อะไรคือแหล่งกำเนิดของฟ้าแลบจากทิศตะวันออก?

วันที่ 17 เดือน 05 ปี 2020

ตอนนี้เรากำลังอยู่ในยุคสุดท้าย การเผยพระวจนะถึงการทรงกลับมาขององค์พระเยซูเจ้าโดยพื้นฐานแล้วได้รับการทำให้ลุล่วงแล้ว และผู้เชื่อเคร่งศาสนานับเป็นพันๆ กำลังหวังการทรงกลับมาขององค์พระเยซูเจ้าอย่างมีศรัทธาแรงกล้า อย่างไรก็ตาม ในขณะเดียวกัน ฟ้าแลบจากทิศตะวันออกได้ให้คำพยานอย่างเปิดเผยว่าองค์พระเยซูเจ้าได้ทรงกลับมาแล้ว—กล่าวคือ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ การจุติเป็นมนุษย์แห่งยุคสุดท้าย—และว่าพระองค์ได้ทรงกระทำพระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระองค์แล้วโดยเริ่มต้นด้วยพระนิเวศของพระองค์ การปรากฏของฟ้าแลบจากทิศตะวันออกได้ทำให้โลกศาสนาทั้งหมดทั้งปวงสั่นสะเทือนตลอดจนบรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้าและกระหายความจริงอย่างจริงใจ ผู้คนจำนวนมากยืนยันว่าพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงเป็นองค์พระเยซูเจ้าที่ได้ทรงกลับมา และพวกเขามาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ติดๆ กัน โดยผ่านทางการแสวงหาและการเจาะลึกพระวจนะและพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ การนี้ได้ทำให้บรรดาศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสแห่งโลกศาสนาตลอดจนรัฐบาลของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนตกอยู่ในความตื่นตระหนก พวกเขาสมรู้ร่วมคิดกันเพื่อข่มปรามและทำให้ฟ้าแลบจากทิศตะวันออกเป็นสิ่งผิดกฎหมาย โดยสร้างข่าวลือมากมายและกล่าวโทษและสบประมาทฟ้าแลบจากทิศตะวันออกอย่างป่าเถื่อนว่าเป็นความเห็นนอกรีต พวกเขาทำทั้งหมดที่พวกเขาสามารถทำได้เพื่อขัดขวางและข่มขู่บรรดาผู้เชื่อที่จริงใจผู้ซึ่งต้องการแสวงหาและเจาะลึกการทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ในยุคสุดท้าย โศกนาฏกรรมตามประวัติศาสตร์ของโลกศาสนาของชาวยิวซึ่งเข้าร่วมกับรัฐบาลโรมันในการข่มปรามองค์พระเยซูเจ้าอย่างโหดร้ายกำลังค่อยๆ เกิดขึ้นอีกครั้ง มีข้อคิดเห็นที่แตกต่างกันในเรื่องที่ว่า ฟ้าแลบจากทิศตะวันออกคือการทรงกลับมาขององค์พระเยซูเจ้าหรือไม่ และใช่พระราชกิจของพระเจ้าหรือไม่ ผู้คนบางคนทำตามบรรดาศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสแห่งโลกศาสนาในการปฏิเสธและการกล่าวโทษของพวกเขา แต่ก็มีบางคนด้วยเช่นกันที่เชื่อว่าฟ้าแลบจากทิศตะวันออกสัมพันธ์กับการเผยพระวจนะขององค์พระเยซูเจ้าในพระคัมภีร์ซึ่งกล่าวว่า “เพราะว่าฟ้าแลบจากทิศตะวันออกส่องไปจนถึงทิศตะวันตกอย่างไร การเสด็จมาของบุตรมนุษย์ก็จะเป็นอย่างนั้น” (มัทธิว 24:27) และเชื่อว่านั่นเชื่อมโยงกับการเสด็จมาของบุตรมนุษย์ในยุคสุดท้าย ดังนั้นจริงๆ แล้วอะไรคือแหล่งกำเนิดของฟ้าแลบจากทิศตะวันออก? นั่นใช่พระราชกิจของพระเจ้าหรือไม่ และนั่นมีความล้ำลึกชนิดใด?

ทุกคนที่เข้าใจพระราชกิจของพระเจ้ารู้ว่าพระราชกิจของพระเจ้านั้นใหม่ตลอดและไม่หยุดหย่อนในความก้าวหน้าต่อไปข้างหน้า ตัวอย่างเช่น ในยุคธรรมบัญญัติพระเจ้าได้ทรงพระราชกิจโดยผ่านทางพระวิญญาณและได้ทรงออกกฎธรรมบัญญัติซึ่งจะนำทางชีวิตมนุษย์บนแผ่นดินโลก ในตอนนั้น ในยุคพระคุณ พระเจ้าได้ทรงจุติเป็นมนุษย์และได้ทรงปรากฏในฐานะบุตรมนุษย์เพื่อทรงทำพระราชกิจของพระองค์ ทรงรักษาความเจ็บป่วยและการขับไล่ปีศาจ ทรงปฏิบัติกิจการอันอัศจรรย์มากมายและทรงแสดงออกถึงหนทางที่ว่า “จงกลับใจใหม่ เพราะว่าแผ่นดินสวรรค์มาใกล้แล้ว” (มัทธิว 4:17) แล้วพระองค์จึงทรงถูกตรึงที่กางเขนและเสร็จสิ้นพระราชกิจของพระองค์เพื่อไถ่มวลมนุษย์ทั้งปวง แต่ผู้คนไม่รู้จักพระราชกิจของพระเจ้า และนอกจากนั้นยังมีธรรมชาติอันโอหังเยี่ยงซาตาน และทั้งหมดต่างก็คิดว่าตนเองชอบธรรมเสมอ เข้มงวด และดื้อดึงมาก พวกเขายังยึดติดกับมโนคติที่หลงผิดและจินตนาการต่างๆ ด้วยเช่นกัน จนถึงขั้นที่พวกเขากลายเป็นเบื่อหน่ายความจริงและเกลียดชังความจริงเสียด้วยซ้ำ นี่คือสาเหตุที่ทุกครั้งที่พระเจ้าทรงปฏิบัติพระราชกิจใหม่ พระองค์ต้องทรงทนทุกข์กับการหมิ่นประมาท การข่มเหง และการกล่าวโทษอันป่าเถื่อนจากโลกศาสนาและบรรดาผู้ที่มีอำนาจซึ่งปกครองประเทศ บรรดาผู้ที่เผยแผ่และเป็นพยานต่อพระราชกิจใหม่ของพระเจ้ายังสามารถถูกตบหน้าด้วยข้อกล่าวหาและข้อกำหนดที่เป็นการดูถูกทุกลักษณะด้วยเช่นกัน ตลอดจนการถูกข่มเหง ข้อเท็จจริงนี้บันทึกไว้ในภาคพันธสัญญาใหม่ ความว่า เพื่อที่จะช่วยมวลมนุษย์ให้รอดจากอันตรายจากการถูกลงโทษด้วยเหตุที่ละเมิดธรรมบัญญัติที่พวกเขาไม่สามารถรักษาได้ พระเจ้าจึงได้ทรงจุติเป็นมนุษย์ในพระฉายาขององค์พระเยซูเจ้าและได้ทรงเริ่มพระราชกิจแห่งการไถ่ในยุคพระคุณ เมื่อองค์พระเยซูเจ้าทรงกำลังปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์ในยูเดีย พระองค์ทรงปฏิบัติกิจการอันอัศจรรย์มากมาย ทรงรักษาความเจ็บป่วยและทรงขับไล่ปีศาจ ทรงประทานพระคุณอันอุดมแก่มนุษย์และทรงแสดงความจริงมากมาย นี่ก็เพียงพอแล้วที่จะพิสูจน์ว่าองค์พระเยซูเจ้าทรงเป็นพระเจ้าพระองค์เอง และว่าพระองค์ทรงเป็นพระเมสสิยาห์ที่คนอิสราเอลได้ถวิลหาเรื่อยมามากเหลือเกิน อย่างไรก็ตาม บรรดาหัวหน้าปุโรหิตชาวยิว อาลักษณ์ และพวกฟาริสีนั้นยึดติดอย่างดื้อดึงกับมโนคติที่หลงผิด และเพียงปฏิเสธที่จะเชื่อว่า พระเยซูทรงเป็นพระเมสสิยาห์ที่พวกเขาได้ถวิลหาเรื่อยมาเป็นเวลานานเหลือเกิน ในทางตรงกันข้าม พวกเขาได้เที่ยวค้นคว้าสิ่งต่างๆ ในพระคัมภีร์เพื่อใช้ต่อต้านพระเยซู พวกเขาได้ใส่ร้ายป้ายสี ตัดสิน และกล่าวโทษพระราชกิจขององค์พระเยซูเจ้าว่าเป็นความเห็นนอกรีต (ดู กิจการ 24:14) และพระเยซูพระองค์เองว่าเป็น “ผู้นำของลัทธินาซาเร็ธ” (ดู กิจการ 24:5) พวกเขาได้หลวกลวงและได้ล่อชวนผู้คนชาวยิวให้กล่าวโทษองค์พระเยซูเจ้า และได้เข้าร่วมกับรัฐบาลโรมันเพื่อตรึงพระองค์ที่กางเขน นี่คือสาเหตุที่ชนชาติยิวทั้งหมดทั้งมวลได้ทำให้พระอุปนิสัยของพระเจ้าทรงขุ่นเคืองและได้ทนทุกข์กับความย่อยยับอันไม่เคยมีมาก่อน เป็นที่ประจักษ์ชัดแจ้งว่าบางสิ่งที่ถูกกล่าวโทษและถูกต้านทานโดยโลกศาสนาและพวกที่อยู่ในอำนาจไม่จำเป็นว่าจะต้องผิด ว่ามีความเป็นไปได้มากที่มันจะมาจากพระเจ้าและเป็นพระราชกิจของพระเจ้า ดังนั้น เมื่อเจาะลึกว่าบางสิ่งนั้นเป็นพระราชกิจของพระเจ้าหรือไม่ คนเราไม่สามารถทำการตัดสินนี้ได้บนพื้นฐานว่าโลกศาสนาและพวกที่อยู่ในอำนาจนั้นรับรู้หรือยอมรับมันหรือไม่ พวกเราสามารถเห็นได้จากพระราชกิจทั้งหมดที่กระทำไปในยุคธรรมบัญญัติและยุคพระคุณว่า เพื่อกำหนดพิจารณาว่าบางสิ่งนั้นเป็นหรือไม่เป็นพระราชกิจของพระเจ้า หลักๆ แล้วนั่นขึ้นอยู่กับว่า สิ่งที่แสดงออกโดยหนทางนั้นเป็นหรือไม่เป็นความจริง นั่นเป็นบางสิ่งที่มวลมนุษย์จำเป็นต้องมีอย่างเร่งด่วน ณ ชั่วขณะปัจจุบันหรือไม่ และนั่นเป็นพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์หรือไม่ เฉพาะในหนทางนี้เท่านั้นจึงจะสามารถหยั่งรู้ได้ว่า นั่นเป็นพระราชกิจของพระเจ้าในแก่นสารของมันหรือไม่—นี่สำคัญยิ่งยวดที่สุด

ความเสื่อมทรามของมวลมนุษย์นั้นกำลังดิ่งลึกขึ้นเรื่อยๆ ในยุคสุดท้าย มนุษย์อยู่ใต้การควบคุมของธรรมชาติเยี่ยงซาตานและเสื่อมทรามโดยทั้งหมดทั้งมวล มักจะทำบาปโดยไม่ได้ตั้งใจ โดยทั้งหมดใช้ชีวิตในการทำบาปในตอนกลางวันและสารภาพในตอนกลางคืน—พวกเขากำลังใช้ชีวิตในความเจ็บปวดซึ่งเหลือทน มวลมนุษย์กำลังกลายเป็นอยู่ห่างจากพระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ และความหวังของพวกเขาที่จะบรรลุซึ่งความรอดก็กำลังกลายเป็นห่างไกลมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อที่จะช่วยมนุษย์ให้รอดจากสถานการณ์ร้ายแรงในการทำบาปและการสารภาพ สารภาพแล้วก็ทำบาปซึ่งไม่มีที่สิ้นสุดนี้ และดังนั้นพวกเขาจึงสามารถปลดเปลื้องอุปนิสัยเยี่ยงซาตานและเสื่อมทรามของพวกเขาตลอดจนข้อจำกัดควบคุมและโซ่ตรวนแห่งบาปได้อย่างถ้วนทั่ว เพื่อที่พวกเขาจะได้รับการชำระให้สะอาดและบรรลุซึ่งความรอดของพระเจ้า พระเจ้าจึงได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้งเพื่อแสดงความจริงและพิพากษามวลมนุษย์ที่เสื่อมทราม และพระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกิจช่วงระยะใหม่เพื่อชำระมวลมนุษย์ให้บริสุทธิ์และช่วยมวลมนุษย์ให้รอดอย่างที่สุด ครั้งนี้ พระเจ้าทรงจุติเป็นมนุษย์ในทิศตะวันออกของโลก—ในประเทศจีน—ทรงปรากฏและทรงปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์ พระองค์ได้ทรงนำพายุคพระคุณไปสู่การปิดตัวลงและเริ่มต้นยุคแห่งราชอาณาจักร พระองค์ได้ทรงนำพาความจริงอันสูงกว่าและอุดมยิ่งกว่าที่เคยเป็นมาก่อนหน้ามาด้วย พระองค์ได้ทรงเปิดเผยความล้ำลึกทั้งหลายของพระราชกิจทั้งหมดของพระเจ้านับตั้งแต่การทรงสร้างโลก และพระองค์ได้ทรงประทานความจริงทั้งหมดแก่มนุษย์เพื่อชำระพวกเขาให้สะอาดและช่วยพวกเขาให้รอด บรรดาผู้ที่ยอมรับพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ในยุคสุดท้ายได้มาเข้าใจความจริงมากมายจากพระวจนะที่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงแสดง พวกเขาได้เห็นอย่างชัดเจนว่าพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ผู้ทรงแสดงความจริงในยุคสุดท้ายทรงเป็นองค์พระเยซูเจ้าที่ได้ทรงกลับมาอย่างแท้จริง พวกเขาได้รับความรู้อันชัดเจนเกี่ยวกับธรรมชาติอันเสื่อมทรามของพวกเขาเองและรากเหง้าของบาปของพวกเขา พวกเขาได้พบเส้นทางเพื่อแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของพวกเขา และหัวใจของพวกเขาก็แจ่มใสและชัดเจน โดยการได้รับประสบการณ์กับการพิพากษา การตีสอน การทดสอบ และกระบวนการถลุงของพระวจนะของพระเจ้า อุปนิสัยในชีวิตของพวกเขากำลังเปลี่ยนแปลงอยู่เนืองนิตย์ พวกเขาเห็นความหวังแห่งความรอด และพวกเขามีความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับเนื้อแท้อันดีงามและบริสุทธิ์ของพระเจ้า ตลอดจนพระอุปนิสัยอันชอบธรรมและมิอาจฝ่าฝืนได้ของพระองค์ พวกเขามีความเข้าใจและความรู้อันสัมพันธ์กับชีวิตจริงมากขึ้นเกี่ยวกับสิ่งที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็น เช่น ความทรงมหิทธิฤทธิ์ พระปรีชาญาณ และสิทธิอำนาจของพระองค์ และพวกเขาทั้งหมดสามารถล่วงรู้ว่าการเชื่อของพวกเขาในพระเจ้าไม่ว่างเปล่าและคลุมเครืออีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นจริงมากขึ้นเรื่อยๆ แทน พวกเขาได้รับประสบการณ์กับพระเจ้าอย่างแท้จริงว่าเป็นที่รักและน่ารักชื่นชมยิ่งนัก ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกิดมีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า พวกเขาได้พัฒนาความเชื่อฟังที่แท้จริงและความคำนึงถึงพระเจ้า และพวกเขาทั้งหมดซึ้งคุณค่าอย่างชัดเจนว่า พระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ในยุคสุดท้ายจริงๆ แล้วสามารถชำระมนุษย์ให้บริสุทธิ์และช่วยมนุษย์ให้รอดได้ ในยุคสุดท้าย เวลาของพระราชกิจแห่งการพิพากษาและการชำระให้บริสุทธิ์ของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์นั้นสั้นและเวลาดังกล่าวนั้นเคลื่อนไปเร็วมาก เหมือนสายฟ้าแลบ ในแค่ช่วงสองทศวรรษอันสั้น ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักรของพระเจ้าได้เผยแผ่ไปทั่วทั้งประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ และได้สร้างกลุ่มผู้ชนะขึ้นมากลุ่มหนึ่ง และตอนนี้ข่าวประเสริฐกำลังขยายขอบเขตอย่างรวดเร็วไปยังชนชาติทั้งหมด ไปยังทุกมุมโลก แน่นอนว่าการนี้ได้ทำให้การเผยพระวจนะขององค์พระเยซูเจ้าลุล่วง นั่นคือ “เพราะว่าฟ้าแลบจากทิศตะวันออกส่องไปจนถึงทิศตะวันตกอย่างไร การเสด็จมาของบุตรมนุษย์ก็จะเป็นอย่างนั้น” (มัทธิว 24:27) กระนั้นก็ตาม บรรดาบรรดาศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสแห่งโลกศาสนานั้นยึดติดกับมโนคติที่หลงผิดทางศาสนาอย่างดื้อดึง และเมื่อเผชิญหน้ากับพระราชกิจใหม่ของพระเจ้าซึ่งไม่ลงรอยกันกับมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ ไม่เพียงแต่พวกเขาจะไม่แสวงหาหรือเจาะลึกการนั้น แต่พวกเขายังแกว่งพระคัมภีร์และตามล่าหาข้อผิดพลาดทั้งหลายที่พวกเขาสามารถใช้ต่อต้านพระเจ้าได้ โดยตัดสินและกล่าวโทษพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ในยุคสุดท้ายอย่างไม่ไตร่ตรอง และสบประมาทคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ว่าเป็น “ลัทธิฟ้าแลบจากทิศตะวันออก” และว่าเป็นความเห็นนอกรีต การกระทำและความประพฤติของพวกเขานั้นตัดมาจากผ้าผืนเดียวกันกับผ้าของบรรดาหัวหน้าปุโรหิตชาวยิว อาลักษณ์ และพวกฟาริสีเมื่อพวกเขาได้กล่าวโทษองค์พระเยซูเจ้า การที่พวกเขาสามารถเยาะเย้ยท้าทายและโจมตีพระราชกิจของพระเจ้าในยุคสุดท้ายเช่นนั้น และขัดขวางผู้คนไม่ให้มองเข้าไปในและติดตามรอยพระบาทของพระเจ้าและเชื่อฟังพระราชกิจของพระเจ้า นั่นไม่ทำให้พวกเขาเป็นพวกฟาริสีสมัยใหม่ผู้ที่เยาะเย้ยท้าทายและกล่าวโทษพระคริสต์อย่างแท้จริงหรอกหรือ? แก่นแท้ของการกระทำของพวกเขาไม่ใช่การเกลียดชังความจริงและการหมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์หรอกหรือ? การกล่าวโทษอันป่าเถื่อนต่อการทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์โดยบรรดาผู้นำแห่งโลกศาสนา ยังทำให้พระวจนะขององค์พระเยซูเจ้าลุล่วงอย่างครบบริบูรณ์ด้วยเช่นกันเมื่อพระองค์ได้ตรัสคำเผยพระวจนะการทรงกลับมาของพระองค์ ความว่า “เพราะว่าบุตรมนุษย์ ในวันของพระองค์นั้นจะเหมือนอย่างฟ้าแลบ เมื่อแลบออกจากฟ้าข้างหนึ่ง ก็ส่องสว่างไปถึงฟ้าอีกข้างหนึ่ง แต่ก่อนหน้านั้นจำเป็นที่บุตรมนุษย์จะต้องทนทุกข์หลายอย่าง และคนในยุคนี้จะไม่ยอมรับท่าน” (ลูกา 17:24-25)

หากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ไม่ได้ดำรัสพระวจนะของพระองค์และไม่ได้ทรงเปิดเผยความล้ำลึกทั้งหลาย เช่นนั้นแล้วพวกเราก็คงจะไม่มีวันเข้าใจว่าอะไรคือความหมายที่แท้จริงของการเผยพระวจนะที่ว่า “เพราะว่าฟ้าแลบจากทิศตะวันออกส่องไปจนถึงทิศตะวันตกอย่างไร” พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “เมื่อผู้คนทั้งหมดเอาใจใส่ เมื่อทุกสรรพสิ่งได้รับการเริ่มต้นใหม่และฟื้นฟู เมื่อทุกบุคคลนบนอบต่อพระเจ้าโดยปราศจากความหวาดหวั่น และเต็มใจที่จะแบกรับความรับผิดชอบอันหนักหน่วงของภาระของพระเจ้า—นี่คือเวลาที่ฟ้าแลบจากทิศตะวันออกปรากฎขึ้น ให้ความกระจ่างในทุกพื้นที่ตั้งแต่ทิศตะวันออกถึงทิศตะวันตก ทำให้ทั้งโลกหวาดหลัวด้วยการมาถึงของแสงสว่างนี้ และในวิกฤติการณ์นี้ พระเจ้าจะทรงเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง […] ซึ่งหมายความว่าในทิศตะวันออกของโลก นับตั้งแต่ที่คำพยานต่อพระเจ้าพระองค์เองเริ่มต้นขึ้น จนถึงเมื่อพระองค์ทรงเริ่มต้นพระราชกิจ จนถึงเมื่อเทวสภาพเริ่มต้นใช้อำนาจการปกครองสูงสุดทั่วแผ่นดินโลก—นี่คือลำแสงเรืองรองของฟ้าแลบจากทิศตะวันออกที่ส่องแสงสู่ทั้งจักรวาลเป็นครั้งแรก เมื่อนานาประเทศของแผ่นดินโลกกลายเป็นราชอาณาจักรของพระคริสต์ นั่นคือเวลาที่ทั้งจักรวาลได้รับความกระจ่าง ขณะนี้คือเวลาที่ฟ้าแลบจากทิศตะวันออกเกิดขึ้น พระเจ้าซึ่งทรงจุติมาเป็นมนุษย์ทรงเริ่มต้นพระราชกิจ และยิ่งไปกว่านั้น ตรัสในเทวสภาพโดยตรง อาจกล่าวได้ว่าเวลาที่พระเจ้าเริ่มต้นตรัสบนแผ่นดินโลกนั้นคือเวลาที่ฟ้าแลบจากทิศตะวันออกปรากฏขึ้น กล่าวอย่างแม่นยำยิ่งกว่านั้นคือ เมื่อน้ำที่มีชีวิตไหลจากบัลลังก์—เมื่อถ้อยดำรัสจากพระที่นั่งเริ่มต้นขึ้น—นั่นคือเวลาที่ถ้อยดำรัสของพระวิญญาณทั้งเจ็ดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการอย่างแน่แท้” (“บทที่ 12” ของ การตีความความล้ำลึกต่างๆ แห่งพระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) “ตลอดทั่วทั้งจักรวาลเรากำลังทำงานของเรา และในทิศตะวันออก เสียงกระแทกสนั่นราวฟ้าร้องดังขึ้นอย่างไม่รู้จบ ทำให้ชนชาติทั้งปวงและคณะนิกายทั้งหมดสั่นสะเทือน เป็นเสียงของเรานั่นเองที่ได้นำทางพวกมนุษย์ทั้งหมดเข้ามาสู่ปัจจุบัน เราจะทำให้พวกมนุษย์ทั้งหมดถูกพิชิตโดยเสียงของเรา ตกลงสู่กระแสนี้ และนบนอบต่อหน้าเรา ด้วยเหตุที่เราได้เรียกคืนพระสิริของเราจากแผ่นดินโลกทั้งหมดและได้ให้พระสิรินั้นปรากฏขึ้นใหม่ในทิศตะวันออกนานมาแล้ว ใครบ้างไม่ถวิลหาที่จะได้เห็นพระสิริของเรา? ใครบ้างไม่รอคอยการกลับมาของเราอย่างกระวนกระวายใจ? ใครบ้างไม่กระหายการปรากฏอีกครั้งของเรา? ใครบ้างไม่คะนึงหาความดีงามของเรา? ใครบ้างจะไม่มาหาความสว่าง? ใครบ้างจะไม่เฝ้ามองความมั่งคั่งของคานาอัน? ใครบ้างไม่ถวิลหาการกลับมาของพระผู้ไถ่? ใครบ้างไม่ชื่นชมองค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ผู้ยิ่งใหญ่? เสียงของเราจะแผ่ไปทั่วทั้งแผ่นดินโลก เมื่อเผชิญหน้ากับประชากรที่เราเลือกสรร เราปรารถนาที่จะกล่าววจนะแก่พวกเขาเพิ่มเติมอีก เรากล่าววจนะของเราต่อทั้งจักรวาลและต่อมวลมนุษย์ ราวกับเสียงฟ้าร้องอันเปี่ยมพละกำลังที่ทำให้ภูเขาและแม่น้ำสั่นสะเทือน ดังนั้นวจนะในปากของเราจึงได้กลายเป็นขุมทรัพย์ของมนุษย์ และพวกมนุษย์ทั้งหมดก็ทะนุถนอมวจนะของเรา ฟ้าแลบนั้นส่องแสงวาบจากทิศตะวันออกตลอดทางไปจนถึงทิศตะวันตก วจนะของเราเป็นวจนะที่มนุษย์ไม่เต็มใจที่จะละทิ้งไป และในเวลาเดียวกันก็พบว่าวจนะเหล่านั้นยากหยั่งถึง แต่ก็ชื่นบานในถ้อยคำเหล่านั้นอย่างหาใดปาน พวกมนุษย์ทั้งหมดล้วนเปรมปรีดิ์และเต็มไปด้วยความชื่นบานยินดี เฉลิมฉลองการมาของเราราวกับทารกแรกเกิด โดยเสียงของเรา เราจะนำพาพวกมนุษย์ทั้งหมดมาอยู่ต่อหน้าเรา นับจากนั้นเป็นต้นไป เราจะเข้าสู่เผ่าพันธุ์ของพวกมนุษย์อย่างเป็นทางการเพื่อที่พวกเขาจะได้มานมัสการเรา ด้วยพระสิริที่เราแผ่รัศมีและวจนะในปากของเรา เราจะทำเช่นนั้นจนพวกมนุษย์ทั้งหมดมาอยู่ต่อหน้าเราและเห็นว่าฟ้าแลบนั้นส่องแสงวาบจากทิศตะวันออก และว่าเรายังได้ลงมาสู่ “ภูเขามะกอกเทศ” แห่งทิศตะวันออกเช่นกัน พวกเขาจะเห็นว่าเราได้อยู่บนแผ่นดินโลกนานมาแล้ว ไม่ใช่ในฐานะบุตรของพวกยิวอีกต่อไป แต่ในฐานะฟ้าแลบแห่งทิศตะวันออก ด้วยเหตุที่เราได้คืนชีพมานานแล้ว และได้ไปจากท่ามกลางมวลมนุษย์แล้ว และจากนั้นได้ปรากฏขึ้นอีกครั้งด้วยพระสิริท่ามกลางพวกมนุษย์ เราคือพระองค์ผู้ทรงได้รับการนมัสการมาหลายยุคสมัยนับไม่ถ้วนก่อนปัจจุบันนี้แล้ว และเรายังเป็นทารกที่ถูกคนอิสราเอลละทิ้งมาหลายยุคสมัยนับไม่ถ้วนก่อนปัจจุบันนี้แล้วเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น เราคือพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ซึ่งเปี่ยมสง่าราศีแห่งยุคปัจจุบัน!” (“เสียงฟ้าร้องทั้งเจ็ดดังกังวาน—การพยากรณ์ว่าข่าวประเสริฐแห่งอาณาจักรจะเผยแพร่ไปทั่วทั้งจักรวาล” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) จากพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์พวกเราสามารถเห็นได้ว่า พระราชกิจและพระวจนะของพระเจ้าแห่งยุคสุดท้ายคือฟ้าแลบที่ส่องสว่างออกมาจากทิศตะวันออก “ฟ้าแลบ” คือความสว่างอันยิ่งใหญ่ ซึ่งมีหมายความว่าพระวจนะของพระเจ้า ทางแห่งพระเจ้าในการพิพากษาและการตีสอนในยุคสุดท้าย วลีที่ว่า “แลบออกจากฟ้าข้างหนึ่ง” หมายความว่ามาจากประเทศจีน และ “ก็ส่องสว่างไปถึงฟ้าอีกข้างหนึ่ง” หมายความว่าถูกเผยแผ่ไปยังทิศตะวันตก ท้ายที่สุด “การเสด็จมาของบุตรมนุษย์” อ้างอิงถึงการที่พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์และทรงเปิดเผยพระองค์เองเป็นอันดับแรกและทรงเริ่มพระราชกิจของพระองค์ในทิศตะวันออก ในประเทศจีน ที่นั่นพระองค์ทรงทำให้ผู้คนกลุ่มหนึ่งที่รู้จักพระเจ้าอย่างแท้จริงครบบริบูรณ์ และพวกเขาเป็นผู้ชนะตามที่ได้ถูกกล่าวคำเผยพระวจนะไว้ในหนังสือวิวรณ์ จากนั้นโดยผ่านทางผู้คนเหล่านี้ ข่าวประเสริฐแห่งยุคสุดท้ายก็ถูกเผยแผ่ไปยังทิศตะวันตก เพื่อที่ทั้งหมดอาจรับความรอดแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าไว้ บัดนี้พระวจนะเหล่านี้ได้ถูกทำให้ลุล่วงแล้ว—นี่คือข้อเท็จจริงที่ทุกคนสามารถเห็นได้! ฟ้าแลบแห่งทิศตะวันออก (พระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระเจ้าในช่วงระหว่างยุคสุดท้ายในประเทศจีน) สามารถอำนวยให้พวกเรารับความรักและความรอดทั้งหมดที่พระเจ้าทรงประทานแก่มนุษย์ไว้ได้ สามารถอำนวยให้พวกเรารู้จักพระพักตร์ที่แท้จริงของพระเจ้า และช่วยให้มีความเคารพและการนมัสการพระเจ้าที่แท้จริงภายในพวกเรา พระวจนะของพระเจ้าให้ความสว่างและความหวังแก่มนุษย์ เหมือนกันไม่มีผิดกับสายฟ้าแลบ บรรดาคนเหล่านั้นทั้งหมดที่ยอมรับฟ้าแลบแห่งทิศตะวันออก—พระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้า—ทั้งหมดสามารถเป็นพยานต่อการนี้

ณ จุดนี้ เราเชื่อว่าเจ้าทั้งหมดมีคำตอบที่ชัดเจนต่อคำถามที่ว่า อะไรคือแหล่งกำเนิดของฟ้าแลบจากทิศตะวันออก พระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้างแห่งฟ้าสวรรค์ และแผ่นดินโลก และสรรพสิ่ง พระเจ้าได้ทรงเริ่มต้นพระราชกิจแห่งความรอดของพระองค์เพราะมนุษย์ถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม พระเจ้าทรงปรารถนาที่จะให้ผู้คนทั้งหมดในจักรวาลเห็นกิจการของพระองค์ ให้ความเชื่อทั้งหมดกลายเป็นหนึ่งเดียว คือการนมัสการพระเจ้า และให้บรรดาคนเหล่านั้นทั้งหมดที่แสวงหาการทรงปรากฏของพระเจ้าอย่างแท้จริงและติดตามรอยพระบาทของพระเจ้า สัมฤทธิ์ความบริสุทธิ์และบรรลุซึ่งความรอด พระองค์จะทรงนำเอาผู้คนเหล่านี้ที่สอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้าเข้าสู่ราชอาณาจักรเพื่อหยุดพักกับพระองค์ ดังนั้น พี่น้องชายหญิงของเราทุกๆ คนที่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริงและรอคอยการทรงกลับมาขององค์พระเยซูเจ้าอย่างใจจดใจจ่อ ควรวางมโนคติที่หลงผิดทางศาสนาของพวกเขาไว้ก่อนและศึกษาหนทางที่แท้จริง จงอย่าใส่ใจกับข่าวลือและต่อต้านหนทางที่แท้จริงอย่างหูหนวกตาบอด เนื่องจากมันจะยุติลงด้วยความสูญเสียความรอดของพระเจ้าในยุคสุดท้าย พวกเราต้องตามให้ทันขั้นตอนทั้งหลายของพระราชกิจของพระเจ้า ติดตามรอยพระบาทของพระเจ้าอย่างใกล้ชิด นี่คือหนทางเดียวที่พวกเราสามารถได้มาซึ่งความรอดของพระองค์ในที่สุด และได้รับการทรงนำพาโดยพระเจ้าเข้าสู่ราชอาณาจักรของพระองค์

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี
Messenger ติดต่อเรา
Line ติดต่อเรา

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์และองค์พระเยซูเจ้าคือพระเจ้าหนึ่งเดียว

เมื่อมวลมนุษย์ถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม พระเจ้าได้ทรงเริ่มแผนการบริหารจัดการของพระองค์เพื่อความรอดของมวลมนุษย์...

เหตุใดพระเจ้าจึงทรงใช้พระนามของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ในยุคแห่งราชอาณาจักร

ผู้คนจำนวนมากไม่เข้าใจว่า ในเมื่อพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงเป็นองค์พระเยซูเจ้าที่เสด็จกลับมา เหตุใดองค์พระเยซูเจ้าจึงได้รับการเรียกขานว่า...