คลายปมในใจ

วันที่ 20 เดือน 01 ปี 2022

โดย ชุน หยี่, ประเทศจีน

มันเกิดขึ้นเมื่อฤดูใบไม้ผลิปีที่แล้ว ระหว่างที่ฉันรับหน้าที่ข่าวประเสริฐในคริสตจักร ในตอนนั้น พี่หวังได้รับเลือกให้เป็นมัคนายกข่าวประเสริฐ เราจึงติดต่อกันเรื่องหน้าที่ของเราอยู่เสมอ หลังจากผ่านไประยะหนึ่ง ฉันเห็นว่าเธอเป็นคนตรงไปตรงมา คิดแบบไหนก็พูดแบบนั้น เมื่อไหร่ที่เธอเห็นปัญหาเกี่ยวกับฉัน เธอก็จะแจ้งออกมาทันที และพูดด้วยน้ำเสียงที่รุนแรง ตอนที่เธอติดตามเรื่องงานกับเรา และรับฟังรายงานสรุป บางครั้งเธอก็จะชี้ถึงปัญหาในงานของฉันตรงๆ ต่อหน้าพี่น้องชายหญิงคนอื่นนั่นเลย มันทำให้ฉันรู้สึกตกอยู่ในสถานการณ์กระอักกระอ่วน ตอนแรก ฉันยังกัดฟันยอมรับการตำหนิของเธอได้ และฉันก็ตระหนักว่า นี่คือการที่เธอกำลังแบกรับภาระในหน้าที่ของตัวเอง แต่เมื่อมันเกิดขึ้นอีกเรื่อยๆ ฉันก็รับไม่ไหวอีกต่อไป คิดว่า “ฉันทุ่มเทให้กับหน้าที่ของฉัน ทำไมคุณถึงเห็นแต่สิ่งที่ฉันทำผิดล่ะ?” ในการประชุมงานครั้งหนึ่ง ฉันตอบที่เธอถามเรื่องของคนหนึ่งซึ่งฉันได้แบ่งปันข่าวประเสริฐด้วย ฉันพูดว่า “ฉันไปหาและได้สามัคคีธรรมกับเธอสองสามครั้ง แต่ในเมื่อเธอมีมโนคติอันหลงผิดอยู่มากมาย และไม่เปิดกว้างมากนัก ฉันก็หยุดไปหา” พี่หวังตำหนิฉันต่อหน้าทุกคนทันที “ไม่ใช่ว่าคุณแค่จำกัดเธอจากการคิดไปเองของคุณหรอกหรือ? คุณยังไม่ได้พยายามจริงๆ แล้วรู้ได้ยังไงว่าเธอจะไม่ยอมรับข่าวประเสริฐ? ตราบใดที่เธอยังคล้อยตามหลักปฏิบัติของการประกาศข่าวประเสริฐ คุณก็ควรไปแบ่งปันคำพยานกับเธอในทันที คุณจะทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีได้ยังไง ถ้าปล่อยปละละเลยและไร้ความรับผิดชอบแบบนี้?” เมื่อเห็นสีหน้าบึ้งตึงและได้ยินน้ำเสียงอันเคร่งเครียดของเธอ ฉันก็รู้สึกเอือมระอาอย่างที่สุด ฉันอับอายพี่น้องชายหญิงทุกคนที่กำลังมองมาที่ฉันมาก และฉันรู้ว่าฉันเป็นฝ่ายผิด แต่เธอจำเป็นต้องวิจารณ์ฉันต่อหน้าคนอื่นจริงๆ หรือ? ทุกคนจะไม่คิดว่าฉันไม่มีความรับผิดชอบ ไม่แบกรับภาระหรอกหรือ? พวกเขาค่อนข้างชื่นชมฉัน แต่แค่เพราะว่าฉันปล่อยให้คนๆ หนึ่งผ่านไป เธอก็วิจารณ์ฉันต่อหน้าคนอื่น ทำให้ฉันขายหน้าอย่างที่สุด ฉันไม่รู้ว่าหลังจากนั้นจะสู้หน้าพี่น้องชายหญิงคนอื่นยังไงฉั ด้วยความพยายามที่จะรักษาหน้า ฉันจึงพูดบางอย่างเพื่อแก้ต่างให้ตัวเอง แต่พี่หวังก็ไม่ได้พูดอ้อมๆ เลย “น้องสาว ฉันจำเป็นต้องชี้ถึงข้อบกพร่องต่างๆ ในส่วนของคุณ ฉันพบว่าคุณมีแนวโน้มที่จะแก้ตัวเวลาเกิดปัญหา คุณไม่เต็มใจที่จะยอมรับความช่วยเหลือหรือคำติชม คุณจะทำหน้าที่ของตัวเองแบบนั้นได้ยังไง” ได้ยินแบบนั้นฉันยิ่งไม่พอใจ แล้วฉันก็คิดกับตัวเองว่า “คุณจะเผด็จการเกินไปแล้ว! ทำไมคุณถึงไม่คิดถึงความรู้สึกของคนอื่นบ้าง? คุณตั้งใจที่จะทำให้ฉันดูแย่ ลากฉันมาวิจารณ์ต่อหน้าทุกคน แล้วตอนนี้ ทุกคนไม่ได้คิดแค่ว่าฉันไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่ แต่ฉันยังจะขึ้นชื่อเรื่องหาข้อแก้ตัวให้ตัวเองอีกด้วย คนอื่นจะมองฉันยังไง หลังจากนี้จะมีใครไว้ใจฉัน หรือมองฉันในทางที่ดีอีก?” ใบหน้าของฉันร้อนผ่าว และฉันก็ทั้งโกรธทั้งรู้สึกว่ามันไม่ถูกต้อง ฉันหันไปจ้องพี่หวังด้วยสายตาขุ่นเคือง และถึงแม้ว่าฉันจะไม่ได้พูดอะไร เธอก็ทำให้ฉันไม่พอใจและหงุดหงิดจริงๆ ฉันไม่อยากจะมองเธอหรือได้ยินในสิ่งที่เธอต้องพูด

ฉันเริ่มมีอคติกับพี่หวังหลังจากนั้น ฉันไม่อยากฟังอะไรก็ตามที่เธอต้องพูดและไม่อยากเห็นหน้าเธอ เมื่อไรก็ตามที่เธอพยายามจะหารือเรื่องงานกับฉัน ฉันก็แค่ทำหน้าไม่พอใจและเอาแต่เงียบ ตอนที่ฉันไม่มีทางเลือกจริงๆ ฉันจะตอบเธอแบบขอไปทีแบบไม่เต็มใจ ฉันต่อต้านและไม่ฟังในตอนที่เธอชี้ถึงปัญหาอะไรก็ตามในหน้าที่ของฉัน ฉันแอบขัดขืนอยู่เงียบๆ บางครั้ง ในการชุมนุมกับคนอื่นๆ ฉันพยายามจะเปิดโปงความเสื่อมทรามของพี่หวัง ภายใต้การแสร้งแบ่งปันการสามัคคีธรรมจากประสบการณ์ของฉัน ดังนั้น ทุกคนเลยมองว่าเธอโอหังและมองเธอไม่ดี ฉันคาดหวังว่าทุกคนจะรวมกลุ่มกันเพื่อวิพากย์วิจารณ์และจัดการเธอ เธอจะได้ลิ้มรสของการถูกทำให้อับอายตลอดเวลาบ้าง สำหรับการที่กล้าจะล่วงเกินฉัน ทำให้ฉันดูแย่มากต่อหน้าทุกคน! ผลของการที่ฉันทำแบบนี้ก็คือ มีพี่น้องชายหญิงบางคนเริ่มอคติกับพี่หวังจริงๆ และไม่อยากจะไปแสวงหาเธอ ตอนที่พวกเขาพบกับความยากลำบากในหน้าที่อีกต่อไป พวกเขาเริ่มหลบเลี่ยงเธอในบางครั้ง พอเห็นแบบนี้ ฉันก็ไม่สบายใจและรู้สึกผิดอยู่บ้างย ฉันรู้สึกว่า ถึงแม้ว่าเธอจะเป็นคนตรง เธอก็เอาใจใส่ในหน้าที่ของเธอจริงๆ และการที่ฉันดึงทุกคนมาเป็นพวกเพื่อขับไล่และหลีกเลี่ยงเธอ ไม่ได้ส่งผลดีกับงานของเราเลย แต่ทันทีที่นึกถึงการที่เธอตำหนิฉันอย่างเปิดเผย ฉันก็เริ่มยึดติด และไม่อาจปล่อยวางสิ่งที่คาอยู่ในใจได้ ต่อมา หลังจากที่ได้เห็นว่าฉันขับไล่เธอยังไง พี่หวังก็หยุดแบ่งปันสามัคคีธรรมกับฉัน และเมื่อเราคุยกันจริงๆ เธอก็พยายามจะอ่านท่าทีของฉันอยู่เสมอ มันกระอักกระอ่วนจริงๆ เรื่องนี้ทำให้จิตสำนึกของฉันหนักอึ้ง และฉันก็สงสัยว่าฉันทำเกินไปรึเปล่า สงสัยว่าฉันอาจจะทำร้ายเธอในทางนั้นเข้าจริงๆ แต่แล้วฉันก็นึกขึ้นได้ว่า เธอทำให้ฉันดูแย่แค่ไหนต่อหน้าทุกคน และความโกรธของฉันก็โหมกระพือขึ้นอีกครั้ง ฉันยังคงไม่ยินดีที่จะสนใจเธอ และแล้ว ฉันก็พบว่าตัวเองกำลังใช้ชีวิตอยู่ในความมืด ไม่มีอะไรที่จะเอ่ยในการอธิษฐานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และเห็นว่าผลงานในหน้าที่ของฉันหย่อนยานลงเรื่อยๆ

ถึงจุดหนึ่ง หัวหน้าได้เขียนถึงทีมของเรา ขอให้เราเขียนประเมินผลพี่หวัง ฉันรู้อยู่ในใจว่าคำประเมินผลควรจะยุติธรรมและเป็นกลาง แต่ฉันก็ยังคงมีความแค้นต่อเธอ ฉันจึงเขียนคำตำหนิและอคติทั้งหมดที่ฉันมีต่อเธอลงไป บอกว่าเธอขาดความรัก ว่าคำพูดและการกระทำของเธอไม่สอนใจคน ว่าเธอทำให้เจ็บปวด ฉันคิดว่าหลังจากที่อ่านคำประเมินผลนี้ หัวหน้าอาจจะเรียกเธอมาคุยด้วย คิดว่าเธออาจจะได้ลิ้มรสของความอับอาย หรือบางทีเธออาจจะถูกปลด และนั่นก็จะช่วยให้ฉันไม่ต้องมีปัญหาต้องไปยุ่งเกี่ยวอะไรกับเธออีก แต่หลังจากที่เขียนคำประเมินผล ฉันก็รู้สึกไม่สบายใจไม่หาย—จิตสำนึกของฉันรู้สึกผิด ฉันอดไม่ได้ที่จะนึกย้อนไปถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่พี่หวังได้ทำในหน้าที่ของเธอ แล้วก็คิดว่าเธอสามารถทำงานที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงได้จริงๆ แถมยังตั้งใจและรับผิดชอบในหน้าที่ของเธอ งานข่าวประเสริฐของคริสตจักรประสบความสำเร็จขึ้นมาก ตั้งแต่เธอกลายเป็นมัคนายก แต่ฉันก็แค่พูดถึงเรื่องพวกนั้นในบทวิจารณ์แบบผ่านๆ นั่นไม่ยุติธรรมกับเธอเลย! ยิ่งคิดฉันก็ยิ่งรู้สึกแย่ ฉันจึงไปอธิษฐานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าว่า “โอ้ พระเจ้า หัวใจของข้าพระองค์ท่วมท้นไปด้วยความมืดและความเจ็บปวด ข้าพระองค์รู้ว่าสิ่งที่ทำมันผิด แต่ข้าพระองค์ก็ไม่อาจปฏิบัติต่อพี่หวังอย่างเหมาะสมได้ บทเรียนที่ข้าพระองค์จำเป็นต้องเรียนรู้คืออะไร? พระเจ้า ได้โปรดให้ความรู้แจ้ง และชี้นำให้ข้าพระองค์ได้รู้ถึงข้อบกพร่องและความเสื่อมทรามของข้าพระองค์เอง เพื่อที่ข้าพระองค์สามารถออกจากสภาวะผิดๆ นี้ได้ด้วยเถิด”

หลังจากนั้น ฉันก็ได้อ่านพระวจนะที่ว่าสิ “ในชีวิตประจำวันของเจ้า พวกเจ้ากำลังยำเกรงพระเจ้าในสถานการณ์ใด และในกี่สถานการณ์ และเจ้าไม่ได้กำลังยำเกรงพระเจ้าในสิ่งใดบ้าง? พวกเจ้าสามารถเกลียดชังผู้คนได้หรือไม่? เมื่อเจ้าเกลียดชังใครบางคน เจ้าสามารถลงมือกับบุคคลนั้นหรือแก้แค้นเขาได้หรือไม่? (ได้) ก็ถ้าเช่นนั้น พวกเจ้าก็น่ากลัวทีเดียว! พวกเจ้าไม่ยำเกรงพระเจ้า การที่เจ้าสามารถทำสิ่งทั้งหลาย เช่นนั้นได้หมายความว่า อุปนิสัยของเจ้าถ่อยทีเดียว จนถึงขั้นร้ายแรงทีเดียว!…เจ้าสามารถคิดหาหนทางต่างๆ ที่จะลงโทษผู้คนเพราะพวกเขาไม่เป็นอย่างที่พวกเจ้าชอบ หรือเพราะพวกเขาไม่เข้ากันกับเจ้าได้หรือไม่? พวกเจ้าเคยทำสิ่งแบบนั้นมาก่อนหรือยัง? เจ้าเคยทำการนั้นไปมากเพียงใดแล้ว? เจ้ามิใช่เคยดูแคลนผู้คนโดยทางอ้อมอยู่เสมอ โดยใช้คำพูดถากถางและกระแทกแดกดันต่อพวกเขาหรอกหรือ? (ใช่แล้ว) เจ้าอยู่ในสภาวะใดตอนที่เจ้ากำลังทำสิ่งทั้งหลายเช่นนั้น? ในเวลานั้น เจ้ากำลังระบายอารมณ์ และรู้สึกมีความสุข เจ้าได้รับตำแหน่งที่ได้เปรียบ อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากนั้นเจ้าก็คิดกับตัวเองว่า ‘ฉันได้ทำสิ่งที่น่าดูหมิ่นเช่นนั้น ฉันไม่ยำเกรงพระเจ้า และฉันได้ปฏิบัติต่อบุคคลนั้นอย่างไม่เป็นธรรมยิ่งนัก’ ลึกลงไป เจ้ารู้สึกผิดใช่หรือไม่? (ใช่แล้ว) ถึงแม้ว่าเจ้าจะไม่ยำเกรงพระเจ้า แต่อย่างน้อยเจ้าก็มีสำนึกรับรู้ถึงมโนธรรมอยู่บ้าง ด้วยเหตุนี้ เจ้ายังคงสามารถทำสิ่งประเภทนี้อีกครั้งในอนาคตได้หรือไม่? เจ้าสามารถไตร่ตรองการโจมตีและการหาทางแก้แค้นต่อผู้คน ให้พวกเขามีเวลาที่ยากลำบากและแสดงให้พวกเขาเห็นว่าใครเป็นเจ้านายเมื่อใดก็ตามที่เจ้าดูหมิ่นพวกเขาและไม่สามารถที่จะเข้ากับพวกเขาได้ หรือเมื่อใดก็ตามที่พวกเขาไม่เชื่อฟังหรือไม่ฟังเจ้าได้หรือไม่? เจ้าจะพูดหรือไม่ว่า ‘หากเธอไม่ทำสิ่งที่ฉันต้องการ ฉันจะหาโอกาสลงโทษเธอโดยที่ไม่มีผู้ใดรู้เรื่องนั้น ไม่มีสักคนที่จะค้นพบ แต่ฉันจะทำให้เธอนบนอบต่อหน้าฉัน ฉันจะแสดงให้เธอเห็นพลังอำนาจของฉัน หลังจากนั้น ไม่มีสักคนที่จะกล้ายุ่งกับฉัน!’ จงบอกเราถึงการนี้ว่า บุคคลที่ทำสิ่งเช่นนั้นถูกครอบงำด้วยสภาวะความเป็นมนุษย์แบบใด? ในแง่ของสภาวะความเป็นมนุษย์ของเขานั้น เขาร้ายกาจ เมื่อวัดกับความจริงแล้ว เขามิได้เคารพพระเจ้า(“ห้าสภาวะที่จำเป็นต่อการอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้องในความเชื่อของคนเรา” ใน บันทึกการบรรยายของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย) การได้อ่านสิ่งนี้ในพระวจนะ สำหรับฉันมันช่างเจ็บปวดสาหัส เมื่อคิดย้อนไปถึงช่วงเวลานั้น ฉันได้มีอคติต่อพี่หวัง เพราะว่าเธอเอ่ยถึงข้อผิดพลาดของฉันออกมาตรงๆ ต่อหน้าคนอื่น จัดการกับฉัน ฉันรู้สึกว่าเธอทำให้ฉันอับอาย ว่าภาพลักษณ์ที่คนอื่นมีต่อฉันจะถูกทำลาย นับแต่นั้นมา ฉันก็หงุดหงิดและต่อต้าน ไม่ว่าเธอจะพูดอะไร และฉันก็เต็มไปด้วยคำต่อว่าเธอ ฉันถึงขั้นแสดงความไม่พอใจและอคติออกไปในการชุมนุม ฉันใช้กระบวนการประเมินผลเพื่อการแก้แค้นส่วนตัว แทนที่จะประเมินจุดแข็งและจุดอ่อนของเธออย่างยุติธรรม ฉันแค่เขียนอคติและคำต่อว่าทั้งหมดของฉันออกมา หวังว่าหัวหน้าจะปลดเธอ หรืออย่างน้อยก็ตัดแต่งและจัดการเธอ ทำให้เธอดูแย่ มันก็เพื่อระบายความโกรธที่สะสมเอาไว้ของฉันออกมาบ้าง ฉันมีความแค้นต่อเธอ และพูดโจมตีเพื่อแก้แค้น เพราะเธอทำลายเกียรติของฉัน ฉันอยากแสดงให้เธอเห็นถึงอำนาจของฉัน เพื่อที่เธอจะได้ไม่กล้ามาขวางฉันอีกในอนาคต ฉันทำให้ตัวเองกลายเป็นพวกจัดการไม่อยู่ ฉันเปิดเผยอุปนิสัยอันชั่วร้าย ฉันใช้ชีวิตอยู่ด้วยอุปนิสัยเยี่ยงซาตาน พูดและทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ โดยไม่มีแม้แต่ร่องรอยแห่งความยำเกรงพระเจ้า ฉันตระหนักว่า ตอนที่พี่หวังนำข้อผิดพลาดและข้อบกพร่องในหน้าที่ของฉันมาเปิดเผย นี่เป็นการรับผิดชอบต่องานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าของเธอ และมันเป็นการที่เธอช่วยเหลือฉัน ทำให้ฉันได้รู้จักตัวเอง ทว่า ฉันสู้กลับและขับไล่เธอ ไม่ใช่แค่สร้างความเจ็บปวดและเหนี่ยวรั้งเธอเอาไว้ แต่ยังส่งผลให้พี่น้องชายหญิงบางส่วนดูแคลนงานของเธอด้วย นั่นมีผลกระทบร้ายแรงต่องานข่าวประเสริฐของเรา นั่นไม่ได้หมายความว่า ฉันกำลังขัดขวางและทำให้งานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าหยุดชะงักหรอกหรือ? ฉันช่างน่ารังเกียจและชั่วร้ายนัก!

ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนนี้ “ผู้คนคิดเช่นนี้ว่า ‘หากเจ้าจะไม่ใจดี เช่นนั้นแล้วเราก็จะไม่เป็นธรรม! หากเจ้าหยาบคายกับเรา เช่นนั้นแล้วเราก็จะหยาบคายกับเจ้าเช่นกัน! หากเจ้าไม่ปฏิบัติต่อเราด้วยความทรงเกียรติ เหตุใดเล่าเราจึงจะปฏิบัติต่อเจ้าด้วยศักดิ์ศรี?’ นี่คือการคิดแบบไหนกัน? มันไม่ใช่วิธีการคิดที่ผูกพยาบาทหรอกหรือ! ในทรรศนะของบุคคลธรรมดาคนหนึ่ง มุมมองชนิดนี้ใช้การไม่ได้หรอกหรือ? ‘ตาต่อตา และฟันต่อฟัน’ ‘นี่ล่ะคือรสชาติของเวชกรรมของเจ้าเอง’—ท่ามกลางผู้ไม่เชื่อทั้งหลาย เหล่านี้คือเหตุผลทั้งหมดที่ถูกต้องและคล้อยตามมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์อย่างครบบริบูรณ์ อย่างไรก็ตาม ในฐานะใครบางคนที่เชื่อในพระเจ้า—ในฐานะใครบางคนที่พยายามเข้าใจความจริงและแสวงหาการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัย—เจ้าจะพูดว่าคำพูดเช่นนั้นถูกหรือผิด? เจ้าควรทำสิ่งใดเพื่อแยกแยะสิ่งเหล่านั้น? สิ่งทั้งหลายเช่นนั้นมาจากไหนกัน? สิ่งเหล่านั้นมาจากธรรมชาติอันมุ่งร้ายของซาตาน สิ่งเหล่านั้นบรรจุน้ำพิษ และสิ่งเหล่านั้นบรรจุใบหน้าที่แท้จริงของซาตานในความมุ่งร้ายและความอัปลักษณ์ของมันทั้งหมด สิ่งเหล่านั้นบรรจุแก่นสารแท้จริงของธรรมชาตินั้น สิ่งใดคือบุคลิกลักษณะของมุมมอง ความคิด การแสดงออก วาทะ และแม้กระทั่งการกระทำทั้งหลายที่บรรจุแก่นสารของธรรมชาตินั้น? สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่ของซาตานหรอกหรือ? แง่มุมเหล่านี้ของซาตานอยู่ในแนวเดียวกับมนุษยชาติหรือไม่? แง่มุมเหล่านี้อยู่ในแนวเดียวกับความจริง หรือกับความเป็นจริงของความจริงหรือไม่? แง่มุมเหล่านี้คือการกระทำที่บรรดาผู้ติดตามพระเจ้าควรทำ และความคิดและทัศนคติที่พวกเขาควรครองหรือไม่? (ไม่มี)” (“มีเพียงการแก้ไขอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของเจ้าเท่านั้นที่จะสามารถทำให้เจ้าเป็นอิสระจากสภาวะด้านลบได้” ใน บันทึกการบรรยายของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย)ข้อพึงประสงค์ต่อพวกเจ้าในวันนี้—การทำงานร่วมกันอย่างปรองดอง—คล้ายกันกับการปรนนิบัติที่พระยาห์เวห์ทรงพึงประสงค์จากคนอิสราเอลคือ หากไม่เช่นนั้นแล้ว จงหยุดทำงานปรนนิบัติ…พวกเจ้าแต่ละคน ในฐานะผู้คนที่รับใช้พระเจ้า ต้องมีความสามารถที่จะปกป้องผลประโยชน์ของคริสตจักรในทุกสิ่งที่เจ้าทำ แทนที่จะแค่พิจารณาถึงผลประโยชน์ของเจ้าเอง การลงมือเพียงลำพังโดยบ่อนทำลายกันและกันเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ ผู้คนที่ประพฤติเช่นนั้นไม่เหมาะที่จะรับใช้พระเจ้า! ผู้คนเช่นนั้นมีอุปนิสัยที่แย่ ไม่มีสภาวะความเป็นมนุษย์หลงเหลืออยู่ในตัวพวกเขาเลยแม้แต่น้อย พวกเขาเป็นซาตานเต็มร้อย! พวกเขาเป็นสัตว์ป่า! แม้กระทั่งตอนนี้ สิ่งดังกล่าวยังคงเกิดขึ้นในหมู่พวกเจ้า เจ้าทำถึงขั้นโจมตีกันและกันในระหว่างการสามัคคีธรรม โดยตั้งใจแสวงหาข้ออ้างและกลายเป็นโต้เถียงกันด้วยใบหน้าแดงก่ำเกี่ยวกับเรื่องเล็กน้อยบางอย่างที่ไม่สลักสำคัญอะไร ไม่มีบุคคลใดเต็มใจที่จะละวางตัวเขาเองลง แต่ละบุคคลปกปิดความคิดภายในจากอีกฝ่าย เฝ้าดูอีกฝ่ายอย่างจดจ่อและคอยระแวดระวังอยู่เสมอ อุปนิสัยประเภทนี้สมควรเป็นการปรนนิบัติพระเจ้าหรือ?(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, จงรับใช้เหมือนที่คนอิสราเอลทำ) การเปิดเผยและการพิพากษาแห่งพระวจนะ แสดงให้ฉันเห็นว่าทำไมฉันถึงทำตัวอาฆาตพยาบาทได้— มันเกิดขึ้นผ่านการศึกษาและการขัดเกลาทางสังคมของฉัน ซาตานได้ปลูกฝังปรัชญาทางโลกทุกรูปแบบให้กับฉัน เช่น “มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม” “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” “เราจะไม่โจมตีเว้นแต่เราถูกโจมตี หากเราถูกโจมตี เราจะตีโต้อย่างแน่นอน” “เราอยากจะทรยศมากกว่าถูกทรยศ” และอื่นๆ ฉันได้มองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องเชิงบวก และใช้ชีวิตไปตามนั้น ฉันต้องการให้ทุกอย่างหมุนรอบตัวฉัน ให้คนอื่นๆ คำนึงถึงฉันในคำพูดและการกระทำของพวกเขา และทำในสิ่งที่ฉันพอใจ ฉันไม่อยากให้คนอื่นๆ ซื่อสัตย์ มอบคำติชม ที่ถูกต้องให้กับฉัน และโดยเฉพาะ ฉันไม่อยากให้พวกเขาเปิดโปงความเสื่อมทรามของฉัน ทันทีที่มีใครมารุกล้ำผลประโยชน์ของฉัน ฉันก็จะกลายเป็นมุ่งร้าย พูดโจมตีและลงมือแก้แค้นด้วยแรงจูงใจแอบแฝง อุปนิสัยเยี่ยงซาตานกำลังควบคุมฉัน ทำให้ฉันโอหัง เห็นแก่ตัว และชั่วร้าย ปราศจากสภาพเหมือนมนุษย์ มันน่ารังเกียจสำหรับพระเจ้าและน่าขับไล่สำหรับคนอื่นๆ พระเจ้ามีพระประสงค์ให้เราอยู่ร่วมกับพี่น้องชายหญิงด้วยความปรองดอง นั่นหมายความว่าคำพูดและการกระทำของฉันควรจะรักษาหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าเอาไว้ ยึดถือพระวจนะของพระเจ้าเป็นมาตรฐานสำหรับทุกพฤติกรรม และวางผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้ามาก่อน โดยไม่พิจารณาถึงผลได้ผลเสียของหน้าของฉันเอง นั่นเป็นเพียงหนทางเดียวที่เราสามารถทำหน้าที่ของเราได้ดีด้วยหัวใจและจิตใจที่เป็นหนึ่ง แต่ฉันใช้ชีวิตด้วยยาพิษเยี่ยงซาตาน และต้องการที่จะปกป้องชื่อเสียงตัวเองอยู่เสมอ ฉันรู้ดีว่า ฉันทำหน้าที่แบบขอไปที แต่ก็ไม่อาจทนให้ใครพูดถึงเรื่องนั้นได้ ฉันถือเอาความช่วยเหลือและการชี้แนะของพี่หวังเป็นสิ่งที่น่าอับอายสำหรับฉัน ฉันไม่เพียงแต่ปฏิเสธที่จะไตร่ตรองตัวเอง แต่ยังรังเกียจเธอเธอและแก้แค้น ฉันพบว่าตัวเองขาดความเป็นมนุษย์ ช่างไร้เหตุผลนัก ฉันยังเห็นธรรมชาติเยี่ยงซาตานของฉันที่แสนจะต่อต้าน เหนื่อยหน่ายกับความจริง โดยเนื้อแท้แล้วก็คือ ฉันเป็นศัตรูกับความจริง และเป็นศัตรูกับพระเจ้า! ถ้าฉันยังปฏิเสธที่จะกลับใจ ฉันอาจจะล่วงเกินพระอุปนิสัยของพระเจ้า ทำให้พระองค์รังเกียจและถูกกำจัดทิ้ง เมื่อตระหนักเช่นนี้ ฉันก็รังเกียจตัวเองอย่างที่สุด และฉันก็ไปอธิษฐานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อกลับใจ ยินดีที่จะปล่อยมือจากอคติที่มีต่อพี่หวัง ยอมรับการถูกเธอตัดแต่งและจัดการ เพื่อทำงานร่วมกับเธอ ปรองดองในการทำหน้าที่ของเรา

ต่อมา ในระหว่างการแสวงหาและเข้าสู่ความจริงเกี่ยวกับการทำงานอย่างปรองดองร่วมกับคนอื่น ฉันได้ดูวิดีโอการอ่านพระวจนะของพระเจ้าคลิปหนึ่ง มาดูด้วยกันนะคะ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ความรักและความเกลียดชังเป็นสิ่งที่สภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติควรครอง แต่เจ้าต้องจำแนกความแตกต่างให้ชัดเจนระหว่างสิ่งที่เจ้ารักและสิ่งที่เจ้าเกลียดชัง ในหัวใจของเจ้านั้น เจ้าควรรักพระเจ้า รักความจริง รักสิ่งที่เป็นบวก และรักบรรดาพี่น้องชายหญิงของเจ้า ในขณะเดียวกัน เจ้าควรจะเกลียดชังมารซาตาน เกลียดชังสิ่งที่เป็นลบ เกลียดชังพวกศัตรูของพระคริสต์ และเกลียดชังผู้คนที่ชั่วร้าย หากเจ้าเก็บงำความเกลียดชังที่มีต่อบรรดาพี่น้องชายหญิงของเจ้าเอาไว้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะมีแนวโน้มที่จะปราบปรามพวกเขาและแก้แค้นกับพวกเขา การนี้คงจะน่าขวัญผวาอย่างยิ่ง ผู้คนบางคนเพียงแค่มีความคิดที่จะเกลียดชังและแนวคิดชั่วเท่านั้น หลังจากสักระยะหนึ่ง หากผู้คนเช่นนั้นไม่สามารถเข้ากันได้กับบุคคลที่พวกเขาเกลียดชัง พวกเขาก็จะเริ่มตีตัวออกห่างจากเขา อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่ปล่อยให้การนี้ส่งผลต่อหน้าที่ทั้งหลายของพวกเขาหรือมีอิทธิพลต่อสัมพันธภาพระหว่างบุคคลที่ปกติของพวกเขา เพราะพวกเขามีพระเจ้าในหัวใจของพวกเขาและพวกเขาเคารพพระองค์ พวกเขาไม่ต้องการที่จะทำให้พระเจ้าทรงขุ่นเคือง และกลัวที่จะทำเช่นนั้น แม้ว่าผู้คนเหล่านี้อาจจะเก็บงำทรรศนะที่แน่นอนบางอย่างเกี่ยวกับใครบางคนเอาไว้ แต่พวกเขาก็ไม่มีวันนำความคิดเหล่านั้นมาสู่การกระทำ หรือแม้กระทั่งเปล่งถ้อยคำที่ออกนอกแนวสักคำเดียว โดยไม่เต็มใจที่จะล่วงเกินพระเจ้า นี่คือพฤติกรรมแบบใด? นี่คือตัวอย่างของการประพฤติปฏิบัติตนและการรับมือกับสิ่งทั้งหลายด้วยหลักการและความเป็นกลาง เจ้าอาจจะเข้ากันไม่ได้กับบุคลิกภาพของใครบางคน และเจ้าอาจจะไม่ชอบเขา แต่เมื่อเจ้าทำงานด้วยกันกับเขา เจ้าก็ยังคงเป็นกลางและจะไม่ระบายความขัดข้องใจของเจ้าออกมาในการทำหน้าที่ของเจ้า พลีอุทิศหน้าที่ของเจ้า หรือถอดความขัดข้องใจของเจ้าออกไปเพื่อผลประโยชน์ของครอบครัวพระเจ้า เจ้าสามารถทำสิ่งทั้งหลายให้สอดคล้องกับหลักการ เช่นนั้น เจ้ามีความเคารพเบื้องต้นต่อพระเจ้า หากเจ้ามีมากกว่านั้นสักนิด เช่นนั้นแล้ว เมื่อเจ้ามองเห็นว่าใครบางคนมีความผิดหรือจุดอ่อนบางอย่าง—ต่อให้เขาได้ทำให้เจ้าขุ่นเคืองหรือทำอันตรายต่อผลประโยชน์ของเจ้าเอง—เจ้าก็ยังคงมีหลักการนั้นอยู่ในตัวเจ้าที่จะช่วยเขา การทำดังนั้นคงจะดีกว่าด้วยซ้ำ นั่นคงจะหมายความว่าเจ้าเป็นบุคคลผู้ครองสภาวะความเป็นมนุษย์ ความจริงความเป็นจริง และความเคารพต่อพระเจ้า หากเจ้าไม่สามารถสัมฤทธิ์การนี้ได้ด้วยวุฒิภาวะปัจจุบันของเจ้า แต่สามารถทำสิ่งทั้งหลาย ประพฤติปฏิบัติตน และปฏิบัติต่อผู้คนโดยสอดคล้องกับหลักการ เช่นนั้นแล้วนี่ก็นับว่าเป็นการยำเกรงพระเจ้าเช่นกัน นี่เป็นสิ่งพื้นฐานที่สุด(“ห้าสภาวะที่จำเป็นต่อการอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้องในความเชื่อของคนเรา” ใน บันทึกการบรรยายของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย) พระเจ้ามีพระประสงค์ให้เราแยกแยะระหว่างรักกับเกลียด และปฏิบัติต่อคนอื่นอย่างมีหลักการ ถ้าคนอื่นนั้นเป็นคนชั่วร้ายหรือเป็นศัตรูของพระคริสต์ เราก็ควรเปิดโปงและบอกปัดพวกเขาโดยไร้ความปราณี ถ้าคนอื่นนั้นเป็นคนที่รักความจริง แม้พวกเขามีความโอหังอยู่บ้าง อีกทั้งมีจุดด้อยและข้อบกพร่อง เราก็ควรตั้งแรงจูงใจของเราให้ชัดเจน และปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยความอดทนและความรัก พอนึกถึงพี่หวัง ถึงแม้ว่าเธอจะเป็นคนที่เถรตรงมาก และพูดอะไรตามจริง ซึ่งมันยากจะรับได้สำหรับฉันในเวลานั้น เมื่อคิดทบทวนข้อเท็จจริง ฉันก็ตระหนักได้ว่าเธอพูดถูก เธอชี้ให้เห็นความผิดพลาดที่ฉันมองไม่เห็น ถึงแม้ว่ามันจะทำร้ายความภาคภูมิใจของฉัน อีกทั้งน่าโมโหและเจ็บปวด พระเจ้าก็ทรงใช้สถานการณ์แบบนั้นเพื่อจัดการกับความทะนงตนของฉัน พระองค์ทรงกำลังกระตุ้นให้ฉันเป็นคนแท้จริงมากขึ้น และทำหน้าที่ได้จริงในหน้าที่ของฉัน ผ่านการที่พี่หวังจัดการและจับตามองหน้าที่ของฉัน นั่นจะทำให้ฉันแก้ไขความล้มเหลวในหน้าที่ของฉันได้ทันเวลา ความจริงแล้วนี่เป็นประโยชน์ต่อฉัน! ถ้าไม่มีข้อบ่งชี้หรือช่วยเหลือจากคนอื่น ฉันก็จะไม่ก้าวหน้าในการเข้าสู่ชีวิตหรือในหน้าที่ของฉัน พี่หวังไม่กลัวการล่วงเกินฉัน แต่กลับชี้ข้อบกพร่องของฉันอย่างตรงไปตรงมา นี่คือความชอบธรรม คือความรักและการสนับสนุนที่มีต่อฉัน เธอยังเข้าหาหน้าที่ของเธอด้วยสำนึกของภาระหน้าที่และทำงานที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง แต่ฉันพูดโจมตีและแก้แค้นเธอ ฉันแทบจะไม่เป็นมนุษย์ด้วยซ้ำ!

ต่อมา ฉันได้ดูวิดีโอการอ่านพระวจนะอีกคลิปหนึ่ง พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “จงอย่ามุ่งเน้นไปที่ความผิดของผู้อื่นอยู่เสมอ แต่จงทบทวนตัวเจ้าเองอยู่เนืองนิจ และต่อจากนั้นก็จงเป็นไปในเชิงรุกในการยอมรับกับอีกฝ่ายหนึ่งในสิ่งที่พวกเจ้าได้ทำไป ซึ่งประกอบกันขึ้นเป็นการแทรกแซงหรืออันตรายต่อพวกเขา จงเรียนรู้ที่จะเปิดตัวเจ้าเองให้กว้างและสามัคคีธรรม และเสวนาร่วมกันให้บ่อยครั้ง ถึงวิธีที่จะสามัคคีธรรมอย่างสัมพันธ์กับชีวิตจริงไปบนหลักพื้นฐานแห่งพระวจนะของพระเจ้า เมื่อสภาพแวดล้อมของชีวิตของพวกเจ้าเป็นไปตามนี้อยู่เนืองนิจ สัมพันธภาพท่ามกลางบรรดาพี่น้องชายหญิงก็ย่อมกลายเป็นปกติ—ไม่เป็นแบบซับซ้อน ไม่แยแส เย็นชา หรือโหดร้ายเหมือนสัมพันธภาพระหว่างพวกผู้ไม่เชื่อ พวกเจ้าจะถอดถอนตัวเจ้าเองจากสัมพันธภาพเช่นนั้นอย่างช้าๆ บรรดาพี่น้องชายหญิงย่อมกลายเป็นใกล้ชิดกันมากขึ้นและสนิทสนมซึ่งกันและกันมากขึ้น พวกเจ้าย่อมมีความสามารถที่จะสนับสนุนกันได้ และที่จะรักกันและกันได้ มีไมตรีจิตในหัวใจของพวกเจ้า หรือไม่เช่นนั้น พวกเจ้าก็มีความรู้สึกนึกคิดซึ่งทำให้พวกเจ้าสามารถที่จะยอมผ่อนปรนและสงสารเห็นใจกันและกันได้ และพวกเจ้าย่อมสนับสนุนและดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน แทนที่จะเป็นสภาวะและท่าทีซึ่งในนั้นมีพวกเจ้าต่อสู้กันและกัน เหยียบย่ำอีกฝ่ายหนึ่ง อิจฉาริษยากันและกัน ทำการแข่งขันกันอย่างลับๆ เก็บงำการดูถูกดูหมิ่นหรือการเหยียดหยามอันซ่อนเร้นต่อกันและกันอยู่ หรือซึ่งไม่มีผู้ใดเลยเชื่อฟังอีกฝ่ายอยู่…เพราะฉะนั้น ก่อนอื่น พวกเจ้าต้องเรียนรู้วิธีที่จะเข้ากันได้ดีกับบรรดาพี่น้องชายหญิงของพวกเจ้า เจ้าต้องยอมผ่อนปรนซึ่งกันและกัน ปรานีซึ่งกันและกัน มีความสามารถที่จะมองเห็นสิ่งซึ่งมีความเป็นพิเศษเกี่ยวกับอีกคนได้ มองเห็นว่าอะไรคือจุดแข็งของกันและกัน—และเจ้าต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น และที่จะถอยกลับมาอยู่กับตัวเจ้าเองลึกๆ เพื่อที่จะทำการทบทวนตัวเองและได้รับการรู้จักตนเอง(“หลักธรรมอันเป็นรากฐานที่สุดสำหรับการปฏิบัติการเข้าสู่ความจริงความเป็นจริง” ใน บันทึกการบรรยายของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย) พระวจนะของพระเจ้าแสดงให้ฉันเห็นว่า เมื่อมีคนวิจารณ์และมอบการชี้แนะให้ฉัน ไม่ว่าน้ำเสียงและท่าทีของพวกเขาจะเป็นยังไง และไม่ว่ามันจะเป็นไปตามความคิดของฉันเองหรือไม่ ฉันก็ควรละวางอัตตาของตัวเองและยอมรับมัน แม้ว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีเหตุผล ณ เวลานั้น ฉันก็ไม่ควรพูดโจมตีเพื่อแก้แค้นพวกเขา แต่ฉันควรจะไปอธิษฐานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและแสวงหา ฉันควรจะไว้ใจในสิ่งใดก็ตามที่ฉันได้เจอ ว่าเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงอนุญาตแล้ว มันคือสิ่งจำเป็นต่อการเข้าสู่ชีวิตของฉัน เพื่อให้ฉันได้เรียนรู้บทเรียน ดังนั้น สิ่งแรกที่ฉันต้องคำก็คือนบนอบและไตร่ตรองตัวเอง ในขณะเดียวกันก็ค้นหาพระวจนะที่เกี่ยวข้องจากพระเจ้าเพื่อแก้ไขปัญหา ในการปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ฉันควรจะนำจุดแข็งของพวกเขามาพิจารณามากขึ้นด้วย และเมื่อขัดแย้งกัน ฉันก็ควรไตร่ตรองตัวเองก่อนและแสวงหาความจริง ฉันต้องยอมรับข้อผิดพลาดของตัวเองโดยสมัครใจ และเปิดใจกับผู้อื่นเกี่ยวกับความเสื่อมทรามของฉัน เพื่อที่พวกเขาจะได้มองเห็นหัวใจของฉัน นี่คือเงื่อนไขเบื้องต้นที่จะทำให้การร่วมมืออย่างปรองดองสัมฤทธิ์ผล รวมถึงหลักปฏิบัติที่ฉันต้องเข้าสู่

หลังจากนั้น ฉันจบลงที่การไปแสวงหาพี่หวัง และเปิดอกกับเธอถึงความเสื่อมทรามที่ฉันได้เปิดเผย และวิธีที่ฉันจัดการกับมัน มันเป็นความรู้สึกที่อิสระมาก และปราการที่กั้นระหว่างพวกเราก็สลายไป จากนั้น ในการทำงานร่วมกันของเรา บางครั้งเธอก็จะพูดบางอย่างออกมาตรงมากๆ จนสร้างบาดแผลให้อัตตาของฉัน และฉันก็จะเริ่มรู้สึกต่อต้านขึ้นมา แต่ฉันก็รีบไปอธิษฐานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และละวางตัวเอง ฉันรู้ว่าพระเจ้าทรงอนุญาตสิ่งนี้ ฉันจึงพินิจปัญหาของตัวเอง และยอมรับมุมมองของเธอ การนำสิ่งนี้ไปปฏิบัติ ทำให้อคติที่ฉันมีต่อเธอหายไป และฉันก็รู้สึกว่าความสัมพันธ์ของพวกเราไร้ความกังวลขึ้นมาก เราทำงานร่วมกันในหน้าที่ได้ดี และเราก็ค่อยๆ เห็นความสำเร็จในงานข่าวประเสริฐของเรามากขึ้น ประสบการณ์นี้สอนฉันว่า มีเพียงการยอมรับการพิพากษาและการตีสอนของพระวจนะของพระเจ้า และเพียงการวางพฤติกรรมของเราตามพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้น เราจึงจะสามารถแก้ไขความเสื่อมทรามของตัวเราเอง และใช้ชีวิตตามสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติได้ ฉันขอบคุณพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์สำหรับความรอดที่ทรงมีต่อฉัน!

ปี 2022 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

การทบทวนของ “ผู้นำที่ดี”

ตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ก็สอนให้ฉันเป็นมิตรกับผู้คน เป็นคนที่เข้าหาได้ และเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ถ้าบรรดาคนรอบตัวมีปัญหาหรือข้อเสีย...

Leave a Reply

ติดต่อเราผ่าน Messenger