พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน | “วิธีรู้จักพระอุปนิสัยของพระเจ้าและผลลัพธ์ที่พระราชกิจของพระองค์จะสัมฤทธิ์” | บทตัดตอน 18

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน | “วิธีรู้จักพระอุปนิสัยของพระเจ้าและผลลัพธ์ที่พระราชกิจของพระองค์จะสัมฤทธิ์” | บทตัดตอน 18

70 |วันที่ 11 เดือน 05 ปี 2021

จุดเริ่มต้นสำหรับการยำเกรงพระเจ้าคือการปฏิบัติต่อพระองค์เยี่ยงพระเจ้า

เมื่อไม่นานมานี้ มีบางคนตั้งคำถามว่า เพราะเหตุใดพวกเราจึงยังคงไม่สามารถเคารพพระองค์ได้ ทั้งๆ ที่พวกเรารู้จักพระเจ้ามากกว่าโยบ? ก่อนหน้านี้พวกเราได้แตะต้องเรื่องนี้นิดหน่อยแล้วใช่หรือไม่? พวกเราได้หารือถึงสาระสำคัญของคำถามนี้มาก่อนแล้วจริงๆ เช่นกัน ซึ่งก็คือข้อเท็จจริงที่ว่าแม้ว่าโยบไม่ได้รู้จักพระเจ้าในเวลานั้น เขาก็ยังคงปฏิบัติต่อพระองค์เยี่ยงพระเจ้า และคำนึงถึงพระองค์ว่าทรงเป็นองค์เจ้านายแห่งฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกและทุกสรรพสิ่ง โยบไม่ได้พิจารณาว่าพระเจ้าทรงเป็นศัตรู ตรงกันข้ามเขานมัสการพระองค์ในฐานะพระผู้สร้างแห่งทุกสรรพสิ่ง เหตุใดทุกวันนี้ผู้คนจึงต้านทานพระเจ้ามากเช่นนั้น? เหตุใดพวกเขาไร้ความสามารถที่จะเคารพพระองค์ได้? เหตุผลหนึ่งคือพวกเขาได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างลึกล้ำ และด้วยธรรมชาติเยี่ยงซาตานที่ฝังลึกอยู่ภายในเช่นนี้ พวกเขาจึงได้กลายเป็นศัตรูของพระเจ้าแล้ว ด้วยเหตุนี้ แม้ว่าพวกเขาจะเชื่อในพระเจ้าและยอมรับรู้พระเจ้า พวกเขาก็ยังคงสามารถต้านทานพระองค์และวางตัวเองอยู่ในฝ่ายตรงข้ามกับพระองค์ การนี้ถูกกำหนดพิจารณาโดยธรรมชาติของมนุษย์ เหตุผลอีกอย่างหนึ่งคือแม้ว่าพวกเขาจะเชื่อในพระเจ้า ผู้คนก็ไม่ปฏิบัติต่อพระองค์ในฐานะพระเจ้าจริงๆ แต่พวกเขากลับพิจารณาว่าพระองค์อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับมนุษยชาติ โดยคำนึงถึงว่าพระองค์ทรงเป็นศัตรูของพวกเขา และรู้สึกว่าพวกเขาไม่สามารถจะปรองดองกับพระเจ้าได้ มันเรียบง่ายอย่างนั้นเอง เรื่องนี้ไม่ได้ถูกนำขึ้นมาพูดคุยในการประชุมครั้งที่แล้วของพวกเราหรอกหรือ? ลองคิดดูว่า นั่นไม่ใช่เหตุผลหรือ? เจ้าอาจมีความรู้เล็กน้อยเกี่ยวกับพระเจ้า แต่ความรู้นี้ส่งผลอะไร? นี่ไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนกำลังพูดถึงกันหรอกหรือ? นี่ไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าได้ตรัสบอกเจ้าหรอกหรือ? เจ้าเพียงคุ้นเคยกับแง่มุมทางทฤษฎีและคำสอนของสิ่งนั้น—แต่เจ้าเคยได้ซาบซึ้งกับพระพักตร์แท้จริงของพระเจ้าหรือไม่? เจ้ามีความรู้เชิงอัตวิสัยหรือไม่? เจ้ามีความรู้และประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงหรือไม่? หากพระเจ้าไม่ได้ตรัสบอกเจ้าแล้ว เจ้าจะสามารถรู้ได้หรือไม่? ความรู้เชิงทฤษฎีของเจ้าไม่ได้เป็นตัวแทนของความรู้จริง กล่าวโดยย่อ ไม่สำคัญว่าเจ้าจะรู้มากเท่าใด หรือว่าเจ้าจะได้มารู้สิ่งนั้นอย่างไร จนกว่าเจ้าจะบรรลุความเข้าใจพระเจ้าจริงๆ พระองค์จะทรงเป็นศัตรูของเจ้า และจนกว่าเจ้าจะเริ่มปฏิบัติต่อพระเจ้าในฐานะพระเจ้าองค์หนึ่ง พระองค์ก็จะต่อต้านเจ้า เพราะเจ้าเป็นรูปจำแลงของซาตาน

เมื่อเจ้าอยู่ด้วยกันกับพระคริสต์บางทีเจ้าสามารถรับใช้พระองค์ด้วยอาหารสามมื้อต่อวัน หรืออาจจะรับใช้พระองค์ด้วยน้ำชาและช่วยดูแลสิ่งจำเป็นต่อชีวิตของพระองค์ เจ้าจะดูเหมือนว่าได้ปฏิบัติต่อพระคริสต์ในฐานะพระเจ้าแล้ว เมื่อใดก็ตามที่มีบางสิ่งเกิดขึ้น ทัศนคติของผู้คนจะวิ่งตรงกันข้ามกับทัศนคติของพระเจ้าเสมอ ผู้คนมักจะล้มเหลวในการเข้าใจและยอมรับทัศนคติของพระเจ้า แม้ว่าผู้คนอาจไปกันได้กับพระเจ้าในภายนอก แต่นี่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาเข้ากันได้กับพระองค์ ทันทีที่มีบางสิ่งเกิดขึ้น ความจริงของการไม่เชื่อฟังของมนุษยชาติก็โผล่ออกมา ด้วยเหตุนี้จึงเป็นการยืนยันความเป็นปรปักษ์ที่มีอยู่ระหว่างพวกมนุษย์กับพระเจ้า ความเป็นปรปักษ์นี้ไม่ได้เป็นความเป็นปรปักษ์ที่พระเจ้าทรงต่อต้านพวกมนุษย์หรือที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์เป็นปรปักษ์กับพวกเขา อีกทั้งไม่ใช่การที่พระองค์ทรงวางพวกเขาในฝ่ายตรงข้ามกับพระองค์เอง แล้วก็ทรงปฏิบัติต่อพวกเขาเช่นนั้น ตรงกันข้าม มันเป็นกรณีของแก่นแท้ที่ตรงกันข้ามนี้ต่อพระเจ้าซึ่งแอบแฝงอยู่ในความตั้งใจส่วนตัวของพวกมนุษย์และในจิตใต้สำนึกของพวกเขา เนื่องจากผู้คนคำนึงถึงทั้งหมดที่มาจากพระเจ้าว่าเป็นวัตถุสำหรับการวิจัยของพวกเขา การตอบโต้ของพวกเขาต่อสิ่งที่มาจากพระเจ้า และต่อทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับพระเจ้า เหนือสิ่งอื่นใด จึงเป็นการเดา การแคลงใจ แล้วก็เป็นการนำท่าทีที่ขัดแย้งและต่อต้านพระเจ้าไปใช้อย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นไม่นานพวกเขาก็นำอารมณ์ด้านลบเข้าสู่ข้อพิพาทหรือการแข่งขันกับพระเจ้า โดยไปไกลถึงขนาดที่แคลงใจแม้แต่การที่พระเจ้าเช่นนี้ทรงมีคุณค่าต่อการติดตามหรือไม่ แม้จะมีข้อเท็จจริงที่ว่าความมีเหตุผลของพวกเขาบอกพวกเขาว่าพวกเขาไม่ควรดำเนินการไปในลักษณะนี้ พวกเขาก็จะยังคงเลือกที่จะทำเช่นนั้นทั้งๆ ที่พวกเขาไม่ต้องการจะทำ จนถึงระดับที่พวกเขาจะทำต่อไปจนถึงที่สุดโดยไม่ลังเล ยกตัวอย่างเช่น อะไรคือปฏิกิริยาแรกที่ผู้คนบางคนมี เมื่อพวกเขาได้ยินข่าวลือหรือคำพูดใส่ร้ายป้ายสีเกี่ยวกับพระเจ้า? ปฏิกิริยาแรกของพวกเขาคือการสงสัยว่าข่าวลือเหล่านี้จริงหรือไม่ และว่าข่าวลือเหล่านี้มีอยู่หรือไม่ แล้วก็นำท่าทีรอดูไปก่อนมาใช้ จากนั้นพวกเขาก็เริ่มคิดว่า "ไม่มีทางที่จะยืนยันความถูกต้องของการนี้ สิ่งนั้นเกิดขึ้นจริงหรือ? ข่าวลือนี้จริงหรือไม่?" ถึงแม้ว่าผู้คนเช่นนี้ไม่แสดงให้เห็นที่ภายนอก แต่ในหัวใจพวกเขา พวกเขาได้เริ่มแคลงใจแล้ว และได้เริ่มปฏิเสธพระเจ้าแล้ว อะไรคือแก่นแท้ของท่าทีประเภทนี้และของทัศนคติเช่นนี้? ไม่ไช่การทรยศหรอกหรือ? จนกว่าพวกเขาจะเผชิญหน้ากับเรื่องนี้ เจ้าไม่สามารถมองเห็นได้ว่าอะไรคือทัศนคติของผู้คนเหล่านี้ ดูเหมือนว่าพวกเขาไม่ขัดแย้งกับพระเจ้า และดูราวกับว่าพวกเขาไม่คำนึงถึงว่าพระองค์ทรงเป็นศัตรู อย่างไรก็ตามทันทีที่พวกเขาเผชิญหน้ากับปัญหา พวกเขาก็ยืนอยู่กับซาตานและต่อต้านพระเจ้าโดยทันที สิ่งนี้บ่งบอกอะไรเล่า? มันบ่งบอกว่าพวกมนุษย์และพระเจ้าอยู่ฝ่ายตรงข้ามกัน! ไม่ใช่ว่าพระเจ้าทรงคำนึงถึงมนุษยชาติในฐานะศัตรู แต่ว่าแก่นแท้จริงๆ ของมนุษยชาตินั้นเป็นปรปักษ์ต่อพระเจ้า ไม่สำคัญว่าจะมีใครบางคนได้ติดตามพระองค์นานเพียงใด หรือพวกเขาได้จ่ายราคามากเพียงใด และโดยไม่คำนึงถึงวิธีที่พวกเขาสรรเสริญพระเจ้า วิธีที่พวกเขาอาจกันตัวเองจากการต้านทานพระองค์ และแม้แต่วิธีที่พวกเขารบเร้าตัวเองอย่างหนักหน่วงให้รักพระเจ้า แต่พวกเขาก็ไม่มีวันสามารถปฏิบัติต่อพระเจ้าเสมือนพระเจ้าองค์หนึ่งได้สำเร็จ การนี้ไม่ได้ถูกกำหนดพิจารณาโดยแก่นแท้ของผู้คนหรอกหรือ? หากเจ้าปฏิบัติต่อพระองค์ในฐานะพระเจ้า และเชื่ออย่างแท้จริงว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า เจ้าจะยังคงสามารถมีข้อแคลงใจใดๆ ต่อพระองค์ได้หรือไม่? หัวใจของเจ้าจะยังคงสามารถเก็บงำเครื่องหมายคำถามใดๆ เกี่ยวกับพระองค์ได้หรือไม่? ไม่สามารถอีกต่อไปใช่หรือไม่? แนวโน้มทั้งหลายของโลกนี้ช่างเลวร้ายนัก และเผ่าพันธุ์มนุษย์นี้ก็เป็นเช่นกัน ดังนั้นเจ้าจะไม่สามารถมีมโนคติที่หลงผิดใดๆ เกี่ยวกับแนวโน้มเหล่านั้นได้อย่างไร? เจ้าเองก็ชั่วร้ายยิ่งนัก ดังนั้นจึงเป็นไปได้อย่างไรที่เจ้าไม่มีมโนคติที่หลงผิดเกี่ยวกับเรื่องนั้น? และกระนั้นก็ตาม เพียงข่าวลือไม่กี่ข่าวและการใส่ร้ายป้ายสีบางอย่างก็สามารถก่อให้เกิดมโนคติที่หลงผิดมหาศาลเช่นนี้เกี่ยวกับพระเจ้า และนำไปสู่การที่เจ้าจินตนาการสิ่งทั้งหลายมากมายยิ่งนัก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าวุฒิภาวะของเจ้ายังไม่เป็นผู้ใหญ่อยู่เพียงใด! แค่ "เสียงหึ่งๆ" ของยุงไม่กี่ตัวและแมลงวันน่ารังเกียจไม่กี่ตัว—นั่นคือทั้งหมดที่ต้องใช้เพื่อหลอกลวงเจ้าใช่หรือไม่? นี่เป็นบุคคลประเภทไหนกันเล่า? เจ้ารู้หรือไม่ว่าพระเจ้าทรงคิดอะไรเกี่ยวกับผู้คนเหล่านี้? ท่าทีของพระเจ้านั้นจริงๆ แล้วชัดเจนมากเกี่ยวกับวิธีที่พระองค์ทรงปฏิบัติต่อพวกเขา นั่นเป็นเพียงว่าการทรงปฏิบัติของพระเจ้าต่อผู้คนเหล่านี้คือการทรงแสดงอาการเย็นชาต่อพวกเขา—ท่าทีของพระองค์คือการไม่ให้ความสนใจใดๆ ต่อพวกเขา และการไม่ถือจริงจังกับผู้คนที่ไม่รู้เท่าทันเหล่านี้ เหตุใดจึงเป็นอย่างนั้น? เป็นเพราะในพระทัยของพระเจ้า พระองค์ไม่เคยทรงวางแผนที่จะได้รับคนเหล่านั้นที่ได้ให้คำมั่นว่าจะเป็นปรปักษ์ต่อพระองค์จนถึงที่สุดและที่ไม่เคยวางแผนที่จะหาจนพบวิธีที่จะเข้ากันได้กับพระองค์ บางทีคำพูดเหล่านี้ที่เราได้พูดไปแล้วนั้น อาจทำร้ายผู้คนไม่กี่คน เอาละ พวกเจ้าเต็มใจที่จะให้เราทำร้ายพวกเจ้าเช่นนี้ตลอดเวลาหรือไม่? ไม่ว่าเจ้าจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราพูดคือความจริง! หากเราทำร้ายพวกเจ้าและตีแผ่แผลเป็นของพวกเจ้าเช่นนี้ตลอดเวลา มันจะส่งผลกระทบต่อพระฉายาอันสูงส่งของพระเจ้าที่เจ้าเก็บงำไว้ในหัวใจของพวกเจ้าหรือไม่? (มันจะไม่ส่งผลกระทบ) เราเห็นด้วยว่ามันจะไม่ส่งผลกระทบ เพราะแท้จริงแล้วไม่มีพระเจ้าในหัวใจของพวกเจ้า พระเจ้าผู้สูงส่งที่พำนักอยู่ในหัวใจของพวกเจ้า—พระเจ้าองค์ที่พวกเจ้าพิทักษ์และคุ้มครองปกป้องอย่างแข็งขัน—ไม่ใช่พระเจ้าจริงๆ ตรงกันข้ามเขาเป็นสิ่งที่กุขึ้นจากจินตนาการของมนุษย์ เขาไม่มีอยู่จริงอย่างแน่นอน ดังนั้นจึงเป็นการดีกว่าอย่างแน่แท้ที่เราตีแผ่คำตอบต่อปริศนานี้ การนี้ไม่ได้แผ่วางความจริงทั้งหมดหรอกหรือ? พระเจ้าที่แท้จริงไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์จินตนาการว่าพระองค์ทรงเป็น เราหวังว่าพวกเจ้าทั้งหมดสามารถเผชิญหน้ากับความเป็นจริงนี้ได้ และมันจะช่วยในความรู้เรื่องพระเจ้าของพวกเจ้า

ตัดตอนมาจาก พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ดูเพิ่ม

ปี 2021 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

แบ่งปัน

ยกเลิก