พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน | “ตรีเอกานุภาพมีอยู่จริงหรือไม่?” | บทตัดตอน 299

วันที่ 03 เดือน 01 ปี 2021

แผนการบริหารจัดการของพระเจ้ายืดขยายเป็นเวลาหกพันปีและถูกแบ่งออกเป็นสามยุคตามความแตกต่างในพระราชกิจของพระองค์ กล่าวคือ ยุคแรกคือยุคธรรมบัญญัติแห่งพันธสัญญาเดิม ยุคที่สองคือยุคพระคุณ และยุคที่สามคือยุคสุดท้าย—ยุคแห่งราชอาณาจักร ในแต่ละยุคนั้นเป็นตัวแทนของพระอัตลักษณ์ที่แตกต่างกัน นี่เป็นเพียงเพราะความแตกต่างในพระราชกิจเท่านั้น นั่นคือ ข้อพึงประสงค์ต่างๆ ของพระราชกิจ ช่วงระยะแรกของพระราชกิจในระหว่างยุคพระคุณนั้นได้รับการดำเนินการในอิสราเอล และช่วงระยะที่สองที่ประกอบด้วยพระราชกิจแห่งการไถ่นั้นได้รับการดำเนินการในแคว้นยูเดีย สำหรับพระราชกิจแห่งการไถ่นั้น พระเยซูได้ประสูติโดยผ่านทางการตั้งครรภ์โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์และทรงเป็นพระบุตรพระองค์เดียว ทั้งหมดนั้นเนื่องจากข้อพึงประสงค์ต่างๆ ของพระราชกิจนี้ ในยุคสุดท้ายนั้น พระเจ้าทรงปรารถนาที่จะขยายพระราชกิจของพระองค์เข้าไปในชนต่างชาติทั้งหลายและพิชิตผู้คนที่นั่น เพื่อที่พระนามของพระองค์จะได้ยิ่งใหญ่ในท่ามกลางพวกเขา พระองค์ทรงปรารถนาที่จะนำทางมนุษย์ในการทำความเข้าใจและการเข้าสู่ความจริงทั้งปวง พระราชกิจทั้งหมดนี้ดำเนินการโดยพระวิญญาณหนึ่งเดียว ถึงแม้ว่าพระองค์อาจทรงทำเช่นนั้นจากจุดยืนต่างๆ ที่แตกต่างกัน แต่ธรรมชาติและหลักการต่างๆ ของพระราชกิจนั้นยังคงเป็นอย่างเดียวกันอยู่ ทันทีที่เจ้าสังเกตหลักการทั้งหลายและธรรมชาติของพระราชกิจที่พวกพระองค์ได้ทรงดำเนินการ เมื่อนั้นเจ้าจะรู้ว่าทั้งหมดนั้นดำเนินการโดยพระวิญญาณหนึ่งเดียว แม้กระนั้นบางคนอาจยังคงกล่าวว่า "พระบิดาทรงเป็นพระบิดา พระบุตรทรงเป็นพระบุตร พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเป็นพระวิญญาณบริสุทธิ์ และในที่สุด พวกพระองค์จะทรงประกอบขึ้นเป็นหนึ่งเดียว" เช่นนั้นแล้ว เจ้าจะทำให้พวกพระองค์เป็นหนึ่งเดียวอย่างไร? พระบิดาและพระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงสามารถประกอบขึ้นเป็นหนึ่งเดียวได้อย่างไร? หากโดยเนื้อแท้ภายในแล้วพวกพระองค์ทรงเป็นสอง เช่นนั้นแล้ว ไม่สำคัญว่าพวกพระองค์จะเชื่อมเข้าด้วยกันอย่างไร พวกพระองค์จะไม่ทรงยังคงเป็นสองพระภาคอยู่หรอกหรือ? เมื่อเจ้าพูดถึงการทำให้พวกพระองค์เป็นหนึ่ง นั่นมิใช่เป็นเพียงการเชื่อมสองพระภาคที่แยกต่างหากเพื่อทำให้รวมเป็นหนึ่งเดียวหรอกหรือ? แต่พวกพระองค์มิใช่ทรงเป็นสองพระภาคก่อนที่จะถูกทำให้รวมเป็นหนึ่งหรอกหรือ? แต่ละพระวิญญาณทรงมีเนื้อแท้ที่แตกต่างกันชัดเจน และสองพระวิญญาณไม่สามารถประกอบขึ้นเป็นหนึ่งเดียวได้ พระวิญญาณมิใช่วัตถุที่เป็นรูปธรรมและไม่ทรงเป็นเหมือนกับสิ่งอื่นใดในโลกทางวัตถุ ตามที่มนุษย์มองเห็นนั้น พระบิดาทรงเป็นพระวิญญาณหนึ่ง พระบุตรอีกหนึ่ง และพระวิญญาณบริสุทธิ์ยังอีกหนึ่ง เช่นนั้นแล้ว พระวิญญาณทั้งสามผสมกันเหมือนกับน้ำสามแก้วมารวมอยู่ในแก้วเดียว เช่นนั้นแล้วนั่นมิใช่สามประกอบเป็นหนึ่งหรอกหรือ? นี่เป็นคำอธิบายที่ผิดพลาดล้วนๆ! นี่มิใช่การแบ่งแยกพระเจ้าหรอกหรือ? พระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ ทั้งหมดนั้นจะทรงประกอบขึ้นเป็นหนึ่งได้อย่างไร? พวกพระองค์มิใช่ทรงเป็นสามพระภาคที่แต่ละพระภาคทรงมีธรรมชาติที่แตกต่างกันหรอกหรือ? ยังคงมีบรรดาผู้ที่กล่าวว่า "พระเจ้ามิได้ทรงระบุไว้อย่างเปิดเผยว่าพระเยซูทรงเป็นพระบุตรผู้เป็นที่รักของพระองค์หรอกหรือ?" พระเยซูทรงเป็นพระบุตรผู้เป็นที่รักของพระเจ้า ผู้ซึ่งพระองค์ทรงโปรดปรานยิ่ง—การนี้ได้ถูกตรัสไว้โดยพระเจ้าพระองค์เองอย่างแน่นอน นั่นคือการที่พระเจ้าทรงเป็นพยานต่อพระองค์เอง แต่เพียงจากมุมมองที่แตกต่างกัน ที่เป็นมุมมองของพระวิญญาณในฟ้าสวรรค์ที่ทรงเป็นพยานต่อการจุติเป็นมนุษย์ของพระองค์เอง พระเยซูทรงเป็นการจุติเป็นมนุษย์ของพระองค์ มิใช่พระบุตรของพระองค์ในสวรรค์ เจ้าเข้าใจหรือไม่? พระวจนะของพระเยซูที่ว่า "เราอยู่ในพระบิดาและพระบิดาทรงอยู่ในเรา" บ่งบอกว่าพวกพระองค์ทรงเป็นพระวิญญาณหนึ่งเดียวมิใช่หรือ? และนั่นมิใช่เป็นเพราะการจุติเป็นมนุษย์หรอกหรือที่พวกพระองค์ได้ถูกแยกออกระหว่างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก? ในความเป็นจริงแล้ว พวกพระองค์ยังคงทรงเป็นหนึ่ง ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม นั่นเป็นเพียงการที่พระเจ้าทรงเป็นพยานต่อพระองค์เอง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของยุคต่างๆ ข้อพึงประสงค์ต่างๆ ของพระราชกิจ และช่วงระยะที่แตกต่างกันของแผนการบริหารจัดการของพระองค์ พระนามที่มนุษย์ใช้เรียกพระองค์จึงแตกต่างกันไปด้วย เมื่อครั้งที่พระองค์เสด็จมาดำเนินพระราชกิจช่วงระยะแรกนั้น พระองค์สามารถได้รับการเรียกขานว่าพระยาห์เวห์ ผู้ทรงเลี้ยงดูชาวอิสราเอลเท่านั้น ในช่วงระยะที่สอง พระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์สามารถได้รับการเรียกขานว่าองค์พระผู้เป็นเจ้า และพระคริสต์เท่านั้น แต่ ณ เวลานั้น พระวิญญาณในฟ้าสวรรค์ทรงระบุแต่เพียงว่าพระองค์ทรงเป็นพระบุตรผู้เป็นที่รักของพระเจ้าเท่านั้น และมิได้ทรงกล่าวถึงการที่พระองค์ทรงเป็นพระบุตรเพียงพระองค์เดียวของพระผู้เป็นเจ้าแต่อย่างใด การนี้แค่ไม่เคยเกิดขึ้น พระเจ้าจะทรงมีบุตรเพียงพระองค์เดียวได้อย่างไร? เช่นนั้นแล้ว พระเจ้าจะมิได้ทรงบังเกิดมาเป็นมนุษย์แล้วหรอกหรือ? เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นการจุติเป็นมนุษย์ พระองค์ทรงได้รับการเรียกขานว่าพระบุตรผู้ทรงเป็นที่รักของพระเจ้า และจากการนี้เองจึงเป็นที่มาของสัมพันธภาพระหว่างพระบิดาและพระบุตร เป็นเพียงเพราะการแยกจากกันระหว่างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก พระเยซูได้ทรงอธิษฐานจากมุมมองของมนุษย์ ในเมื่อพระองค์ได้ทรงสวมใส่เนื้อหนังที่มีสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติเช่นนั้น พระองค์จึงได้ตรัสจากมุมมองของเนื้อหนังว่า "เปลือกนอกของเราเป็นเปลือกนอกของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหนึ่ง เนื่องจากเราได้สวมเนื้อหนังในการมายังแผ่นดินโลกนี้ บัดนี้เราอยู่ห่างไกลแสนไกลจากฟ้าสวรรค์" ด้วยเหตุผลนี้เอง พระองค์จึงทรงสามารถเพียงแค่อธิษฐานต่อพระเจ้าพระบิดาจากมุมมองของมนุษย์เท่านั้น นี่คือหน้าที่ของพระองค์ และนั่นคือหน้าที่ซึ่งพระวิญญาณซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์ของพระเจ้าทรงพึงมีอยู่กับพระองค์ มิอาจได้กล่าวว่าพระองค์มิได้ทรงเป็นพระเจ้าเพียงเพราะพระองค์ได้ทรงอธิษฐานต่อพระบิดาจากมุมมองของมนุษย์ ถึงแม้ว่าพระองค์จะทรงได้รับการเรียกขานว่าพระบุตรผู้เป็นที่รักของพระเจ้า แต่พระองค์ก็ยังคงทรงเป็นพระเจ้าพระองค์เองอยู่ เพราะพระองค์ทรงเป็นแต่เพียงการจุติเป็นมนุษย์ของพระวิญญาณ และเนื้อแท้ของพระองค์ยังคงทรงเป็นพระวิญญาณอยู่ ผู้คนฉงนใจว่าเหตุใดพระองค์จึงได้ทรงอธิษฐานหากพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าพระองค์เอง การนี้เป็นเพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์ พระเจ้าซึ่งทรงดำรงพระชนม์ชีพภายในเนื้อหนัง และมิใช่พระวิญญาณในฟ้าสวรรค์ ดังเช่นที่มนุษย์มองเห็นนั้น พระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ล้วนทรงเป็นพระเจ้า มีเพียงการที่ทั้งสามภาคนี้ประกอบขึ้นเป็นหนึ่งเท่านั้นจึงจะสามารถถือว่าเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้หนึ่งเดียวได้ และในหนทางนี้ ฤทธานุภาพของพระองค์จึงยิ่งใหญ่เป็นพิเศษ ยังคงมีบรรดาผู้ซึ่งกล่าวว่า ในหนทางนี้เท่านั้นที่พระองค์ทรงเป็นพระวิญญาณเพิ่มกำลังขึ้นเจ็ดเท่า เมื่อพระบุตรได้ทรงอธิษฐานหลังจากการเสด็จมาถึงของพระองค์นั้น พระองค์ทรงอธิษฐานต่อพระวิญญาณนั่นเอง ในความเป็นจริง พระองค์ทรงกำลังอธิษฐานจากมุมมองของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหนึ่ง เนื่องจากเนื้อหนังไม่ใช่ทั้งหมด พระองค์จึงมิได้ทรงเป็นทั้งหมด และทรงมีจุดอ่อนมากมายเมื่อครั้งที่พระองค์ได้เสด็จมาบังเกิดเป็นมนุษย์ และพระองค์ได้ทรงประสบปัญหามากมายขณะที่พระองค์ทรงดำเนินพระราชกิจของพระองค์ในเนื้อหนัง นั่นคือเหตุผลที่พระองค์ได้ทรงอธิษฐานต่อพระเจ้าพระบิดาสามครั้งก่อนการตรึงกางเขนของพระองค์ รวมถึงหลายครั้งก่อนหน้านั้นอีกด้วย พระองค์ได้ทรงอธิษฐานท่ามกลางบรรดาสาวกของพระองค์ พระองค์ได้ทรงอธิษฐานตามลำพังบนภูเขา พระองค์ได้ทรงอธิษฐานขณะอยู่บนเรือประมง พระองค์ได้ทรงอธิษฐานท่ามกลางกลุ่มผู้คนมากมาย พระองค์ได้ทรงอธิษฐานขณะทรงกำลังหักขนมปัง และพระองค์ได้ทรงอธิษฐานขณะทรงกำลังอวยพระพรแก่ผู้อื่น เหตุใดพระองค์จึงได้ทรงทำเช่นนั้น? พระองค์ทรงอธิษฐานต่อพระวิญญาณนั่นเอง พระองค์ทรงกำลังอธิษฐานต่อพระวิญญาณ ต่อพระเจ้าในฟ้าสวรรค์ จากมุมมองของมนุษย์ เพราะฉะนั้น พระเยซูจึงได้ทรงกลายเป็นพระบุตรในพระราชกิจช่วงระยะนั้นจากจุดยืนของมนุษย์ อย่างไรก็ตาม ในช่วงระยะนี้ พระองค์มิได้ทรงอธิษฐาน เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้? การนี้เป็นเพราะสิ่งที่พระองค์ทรงถ่ายทอดออกไปคือพระราชกิจแห่งพระวจนะ และการพิพากษาและการตีสอนแห่งพระวจนะ พระองค์ไม่ทรงมีความจำเป็นต่อคำอธิษฐาน และพันธกิจของพระองค์คือการตรัส พระองค์ไม่ทรงถูกนำขึ้นไปบนกางเขน และพระองค์ไม่ทรงถูกมนุษย์ทำให้หันกลับไปหาบรรดาผู้ที่อยู่ในอำนาจ พระองค์เพียงทรงดำเนินพระราชกิจของพระองค์ ในเวลาที่พระเยซูได้ทรงอธิษฐานนั้น พระองค์ได้ทรงกำลังอธิษฐานต่อพระเจ้าพระบิดาเพื่อการเคลื่อนลงมาของอาณาจักรสวรรค์ เพื่อให้สำเร็จตามน้ำพระทัยของพระบิดา และเพื่อให้พระราชกิจนั้นมาถึง ในช่วงระยะนี้ อาณาจักรสวรรค์ได้เคลื่อนลงมาแล้ว ดังนั้น พระองค์ยังคงทรงจำเป็นต้องอธิษฐานอยู่กระนั้นหรือ? พระราชกิจของพระองค์คือการนำยุคนี้ไปสู่บทอวสาน และจะไม่มียุคใหม่ใดๆ อีกแล้ว ดังนั้น มีความจำเป็นที่จะต้องอธิษฐานเพื่อช่วงระยะต่อไปกระนั้นหรือ? เราเกรงว่าจะไม่มี!

มีความขัดแย้งต่างๆ มากมายในคำอธิบายของมนุษย์ แท้จริงแล้ว ทั้งหมดเหล่านี้คือมโนคติอันหลงผิดทั้งหลายของมนุษย์ หากไม่มีการพินิจพิจารณาเพิ่มเติม พวกเจ้าทั้งหมดก็คงจะเชื่อว่ามโนคติอันหลงผิดเหล่านั้นถูกต้อง เจ้าไม่รู้หรอกหรือว่าแนวคิดเกี่ยวกับพระเจ้าทรงเป็นตรีเอกานุภาพนี้เป็นแต่เพียงมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์? ไม่มีความรู้ใดของมนุษย์ที่ครบและถี่ถ้วน มีความไม่บริสุทธิ์อยู่เสมอ และมนุษย์ก็มีแนวคิดต่างๆ มากมายด้วยเช่นกัน นี่แสดงให้เห็นว่าสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหนึ่งแค่ไม่สามารถอธิบายพระราชกิจของพระเจ้าได้ มีหลายสิ่งหลายอย่างมากเกินไปในจิตใจของมนุษย์ ทั้งหมดล้วนมาจากตรรกะและความคิดที่ขัดแย้งกับความจริง ตรรกะของเจ้าสามารถชำแหละพระราชกิจของพระเจ้าอย่างละเอียดถี่ถ้วนได้หรือไม่? เจ้าสามารถได้รับความรู้ความเข้าใจเชิงลึกในพระราชกิจทั้งหมดของพระยาห์เวห์หรือไม่? เจ้าในฐานะมนุษย์คนหนึ่งคือผู้ที่สามารถมองทะลุมันทั้งหมดนั้นได้ หรือว่าพระเจ้าพระองค์เองที่ทรงสามารถมองเห็นตั้งแต่นิรันดร์กาลถึงนิรันดร์กาลกันเล่า? เจ้านั่นหรือคือผู้ที่สามารถมองเห็นตั้งแต่นิรันดร์กาลนานมาแล้วถึงนิรันดร์กาลที่จะมา หรือว่าคือพระเจ้าผู้ที่ทรงสามารถทำเช่นนั้นได้กันเล่า? เจ้าจะพูดว่าอย่างไร? เจ้าคู่ควรเพียงใดที่จะอธิบายพระเจ้า? คำอธิบายของเจ้าอยู่บนพื้นฐานของสิ่งใด? เจ้าคือพระเจ้ากระนั้นหรือ? ฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกและสรรพสิ่งในนั้นถูกสร้างขึ้นมาโดยพระเจ้าพระองค์เอง เจ้าไม่ใช่ผู้ที่ได้ทำการนี้ ดังนั้น เหตุใดเจ้าจึงกำลังให้คำอธิบายต่างๆ ที่ไม่ถูกต้องกันเล่า? บัดนี้ เจ้าจะเชื่อในพระเจ้าตรีเอกภาพต่อไปกระนั้นหรือ? เจ้าไม่คิดว่าหนทางนี้เป็นภาระหนักเกินไปหรอกหรือ? มันจะเป็นการดีที่สุดสำหรับเจ้าที่จะเชื่อในพระเจ้าหนึ่งเดียว ไม่ใช่สาม มันเป็นการดีที่สุดที่จะเป็นความสว่าง เพราะพระภาระขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้นคือความสว่าง

ตัดตอนมาจาก พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ดูเพิ่ม

ปี 2021 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

แบ่งปัน

ยกเลิก

ติดต่อเราผ่าน Messenger