เบื้องหลังความรักนั้นคืออะไร

วันที่ 20 เดือน 01 ปี 2022

โดย เฉิน หยาง, ประเทศจีน

ก่อนมาเป็นผู้เชื่อ ฉันคิดว่า “จงนิ่งเงียบต่อความผิดของเพื่อนสนิทเพื่อสร้างมิตรภาพอันดีงามและยาวนาน” “จงอย่าชกผู้คนใต้เข็มขัด” และ “คำพูดดีๆ ช่วยให้ฤดูหนาวที่สุดอบอุ่นได้ และคำพูดร้ายๆ ทำให้ฤดูร้อนที่สุดยังหนาวเหน็บ” ล้วนเป็นคำที่ควรดำเนินชีวิตตาม ฉันไม่เคยชี้ให้เห็นข้อบกพร่องของใคร ทั้งการพูดและทำ ฉันมักคำนึงถึงความรู้สึกผู้อื่น และเห็นใจความยากลำบากของพวกเขาเสมอ ทั้งเพื่อนและเพื่อนร่วมชั้นต่างก็ชอบฉัน และฉันก็พอใจในตัวเองมาก ที่เข้ากับทุกคนได้เป็นอย่างดี ขนาดมาเชื่อแล้ว ฉันก็ยังคงใช้วิธีนี้อยู่ ไม่เคยชี้ให้เห็นปัญหาที่ฉันพบ ในตัวพี่น้องชายหญิงเลย ขนาดเห็นว่า มีคนกำลังนำความเสียหายมาสู่คริสตจักร จากการใช้ชีวิตในความเสื่อมทราม ฉันก็ยังไม่พูดอะไร ฉันรู้สึก ว่าการเป็นคนอดทน ให้อภัย และรักใคร่ผู้อื่น ทำให้ฉัน ได้เป็นคนดี กระทั่งถูกพระเจ้าทรงพิพากษาและตีสอน ฉันถึงได้เห็นว่า สิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง “ความรัก” ของฉันคือเจตนาชั่ว ฉันได้เห็นว่า ฉันไม่ใช่คนดีที่แท้จริงเลย แต่เป็นคนดีที่เห็นแก่ตัว น่ารังเกียจ ฉลาดแกมโกง และหลอกลวงต่างหาก เป็นเพราะการพิพากษาและตีสอน รวมถึงการทรงนำของพระวจนะ ฉันถึงได้เรียนรู้หลักธรรมของการเป็นคนดีค่ะ

เรื่องมันเริ่มในเดือนกรกฎาคมปี 2018 ตอนที่ฉันรับใช้ในฐานะผู้นำคริสตจักร ฉันพบว่าพี่หลิวที่ทำฝ่ายผลิตวิดีโอ ไม่ใส่ใจหน้าที่ของตัวเอง เธอมักจะโอ้เอ้ และไม่รู้สึกว่ามันเป็นภาระเลย ในการชุมนุม ฉันพบพระวจนะที่เกี่ยวข้อง และได้แบ่งปันการสามัคคีธรรมที่เรียบง่ายไป พี่หลิวรู้ตัวว่าเธอไม่ใส่ใจในหน้าที่ และบอกว่าอยากเปลี่ยนแปลง แต่หลังจากนั้น เธอก็ทำงานแบบลวกๆ เหมือนเดิม ตอนนั้นฉันคิด ว่าถ้าเธอไม่เปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อหน้าที่ มันคงกระทบต่อประสิทธิผลของงานอย่างแน่นอน และมันคงไม่ช่วยการเข้าสู่ชีวิตของเธอเองด้วย ฉันรู้สึกว่า ฉันควรเปิดโปงและสามัคคีธรรม เรื่องสภาวะและพฤติกรรมของเธอให้ชัดเจน รวมถึงธรรมชาติและผลที่ตามมา จากการที่เธอทำหน้าที่แบบนั้น เธอจะได้เห็นถึงความร้ายแรงของปัญหา และเปลี่ยนแปลงได้ทันการณ์ แต่แล้วฉันก็คิดว่า “ถ้าฉันยกปัญหาของเธอมาพูด เธอจะยอมรับได้ไหม เธอจะบอกว่าฉันขาดความรัก และคิดว่าฉันทำเรื่องให้ยากสำหรับเธอหรือเปล่า ถ้าสุดท้ายเธอโกรธและมีอคติกับฉัน นับจากนั้น เราก็จะเข้ากันได้ยาก ช่างเถอะ เรื่องนี้ฉันไม่ควรเถรตรงเกินไป ฉันจะชี้ให้เห็นแค่นิดหน่อยแล้วกัน คงพอให้เธอได้เห็นสภาวะของตัวเอง แบบนั้นเธอก็จะไม่ขายขี้หน้ามากนัก แถมระหว่างเราก็จะไม่กระอักกระอ่วนเกินไปด้วย” ฉันเลย พูดไปเพียงเผินๆ ว่า “ถ้าเราไม่แก้ไขสภาวะของความไม่ใส่ใจ เราก็ไม่มีทางจะทำหน้าที่ให้ดีได้ โอกาสในการทำหน้าที่นี้มีค่ามาก เราต้องถนอมมันไว้นะคะ” เธอยังทำหน้าที่แบบเฉื่อยชาต่อไป ซึ่งไม่ใช่แค่ทำให้การทำวิดีโอของเราชะงัก แต่มันเกิดผลกระทบในทางลบต่อพี่น้องชายหญิงด้วย คนอื่นๆ เริ่มทำหน้าที่อย่างเชื่องช้า โดยไม่คิดว่ามันเร่งด่วน และไม่อยากทำงานหนัก เพื่อจัดการความยากลำบากที่เจอด้วย หลังจากนั้น มีพี่สาวคนหนึ่งได้ตัดแต่งและจัดการเธอ แต่เธอก็ไม่ได้กลับใจหรือเปลี่ยนแปลง ฉันเลยกังวลนิดหน่อย คิดว่า “พี่หลิวมีแนวโน้มจะไม่ใส่ใจ ไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลย แถมยังทำหน้าที่ไม่เสร็จสักอย่างด้วย ตามหลักธรรมแล้ว เธอควรถูกปลดออก แต่ถ้าฉันปลดเธอออกไปทั้งอย่างนั้น เธออาจพูดว่า ฉันไม่มีความรักหรือความอดทน ว่าฉันขาดความเป็นมนุษย์ก็ได้” หลังคิดอยู่หลายตลบ ฉันก็ตัดสินใจไม่ปลดพี่หลิวออก แต่พยายามเต็มที่เพื่อย้ายเธอไปทำหน้าที่อื่นแทน ทำแบบนั้น เธอจะได้ไม่คิดลบกับฉัน และยังคิดว่าฉันเป็นคนที่มีความรักต่อผู้อื่นน่ารักอยู่ เพราะฉะนั้น ด้วยข้อแก้ตัวที่บอกว่าการปลดพี่หลิวจะทำให้เธอคิดลบและหดหู่ ฉันจึงจัดแจงให้เธอไปทำหน้าที่จัดการฟุตเทจที่ต้องใช้สำหรับการทำวิดีโอ แต่เพราะเธอไม่มีความเข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับตัวเอง เธอยิ่งเหลวไหล และสะเพร่าในหน้าที่ใหม่มากขึ้น ถึงขั้นที่ย่อหย่อนในการเฝ้าเดี่ยวและอธิษฐาน ด้วยความที่เธอไม่แบกรับภาระในหน้าที่ ฟุตเทจที่เธอรวบรวมไว้จึงค่อนข้างยุ่งเหยิง จนคนอื่นต้องคอยตามเช็ด หลังจากที่เธอเตรียมไว้ ครั้งหนึ่ง เธอถึงกับเผลอลบฟุตเทจบางชิ้นที่สำคัญมาก

พอผู้นำของฉันรู้เข้า เธอก็จัดการกับฉัน ที่ไม่ทำหน้าที่ตามหลักธรรม หรือปฏิบัติความจริง แต่กลับปกป้องภาพลักษณ์และสถานะของตัวเอง จนสุดท้ายก็กระทบกับงานของคริสตจักร พอได้ยินแบบนั้นฉันก็เสียใจมาก มันน่าผิดหวังจริงๆ ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะบทตอนหนึ่ง ที่ทำให้ฉันเข้าใจ ธรรมชาติของการทำแบบนั้นขึ้นบ้าง พระวจนะของพระเจ้ากล่าวว่า “ผู้คนส่วนใหญ่ปรารถนาที่จะไล่ตามเสาะหาและปฏิบัติความจริง แต่โดยมากแล้วพวกเขาแค่มีปณิธานและความพึงปรารถนาที่จะทำเช่นนั้น ความจริงยังไม่ได้กลายเป็นชีวิตของพวกเขา ผลก็คือ เมื่อพวกเขามาเจอกับกำลังบังคับชั่วหรือเผชิญกับคนเลวและไม่ดีที่ประกอบความประพฤติชั่ว หรือเหล่าผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์ที่ทำสิ่งทั้งหลายในหนทางที่ล่วงละเมิดหลักธรรม—อันเป็นการทำให้พระราชกิจแห่งพระนิเวศของพระเจ้าทนทุกข์กับการสูญเสีย และเป็นการทำอันตรายบรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรด้วยเหตุนี้—พวกเขาสูญเสียความกล้าที่จะยืนขึ้นและพูดออกมา นั่นหมายความว่าอย่างไรเมื่อเจ้าไม่มีความกล้า? นั่นหมายความว่าเจ้าใจเสาะหรือพูดไม่ออกใช่หรือไม่? หรือเป็นที่เจ้าไม่เข้าใจอย่างถี่ถ้วน และจึงไม่มีความมั่นใจที่จะพูดขึ้นมา? นั่นไม่ใช่อันใดจากการเหล่านี้เลย ทั้งนี้ นั่นเป็นที่เจ้ากำลังถูกควบคุมโดยอุปนิสัยที่เสื่อมทรามสารพัดประเภท หนึ่งในอุปนิสัยเหล่านี้ก็คือการฉลาดแกมโกง เจ้าคิดถึงตัวเจ้าเองเป็นอันดับแรก โดยคิดว่า ‘หากฉันพูดขึ้นมา นั่นจะมีประโยชน์ต่อฉันอย่างไร? หากฉันพูดขึ้นมาและทำให้ใครบางคนไม่พอใจ พวกเราจะเข้ากันได้อย่างไรในอนาคต?’ นี่คือความรู้สึกนึกคิดที่ฉลาดแกมโกง ถูกต้องหรือไม่? นี่ไม่ใช่ผลของอุปนิสัยที่ฉลาดแกมโกงหรอกหรือ? อีกหนึ่งนั้นคือ อุปนิสัยใจร้ายและเห็นแก่ตัว เจ้าคิดว่า ‘ความสูญเสียต่อผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าเกี่ยวอะไรกับฉันหรือ? ทำไมฉันถึงควรใส่ใจ? ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับฉันสักนิด ต่อให้ฉันมองเห็นการนั้นและได้ยินว่าการนั้นเกิดขึ้น ฉันก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไรเลย นั่นไม่ใช่ความรับผิดชอบของฉัน—ฉันไม่ใช่ผู้นำนี่นา’ สิ่งทั้งหลายเช่นนั้นอยู่ข้างในตัวเจ้า ราวกับสิ่งเหล่านั้นผลิออกมาจากจิตไร้สำนึกของเจ้า และราวกับว่า สิ่งเหล่านั้นเข้ายึดครองตำแหน่งอันถาวรทั้งหลายในหัวใจของเจ้า—สิ่งเหล่านั้นคืออุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของมนุษย์ อุปนิสัยอันเสื่อมทรามเหล่านี้ควบคุมความคิดของพวกเจ้าและพันธนาการมือและเท้าของพวกเจ้า และอุปนิสัยเหล่านั้นควบคุมปากของเจ้า เมื่อเจ้าต้องการกล่าวอะไรบางอย่าง คำพูดทั้งหลายมาถึงริมฝีปากเจ้าแต่เจ้ากลับไม่กล่าวคำพูดเหล่านั้นออกมา หรือ หากเจ้าพูดออกมาจริงๆ คำพูดของเจ้าก็วกวน อันเป็นการทิ้งช่องว่างให้เจ้ามีโอกาสเปลี่ยนคำ—เจ้าไม่พูดอย่างชัดเจนเลย ผู้อื่นไม่รู้สึกอะไรเลยหลังจากที่ได้ยินเจ้า และสิ่งที่เจ้าได้พูดไปนั้นจึงไม่ได้แก้ไขปัญหานั้นแต่อย่างใดเลย เจ้าคิดกับตัวเองว่า ‘เอาเถอะ ฉันได้พูดไปแล้ว มโนธรรมของฉันผ่อนคลาย ฉันได้ลุล่วงความรับผิดชอบของฉันแล้ว’ ในความจริงนั้น เจ้ารู้อยู่ในหัวใจว่า เจ้าไม่ได้กล่าวทั้งหมดที่เจ้าควรกล่าว รู้ว่าสิ่งที่เจ้ากล่าวไปแล้วนั้นไม่มีผลเลย และรู้ว่า อันตรายเสียหายต่องานในพระนิเวศของพระเจ้าก็ยังคงอยู่ เจ้ายังไม่ได้ลุล่วงความรับผิดชอบของเจ้า ทว่าเจ้ากลับกล่าวอย่างชัดแจ้งว่า เจ้าได้ลุล่วงความรับผิดชอบของเจ้าแล้ว หรือกล่าวว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนั้นไม่ชัดเจนต่อเจ้า เรื่องนี้จริงหรือ? แล้วนี่ใช่สิ่งที่เจ้าคิดจริงๆ หรือ? เช่นนั้นแล้ว เจ้าไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของอุปนิสัยเยี่ยงซาตานของเจ้าอย่างสิ้นเชิงหรอกหรือ?” (“มีเพียงบรรดาผู้ที่ปฏิบัติความจริงเท่านั้นที่ยำเกรงพระเจ้า” ใน บันทึกการบรรยายของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย) ฉันละอายใจมาก ที่ได้เห็นว่าพระวจนะเปิดโปงอุปนิสัยที่เห็นแก่ตัวและฉลาดเกมโกงของฉันยังไงบ้าง ฉันได้เห็นว่าพี่หลิว ไม่ใส่ใจหน้าที่ และไม่เปลี่ยนแปลง แม้จะถูกวิจารณ์ไปหลายครั้ง แต่ฉันกลับกลัวเธอจะบอกว่าฉันขาดความรัก ฉันจึงชี้ปัญหาของเธอไปด้วยความนุ่มนวล เพื่อปกป้องภาพลักษณ์และสถานะในหัวใจของเธอไว้ ผลก็คือ มันไม่เป็นประโยชน์กับพี่หลิวเลย แถมการผลิตวิดีโอก็ชะงัก หลักธรรมกำหนดให้ฉันปลดเธอออกจากหน้าที่ แต่ฉันอยากดูเป็นคนดีและรักผู้อื่น ก็เลยไม่ทำแบบนั้น ฉันกลับให้เธอไปจัดเตรียมฟุตเทจสำหรับทำวิดีโอ ซึ่งมันสร้างความเสียหายต่องานของคริสตจักรอย่างร้ายแรง ฉันตระหนักได้ว่า ฉันยินดีที่จะทำให้พี่น้องชายหญิงตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้าย และสร้างความเสียหายต่อผลประโยชน์ของคริสตจักร เพื่อแลกกับตำแหน่งของฉันในหัวใจผู้อื่น การเป็นแบบนั้นจะเป็นคนดีได้ยังไง นั่นมันคนที่เห็นแก่ตัว น่ารังเกียจ ฉลาดแกมโกง และชั่วร้ายต่างหาก พระเจ้าจะไม่ทรงรังเกียจได้ยังไง หลังจากนั้น เราจึงไม่รีรอที่จะปลดพี่หลิวจากหน้าที่ และฉันก็ได้สามัคคีธรรมกับเธอตามพระวจนะ เปิดโปงพฤติกรรมที่เธอเป็นมาตลอดในหน้าที่ ผ่านไปสักพัก เธอก็ได้รู้จักตัวเองขึ้นบ้างผ่านการแสวงหาความจริง และเธอ ก็เปลี่ยนแปลงสภาวะของตัวเองได้ เธอกลับไปทำหน้าที่ของตัวเอง และได้รับเลือกให้ทำหน้าที่ในทีมค่ะ ตอนได้ยินข่าวนี้ ฉันรู้สึก ดีใจกับเธอจริงๆ แต่ก็รู้สึก อับอาย และเสียใจด้วย เมื่อก่อน ฉันใส่ใจแค่การปกป้องหน้าตาและสถานะ แต่ไม่ปฏิบัติความจริง ซึ่งมันขัดขวางการเติบโตในชีวิตของเธอ และสร้างความเสียหายให้งานของพระนิเวศ นั่นมันชั่วจริงๆ! ฉันรู้ว่านับจากวันนั้น ฉันไม่อาจเป็นคนชอบเอาใจ โดยเอาพี่น้องชายหญิงและงานของพระนิเวศมาแลกได้ แต่เรื่อง การนำความจริงไปสู่การปฏิบัติ ฉันพบว่าฉันยังถูกความเสื่อมทรามเหนี่ยวรั้งไว้อยู่ดี

ในเดือนตุลาคมปี 2020 ฉันตระหนักได้ว่า พี่หลินที่ทำหน้าที่ให้น้ำ ไม่เกิดผลอะไรเลย เพราะเธอขาดความสามารถ ฉันเลยจะสลับให้เธอไปทำหน้าที่อื่น แล้วฉัน ก็พบว่าเธอโอหังมาก เวลาไม่เห็นด้วยกับคนอื่น แทนที่จะแสวงหาความจริงหลักธรรม เธอแค่อยากให้ทุกคนฟังเธอ ฉันคิดว่า “ถ้าอุปนิสัยโอหังของเธอไม่ถูกแก้ไข เธอจะไม่มีวันทำงานร่วมกับคนอื่นได้ดี และจะทำหน้าที่ของตัวเองได้ไม่ดีด้วย แบบนั้น จะไม่ดีต่อเธอหรืองานของพระนิเวศ ฉันควรคุยกับเธอถึงปัญหานี้ และแบ่งปันสามัคคีธรรมให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้” แต่แล้ว ในการสามัคคีธรรมกับเธอ ฉันพูดว่า “ตั้งแต่รู้จักคุณมา ฉันพบว่าคุณมีปัญหาเรื่องความโอหัง คุณไม่ฟังข้อเสนอแนะ หรือทำงานกับคนอื่นได้ไม่ดี เรื่องนี้กระทบกับผลในหน้าที่ของคุณ กับเรื่องนี้ คุณคิดว่ายังไงคะ” ทันทีที่ฉันพูดออกไป เธอก็คอตกพูดว่า “การทำงานกับคนอื่นได้ไม่ดี แปลว่าฉันจะทำหน้าที่ไหนให้ดีไม่ได้เลย ฉันอยากพักหน้าที่ไว้ และไปทบทวนตัวเองสักพักค่ะ” ได้ยินเธอพูดแบบนี้ ฉันก็คิดว่า “สภาวะเธอไม่ดีมาตั้งแต่แรกแล้ว ถ้าฉันเปิดโปงและชำแหละปัญหาของเธอ เธอจะคิดว่าฉันโหดเกินไป และจงใจโจมตีเธอหรือเปล่า เธอคงพูดว่าฉันมันใจด้านชา ไร้ความรัก นั่นอาจทำให้เธอรู้สึกแย่กับฉันก่อนจะไป ฉันจะไม่พูดตรงเกินไป ฉันจะให้กำลังใจเธอสักหน่อยแล้วกัน ฉันจะพูดถึงปัญหาสั้นๆ แค่นั้นก็น่าจะพอ บางทีตอนทบทวนตัวเอง เธออาจจะเข้าใจขึ้นและเปลี่ยนแปลงได้ แบบนั้นจะได้ไม่ทำให้ขุ่นเคืองกัน และเธอก็จะมองว่าฉันเป็นผู้นำคริสตจักรที่รักผู้อื่นและอดทน” ฉันเลยปรับน้ำเสียงและปลอบเธอไปว่า “ที่จริง การเปลี่ยนหน้าที่ก็เป็นความรักของพระเจ้านะคะ คุณให้เวลากับตัวเองต่อไปได้ และถ้าความโอหังของคุณเปลี่ยนแปลงได้บ้างแล้ว ค่อยกลับมาทำหน้าที่ให้น้ำก็ได้ เราต้องจัดการเรื่องนี้อย่างเหมาะสมนะคะ” จากนั้น ฉันก็พบพระวจนะบางบทตอนที่ทั้งตักเตือนและปลอบใจผู้คน สำหรับสามัคคีธรรม ตอนที่เธอฟัง ความกังวลบนใบหน้าของเธอก็หายไป เธอบอกว่านับแต่นั้น เธอก็อยากทำหน้าที่ให้ดี และมุ่งมั่นที่จะทำให้ดีขึ้น

พอกลับถึงบ้าน ฉันก็คิดเรื่องนั้นเหมือนกันค่ะ ฉันคิดว่า “การปลอบเธอไปแบบนั้น เธอหายคิดลบทันทีก็จริง แต่เธอได้รับความเข้าใจแท้จริง เรื่องอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของตัวเองหรือเปล่า? ความเปลี่ยนแปลงในหน้าที่ มันมากพอจะกระตุ้น ให้เธอเปลี่ยนใช่ไหม สองวันถัดมา เธอก็ย้ายไปทำหน้าที่อื่น ถ้าเกิดปัญหาแบบเดิมขึ้นอีก มันจะไม่เกิดผลกระทบโดยตรงกับผลงานของเธอเหรอ” ฉันรู้สึกไม่สบายใจเลยค่ะ ฉันเลยไปถามพี่ฟ่างที่ทำหน้าที่ด้วยกัน ว่าเธอคิดยังไง เธอตอบมาว่า “ฉันเห็นด้วยว่าพี่หลิน ไม่มีความเข้าใจที่แท้จริง เรื่องอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตัวเอง เธอไม่ได้มีสำนึกเสียใจหรือรู้สึกถึงการเป็นหนี้บุญคุณอย่างมีนัยสำคัญ กับความเสียหายที่เธอก่อต่องานของคริสตจักรเลย ตอนที่คุณได้ยินเธอบอกว่าไม่อยากทำหน้าที่แล้ว คุณก็แค่ปลอบเธอ แต่กลับไม่สามัคคีธรรมให้ชัดเจน เรื่องความโอหังและรากเหง้าแห่งการที่เธอไม่สามารถทำงานกับคนอื่นให้ดีได้ นั่นไม่ได้ช่วยเธอเรื่องการทบทวนตัวเองและการเข้าสู่มากขึ้นเลยนะ” พี่ฟ่างพูดต่อไปว่า “ตลอดที่รู้จักคุณมา ฉันรู้สึกเหมือนคุณเป็นพี่เลี้ยง” พอได้ยินเธอเรียกแบบนั้น ฉันก็ไม่รู้จริงๆ ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี ฉันสงสัยว่า เธออธิบายถึงฉันแบบนั้นได้ยังไง พอเห็นถึงความกระอักกระอ่วน เธอจึงรีบอธิบายว่า “เมื่อไหร่ที่ความเสื่อมทราม สร้างผลกระทบต่อหน้าที่ของพี่น้องชายหญิง คุณจะมาปลอบใจพวกเขา และไม่กล้าพูดถึงข้อเท็จจริง เพื่อเปิดโปงพวกเขาสักข้อ คุณปล่อยให้พวกเขาพ้นความผิดไปได้ และมันไม่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตของพวกเขาเลย ฉันทำงานกับผู้นำคริสตจักรมาหลายคน แต่ไม่เคยเจอคนที่ทำแบบคุณเลย…” แต่สิ่งที่เธอพูด ก็ช่วยสะกิดสิ่งที่เป็นปัญหาของฉันมาเสมอ และมันทำให้ฉัน นึกถึงสิ่งที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ พี่สาวอีกคน เคยชี้ให้ฉันเห็นมาก่อนแล้ว เธอว่า “ฉันทำงานกับคุณมาสักพักแล้ว แต่คุณไม่เคยพูดถึงปัญหาหรือข้อบกพร่องของฉันเลย คุณไม่เคยช่วยฉันในเรื่องนั้นจริงๆ เลย” การประเมินของพี่ทั้งสองคนทำให้ฉันเจ็บปวด และค่อนข้างรู้สึกผิด ที่ฉันทำงานกับคนอื่นมาสักพักแล้ว แต่ฉันกลับไม่เคยจัดเตรียมสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อพวกเขาจริงๆ เลย ทำไมฉันถึงกลัวการชี้ให้เห็นข้อบกพร่องของพี่น้องชายหญิงตลอดเลย ฉันอธิษฐานต่อพระเจ้าเพื่อแสวงหาว่า “พระเจ้า ส่วนใหญ่ข้าพระองค์ไม่กล้าชี้ให้คนอื่นเห็นถึงปัญหา กลัวว่าจะไปล่วงเกินพวกเขา ผู้คน ไม่อาจเรียนรู้อะไรได้ด้วยวิธีนั้น พระเจ้า ข้าพระองค์ไม่อยากเป็นคนแบบนี้แล้ว แต่ก็ไม่รู้ว่ารากเหง้าของปัญหาคืออะไร โปรดทรงนำข้าพระองค์ ให้รู้จักตัวเอง และเรียนรู้บทเรียนนี้ด้วยเถิด”

ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะที่เปิดโปงศัตรูของพระคริสต์ ผู้คอยปลูกฝังไมตรีจิต มันช่วยฉันได้มากเลยค่ะ พระวจนะของพระเจ้ากล่าวว่า “ผู้นำคริสตจักรบางคนไม่ว่ากล่าวเมื่อพวกเขาเห็นว่าบรรดาพี่น้องชายหญิงปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาอย่างไม่รอบคอบระมัดระวังและอย่างขอไปที แม้ว่าพวกเขาควรว่ากล่าว เมื่อพวกเขาเห็นบางสิ่งที่ชัดเจนว่าอาจส่งผลเสียต่อผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาก็แสร้งทำเป็นไม่เห็นและไม่ทำการสืบค้น เพื่อที่จะไม่เป็นเหตุให้เกิดการล่วงเกินต่อผู้อื่นแม้แต่น้อย จุดประสงค์และเป้าหมายที่แท้จริงของพวกเขาไม่ใช่เพื่อแสดงให้เห็นการคำนึงถึงจุดอ่อนของผู้อื่น—พวกเขารู้ดีอย่างเต็มเปี่ยมว่าพวกเขาเจตนาสิ่งใด กล่าวคือ ‘หากฉันทำการนี้ต่อไป และไม่ก่อให้เกิดการล่วงเกินต่อผู้ใด พวกเขาก็จะคิดว่าฉันเป็นผู้นำที่ดี พวกเขาจะมีข้อคิดเห็นที่ดีที่สูงส่งเกี่ยวกับฉัน พวกเขาจะให้การระลึกถึงฉันและชอบฉัน’ ไม่สำคัญว่าจะสร้างความเสียหายให้กับผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้ามากเพียงใด และไม่สำคัญว่าประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรจะถูกยับยั้งมากเพียงใดในการเข้าไปสู่ชีวิตของพวกเขา หรือชีวิตคริสตจักรของพวกเขาจะถูกรบกวนมากเพียงใด ผู้คนเช่นนี้ก็ยืนกรานในปรัชญาเยี่ยงซาตานของพวกและไม่เป็นเหตุให้เกิดการล่วงเกินต่อผู้ใด ในหัวใจของพวกเขานั้น ไม่มีสำนึกรับรู้แห่งการตำหนิตนเองอยู่เลย อย่างเก่ง พวกเขาก็อาจจะพาดพิงเรื่อยเปื่อยไปถึงบางประเด็นปัญหาแบบผ่านๆ แล้วก็จบเรื่องกับประเด็นปัญหานั้น พวกเขาไม่สามัคคีธรรมความจริง อีกทั้งพวกเขาไม่ชี้ให้เห็นแก่นแท้ของปัญหาของผู้อื่น และนับประสาอะไรที่พวกเขาจะชำแหละสภาวะของผู้คน พวกเขาไม่นำทางผู้คนเข้าสู่ความเป็นจริงแห่งความจริง และพวกเขาไม่สื่อสารสิ่งที่น้ำพระทัยของพระเจ้าเป็น หรือความผิดทั้งหลายที่ผู้คนมักจะกระทำบ่อยครั้ง หรืออุปนิสัยอันเสื่อมทรามจำพวกที่ผู้คนเปิดเผยเลย พวกเขาไม่แก้ไขปัญหาที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงดังเช่นปัญหาเหล่านี้ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากลับปล่อยตามใจเรื่อยมากับจุดอ่อนและความคิดลบของผู้อื่น และแม้แต่กับความไม่รอบคอบระมัดระวังและความขอไปทีของพวกเขา พวกเขาคงเส้นคงวาในการปล่อยให้การกระทำและพฤติกรรมของผู้คนเหล่านี้ดำเนินไปโดยไม่ถูกตีตราสำหรับสิ่งที่พวกมันเป็น และแน่นอนว่าเพราะพวกเขาทำเช่นนั้นนั่นเอง ผู้คนส่วนใหญ่จึงมาคิดว่า ‘ผู้นำของพวกเราเปรียบเสมือนมารดาของพวกเรา เขามีความเข้าใจในจุดอ่อนของพวกเรามากกว่าพระเจ้าทรงมีด้วยซ้ำ วุฒิภาวะของพวกเราอาจน้อยเกินไปที่จะทำได้ดีเทียบเท่าข้อพึงประสงค์ของพระเจ้า แต่ก็มากพอให้พวกเราสามารถทำได้ดีเทียบเท่าข้อพึงประสงค์ของผู้นำของพวกเรา เขาเป็นผู้นำที่ดีคนหนึ่งสำหรับพวกเรา หากวันหนึ่งมาถึงเมื่อเบื้องบนเปลี่ยนตัวผู้นำของพวกเรา ถึงตอนนั้นแล้ว พวกเราก็ควรทำให้เสียงของพวกเราได้ยินไปทั่ว และนำเสนอข้อคิดเห็นและความปรารถนาที่แตกต่างของพวกเรา พวกเราควรพยายามเจรจากับเบื้องบน’…เมื่อศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้ได้ทำการนี้ท่ามกลางผู้คนมาเป็นช่วงเวลาหนึ่งแล้ว ผู้คนก็พัฒนาภาพประทับใจในเชิงโปรดปรานเกี่ยวกับตัวพวกเขา และมาพึ่งพาพวกเขา และมีความมั่นใจในตัวพวกเขา—แต่สิ่งหนึ่งที่เจ้าสามารถแน่ใจได้เลยก็คือ ผู้คนที่พวกเขาเอาชนะใจได้ในหนทางนี้และผู้ที่พวกเขาอยู่เหนือกว่าได้ด้วยเทคนิคและวิธีการเหล่านี้ของพวกเขา ไม่สามารถเข้าใจความจริงได้และไม่สร้างความก้าวหน้าอันใดในการเข้าสู่ชีวิตของพวกเขา ในทางกลับกัน ผู้คนเหล่านี้กลับมามองพวกเขาเป็นแหล่งสำหรับการทำมาหากินของพวกเขา เป็นสิ่งแทนที่พระเจ้า พวกเขาช่วงชิงที่ทางของพระเจ้าในหัวใจของผู้คน” (“พวกเขาพยายามที่จะเอาชนะใจผู้คน” ใน การเปิดโปงศัตรูของพระคริสต์) ฉันตระหนักได้ จากสิ่งที่พระวจนะเปิดเผย ว่าศัตรูของพระคริสต์ไม่ล่วงเกินผู้คนหรือเปิดโปงความเสื่อมทรามของใคร พวกเขาถึงได้คอยเอาใจ และมีตำแหน่งที่มั่นคงในหัวใจของคนอื่น ฉันไม่ได้เป็นแบบนั้นเหรอ ปกติแล้ว เวลาที่ฉันเห็นพี่น้องชายหญิงทำในสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับความจริง และมันอาจทำให้งานของพระนิเวศเสียหายได้ ฉันก็ไม่กล้าชี้ให้เห็นถึงเนื้อแท้ของปัญหา กลัวว่าจะทำลายภาพลักษณ์ของตัวเองในสายตาพวกเขา ที่มองว่าฉันเป็นคนขี้เกรงใจและมีเหตุผล ฉันถึงได้อ้อมแอ้มเรื่องปมปัญหา และผ่อนผันให้คนอื่นเรื่องความเสื่อมทรามและอ่อนแอของพวกเขา ฉันทำให้คนเข้าใจผิด และปลูกฝังไมตรีจิตด้วยความดีเพียงผิวเผิน เพื่อรักษาสถานะที่ฉันมีต่อคนอื่น มันสร้างความเสียหายให้การเข้าสู่ชีวิตของพี่น้องชายหญิง และงานของพระนิเวศ ฉันไม่ได้ช่วยอะไรคนอื่นเลย แต่พวกเขาก็ยังพูดดีกับฉัน นั่นไม่ใช่การนำพี่น้องชายหญิงมาอยู่หน้าฉันเหรอ ความแตกต่างระหว่างเนื้อแท้ของฉันกับพวกศัตรูของพระคริสต์คืออะไร พอตระหนักได้ ฉันก็อดไม่ได้ที่จะกลัว พระเจ้าทรงยกระดับฉันมาสู่ตำแหน่งผู้นำ เพื่อให้ฉันได้ฝึกสามัคคีธรรมบนความจริง เพื่อแก้ปัญหาให้คนอื่น และความยากลำบากในการเข้าสู่ชีวิตของพวกเขา แสวงหาความจริง และรู้จักตัวเองเมื่อเผชิญกับปัญหา แล้วมากลับใจต่อพระเจ้า ปฏิบัติความจริง และนบนอบต่อพระเจ้า แต่กลับกัน ฉันดันเป็นเหมือนโจรข้างถนน ใช้วิธีการน่ารังเกียจเพื่อประจบและจัดตั้งตำแหน่งของฉันในหมู่คนอื่น นั่นไม่ใช่สิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ทำเหรอคะ ฉันกำลังสู้กับพระเจ้าเพื่อแย่งประชากรของพระองค์ ซึ่งมันล่วงเกินพระอุปนิสัยอย่างร้ายแรง! ฉันได้เห็นว่า เนื้อแท้และผลที่ตามมาของการเป็นคนชอบเอาใจนั้นน่ากลัวแค่ไหน และถ้าฉันไม่กลับตัว ฉันก็อาจโดนกำจัดได้ พอตระหนักได้แล้ว ฉันก็มาเฉพาะพระพักตร์และอธิษฐานว่า “พระเจ้า ข้าพระองค์เห็นแล้ว ว่าข้าพระองค์แค่อยากเป็นที่ชื่นชอบ ไม่ได้เป็นคนดี ข้าพระองค์มักจะพยายามปกป้องภาพลักษณ์ในสายตาคนอื่น ชักจูงและล่อลวงพี่น้องชายหญิงแบบผิดๆ สิ่งนี้น่ารังเกียจสำหรับพระองค์ พระเจ้า ข้าพระองค์อยากกลับใจต่อพระองค์ ละทิ้งตัวเอง และเลิกเป็นคนชอบเอาใจสักที”

หลังจากวันนั้น ฉันกับพี่ฟ่างก็คุยเรื่องปัญหาของพี่หลิวมากขึ้น แล้วก็ไปสามัคคีธรรมและช่วยเหลือเธอ เราคุยเรื่องการแสดงออกถึงความโอหัง และความดื้อดึงต่อความเห็นของเธอเอง เรายังพบพระวจนะที่ใช้จัดการ กับผลที่อันตรายจากการใช้ชีวิตอย่างโอหัง รวมถึงเส้นทางแห่งการเข้าสู่และการปฏิบัติด้วย หลังสามัคคีธรรม เธอก็ไม่ได้เคืองเรา แถมเธอก็ไม่ได้เปราะบางอย่างที่ฉันคิดด้วยค่ะ เธอพูดอย่างจริงใจว่า “คุณสองคน พูดถึงปัญหาของฉันได้ถูกหมดเลย ต่อไป ฉันจะจดจ่อกับการจัดการอุปนิสัยที่โอหังของตัวเอง…” ฉันมีความสุขมากที่ได้ยินเธอพูดแบบนี้ ฉันได้เห็นว่า การปฏิบัติกับผู้คนให้สอดคล้องกับความจริงหลักธรรม และนำพวกเขามาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า เป็นความรักและความกรุณาที่จริงแท้ค่ะ ฉันมักจะเคยคิดว่า การช่วยเหลือพี่น้องชายหญิงด้วยความรัก คือการคอยตักเตือน สนับสนุนและค้ำจุนพวกเขา ไม่ใช่การเถรตรงเกินไปเรื่องความเสื่อมทรามของพวกเขา ฉันคิดว่าพวกเขาคงไม่เต็มใจที่จะยอมรับ และอาจคิดลบได้ ตอนนี้ฉันรู้แล้ว ว่าการมีความรักอย่างแท้จริง คือการช่วยผู้อื่นแก้ความเสื่อมทราม ปัญหา และความยากลำบากของพวกเขา ตามความจริงและพระวจนะ การสนับสนุนและค้ำจุนเป็นวิธีหนึ่ง แต่การตัดแต่งและจัดการพวกเขาก็เป็นอีกวิธี อย่างเช่น เวลาใครสักคนมีแง่มุมที่เสื่อมทรามร้ายแรง ถึงสามัคคีธรรมไปหลายครั้ง พวกเขาก็ไม่เปลี่ยนแปลง เนื้อแท้ รากเหง้า และความรุนแรงของผลที่ตามมาต้องได้รับการชำแหละ ตามพระวจนะของพระเจ้า เพื่อให้พวกเขาได้มาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า เพื่อทบทวนและรู้จักตัวเอง จนกลับใจได้อย่างแท้จริงในที่สุด นั่นคือทางเดียวที่จะได้รับผลลัพธ์ค่ะ สิ่งที่ฉันเรียกว่าความรักต่อผู้อื่น มันอ้างอิงจากปรัชญาทางโลก และก็มีแรงจูงใจอันน่ารังเกียจของฉันเอง ฉันแค่อยากปกป้องภาพลักษณ์ที่คนอื่นมีต่อฉัน ฉันไม่ได้รับผิดชอบต่อชีวิตของพี่น้องชายหญิง นั่นไม่มีทางเป็นความรักแท้จริงได้ พอตระหนักเรื่องนี้ได้ ฉันก็ละอายใจมาก และพร้อมที่จะแก้ไขการปฏิบัติที่ผิดของตัวเองให้ถูกต้อง

แล้วฉันก็เริ่มนึกว่า ทำไมสำหรับฉัน การพูดอย่างซื่อสัตย์ถึงได้ยากนัก เวลาที่ฉันค้นพบข้อบกพร่องและความเสื่อมทรามของคนอื่น และฉันต้องปฏิบัติความจริง ต้องเปิดโปงพวกเขา เหมือนกับว่าปากของฉันปิดสนิท และฉันก็ไม่มีทางเปิดมันได้ บางครั้ง บางเรื่องก็ติดอยู่ที่ปาก แต่ฉันก็กลืนมันลงไป และพูดอะไรที่ดูฉลาดแทน ทุกครั้งที่ฉันพูดในสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ฉันก็รู้สึกรังเกียจจริงๆ ว่าปากกับใจฉัน มันไม่ตรงกันเลยสักนิด ฉันแสร้งทำเป็นดีกับพี่น้องชายหญิง แต่ฉันกลับปฏิบัติความจริงไม่ได้ ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะอีกสองบทตอน ที่แสดงให้ฉันเห็นถึงรากเหง้าของปัญหา พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “พวกเจ้าล้วนมีการศึกษาดี พวกเจ้าล้วนให้ความสนใจต่อการได้รับการถลุงและการสงบเสงี่ยมเจียมตัวในวาทะของพวกเจ้า ตลอดจนต่อลักษณะที่พวกเจ้าใช้พูดจา นั่นคือ พวกเจ้ารู้กาลเทศะ และได้เรียนรู้ที่จะไม่ทำให้ผู้อื่นเสียศักดิ์ศรีและเสียความนับถือตัวเอง ในคำพูดและการกระทำทั้งหลายของเจ้า เจ้าเหลือห้องว่างให้ผู้คนได้หลอกใช้ เจ้าทำทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าสามารถทำได้เพื่อให้ผู้คนสบายใจ เจ้าไม่เปิดโปงรอยแผลเป็นหรือข้อบกพร่องของพวกเขา และเจ้าพยายามที่จะไม่ทำร้ายพวกเขาหรือทำให้พวกเขาตะขิดตะขวงใจ ที่กล่าวนั้นคือหลักธรรมที่ผู้คนส่วนใหญ่ใช้ปฏิบัติตน แล้วหลักธรรมนี้เป็นประเภทใดหรือ? มันเป็นการสมคบคิด ปลิ้นปล้อน เจ้าเล่ห์และเคลือบแฝง ที่ซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังใบหน้ายิ้มแย้มของผู้คนก็คือสิ่งมากมายที่มุ่งร้าย เคลือบแฝง และน่ารังเกียจ…ดังนั้นแล้ว คำพูดของผู้คนนั้นพึ่งพาอาศัยได้หรือไม่? คำพูดเหล่านั้นไว้วางใจได้หรือไม่? ผู้คนนั้นพึ่งพาไม่ได้และไว้วางใจไม่ได้มากเกินไป และนั่นเป็นเพราะชีวิต และการกระทำ และคำพูดของพวกเขา ทุกความประพฤติและความคิดข้างในสุดของพวกเขานั้น มีพื้นฐานอยู่บนธรรมชาติเยี่ยงซาตาน แก่นแท้เยี่ยงซาตาน และอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของซาตานของพวกเขา” (“หกข้อบ่งบอกความก้าวหน้าในชีวิต” ใน บันทึกการบรรยายของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย) “ยังคงมีพิษซาตานอีกมากมายในชีวิตของผู้คน ในการประพฤติปฏิบัติและพฤติกรรมของพวกเขา พวกเขาแทบจะไม่ครองความจริงแต่อย่างใดเลย ตัวอย่างเช่น ปรัชญาทั้งหลายของพวกเขาสำหรับการดำรงชีวิต หนทางของพวกเขาในการทำสิ่งทั้งหลาย และคำคมสารพันล้วนเต็มไปด้วยสารพัดพิษของพญานาคใหญ่สีแดง และพวกมันทั้งหมดล้วนมาจากซาตาน ด้วยเหตุนั้น ทุกสรรพสิ่งซึ่งไหลเวียนผ่านกระดูกและเลือดของผู้คนเป็นสรรพสิ่งของซาตาน พวกข้าราชการทั้งหมด พวกที่กุมอำนาจ และพวกที่สำเร็จลุล่วงนั้น มีเส้นทางและความลับในการที่จะประสบความสำเร็จของตัวพวกเขาเอง ความลับทั้งหลายดังกล่าวไม่ใช่เป็นตัวแทนอันสมบูรณ์แบบของธรรมชาติของพวกเขาหรอกหรือ? พวกเขาได้ทำสิ่งใหญ่โตทั้งหลายเช่นนั้นในโลก และไม่มีใครเลยที่สามารถมองทะลุกลอุบายและเล่ห์กลทั้งหลายที่วางอยู่เบื้องหลังพวกเขาได้ นี่ก็แค่แสดงให้เห็นว่าธรรมชาติของพวกเขานั้นคิดร้ายและเคลือบแฝงเพียงใด มวลมนุษย์ได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างลุ่มลึก น้ำพิษของซาตานไหลเวียนผ่านเลือดของทุกบุคคล และสามารถเห็นได้ว่า ธรรมชาติของมนุษย์นั้นเสื่อมทราม ชั่ว และเป็นปฏิกิริยานิยม เต็มอิ่มและชุ่มแช่อยู่ในปรัชญาทั้งหลายของซาตาน—ในความครบถ้วนบริบูรณ์ของมันนั้น มันคือธรรมชาติหนึ่งซึ่งทรยศพระเจ้า นี่คือเหตุผลที่ผู้คนต้านทานพระเจ้าและยืนหยัดอยู่ในการต่อต้านพระเจ้า” (“วิธีที่จะรู้จักธรรมชาติของมนุษย์” ใน บันทึกการบรรยายของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย) ฉันได้เรียนรู้จากสิ่งที่พระวจนะเปิดเผย ว่าการไม่กล้าเปิดโปงความเสื่อมทรามของพี่น้องชายหญิง เป็นเพราะการควบคุมและความเสียหายจากพิษร้ายเยี่ยงซาตาน ฉันนึกถึงพวกคำพูดที่ว่า “มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม” “จงนิ่งเงียบต่อความผิดของเพื่อนสนิทเพื่อสร้างมิตรภาพอันดีงามและยาวนาน” “จงอย่าชกผู้คนใต้เข็มขัด” “คำพูดดีๆ ช่วยให้ฤดูหนาวที่สุดอบอุ่นได้ และคำพูดร้ายๆ ทำให้ฤดูร้อนที่สุดยังหนาวเหน็บ” และ “คิดก่อนพูดแล้วพูดอย่างสงวนท่าที” ที่ฉันใช้ชีวิตโดยปรัชญาเยี่ยงซาตานเหล่านี้ ฉันรักษาหน้าตาและสถานะของตัวเองเสมอ หลังจากได้เชื่อ ฉันก็เอาแต่ใช้ชีวิตตามกฎแห่งซาตานเหล่านี้ เฝ้าโอ๋ความสัมพันธ์ราวกับไข่ในหิน ไม่ล่วงเกินใคร คิดว่าฉันสามารถสถาปนาตัวเองได้ในทางนี้ และตอกเสาบ้านลงในหัวใจของคนอื่น ฉันถูกพิษร้ายเยี่ยงซาตานเหล่านี้ควบคุม และเมื่อเจอกับปัญหา ฉันก็มักจะชั่งน้ำหนักระหว่างความเสี่ยงและประโยชน์ นึกถึงชื่อและสถานะของตัวเองตลอด ถ้าฉันตระหนักได้ ถึงโอกาสที่จะทำให้ภาพลักษณ์ส่วนตัวเสียหาย ฉันก็จะวางผลประโยชน์ของพระนิเวศเอาไว้ และปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง ฉันถึงกับอ้างว่า พยายามป้องกันไม่ให้คนอื่นคิดลบ ทำให้คนเข้าใจผิด คิดว่าฉันเป็นคนที่มีความรักและความรับผิดชอบ ฉันได้เห็นว่าตัวเองเห็นแก่ตัวและฉลามแกมโกงแค่ไหน ที่ใช้ชีวิตตามหลักปรัชญาเยี่ยงซาตานเหล่านี้ ต่อหน้าทำอย่าง แต่ใจรู้สึกอีกอย่าง ฉันไม่ได้เผชิญหน้ากับพระเจ้าด้วยหัวใจที่ซื่อสัตย์ และฉันไม่ได้จริงต่อพี่น้องชายหญิงแม้แต่น้อย ฉันมันเป็นปีศาจ ฉันสร้างความเสียหายต่อผู้อื่น และต่องานของพระนิเวศ ฉันเป็นผู้เชื่อมาตั้งหลายปี และได้อ่านพระคัมภีร์มาแล้ว แต่เวลามีปฏิสัมพันธ์ ฉันก็ไม่ปฏิบัติความจริงหลักธรรม และไม่ได้ค้ำจุนงานของคริสตจักรเลย ฉันนำความเชื่อผิดๆ และคำโกหกของซาตานไปสู่การปฏิบัติ ฉันแว้งกัดเจ้าของ จมปลักอยู่กับซาตาน ฉันไม่ได้เป็นคนที่เชื่อในพระเจ้า แต่ต่อต้านพระองค์เหรอคะ ถ้าฉันไม่เปลี่ยนแปลง ฉันรู้ว่าฉันคงถูกพระเจ้าทรงรังเกียจและลงโทษ พอตระหนักเรื่องนี้ได้ ฉันก็ตั้งใจที่จะไม่ใช้ชีวิตตามหลักปรัชญาซาตานอีกต่อไป แต่จะปฏิบัติความจริงด้วยสติ เมื่อเผชิญปัญหา

สองเดือนต่อมา ฉันก็เรียนรู้ว่า พี่จ้าว ที่ทำหน้าที่เจ้าบ้าน ได้ก่อกำแพงขึ้นระหว่างตัวเธอกับพี่น้องบางคน ด้วยเรื่องยิบย่อย เวลามีคนทำในสิ่งที่เธอไม่ชอบ เธอก็มักจะเหวี่ยงพวกเขา ซึ่งมันทำให้พวกเขารู้สึกอึดอัด เรื่องนี้กระทบต่อหน้าที่ของพี่น้องบางคน และเธอต้องได้รับสามัคคีธรรมทันที พี่ฟ่างถามฉันว่าอยากจัดการไหม ฉันเลยคิดว่า “ถึงวันนี้ ฉันก็รู้จักพี่จ้าวมาห้าปีแล้ว เธอค่อนข้างประทับใจในตัวฉันมาก แล้วถ้าฉันเปิดโปงว่าเธอโอหัง และมีความเป็นมนุษย์ที่แย่ เธอจะโกรธฉันไหม มันจะทำลายความสัมพันธ์ของเราหรือเปล่า บางที ฉันว่าให้พี่ฟ่างไปคนเดียวดีกว่า” แต่แล้ว ฉันก็นึกถึงพระวจนะบทตอนหนึ่งขึ้นมาได้ว่า “ต้องมีมาตรฐานสำหรับการมีสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ดี มันไม่เกี่ยวข้องกับการใช้เส้นทางสายกลางในทุกสรรพสิ่ง การไม่ติดอยู่กับหลักการทั้งหลาย การอุตสาหพยายามที่จะไม่ทำให้ใครก็ตามขุ่นเคือง การประจบประแจงในทุกหนแห่งที่เจ้าไป การลื่นไหลและแนบเนียนไปกับทุกคนที่เจ้าพบ และการทำให้ทุกคนรู้สึกดี นี่ไม่ใช่มาตรฐาน ดังนั้นสิ่งใดคือมาตรฐานเล่า? มันรวมไปถึงการปฏิบัติต่อพระเจ้า ต่อผู้คนอื่นๆ และต่อเหตุการณ์ทั้งหลายด้วยหัวใจที่แท้จริง และการที่สามารถแสดงความรับผิดชอบ การนี้มองเห็นได้ง่ายดายชัดเจนสำหรับทุกคน ทุกคนชัดเจนเกี่ยวกับการนี้ในหัวใจของพวกเขา ยิ่งไปกว่านั้น พระเจ้าทรงตรวจค้นหัวใจของผู้คน และทรงรู้จักพวกเขาแต่ละคน ทุกคน” (“จงมอบหัวใจอันแท้จริงของเจ้าแด่พระเจ้า และเจ้าจึงจะสามารถได้มาซึ่งความจริง” ใน บันทึกการบรรยายของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย) การมีความเป็นมนุษย์ที่ดี ไม่ได้หมายถึงการเป็นคนง่ายๆ และเข้ากับคนอื่นได้เสมอไป มันหมายถึงการยอมรับต่อการทรงพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้าในคำพูดและการกระทำ การปฏิบัติความจริงและเป็นคนซื่อสัตย์ได้ นี่คือการเข้าหาพระเจ้าและพี่น้องชายหญิง ด้วยหัวใจที่แท้จริง มีแค่สิ่งนี้ ที่คือความเป็นมนุษย์ที่ดีค่ะ ฉันมาทบทวนว่า ฉันกำลังปฏิบัติต่อพี่น้องชายหญิงด้วยความรักไหม ฉันกำลังปฏิบัติความจริงหรือเปล่า ฉันรู้ว่า พี่จ้าวไม่เห็นถึงปัญหาของตัวเอง การมีกำแพงและรู้สึกไม่พอใจผู้อื่น มันเจ็บปวดมาก ถ้าฉันแกล้งทำเป็นไม่เห็น แต่ทำตัวเป็นคนดีและคอยชักนำ นั่นจะไม่ใช่การใช้ชีวิตตามอุปนิสัยเยี่ยงซาตานที่ปลิ้นปล้อนและเจ้าเล่ห์เหรอ พอคิดอย่างนั้น ฉันก็อธิษฐานต่อพระเจ้าว่า “พระเจ้า ข้าพระองค์ชอบเอาใจผู้อื่น และขาดความเป็นมนุษย์จริงๆ ขนาดเห็นพี่สาวใช้ชีวิตอยู่ในความเสื่อมทราม และถูกซาตานหลอกใช้ ข้าพระองค์ก็ยังทำเป็นตาบอด นั่นไม่ใช่การรักอย่างแท้จริง พระเจ้า ข้าพระองค์อยากละทิ้งตัวเองและไม่ใช้ชีวิตตามอุปนิสัยที่ฉลาดแกมโกงอีกต่อไป แต่อยากเปิดใจสามัคคีธรรม เพื่อช่วยพี่จ้าวในปัญหาที่ข้าพระองค์เห็น ได้โปรดทรงนำด้วยเถิด” ระหว่างการสามัคคีธรรม ฉันก็ยกพระวจนะบางส่วน มาชี้ให้เธอเห็นว่าเธอแสดงความโอหังออกมายังไง ชี้ว่าเธอขาดความเป็นมนุษย์ และฉันก็สามัคคีธรรมถึงผลร้ายแรงที่จะตามมา ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ เธอได้เห็นว่าตัวเองโอหัง และอยากทำสิ่งต่างๆ ตามใจตัวเองมาตลอด ซึ่งมันเป็นเรื่องฝืนใจพี่น้องชายหญิง เธอบอกด้วยว่า การสามัคคีธรรมแบบนั้นเป็นประโยชน์กับเธอมาก ฉันรู้สึกขอบคุณ ที่พระเจ้าทรงนำฉันให้หลุดพ้นความเสื่อมทรามที่จำกัดฉันไว้ และการประสบกับการปฏิบัติความจริง และใช้ชีวิตตามพระวจนะนั้น คือหนทางเดียว ที่แสดงความรักต่อพี่น้องชายหญิงได้อย่างแท้จริง นี่คือหนทางเดียวในการใช้ชีวิตอย่างเปิดเผยและผ่อนคลายค่ะ

ปี 2022 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

การตื่นรู้ที่ล่าช้า

โดย หลินหมิ่น, จีน ปี 2013 ฉันยอมรับงานแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ตอนนั้นฉัน กระตือรือร้นมาก ฉันมักจะอ่านพระวจนะ เข้านัดพบ...

ข้าพเจ้าได้เป็นพยาน การทรงปรากฏของพระเจ้า

โดย เจี้ยนจึ้ง, เกาหลีใต้ ผมเคยเป็นสมาชิกคริสตจักรเพรสไบทีเรียนเกาหลี ตอนที่ลูกสาวของผมล้มป่วย ทุกคนในครอบครัวก็ได้กลายเป็นผู้เชื่อ จากนั้น...

ติดต่อเราผ่าน Messenger