ในที่สุดก็เห็นความเจ้าเล่ห์ของฉัน

วันที่ 29 เดือน 07 ปี 2022

โดย เสี่ยวเชี่ยน, ฮ่องกง

เมื่อปีก่อน ฉันให้น้ำผู้เชื่อใหม่ในคริสตจักร ในขณะเดียวกัน ฉันต้องเลือกบางคนที่สามารถบ่มเพาะได้ และใช้เวลากับพลังงานไปในการสนับสนุนพวกเขา เป็นเรื่องที่ยากมากๆ สำหรับฉัน อย่างหนึ่งคือ ฉันไม่รู้ว่าควรฝึกใครโดยอิงจากสถานการณ์จริงของพวกเขา และตัดสินใจอย่างเย่อหยิ่งว่าพวกเขาไม่ดีพอ อีกอย่าง ฉันไม่อยากทุ่มพลังสมองทั้งหมดและยอมลำบากขนาดนั้น ฉันรู้สึกว่ามันเป็นภาระจริงๆ ก็เลยไม่เคยได้ฝึกฝนผู้มาใหม่เลย

แต่ถ้าฉันไม่ฝึกพวกเขา หัวหน้างานอาจบอกว่าฉันคาดหวังมากเกินไป ไม่ใส่ใจที่จะบ่มเพาะพวกเขา หรือว่าฉันไร้ความสามารถและไม่สามารถฝึกฝนพวกเขาได้ ฉันกลืนไม่เข้าคายไม่ออก และไม่รู้จะทำยังไง รู้สึกว่า บางทีฉันควรถามหัวหน้างานและปล่อยให้เธอตัดสินใจ ถ้ามันไม่เป็นไปด้วยดี มันก็จะไม่ใช่ความรับผิดชอบของฉันทั้งหมด และฉันจะไม่ถูกจัดการถ้าทำผิดพลาดในการตัดสินใจ ดังนั้นเมื่อได้ติดต่อกับหัวหน้างาน ฉันไม่ได้บอกตรงๆ ว่าฉันประเมินคนไม่เก่งและไม่รู้ต้องทำอย่างไร แต่กลับพูดถึงสถานการณ์และการดิ้นรนของผู้มาใหม่: คนนั้นอินเทอร์เน็ตไม่ดีและติดต่อได้ยาก คนนี้ยุ่งกับงาน และคนโน้นไม่พูดมากนักในการชุมนุม…จากนั้น ฉันกลัวว่าเธอจะพูดว่าฉันจำกัดขอบเขตคน จึงพูดอ้อมๆ ว่า “แต่พวกเขากระตือรือร้นในการชุมนุมและในการไล่ตาม ดังนั้นฉันจะพยายามเต็มที่เพื่อบ่มเพาะพวกเขา” ทีแรกฉันคิดว่าเธอจะบอกฉันว่าต้องทำอะไร ว่าพวกเขาไม่ควรค่ากับความพยายามฝึกฝน ดังนั้นมันก็จะเป็นการตัดสินใจของเธอ และฉันจะไม่ต้องรับผิดชอบ หรือไม่ต้องใช้เวลาทั้งหมดกับพวกเขา แต่ฉันประหลาดใจตอนที่เธอไม่ได้ให้คำตอบกับฉัน แต่พูดอย่างเคร่งขรึมว่า “คุณพยายามจะพูดอะไรกันแน่? การฟังคุณพูดอ้อมค้อมแบบนี้มันเหนื่อยมากเลย คุณมักจะรายงานสถานการณ์ของผู้มาใหม่แบบนี้ คุณบอกว่าพวกเขามีปัญหาบางอย่าง จึงฟังดูเหมือนพวกเขาไม่ควรค่าให้บ่มเพาะ แล้วคุณก็พูดว่าจะฝึกฝนพวกเขาให้ดีที่สุด ฉันบอกไม่ถูกว่าคุณคิดอะไรอยู่กันแน่” ฉันอารมณ์เสียมากค่ะ ฉันคิดว่า “เธอกำลังบอกว่าฉันพูดเหมือนงูเหรอ? งูไม่เคยเลื้อยเป็นเส้นตรงและมันก็คดเคี้ยวไปทั่ว นี่ฉันแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ” ตอนนั้นฉันไม่รู้จักตัวเองเลย ฉันแค่สงสัยว่า เธออาจกำลังระบายอารมณ์กับฉัน ฉันรู้ว่านั่นเป็นวิธีที่ผิดในการคิดเรื่องนี้ ว่าเธอคงไม่พูดแบบนั้นโดยไม่มีเหตุผลเลย ว่ามันจะต้องสะท้อนถึงประสบการณ์จริงที่เธอมีกับฉัน พระเจ้าให้เธอจัดการฉันเพื่อให้ฉันเรียนรู้บทเรียน และฉันมองไม่เห็นความเสื่อมทรามของตัวเอง ดังนั้นการที่เธอชี้ให้ฉันเห็นจึงเป็นประโยชน์สำหรับฉัน ดังนั้น ฉันจึงบอกเธอไปว่า “ฉันไม่เห็นปัญหาที่คุณอธิบายจริงๆ หรอก แต่ฉันอยากยอมรับและไตร่ตรองตนเอง”

หลังจากนั้น ฉันเฝ้าคิดถึงสิ่งที่เธอพูด และอธิษฐานขอให้พระเจ้าทรงนำให้ฉันรู้จักตัวเอง ฉันจำได้ในพระคัมภีร์ ที่พระยาห์เวห์ตรัสถามซาตานว่า “‘เจ้ามาจากไหน?’ ซาตานทูลตอบพระยาห์เวห์ว่า ‘จากไปๆ มาๆ บนแผ่นดินโลก และจากเดินไปเรื่อยๆ บนนั้น’” (โยบ 1:7) จากนั้นฉันได้อ่านที่พระเจ้าวิเคราะห์คำตอบของซาตาน พระเจ้าตรัสว่า “ดังนั้นแล้วพวกเจ้ารู้สึกอย่างไรเมื่อพวกเจ้าเห็นซาตานตอบแบบนี้? (พวกเรารู้สึกว่าซาตานกำลังไร้สาระ แต่ก็เต็มไปด้วยเล่ห์ลวงด้วย) พวกเจ้าบอกได้หรือไม่ว่าเรากำลังรู้สึกอย่างไร? ทุกครั้งที่เรามองเห็นคำพูดเหล่านี้ของซาตาน เรารู้สึกขยะแขยง เพราะซาตานพูดคุย ทว่าคำพูดของมันก็ไม่บรรจุเนื้อหาสาระเอาไว้เลย ซาตานได้ตอบคำถามของพระเจ้าหรือไม่? ไม่ คำที่ซาตานพูดนั้นไม่ใช่คำตอบ คำพูดเหล่านั้นไม่ได้ให้อะไร คำพูดเหล่านั้นไม่ใช่คำตอบต่อคำถามของพระเจ้า ‘จากไปๆ มาๆ บนแผ่นดินโลก และจากเดินไปเรื่อยๆ บนนั้น’ พวกเจ้าเข้าใจคำพูดเหล่านี้ว่าอย่างไร? ซาตานมาจากไหนหรือ? พวกเจ้าได้รับคำตอบของคำถามนี้หรือไม่? (ไม่) นี่คือ ‘อัจฉริยภาพ’ แห่งกลอุบายฉลาดแกมโกงของซาตาน—ไม่ปล่อยให้ผู้ใดค้นพบว่าที่จริงแล้วมันกำลังพูดสิ่งใด เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้แล้ว เจ้าก็ยังคงไม่สามารถหยั่งรู้สิ่งที่มันพูดไปแล้วได้ ถึงแม้ว่ามันได้ตอบคำถามเสร็จแล้วก็ตาม แม้กระนั้นซาตานก็เชื่อว่ามันได้ตอบคำถามอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว เช่นนั้นแล้วเจ้ารู้สึกอย่างไร? ขยะแขยงหรือไม่? (ใช่) ตอนนี้พวกเจ้าเริ่มรู้สึกขยะแขยงคำพูดเหล่านี้ คำพูดของซาตานมีลักษณะอย่างหนึ่งคือ สิ่งที่ซาตานพูดทำให้เจ้าต้องเกาศีรษะ ไร้ความสามารถที่จะล่วงรู้ที่มาของคำพูดของมัน บางครั้งซาตานมีเหตุจูงใจและพูดอย่างจงใจ และบางครั้งเมื่อถูกธรรมชาติของมันเองกำกับควบคุม คำพูดเหล่านี้ก็หลอมรวมกันไปเองและตรงออกมาจากปากของซาตาน ซาตานไม่ได้ใช้เวลาชั่งน้ำหนักคำพูดเหล่านี้นานนัก แต่กลับกล่าวคำพูดเหล่านี้โดยไม่คิด เมื่อพระเจ้าตรัสถามซาตานว่ามันมาจากไหน ซาตานจึงตอบด้วยคำพูดที่กำกวมไม่กี่คำ เจ้ารู้สึกฉงนฉงายมาก ไม่มีวันรู้อย่างแน่ชัดว่าซาตานมาจากที่ใด มีใครในหมู่พวกเจ้าพูดเยี่ยงนี้บ้างหรือไม่? นี่เป็นวิธีพูดประเภทใดกัน? (มันกำกวมและไม่ให้คำตอบที่แน่ชัด) พวกเราควรใช้คำพูดประเภทใดเพื่อบรรยายวิธีพูดแบบนี้? มันทำให้ไขว้เขวและชวนให้เข้าใจไปในทางที่ผิด ไม่ใช่หรือ? สมมุติว่าใครบางคนไม่ต้องการให้คนอื่นรู้ว่าพวกเขาทำสิ่งใดเมื่อวานนี้ เจ้าถามพวกเขาว่า ‘ฉันเห็นเธอเมื่อวานนี้ เธอกำลังไปไหนหรือ?’ พวกเขาไม่บอกเจ้าโดยตรงว่าพวกเขาไปที่ใด ตรงกันข้าม พวกเขากล่าวว่า ‘เมื่อวานนี้เป็นวันอะไรก็ไม่รู้ ช่างน่าเหน็ดเหนื่อยยิ่งนัก!’ พวกเขาได้ตอบคำถามของเจ้าหรือไม่? พวกเขาตอบ แต่พวกเขาไม่ได้ให้คำตอบที่เจ้าต้องการ นี่คือ ‘อัจฉริยภาพ’ ที่อยู่ภายในชั้นเชิงแห่งวาทะของมนุษย์ เจ้าไม่มีวันสามารถค้นพบว่าพวกเขาหมายความถึงสิ่งใด อีกทั้งไม่สามารถล่วงรู้แหล่งที่มาหรือเจตนาของคำพูดของพวกเขา เจ้าไม่รู้ว่าพวกเขากำลังพยายามที่จะหลีกเลี่ยงสิ่งใดเพราะพวกเขามีเรื่องราวของพวกเขาเองอยู่ในหัวใจของพวกเขา—นี่คือแฝงเล่ห์ร้าย มีพวกเจ้าคนใดที่มักจะพูดในหนทางนี้ด้วยหรือไม่? (ใช่) เช่นนั้นแล้วจุดประสงค์ของพวกเจ้าคือสิ่งใด? บางครั้งมันเป็นไปเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของพวกเจ้าเอง บางครั้งเพื่อรักษาความภาคภูมิใจ ตำแหน่ง และภาพลักษณ์ของพวกเจ้าเอง เพื่อปกป้องความลับในชีวิตส่วนตัวของพวกเจ้าเอาไว้ใช่หรือไม่? ไม่ว่าจะเป็นจุดประสงค์อะไรก็ตาม มันไม่สามารถแยกจากผลประโยชน์ของพวกเจ้าได้ มันเชื่อมโยงกับผลประโยชน์ของพวกเจ้า นี่ไม่ใช่ธรรมชาติของมนุษย์หรอกหรือ?(พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 4) ฉันได้เห็นจากพระวจนะว่า ซาตานซ่อนแรงจูงใจและกลอุบายไว้ในคำพูดมันเสมอ ดังนั้น เพื่อปกปิดเจตนาที่น่าละอายของมัน มันจึงพูดอ้อมค้อมและเล่นลิ้น นี่ทำให้งง และคนไม่รู้ว่ามันกำลังหมายถึงอะไร ฉันตระหนักว่าฉันมักจะพูดกับพี่น้องชายหญิงในแบบที่ซาตานพูด อ้อมค้อมวกวน และทำให้คนอื่นสับสน อย่างตอนที่พวกเขาถามฉัน ว่าในคริสตจักรที่ฉันดูแล มีผู้มาใหม่ที่ฝึกได้กี่คน และสถานการณ์ของพวกเขาเป็นยังไง ฉันสามารถตอบด้วยประโยคง่ายๆ สองสามประโยคได้ อธิบายว่ามีกี่คนและสถานการณ์เป็นยังไง แต่ฉันไม่ได้ให้คำตอบที่ตรงไปตรงมา ฉันจะเริ่มจากการพูดเรื่องปัญหาของผู้มาใหม่และให้เหตุผลไปบ้าง ไม่ให้คนอื่นคิดว่าฉันไม่จดจ่ออยู่กับการฝึกผู้มาใหม่ แต่คิดว่าพวกเขาเป็นปัญหาและไม่ควรค่า จากนั้น พอให้ข้อแก้ตัวไปแล้ว ฉันก็เปลี่ยนน้ำเสียงและพูดสรุปว่า เราต้องบ่มเพาะผู้มาใหม่ และฉันจะทำสุดความสามารถกับพวกเขา ฉันพูดอยู่สักพักว่าพวกเขาเป็นปัญหายังไง แล้วก็พูดว่าจะบ่มเพาะพวกเขา นั่นไม่ใช่คำตอบที่ตรงไปตรงมา คดเคี้ยวเหมือนงูจนไม่มีใครรู้ว่าฉันจะสื่ออะไร พระเจ้าตรัสว่าเหตุผลที่ซาตานพูดอ้อมค้อม และมีแรงจูงใจอยู่เสมอ และเป้าหมายก็เพื่อปกป้องผลประโยชน์ตัวเอง จากนั้นฉันก็ถามตัวเอง ว่าที่พูดแบบนั้นกับพี่น้องชายหญิง ในใจฉันมีวัตถุประสงค์อะไร พอลองคิดดีๆ แล้ว ฉันเห็นว่าฉันเริ่มด้วยการพูดถึงปัญหา เพื่อให้คนอื่นๆ ไม่คิดว่าฉันไม่จดจ่ออยู่กับการบ่มเพาะผู้คน แต่พวกนั้นไม่ใช่ตัวเลือกที่ดี ด้วยเหตุผลต่างๆ นานา แล้วสุดท้ายฉันก็พูดว่าจะคอยติดตามสิ่งต่างๆ และคอยดู เพื่อให้คนอื่นๆ คิดว่า ฉันมีภาระในการบ่มเพาะผู้มาใหม่และมีท่าทีในเชิงบวก แล้วพวกเขาก็จะไม่พูดว่าฉันจำกัดขอบเขตผู้คน และไม่เต็มใจยอมลำบาก ฉันอ้อมค้อมจริงๆ และมีแรงจูงใจที่แย่มากอยู่เบื้องหลัง และฉันไม่พูดตรงๆ อยากให้คนอื่นเดาว่าฉันหมายความว่าอะไร และตัดสินว่าสามารถบ่มเพาะผู้เชื่อใหม่เหล่านั้นได้ไหม เพื่อที่ไม่ว่าอย่างไรก็จะเป็นผลดีกับฉัน ถ้ามีใครติดตามว่าทำไมฉันไม่บ่มเพาะพวกเขา ฉันก็กล่าวโทษพี่น้องชายหญิงได้เลยง่ายๆ โดยบอกว่าพวกเขาไม่ให้ฉันทำ ถ้าผู้มาใหม่มีความคืบหน้า เช่นนั้น ทุกคนก็จะเห็นว่าฉันบ่มเพาะได้แม้แต่คนแบบนั้น พวกเขาจะคิดว่าฉันมีความสามารถ และฉันจะดูดี วิธีที่ฉันพูด เป็นอย่างที่พระเจ้าทรงอธิบายคำพูดของซาตานไว้ไม่มีผิด เหมือนกับงูมาก ปกปิดแรงจูงใจและเป้าหมายของฉันไว้โดยสิ้นเชิง เพื่อให้ฉันบรรลุเป้าหมายโดยที่คนอื่นไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ฉันเป็นเหมือนซาตาน ร้ายกาจและเจ้าเล่ห์อย่างไม่น่าเชื่อ เหมือนกับตอนที่ถามหัวหน้างานว่าฉันควรบ่มเพาะผู้มาใหม่คนไหนบ้าง ฉันพูดจาลัดเลาะถึงเรื่องต่างๆ เอ่ยถึงปัญหามากมายของผู้มาใหม่ อยากให้เธอตัดสินใจ ดังนั้นถ้าผู้มาใหม่ไม่เกิดความคืบหน้า มันก็จะไม่ใช่ความผิดฉัน แต่มันจะเป็นความผิดของเธอไป พอคิดย้อนกลับไป ฉันตระหนักว่าการเข้าหาอย่างอ้อมๆ ของฉันดูเหมือนกำลังขอคำแนะนำ แต่ที่จริง ฉันกำลังนำให้คนอื่นตัดสินใจให้ฉัน อยากปัดความรับผิดชอบ ฉันนี่ร้ายลึกจริงๆ ถ้าคนปกติถามคำถาม พวกเขาก็แค่อยากเรียนรู้หลักธรรม จะได้ทำอะไรๆ ได้ในทางที่มีหลักธรรมและบ่มเพาะคนอื่นได้ดีขึ้น เพื่อประโยชน์ต่องานของพระนิเวศ แต่ฉันอยากสลัดความรับผิดชอบ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ ชื่อเสียงและสถานะของตัวเอง ฉันเป็นคนคดเคี้ยวขนาดนี้ได้ยังไง? หัวหน้างานวิจารณ์ฉันแบบนั้น เพราะฉันคำนวณอยู่เสมอและไม่เคยไตร่ตรองตนเอง พระเจ้ารังเกียจ ผู้คนรำคาญ พอตระหนักอย่างนั้น ฉันอธิษฐานและสาบานต่อพระเจ้า ว่าจากนั้นเป็นต้นมา ฉันจะคิดจริงจังถึงแรงจูงใจในการพูด และฝึกที่จะซื่อสัตย์ ต่อมา เมื่อคนอื่นถามฉันเกี่ยวกับผู้เชื่อใหม่ บางครั้งฉันก็อยากจะเริ่มด้วยการพูดถึงปัญหาพวกเขาอีก ให้พวกเขาดูไม่น่าเชื่อถือ และฉันจะได้ไม่ต้องรับผิดชอบ แต่พอฉันคิดได้ว่าฉันมีแรงจูงใจผิดๆ และเจ้าเล่ห์อีกแล้ว ฉันอธิษฐานอย่างมีสติ ละทิ้งตัวเอง และพูดถึงพวกเขาอย่างเป็นธรรมและเป็นกลาง แต่แค่ไม่กี่วันต่อมา ฉันก็กลับไปเป็นแบบเดิม

วันหนึ่ง หัวหน้างานพูดว่า ผู้เชื่อใหม่ที่ฉันให้น้ำมาเข้าร่วมการชุมนุมของพี่จาง และเขาชอบสามัคคีธรรมของเธอ ฉันคิดว่า ผู้มาใหม่คนนั้นโอหัง มีมโนคติอันหลงผิดมากมาย และชอบกระแสนิยมของทางโลก เขาไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุมของฉันเป็นประจำ และการให้น้ำเขาก็เหนื่อยมาก ฉันเลยคิดว่าถ้าพี่จางให้น้ำเขาได้ ภาระฉันจะน้อยลง แต่ฉันต้องเป็นคนที่ให้น้ำเขา ดังนั้นถ้าฉันแค่โอนย้ายเขาไปให้พี่จาง หัวหน้างานอาจพูดว่าฉันเหลี่ยมจัด และอยากส่งต่อผู้เชื่อใหม่ที่ให้น้ำยากๆ ไป ถ้าหัวหน้างานแนะนำให้โอนย้ายเขา ฉันก็สามารถผลักภาระนั้นออกไปจากตัวได้อย่างเป็นธรรมชาติ ดังนั้นฉันจึงถามคำถามที่ชี้นำนิดๆ กับเธอ เรื่องที่ผู้มาใหม่คนนั้นชอบสามัคคีธรรมของพี่จางมากกว่า เธอยืนยันอย่างนั้น ฉันก็รีบพูดต่อไปว่า ถ้าเป็นอย่างนั้น เราก็น่าจะทำตามที่เขาชอบ ยังไงเขาก็ไม่เข้าร่วมการชุมนุมของฉันเป็นประจำอยู่แล้ว ฉันถามเธอว่าเธอคิดยังไง ฉันรอให้เธอพูดว่าเขาควรได้รับการโอนย้าย แต่เธอไม่ได้ตัดสินใจในทันที ต่อมา ฉันรู้สึกไม่สบายใจและรู้สึกผิดนิดหน่อย คิดว่าฉันกำลังพูดโดยมีแรงจูงใจแฝงอีกแล้ว ทำไมฉันถึงมีเจตนาที่น่าละอายเหล่านี้กันนะ? ทำไมฉันไม่สามารถแบ่งปันแนวความคิดชัดๆ ตรงๆ ได้นะ ไม่สามารถบอกเธอไปเลยว่าฉันไม่ประทับใจผู้เชื่อใหม่คนนี้นัก ว่าเขาเป็นปัญหามากเกินไปและฉันอยากโอนย้ายเขา?

จากนั้น ฉันมองหาพระวจนะที่เกี่ยวข้องกับสภาวะของฉัน และดูวิดีโอตอนหนึ่งที่อ่านพระวจนะของพระเจ้า “ผู้คนบางคนใช้วิธีการพูดที่ชวนให้สับสนอย่างยิ่ง บางครั้งประโยคของพวกเขามีตอนเริ่ม แต่ไม่มีตอนจบ บางครั้งมีตอนจบ แต่ไม่มีตอนเริ่มต้น เจ้าไม่สามารถบอกได้เลยว่าพวกเขาตั้งใจจะพูดอะไร สิ่งที่พวกเขาพูดฟังดูไม่เป็นเรื่องเป็นราวสำหรับเจ้า และหากเจ้าขอให้พวกเขาอธิบายให้ชัดเจน พวกเขาก็ไม่ยอมอธิบาย พวกเขามักใช้คำสรรพนามในวาทะของตน ตัวอย่างเช่น พวกเขารายงานบางสิ่ง และพูดว่า ‘ชายคนนั้น—เอ่อ เขากำลังคิดอย่างนั้น แล้วพี่น้องชายหญิงก็ไม่ค่อย…’ พวกเขาสามารถพูดพร่ำอยู่หลายชั่วโมง และยังคงแสดงความรู้สึกนึกคิดของตนออกมาให้ชัดเจนไม่ได้ พูดติดอ่างและตะกุกตะกัก พูดฟังไม่เข้าใจ พูดถึงสิ่งที่ไม่เชื่อมโยงกัน ปล่อยให้เจ้าไม่ได้รู้อะไรเพิ่มขึ้นหลังจากฟังจบ—และถึงกับกระวนกระวายใจด้วยซ้ำ ในข้อเท็จจริงนั้น พวกเขาอ่านหนังสือมากมายและมีการศึกษาที่ดี—แล้วเหตุใดพวกเขาจึงไม่สามารถพูดประโยคที่สมบูรณ์ได้? นี่เป็นปัญหาทางอุปนิสัย ผู้คนตลบตะแลงมากเสียจนต้องใช้ความพยายามอย่างหนักในการพูดบางสิ่งออกมา สิ่งที่พวกเขาพูดไม่มีจุดสนใจ มีหัว แต่ไม่มีหางอยู่เสมอ หลังจากเปิดปากและโพล่งตอนต้นออกมาแล้ว พวกเขาก็กลืนตอนท้ายลงไป เหตุใดพวกเขาถึงกลืนตอนท้ายลงไป? เพราะพวกเขาไม่ต้องการให้เจ้าเข้าใจว่าพวกเขาหมายจะพูดอะไร พวกเขาต้องการให้เจ้าเดา หากพวกเขาบอกเจ้าตามตรง เจ้าก็จะตระหนักว่าพวกเขากำลังพูดอะไรอยู่และมองพวกเขาออกใช่หรือไม่? พวกเขาไม่ต้องการเช่นนั้น พวกเขาต้องการสิ่งใด? พวกเขาต้องการให้เจ้าเดาเอาเอง และพวกเขาก็มีความสุขที่จะปล่อยให้เจ้าเชื่อว่าสิ่งที่เจ้าเดานั้นจริง—ในกรณีนั้น พวกเขาไม่ได้พูดอย่างนั้น ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ต้องรับผิดชอบอันใด ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาได้อะไรเมื่อเจ้าบอกพวกเขาว่าเจ้าเดาว่าพวกเขาหมายถึงอะไร? การเดาของเจ้าคือสิ่งที่พวกเขาต้องการที่จะฟังโดยแท้ และนี่บอกให้พวกเขารู้แนวคิดและทรรศนะของเจ้าเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ จากตรงนั้น พวกเขาก็จะสามารถเลือกพูดได้ เลือกว่าจะพูดอะไรและไม่พูดอะไร และจะพูดอย่างไร จากนั้นจึงใช้ขั้นตอนต่อไปในแผนการของตน ทุกประโยคลงท้ายด้วยกับดัก และขณะที่เจ้าฟังพวกเขา หากเจ้าถามคำถามต่อเนื่องอยู่เรื่อย เจ้าก็ย่อมจะตกลงไปในกับดักอย่างสมบูรณ์ พวกเขาเหน็ดเหนื่อยบ้างหรือไม่ที่พูดเช่นนี้ตลอดเวลา? นี่คืออุปนิสัยของพวกเขา—พวกเขาจึงไม่รู้สึกเหนื่อย สำหรับพวกเขาแล้ว นี่เป็นธรรมชาติโดยสมบูรณ์ เหตุใดพวกเขาจึงต้องการสร้างกับดักเหล่านี้กับเจ้า? เพราะพวกเขาไม่สามารถมองเห็นทรรศนะของเจ้าได้อย่างชัดเจน และพวกเขากลัวว่าเจ้าจะมองพวกเขาออก ในเวลาเดียวกัน พวกเขาก็พยายามหยุดยั้งไม่ให้เจ้าเข้าใจพวกเขา พวกเขาพยายามที่จะเข้าใจเจ้า พวกเขาต้องการดึงทรรศนะ แนวคิด และวิธีการของเจ้าออกมาจากตัวเจ้า หากพวกเขาทำสำเร็จ เช่นนั้นแล้วกับดักของพวกเขาก็ได้ผล ผู้คนบางคนถ่วงเวลาด้วยการพูดว่า ‘อืม’ และ ‘ฮ่า’ บ่อยๆ พวกเขาไม่แสดงมุมมองที่เฉพาะเจาะจง ส่วนผู้อื่นก็ถ่วงเวลาโดยพูดว่า ‘แบบว่า’ และ ‘ก็นะ…’ เพื่อปกปิดสิ่งที่พวกเขากำลังคิดอยู่จริงๆ ใช้การพูดเช่นนี้แทนที่สิ่งที่พวกเขาต้องการพูดจริงๆ มีคำประกอบ คำกริยาวิเศษณ์ และคำกริยานุเคราะห์ที่ไร้ประโยชน์มากมายในทุกประโยค หากเจ้าต้องบันทึกคำพูดของพวกเขา เจ้าจะค้นพบว่าไม่มีคำใดเปิดเผยทรรศนะหรือท่าทีของพวกเขาเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ คำพูดทั้งหมดของพวกเขามีกับดัก การทดสอบ และการทดลองซ่อนอยู่ นี่คืออุปนิสัยเช่นไร? (ชั่ว) ชั่วอย่างยิ่ง มีการตีสองหน้าเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่? กับดัก การทดสอบ และการทดลองที่พวกเขาสร้างขึ้นมาเหล่านี้เรียกว่าการตีสองหน้า นี่คือลักษณะเฉพาะตามปกติของผู้คนที่มีแก่นแท้อันชั่วแห่งศัตรูของพระคริสต์ ลักษณะเฉพาะตามปกตินี้สำแดงออกมาอย่างไร? พวกเขารายงานข่าวดี แต่ไม่รายงานข่าวร้าย พวกเขาพูดแต่ในแง่ที่น่ายินดีเท่านั้น พวกเขาพูดจาไม่ต่อเนื่อง พวกเขาซ่อนเร้นความหมายที่แท้จริงของตนเอาไว้บางส่วน พวกเขาพูดในลักษณะที่ชวนให้สับสน พวกเขาพูดจาคลุมเครือ และคำพูดของพวกเขามีการทดสอบแฝงอยู่ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นกับดัก และทั้งหมดนี้คือวิถีทางของการตีสองหน้า(“พวกเขาชั่ว เคลือบแฝง และเต็มไปด้วยเล่ห์ลวง (ภาคที่สอง)” ใน การเปิดโปงศัตรูของพระคริสต์)

พระเจ้าบอกเราว่าศัตรูของพระคริสต์ไม่เคยพูดตรงๆ คำพูดของพวกเขากำกวมและชวนสับสนสำหรับคนอื่น พวกเขาหยั่งเชิงก่อนเสมอ พยายามทำให้คนอื่นตกหลุมพราง เพื่อบรรลุเป้าหมายส่วนตัวของพวกเขา โดยไม่รับผิดชอบอะไรด้วยตัวเอง เหมือนกับที่ซาตานบอกเอวาว่าไม่จำเป็นว่าเธอจะต้องตาย ถ้าเธอกินผลไม้นั้น คำพูดของซาตานเต็มไปด้วยการทดสอบและการทดลอง ไม่เปิดเผยเป้าหมายตรงๆ แต่นำคนอื่นไปสู่บาปโดยที่มันไม่รับผิดชอบ เหมือนที่พระเจ้าตรัสว่า “ทุกวันนี้ ทุกคนมีอุปนิสัยของซาตานอยู่ในตัวพวกเขา มนุษย์ทั้งหมดมีพิษของซาตานซึ่งทดลองพระเจ้าและล่อลวงมนุษย์อยู่ภายในตัวพวกเขา บางครั้ง เมื่อผู้คนพูด พวกเขาก็พูดด้วยน้ำเสียงของซาตาน โดยมีเจตนาทดลองและล่อลวง ความคิดและแนวคิดที่มีอยู่อย่างเต็มเปี่ยมในตัวผู้คนล้วนเปี่ยมล้นไปด้วยพิษของซาตาน กิริยามารยาทจริงที่พวกเขามีอยู่นั้นเป็นสิ่งหนึ่งของซาตาน—และบางครั้ง แม้แต่การกระพริบตาหรือท่าทางเรียบง่ายก็มีร่องรอยของการทดลองและการล่อลวงอยู่(“พวกที่ได้สูญเสียพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ไปแล้วมีความเสี่ยงมากที่สุด” ใน บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย) ฉันก็เหมือนกัน พูดในทางที่อ้อมค้อมเสมอ สอดแนมและทดลอง โดยมีแรงจูงใจที่ชั่วร้าย เมื่อหัวหน้างานเอ่ยถึงผู้เชื่อใหม่คนนั้น คนที่ฉันพอรู้จักบ้าง ว่าเขาไปเข้าการชุมนุมอื่นในช่วงที่ผ่านมา ฉันไม่อยากใช้เวลาและพลังงานเกื้อหนุนเขา และอยากใช้โอกาสนั้นขจัดเขาไปซะ แต่ไม่อยากให้หัวหน้างานรู้ว่าฉันจำกัดขอบเขตและปฏิเสธเขา เพื่อรักษาภาพลักษณ์ที่เป็นคนรับผิดชอบและรักผู้มาใหม่ ฉันแนะนำเธอไปอย่างขลาดๆ ว่าเราควรคิดถึงความรู้สึกของเขาและทำสิ่งที่เขาต้องการ พยายามจะนำให้เธอเสนอแนะให้โอนย้ายเขาไปให้การชุมนุมเหล่านั้น ฉันจะได้บรรลุเป้าหมายของตัวเอง วิธีการพูดของฉันเป็นอย่างที่พระเจ้าอธิบายไว้ “หากเจ้าต้องบันทึกคำพูดของพวกเขา เจ้าจะค้นพบว่าไม่มีคำใดเปิดเผยทรรศนะหรือท่าทีของพวกเขาเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ คำพูดทั้งหมดของพวกเขามีกับดัก การทดสอบ และการทดลองซ่อนอยู่ นี่คืออุปนิสัยเช่นไร? (ชั่ว) ชั่วอย่างยิ่ง(“พวกเขาชั่ว เคลือบแฝง และเต็มไปด้วยเล่ห์ลวง (ภาคที่สอง)” ใน การเปิดโปงศัตรูของพระคริสต์) ในสถานการณ์เหล่านั้น ไม่มีคำพูดที่ซื่อสัตย์ออกจากปากฉันเลยสักคำ มีแต่สิ่งที่ทำให้หลงผิดหลุดออกมา ฉันเห็นว่าฉันมีธรรมชาติที่ชั่วจริงๆ ฉันเลือกพูดจาอ้อมค้อม ไม่ให้คนเห็นโฉมหน้าที่แท้จริง ฉันคิดการพูดตรงๆ มันโง่ มีแต่จะทำให้ตัวเองซวย มีแต่คนเขลาที่ทำแบบนั้น ฉันเข้าใจผิดว่าการเป็นคนเจ้าเล่ห์คือการเป็นคนฉลาด คิดว่าตัวเองเก่ง มีไหวพริบดี และนำหน้าอยู่ก้าวหนึ่งเสมอ ดังนั้น แบบนี้ผลประโยชน์ส่วนตัวของฉันก็จะไม่กระทบ ฉันทำให้การเจ้าเล่ห์เป็นหลักธรรมส่วนตัวของชีวิต และไม่สนใจโดยสิ้นเชิงถึงสิ่งที่เป็นบวกที่พระเจ้าบอกเราเรื่องการเป็นคนซื่อสัตย์ และโปร่งใสในคำพูดและการกระทำ ฉันรู้สึกว่าฉันจะเสียเปรียบ ฉันหัวใสเกินไปและมองสิ่งต่างๆ ในทางที่บิดเบือน มองว่ากฎชีวิตของซาตานเป็นมาตรฐานส่วนตัวของฉันเอง มีเล่ห์เหลี่ยมเสมอ พร้อมจะโกงและเล่นเกม การตระหนักรู้นี้ทำให้ฉันรู้สึกกลัวประมาณหนึ่ง ได้เห็นว่าฉันเจ้าเล่ห์และชั่วร้ายแค่ไหน ฉันเห็นว่าซาตานทำให้ฉันเสื่อมทรามจริงๆ และฉันก็ไม่มีสภาพเสมือนมนุษย์เลย ครั้งหนึ่ง จำได้ว่าฉันเคยชอบกระเป๋าถือแบรนด์เนมที่ป้าซื้อมาก ฉันไม่อยากหมดเงินไปกับมัน จะขอมาเฉยๆ ก็อาย เลยแสร้งทำตัวอ่อนหวานแล้วพูดว่า “ดูกระเป๋าใบนี้สิ ป้าไม่ค่อยเอามาใช้ด้วยซ้ำ น่าเสียดาย! ป้ามีกระเป๋าแบรนด์นั้นหลายใบแล้ว ซื้อใบนี้มาอีกทำไมคะ?” ฉันใช้น้ำเสียงนี้พูดกับป้า เธอจะได้คิดว่าฉันใส่ใจและไม่อยากให้เธอเสียเงินไปเปล่าๆ แต่ความหมายของฉันจริงๆ คือเธอไม่ได้ใช้กระเป๋าใบนั้นเองเลย ให้มันอยู่กับเธอไปก็เสียดายของ คำตอบของเธอคือ “ป้าซื้อมาเพราะว่ามันสวยแล้วก็ลดราคา ป้าชอบกระเป๋าแบรนด์นั้น แต่หนูเอาใบนี้ไปก็ได้นะ” แค่คำพูดไม่กี่คำ ฉันก็ทำให้เธอเสนอกระเป๋าใบนั้นให้ฉันได้แล้ว ฉันเป็นแบบนั้นมาตลอด ไม่พูดสิ่งที่ต้องการตรงๆ แต่ให้คนอื่นเดาความหมายเอาเอง แล้วก็เสนอมันให้ฉัน พอมองย้อนกลับไป ฉันไม่รู้เลยว่าฉันฉลาดแกมโกงขนาดนั้นได้ยังไง ฉันหวังว่าจะย้อนเวลากลับไปได้และไม่พูดเรื่องน่าสะอิดสะเอียนแบบนี้ ตอนนั้นฉันตระหนักว่า วิธีการพูดและการกระทำของศัตรูของพระคริสต์ และอุปนิสัยชั่วของพวกเขา ตามที่พระเจ้าบรรยายไว้ ฉันมีอยู่เยอะเลย ฉันเป็นแบบนั้นมาตลอดหลายปี บางครั้งคำพูดเจ้าเล่ห์ๆ ก็ออกมาจากปากฉันโดยไม่คิดให้ดีก่อน ฉันมีอุปนิสัยชั่วอย่างศัตรูของพระคริสต์จริงๆ ถ้าฉันไม่แก้ไขและเปลี่ยนแปลง ก็จะอันตรายมาก

ฉันได้อ่านพระวจนะอีกบทตอนหนึ่ง “การที่พระเจ้าทรงขอให้ผู้คนซื่อสัตย์พิสูจน์ว่าพระองค์ทรงเกลียดผู้ที่เต็มไปด้วยเล่ห์ลวงอย่างแท้จริง และพระองค์ไม่โปรดผู้คนที่เต็มไปด้วยเล่ห์ลวง การที่พระเจ้าไม่โปรดผู้คนที่เต็มไปด้วยเล่ห์ลวงคือการไม่โปรดหนทางที่พวกเขาทำสิ่งต่างๆ อุปนิสัยของพวกเขา เหตุจูงใจของพวกเขา และวิธีการหลอกลวงของพวกเขา พระเจ้าไม่โปรดสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด หากผู้คนที่เต็มไปด้วยเล่ห์ลวงสามารถยอมรับความจริง ตระหนักรู้อุปนิสัยที่เต็มไปด้วยเล่ห์ลวงของตน และเต็มใจยอมรับความรอดจากพระเจ้า เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็มีหวังที่จะได้รับการช่วยให้รอดเช่นกัน เพราะพระเจ้าทรงปฏิบัติต่อทุกผู้คนอย่างเท่าเทียม และความจริงก็ปฏิบัติต่อทุกผู้คนอย่างเท่าเทียม และดังนั้นหากพวกเราปรารถนาที่จะกลายเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงรัก สิ่งแรกที่พวกเราต้องทำคือเปลี่ยนแปลงหลักธรรมของความเป็นตัวพวกเรา กล่าวคือ พวกเราไม่สามารถดำรงชีวิตตามปรัชญาของซาตานอีกต่อไป พวกเราไม่สามารถเอาตัวรอดด้วยคำโกหกและเล่ห์ลวงอีกต่อไป พวกเราต้องทิ้งคำโกหกทั้งหมดไว้เบื้องหลังและกลายเป็นคนซื่อสัตย์ และในหนทางนี้ ทรรศนะที่พระเจ้าทรงมีต่อพวกเราย่อมจะเปลี่ยนแปลง ก่อนหน้านี้ผู้คนพึ่งพาคำโกหก การเสแสร้ง และการใช้เล่ห์กระเท่ห์เพื่อที่จะดำรงชีวิตท่ามกลางผู้คน และใช้ปรัชญาของซาตานเป็นพื้นฐานในการดำรงอยู่ เป็นชีวิตและรากฐานของการประพฤติตน นี่คือบางสิ่งที่พระเจ้าทรงดูหมิ่น ในท่ามกลางผู้ไม่เชื่อ หากเจ้ากล่าวอย่างตรงไปตรงมา พูดความจริง และซื่อสัตย์ เจ้าก็จะถูกใส่ร้ายป้ายสี ถูกตัดสินและปฏิเสธ ดังนั้นเจ้าจึงทำตามกระแสนิยมทางโลก ดำรงชีวิตตามปรัชญาของซาตาน มีทักษะในการโกหกมากขึ้นเรื่อยๆ และเต็มไปด้วยเล่ห์ลวงมากขึ้นทุกที เจ้ายังเรียนรู้ที่จะใช้วิถีทางที่เคลือบแฝงเพื่อสัมฤทธิ์เป้าหมายของเจ้าและปกป้องตัวเจ้าเองอีกด้วย เจ้าเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ในโลกของซาตาน และผลลัพธ์ก็คือ เจ้าจมลึกลงไปในบาปยิ่งขึ้นทุกที จนกระทั่งเจ้าไม่สามารถถอนตัวได้ สิ่งต่างๆ ในพระนิเวศของพระเจ้าเป็นไปในทางตรงกันข้ามโดยแท้ ยิ่งเจ้าโกหกและใช้เล่ห์เหลี่ยมมากเท่าใด ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรก็จะยิ่งเบื่อเจ้าและปฏิเสธเจ้ามากเท่านั้น หากเจ้าไม่ยอมกลับใจและยังคงยึดติดกับปรัชญาและตรรกะของซาตาน และใช้แผนการที่สมคบคิดกันและกลอุบายอันซับซ้อนมาพรางตัวเจ้าเองและสร้างฉากบังหน้า เช่นนั้นแล้วก็มีโอกาสอย่างมากที่เจ้าจะถูกเปิดเผยและขับออกไป นี่เป็นเพราะว่าพระเจ้าทรงเกลียดชังผู้คนที่เต็มไปด้วยเล่ห์ลวง มีเพียงผู้คนที่ซื่อสัตย์เท่านั้นที่สามารถเจริญรุ่งเรืองในพระนิเวศของพระเจ้า และผู้คนที่เต็มไปด้วยเล่ห์ลวงย่อมจะถูกปฏิเสธและขับออกไปในที่สุด ทั้งหมดนี้พระเจ้าได้ทรงลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้ว มีเพียงผู้คนที่ซื่อสัตย์เท่านั้นที่สามารถมีส่วนในราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ ดังนั้นหากเจ้าไม่พยายามซื่อสัตย์ และหากเจ้าไม่มีประสบการณ์และไม่ปฏิบัติในทิศทางของการไล่ตามเสาะหาความจริง หากเจ้าไม่เปิดโปงความอัปลักษณ์ของตัวเจ้าเอง และไม่แสดงให้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าจะไม่มีวันสามารถได้รับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์และได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้า(“การฝึกฝนปฏิบัติที่เป็นพื้นฐานสำคัญที่สุดของการเป็นบุคคลที่ซื่อสัตย์” ใน บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย) พระวจนะของพระเจ้าสอนฉันว่า ทรงชอบคนที่ซื่อสัตย์และรังเกียจคนที่เจ้าเล่ห์ มีเพียงคนซื่อสัตย์เท่านั้นที่จะได้รับความรอด ส่วนคนเจ้าเล่ห์จะถูกเปิดโปงและถูกขับออก ระหว่างหลายปีแห่งความเชื่อ ฉันได้เห็นว่าคนที่ถูกไล่ออกจากคริสตจักร บางคนทำงานเสร็จแบบมั่วๆ และไม่ซื่อสัตย์ในหน้าที่ และบางคนก็แกล้งทำอยู่เสมอ เพื่อรักษาชื่อและสถานะเอาไว้ ยกย่องและเป็นพยานให้กับตนเองอยู่เสมอ เลี้ยวไปเลี้ยวมาและฉลาดแกมโกง เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย และมีบางคนหลงเชื่อพวกเขาไปชั่วคราว แต่พระเจ้าเห็นทุกสิ่ง จึงทรงจัดวางสถาณการณ์เพื่อเปิดโปงพวกเขา ตอนที่ฉันบ่มเพาะและให้น้ำผู้เชื่อใหม่ ฉันหาข้อแก้ตัวทุกประการเพื่อเล่นเกมและหลอกลวง เพื่อปกปิดความเสื่อมทรามและข้อบกพร่อง ไม่แสวงหาการเปลี่ยนแปลง ซึ่งนำไปสู่การฝ่าฝืนมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นอาจลงเอยด้วยการที่ฉันถูกพระเจ้าขับออก และพอมองดูพี่น้องชายหญิงที่เรียบง่ายและซื่อสัตย์ มีหลายอย่างที่พวกเขาไม่เข้าใจ ในหน้าที่ และพวกเขามีความพลั้งเผลอ แต่พวกเขาไม่ได้เล่นเกมเพื่อปัดความรับผิดชอบ เพื่อปกป้องสถานะของตนเอง หรือคิดว่าสิ่งต่างๆ จะกระทบผลประโยชน์ตนยังไง พวกเขาคิดถึงว่าจะเรียนรู้ความจริงและหลักธรรมยังไง ให้ทำหน้าที่ได้ดี ผลก็คือ พวกเขาได้รับความรู้แจ้งและการทรงนำของพระเจ้า พวกเขาอาจมีขีดความสามารถกลางๆ อาจถึงกับเขลาเล็กน้อย หรือมีปัญหาในหน้าที่ แต่พระเจ้าจะยังทรงนำและช่วยเหลือพวกเขาให้ค่อยๆ เรียนรู้หลักธรรมของความจริง ประสบกับการเป็นผู้นำของพระเจ้า และเติบโตในชีวิตในแต่ละวัน หลังจากนั้น ฉันตระหนักว่า การเป็นคนซื่อสัตย์และให้ผู้คนมองเห็นฉันอย่างชัดเจน ไม่ใช่เรื่องแย่ ในตอนนั้นมันอาจน่าอายนิดหน่อย แต่ฉันจะรู้สึกดี และพระเจ้าทรงชื่นชอบ อีกอย่าง พี่น้องชายหญิงไม่เคยดูถูกฉัน เวลาที่ฉันเปิดใจจริงๆ ถึงปัญหา พวกเขาช่วยฉันแก้ปัญหาเหล่านั้นและนำให้ฉันเข้าสู่หลักธรรม และการปฏิบัติเช่นนั้นจะไม่ทำอันตรายใดในหน้าที่ ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักรกำลังขยายไปอย่างรวดเร็ว และเราต้องมีผู้เชื่อใหม่เพื่อเผยแผ่กับเรา ฉันแทบไม่ได้บ่มเพาะผู้เชื่อใหม่เลย ฉันไม่ได้ทำงานเป็นสมุนของซาตาน ที่ขวางทางงานของพระเจ้าหรอกเหรอ? ฉันทำงานต่อต้านพระเจ้ามาตลอด! พระเจ้าตรัสว่า “ยิ่งเจ้าโกหกและใช้เล่ห์เหลี่ยมมากเท่าใด ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรก็จะยิ่งเบื่อเจ้าและปฏิเสธเจ้ามากเท่านั้น…ผู้คนที่เต็มไปด้วยเล่ห์ลวงย่อมจะถูกปฏิเสธและขับออกไปในที่สุด ทั้งหมดนี้พระเจ้าได้ทรงลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้ว มีเพียงผู้คนที่ซื่อสัตย์เท่านั้นที่สามารถมีส่วนในราชอาณาจักรแห่งสวรรค์” พระวจนะชัดเจนมาก ไม่ว่าเราจะเลือกเส้นทางใด คนที่เราแสวงหาจะเป็น จะเกี่ยวข้องโดยตรงกับจุดจบของเรา ชะตากรรมของเรา พระเจ้าทรงจัดเตรียมสถานการณ์ทั้งหมดเหล่านี้ไว้ ใหญ่และเล็ก แต่ฉันกลับเอาแต่งมผ่านมันไป โดยไม่ได้แสวงหาความจริงหรือทบทวนตนเอง แค่ใช้ชีวิตตามธรรมชาติเยี่ยงซาตานของตัวเอง ฉันไม่ได้เข้าสู่ความจริงพื้นฐานที่สุดถึงการเป็นคนซื่อสัตย์ด้วยซ้ำ หรือเปลี่ยนอุปนิสัยในการดำเนินชีวิต ฉันยังคงฉลาดแกมโกง เป็นคนของซาตาน แบบนั้นจะถูกช่วยให้รอดได้ยังไง? การใช้ชีวิตเป็นคนซื่อสัตย์คือเส้นทางเดียวที่ถูกต้อง

จากนั้น ฉันแสวงหาความจริงเรื่องนี้ต่อไป และพบความชัดเจนมากขึ้นบนเส้นทางสู่การเป็นคนซื่อสัตย์

พระวจนะของพระเจ้ากล่าวว่า “เมื่อผู้คนเข้าร่วมในเล่ห์ลวง เจตนาใดหรือที่มีต้นกำเนิดมาจากการนี้? และจุดมุ่งหมายคืออะไร? โดยไม่มีข้อยกเว้น นี่เป็นไปเพื่อให้ได้รับสถานะและเกียรติยศ โดยสรุปก็คือเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง และสิ่งใดคือรากเหง้าของการไล่ตามเสาะหาผลประโยชน์? มันคือการที่ผู้คนเห็นผลประโยชน์ของตนเองสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด พวกเขาเข้าร่วมในเล่ห์ลวงเพื่อที่จะหาประโยชน์ใส่ตน และอุปนิสัยที่เต็มไปด้วยเล่ห์ลวงของพวกเขานั้นจึงถูกเปิดเผยออกมาด้วยการนี้เอง ปัญหานี้ควรได้รับการแก้ไขอย่างไรเล่า?…พวกเขาต้องยอมรับความจริง เฉพาะเมื่อผู้คนเข้าใจความจริงเท่านั้น พวกเขาจึงจะสามารถมองเห็นแก่นแท้แห่งผลประโยชน์ของตนเองได้อย่างทะลุปรุโปร่ง เมื่อนั้นเท่านั้นพวกเขาจึงจะสามารถเรียนรู้ที่จะปล่อยวาง ละทิ้ง และสามารถสู้ทนความเจ็บปวดของการปล่อยมือจากสิ่งที่พวกเขารักมากเหลือเกินได้ และเมื่อเจ้าสามารถทำเช่นนั้นและสามารถละทิ้งผลประโยชน์ของตนเอง เจ้าจะรู้สึกสบายใจขึ้นและมีสันติสุขในหัวใจของเจ้ายิ่งขึ้น และในการทำเช่นนั้น เจ้าจะมีอำนาจเหนือเนื้อหนัง หากเจ้ายึดมั่นในผลประโยชน์ของตนและไม่ยอมรับความจริงแม้แต่น้อย—หากในหัวใจของเจ้า เจ้าพูดว่า ‘การแสวงหาผลประโยชน์ของฉันเองและไม่ยอมทุกข์ทนกับความสูญเสียใดๆ นี้ผิดอะไร? พระเจ้าไม่ได้ทรงลงโทษฉัน และผู้คนจะทำอะไรกับฉันได้?’—เช่นนั้นแล้วย่อมจะไม่มีใครทำอะไรเจ้า แต่หากนี่คือความเชื่อที่เจ้ามีในพระเจ้า เจ้าย่อมจะล้มเหลวในการได้รับความจริงและชีวิตในท้ายที่สุด ซึ่งจะเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่สำหรับเจ้า นั่นคือ เจ้าจะไม่สามารถได้รับการช่วยให้รอด มีความเสียใจอันใดที่ยิ่งใหญ่กว่านี้อีกหรือ? ในท้ายที่สุดแล้ว นี่คือสิ่งที่มาจากการไล่ตามไขว่คว้าผลประโยชน์ของตัวเจ้าเอง หากผู้คนไล่ตามเสาะหาเพียงสถานะและเกียรติยศเท่านั้น—หากพวกเขาเพียงไล่ตามเสาะหาผลประโยชน์ของตนเองเท่านั้น—เช่นนั้นแล้วพวกเขาจะไม่มีวันได้รับความจริงและชีวิต และท้ายที่สุดพวกเขาจะเป็นผู้ที่ทุกข์ทนกับความสูญเสีย พระเจ้าทรงช่วยผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริงให้รอด หากเจ้าไม่ยอมรับความจริง และหากเจ้าไม่สามารถคิดทบทวนและรู้จักอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเอง เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะไม่สำนึกกลับใจอย่างแท้จริง และจะไม่มีการเข้าสู่ชีวิต การยอมรับความจริงและการรู้จักตนเองคือเส้นทางไปสู่การเจริญเติบโตของชีวิตของเจ้าและไปสู่ความรอด เป็นโอกาสให้เจ้ามาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อยอมรับการพินิจพิเคราะห์จากพระเจ้าและยอมรับการพิพากษาและการตีสอนจากพระเจ้า และได้รับชีวิตและความจริง หากเจ้ายอมทิ้งการไล่ตามเสาะหาความจริงเพื่อไล่ตามไขว่คว้าสถานะและเกียรติยศและผลประโยชน์ของตนเอง นี่ก็เท่ากับการยอมทิ้งโอกาสที่จะได้รับการพิพากษาและการตีสอนจากพระเจ้า และบรรลุความรอด เจ้าเลือกสถานะและเกียรติยศและผลประโยชน์ของตนเอง แต่สิ่งที่เจ้ายอมทิ้งไปคือความจริง และสิ่งที่เจ้าสูญเสียคือชีวิต และโอกาสที่จะได้รับการช่วยให้รอด สิ่งใดมีความหมายมากกว่ากัน? หากเจ้าเลือกผลประโยชน์ของตัวเจ้าเองและละทิ้งความจริง เจ้าไม่ไร้ปัญญาหรอกหรือ? พูดตามตรง นี่คือการสูญเสียครั้งใหญ่แลกกับประโยชน์เล็กน้อย เกียรติยศ สถานะ เงินทอง และผลประโยชน์ล้วนไม่ยั่งยืน สิ่งเหล่านี้ไม่จีรังทั้งสิ้น ในขณะที่ความจริงและชีวิตเป็นนิรันดร์และเปลี่ยนแปลงมิได้ หากผู้คนแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนที่ทำให้พวกเขาไล่ตามไขว่คว้าสถานะและเกียรติยศ เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็มีหวังที่จะบรรลุความรอด ที่มากกว่านั้นคือ ความจริงที่ผู้คนได้รับนั้นเป็นนิรันดร์ ซาตานไม่สามารถเอาความจริงไปจากพวกเขาได้ อีกทั้งใครคนอื่นก็ไม่สามารถ เจ้าได้ปล่อยวางผลประโยชน์ของเจ้าแล้ว แต่สิ่งที่เจ้าได้รับแล้วคือความจริงและความรอด ผลลัพธ์เหล่านี้เป็นของเจ้า เจ้าได้รับผลลัพธ์เหล่านี้ไว้เพื่อตัวเจ้าเอง หากผู้คนเลือกที่จะปฏิบัติความจริงแล้วไซร้ ต่อให้พวกเขาสูญเสียผลประโยชน์ของตนไป พวกเขาก็กำลังได้รับความรอดของพระเจ้าและชีวิตนิรันดร์ ผู้คนเหล่านั้นเป็นคนที่หลักแหลมที่สุด หากผู้คนได้รับประโยชน์จากการสละความจริงแล้วไซร้ สิ่งที่พวกเขาสูญเสียก็คือชีวิตและความรอดของพระเจ้า ผู้คนพวกนั้นเป็นพวกโง่เง่าที่สุด สำหรับสิ่งที่บุคคลหนึ่งจะเลือกในท้ายที่สุดนั้น—ผลประโยชน์หรือความจริง—นี่ย่อมเปิดเผยบุคคลหนึ่งมากกว่าสาระอื่นใด(“การรู้จักอุปนิสัยของคนเราคือรากฐานของการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยนั้น” ใน บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย)

บ่อยครั้งที่มีแรงจูงใจอยู่เบื้องหลังคำโกหกของผู้คน แต่คำโกหกบางเรื่องก็ไม่มีแรงจูงใจแต่อย่างใด และไม่ได้มีการจงใจวางแผนไว้ก่อน แต่เป็นไปเองโดยธรรมชาติ แล้วคำโกหกประเภทใดกันแน่ที่สามารถหลีกเลี่ยงได้? ก่อนอื่นจงแก้ไขคำโกหกที่หลีกเลี่ยงได้ง่าย จากนั้นจึงแสวงหาความจริงเพื่อเอาชนะคำโกหกที่ยากที่สุด คำโกหกที่แก้ไขได้ยาก ด้วยการปฏิบัติในหนทางนี้ การปลดเปลื้องตัวเองจากคำโกหกย่อมจะง่าย การแก้ปัญหาเรื่องการโกหกย่อมจะง่ายมิใช่หรือ? ตัวอย่างเช่น เจ้ารู้สึกว่าคำพูดเหล่านี้มีแรงจูงใจอยู่ข้างใน มีมลทิน เป็นคำโกหก—เจ้าตระหนักรู้เรื่องนี้ในยามที่เจ้ากำลังพูดอยู่นี่ ถูกต้องไหม? หากเจ้าตระหนักรู้ก็จงนิ่งเงียบไว้ก่อน อธิษฐานถึงพระเจ้าในหัวใจของเจ้า และคิดทบทวนสิ่งทั้งหลาย จงนำเรื่องนี้มาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าโดยรวมไว้ในคำอธิษฐานของเจ้าและตีแผ่ให้เห็น ก่อนอื่นจงนำการนี้ไปปฏิบัติ หลังจากทำเช่นนี้ไปสักระยะหนึ่ง เจ้าควรอธิษฐานถึงพระเจ้าอีกครั้งและแสวงหา ขอให้พระองค์ทรงบ่มวินัยและตำหนิเจ้าหากเจ้าโกหกอีก หลังจากนั้นเจ้าควรนำคำโกหกของเจ้ามาไว้เบื้องหน้าพี่น้องชายหญิงของเจ้าทีละเล็กทีละน้อยเพื่อรับการชำแหละ ในหนทางนี้ คำโกหกของเจ้าจะลดน้อยลงทีละนิด วันนี้เจ้าจะโกหกสิบครั้ง พรุ่งนี้เจ้าอาจจะโกหกเก้าครั้ง วันถัดไปเจ้าจะโกหกแปดครั้ง หลังจากนั้นเจ้าจะโกหกเพียงสองหรือสามครั้งเท่านั้น เจ้าจะพูดความจริงมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมีความซื่อสัตย์ เจ้าจะเข้าใกล้น้ำพระทัยของพระเจ้า ข้อพึงประสงค์ของพระองค์ และมาตรฐานของพระองค์มากขึ้นทุกที—และนั่นจะเป็นการดีสักเพียงใด! เพื่อฝึกฝนความซื่อสัตย์ เจ้าต้องมีเส้นทาง และเจ้าต้องมีจุดมุ่งหมาย ก่อนอื่นจงแก้ไขปัญหาเรื่องการพูดโกหก เจ้าต้องรู้แก่นแท้เบื้องหลังการพูดเรื่องโกหกเหล่านี้ของเจ้า เจ้าต้องชำแหละว่ามีเหตุจูงใจอันใดที่ผลักดันให้เจ้าพูดคำโกหกเหล่านี้ เหตุใดเจ้าจึงมีแรงจูงใจเช่นนั้น และแก่นแท้ของแรงจูงใจเหล่านั้นคือสิ่งใด หากเจ้ายังคงปฏิบัติเช่นนี้ต่อไป ย่อมจะมีจุดจบอย่างแน่นอน วันหนึ่งเจ้าจะพูดว่า ‘การที่จะซื่อสัตย์นั้นง่าย การเต็มไปด้วยเล่ห์ลวงนั้นเหน็ดเหนื่อยเหลือเกิน! ฉันไม่ต้องการที่จะเต็มไปด้วยเล่ห์ลวงอีกแล้ว มีเรื่องมากมายเกิดขึ้นในหัวใจของฉัน และฉันก็ต้องคิดทบทวนสิ่งทั้งหลายกลับไปกลับมาในใจอยู่เสมอ ฉันจำต้องคิดตลอดเวลาว่าจะพูดหลอกผู้คนว่าอะไร จะพูดหลอกล่อหาทางออกไปอย่างไร ฉันต้องคิดสิ่งเหล่านี้อยู่เสมอ คำพูดของฉันจะเบิกบานใจเกินไปไม่ได้ แต่จะเคร่งขรึมเกินไปก็ไม่ได้เช่นกัน—และในหัวใจของฉัน ฉันรับความกดดันนี้ไม่ไหวแล้ว ฉันไม่ต้องการมีชีวิตแบบนี้อีกแล้ว การใช้ชีวิตแบบนี้เหนื่อยล้าเกินไป!’ เมื่อคิดถึงตรงนี้ เจ้าจะมุ่งหวังที่จะเป็นคนซื่อสัตย์อย่างแท้จริง และนั่นก็พิสูจน์ว่าเจ้าเริ่มก้าวไปสู่การเป็นคนซื่อสัตย์แล้ว นี่คือความก้าวหน้าครั้งสำคัญ แน่นอนว่าอาจมีพวกเจ้าบางคนที่ในตอนเริ่มต้น หลังจากกล่าวคำที่ซื่อสัตย์และตีแผ่ตนเองแล้วย่อมจะรู้สึกว่า ‘น่าอับอายนัก หน้าของฉันแดงเชียว น่าขายหน้าเหลือเกิน!’ เมื่อเจ้าพบหน้าผู้อื่น เจ้าก็คิดในใจว่า ‘คนอื่นค้นพบความลับที่ฉันทำเอาไว้และคำโกหกที่ฉันใช้หลอกลวงพวกเขา น่าละอายอะไรเช่นนี้! ฉันเคยคิดว่าฉันไม่เป็นไร และฉันได้ให้ภาพจำที่ดีแก่ผู้คน—แต่ตอนนี้เมื่อฉันชำแหละและเปิดโปงตัวเองแล้ว ย่อมไม่มีใครคิดว่าฉันมีดีอะไร ฉันควรทำอย่างไร?’ เจ้าต้องอธิษฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า โดยพูดว่า ‘ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ต้องการเป็นคนซื่อสัตย์ วันนี้ข้าพระองค์กำลังนำความซื่อสัตย์มาปฏิบัติ ข้าพระองค์ขออ้อนวอนพระองค์ ได้โปรดให้ข้าพระองค์เข้าสู่ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ข้าพระองค์อ้อนวอนพระองค์ ได้โปรดเปิดโอกาสให้ข้าพระองค์ละวางความเย่อหยิ่งของตน และเปิดโอกาสให้ข้าพระองค์ไม่ถูกแรงจูงใจที่เต็มไปด้วยเล่ห์ลวงเหล่านี้กำกับและตีกรอบ ข้าพระองค์ต้องการมีชีวิตอยู่ในความสว่าง ข้าพระองค์ไม่ต้องการมีชีวิตอยู่ภายใต้แดนครอบครองของซาตานและถูกซาตานจำกัดควบคุม ข้าพระองค์ไม่ต้องการถูกอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานคอยบังคับ ควบคุม ตีกรอบ หรือแม้แต่ทำร้าย’ เมื่อเจ้าอธิษฐานในหนทางนี้ ในหัวใจของเจ้าจะมีความกระจ่างมากขึ้นทุกที และเจ้าจะบอกตนเองว่า ‘ดีแล้วที่นำสิ่งนี้มาปฏิบัติ วันนี้ฉันได้นำความจริงมาปฏิบัติ ฉันรู้สึกว่ามีเพียงตอนนี้เท่านั้นที่ฉันใช้ชีวิตในฐานะคนจริงๆ’ และขณะที่เจ้าอธิษฐานเช่นนี้ พระเจ้าก็ย่อมประทานความรู้แจ้งแก่เจ้าไปด้วยแล้วมิใช่หรือ? พระเจ้าได้เริ่มทรงพระราชกิจในหัวใจของเจ้า พระองค์ทรงสัมผัสเจ้า เปิดโอกาสให้เจ้าได้ซาบซึ้งว่าการเป็นคนจริงๆ นั้นให้ความรู้สึกอย่างไร การนำความจริงไปปฏิบัติต้องทำเช่นนี้ เริ่มแรกเลยนั้นเจ้าไม่มีเส้นทาง แต่ด้วยการแสวงหาความจริง เจ้าย่อมพบเส้นทางสายหนึ่ง เมื่อผู้คนเริ่มแสวงหาความจริง พวกเขาไม่จำเป็นต้องมีความเชื่อ การไม่มีเส้นทางเป็นเรื่องยากสำหรับผู้คน แต่ทันทีที่พวกเขาเข้าใจความจริงและมีเส้นทางปฏิบัติ หัวใจของพวกเขาย่อมจะมีความชื่นชมยินดี หากพวกเขาสามารถปฏิบัติความจริงและปฏิบัติตนตามหลักธรรม หัวใจของพวกเขาย่อมจะพบความชูใจ และพวกเขาจะได้รับการปลดปล่อยและอิสรภาพ(“การฝึกฝนปฏิบัติที่เป็นพื้นฐานสำคัญที่สุดของการเป็นบุคคลที่ซื่อสัตย์” ใน บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย)

หลังอ่านพระวจนะ ฉันก็มองเห็นได้ว่า การจะซื่อสัตย์ สิ่งแรกและสำคัญที่สุด เราต้องละทิ้งผลประโยชน์ส่วนตัว นั่นคือสิ่งที่สำคัญมากๆ ค่ะ เป้าหมายเบื้องหลังการโกหก คือการปกป้องผลประโยชน์ของตัวเองและบรรลุเป้าหมาย และเวลาที่ผู้คนไล่ตามอะไรประเภทนั้น ถูกควบคุมโดยอุปนิสัยเยี่ยงซาตานของตน พวกเขาจะโกหกและเล่นอุบาย ดังนั้น การละทิ้งผลประโยชน์ส่วนตัวจึงสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งจะทำให้แก้ไขการฉลาดแกมโกงได้ง่ายขึ้น แล้วก็ การไตร่ตรองตนบ่อยๆ ก็สำคัญ ฝึกการพูดความจริงและการเป็นคนซื่อสัตย์อย่างมีสติ เพื่อให้พระเจ้าตรวจสอบทุกคำพูดและการกระทำของเรา เวลาเราอยากจะเจ้าเล่ห์ในสิ่งที่เราพูดหรือทำ เราต้องถามตัวเองว่าเรากำลังพยายามจะบรรลุผลอะไร และถ้ามันเป็นบางสิ่งที่ฉลาดแกมโกง หรือบางอย่างชั่วร้ายที่แสดงให้เห็น เราต้องอธิษฐานต่อพระเจ้าและหันหลังกลับทันที เรียนรู้ที่จะเปิดใจกับคนอื่น เพื่อเปิดเผยความคิด มุมมอง ความเสื่อมทรามและข้อผิดพลาดของเรา และแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไข นั่นคือทางเดียวที่อุปนิสัยเจ้าเล่ห์ ชั่วร้ายเยี่ยงซาตาน จะค่อยๆ เปลี่ยนได้ จากนั้น ฉันเปิดใจกับหัวหน้างานถึงความคิดเห็นของฉันต่อผู้มาใหม่ ยอมรับถึงแรงจูงใจซ่อนเร้นของฉัน และขอโทษเธอ ฉันแปลกใจมากที่เธอไม่ดูถูกฉัน แต่กลับพูดคุยถึงปัญหาในหน้าที่ของเรากับฉัน พอทำอย่างนั้นแล้วฉันรู้สึกดีมาก ฉันเลิกทำอะไรลับๆ และรู้สึกสงบมากจริงๆ ฉันไม่ได้เป็นอิสระเต็มที่จากอุปนิสัยเจ้าเล่ห์ ชั่วร้ายเยี่ยงซาตาน แต่ฉันมีความเชื่อและความตั้งใจที่จะเป็นคนซื่อสัตย์ที่ทำให้พระเจ้าชื่นบาน มุ่งเป็นคนซื่อสัตย์ และยอมรับการทรงพินิจพิเคราะห์ ในทุกๆ อย่างที่ฉันทำในชีวิต

ปี 2022 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

คริสเตียนชาวเมียนมาคนหนึ่งกับประสบการณ์ในนรกหลังความตาย

โดย ดานี พม่า ฉันสนใจ ศาสนาคริสต์ตั้งแต่เด็ก แต่เพราะครอบครัวเป็นชาวพุทธ ฉันเลยไม่ได้มาเป็นคริสเตียน ในตอนนั้น ฉันเคยได้ยินเรื่องนรก แต่ฉัน...

Leave a Reply

ติดต่อเราผ่าน Messenger