หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (16) ตอนที่สาม

ข. วิธีปฏิบัติต่อผู้คนที่แพร่มโนคติอันหลงผิด

เมื่อมีคนในคริสตจักรแพร่มโนคติอันหลงผิดและความไม่พอใจในพระเจ้า ผลที่ตามมาย่อมเป็นเช่นใด? ส่งผลโดยตรงต่อผลลัพธ์ของชีวิตคริสตจักรหรือไม่? รบกวนชีวิตคริสตจักรที่เป็นปกติและงานของคริสตจักรใช่หรือไม่? (ใช่) เรื่องนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อที่ผู้คนมีในพระเจ้าและส่งผลต่อความสามารถในการทำหน้าที่ตามปกติของพวกเขา เพราะฉะนั้น จึงต้องควบคุมพวกที่แพร่มโนคติอันหลงผิด ต่อให้พวกเขาเอ่ยเรื่องเช่นนี้ขึ้นมาเป็นครั้งคราวเท่านั้นก็ตาม ก็ต้องควบคุมและแยกแยะพวกเขา เพื่อดูว่าพวกเขามีความเป็นมนุษย์ประเภทใด การแพร่มโนคติอันหลงผิดของพวกเขาเกิดจากการคิดลบและความอ่อนแอชั่วครั้งชั่วคราวหรือเพราะแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขามีปัญหา—หากพวกเขาไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างต่อเนื่องและเจตนาแพร่มโนคติอันหลงผิดเพื่อชักพาผู้คนจำนวนมากขึ้นให้หลงผิด เพื่อรบกวนและทำให้ชีวิตคริสตจักรเสียหายหรือไม่ หากเป็นเพียงการคิดลบและความอ่อนแอชั่วคราว การสามัคคีธรรมความจริงเพื่อเกื้อหนุนและช่วยเหลือพวกเขาย่อมเพียงพอ หากพวกเขาไม่สนใจฟังคำแนะนำ ยังคงแพร่มโนคติอันหลงผิดและก่อกวนชีวิตคริสตจักรต่อไป—ถึงขั้นทำให้ผู้อื่นคิดลบและอ่อนแอ ส่งผลต่อความสามารถในการทำหน้าที่ตามปกติของผู้อื่น—เช่นนั้นก็หมายความว่าพวกเขาเป็นข้ารับใช้ของซาตานและควรถูกเอาตัวออกไปตามหลักธรรม เหตุใดจึงไม่ให้โอกาสพวกเขาอีกครั้ง? พวกเจ้าคิดว่าผู้คนเช่นนี้คือผู้ไม่เชื่อหรือไม่? (ใช่) ไม่ว่าความเป็นมนุษย์ของพวกเขาจะเป็นอย่างไร ผู้คนเยี่ยงนี้ก็คือผู้ไม่เชื่อ ผู้ไม่เชื่อก็เหมือนข้าวละมานท่ามกลางข้าวสาลี—ควรถูกถอนออกไปเสีย หากพวกเขาเพียงแต่สำแดงลักษณะบางอย่างของผู้ไม่เชื่อและไม่เคยทำให้เกิดการก่อกวนในชีวิตคริสตจักร อีกทั้งยังสามารถเป็นมิตรกับคริสตจักรและทำงานรับใช้ ก็สามารถปล่อยพวกเขาเอาไว้ได้ แต่พวกที่แพร่มโนคติอันหลงผิดอย่างสม่ำเสมอย่อมแสดงออกถึงมุมมองและความคิดเห็นของผู้ไม่เชื่อตลอดเวลา พวกเขาไม่ได้กล่าวสิ่งต่างๆ อย่างเรื่อยเปื่อย แต่จุดประสงค์ของพวกเขาคือยุยง ชักพาให้หลงผิด และดึงดูดให้ผู้คนจำนวนมากขึ้นตีตัวออกหากจากพระเจ้า เจตนาของพวกเขาก็คือ “หากฉันไม่สามารถได้รับพร ฉันก็จะไม่เชื่ออีกต่อไป พวกคุณก็ไม่ควรหวังว่าจะมีใครได้รับพร และไม่ควรเชื่อด้วย! ถ้าพวกคุณยังเชื่อต่อไป ถ้าพวกคุณยืนกรานที่จะเชื่อต่อไปและในที่สุดก็ได้รับพรขึ้นมาสักวันเล่า—นั่นจะไม่ทำให้ฉันตกที่นั่งลำบากหรือ? แล้วฉันจะรู้สึกว่ามีสมดุลภายในใจได้อย่างไร? แบบนั้นไม่ได้การ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียใจในภายหน้า ฉันจะก่อกวนพวกคุณ ทำให้ความเชื่อของพวกคุณคลอนแคลน ทำให้พวกคุณตีตัวออกหากจากพระเจ้า ทรยศพระเจ้า และผละจากคริสตจักรไปกับฉัน—นั่นจะเป็นการดีที่สุด” นี่คือจุดประสงค์ของพวกเขา ผู้ไม่เชื่อแบบนี้ควรถูกเอาตัวออกไปมิใช่หรือ? (ใช่) ควรเอาตัวพวกเขาออกไป หากผู้ไม่เชื่อบางคนเลิกเชื่อ คริสตจักรก็จะเพียงเรียกหนังสือพระวจนะของพระเจ้าคืนจากพวกเขาและลบชื่อของพวกเขาออกไป มีผู้ไม่เชื่อคนอื่นที่มีความรู้สึกเป็นบวกต่อการเชื่อในพระเจ้าและต่อผู้เชื่อ พวกเขาไม่ได้มีบทบาทที่เป็นบวกในคริสตจักร พวกเขาเพียงช่วยเหลือเป็นครั้งคราวในฐานะที่เป็นมิตรกับคริสตจักรเท่านั้น แม้ผู้คนเช่นนี้จะไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงหรือสามัคคีธรรมความจริง แต่ก็ไม่แพร่มโนคติอันหลงผิดหรือก่อกวนชีวิตคริสตจักร ตราบใดที่พวกเขาทำงานรับใช้ได้บ้าง ก็ควรจะเปิดโอกาสให้พวกเขาอยู่ในคริสตจักร ไม่จำเป็นต้องเอาตัวออกไป อย่างไรก็ดี สำหรับผู้ไม่เชื่อที่แพร่มโนคติอันหลงผิดอย่างต่อเนื่อง ก็ไม่ควรแสดงความกรุณาต่อพวกเขา พวกเขาแพร่มโนคติอันหลงผิดและความเข้าใจผิดที่มีเกี่ยวกับพระเจ้า รบกวนชีวิตคริสตจักรและทำให้เกิดการขัดขวางและรบกวนงานของคริสตจักร ผู้ไม่เชื่อเหล่านี้คือข้ารับใช้ของซาตาน พวกเขามีมโนคติอันหลงผิด อย่างไรก็ดี พวกเขาไม่เพียงไม่แสวงหาความจริงมาแก้ไขมโนคติอันหลงผิดของตนเท่านั้น แต่ถึงขั้นแพร่มโนคติอันหลงผิดเพื่อชักพาประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรให้หลงผิดไปด้วย พวกเขาทรยศพระเจ้าและต้องการที่จะลากคนบางคนให้ย่อยยับไปพร้อมกับตน ด้วยเจตนาเช่นนี้เอง พวกเขาจึงก่อกวนงานของคริสตจักร พระเจ้าจะทรงอภัยให้พวกเขาได้หรือ? ไม่ได้ ต้องไม่ปล่อยพวกเขาเอาไว้ นี่ไม่ใช่เรื่องของการต้องควบคุมหรือแยกเดี่ยวพวกเขา พวกเขาต้องถูกชำระออกไปและลบชื่อออกเป็นการถาวร โดยไม่มีการปรานีใดๆ ทั้งสิ้น!

ในคริสตจักร บางคนไม่เคยไล่ตามเสาะหาความจริงและไม่เคยเข้าใจว่าพระเจ้าทรงพระราชกิจเพื่อช่วยผู้คนให้รอดอย่างไร หลังจากที่มีประสบการณ์กับบางสิ่งบางอย่างแล้ว พวกเขาก็เกิดความเข้าใจผิด เกิดการไม่ยอมรับ และคำพร่ำบ่นพระเจ้า บางสิ่งที่พวกเขาพูดและทำนั้นทำหน้าที่แพร่มโนคติอันหลงผิด มโนคติอันหลงผิดที่พวกเขาแพร่ไปนี้ไม่ได้เป็นเพียงความเข้าใจที่เบี่ยงเบนเกี่ยวกับพระวจนะและพระราชกิจของพระเจ้าหรือความเข้าใจผิดเกี่ยวกับพระเจ้าเท่านั้น บางส่วนก็ร้ายแรงกว่านั้น เป็นการปฏิเสธโดยตรงในเรื่องที่ว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริง—พวกเขาตัดสินและกล่าวโทษพระเจ้าโดยสิ้นเชิง และมโนคติอันหลงผิดอื่นๆ ที่พวกเขาเผยแพร่ก็ถึงขั้นโจมตีและหมิ่นประมาทพระเจ้าอย่างเปิดเผย พวกเขาไม่ได้ชำแหละหรือพยายามรู้จักความเสื่อมทรามและการกบฏของตนเองด้วยหัวใจที่นบนอบ ไม่ได้ยืนอยู่ในมุมมองของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหรือผู้ติดตามพระเจ้า และพวกเขาไม่ยอมรับความจริง ไม่สามัคคีธรรมถึงความเข้าใจที่ตนมีเกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้าและการหยั่งรู้เจตนารมณ์ของพระองค์ มโนคติอันหลงผิดที่พวกเขาแสดงออกมานั้นตรงข้ามกับความเข้าใจที่เป็นบวกเหล่านี้อย่างสิ้นเชิง เมื่อผู้อื่นฟังมโนคติอันหลงผิดของพวกเขา ก็ไม่ได้รับความเข้าใจเกี่ยวกับพระเจ้า ไม่เกิดความเชื่อที่แท้จริง และแน่นอนว่าความเชื่อที่ผู้อื่นมีในพระเจ้าก็ไม่ได้เติบโตขึ้นเช่นกัน แต่ความเชื่อที่ผู้อื่นมีในพระเจ้ากลับกลายเป็นคลุมเครือ ลดน้อยลง หรือถึงกับสูญสิ้นไปหมด พร้อมกันนั้นนิมิตที่พวกเขามีเกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้าก็เริ่มพร่ามัว ยิ่งผู้คนฟังมโนคติอันหลงผิดที่พวกเขาเผยแพร่ หัวใจของผู้คนก็ยิ่งเลอะเลือน ถึงขั้นที่ผู้คนรู้สึกไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเหตุใดตนจึงควรเชื่อในพระเจ้า และเริ่มสงสัยว่าพระเจ้าทรงดำรงอยู่จริงหรือไม่ ส่วนเรื่องที่ว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริงหรือไม่ พระวจนะและพระราชกิจของพระเจ้าสามารถชำระผู้คนให้บริสุทธิ์และช่วยให้รอดได้หรือไม่ รวมทั้งเรื่องอื่นๆ ในทำนองเดียวกัน—สิ่งเหล่านี้ล้วนเลือนรางและน่าสงสัยสำหรับพวกเขา เมื่อผู้คนได้ฟังมโนคติอันหลงผิดและความเข้าใจผิดที่ผู้คนดังกล่าวเผยแพร่ พวกเขาก็เริ่มสงสัยและระแวดระวังพระเจ้า เริ่มตีกรอบพระเจ้าอยู่ในหัวใจ เกิดความเข้าใจผิดและพร่ำบ่นพระเจ้า ถึงกับเอาใจออกห่างจากพระเจ้า นี่เป็นปัญหาอย่างมาก เมื่อพวกเขามีความคิด ทัศนะ แผนการ และความมุ่งหมายที่เป็นลบเหล่านี้ ก็ชัดเจนว่าข้อมูลและความคิดเห็นที่พวกเขายอมรับแล้วนั้นไม่สอดคล้องกับความต้องการตามความเป็นมนุษย์ที่ปกติ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความจริง—แน่นอนเต็มร้อยว่าสิ่งเหล่านั้นย่อมมาจากซาตาน ไม่ว่าเจตนาหรือเหตุจูงใจของคนที่แพร่มโนคติอันหลงผิดจะเป็นเช่นใด ไม่ว่าพวกเขาจะเผยแพร่ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนและข่าวลือที่ไม่มีมูลโดยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม ตราบใดที่พวกเขาก่อให้เกิดผลกระทบที่เป็นภัยภายในคริสตจักร ก็ควรควบคุมพวกเขาเอาไว้ แน่นอนว่าหากมีการพบเจอและแยกแยะผู้คนดังกล่าวนอกชีวิตคริสตจักร ก็ควรหยุดยั้งและควบคุมพวกเขาในทันทีเช่นกัน หากคนที่เข้าใจความจริงสามารถใช้พระวจนะของพระเจ้าหรือความเข้าใจของตนมาหักล้างและเปิดโปงพวกที่แพร่เรื่องดังกล่าว ช่วยให้พี่น้องชายหญิงแยกแยะคนพวกนั้นได้ นี่ก็ดียิ่งขึ้นไปอีก นี่คือการต่อสู้กับซาตาน หากเจ้าขาดวุฒิภาวะ เจ้าก็ควรเรียนรู้ที่จะแยกแยะและอยู่ให้ห่างจากพวกเขา หากเจ้ามีวุฒิภาวะ เจ้าก็ควรเปิดโปงพวกเขาเสีย พวกเจ้ากล้าทำดังนี้หรือไม่? พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าจะทำอย่างไร? นี่เผยได้มากที่สุดว่าใครสักคนมีความเป็นจริงความจริงหรือไม่ เมื่อผู้เชื่อใหม่บางคนได้ฟังมโนคติอันหลงผิดและความเข้าใจผิดที่ผู้คนดังกล่าวเผยแพร่เกี่ยวกับพระเจ้า พวกเขาย่อมตกใจและกล่าวว่า “คนที่เชื่อในพระเจ้าพูดจาแบบนี้ได้อย่างไร?” หากผู้คนที่ไม่มีรากฐานได้ฟังมโนคติอันหลงผิดและความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเหล่านี้ พวกเขาจะกลายเป็นคนคิดลบและอ่อนแอหรือไม่? พวกเขาจะยอมรับความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเหล่านี้หรือไม่? พวกเขาจะถูกชักพาให้หลงผิดและไปจากคริสตจักรหรือไม่? ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นไปได้ เมื่อใครบางคนที่แพร่มโนคติอันหลงผิดกล่าวว่า “ฉันจะไม่มีวันเชื่อในพระเจ้าอีกแล้ว” ไม่ว่าในยามที่กล่าวเช่นนี้ พวกเขาจะอยู่ในสภาวะใด นั่นย่อมบ่งชี้ว่าพวกเขาสูญเสียความเชื่อในพระเจ้าไปหมดสิ้นแล้วและเป็นผู้ไม่เชื่อ ไม่ว่าจุดประสงค์ที่พวกเขาแพร่คำพูดดังกล่าวจะเป็นเช่นใด เจ้าสามารถได้รับความเจริญใจจากการฟังคำพูดเหล่านี้หรือไม่? (ไม่) เมื่อเจ้าอ่อนแอและได้ฟังถ้อยคำเหล่านี้ เจ้าอาจจะรู้สึกว่า “คนคนนี้เจ็บปวดเหมือนฉัน เวลาที่เขาพูดถึงมโนคติอันหลงผิดของเขา ก็เหมือนเขากำลังพูดถึงความคิดที่อยู่ลึกสุดในใจฉัน” อย่างไรก็ดี หากคนที่มีความเชื่อได้ฟังคำพูดเหล่านี้ เขาย่อมจะคิดว่า “นี่คือการเป็นกบฏที่ร้ายแรงนัก! พูดคำพูดพวกนี้ออกมาได้อย่างไร? นี่เป็นการหมิ่นประมาทพระเจ้าไม่ใช่หรือ? ฉันคงจะไม่กล้าพูดถึงสิ่งเหล่านี้หรอกเพราะเป็นการล่วงเกินพระอุปนิสัยของพระเจ้า!” ข้อเท็จจริงที่เขาสามารถแพร่มโนคติอันหลงผิดเหล่านี้ย่อมบ่งชี้ว่าแนวคิดเหล่านี้เกิดขึ้นมานานแล้วและได้หยั่งรากลงไปในหัวใจของเขาแล้ว หากแนวคิดดังกล่าวเพิ่งเริ่มก่อตัวและยังคงอยู่ในระยะเริ่มต้น ยังไม่พัฒนาเต็มที่จนเป็นมโนคติอันหลงผิด ตราบใดที่คนเราไม่ได้กล่าวแนวคิดพวกนี้ออกมาและยังไม่ได้รบกวนหรือชักพาให้ผู้อื่นหลงผิด นี่ย่อมแสดงให้เห็นว่าเขาพอมีสำนึกอยู่บ้าง เขาสามารถระวังปาก อันเป็นการหลีกเลี่ยงผลสืบเนื่องซึ่งก็คือการถูกเอาตัวออกไป แต่หากเขาเอ่ยปากออกมาและรบกวนชีวิตคริสตจักร เช่นนั้นก็ไม่อาจมีน้ำใจกับเขามากไปกว่าที่ผ่านมาได้ ควรเปิดโปงและเอาตัวเขาออกไป ผู้คนที่ไม่รักความจริงและไม่มีความสามารถที่จะเข้าใจความจริงย่อมโน้มเอียงไปในทางที่จะเกิดมโนคติอันหลงผิดอยู่เนืองๆ อย่างไรก็ดี คนที่มักจะอ่านพระวจนะของพระเจ้าและมีความสามารถที่จะเข้าใจได้ ย่อมจะแสวงหาความจริงมาแก้ไขมโนคติอันหลงผิดของตน ต่อให้มีมโนคติอันหลงผิดเกิดขึ้นก็ตาม ส่วนคนที่มักจะแพร่มโนคติอันหลงผิดย่อมถูกพระราชกิจของพระเจ้าเผยให้เห็นและกำจัดออกไป พวกเขาคือผู้คนที่ไม่รักความจริงแม้แต่น้อยและไม่สามารถยอมรับความจริง พวกเขาล้วนรังเกียจความจริงและเกลียดชังความจริง ไม่มีข้อสงสัยในเรื่องนี้เลย

ชีวิตคริสตจักรในประเทศและสถานที่ต่างๆ ย่อมมีปัญหาเรื่องการแพร่มโนคติอันหลงผิดอย่างแน่นอน เพราะผู้คนที่ไม่รักความจริงย่อมมีอยู่ทั่วทุกหนทุกแห่ง พวกที่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง พวกที่รังเกียจความจริง พวกที่แสวงหาความหรรษาทางเนื้อหนัง ตลอดจนผู้ไม่เชื่อ คนชั่ว และอื่นๆ มักจะเก็บงำมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้าและพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์อยู่เสมอ เนื่องจากพวกเขาไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง หัวใจของพวกเขาเต็มไปด้วยมโนคติอันหลงผิด เต็มไปด้วยความคิดฝันเกี่ยวกับพระเจ้าและข้อเรียกร้องต่อพระองค์ และพวกเขาก็ไม่อาจหยั่งรู้และเข้าใจทุกพระวจนะที่พระเจ้าตรัสได้อย่างถ่องแท้ พวกเขาได้แต่เข้าใจไปตามมโนคติอันหลงผิด ความชอบส่วนตน และแม้กระทั่งเข้าใจไปตามผลได้และผลเสียส่วนตัวเท่านั้น หัวใจของพวกเขาเต็มไปด้วยมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันต่างๆ นานา รวมทั้งข้อเรียกร้องที่ไม่สมเหตุสมผลต่อพระเจ้า ตลอดจนความเข้าใจผิดและคำตัดสินต่างๆ เกี่ยวกับพระเจ้า และอื่นๆ ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ผู้คนเหล่านี้จะแพร่มโนคติอันหลงผิด—นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ ตราบใดที่ยังมีผู้คนเช่นนี้ การแพร่มโนคติอันหลงผิดก็จะเกิดขึ้นเป็นครั้งคราวและสามารถเกิดขึ้นเมื่อใดก็ได้ เมื่อบางสิ่งที่พระเจ้าตรัสหรือทำนั้นไม่สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดและความปรารถนาของพวกเขา ทั้งยังทำร้ายผลประโยชน์ของพวกเขา พวกเขาก็เดือดดาลและเริ่มเอ่ยปากเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง เริ่มขับเคี่ยวกับพระเจ้าและพระราชกิจของพระองค์ ผู้คนเหล่านี้ยืนหยัดต่อต้านความจริงและพระเจ้าอยู่เสมอ พิจารณาและพินิจพิเคราะห์พระวจนะของพระเจ้า พระอุปนิสัย และพระราชกิจของพระเจ้า พวกเขาพินิจพิเคราะห์และตรวจสอบความถูกต้องของพระวจนะและพระราชกิจของพระเจ้าอย่างต่อเนื่อง และต้องการยืนยันด้วยว่าเนื้อหนังที่บังเกิดเป็นมนุษย์ของพระเจ้าสอดคล้องกับอัตลักษณ์และสถานะของพระเจ้าหรือไม่ ระหว่างที่พวกเขาตรวจสอบอยู่นั้น พวกเขาก็พบว่ายากมากที่จะได้คำตอบที่ถูกต้องแม่นยำ ในสายตาของพวกเขานั้น แม้กระทั่งการทำให้พระวจนะของพระเจ้าลุล่วงและกลายเป็นจริงก็เป็นเรื่องยากมาก เพราะฉะนั้น พวกเขาจึงมีเรื่องมากมายให้พูดเวลาแพร่มโนคติอันหลงผิด พวกเขาแพร่มโนคติอันหลงผิดของตนโดยไม่เลือกเวลา สถานที่ หรือบริบท เมื่อใดก็ตามที่พวกเขารู้สึกไม่พอใจพระเจ้าไม่ว่าในหนทางใด พวกเขาก็ใช้มโนคติอันหลงผิดของตนมาประเมินสิ่งต่างๆ หากพระวจนะและพระราชกิจของพระเจ้าไม่ตรงกับมโนคติอันหลงผิดของพวกเขา พวกเขาย่อมรีบแสดงมโนคติอันหลงผิดของตนออกมา พวกเราระบุว่าการแสดงออกเช่นนี้คือการแพร่ เหตุใดจึงเรียกว่า “การแพร่”? เพราะสิ่งต่างๆ ที่พวกเขาแสดงออกมานั้นไม่มีผลที่เป็นบวกต่อประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร ชีวิตคริสตจักร หรืองานในพระนิเวศของพระเจ้า ตรงกันข้าม กลับก่อให้เกิดแต่การก่อกวน การขัดขวาง และความเสียหายเท่านั้น ดังนั้นจึงเป็นการถูกต้องที่เรียกการแสดงความคิดเห็นเช่นนี้ว่า “การแพร่”

หลังจากที่เจ้ามีวิจารณญาณพื้นฐานในปัญหาเรื่องการแพร่มโนคติอันหลงผิดบ้างแล้ว เจ้าก็ควรชำแหละและใช้วิจารณญาณดูมโนคติอันหลงผิดและความเห็นต่างๆ ที่ผิดพลาดของผู้คนตามความจริง จากนั้นจึงจัดการและแก้ไขมโนคติและความเห็นเหล่านั้นตามกฎข้อบังคับในพระนิเวศของพระเจ้า แน่นอนว่าผู้นำและคนทำงานย่อมมีหน้าที่รับผิดชอบที่จะแก้ปัญหาดังกล่าวโดยไม่อาจบ่ายเบี่ยงได้ พร้อมกันนั้น หลังจากที่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรทุกคนฟังสามัคคีธรรมนี้แล้วย่อมมีภาระผูกพันและความรับผิดชอบในการเปิดโปงและชำแหละผู้คนที่แพร่มโนคติอันหลงผิด รวมทั้งคำพูดและพฤติกรรมของพวกเขาด้วย หากเจ้าไม่มีความกล้าที่จะหยุดยั้งหรือควบคุมพวกเขา เจ้าก็สามารถสามัคคีธรรมและถกเถียงกับพวกเขาตามพระวจนะของพระเจ้าและตามความจริงที่เจ้าเข้าใจ การถกเถียงเช่นนี้มีจุดประสงค์ใด? เพื่อให้คนที่ด้อยวุฒิภาวะและไม่เข้าใจความจริงตระหนักได้หลังจากที่ฟังการถกเถียงแล้วว่าคำพูดของใครตรงตามความจริงบ้าง แทนที่จะสับสนและถูกชักพาให้หลงผิดโดยมโนคติอันหลงผิดและความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนซึ่งบางคนเผยแพร่ นี่เป็นประโยชน์ต่อประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรและชีวิตคริสตจักร เมื่อพบว่าใครสักคนกำลังกล่าวคำพูดที่ไม่ตรงตามความจริง—ไม่ว่าจะเป็นมโนคติอันหลงผิดหรือความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของมนุษย์—ก็ควรมีการถกเถียงกัน การถกเถียงกันเช่นนี้ย่อมเจริญใจผู้คน อย่างน้อยที่สุด หลังจากที่รับฟังการถกเถียงเหล่านี้แล้ว คนดูย่อมมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าคำพูดของพวกที่แพร่มโนคติอันหลงผิดนั้นเป็นมโนคติอันหลงผิดอย่างแท้จริง และสามารถเข้าใจได้ว่ามีแง่มุมใดของมโนคติอันหลงผิดเหล่านี้บ้างที่ไม่ตรงกับความจริง มโนคติอันหลงผิดเหล่านี้มีแก่นแท้เช่นไร เหตุใดจึงไม่สอดคล้องกับความจริง เหตุใดจึงถูกระบุว่าเป็นมโนคติอันหลงผิด เหตุใดผู้คนที่แพร่มโนคติอันหลงผิดเหล่านี้จึงควรถูกควบคุม และอื่นๆ—พวกเขาย่อมเกิดความเข้าใจเชิงลึกในเรื่องเหล่านี้ได้ แทนที่จะถูกชักพาให้หลงผิดและปั่นหัวให้สับสนเลอะเลือน แม้มโนคติอันหลงผิดที่ผู้คนเผยแพร่จะสามารถก่อให้เกิดการรบกวนและความเสียหายบางอย่างแก่การเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรและต่อชีวิตคริสตจักร แต่การมีประสบการณ์กับสิ่งเหล่านี้แท้จริงแล้วไม่ใช่สิ่งเลวร้ายสำหรับผู้คน อย่างน้อยที่สุดก็เปิดโอกาสให้พวกเขามีวิจารณญาณแยกแยะมากขึ้น มองเห็นว่าตัวตนที่แท้จริงของคนที่แพร่มโนคติอันหลงผิดเป็นอย่างไร มองเห็นว่าพวกเขาเผยอุปนิสัยเช่นใดออกมาเวลาแพร่มโนคติอันหลงผิด และมองเห็นความแตกต่างระหว่างความจริงกับมโนคติอันหลงผิดที่พวกเขาเผยแพร่ ประการหนึ่ง ผู้คนย่อมจะสามารถแยกแยะความเห็นเหล่านี้และมีภูมิคุ้มกันในเรื่องนี้ อีกประการหนึ่ง พวกเขาก็จะมีวิจารณญาณแยกแยะบางอย่างต่อผู้คนดังกล่าวอีกด้วย และรู้ว่าคำพูดประเภทใดบ้างที่กล่าวโดยผู้ไม่เชื่อ โดยคนที่ไม่มีความจริงแต่อย่างใดและมักจะเก็บงำมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระเจ้าเอาไว้ ทั้งยังรู้ว่าความเชื่อของคนเหล่านี้ไม่แท้จริง—อย่างน้อยที่สุด ผู้คนก็สามารถมีวิจารณญาณแยกแยะเช่นนี้ แน่นอนว่าหากเจ้ายังไม่เคยเผชิญกับปัญหาเหล่านี้ ก็จงอย่าบุ่มบ่ามอธิษฐานโดยกล่าวว่า “ข้าแต่พระเจ้า ได้โปรดจัดเตรียมสภาพแวดล้อมเพื่อให้ข้าพระองค์สามารถมองเห็นได้ว่า ‘มโนคติอันหลงผิดที่ผู้คนเผยแพร่’ นั้นมีความหมายว่าอย่างไร” การเป็นพยานรู้เห็นการแพร่มโนคติอันหลงผิดไม่ใช่เรื่องเล่นๆ สามารถทำให้เจ้าถูกชักพาให้หลงผิดโดยง่าย และเมื่อเกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้น เจ้าก็ควรรับมือให้ถูกต้อง จงอย่าหลีกเลี่ยงหรือเปิดโอกาสให้เรื่องเหล่านี้หลุดรอดไปได้ จงเผชิญหน้าอย่างถูกต้อง และจัดการกับสภาพแวดล้อมแต่ละอย่างที่พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมไว้ให้เจ้าด้วยท่าทีจริงจังและเข้มงวด นี่คือท่าทีซึ่งคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงควรมีเพื่อที่จะได้มาซึ่งความจริง เมื่อเจ้าพบเจอคนที่แพร่มโนคติอันหลงผิด เจ้าควรเรียนรู้ที่จะอธิษฐานถึงพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า ได้โปรดสถิตอยู่กับข้าพระองค์ด้วยเถิด ประทานความรู้แจ้ง และชี้แนะข้าพระองค์ เพื่อให้สามารถแยกแยะในคำพูดเหล่านี้และคนประเภทนี้ได้ และทำให้ข้าพระองค์รับรู้ได้ว่ามีมโนคติอันหลงผิดของผู้คนเหล่านี้อยู่ในตัวข้าพระองค์บ้างหรือไม่” แล้วหลังการอธิษฐาน จงออกไปมีประสบการณ์กับเรื่องนี้ แน่นอนว่านี่ยังเป็นช่วงเวลาที่เจ้าจะถูกทดสอบเช่นกันว่าเจ้าเข้าใจความจริงอย่างแท้จริงมากเพียงใดและมีวุฒิภาวะมากเท่าใด เวลาที่ใครสักคนกำลังแพร่มโนคติอันหลงผิด หากเจ้าได้ยินเขาและไม่มีปฏิกิริยาหรือความคิดใดๆ อยู่ข้างใน กลับทำตัวเหมือนวิทยุเครื่องหนึ่งเท่านั้น—ยอมรับมโนคติอันหลงผิดทุกอย่างที่พวกเขาแสดงออกและเผยแพร่ ปราศจากการไม่ยอมรับหรือความสามารถที่จะปฏิเสธ และยิ่งไปกว่านั้นยังไม่มีความสามารถที่จะแยกแยะอีกด้วย—นี่เป็นปัญหาอย่างยิ่งมิใช่หรือ? เมื่อได้ยินใครแสดงมโนคติอันหลงผิดออกมา บางคนก็รู้สึกอยู่ในหัวใจว่าสิ่งที่คนคนนั้นพูดไม่ถูกต้อง ต้องการสามัคคีธรรมและถกเถียงกับคนคนนั้น แต่พวกเขากลับไม่รู้ว่าควรพูดอย่างไรจึงจะเหมาะสม หรือควรเปิดโปงและชำแหละคนคนนั้นอย่างไร พวกเขายังกลัวด้วยว่าหากตัวเองไม่สามารถโต้กลับได้อย่างมีประสิทธิผล พวกตนก็จะหน้าแดง แล้วเมื่อพ่ายแพ้ในที่สุด พวกเขาก็จะเสียหน้าและตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่าอึดอัด อย่างไรก็ดี พวกเขารู้สึกไม่เต็มใจเช่นกันที่จะปล่อยผ่านโดยไม่ถกเถียง และคิดว่า “ฉันฟังคำเทศนามาแล้วมากมายและเข้าใจไม่ใช่น้อย แล้วทำไมถึงไม่มีคำพูดมาหักล้างพวกเขา? ฉันไม่มีมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระเจ้า และมีความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้า แล้วตอนนี้เมื่อถึงเวลาที่จะหักล้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของพวกเขา ทำไมฉันถึงอธิบายสิ่งต่างๆ ให้ชัดเจนไม่ได้?” พวกเขาเฝ้าดูคนที่แพร่มโนคติอันหลงผิดพูดจามากขึ้นเรื่อยๆ โดยที่คำพูดของฝ่ายนั้นก็ยิ่งรุนแรงและน่าชิงชังมากขึ้นทุกที แต่พวกเขาก็ไม่สามารถหักล้างหรือชำแหละคำพูดเหล่านั้นได้เลย ไม่สามารถลุกขึ้นมาเปิดโปง และยิ่งไม่สามารถหยุดยั้งอีกฝ่ายได้ ซึ่งทำให้พวกเขารู้สึกร้อนใจและหนักใจอย่างยิ่ง ตอนนี้นี่เองที่พวกเขาตระหนักว่าตนมีวุฒิภาวะน้อยเกินไป และมองเห็นว่าความเข้าใจในความจริงที่ตนมียังไม่ได้ก่อตัวเป็นมุมมองที่ถูกต้องและรอบด้าน เป็นเพียงวลีปลีกย่อย เป็นความสว่างและแนวคิดที่กระจัดกระจาย ไม่ใช่การรู้ความจริงโดยแท้แต่อย่างใด พวกเขารู้ดีมากว่าคนคนนี้กำลังแพร่มโนคติอันหลงผิดและชักพาผู้คนให้หลงผิด คนคนนี้คือผู้ไม่เชื่อ และพวกเขาก็ต้องการเปิดโปงอีกฝ่าย หักล้างทัศนะของอีกฝ่าย เพียงแต่พวกเขาไม่มีถ้อยคำที่เหมาะสมและทรงพลังที่จะทำเช่นนั้น พวกเขาทำได้แค่เพียงกล่าวว่า “ทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำนั้นดีงาม คุณต้องยอมรับในเรื่องนี้ พระเจ้าทรงบริสุทธิ์และเพียบพร้อม พระองค์ไม่ได้ทรงเป็นอย่างที่คุณพูดเลย พระเจ้าทรงมีอธิปไตยเหนือสรรพสิ่ง และผู้คนก็เป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง พวกเขาควรนบนอบพระเจ้า ผู้คนไม่ได้สูญเสียอะไรเพราะนบนอบพระเจ้า” พวกเขาได้แต่กล่าวทฤษฎีที่ตื้นเขินเหล่านี้ซึ่งไม่ตรงกับประเด็นสำคัญเลย หลังจากที่มีประสบการณ์กับเหตุการณ์พิเศษนี้แล้ว พวกเขาจึงตระหนักว่าวุฒิภาวะของตนน้อยเกินไปและคิดว่า “ทำไมฉันถึงไร้ความสามารถขนาดนี้? ปกติแล้ว ฉันสามารถกล่าวคำสอนอันยิ่งใหญ่ทั้งหลายได้อย่างยืดยาว พูดได้คมคายทีเดียว ฉันสามารถพูดในที่ชุมนุมได้นานหนึ่งชั่วโมงโดยไม่มีปัญหา เขียนบันทึกคำเทศนาได้สามถึงห้าหน้าโดยไม่สะทกสะท้านเลย รู้สึกมั่นใจในเรื่องนี้มาก แต่เมื่อเผชิญหน้าคนที่แพร่มโนคติอันหลงผิดแบบนี้ คนที่ตัดสินและหมิ่นประมาทพระเจ้าเช่นนี้ เพราะอะไรฉันถึงไม่มีความตื่นตัว ไม่มีการตอบสนองเลย? ทำไมฉันถึงเปิดโปงและโต้แย้งอย่างทรงพลังไม่ได้?” พวกเขาค้นพบสิ่งใดจากเรื่องนี้? ไม่ใช่พวกเขาตระหนักว่าตนไม่เข้าใจความจริงหรอกหรือ? การตระหนักเช่นนี้เป็นเรื่องดีหรือไม่ดี? (เป็นเรื่องดี) ในที่สุดพวกเขาก็ค้นพบวุฒิภาวะที่แท้จริงของตน หากพวกเขาไม่เคยพบเจอคนที่แพร่มโนคติอันหลงผิด พวกเขาก็อาจจะยังคงคิดว่าตนนั้นมีวุฒิภาวะ เข้าใจความจริง มีวิจารณญาณแยกแยะ สามารถมองทุกสิ่งอย่างทะลุปรุโปร่ง สามารถประกาศคำสอนฝ่ายวิญญาณได้หลากหลาย และพอจะสามารถสามัคคีธรรมความจริงทุกประการได้ด้วยความคุ้นเคยยิ่ง อย่างไรก็ดี เมื่อเผชิญหน้าคนที่แพร่มโนคติอันหลงผิด แม้เขาจะรู้ว่านั่นไม่ถูกต้อง แต่ก็พบว่าตนเองอับจนหนทาง ไม่สามารถทำสิ่งใดได้ และลงเอยด้วยความพ่ายแพ้ นี่เป็นเรื่องน่าอับอายหรือไม่? เป็นเรื่องที่สง่างามหรือไม่? (ไม่ใช่) แล้วควรแก้ไขเรื่องนี้อย่างไร? หากเจ้าไม่มีคำพูดที่ถูกต้องมาถกเถียงกับพวกเขา และเจ้าต้องการหลีกเลี่ยงความอับอายขายหน้า ต้องการตั้งมั่นในคำพยานของตนเพื่อที่จะทำให้ซาตานอับอายและพ่ายแพ้โดยสิ้นเชิงอีกด้วย เจ้าควรทำอย่างไร? เราจะบอกวิธีที่ได้ผลแก่พวกเจ้าว่า หากเจ้าเห็นพวกเขาแพร่มโนคติอันหลงผิดอย่างไม่จบไม่สิ้น และผู้คนส่วนใหญ่ก็ไม่มีวิจารณญาณแยกแยะ ทั้งยังได้รับอิทธิพลจากพวกเขา แต่เจ้าก็ไม่สามารถเถียงชนะพวกเขาได้ เช่นนั้นก็ถึงเวลาแล้วที่จะเลิกเกรงใจกัน จงทุบโต๊ะและบอกว่า “หุบปาก! คุณพูดเรื่องอะไรอยู่? ฉันอาจจะเถียงชนะคุณไม่ได้ แต่ฉันรู้ว่าคุณคือผู้ไม่เชื่อ! ดูเรื่องที่คุณพูดสิ มีสักคำไหมที่ตรงกับความจริง? คุณได้ชื่นชมพระคุณของพระเจ้ามานานหลายปี—เคยเอ่ยคำสรรเสริญหรือคำพยานให้พระเจ้าสักคำไหม? คุณมีความคับข้องใจเกี่ยวกับพระเจ้า หากคุณสามารถทำได้ ก็ตรงไปที่สวรรค์ชั้นที่สามและทูลต่อพระเจ้าโดยตรงเลย เลิกทำการก่อกวนที่นี่ ตอนนี้ฉันขอสั่งคุณอย่างเป็นทางการให้ไปให้พ้น!” พวกเจ้ากล้าพูดเช่นนี้หรือไม่? นี่คือการหุนหันพลันแล่นหรือไม่? (ไม่ใช่) นี่คือการป่าวประกาศต่อซาตาน จงทำเช่นนี้ก็พอ จงบอกพวกเขาว่า “ไปเสีย เจ้าผู้ไม่เชื่อ! คนเลวทรามที่ไร้มโนธรรมอย่างคุณได้ชื่นชมพระคุณของพระเจ้าไปมากมายอย่างสูญเปล่า คุณไม่คู่ควรที่จะเป็นมนุษย์!” เพียงสองคำก็พอ “ไปเสีย!” ฟังดูเป็นเช่นไร? ทรงพลัง แต่จะใช้อย่างไม่ยั้งคิดไม่ได้ เจ้าไม่ควรกล่าวเช่นนี้กับพี่น้องชายหญิงที่เป็นผู้เชื่อใหม่และยังไม่เข้าใจความจริง แต่ควรกล่าวกับผู้ไม่เชื่อและข้ารับใช้ของซาตาน เจ้าสามารถออกคำสั่งอย่างไร้ความกรุณาเช่นนี้ได้ว่า “นี่คือพระนิเวศของพระเจ้า เป็นบ้านของพี่น้องชายหญิงที่แท้จริง บ้านของผู้ติดตามพระเจ้า นี่ไม่ใช่บ้านของหมู่มารและเหล่าซาตาน ที่นี่ไม่ต้องการหมู่มารและเหล่าซาตาน คุณเป็นมารและเป็นซาตาน ดังนั้นจงไปเสีย!” เช่นนี้เหมาะสมหรือไม่? (เหมาะสม) นี่ไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด เพียงเพราะวุฒิภาวะของพวกเจ้ามีน้อย เพราะพวกเจ้าไม่มีวุฒิภาวะมากพอที่จะสู้รบกับซาตาน เราจึงสอนวิธีการนี้ให้ ที่จริงแล้ว นี่ไม่ใช่วิธีที่ดีเท่าใดนัก วิธีการที่สมบูรณ์แบบก็คือ—หากพวกเจ้าเข้าใจความจริงมากมาย มีความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้าและรู้จักพระเจ้าอย่างแท้จริง—พวกเจ้าย่อมสามารถหักล้างพวกเขาได้ และพวกเจ้าย่อมหักล้างได้ทุกเรื่องจนพวกเขาอับอายโดยสิ้นเชิง แล้วในที่สุดพวกเขาก็กล่าวแก่ทุกคนว่า “ฉันไม่อาจรักษาความเชื่อของตนเอาไว้ได้ ฉันละอายเกินกว่าจะสู้หน้าพวกคุณได้ ฉันเป็นมาร เป็นซาตาน ฉันจะไปจากคริสตจักรเอง” ในเมื่อตอนนี้พวกเจ้าไม่มีความสามารถเช่นนี้ พวกเจ้าก็ควรปฏิบัติต่อคนที่มักจะแพร่มโนคติอันหลงผิดด้วยวิธีการที่เราเพิ่งสอนพวกเจ้าไป

ตอนนี้พวกเจ้าก็รู้แล้วใช่ไหมว่าควรจัดการคนที่มักจะแพร่มโนคติอันหลงผิดในคริสตจักรอย่างไร? คราวนี้พวกเจ้าสามารถแยกแยะพวกที่แพร่มโนคติอันหลงผิดเพื่อชักพาผู้คนให้หลงผิดได้แล้วใช่หรือไม่? (ใช่) ประเภทหลักของถ้อยคำที่แพร่มโนคติอันหลงผิดมีอะไรบ้าง? ประเภทหนึ่งนั้นมุ่งเป้าไปที่พระวจนะของพระเจ้า อีกประเภทหนึ่งมุ่งเป้าไปที่พระราชกิจของพระเจ้า ส่วนอีกประเภทหนึ่งก็มุ่งเป้าไปที่พระอุปนิสัยและแก่นแท้ของพระเจ้า ประเภทของถ้อยคำเหล่านี้มีตั้งแต่ระดับเบา—คือความคิดฝันและความเข้าใจผิดเกี่ยวกับพระเจ้า—จนถึงร้ายแรง เช่น การตัดสิน การกล่าวโทษ และการหมิ่นประมาทพระเจ้า นอกเหนือจากสิ่งเหล่านี้ ยังมีความคิดเห็นที่เป็นลบและไม่ยอมรับจากผู้คน—ที่แสดงออกถึงสิ่งต่างๆ เช่น คำพร่ำบ่น การท้าทาย และความไม่พอใจที่พวกเขามีต่อพระเจ้า สรุปแล้ว ถ้อยคำที่แพร่มโนคติอันหลงผิดล้วนมีธรรมชาติที่ท้าทาย ตัดสิน กล่าวโทษ และหมิ่นประมาทพระเจ้าทั้งสิ้น ผลสืบเนื่องที่เกิดจากถ้อยคำเหล่านี้ก็คือการทำให้ผู้คนระแวงและระแวดระวังพระเจ้า เข้าใจพระองค์ผิดและพาตัวออกห่างจากพระองค์ ถึงขั้นปฏิเสธพระองค์ สิ่งเหล่านี้ควรแยกแยะได้โดยง่าย

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

ติดต่อเราผ่าน Messenger