คำพยานท่ามกลางการทรมาน

วันที่ 20 เดือน 01 ปี 2022

โดย หลีว อี้, ประเทศจีน

การจับกุมครั้งแรกคือเดือนธันวาคม ค.ศ.2002 ขณะที่ไปเผยแผ่ข่าวประเสริฐนอกเมืองกับเหล่าผู้นับถือศาสนา ก็มีผู้ประสงค์ร้ายแจ้งความ พอตำรวจมาถึง พวกเขาก็ทั้งเตะทั้งต่อยผม แล้วก็ใส่กุญแจมือ พาผมไปห้องสอบสวนที่สำนักงานความมั่นคงฯ ที่นั่นผมเห็นกุญแจมือกับโซ่เหล็กใหญ่ๆ กับเครื่องทรมานอย่างกระบองไฟฟ้าและกระบองยางแขวนที่กำแพง ผู้กองคนหนึ่งหยิบกระบองยางมาจากกำแพง ยาวสัก 20 นิ้วได้ หน้าตาเขาดูอำมหิต ทำให้ผมกลัวมาก ผมไม่รู้ว่าพวกเขาจะทรมานผมยังไง หัวใจผมเต้นแรง แล้วจู่ๆ ผมก็นึกถึงข้อพระคัมภีร์ “อย่ากลัวผู้ที่ฆ่าได้แต่กาย แต่ไม่สามารถฆ่าจิตวิญญาณ แต่จงกลัวพระองค์ผู้ทรงสามารถทำลายทั้งจิตวิญญาณและกายในนรกได้” (มัทธิว 10:28) พระวจนะพระเจ้ามอบความเชื่อและกำลังให้ผม ผมรู้ว่าชีวิตอยู่ในพระหัตถ์พระเจ้า ว่าซาตานไม่ได้กำหนด ผมเต็มใจถวายตัวแด่พระเจ้า นบนอบต่อการจัดการเตรียมการ ผมอธิษฐานอยู่ในใจ พร้อมที่จะพึ่งพาพระเจ้าเพื่อยืนหยัดเป็นพยาน

จากนั้น ผู้กองเอากระบองยางชี้มาที่ผม พูดว่า “รู้ไหมว่าฟ้าแลบจากทิศตะวันออกคือเป้าหมายหลักที่รัฐบาลกำลังต่อสู้ด้วย? ประเทศจีนเป็นของพรรคคอมมิวนิสต์ การเผยแผ่ศาสนาทำให้ระเบียบสังคมหยุดชะงัก และละเมิดนโยบายของพรรค รัฐบาลจึงกำลังลงโทษพวกคุณ” ผมพูดว่า “รัฐธรรมนูญรับรองเสรีภาพทางศาสนา ความเชื่อและการเผยแผ่ศาสนาละเมิดกฎข้อไหน คุณจึงต้องจับผม? พระเจ้าทรงสร้างโลกและจักรวาล การเชื่อและนมัสการพระเจ้าสิถูกต้อง การแบ่งปันข่าวประเสริฐกับผู้อื่นคือความประพฤติดี พระเจ้าทรงปกครองชะตากรรมมนุษย์ การมีความเชื่อ และการนมัสการ คือหนทางเดียวเพื่อเป็นอิสระจากความเสื่อมทรามและอันตรายของซาตาน และได้รับการทรงช่วยให้รอด สังคมจะสันติสุข ถ้าทุกคนติดตามพระเจ้า แล้วคุณบอกว่าการเผยแผ่ศาสนาทำให้ระเบียบสังคมหยุดชะงักได้ยังไง?” เขาโกรธและโต้ตอบว่า “กล้าหาญมากนะ ที่ประกาศข่าวประเสริฐกับผม!” แล้วเจ้าหน้าที่สามคนก็เริ่มกระหน่ำตีผม จนผมเลือดไหลออกทางปากและจมูก แต่ผู้กองก็ยังไม่สงบลง เขาหยิบกระบองยางขึ้นมาจากโต๊ะ เริ่มตีผมจากด้านหลัง ผมเจ็บปวดรวดร้าวไปทั้งตัว พวกเขาเตะผมที่หน้าแข้งจนบวมช้ำ เท้าผมเจ็บมากจนแตะพื้นไม่ได้ จากนั้น ผู้กองก็ถามผม “คุณมาจากไหน? มาที่เขตเราพร้อมคนอีกกี่คน? ใครเป็นผู้นำ? ตอบคำถามเรามาแล้วเราจะส่งกลับบ้าน ถ้าไม่พูด ผมก็มีวิธีจัดการกับคุณ และคุณก็ยังต้องเข้าคุกหลังจากนั้น” ได้ฟังอย่างนั้น ทำให้ผมกลัว ผมคิดถึงบางคนจากหมู่บ้าน ที่โดนจับและถูกขังคุกเพียงเพราะให้คำแนะนำกับรัฐบาล สุดท้ายเขาก็ตายในคุก ตอนนั้นเนื้อตัวผมมีแต่แผลจากการทารุณกรรมแล้ว ถ้าพวกเขาทรมานผมต่อในคุก ผมจะตายในนั้นด้วยหรือเปล่า? ความคิดเช่นนี้ทำให้ยิ่งกลัว และไม่กล้าคิดต่อไปจากนั้น ผมคิดว่าถ้าบอกพวกเขาไปสักนิด พวกเขาอาจส่งผมกลับบ้าน และผมก็ไม่ต้องทนทุกข์ ทันทีที่คิดอย่างนั้น ผมก็นึกถึงพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่ง “กับบรรดาผู้ที่ไม่ได้แสดงให้เราเห็นความจงรักภักดีแม้แต่น้อยในระหว่างช่วงเวลาของความทุกข์ลำบาก เราจะไม่ปรานีอีกต่อไป เพราะความปรานีของเราขยายเวลามาเพียงถึงตอนนี้เท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น เราไม่มีความชอบให้กับใครก็ตามที่ครั้งหนึ่งเคยทรยศเรา นับประสาอะไรที่เราจะชอบที่จะเชื่อมสัมพันธ์กับบรรดาผู้ที่ขายผลประโยชน์ของผองเพื่อนของตน นี่คืออุปนิสัยของเรา ไม่ว่าบุคคลคนนั้นอาจเป็นใครก็ตาม เราจำต้องบอกเรื่องนี้กับพวกเจ้าว่า ใครก็ตามที่ทำให้เราเสียใจจะไม่ได้รับความเมตตาผ่อนผันจากเราเป็นครั้งที่สอง และใครก็ตามที่ได้สัตย์ซื่อต่อเราตลอดมาจะยังคงอยู่ในหัวใจของเราตลอดกาล” (“จงตระเตรียมความประพฤติที่ดีงามให้พอเพียงสำหรับบั้นปลายของเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) ผมได้เห็นจากพระวจนะของพระเจ้า ว่าพระอุปนิสัยอันชอบธรรมจะไม่ยอมทนการล่วงเกิน คนที่ทรยศต่อพระองค์จะถูกลงโทษชั่วนิรันดร์ ที่ผมทนทุกข์จากการทุบตีและทรมาน เป็นเพียงสิ่งชั่วคราว แต่ถ้าทรยศพระเจ้าเช่นยูดาส ผมจะถูกลงโทษไปตลอดกาลครับ ดังนั้นผมจึงอธิษฐานถึงพระเจ้าในใจ “พระเจ้า ขอบคุณที่ทรงอารักขาไม่ให้ข้าพระองค์หลงเล่ห์เพทุบายซาตาน โปรดประทานความกล้าและปัญญา ให้ข้าพระองค์ยืนหยัดเป็นพยานต่อหน้าซาตานด้วยเถิด” เจ้าหน้าที่เห็นว่าผมไม่ยอมพูด ก็เลยจิกผมผม และตะโกนว่า “เราจะเล่นวิธีง่ายหรือวิธียากก็ได้นะ คุณจะยอมพูดไหม?” ผมเพิกเฉยต่อเขา เขาจึงเอากระบองยางตีขาผมสองสามครั้ง แล้วก็เริ่มตีไปทั่วตัวผม ผมเจ็บปวดเกินจะทน อธิษฐานถึงพระเจ้าอยู่ในใจ “พระเจ้า ไม่ว่าตำรวจจะทรมานข้าพระองค์อย่างไร ชีวิตข้าพระองค์ก็อยู่ในพระหัตถ์พระองค์ และขอเชื่อฟังสิ่งที่ทรงจัดตั้ง ไม่ว่าจะอยู่หรือตาย ตราบที่มีลมหายใจก็จะไม่ยอมแพ้ต่อซาตาน และจะให้คำพยานแด่พระองค์” หลังอธิษฐาน ผมก็นึกถึงพระวจนะของพระเจ้า “ด้วยเหตุนี้ ในระหว่างวันสุดท้ายเหล่านี้พวกเจ้าต้องเป็นคำพยานต่อพระเจ้า ไม่สำคัญว่าความทุกข์ของเจ้าจะมากมายเพียงใด เจ้าควรต้องเดินไปจนถึงวาระสิ้นสุด และแม้กระทั่งถึงลมหายใจสุดท้ายของพวกเจ้า พวกเจ้ายังคงต้องสัตย์ซื่อต่อพระเจ้าและนบนอบต่อการจัดการเตรียมการของพระเจ้า การนี้เท่านั้นคือการรักพระเจ้าอย่างแท้จริง และการนี้เท่านั้นคือคำพยานที่หนักแน่นและดังกึกก้อง” (“เจ้าสามารถรู้จักความน่ารักของพระเจ้าได้โดยการรับประสบการณ์กับบททดสอบอันเจ็บปวดเท่านั้น” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) ผมได้เห็นว่าพระเจ้าทรงหวังว่าเราจะเป็นคำพยานผ่านความยากลำบากและบททดสอบ ธรรมิกชนและผู้เผยพระวจนะได้แบ่งปันข่าวประเสริฐมาตลอดหลายยุค บ้างตายด้วยดาบ บ้างถูกปาหินจนตาย เมื่อเผชิญความทุกข์ยาก การข่มเหง ก็ถวายชีวิตตนและเป็นพยานที่ดังกึกก้อง ผมได้ชื่นชมการให้น้ำและการหล่อเลี้ยงของพระวจนะมามาก ได้รับจากพระเจ้ามากมายเหลือเกิน ผมจึงรู้ว่าควรทำตามตัวอย่างของพวกเขา ไม่ว่าผีพวกนั้นจะทรมานและทำร้ายผมยังไง ผมก็ต้องเป็นพยานและทำให้พระเจ้าพอพระทัยแม้ในลมหายใจสุดท้าย

พวกเขาทรมานผมต่อไป แต่ไม่ว่าจะทำอะไรผมก็ไม่ยอมพูด พวกเขาทุบตีผมหนักมือขึ้นเรื่อยๆ จนทุกที่ในร่างกายผมทุกข์ทรมาน ผมร้องเสียงดัง แน่นิ่งอยู่บนพื้น ผู้กองหมดแรงและเหนื่อยหอบ พูดว่า “ถ้าโหยหวนต่อไปล่ะก็จบแน่! ถึงเราจะทุบตีพวกผู้เชื่อจนตาย ก็ไม่มีใครสนหรอก จะยอมพูดได้หรือยัง?” ผมไม่พูดสักแอะ เขาคว้ากระบองยางมาแล้วตีหัวผมแรงมาก สามสี่ครั้ง ผมร้องด้วยความเจ็บปวดและหมดสติไป ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเท่าไหร่ ก่อนที่พวกเขาจะราดน้ำเย็นใส่หัวผม แล้วผมก็รู้สึกตัว เจ้าหน้าที่สองคนลากผมไปที่ม้านั่ง ใส่กุญแจมือผมไว้กับขาม้านั่งด้วยกุญแจมือหนาม แล้วออกจากห้องไป ผมคิดถึงพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่ง “พวกเจ้าเกลียดชังพญานาคใหญ่สีแดงอย่างแท้จริงหรือไม่? พวกเจ้าเกลียดชังมันอย่างจริงใจโดยแท้หรือไม่? เหตุใดเราจึงถามพวกเจ้าหลายครั้งเหลือเกิน? เหตุใดเราจึงถามคำถามนี้กับพวกเจ้าต่อไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า? มีภาพลักษณ์เช่นไรของพญานาคใหญ่สีแดงในหัวใจของพวกเจ้าหรือ? มันถูกลบออกไปแล้วจริงหรือ? แท้จริงแล้วพวกเจ้าไม่ได้คำนึงถึงมันว่าเป็นบิดาของพวกเจ้าหรอกหรือ?” (“บทที่ 28” ของ พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) ผมไม่เคยเข้าใจแก่นแท้ของพรรคคอมมิวนิสต์มาก่อน หลงเชื่อภาพลักษณ์เทียมเท็จ คิดว่าตำรวจต้องรับใช้ประชาชน ว่ามีด้านดี แต่หลังได้ประสบกับความทารุณและการกดขี่ด้วยตัวเอง ก็ได้เห็นว่าพรรคเป็นเพียงฝูงผีเยี่ยงซาตาน เกลียดชังและต่อสู้กับพระเจ้า เป็นศัตรูที่ขมขื่นต่อพระเจ้า ต่อประชากรที่ทรงเลือกสรร ผมเริ่มดูหมิ่นสัตว์ประหลาดพวกนั้นอย่างแท้จริง ยิ่งกดขี่ข่มเหงผมมากเท่าไร ผมก็ยิ่งปฏิเสธและหันหลังให้ ผมตั้งใจจะเป็นพยานและทำให้ซาตานอับอาย

เวลาประมาณบ่าย 3 เจ้าหน้าที่สี่คนเมาเหล้ากลับเข้ามา และผู้กองพูดอย่างยอมจำนนว่า “ไม่รู้จริงๆ ว่าจะทำยังไงกับพวกผู้เชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ทุกคนถูกดึงดูดเข้าหาหนังสือนั่น พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์ บ้าบอคอแตก” ได้เห็นว่าซาตานอับอายแล้ว ผมขอบคุณพระเจ้าซ้ำไปซ้ำมา อีก 2 ชั่วโมงต่อมา ประมาณ 5 โมง พวกเขาเห็นว่าผมยังไม่ยอมพูด เลยพาผมไปที่สถานกักกัน

ตอนที่ไปถึง เจ้าหน้าที่ถอดกุญแจมือให้ผม ข้อมือผมมีเลือดซึมเป็นรอยกุญแจมือ เนื้อหนังเสียรูป หัวหน้าสถานกักกันพูดกับผู้ต้องขังคนอื่น “ดูแลเด็กใหม่ดีๆ นะ เขาเชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์” จากนั้น เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ก็พาผมเข้าห้องขัง หัวหน้าผู้ต้องขังพูดว่า “อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้มัน!” ทันใดนั้น ผู้ต้องขังสามคนก็เดินมา เริ่มเตะต่อยผม จนผมมองเห็นดาว ปวดร้าวมากเสียจนลุกแทบไม่ขึ้น พวกเขาบอกให้ผมถอดเสื้อผ้าออก แต่ข้อมือผมเจ็บมากจนถอดไม่ได้ พวกเขาสองคนเลยคว้าคอเสื้อยกตัวผมขึ้น แล้วฉีกเสื้อผ้าผมออก ผลักผมไปที่ลานเล็กๆ ข้างนอก พวกเขาสี่คนเริ่มสาดน้ำเย็นใส่ผม บางคนก็ขว้างถังน้ำใส่หน้าผมอย่างแรง ทำให้ผมสำลักและหายใจไม่ออก ตอนนั้นเป็นหน้าหนาว ผมจึงตัวสั่นเพราะความหนาวเย็น ทั้งตัวเป็นสีแดงสด พวกเขาสาดน้ำใส่และเยาะเย้ยว่า “คงสดชื่นกว่าอาบน้ำข้างในเยอะเลยสินะ?” ทุกคนในห้องขังหัวเราะกันใหญ่

ข้างในนั้น ผมได้ข้าวต้มหนึ่งชามทั้งเช้าเย็น และหมั่นโถขึ้นราที่บางครั้งยังนึ่งไม่สุกดี ห้องขังแค่ 100 ตารางฟุตมีนักโทษ 16 คน เราต้องกิน ดื่ม และปลดทุกข์ในนั้น ต้องขออนุญาตใช้ห้องน้ำกับหัวหน้าห้องขัง เขาให้ผมนอนตรงหน้าห้องน้ำพอดี ให้ขัดห้องน้ำหลังกินข้าวทันที แล้วเขาจะตรวจดูหลังจากที่ทำเสร็จ ถ้าเขาบอกว่าดีไม่พอ ผมก็ต้องขัดต่อไป ผมต้องตื่นตี 5 ทุกเช้าเพื่อท่องกฎของเรือนจำ ถ้าท่องผิดก็จะถูกทุบตีและสาปแช่ง ต้องผลิตฟอยล์ลามิเนต 500 แผ่นทุกวัน บางครั้งพวกเขาก็ให้ผมทำงานถึงเที่ยงคืน แล้วยืนยามอีกสองชั่วโมง เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์คอยจับผิดผม บอกว่าทำงานไม่เสร็จหรือเผลอหลับขณะยืนยาม แล้วก็พาผมไปทุบตีและตะโกนใส่ เช้าวันหนึ่งสัก 8 โมง เขาเรียกผมออกไป และผมก็กลัวมาก ไม่รู้ว่าครั้งนี้พวกเขาจะทำอะไรกับผม ผมเลยอธิษฐานต่อพระเจ้า “พระเจ้า ไม่ว่าเขาจะทุบตีหรือดุด่าอย่างไร ข้าพระองค์ก็จะไม่ก้มหัวให้เขา” เขาพาผมเข้าไปในห้องเล็กๆ ตบผมสองสามครั้งแล้วพูดว่า “พวกนับถือศาสนาน่ะ เราไม่ปล่อยให้กินอิ่มนอนหลับหรอก เราจะทรมานร่างกาย และทำลายวิญญาณ ดูว่าจะยังต้องการพระเจ้าอยู่ไหม!” ผมโกรธตอบกลับไป “ความเชื่อของผมไม่ผิดกฎหมาย ทำกับผมแบบนี้ทำไม?” เขาพูดว่า “ความเชื่อหมายถึงการต่อต้านพรรค แย่กว่าทำผิดกฎหมายอีก” เขาตบผมอีกและพูดว่า ให้ผมถอดรองเท้าออก และวางเท้าไว้บนม้านั่งคอนกรีต แล้วเขาก็เอาท่อนไม้ไผ่มา ยาวประมาณหนึ่งฟุต และเริ่มตีนิ้วเท้าและหลังเท้าผมแรงมาก ทั้งตีทั้งตะคอก “ยังเชื่อในพระเจ้าอยู่ไหม?” ผมพูด “ตีผมให้ตาย ผมก็ยังจะเชื่อ!” แล้ว ที่ผมทำได้คืออธิษฐานต่อพระเจ้าไม่หยุด ขอให้พระองค์ประทานความเชื่อและกำลัง และความตั้งใจเพื่อทนต่อความทุกข์ ถึงพวกเขาทุบตีผมจนตาย ผมก็ไม่ยอมจำนนต่อซาตาน เขาหยุดหลังจากที่เท้าผมบวมแดง แล้วพูดว่า “อึดดีนี่!” ผมขอบคุณพระเจ้าในใจ เป็นเพราะความเชื่อและกำลังที่พระองค์ประทาน รู้สึกได้ว่าพระเจ้าทรงอยู่ข้างๆ ทรงนำและทรงอารักขาผม แล้วผมก็มีความเชื่อที่จะพึ่งพาพระเจ้าผ่านสถานการณ์นั้นไป

เมื่อกลับห้องขัง พระวจนะของพระเจ้าก็ผุดขึ้นในใจ “ที่นี่ได้เป็นแผ่นดินแห่งความโสโครกมาเป็นเวลาหลายพันปีแล้ว มันสกปรกเหลือทน ความทุกข์ระทมดาษดื่น พวกผีวิ่งอาละวาดไปทั่วทุกแห่งหน ลวงล่อและหลอกลวง ตั้งข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูล[1] เหี้ยมโหดและชั่วช้า เหยียบย่ำเมืองผีนี้และทิ้งให้มันกลาดเกลื่อนไปด้วยศพ กลิ่นสาบสางของซากที่เสื่อมสลายปกคลุมแผ่นดินและตลบอบอวลในอากาศ และมันถูกพิทักษ์อย่างแน่นหนา[2] ผู้ใดจะสามารถมองเห็นพิภพเหนือโพ้นฟ้าได้?…เหล่าบรรพบุรุษแต่โบราณกาลหรือ? บรรดาผู้นำผู้เป็นที่รักหรือ? พวกเขาทั้งหมดต่อต้านพระเจ้า! การก้าวก่ายของพวกเขาได้ทำให้ทุกอย่างภายใต้ฟ้าสวรรค์อยู่ในสภาวะแห่งความมืดและความวุ่นวาย! เสรีภาพทางศาสนาหรือ? สิทธิและผลประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมายของพลเมืองทั้งหลายหรือ? สิ่งเหล่านั้นทั้งหมดเป็นเพทุบายเพื่อปิดบังบาป!” (“งานและการเข้าสู่ (8)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) พระวจนะของพระเจ้าถูกต้องที่สุด พรรคคอมมิวนิสต์บอกคนภายนอกว่าให้เสรีภาพทางศาสนา แต่ขณะเดียวกันก็ทำทารุณผู้เชื่อ มันอยากเห็นเราทุกคนถูกกำจัดออกไป พรรคนั่นแหละคือซาตาน มารที่เกลียดชังและต่อต้านพระเจ้า และคุกของพรรคก็คือนรกบนดิน! ผมทนทุกข์ทางร่างกาย แต่ก็ได้เห็นแก่นแท้ของพรรคจริงๆ ได้รับการหยั่งรู้ระหว่างสิ่งที่เป็นบวกและเป็นลบ อะไรชอบธรรม อะไรไม่ชอบธรรม ความดีและความชั่ว และเรียนรู้ที่จะพึ่งพา และมองไปที่พระเจ้า เพื่อได้รับความเชื่อและกำลัง หลังจากนั้น ทุกครั้งที่ถูกหนึ่งในพวกผีนั้นทำร้าย ผมจะเรียกหาพระเจ้าในใจ พระองค์จะประทานกำลังและความสามารถในการทนทุกข์มาให้ เพื่อให้ผมต้านทานการทดลองและความทารุณของซาตานได้ มีเพลงสรรเสริญพระวจนะพระเจ้าที่ทำให้ผมประทับใจ: “เจ้าต้องทนทุกข์กับความยากลำบากเพื่อความจริง เจ้าต้องมอบตัวเจ้าให้กับความจริง เจ้าต้องสู้ทนการดูหมิ่นเหยียดหยามเพื่อความจริง และเจ้าต้องก้าวผ่านความทุกข์มากขึ้นเพื่อที่จะได้รับความจริงมากขึ้น นี่คือสิ่งที่เจ้าควรทำ เจ้าต้องไม่โยนความจริงทิ้งไปเพื่อเห็นแก่ชีวิตครอบครัวอันสงบสุข และเจ้าจะต้องไม่สูญสิ้นศักดิ์ศรีและความซื่อสัตย์สุจริตของชีวิตเพื่อเห็นแก่ความชื่นชมยินดีชั่วครู่ชั่วยาม” (“เจ้าควรละทิ้งทั้งหมดเพื่อความจริง” ใน ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ) ตอนนั้น ผมจะฮัมเพลงกับตัวเองบ่อยๆ มันเป็นแรงบันดาลใจที่ดีมาก

เดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2003 พวกเขาพาผมไปสำนักงานความมั่นคงของเขต ฝากผมไว้กับตำรวจท้องที่ ที่พาผมขึ้นไปที่ห้องสอบสวนชั้นสอง ผมผอมแห้งมากจนยืนไม่มั่นคง เจ้าหน้าที่หน้าตาบูดบึ้ง เคาะกำปั้นกับหน้าผากผมแล้วพูดว่า “ไอ้ไม้แก่ดัดยาก ดื้อรั้นเกินไปแล้ว ถูกจับไปหนหนึ่งเพราะติดตามองค์พระเยซูเจ้า หลบหนีเป็นเดือนๆ ทั้งยังถูกปรับ ยังโดนไปไม่พออีกเหรอ? ตอนนี้หันมาเชื่อพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ คริสตจักรใหม่ของนายเป็นเป้าหมายใหญ่ระดับชาติ ไม่รู้หรือไง?” หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ก็ดึงเชือกลงมาจากกำแพง พวกเขาสองคนบิดแขนผมไปข้างหลัง เอาเชือกพันไหล่สองข้างลงมา และมัดแขนกับข้อมือไว้ด้วยกัน แล้วก็ดึงเชือก ผมรู้สึกเหมือนแขนหักครึ่ง ร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด พวกเขาพาผมไปที่ผนังแล้วแขวนไว้กับตะขอ เท้าผมแทบจะแตะพื้นไม่ถึง พวกเขามีรอยยิ้มชั่วร้ายบนหน้า ล็อคประตูแล้วก็ไป ทั้งร่างกายผมเจ็บปวด รู้สึกเหมือนแขนจะหลุดออกจากเบ้า กว่า 10 นาทีผ่านไป หน้าผากผมเหงื่อซึม ชุ่มเหงื่อไปหมดทั้งตัว ผมรีบทูลขอพระเจ้า ขอความตั้งใจที่จะทนต่อสิ่งนั้น โดยที่ไม่ยอมแพ้ซาตาน ผมคิดถึงพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่ง “บางทีพวกเจ้าทุกคนอาจจำคำพูดเหล่านี้ได้ กล่าวคือ ‘เพราะว่าความยากลำบากชั่วคราวและเล็กน้อยของเรา จะทำให้เรามีศักดิ์ศรีนิรันดร์มากมายอย่างไม่มีที่เปรียบ’ พวกเจ้าทุกคนเคยฟังคำพูดเหล่านี้มาก่อน แต่ไม่มีใครในพวกเจ้าที่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำพูดเหล่านี้เลย วันนี้พวกเจ้าตระหนักรู้อย่างลุ่มลึกในนัยสำคัญที่แท้จริงของคำพูดเหล่านี้แล้ว คำพูดเหล่านี้จะได้รับการทำให้ลุล่วงโดยพระเจ้าในระหว่างยุคสุดท้าย และจะได้รับการทำให้ลุล่วงในบรรดาผู้ที่ถูกข่มเหงอย่างทารุณโหดร้ายโดยพญานาคใหญ่สีแดงในแผ่นดินที่มันนอนขดกายอยู่ พญานาคใหญ่สีแดงข่มเหงพระเจ้าและเป็นศัตรูของพระเจ้า และฉะนั้น ในแผ่นดินนี้ เหล่าผู้เชื่อในพระเจ้าจึงตกอยู่ในการเหยียดหยามและการกดขี่ และผลที่ได้ก็คือคำพูดเหล่านี้จักได้รับการทำให้ลุล่วงในพวกเจ้า” (“พระราชกิจของพระเจ้าเรียบง่ายดังที่มนุษย์จินตนาการหรือ?” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) สิ่งนี้ชูใจและให้กำลังใจผมอย่างเหลือเชื่อ ความเชื่อของเราหมายความว่าเราจะต้องประสบกับความยากลำบากและการกดขี่ แต่ความทุกข์ทั้งหมดนั้นแค่ชั่วคราว ถ้ายืนหยัดเป็นพยานผ่านเรื่องทั้งหมดได้ ได้รับการเห็นชอบของพระเจ้า เช่นนั้นทุกอย่างก็มีความหมาย และคุ้มค่า ไม่แน่ใจว่าผ่านไปนานแค่ไหน ผมได้ยินเสียงเปิดประตูแบบเลือนลาง พวกเขาแก้มัดเอาผมลงมา แล้วผมก็นั่งไม่ขยับอยู่ที่พื้น แขนและไหล่เจ็บปวดแสนสาหัส มีรอยเลือดบนข้อมือและบนตัวตรงที่เชือกบาด ประมาณ 4 โมงเย็น พวกเขาเห็นว่าผมอยู่ในสภาวะเปราะบาง จึงปล่อยผมกลับบ้าน ด้วยกลัวผมตายในความดูแล

ต่อมาเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2003 ขณะกำลังจะไปทำงานในไร่ รถของสำนักงานความมั่นคงของเขตก็มาจอดหน้าบ้าน เจ้าหน้าที่สามคนลงจากรถ ลากผมขึ้นรถพวกเขา ใส่กุญแจมือ พาผมไปที่ทัณฑสถานของเขต บอกว่าให้ไปรอดำเนินการ หลังจากถูกขังอยู่สองสามสัปดาห์ พวกเขาตั้งข้อหาเผยแพร่ศาสนาโดยผิดกฎหมายและทำให้ระเบียบสังคมหยุดชะงัก ถูกตัดสินโทษให้รับการศึกษาใหม่โดยใช้แรงงาน 1 ปี 9 เดือน ในตอนนั้นผมคิดได้ว่า พวกเขาปล่อยให้ผมกลับบ้าน ก็เพื่อให้ฟื้นฟูกำลัง ไม่งั้นค่ายแรงงานจะไม่รับตัวไว้ ค่ายแรงงานอ้างว่าเวลาทำงานในวันปกติคือแปดชั่วโมง แต่ที่จริง เราต้องทำงานมากกว่า 14 ชั่วโมงต่อวัน พวกเขาให้งานเราเยอะไป เลยต้องทำงานจนตีหนึ่งหรือนานกว่านั้น และมีครั้งหนึ่ง ผมทำงานทั้งคืนแต่งานก็ยังไม่เสร็จ ผู้คุมให้เราท่องกฎของเรือนจำด้วย และเราจะถูกลงโทษให้ทำงานเพิ่มหรือยืนยาม ถ้าท่องผิด พวกเขาเข้มงวดกับผู้เชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เป็นพิเศษ ไม่ยอมให้เราคุยกัน ให้ผู้ต้องขังคนอื่นจับตาดูเรา เที่ยงวันหนึ่ง ผมพักเอนหลังพิงก้อนหิน น้องชายคนหนึ่งมานั่งลงข้างผม นักโทษคนหนึ่งเห็นเราและฟ้องผู้คุม ผู้คุมเรียกเราไปที่สำนักงานและพูดว่า “นายทำผิดกฎเรือนจำ ห้ามคุยเรื่องศาสนาที่นี่!” ผมตอบว่าเราไม่ได้คุยกันด้วยซ้ำ แล้วพวกเขาก็ตบหน้าเรา แล้วเอากระบองไฟฟ้ามาช็อตน้องชายคนนั้นทั่วหน้าอกและหลัง สุดท้ายพวกเขาเพิ่มโทษเราสี่เดือน ค.ศ.2005 ในที่สุดผมก็พ้นโทษและถูกปล่อยตัว

แล้ววันหนึ่งในเดือนสิงหาคม ค.ศ.2006 ตอนที่ชุมนุมกับสมาชิกคริสตจักรสองคนอายุ 70 กว่า ก็มีคนแจ้งความจับเรา ตำรวจพาเราไปที่สำนักงานความมั่นคงของเขตและแยกสอบปากคำ ในห้องสอบปากคำ ผมเห็นแววมุ่งร้ายบนใบหน้าพวกเจ้าหน้าที่ และเครื่องทรมานทุกชนิด กระบอกไฟฟ้า โซ่ เก้าอี้เสือ ผมคิดในใจ “คนพวกนี้ไร้ความปรานี ไร้มนุษยธรรม พวกเขาจะไม่หวั่นที่จะทำฉันพิการหรือฆ่าฉันด้วยอุปกรณ์พวกนี้เลย และฉันไม่รู้ว่าพวกเขาจะทรมานฉันยังไง” ผมรู้สึกค่อนข้างกลัว ตอนนั้นเอง สิ่งที่พระเจ้าตรัสไว้ก็ผุดขึ้นในใจ “ทีนี้ก็เป็นการง่ายมาก กล่าวคือ จงเฝ้ามองเราด้วยหัวใจของเจ้า และจิตวิญญาณของเจ้าจะเติบโตแข็งแกร่งในทันที เจ้าจะมีเส้นทางให้ปฏิบัติ และเราจะนำทางทุกย่างก้าวของเจ้า วจนะของเราจะถูกเปิดเผยแก่เจ้าตลอดเวลาและในทุกหนแห่ง ไม่สำคัญว่าที่ใดหรือเมื่อใด หรือไม่ว่าสภาพแวดล้อมจะส่งผลร้ายขนาดไหน เราจะทำให้เจ้ามองเห็นอย่างชัดเจน และหัวใจของเราจะถูกเปิดเผยแก่เจ้าหากเจ้ามองมาที่เราด้วยหัวใจของเจ้า ในลักษณะนี้เจ้าจะวิ่งล่องไปข้างหน้าตามถนนสายนี้ และไม่มีวันสูญเสียหนทางของเจ้า” (“บทที่ 13” ของ ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) ตำรวจจะดุร้ายแค่ไหนก็อยู่ในพระหัตถ์พระเจ้า พวกเขาทำอะไรผมไม่ได้ หากพระเจ้าไม่ทรงอนุญาต ผมรู้ว่าต้องวางใจในพระเจ้าเพื่อเป็นพยาน ผมกล่าวคำอธิษฐานนี้ต่อพระเจ้าในใจ: “พระเจ้า โปรดทรงดูแลหัวใจของข้าพระองค์เพื่อการทนทุกข์ทั้งปวง แม้จะตาย ข้าพระองค์ก็จะไม่ทรยศพระองค์หรือขายพี่น้องชายหญิง” หลังอธิษฐาน ผมรู้สึกสงบขึ้น และไม่กลัวมากนักแล้ว จากนั้น ผู้กองชี้มาที่ผมและพูดว่า “เพิ่งออกจากค่ายแรงงานไปไม่กี่วันก่อนนี่ เรียนรู้อะไรไม่ได้เลยจริงๆ! ดููเหมือนว่าจะเป็นผู้นำสินะ บอกมา ใครเป็นผู้นำลำดับสูงกว่านาย? ใครเก็บเงินทุนของคริสตจักร? เอาหนังสือพวกนั้นมาจากไหน?” ผมปฏิเสธว่าไม่รู้อะไร เจ้าหน้าที่เงื้อมือตบหน้าผมหลายครั้ง จนหน้าผมร้อนผ่าวด้วยความเจ็บปวด เลือดไหลออกจากปาก เจ้าหน้าที่อีกสองคนที่ขนาบข้างผมก็กำลังกระทืบเท้าผม ผมร้องไห้เพราะความเจ็บปวด เมื่อทนความเจ็บปวดไม่ไหวแล้วจริงๆ ผมจึงนั่งยองเพื่อให้มันบรรเทา ผมเรียกหาพระเจ้าไม่หยุด ขอให้พระองค์ประทานความเชื่อและกำลัง เพื่อยืนหยัดเป็นพยาน ในตอนนั้น ผมคิดถึงพระวจนะของพระเจ้า “บรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงอ้างถึงว่าเป็น ‘ผู้มีชัย’ คือบรรดาผู้ที่ยังคงสามารถยืนหยัดเป็นพยาน และคงไว้ซึ่งความมั่นใจและการอุทิศตนของพวกเขาต่อพระเจ้าเมื่ออยู่ภายใต้อิทธิพลของซาตานและในขณะที่ถูกล้อมโดยซาตาน นั่นคือ เมื่อพวกเขาพบว่าตนเองอยู่ท่ามกลางกำลังบังคับแห่งความมืด หากเจ้ายังคงสามารถรักษาหัวใจให้บริสุทธิ์เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และคงไว้ซึ่งความรักที่จริงแท้ของเจ้าต่อพระเจ้าไม่ว่าจะเกิดสิ่งใด เช่นนั้นแล้วเจ้าก็กำลังยืนหยัดเป็นพยานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และนี่คือสิ่งที่พระเจ้าอ้างอิงว่าเป็นดัง ‘ผู้มีชัย’” (“เจ้าควรธำรงไว้ซึ่งการอุทิศตนของเจ้าแด่พระเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) พระวจนะของพระเจ้าช่วยให้ผมเข้าใจ ว่าเมื่อซาตานเข้าจู่โจม การยืนหยัดเป็นพยานเพื่อทำให้มันอับอาย และไม่สูญเสียความเชื่อ คือหนทางเดียวที่จะเป็นผู้ชนะ บททดสอบและความยากลำบากพวกนี้ ทำให้ผมทนทุกข์และการทรมานทางกาย แต่ความรักและพระพรของพระเจ้าแอบซ่อนอยู่ในนั้น ทรงทำให้ความเชื่อผมเพียบพร้อม ผ่านสภาพแวดล้อมแบบนั้น ความคิดนี้หนุนความเชื่อและกำลังให้ผม ผมตั้งใจว่าต่อให้พวกเขาทรมานผมยังไง ผมก็จะไม่ยอมแพ้ต่อซาตาน แต่จะให้คำมั่นว่าจะเป็นพยานให้กับพระเจ้า หลังจากที่ลงนั่งยอง เจ้าหน้าที่ก็คว้าคอเสื้อผมและฉุดผมขึ้น แล้วก็กระหน่ำเตะต่อยผมไม่ยั้ง พวกเขาเตะหน้าแข้งผมแรงมาก จนผมร้องเจ็บปวดและล้มลง ขยับไม่ได้ พวกเขาหอบ เหนื่อยจากการทุบตีผมแบบนั้น ผู้กองเตะเข้าที่ขาผมและพูดว่า “ต่อให้จะทำด้วยเหล็ก ฉันจะก็ทำให้ปากนั่นเปิดให้ได้วันนี้ มา เก้าอี้เสือรอแกอยู่!” เจ้าหน้าที่สองคนดึงผมไปที่เก้าอี้เสือ วางมือแต่ละข้างลงในร่อง แล้วรัดข้อมือผมไว้ด้วยห่วงเหล็ก พวกเขารัดห่วงไว้ที่ข้อเท้าแต่ละข้างด้วย แล้วดึงเท้าแต่ละข้างไปข้างหลัง ให้หน้าเท้าแต่ละข้างแตะพื้น รู้สึกเหมือนมีบางอย่างสัมผัสข้อเท้าผม เป็นความรู้สึกที่แปลกจนอธิบายไม่ได้ มันเลวร้ายมาก ผ่านไปครึ่งชั่วโมง ผมเจ็บและชาไปทั้งตัว รู้สึกเหมือนกระดูกและเนื้อหนังถูกดึงออกจากกัน ก่อนจะครบหนึ่งชั่วโมง ผมรู้สึกว่าทนไม่ไหวแล้วจริงๆ ผมเหงื่อแตกท่วม และทูลขอพระเจ้าไม่หยุด จากนั้น ผู้กองก็จิกเส้นผมที่ขมับผมและพูดว่า “ลองคิดดูไหม? แค่คุยกับเรา แล้วจะให้กลับบ้านไปหาครอบครัว ไม่งั้นก็เอาไปอย่างน้อย 3-5 ปี” ผมอดสงสัยไม่ได้ว่าจะทนได้ยังไงถ้าต้องรับโทษ 4 ปี แค่คิดว่าจะโดนทรมานแบบนั้นก็น่ากลัวมากแล้ว จากนั้น ผมนึกถึงพระวจนะที่ให้ความรู้แจ้งจริงๆ “เจ้าต้องการเนื้อหนัง หรือเจ้าต้องการความจริง? เจ้าต้องการการพิพากษาหรือการชูใจ? เมื่อผ่านประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้ามามากมายแล้ว และเมื่อได้มองดูความบริสุทธิ์และความชอบธรรมของพระเจ้าแล้ว เจ้าควรไล่ตามเสาะหาอย่างไร? เจ้าควรเดินไปตามเส้นทางนี้อย่างไร? เจ้าควรนำความรักที่เจ้ามีต่อพระเจ้ามาปฏิบัติอย่างไร?” (“ประสบการณ์ของเปโตร: ความรู้ของเขาเกี่ยวกับการตีสอนและการพิพากษา” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) สิ่งนี้ย้ำเตือนว่าทางเดียวที่จะได้รับความจริงคือสู้ทนความยากลำบากและความทุกข์ ผมสนใจเนื้อหนังมากเกินไป ไม่อยากจ่ายราคาแบบนั้น แล้วผมจะได้รับความจริงและถูกช่วยให้รอดได้ยังไง? ผมยังคิดถึงการที่ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ถึงสองครั้งเพื่อช่วยเรา มวลมนุษย์ที่เสื่อมทราม ทรงสู้ทนการเหยียดหยามและความเจ็บปวดทุกชนิด ความรักที่พระเจ้าทรงมีต่อเราช่างยิ่งใหญ่จริงๆ! ความทุกข์เพียงเล็กน้อยนั้นไม่เท่าไหร่เลย ผมต้องไม่ทำร้ายพระทัยพระเจ้าต่อไป แต่ต้องยืนหยัดเป็นพยานและชูพระทัยพระองค์ ผมอธิษฐานในใจ “พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์! ข้าพระองค์ไม่อยากเชิดชูเนื้อหนังอีกต่อไป ไม่ว่าซาตานจะทรมานข้าพระองค์อย่างไร ไม่ว่าจะทนทุกข์อย่างไร ข้าพระองค์ก็จะไม่ยอมแพ้ต่อมัน ตราบที่มีลมหายใจอยู่ ขอสาบานว่าจะเป็นพยานและทำให้ซาตานอับอาย!” หลังอธิษฐาน ผมรู้สึกมีความเชื่อมากขึ้น และไม่รู้สึกทุกข์ระทมอีกด้วย ผมรู้ว่าพระเจ้ากำลังประทานกำลังมาให้ และรู้สึกว่าพระเจ้าทรงห่วงใย ทรงอารักขาอยู่ข้างกาย ผมขอบคุณพระเจ้าในใจครั้งแล้วครั้งเล่า ตำรวจทรมานผมหกชั่วโมงรวด และตบผมนับครั้งไม่ถ้วน แต่ผมไม่ยอมพวกเขา จากนั้น พวกเขาก็ใช้อุบายใหม่ ตอนใกล้ค่ำ พวกเขาพาพี่ชายและพี่สาวสูงวัยที่ถูกจับพร้อมผมเข้าไปในห้องสอบสวน เจ้าหน้าที่คนหนึ่งตบผมสองครั้งและพูดว่า “นายยังไม่พูด แต่พวกเขาพูดแล้ว บอกว่านายเป็นผู้นำคริสตจักร” ผมมองพวกเขาทั้งสองคน เห็นพวกเขาจ้องเจ้าหน้าที่เขม็งด้วยความโกรธ มีรอยเลือดที่ปากและจมูก ผมบอกได้จากการแสดงออกนั้นว่าเจ้าหน้าที่โกหกโดยไม่ต้องสงสัย ทำให้เจ็บแค้นใจมาก สัตว์ประหลาดพวกนั้นถึงกับไม่ปล่อยคนสูงอายุไป ผมเกลียดพวกมันไปทุกอณูขุมขน

หลังจากค่ำแล้ว พวกเขาพาเราสามคนไปที่สถานกักกัน ผมถูกขังอยู่ที่นั่นสองเดือน แล้วพวกเขาก็พาผมไปทัณฑสถาน หลังผ่านไป 20 วัน ตำรวจมอบคำตัดสินให้ผมลงชื่อ พวกเขาตั้งข้อหา ชุมนุมโดยผิดกฎหมายทำให้ระเบียบสังคมหยุดชะงัก และโค่นล้มอำนาจรัฐ ผมถูกตัดสินโทษให้รับการศึกษาใหม่โดยใช้แรงงาน 1 ปี 9 เดือน ผมโกรธจัดและพูดกับพวกเขาว่า “เราแค่ชุมนุมกันและอ่านพระวจนะพระเจ้า ไม่ได้ทำให้ระเบียบสังคมหยุดชะงักแม้แต่น้อย รัฐบาลกำลังปั้นน้ำเป็นตัว บิดเบือนความจริง และตั้งข้อกล่าวหาปลอมๆ กับเรา ผมไม่เซ็น!” เจ้าหน้าที่กัดฟันด้วยความโกรธและตอบกลับ “จะพูดอะไรก็ไม่มีใครสนหรอก! คิดว่าไม่เซ็นแล้วไม่ต้องรับโทษเหรอ? ก็โดนลงโทษเหมือนเดิมนั่นแหละ ได้ไปค่ายแรงงานแน่” เช้าวันรุ่งขึ้น เจ้าหน้าที่สองคนใส่กุญแจมือผม ลากขึ้นรถเกี่ยวข้าว ขับพาไปค่ายแรงงาน ระหว่างทางไปที่นั่น ผมอธิษฐานถึงพระเจ้าในใจ “พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ข้าพระองค์ไม่อยากใช้ชีวิตในค่ายแรงงานอีก ถูกเหยียดหยามถูกทรมาน แต่ก็พร้อมนบนอบต่อการจัดวางเรียบเรียง การจัดการเตรียมการ หากทรงประสงค์ให้กลับเข้าคุกเพื่อเป็นคำพยาน ข้าพระองค์ก็จะยอมรับโดยไม่พร่ำบ่น” หลังอธิษฐาน ผมรู้สึกดีขึ้นมาก และจากนั้นก็ได้เห็นกิจการของพระเจ้า ผมเริ่มรู้สึกหายใจไม่สะดวก เหมือนหายใจไม่ออก น้ำตาน้ำลายไหล น้ำมูกก็ไหลเยอะมาก พอไปถึงที่นั่น เจ้าหน้าที่รับตัวเห็นว่าผมผอมแห้งและตัวเหม็น ไอและถ่มน้ำลายตลอด เธอจึงพูดว่าผมไม่สบาย ป่วย และไม่มีทางทำงานได้ เธอปฏิเสธที่จะรับผม เจ้าหน้าที่ทั้งสองที่พาผมไปที่นั่นก็ขบกรามอย่างโกรธเคือง ไม่มีทางเลือกนอกจากพาผมกลับทัณฑสถาน 20 ต่อมา หลังจากที่ภรรยาผมหาคนค้ำประกันให้ได้และจ่าย 2,000 หยวนเป็นค่าอาหารค่ำและของขวัญ กับค่าปรับอีก 5,000 ผมก็รับโทษที่เหลือนอกคุกได้ พอกลับถึงบ้าน ครอบครัวเริ่มควบคุมผมมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเชื่อคำโกหกของพรรคคอมมิวนิสต์ ตำรวจก็เฝ้าดูผมทุกการเคลื่อนไหว ผมจำใจต้องออกจากพื้นที่ หางานทำพร้อมปฏิบัติหน้าที่ไปด้วย นั่นคือตอนที่แขนผมเริ่มมีปัญหา เจ็บทุกครั้งที่ยกอะไรเหนือหัว และยังคงมีอาการกระทบกระเทือนเล็กน้อย มีเสียงหึ่งๆ ในหัวตลอดเวลา เหมือนเสียงไฟฟ้า

ผมทนทุกข์ทางกายตลอดช่วงเวลาที่ยากลำบากนั้น แต่ก็ได้เห็นแก่นแท้ชั่วของพญานาคใหญ่สีแดงชัดเจน ได้เห็นว่ามีแต่พระเจ้าที่ทรงรักและช่วยเราให้รอดได้ ผมได้ประสบกับสิทธิอำนาจและอิทธิฤทธิ์ของพระวจนะด้วยตนเอง และความเชื่อในพระองค์ก็เติบโตขึ้นมาก ผมได้เห็นว่าที่จริงทรงใช้พญานาคใหญ่สีแดงเพื่อปรนนิบัติ ทำให้ความเชื่อและความรักของผมเพียบพร้อม นี่คือพระเจ้าทรงอวยพรให้ผม! ไม่ว่าถนนจะขรุขระแค่ไหน หรือต้องทนทุกข์เพียงใด ผมก็จะติดตามพระเจ้าจนถึงปลายทาง

เชิงอรรถ:

1. “ตั้งข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูล” อ้างอิงถึงวิธีการที่มารใช้เพื่อทำอันตรายผู้คน

2. “พิทักษ์อย่างแน่นหนา” บ่งบอกว่า วิธีการที่มารใช้ก่อความทุกข์ร้อนให้ผู้คนนั้นชั่วช้าเป็นพิเศษ และควบคุมผู้คนมากเสียจนพวกเขาไม่มีที่ให้ขยับ

ปี 2022 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

รายงานที่ให้ผลคุ้มค่า

โดย ติง ลี่, สหรัฐอเมริกา มันเป็นช่วงฤดูร้อนเมื่อสองปีก่อน ฉันได้ยินว่าพี่โจวที่เป็นผู้นำได้มอบหมายให้พี่หลี่เป็นสังฆนายกให้น้ำ...

ติดต่อเราผ่าน Messenger