อไปข้างหน้าด้วยการไว้ใจพระเจ้า” ขอบคุณพระเจ้า!

เชิงอรรถ:

ก. กลับเข้าฝั่ง: สุภาษิตจีน หมายถึง “กลับมาจากหนทางชั่วร้ายของเรา”

ปี 2022 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

หลังจากถูกจับ

โดย โจว ลี่, ประเทศจีน บ่ายวันหนึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2013 ตอนที่ฉัน กำลังไปชุมนุมพร้อมพี่สาวอีกสามคน เราตระหนักได้ว่า มีรถสองคัน...

รายงานหรือไม่รายงาน

โดย หยางอี ประเทศจีน พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “เพื่อประโยชน์ของชะตากรรมของตัวพวกเจ้าเอง พวกเจ้าควรแสวงหาความเห็นชอบจากพระเจ้า...

ฉันเรียนรู้แล้วว่าจะปฏิบัติต่อผู้คนอย่างไรให้เหมาะสม

โดย ซือหยวน ประเทศฝรั่งเศส เมื่อสองปีก่อน ฉันกำลังทำหน้าที่ผู้นำคริสตจักร ในคริสตจักรมีพี่ชายนามสกุลเฉินคนหนึ่งมีความสามารถมาก...

ติดต่อเราผ่าน Messenger