พระวจนะว่าด้วยการรับใช้พระเจ้า (บทตัดตอน 71)
พวกเจ้าทุกคนต่างต้องการที่จะเพียรพยายามเพื่อความจริง ในอดีตเจ้าทุ่มเทความพยายามบางส่วนยามกลั่นกรองแง่มุมต่างๆ ของความจริงในพระวจนะของพระเจ้า บางคนได้รับประโยชน์เล็กน้อยจากการนี้ ขณะที่คนอื่นเพียงชอบปฏิบัติตามข้อบังคับและหลงออกนอกทาง ผลก็คือพวกเขานำแต่ละแง่มุมของความจริงมาเปลี่ยนเป็นข้อบังคับให้ปฏิบัติตาม เมื่อพวกเจ้ากลั่นกรองความจริงออกมาเช่นนี้ เจ้าไม่ได้กำลังช่วยให้ผู้อื่นได้รับชีวิตหรือเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของพวกเขาจากภายในความจริง แต่เจ้ากำลังทำให้พวกเขาเชี่ยวชาญความรู้หรือคำสอนบางอย่างภายในความจริงนั้น ราวกับว่าพวกเขาเข้าใจจุดประสงค์ของพระราชกิจของพระเจ้า แต่ที่จริงแล้วพวกเขาแค่เชี่ยวชาญคำสอนและคำพูดไม่กี่คำเท่านั้น พวกเขาไม่เข้าใจความหมายที่มีอยู่ในความจริง นี่ก็เหมือนกับการศึกษาเทววิทยาหรือพระคัมภีร์ หลังจากสรุปความรู้ทางพระคัมภีร์และทฤษฎีทางเทววิทยาไปบางส่วน ผู้คนก็ได้รับเพียงความเข้าใจในความรู้และทฤษฎีทางพระคัมภีร์เท่านั้น พวกเขาเชี่ยวชาญเรื่องการเอ่ยคำพูดและคำสอนเหล่านั้นที่สุด แต่กลับไม่มีประสบการณ์จริงเลย พวกเขาไม่มีความเข้าใจในอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเองและแทบไม่มีความเข้าใจในพระราชกิจของพระเจ้าเลยด้วยซ้ำ สุดท้ายแล้วสิ่งที่คนเหล่านี้ได้รับก็เป็นแค่คำสอนและความรู้เพียงไม่กี่เรื่อง มีแต่ข้อบังคับมากมาย พวกเขาไม่ได้รับสิ่งใดที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงเลย หากพระเจ้าทรงพระราชกิจใหม่ ผู้คนเหล่านี้จะสามารถยอมรับและนบนอบพระราชกิจนั้นได้หรือไม่? เจ้าสามารถนำพระราชกิจมาจับคู่กับความจริงที่เจ้ากลั่นกรองออกมาได้หรือไม่? หากเจ้าทำได้ อีกทั้งยังมีความเข้าใจอยู่บ้าง เช่นนั้นแล้วสิ่งทั้งหลายที่เจ้ากลั่นกรองออกมาก็ย่อมสัมพันธ์กับชีวิตจริงในระดับหนึ่ง หากเจ้าไม่สามารถทำได้ เช่นนั้นสิ่งทั้งหลายที่เจ้ากลั่นกรองออกมาก็เป็นเพียงข้อบังคับและไร้ซึ่งคุณค่า เมื่อเป็นเช่นนั้น การกลั่นกรองความจริงในหนทางนี้เหมาะสมหรือไม่? การนี้สามารถช่วยให้ผู้คนเข้าใจความจริงได้หรือไม่? หากการนี้ไม่เกิดผลอันใดเลย เช่นนั้นก็ย่อมไม่มีความหมายโดยสิ้นเชิง การนี้เพียงแต่ทำให้ผู้คนศึกษาเทววิทยา ไม่ได้ทำให้พวกเขามีประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้าและความจริง นั่นเป็นเหตุผลที่พระนิเวศของพระเจ้าต้องมีหลักธรรมเวลาเรียบเรียงหนังสือ หนังสือเหล่านั้นต้องสามารถช่วยให้ผู้คนเข้าใจความจริงได้โดยง่าย มีเส้นทางในการเข้าสู่ และมีความสว่างภายในหัวใจของพวกเขา สิ่งนี้ทำให้การเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงเป็นเรื่องง่าย เจ้าไม่อาจเป็นเหมือนพวกคนในศาสนาผู้ศึกษาความรู้ทางพระคัมภีร์และเทววิทยาอย่างเป็นระบบ การทำเช่นนั้นมีแต่จะนำผู้คนเข้าหาความรู้ทางพระคัมภีร์ พิธีกรรมทางศาสนา และข้อบังคับ รวมทั้งตีกรอบพวกเขาเท่านั้น ไม่สามารถนำผู้คนมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อให้เข้าใจความจริงและเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้ เจ้าคิดว่าโดยการถามคำถามไปทีละบรรทัดแล้วตอบคำถามเหล่านั้น หรือโดยการสรุปประเด็นหลักแล้วย่อและกลั่นกรองความจริงออกมาในไม่กี่บรรทัดจะทำให้ประเด็นเหล่านี้ชัดเจนในตัวเอง และทำให้เข้าใจง่ายสำหรับพี่น้องชายหญิงทั้งหลายของเจ้า เจ้าคิดว่านี่คือวิธีการที่ดี อย่างไรก็ตามหลังจากที่ผู้คนอ่านจบ พวกเขาจะไม่เข้าใจความหมายที่อยู่ภายในความจริง พวกเขาจะไม่มีวันจับคู่ความหมายกับความเป็นจริงได้ สิ่งเดียวที่พวกเขาเชี่ยวชาญก็คือคำพูดและคำสอนเพียงไม่กี่คำ ด้วยเหตุนี้การไม่ทำสิ่งเหล่านี้ย่อมดีเสียกว่า! การทำสิ่งเหล่านี้เป็นหนทางในการนำผู้คนให้เข้าใจและเชี่ยวชาญในความรู้ เจ้ากำลังนำผู้คนไปสู่คำสอนและศาสนา และทำให้พวกเขาเชื่อและติดตามพระเจ้าในบริบทของคำสอนทางศาสนา นี่ไม่ใช่เส้นทางที่เปาโลนำพาผู้คนให้เข้าใจกับการเชื่อในพระเจ้าของตนอย่างแจ่มแจ้งหรือ? พวกเจ้าคิดว่าการเข้าใจคำสอนทางฝ่ายวิญญาณมีความสำคัญเป็นพิเศษ แต่การมารู้จักพระวจนะของพระเจ้านั้นไม่สำคัญ นี่คือความผิดพลาดอย่างร้ายแรง มีผู้คนมากมายที่มุ่งเน้นว่าพวกเขาสามารถจดจำพระวจนะของพระเจ้าได้มากแค่ไหน พูดถึงคำสอนได้มากเพียงใด และค้นพบหลักเกณฑ์ฝ่ายวิญญาณได้มากขนาดไหน นี่คือเหตุผลที่พวกเจ้าต้องการกลั่นกรองทุกแง่มุมของความจริงอย่างเป็นระบบอยู่เสมอเพื่อให้ทุกคนพูดสิ่งเดียวกันโดยพร้อมเพรียง ท่องคำสอนเดียวกัน มีความรู้อย่างเดียวกัน และปฏิบัติตามข้อบังคับชุดเดียวกัน นี่คือเป้าหมายของพวกเจ้า จึงดูเหมือนพวกเจ้าทำสิ่งนี้เพื่อช่วยให้ผู้คนเข้าใจความจริงได้ดีขึ้น แต่เจ้าไม่รู้ว่าเจ้ากำลังนำผู้คนเข้าสู่ข้อบังคับตามคำสอนในพระวจนะของพระเจ้า และไม่รู้ว่าพวกเขามีแต่จะพลัดหลงออกจากความเป็นจริงความจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ การช่วยให้ผู้คนเข้าใจความจริงโดยแท้นั้น เจ้าต้องผสมผสานการอ่านพระวจนะของพระเจ้าเข้ากับความเป็นจริงและสภาวะอันเสื่อมทรามของผู้คน เจ้าต้องคิดทบทวนและทำความเข้าใจปัญหาทั้งหลายภายในตัวเจ้า และคิดทบทวนอุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่เจ้าเผยออกมา จากนั้นเจ้าต้องแก้ไขสิ่งเหล่านี้ด้วยการแสวงหาความจริงในพระวจนะของพระเจ้า นี่เป็นหนทางเดียวในการแก้ไขปัญหาที่แท้จริงของผู้คนและทำให้พวกเขาเข้าใจความจริงและเข้าสู่ความเป็นจริง เพียงการได้รับผลจากการนี้เท่านั้น พวกเจ้าจึงนำผู้คนมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้อย่างแท้จริง หากทั้งหมดที่เจ้าพูดถึงคือทฤษฎีทางฝ่ายวิญญาณ คำสอน และข้อบังคับ หากสิ่งเดียวที่เจ้ามุ่งเน้นคือการทำให้แน่ใจว่าผู้คนมีพฤติกรรมที่ดี หากทั้งหมดที่เจ้าสัมฤทธิ์ได้คือการทำให้ผู้คนพูดสิ่งเดียวกันและปฏิบัติตามข้อบังคับเดียวกัน แต่ไม่สามารถนำพวกเขาให้เข้าใจความจริง ก็ไม่ต้องพูดถึงการทำให้พวกเขาเข้าใจตัวเองดีขึ้นเพื่อให้พวกเขาสามารถกลับใจและเปลี่ยนแปลงได้ เช่นนั้นแล้ว ทั้งหมดที่เจ้าเข้าใจก็คือคำพูดและคำสอน และเจ้าก็ไม่มีความเป็นจริงความจริงเลย ท้ายที่สุดแล้ว การเชื่อในพระเจ้าในหนทางนี้ไม่เพียงแต่ทำให้เจ้าไม่สามารถได้รับความจริงเท่านั้น แต่เจ้าจะยังคงขัดขวางและสูญเสียตนเองไปอีกด้วย—เจ้าจะไม่สามารถได้รับสิ่งใดทั้งสิ้น
พวกเจ้าเคยสังเกตรูปแบบบางอย่างในวิธีที่พระเจ้าตรัสหรือไม่? บางคนแสดงออกเช่นนี้ บทเสวนาของพระเจ้าทุกบทนั้นมีเนื้อหาหลากหลายแง่มุม ความหมายของแต่ละบทตอนและแต่ละประโยคต่างกันออกไป นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่มนุษย์จะจดจำได้ และไม่ใช่เรื่องง่ายที่ผู้คนจะเข้าใจ หากผู้คนปรารถนาที่จะสรุปแนวคิดหลักของทุกบทตอน พวกเขาจะไม่สามารถทำได้ ผู้ที่มีขีดความสามารถต่ำย่อมไม่สามารถเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าได้ ไม่ว่าพวกเขาได้รับการสามัคคีธรรมด้วยวิธีใดก็ตาม พวกเขาก็ยังไม่สามารถเข้าใจความจริงได้ พระวจนะของพระเจ้าไม่ใช่นวนิยาย บทประพันธ์ หรืองานวรรณกรรม พระวจนะของพระเจ้าคือความจริง และเป็นถ้อยคำที่ให้ชีวิตแก่มนุษย์ พระวจนะเหล่านี้ไม่อาจเข้าใจได้ด้วยเพียงการตรึกตรองของมนุษย์ และผู้คนไม่สามารถสรุปรูปแบบภายในพระวจนะเหล่านี้ได้ด้วยการทุ่มความพยายามเพิ่มขึ้นเล็กน้อย นั่นเป็นเหตุผลที่เจ้าไม่สามารถโอ้อวด ไม่ว่าเจ้าพอมีความรู้เกี่ยวกับความจริงในแง่มุมใด และสามารถอธิบายบางอย่างได้ก็ตาม เพราะสิ่งที่เจ้าเข้าใจเป็นเพียงความรู้บางส่วนเท่านั้น เป็นความเข้าใจเพียงแค่ผิวเผิน เป็นเพียงน้ำหยดหนึ่งในมหาสมุทร และแน่นอนว่ายังห่างไกลจากการเข้าใจเจตนารมณ์ที่แท้จริงของพระเจ้า บทเสวนาทุกบทจากพระเจ้ามีความจริงหลากหลายแง่มุม ตัวอย่างเช่น บทเสวนาอันว่าด้วยความล้ำลึกแห่งการทรงปรากฏในรูปมนุษย์ของพระเจ้า บทนี้หมายรวมถึงนัยสำคัญแห่งการทรงปรากฏในรูปมนุษย์ พระราชกิจที่สัมฤทธิ์โดยการทรงปรากฏในรูปมนุษย์ และวิธีที่ผู้คนควรเชื่อในพระเจ้า บทเสวนานี้อาจครอบคลุมไปถึงวิธีที่ผู้คนควรรู้จักและรักพระเจ้าด้วย สิ่งนี้ครอบคลุมแง่มุมมากมายของความจริง หากการทรงปรากฏในรูปมนุษย์มีความหมายไม่กี่ประการอย่างที่เจ้าจินตนาการ ซึ่งสามารถสรุปออกมาได้หลายประโยค เช่นนั้นเหตุใดมนุษย์จึงมีมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันเกี่ยวกับพระเจ้าเสมอ? พระราชกิจของการทรงปรากฏในรูปมนุษย์มีจุดมุ่งหมายที่จะสัมฤทธิ์ผลใดต่อผู้คน? เพื่อให้ผู้คนได้ยินพระวจนะของพระเจ้าและหวนคืนสู่พระองค์ สิ่งนี้เป็นไปเพื่อปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ ช่วยมนุษย์ให้รอดโดยตรง และทำให้มนุษย์ได้รู้จักพระเจ้า หลังจากได้มารู้จักพระเจ้า ผู้คนย่อมจะเกิดหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าขึ้นมาตามธรรมชาติ และกลายเป็นเรื่องง่ายที่พวกเขาจะนบนอบพระเจ้า ด้วยเหตุนี้พระวจนะของพระเจ้าหรือความจริงในแง่มุมใดก็ตามจึงไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่เจ้าจินตนาการ หากเจ้ามองว่าพระวจนะของพระเจ้าและถ้อยคำอันศักดิ์สิทธิ์นั้นแสนเรียบง่าย เชื่อว่าปัญหาใดก็ตามสามารถแก้ไขได้ด้วยพระวจนะของพระเจ้าหนึ่งบทตอน เช่นนั้นเจ้าก็ไม่สามารถเข้าใจความจริงได้อย่างครบถ้วน ต่อให้ความเข้าใจของเจ้าเป็นไปในแนวเดียวกับความจริง นี่ก็ยังเป็นเพียงด้านเดียว บทเสวนาจากพระเจ้าทุกบทนั้นตรัสมาจากหลากหลายมุมมอง มนุษย์ไม่สามารถสรุปหรือกลั่นกรองพระวจนะของพระเจ้าออกมาได้ หลังจากที่กลั่นกรองพระวจนะเหล่านี้แล้ว พวกเจ้าก็คิดว่าพระวจนะของพระเจ้าหนึ่งบทตอนกล่าวถึงเพียงประเด็นเดียว แต่ในความเป็นจริง บทตอนดังกล่าวสามารถแก้ไขปัญหาได้มากมาย เจ้าไม่อาจสรุปหรือตีกรอบพระวจนะเหล่านั้นได้ เพราะทุกแง่มุมของความจริงประกอบด้วยความเป็นจริงมากมาย เหตุใดจึงกล่าวว่าความจริงคือชีวิต คือสิ่งที่ผู้คนสามารถชื่นชมได้ และคือบางสิ่งที่ผู้คนไม่สามารถมีประสบการณ์ได้อย่างครบถ้วนแม้ผ่านไปหลายช่วงชีวิตหรือหลายร้อยปีก็ตาม? หากเจ้ากลั่นกรองแง่มุมหนึ่งของความจริงหรือบทตอนหนึ่งในพระวจนะของพระเจ้าออกมา เช่นนั้นแล้วบทตอนที่เจ้ากลั่นกรองออกมาก็ย่อมกลายเป็นสูตรสำเร็จ เป็นข้อบังคับ เป็นคำสอน—สิ่งนี้ย่อมไม่ใช่ความจริงอีกต่อไป แม้ว่านี่คือพระวจนะดั้งเดิมของพระเจ้าที่ไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่คำเดียว แต่หากเจ้ากลั่นกรองและเรียบเรียงพระวจนะออกมาเช่นนี้ พระวจนะเหล่านี้ย่อมกลายเป็นคำพูดเชิงทฤษฎี ไม่ใช่ความจริง เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? ก็เพราะเจ้าจะนำผู้คนให้หลงผิดและนำไปสู่คำสอน ทำให้พวกเขาคิด จินตนาการ พิจารณาประเด็นทั้งหลาย และอ่านพระวจนะทั้งหมดของพระเจ้าตามคำสอนของเจ้า หลังจากอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผู้คนจะเข้าใจเพียงคำสอนหนึ่งและมองเห็นเพียงข้อบังคับหนึ่งๆ ในบทตอนนั้น และไม่อาจมองเห็นแง่มุมที่เป็นความเป็นจริงความจริงได้ สุดท้ายเจ้าจะนำผู้คนไปบนเส้นทางของการเข้าใจคำสอนและการปฏิบัติตามข้อบังคับ พวกเขาจะไม่รู้วิธีที่จะมีประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาจะเข้าใจแค่คำสอนและหารือกันเรื่องคำสอนเท่านั้น แต่พวกเขาจะไม่เข้าใจความจริงหรือรู้จักพระเจ้า สิ่งที่ออกจากปากของพวกเขาย่อมจะเป็นคำสอนที่รื่นหูและถูกต้องทั้งสิ้น แต่พวกเขาจะไม่มีความเป็นจริงแม้แต่น้อย และไม่มีเส้นทางปฏิบัติของตนเอง การเป็นผู้นำเช่นนั้นสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อมนุษย์โดยแท้จริง!
พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าสิ่งใดคือข้อห้ามร้ายแรงที่สุดในการรับใช้พระเจ้าของมนุษย์? ผู้นำและคนทำงานบางคนต้องการความแตกต่าง ต้องการเหนือกว่าคนที่เหลือ ต้องการอวดตน และต้องการคิดหาเล่ห์กลใหม่ๆ อยู่เสมอ เพื่อทำให้พระเจ้าทรงเห็นเพียงว่าแท้จริงแล้วพวกเขามีความสามารถเพียงใด อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่ได้มุ่งเน้นการเข้าใจความจริงและการเข้าสู่ความเป็นจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้า นี่เป็นการกระทำในหนทางที่โง่เขลาที่สุด นี่มิใช่การเปิดเผยอุปนิสัยอันโอหังโดยแท้หรอกหรือ? บางคนถึงกับกล่าวว่า “หากฉันทำแบบนี้ ฉันมั่นใจว่านี่จะทำให้พระเจ้าทรงมีความสุข พระองค์จะโปรดปรานสิ่งนี้ คราวนี้ฉันจะไปแสดงให้พระเจ้าเห็น ฉันจะทำให้พระองค์ทึ่งไปเลย” การ “ทึ่ง” นั้นไม่สำคัญ ผลลัพธ์เป็นเช่นไร? ผู้คนมองว่าสิ่งทั้งหลายที่คนเหล่านี้ทำไร้สาระเกินไป ไม่เพียงแต่ไม่เป็นประโยชน์ต่องานของพระนิเวศของพระเจ้าเท่านั้น แต่ยังเป็นสิ่งที่สิ้นเปลืองเงินทอง—นำมาซึ่งการสูญเสียของถวายของพระเจ้า ของถวายของพระเจ้าไม่ใช่สิ่งที่เจ้าจะใช้ได้ตามต้องการ การสิ้นเปลืองของถวายแด่พระเจ้านั้นเป็นบาป ผู้คนเหล่านี้ย่อมลงเอยด้วยการล่วงเกินพระอุปนิสัยของพระเจ้า พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงหยุดพระราชกิจในตัวพวกเขา และพวกเขาก็ถูกกำจัดออกไป ดังนั้นจงอย่าวู่วามทำอะไรตามใจชอบเป็นอันขาด เจ้าไม่คำนึงถึงจุดจบได้อย่างไรกัน? เมื่อเจ้าล่วงเกินพระอุปนิสัยของพระเจ้า ละเมิดประกาศกฤษฎีกาบริหารของพระองค์ และถูกกำจัดออกไปในเวลาต่อมา เจ้าย่อมไม่มีอะไรจะกล่าว ไม่ว่าความตั้งใจของเจ้าจะเป็นอย่างไร และไม่ว่าเจ้าทำไปอย่างจงใจหรือไม่ หากเจ้าไม่เข้าใจพระอุปนิสัยของพระเจ้าหรือเจตนารมณ์ของพระองค์ เจ้าย่อมจะล่วงเกินพระองค์ได้อย่างง่ายดาย และหมิ่นเหม่ที่จะละเมิดประกาศกฤษฎีกาบริหารของพระองค์ นี่คือบางสิ่งที่ทุกคนควรคอยตั้งป้อมระวัง ครั้นเจ้าได้ละเมิดประกาศกฤษฎีกาบริหารของพระเจ้าหรือล่วงเกินพระอุปนิสัยของพระองค์ หากเป็นเรื่องที่ร้ายแรงอย่างยิ่ง เช่นนั้นพระองค์จะไม่ทรงพิจารณาเลยว่าเจ้าได้ทำไปโดยเจตนาหรือไม่เจตนา นี่คือเรื่องหนึ่งที่เจ้าจำเป็นต้องมองเห็นอย่างชัดเจน หากเจ้าไม่สามารถเข้าใจประเด็นปัญหานี้ เช่นนั้นแล้ว เจ้าย่อมไม่แคล้วที่จะทำให้เกิดปัญหา ในการรับใช้พระเจ้านั้น ผู้คนปรารถนาที่จะก้าวยาวไปข้างหน้า ทำสิ่งทั้งหลายที่ยิ่งใหญ่ กล่าวคำพูดที่ยิ่งใหญ่ ปฏิบัติงานที่ยิ่งใหญ่ จัดการพบปะที่ยิ่งใหญ่ และเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ หากเจ้ามีความทะเยอทะยานอันโอฬารเช่นนั้นอยู่เสมอ เช่นนั้นแล้ว เจ้าย่อมจะละเมิดประกาศกฤษฎีกาบริหารของพระเจ้า ผู้คนที่ทำการนี้จะตายอย่างรวดเร็ว หากเจ้าไม่ประพฤติดี ไม่เปี่ยมศรัทธา และไม่สุขุมรอบคอบในการรับใช้ของเจ้าต่อพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว ไม่ช้าก็เร็ว เจ้าย่อมจะล่วงเกินพระอุปนิสัยของพระองค์ หากเจ้าล่วงเกินพระอุปนิสัยของพระเจ้า ละเมิดกฤษฎีกาบริหารของพระองค์ จนทำบาปต่อพระเจ้า เช่นนั้นพระองค์ก็จะไม่ทรงดูว่าเจ้าทำสิ่งนี้ไปด้วยเหตุผลใด และไม่ทรงดูว่าเจตนาของเจ้าคืออะไร แล้วพวกเจ้าคิดว่าพระเจ้าทรงไร้เหตุผลหรือไม่? พระองค์ทรงไม่เอาใจใส่มนุษย์ใช่หรือไม่? (ไม่ใช่) ทำไมเล่า? เพราะเจ้าไม่ได้หูหนวกหรือตาบอด และเจ้าไม่ได้โง่เขลา กฤษฎีกาบริหารของพระเจ้านั้นชัดเจนและแจ่มแจ้ง เจ้าสามารถมองเห็นและได้ยินสิ่งนี้ได้ หากเจ้ายังคงละเมิดกฤษฎีกาบริหารเหล่านี้ เจ้าจะมีเหตุผลใดได้อีก? ต่อให้เจ้าไม่ได้ซุกซ่อนเจตนาใดไว้ ตราบเท่าที่เจ้าล่วงเกินพระเจ้า เมื่อเวลานั้นมาถึงเจ้าย่อมจะเผชิญกับการถูกทำลายและถูกลงโทษ จะสำคัญด้วยหรือว่าสถานการณ์ของเจ้าเป็นเช่นไร? ผู้คนที่มีธรรมชาติของซาตานย่อมล่วงเกินพระอุปนิสัยของพระเจ้าได้โดยธรรมชาติ ไม่มีผู้ใดถูกมีดจี้ให้ละเมิดกฤษฎีกาบริหารของพระเจ้าหรือล่วงเกินพระอุปนิสัยของพระองค์ เรื่องนี้ย่อมไม่เกิดขึ้น ในทางกลับกัน นี่คือบางสิ่งซึ่งกำหนดไว้แล้วโดยธรรมชาติของมนุษย์ “พระอุปนิสัยของพระเจ้าต้องไม่ถูกล่วงเกิน” คำกล่าวนี้มีความหมายอยู่ภายใน อย่างไรก็ตาม พระเจ้าทรงลงโทษผู้คนตามสภาวะและภูมิหลังของพวกเขา การล่วงเกินพระเจ้าโดยไม่รู้ว่านั่นคือพระองค์เป็นสภาวะประเภทหนึ่ง ขณะที่การล่วงเกินพระเจ้าทั้งที่รู้ชัดเจนว่านั่นคือพระองค์ก็เป็นอีกประเภทหนึ่ง บางคนสามารถล่วงเกินพระเจ้าได้ทั้งที่รู้ชัดเจนว่านั่นคือพระองค์ พวกเขาก็ย่อมจะถูกลงโทษ พระเจ้าทรงแสดงออกถึงพระอุปนิสัยบางอย่างในพระราชกิจแต่ละขั้นของพระองค์ มนุษย์ได้มาเข้าใจเรื่องนี้บ้างแล้วมิใช่หรือ? ผู้คนไม่รู้เลยสักนิดเลยหรือว่าพระอุปนิสัยใดที่พระเจ้าทรงเปิดเผยผ่านความจริงมากมายที่พระองค์ทรงแสดง รวมถึงการกระทำและคำพูดใดของผู้คนที่มีแนวโน้มจะล่วงเกินพระองค์? และสำหรับเรื่องราวทั้งหลายที่ถูกจัดวางโดยกฤษฎีกาบริหารของพระเจ้า—มนุษย์ควรและไม่ควรทำสิ่งใด—ผู้คนก็ไม่รู้เรื่องเหล่านี้เช่นกันหรือ? มนุษย์ไม่สามารถเข้าใจบางเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความจริงและหลักธรรมได้โดยครบถ้วนเพราะพวกเขายังไม่ได้ก้าวผ่านสิ่งเหล่านั้น พวกเขาจึงไม่สามารถเข้าใจสิ่งเหล่านั้นได้ อย่างไรก็ตาม เรื่องของกฤษฎีกาบริหารนั้นอยู่ในขอบเขตที่กำหนดไว้แล้ว จัดเป็นข้อบังคับ เป็นสิ่งที่มนุษย์สามารถเข้าใจและทำได้โดยง่าย ไม่จำเป็นจะต้องศึกษาหรืออธิบายสิ่งเหล่านี้ การที่ผู้คนกระทำตามความหมายของกฤษฎีกาบริหารอย่างที่พวกเขาเข้าใจนั้นเพียงพอแล้ว หากเจ้าเลินเล่อ ไร้ซึ่งหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า และละเมิดกฤษฎีกาบริหารโดยรู้อยู่แก่ใจ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็สมควรถูกลงโทษ!
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ