สิ่งใดคือการปฏิบัติความจริง (ตอนที่สอง)
ความเชื่อในพระเจ้าที่แท้จริงเกิดขึ้นในตัวใครบางคนได้อย่างไร? ความเชื่อนั้นเกิดจากประสบการณ์ แล้วประสบการณ์ทำให้เกิดความเชื่อได้อย่างไร? หากเจ้าสามารถแสวงหาและใคร่ครวญเจตนารมณ์ของพระเจ้าในทุกบุคคล ทุกเหตุการณ์ และทุกสิ่งที่เจ้าเผชิญ อีกทั้งเข้าใจพระองค์ผ่านสิ่งเหล่านั้นได้ หลังจากผ่านประสบการณ์มากมายแล้ว เจ้าก็จะค่อยๆ เข้าใจพระเจ้าอย่างแท้จริง—มิใช่เข้าใจด้วยวาจา แต่เป็นความเข้าใจเชิงลึกภายในตัวเจ้า พระเจ้าที่หัวใจของเจ้าเชื่อและปากของเจ้ายอมรับนั้นสถิตอยู่ในหัวใจของเจ้า และไม่มีผู้ใดสามารถพรากพระองค์ไปได้ เช่นเดียวกับโยบ เมื่อเขาถูกทดสอบ เพื่อนพ้องของเขากล่าวว่า “เจ้าได้ทำบาปและล่วงเกินพระเจ้า รีบวิงวอนต่อพระยาห์เวห์พระเจ้าให้ทรงอภัยเจ้าเถิด!” โยบไม่คิดเช่นนั้น แต่เป็นเพราะเหตุใดเล่า? เพราะหลังจากใช้ชีวิตมาหลายทศวรรษ ความเข้าใจที่โยบมีต่อพระเจ้าไม่ได้มาจากประสบการณ์ โยบไม่ได้กล่าวว่า “พระเจ้าประทานพรและทรงเปี่ยมกรุณาต่อมนุษย์ อีกทั้งไม่เคยพรากสิ่งเหล่านั้นไปเลย” สิ่งที่เขามีประสบการณ์คือพระเจ้าประทานแก่มนุษย์ แต่พระองค์ก็ทรงเอาไปด้วยเช่นกัน เมื่อพระองค์ประทานสิ่งต่างๆ ให้มนุษย์ บางครั้งพระองค์ก็ทรงสั่งสอน บ่มวินัย และลงโทษ สิ่งที่พระเจ้าทรงทำต่อผู้คนไม่ได้สั่งการโดยความรู้สึกนึกคิด การคิดอ่าน หรือความคิดฝันของมนุษย์ ดังนั้น ประสบการณ์ชีวิตหลายสิบปีของโยบจึงทำให้เขาสรุปว่า “พระยาห์เวห์ประทาน และพระยาห์เวห์ทรงเอาไปเสีย สาธุการแด่พระนามพระยาห์เวห์” (โยบ 1:21) นั่นคือทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำ ไม่ว่าจะถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดีในสายตามนุษย์ก็เป็นส่วนหนึ่งของการจัดวางเรียบเรียงของพระองค์ แม้จะมีสิ่งไม่ดีเกิดขึ้น ซาตานก็ไม่กล้ากระทำต่อต้านมนุษย์หากพระเจ้าไม่ทรงอนุญาต มวลมนุษย์อยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า และพวกเขาไม่มีอะไรต้องกลัวเมื่ออยู่ภายใต้อธิปไตยของพระองค์ ต่อให้เจ้าตกอยู่ในเงื้อมมือของซาตาน นั่นก็จะยังคงอยู่ภายใต้อธิปไตยของพระเจ้า และซาตานย่อมจะไม่กล้าแตะต้องเจ้าหากพระเจ้าไม่ทรงอนุญาต โยบมีความเข้าใจในระดับนี้ เขาจึงไม่พร่ำบ่นไม่ว่าพระเจ้าทรงทำสิ่งใดก็ตาม เขามองเห็นอย่างชัดเจนว่ามีเพียงพระยาห์เวห์พระเจ้าเท่านั้นที่ทรงเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้ผู้ทรงครองอธิปไตยเหนือสรรพสิ่ง และบรรดาทูตสวรรค์ วิญญาณชั่ว รวมถึงปีศาจทั้งหมดนั้นย่อมไม่ใช่พระเจ้า ใครคือผู้ที่ครองอธิปไตยเหนือสรรพสิ่ง? ใครคือผู้ที่ครองอธิปไตยเหนือมวลมนุษย์ และเหนือสรรพสิ่งที่มีอยู่? ย่อมเป็นพระเจ้า พูดในภาษาทั่วไปคือพระเจ้าทรงยิ่งใหญ่ที่สุด ครอบครัวของคนคนหนึ่ง ระดับความมั่งคั่งของพวกเขา ไม่ว่าพวกเขาผ่านวันเวลาที่สะดวกสบายหรือเจ็บปวด รวมทั้งอายุขัยของพวกเขา—ทั้งหมดนี้ล้วนอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า โยบมีประสบการณ์อันลุ่มลึกในเรื่องนี้ ไม่ใช่เพียงหนึ่งหรือสองครั้งในชีวิต เมื่อใดก็ตามที่มีบางสิ่งเกิดขึ้น หากเขาสามารถเข้าใจได้ว่าสิ่งนั้นเกิดขึ้นภายในอธิปไตยของพระเจ้า สิ่งที่เกิดขึ้นย่อมฝังลึกลงในความทรงจำของเขา นั่นทำให้เขาเกิดความรู้สึกอันลุ่มลึกและสำนึกว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หรือโดยเจตจำนงของมนุษย์หรือซาตาน แต่นั่นคือพระราชกิจของพระเจ้าและเขาไม่อาจพร่ำบ่นได้ โยบตระหนักถึงสิ่งใดบ้างยามก้าวผ่านบททดสอบอันยิ่งใหญ่เช่นนั้น? ตระหนักว่าพระเจ้าทรงเป็นองค์สูงสุด พระเจ้าทรงเปี่ยมปัญญา เขาสามารถสรรเสริญพระเจ้าได้ตลอดเวลาไม่ว่าพระองค์ทรงทำสิ่งใดก็ตาม หากเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับเจ้า แต่เจ้าไม่อาจเข้าใจได้ จงอย่าตัดสินหรือกำหนดบทสรุปจบด้วยตัวเจ้าเอง หากเจ้าไม่รู้ว่าน้ำพระทัยอันดีของพระเจ้าคือสิ่งใด เช่นนั้นจงแสวงหา รอคอย แล้วจงนบนอบ นี่คือหนทางปฏิบัติที่ดีที่สุด และเป็นเส้นทางปฏิบัติที่ดีที่สุด ไม่อย่างนั้นเจ้าจะถูกดูหมิ่นและอับอายขายหน้า โยบมีความรู้จากประสบการณ์ในเรื่องเหล่านี้อย่างลึกซึ้งมาก หากเจ้าเข้าใจพระเจ้าผิดอยู่เสมอ เจ้าจะไม่สามารถได้รับความจริง และจะถูกริบพรจากพระเจ้าคืน ต่อให้เจ้าทนทุกข์กับความยากลำบากมากมาย เจ้าก็จะไม่ได้รับสิ่งใด เพราะความสัมพันธ์ของเจ้ากับพระเจ้าไม่ปกติ เจ้าไม่ปฏิบัติต่อพระเจ้าในฐานะพระเจ้า เจ้าไม่เข้าใจพระราชกิจของพระองค์ และเจ้าไม่นบนอบพระองค์อย่างแท้จริง ด้วยเหตุนี้ เจ้าจะไม่สามารถบรรลุความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้า พระเจ้าตรัสและทรงพระราชกิจ และไม่ว่าพระองค์ทรงอุตสาหพยายามเพื่อเจ้าในรูปแบบใด และไม่ว่าพระเจ้าทรงสร้างสภาพแวดล้อมแบบใดแก่เจ้า ท้ายที่สุดก็ล้วนเป็นไปเพื่อให้เจ้าสามารถรู้จักพระเจ้า เมื่อเจ้ารู้จักพระเจ้า ความสัมพันธ์ของเจ้ากับพระองค์ก็ย่อมจะใกล้ชิดและเป็นปกติมากขึ้น พระเจ้าไม่ทรงกระทำการโดยไร้เหตุผล นับประสาอะไรกับการหยอกล้อใครบางคนเพราะความเบื่อหน่าย และการที่ผู้คนไม่เข้าใจวิธีการทรงพระราชกิจของพระองค์ก็เป็นเรื่องปกติ แต่พวกเขาควรแสวงหาความจริง และอย่างน้อยที่สุดก็ไม่ควรจำกัดขอบเขตพระเจ้า—นี่คือความหมายของการเป็นคนที่มีเหตุผล ดังที่เปโตรกล่าวไว้ว่า ไม่ว่าพระเจ้าทรงปฏิบัติต่อผู้คนราวกับของเล่น และไม่ว่าพระเจ้าทรงปฏิบัติต่อพวกเขาในหนทางใดก็ตาม พระองค์ทรงถูกต้องเสมอ “หากพระเจ้าทรงปฏิบัติกับข้าพเจ้าเหมือนของเล่น ข้าพเจ้าจะไม่พร้อมและไม่เต็มใจได้อย่างไร?” สิ่งใดทำให้เปโตรกล่าวคำพูดเหล่านี้ออกมา? (ประสบการณ์ของเปโตรนำไปสู่คำพูดเช่นนี้ เขาตระหนักว่าไม่ว่าพระเจ้าทรงทำสิ่งใด เจตนารมณ์ของพระองค์ย่อมดีเสมอ) บางครั้งเจ้าอาจจะไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า เช่นนั้นเจ้าควรทำเช่นไร? เจ้าต้องรอคอย แสวงหา และพยายามตระหนักรู้ ถึงแม้โยบและเปโตรมีชีวิตในช่วงเวลาที่ต่างกัน มีภูมิหลังต่างกัน ได้รับประสบการณ์ที่แตกต่างกัน และกล่าวคำพูดที่ไม่เหมือนกัน แต่เส้นทางและหนทางในการปฏิบัติของทั้งคู่เหมือนกัน และท่าทีที่พวกเขามีต่อพระเจ้าเมื่อเกิดสิ่งต่างๆ ขึ้นก็เหมือนกัน พวกเขาเพียงใช้ภาษาที่แตกต่างกันในการแสดงแนวคิดนี้ แต่ผู้คนเข้าใจสิ่งใดจากเรื่องนี้บ้าง? เข้าใจว่าเจ้าต้องปฏิบัติการนบนอบระหว่างแสวงหาและรอดูว่าพระเจ้าประสงค์สิ่งใด จงอย่าวิตกกังวล การมีท่าทีเช่นนี้ก่อนนั้นถูกต้องแล้ว เมื่อมีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้น หากเจ้าร้อนใจมากเกินควรและไม่รู้จักแสวงหาความจริง กลับเอาแต่พร่ำบ่นเกี่ยวกับพระเจ้า เช่นนั้นย่อมจะเป็นปัญหา บางคนกล่าวว่า “ฉันไม่เข้าใจเลย! เหตุใดพระเจ้าทรงปฏิบัติต่อพวกเราเช่นนี้? ฉันไม่อาจนบนอบหากพวกเราถูกปฏิบัติราวหมู่มารและเหล่าซาตาน ช่างไร้เหตุผลและไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย!” เจ้ายังคงคู่ควรกับการทรงนำของพระเจ้าหรือไม่หากปล่อยความรู้สึกนึกคิดแบบมนุษย์ มโนคติอันหลงผิด ความคิดฝัน ความเป็นกบฏ และการไม่เชื่อฟังของเจ้าไร้การควบคุม? การนบนอบนั้นไม่ง่ายเหมือนแค่การพูดว่าเจ้านบนอบ หรือประกาศคำสอน หรือแสดงความมุ่งมั่นสักนิด และมีความยับยั้งชั่งใจสักหน่อย เรื่องนี้ไม่ง่ายขนาดนั้น หากเจ้านบนอบพระเจ้า บำเหน็จสูงสุดของเจ้าก็คือการมีความรู้เกี่ยวกับพระองค์ เข้าใจสภาพแวดล้อมที่พระองค์ทรงจัดวางไว้ให้เจ้า รวมถึงมีความรู้จากประสบการณ์จริง นั่นคือ เจ้าจะเข้าใจพระทัยของพระเจ้าและเจตนารมณ์อันจริงจังของพระองค์ และเข้าใจว่าพระองค์ทรงผิดหวังกับเหล็กมีตำหนิที่ไม่อาจกลายเป็นเหล็กกล้าได้ พระเจ้าไม่ทรงต้องการเห็นเจ้าใช้ชีวิตด้วยอุปนิสัยอันเสื่อมทราม แต่ทรงต้องการให้เจ้ารอดพ้นจากสิ่งเหล่านั้น ดังนั้น พระองค์จึงต้องทรงใช้วิธีการเหล่านั้นมาพิพากษาและตีสอนเจ้า ตัดแต่ง ตำหนิ และบ่มวินัยเจ้าอย่างหนักเสียจนดูเหมือนพระเจ้าไม่ทรงใส่ใจความรู้สึกของเจ้า ราวกับพระองค์กำลังทรงกล่าวโทษและลงโทษเจ้า หรือกำลังทรงเล่นอยู่กับเจ้า แล้วเจ้าจะทำเช่นไร? หากเจ้าสามารถเข้าใจถึงเจตนารมณ์ที่จริงจังของพระเจ้าได้ แม้เมื่อพระองค์ทรงกระทำในหนทางนี้ นั่นก็เพียงพอแล้ว—เจ้าย่อมจะนบนอบอย่างแท้จริง ขณะที่โยบกำลังถูกทดสอบ เขากล่าวว่า “พระยาห์เวห์ประทาน และพระยาห์เวห์ทรงเอาไปเสีย สาธุการแด่พระนามพระยาห์เวห์” โยบมีความเข้าใจในเรื่องนี้ว่าอย่างไร? “ทุกสิ่งที่ข้าพเจ้ามีล้วนเป็นสิ่งที่พระยาห์เวห์พระเจ้าประทาน และพระองค์ก็ทรงเอาไปได้หากพระองค์ประสงค์เช่นนั้น เพราะพระองค์คือพระเจ้าและพระองค์ทรงมีฤทธานุภาพนี้ ข้าพเจ้าไม่มีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธ เพราะทุกสิ่งที่ข้าพเจ้ามีล้วนมาจากพระองค์” นี่คือสิ่งที่โยบเข้าใจและมีประสบการณ์ ในเวลานั้นเขามีความตั้งใจอย่างไร? “ข้าพเจ้าต้องเข้าใจพระเจ้า ทำสิ่งที่มีเหตุผล และเป็นคนที่มีเหตุผล ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่พระเจ้าประทานให้ข้าพเจ้า และพระองค์ก็ทรงเอาไปได้ทุกเมื่อ ข้าพเจ้าไม่สามารถพยายามหาเหตุผลมาอ้างกับพระเจ้าในเรื่องนี้ได้ การทำเช่นนั้นจะเป็นการกบฏต่อพระองค์ การปฏิเสธการกระทำของพระเจ้าย่อมจะทำให้พระองค์ทรงเจ็บปวดพระทัย และข้าพเจ้าจะไม่ใช่คนดีอย่างแท้จริง หรือเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่แท้จริงหากทำเช่นนั้น” นี่คือวิธีปฏิบัติของเขาในเวลานั้น แล้วการปฏิบัตินี้นำผลลัพธ์ใดมาให้เขา? จริงๆ แล้ว ผลลัพธ์ที่แท้จริงไม่ใช่การที่เขาร่ำรวยขึ้น หรือมีวัวควายและมีแกะมากกว่าแต่ก่อน หรือมีบุตรธิดาที่รูปงามมากกว่าแต่ก่อน สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงสิ่งที่พระคุณของพระเจ้าประทานให้ จากประสบการณ์นี้ สิ่งที่พระเจ้าประทานให้กับเขาโดยแท้คือการเข้าใจพระองค์ดีขึ้น การนบนอบ ความสัมพันธ์กับพระองค์ที่แน่นแฟ้นขึ้น และใกล้ชิดกับพระทัยของพระองค์ยิ่งขึ้น โยบสามารถเข้าใจทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำ และไม่พูดจาไร้สาระหรืออวดดี รวมทั้งไม่กล่าวคำพูดที่ทำให้พระเจ้าเจ็บปวดพระทัยอีกต่อไป นี่คือความหมายของการปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระจากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนมิใช่หรือ? ซาตานไม่สามารถควบคุมเจ้าได้อีกต่อไป เจ้าไม่ได้อยู่ใต้การควบคุมของมันอีกแล้ว ทว่าอยู่ใต้การควบคุมของพระเจ้า เจ้าสามารถนบนอบได้ไม่ว่าพระเจ้าทรงทำสิ่งใด และเจ้าเป็นของพระองค์ นี่คือสภาวะของโยบในเวลานั้นและโยบมีท่าทีเช่นนี้ นอกจากนี้แล้ว เพราะเขาปฏิบัติตนในหนทางนี้และเข้าสู่ความเป็นจริงเช่นนี้ ท้ายที่สุดพระเจ้าจึงทรงปรากฏพระองค์แก่เขา การทรงปรากฏของพระเจ้าไม่ว่าในรูปแบบใดก็ตาม ทำให้ความเข้าใจที่เขามีต่อพระเจ้าลึกซึ้งขึ้นหรือไม่? (ลึกซึ้งขึ้น) ใช่แล้ว แน่นอนว่าการนี้ทำให้ความเข้าใจของเขาลึกซึ้งยิ่งขึ้น จากเดิมที่ได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับพระเจ้าแต่ในตำนาน ไปสู่การยืนยันถึงการดำรงอยู่ของพระองค์ และการได้เห็นพระองค์—ในบรรดาสิ่งเหล่านี้ พวกเจ้าคิดว่าสิ่งใดเป็นพรที่ยิ่งใหญ่สำหรับมวลมนุษย์มากกว่ากัน เมื่อเทียบกับพระคุณที่พระเจ้าประทานให้? (การได้เห็นพระเจ้าคือพรที่ยิ่งใหญ่กว่า) แน่นอน เมื่อผู้คนเชื่อในพระเจ้าแต่ไม่เข้าใจความจริง พวกเขาก็ร้องขอให้พระเจ้าคุ้มครองพวกเขา ประทานพระคุณแก่พวกเขา ยกชูพวกเขาเหนือผู้อื่นและประทานพรให้ครอบครัวของพวกเขามีความสุขและปลอดภัยอยู่เสมอ พวกเขาขอให้สามารถประกาศในทุกที่ที่พวกเขาไป และมีคนอื่นอิจฉาและเลื่อมใสพวกเขา นี่คือสิ่งที่ผู้คนต้องการ แต่พวกเขาไม่ตระหนักถึงพรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่พระเจ้าประสงค์จะประทานให้ พวกเขาขอเพียงพระคุณที่เป็นวัตถุภายนอก ทว่าทุกสิ่งที่พวกเขาเรียกร้องรังแต่จะทำให้พวกเขาห่างไกลจากพระทัยของพระเจ้ายิ่งขึ้น พวกเขาสูญเสียความโชคดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และพวกเขาสูญเสียพรของพระเจ้าไป หากเจ้าไม่สามารถได้รับความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าและไม่อาจได้รับความจริง เจ้าจะสามารถใช้ชีวิตในการดำรงอยู่ของพระองค์หรือไม่? เจ้าสามารถนบนอบการจัดการเตรียมการทั้งหมดของพระเจ้าได้โดยแท้จริงหรือไม่? เรื่องนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน
กระบวนการของการนำความจริงไปปฏิบัติและการเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงนั้น แท้จริงแล้วเป็นกระบวนการของการเข้าใจตนเอง และเป็นการทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้า นี่ยังเป็นกระบวนการของปฏิสัมพันธ์กับพระเจ้าแบบซึ่งหน้า และเป็นการมารู้จักพระองค์ เจ้ากล่าวว่าเจ้านำความจริงไปปฏิบัติ ทว่าเจ้าไม่รู้จักพระเจ้าได้อย่างไร? ความสัมพันธ์ของเจ้ากับพระเจ้าไม่ใกล้ชิดกันมากขึ้นได้อย่างไร? เจ้ากล่าวว่าเจ้าอธิษฐานและเปิดใจต่อพระองค์ทุกวัน อย่างนั้นแล้วในช่วงเวลานี้ เจ้ารู้สึกใกล้ชิดกับพระองค์มากขึ้นหรือไม่? เจ้ารู้สึกว่าความเชื่อในพระเจ้าของเจ้าเพิ่มขึ้นหรือไม่? ระหว่างนี้ เจ้ารู้สึกว่าเจ้าได้รับความเข้าใจเกี่ยวกับพระเจ้ามากมายขึ้น พร่ำบ่นเกี่ยวกับพระองค์น้อยลง รวมถึงเข้าใจผิดและกบฏต่อพระองค์น้อยลงหรือไม่? หากเจ้าไม่เห็นสิ่งเหล่านี้ในตนเอง ทั้งยังเป็นเหมือนเดิมทุกประการ เช่นนั้นเจ้าก็ไม่ได้นำความจริงไปปฏิบัติและเสียเวลาเปล่า เพียงแต่ทุ่มเรี่ยวแรงไปเท่านั้น ไม่มีผู้ใดบังคับเจ้าให้ลงแรงหรือทุ่มเทพละกำลัง และในขณะเดียวกันก็ไม่มีผู้ใดกำลังกีดกันเจ้าไม่ให้นำความจริงไปปฏิบัติ นี่เป็นสิ่งที่เจ้าเลือกเอง และเจ้าก็เดินอยู่บนเส้นทางของการออกแรงทำงาน หากผู้คนไม่นำความจริงไปปฏิบัติหรือไล่ตามเสาะหาความจริง พวกเขาก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะกลายเป็นคนลงแรง การนำความจริงไปปฏิบัติเป็นเรื่องยากสำหรับผู้คน พวกเขาไม่รู้วิธีนบนอบพระเจ้า ทั้งยังพึงพอใจเพียงการตรากตรำและออกแรงทำงานอยู่ตลอดเวลา ในที่สุดเมื่อพวกเขาสามารถเข้าใจคำสอนบางข้อ พวกเขาไม่รู้ว่าจะนำความจริงไปปฏิบัติอย่างไร พวกเขาได้แต่ออกแรงทำงานอีกครั้ง โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ ดังนั้นเจ้าจึงต้องใช้เวลาในการทบทวน ตรวจสอบตนเอง และสามัคคีธรรมกับพี่น้องชายหญิงถึงสิ่งที่เจ้าได้รับมาในช่วงนี้เป็นระยะๆ เจ้ากล่าวว่า “ฉันยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับพระเจ้าอยู่มากมาย และฉันยังไม่ได้แก้ไขอีกมาก” คนอื่นก็กล่าวว่า “ช่วงนี้ฉันรู้สึกว่าฉันได้รับความเข้าใจบางอย่างเกี่ยวกับพระทัยของพระเจ้า การที่พระเจ้าทรงปล่อยให้มวลมนุษย์ทนทุกข์เป็นเรื่องที่ดี ฉันเคยกลัวความทุกข์ และอยากหลบซ่อนหรือวิ่งหนีเมื่อเผชิญกับความทุกข์ ตอนนี้ฉันรู้สึกว่า ผู้คนสามารถสงบใจของตนเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และป้องกันไม่ให้ตนเผลอไผลมุ่งเน้นที่เรื่องภายนอกได้ ก็หลังจากที่พวกเขาได้ทนทุกข์มาบ้างแล้วเท่านั้น การทนทุกข์เป็นเรื่องที่ดี ดังนั้นพระเจ้าจึงทรงสร้างสภาพแวดล้อมที่ยากลำบากต่างๆ เพื่อทดสอบและถลุงผู้คนอยู่เสมอ ฉันรู้สึกเหมือนฉันเข้าใจและรู้สึกถึงจุดประสงค์บางอย่าง รวมถึงเจตนารมณ์ที่จริงจังของพระเจ้า ทุกอย่างที่พระเจ้าทรงทำล้วนดีงาม!” นี่คือวิธีที่เจ้าต้องสามัคคีธรรม เจ้าจะได้ประโยชน์จากการสามัคคีธรรม หากคนไม่กี่คนมารวมตัวกันในยามว่างเพื่อซุบซิบนินทา ตัดสิน หรือพูดเรื่องอื่นที่มีแนวโน้มว่าจะนำไปสู่การโต้เถียง พวกเขาอาจดูเหมือนกำลังพูดถึงความเชื่อในพระเจ้าหรือประสบการณ์ชีวิตของตน แต่หากหัวใจของพวกเขาไม่มีสันติสุข เช่นนั้นพวกเขาก็ควรที่จะปฏิบัติวิธีแสวงหาและเพียรพยายามเพื่อความจริง รวมถึงเพียรพยายามทำตามข้อกำหนดของพระเจ้า หากเจ้าไล่ตามเสาะหาความจริงในหนทางนี้เสมอ เช่นนั้นพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะทรงพระราชกิจในตัวเจ้าและประทานความรู้แจ้งแก่เจ้า จงถือเอาความจริงที่เจ้าขาดเป็นภาระในการไล่ตามเสาะหา จงปฏิบัติและมีประสบการณ์ รวมถึงเพียรพยายามเพื่อความจริง เจ้าควรนำการนี้ไปปฏิบัติอย่างไร? เจ้าควรแสวงหาและขอการนำจากผู้ที่เข้าใจความจริงเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ที่เจ้าไม่เข้าใจหรือไม่สามารถจับความเข้าใจได้ หากเจ้าปฏิบัติเช่นนี้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เจ้าจะสามารถเข้าใจความจริงได้มากขึ้นและได้รับประโยชน์มากมาย ส่วนใหญ่แล้ว พวกเจ้าไม่รู้จักวิธีสามัคคีธรรมความจริง เพียงแต่มุ่งหารือเรื่องงาน หรือพูดคุยเกี่ยวกับวิธีการเสมอ ไม่ใช่หลักธรรม นี่คือการเบี่ยงเบน อันที่จริงแล้วเมื่อเจ้าพูดคุยเรื่องงาน เจ้าควรสามัคคีธรรมถึงเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับหลักธรรมความจริง นั่นจะเป็นประโยชน์ต่อการเข้าสู่ชีวิตของเจ้าเอง ทันทีที่เจ้าได้สามัคคีธรรมเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับหลักธรรมความจริงอย่างชัดเจนแล้ว เช่นนั้นเจ้าย่อมจะมีเส้นทางในการเข้าสู่ชีวิต นี่ย่อมเป็นประโยชน์ต่อการทำงานและการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า รวมถึงการเข้าสู่ชีวิตของตัวเจ้าเอง เป็นการได้ประโยชน์ทั้งสองด้านมิใช่หรือ? เจ้าต้องสามัคคีธรรมถึงประสบการณ์เกี่ยวกับการเชื่อในพระเจ้าของเจ้าด้วยหนทางที่บริสุทธิ์และเปิดเผยเพื่อที่จะได้รับผลลัพธ์และสัมฤทธิ์การเข้าสู่ชีวิต การซุบซิบนินทาหรือตัดสินผู้อื่นอยู่ตลอดเวลาไม่เป็นประโยชน์ต่อการเข้าสู่ชีวิตเลย ทั้งยังทำให้คนเราสูญเสียโอกาสในการได้รับความรอดจากการเชื่อในพระเจ้า การเชื่อในพระเจ้าหมายถึงคนเราต้องมุ่งเน้นในการนำความจริงไปปฏิบัติตลอดเวลา ยิ่งเจ้านำความจริงไปปฏิบัติมากเท่าใด โอกาสในการได้รับความรอดของเจ้าก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น หากเจ้าเข้าใจความจริงน้อยเกินไป เจ้ายิ่งต้องแสวงหาให้มากขึ้น มีเพียงการเข้าใจความจริงและการนำความจริงไปปฏิบัติเท่านั้นที่เจ้าจะสามารถมีประสบการณ์กับการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง รวมถึงสัมฤทธิ์โอกาสแห่งความรอดที่ยิ่งใหญ่ขึ้นและแน่นอนมากขึ้น
16 กรกฎาคม ค.ศ. 2017
Scripture quotations are from The Holy Bible-Thai Standard Version, copyright © 2014 by Thailand Bible Society. Used by permission. All rights reserved.
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ