พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน | “การจุติเป็นมนุษย์สองครั้งทำให้นัยสำคัญของการจุติเป็นมนุษย์สมบูรณ์” | บทตัดตอน 129

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน | “การจุติเป็นมนุษย์สองครั้งทำให้นัยสำคัญของการจุติเป็นมนุษย์สมบูรณ์” | บทตัดตอน 129

842 |วันที่ 05 เดือน 01 ปี 2021

พระราชกิจแต่ละช่วงระยะที่พระเจ้าทรงปฏิบัติมีนัยสำคัญในทางปฏิบัติของมันเอง ย้อนกลับไป เมื่อพระเยซูเสด็จมา พระองค์ทรงเป็นชาย และเมื่อพระเจ้าเสด็จมาครั้งนี้ พระองค์ทรงเป็นหญิง จากสิ่งนี้ เจ้าสามารถมองเห็นได้ว่าพระเจ้าได้ทรงสร้างทั้งชายและหญิงเพื่อพระราชกิจของพระองค์ และกับพระองค์แล้วนั้น ไม่มีความแตกต่างกันในด้านเพศ เมื่อพระวิญญาณของพระองค์เสด็จมา พระองค์ทรงสามารถใช้มนุษย์ใดๆ ก็ได้ตามที่พระองค์ทรงพอพระทัย และมนุษย์ผู้นั้นสามารถเป็นตัวแทนพระองค์ได้ ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิงก็สามารถแสดงถึงพระเจ้าได้ตราบเท่าที่มนุษย์ผู้นั้นเป็นมนุษย์ที่พระเจ้าทรงจุติมา หากพระเยซูทรงปรากฏเป็นผู้หญิงเมื่อพระองค์เสด็จมา กล่าวคือ หากพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงปฏิสนธิในครรภ์เป็นทารกหญิง และไม่ใช่เด็กชาย พระราชกิจในช่วงระยะนั้นจะยังเสร็จสิ้นสมบูรณ์ทั้งหมดเหมือนเช่นเดิม หากเป็นกรณีนั้น พระราชกิจในช่วงระยะปัจจุบันก็จะต้องทำให้เสร็จสมบูรณ์ด้วยชายแทน แต่พระราชกิจก็จะยังเสร็จสิ้นสมบูรณ์ทั้งหมดเหมือนเช่นเดิม พระราชกิจที่ทรงกระทำในทั้งสองช่วงระยะมีนัยสำคัญเท่าๆ กัน ทั้งสองระยะจะไม่มีการกระทำซ้ำ และทั้งสองระยะไม่มีความขัดแย้งกัน ณ ขณะนั้น ในการปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์ พระเยซูทรงได้รับการเรียกขานว่าเป็นพระบุตรพระองค์เดียว และ "พระบุตร" แสดงนัยถึงเพศชาย เหตุใดจึงไม่มีการกล่าวถึงพระบุตรพระองค์เดียวนั้นในระยะปัจจุบันนี้? นั่นเป็นเพราะข้อพึงประสงค์ของพระราชกิจทำให้จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงเพศจากเพศของพระเยซู กับพระเจ้าแล้ว เพศไม่มีความแตกต่าง พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์ตามที่ทรงปรารถนา และในการปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์นั้น พระองค์ทรงไม่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดใด แต่ทรงเป็นอิสระอย่างยิ่ง แต่พระราชกิจทุกช่วงระยะมีนัยสำคัญในทางปฏิบัติของมันเอง พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์สองครั้ง และเป็นที่ชัดแจ้งอยู่ในตัวว่า การจุติเป็นมนุษย์ของพระองค์ในช่วงระหว่างยุคสุดท้ายนั้นคือครั้งสุดท้าย พระองค์ได้เสด็จมาเพื่อประกาศกิจการของพระองค์ทั้งหมด หากในช่วงระยะนี้พระองค์ไม่ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อปฏิบัติพระราชกิจด้วยพระองค์เองเพื่อให้มนุษย์ได้เป็นพยาน มนุษย์ก็คงจะยึดติดกับมโนคติที่หลงผิดที่ว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ชายเท่านั้น ไม่ใช่ผู้หญิง ก่อนนี้ มนุษย์ทั้งหมดเชื่อว่าพระเจ้าทรงเป็นได้เพียงผู้ชายเท่านั้น และผู้หญิงไม่สามารถได้รับการเรียกขานว่าพระเจ้าได้ เพราะมนุษย์ทั้งหมดเห็นว่าผู้ชายมีอำนาจเหนือกว่าผู้หญิง พวกเขาเชื่อว่าไม่มีผู้หญิงคนใดที่สามารถรับสิทธิอำนาจได้ มีเพียงผู้ชายเท่านั้น ที่ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังถึงกับกล่าวว่าผู้ชายเป็นผู้นำของผู้หญิง และว่าผู้หญิงต้องเชื่อฟังผู้ชายและไม่สามารถเหนือกว่าผู้ชายได้ ในอดีต เมื่อมีการกล่าวว่าผู้ชายเป็นผู้นำของผู้หญิง คำกล่าวนี้ถูกชี้นำไปยังอาดัมและเอวา ผู้ซึ่งถูกงูล่อลวงไปแล้ว—หาใช่ชายและหญิงตามที่ได้รับการทรงสร้างโดยพระยาห์เวห์ในตอนแรกไม่ แน่นอนว่าผู้หญิงต้องเชื่อฟังและรักสามีของเธอ และสามีต้องเรียนรู้ที่จะหาเลี้ยงและสนับสนุนครอบครัวของเขา สิ่งเหล่านี้คือธรรมบัญญัติและประกาศกฤษฎีกาที่พระยาห์เวห์ทรงกำหนดขึ้นและที่มนุษย์ต้องปฏิบัติตามในชีวิตของพวกเขาบนแผ่นดินโลก พระยาห์เวห์ตรัสต่อผู้หญิงว่า "เจ้าจะยังปรารถนาในสามีของเจ้า และเขาจะปกครองตัวเจ้า" พระองค์ตรัสเช่นนั้นเพียงเพื่อให้มนุษย์ (นั่นคือ ทั้งชายและหญิง) อาจใช้ชีวิตปกติภายใต้อำนาจครอบครองของพระยาห์เวห์ได้ และเพื่อให้ชีวิตของมนุษย์สามารถมีโครงสร้างและไม่ออกนอกระเบียบอันดีงามเหมาะสมของพวกเขา ดังนั้น พระยาห์เวห์ทรงสร้างกฎที่เหมาะสมว่าชายและหญิงควรปฏิบัติอย่างไร แม้ว่านี่จะเป็นเพียงในเรื่องเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตทรงสร้างทั้งหมดที่ใช้ชีวิตอยู่บนแผ่นดินโลก และไม่มีความเกี่ยวพันกับมนุษย์ที่พระเจ้าทรงจุติมาก็ตาม พระเจ้าจะทรงเป็นเหมือนกับสิ่งมีชีวิตทรงสร้างของพระองค์ได้อย่างไร? พระวจนะของพระองค์ได้รับการชี้นำไปสู่มนุษย์ที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นเท่านั้น เพื่อให้มนุษย์ใช้ชีวิตปกติตามที่พระองค์ได้ทรงตั้งกฎต่างๆ ไว้สำหรับชายและหญิง ในตอนเริ่มต้น เมื่อพระยาห์เวห์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้น พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมาสองแบบ ทั้งชายและหญิง และดังนั้นจึงมีการแบ่งแยกระหว่างชายและหญิงในมนุษย์ที่พระองค์ทรงจุติมาเป็น พระองค์ไม่ได้ทรงตัดสินเรื่องการปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์ตามพระวจนะที่พระองค์ตรัสต่ออาดัมและเอวา สองครั้งที่พระองค์ได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์นั้น ทั้งสิ้นล้วนได้รับการกำหนดให้สอดคล้องกับพระดำริของพระองค์ ณ เวลาที่พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นเป็นครั้งแรก นั่นคือ พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกิจในการจุติเป็นมนุษย์สองครั้งของพระองค์เสร็จสิ้นโดยมีพื้นฐานจากชายและหญิงก่อนที่พวกเขาจะเสื่อมทราม หากมนุษย์นำพระวจนะที่พระยาห์เวห์ตรัสต่ออาดัมและเอวา ผู้ที่ถูกงูล่อลวง และเอามาใช้กับพระราชกิจในการจุติเป็นมนุษย์ของพระเจ้า ไม่ใช่ว่าพระเยซูจะต้องทรงรักพระชายาของพระองค์เหมือนกับที่พระองค์ทรงควรที่จะรักด้วยเช่นกันหรอกหรือ? เช่นนี้แล้ว พระเจ้าจะยังทรงเป็นพระเจ้าอยู่หรือ? และเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว พระองค์จะยังทรงสามารถปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์จนเสร็จสมบูรณ์ได้หรือ? หากการที่มนุษย์ซึ่งพระเจ้าทรงจุติมาเป็นหญิงนั้นเป็นสิ่งผิด เช่นนั้นแล้วการที่พระเจ้าทรงสร้างผู้หญิงขึ้นมานั้นจะไม่เป็นความผิดพลาดอันใหญ่หลวงที่สุดเช่นกันหรอกหรือ? หากผู้คนยังเชื่อว่าการที่พระเจ้าทรงจุติมาเป็นหญิงนั้นเป็นสิ่งผิด ถ้าเช่นนั้น ไม่ใช่ว่าพระเยซู ผู้มิได้เสกสมรสและด้วยเหตุนั้นจึงไม่สามารถรักพระชายาของพระองค์ได้ จะเป็นความผิดพลาดพอๆ กับการจุติเป็นมนุษย์ครั้งปัจจุบันหรือไม่? เพราะเจ้านำพระวจนะที่พระยาห์เวห์ตรัสต่อเอวามาใช้วัดความจริงของการจุติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าในยุคปัจจุบัน เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ต้องใช้พระวจนะที่พระยาห์เวห์ตรัสต่ออาดัมมาตัดสินองค์พระเยซูเจ้าที่ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ในยุคพระคุณด้วย สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกันหรอกหรือ? เพราะเจ้าประเมินองค์พระเยซูเจ้าโดยดูจากชายที่ยังไม่ถูกงูล่อลวง เช่นนั้น เจ้าก็ย่อมไม่อาจตัดสินความจริงของการจุติเป็นมนุษย์ในวันนี้โดยดูจากหญิงที่ถูกงูล่อลวงไปแล้วได้ นี่ย่อมไม่ยุติธรรม! การประเมินพระเจ้าในลักษณะนี้พิสูจน์ว่าเจ้าขาดความมีเหตุผล เมื่อพระยาห์เวห์ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์สองครั้ง เพศของมนุษย์ของพระองค์เกี่ยวข้องกับชายและหญิงที่ยังไม่ถูกงูล่อลวง พระองค์ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์สองครั้งโดยเป็นไปตามชายและหญิงที่ยังไม่ถูกงูล่อลวง อย่าคิดว่าความเป็นชายของพระเยซูเป็นเหมือนกับความเป็นชายของอาดัมที่ถูกงูล่อลวง ทั้งสองสิ่งนี้ไม่เกี่ยวข้องกันโดยสิ้นเชิง พระองค์และอาดัมเป็นชายที่มีธรรมชาติแตกต่างกัน คงไม่ใช่อย่างแน่นอนที่ความเป็นชายของพระเยซูเป็นสิ่งพิสูจน์ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้นำของผู้หญิงทั้งหมด แต่ไม่ใช่ของผู้ชายทั้งหมดกระนั้นหรือ? พระองค์ไม่ได้ทรงเป็นกษัตริย์ของพวกยิวทั้งหมด (รวมถึงทั้งชายและหญิง) หรอกหรือ? พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าพระองค์เอง ทรงไม่ใช่แค่ผู้นำของผู้หญิง แต่ทรงเป็นหัวหน้าของผู้ชายด้วยเช่นกัน พระองค์ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของทุกสรรพสิ่งที่สร้างขึ้น และผู้นำของสรรพสิ่งทรงสร้าง เจ้าสามารถกำหนดว่าความเป็นชายของพระเยซูคือสัญลักษณ์ของการเป็นผู้นำของผู้หญิงได้อย่างไร? นี่ไม่ใช่การหมิ่นประมาทหรอกหรือ? พระเยซูทรงเป็นชายคนหนึ่งซึ่งยังไม่ถูกทำให้เสื่อมทราม พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า พระองค์ทรงเป็นพระคริสต์ พระองค์ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์จะทรงเป็นชายอย่างอาดัมซึ่งถูกทำให้เสื่อมทรามได้อย่างไร? พระเยซูทรงเป็นมนุษย์ที่พระวิญญาณอันพิสุทธิ์ที่สุดของพระเจ้าทรงจุติมา เจ้าจะสามารถกล่าวได้อย่างไรว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่มีคุณสมบัติความเป็นชายในแบบของอาดัม? ในกรณีนั้น ไม่ใช่ว่าพระราชกิจทั้งหมดของพระเจ้าเป็นสิ่งผิดไปแล้วหรอกหรือ? พระยาห์เวห์จะทรงสามารถรวมความเป็นชายของอาดัมผู้ถูกงูล่อลวงไว้ภายในพระเยซูได้กระนั้นหรือ? ไม่ใช่ว่าการจุติเป็นมนุษย์ในยุคปัจจุบันเป็นอีกตัวอย่างของพระราชกิจของพระเจ้าซึ่งทรงจุติเป็นมนุษย์ ผู้มีเพศแตกต่างจากพระเยซูแต่มีลักษณะตามธรรมชาติเหมือนพระองค์หรอกหรือ? เจ้ายังคงกล้ากล่าวว่าพระเจ้าที่ทรงจุติเป็นมนุษย์ไม่สามารถเป็นหญิงได้ เพราะผู้หญิงคือคนแรกที่ถูกงูล่อลวงกระนั้นหรือ? เจ้ายังคงกล้ากล่าวว่า เพราะผู้หญิงเป็นมลทินที่สุด และเป็นแหล่งกำเนิดของความเสื่อมทรามของมนุษย์ จึงเป็นไปไม่ได้ที่พระเจ้าจะทรงสามารถบังเกิดเป็นมนุษย์ผู้หญิงหรือ? เจ้ากล้ายืนกรานหรือไม่ที่จะกล่าวว่า "ผู้หญิงจะต้องเชื่อฟังผู้ชายเสมอไป และอาจไม่มีวันที่จะสำแดงหรือเป็นตัวแทนโดยตรงของพระเจ้าได้"? เจ้าไม่เข้าใจในอดีต แต่ตอนนี้เจ้าสามารถหมิ่นประมาทพระราชกิจของพระเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งมนุษย์ที่พระเจ้าทรงจุติมาเป็นต่อไปได้อย่างนั้นหรือ? หากเจ้าไม่เข้าใจสิ่งนี้อย่างชัดเจน เจ้าควรระวังคำพูดของเจ้าจะดีที่สุด เพื่อไม่ให้ความโง่เขลาและความไม่รู้เท่าทันของเจ้าถูกเปิดเผย และเพื่อไม่ให้ความอัปลักษณ์ของเจ้าถูกตีแผ่ออกมา จงอย่าคิดว่าเจ้าเข้าใจทุกสิ่ง เราบอกเจ้าว่าทั้งหมดที่เจ้าเคยเห็นและเคยได้รับประสบการณ์มาแล้วนั้นไม่พอเพียงที่จะทำให้เจ้าเข้าใจแม้เพียงหนึ่งในพันของแผนการบริหารจัดการของเรา ถ้าเช่นนั้น เหตุใดเจ้าจึงทำตัวหยิ่งผยองนัก? พรสวรรค์อันเล็กน้อยและความรู้อันน้อยนิดที่เจ้ามีนั้นไม่พอเพียงที่จะให้พระเยซูทรงใช้แม้เพียงหนึ่งวินาทีในพระราชกิจของพระองค์! จริงๆ แล้วเจ้ามีประสบการณ์มากเท่าใดกัน? สิ่งที่เจ้าเคยเห็นและทั้งหมดที่เจ้าเคยได้ยินมาในช่วงชีวิตของเจ้า และสิ่งที่เจ้าเคยจินตนาการถึงนั้นน้อยกว่างานที่เราทำในชั่วขณะเดียวเสียอีก! เจ้าอย่าจับผิดและมองหาความผิดพลาดจะดีที่สุด เจ้าสามารถโอหังได้เท่าที่เจ้าต้องการ แต่เจ้าไม่ได้เป็นสิ่งใดมากไปกว่าสิ่งทรงสร้างซึ่งไม่แม้แต่จะเทียบเท่าได้กับมดสักตัว! ทั้งหมดที่เจ้ามีในพุงเจ้านั้นน้อยกว่าสิ่งที่อยู่ในพุงของมดตัวหนึ่ง! จงอย่าคิดว่านี่ทำให้เจ้ามีสิทธิทำท่าทางอย่างลำพองและคุยโตได้เพียงเพราะเจ้าเคยได้รับประสบการณ์และวัยวุฒิมาบ้างแล้ว ประสบการณ์และวัยวุฒิของเจ้าไม่ใช่ผลิตผลของคำพูดที่เราได้เอ่ยออกไปหรอกหรือ? เจ้าเชื่อหรือว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งแลกเปลี่ยนจากแรงงานและการตรากตรำงานหนักของเจ้าเองไหม? วันนี้ เจ้ามองเห็นว่าเราได้บังเกิดเป็นมนุษย์ และด้วยเหตุนี้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น จึงมีความคิดรวบยอดต่างๆ มากจนเกินไปในตัวเจ้าและมีมโนคติอันหลงผิดมาจากตรงนั้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด หากไม่ใช่เพราะการจุติเป็นมนุษย์ของเรา ต่อให้เจ้าจะมีพรสวรรค์พิเศษก็ตาม เจ้าก็จะไม่มีมโนทัศน์มากมายขนาดนี้ และไม่ใช่เพราะมโนทัศน์เหล่านี้หรอกหรือ มโนคติอันหลงผิดของเจ้าจึงเกิดขึ้น? หากพระเยซูไม่ได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ในครั้งแรก เจ้าจะรู้แม้แต่เรื่องของการจุติเป็นมนุษย์หรือ? ไม่ใช่เป็นเพราะการจุติเป็นมนุษย์ครั้งแรกได้ให้ความรู้แก่เจ้ามาแล้วหรือ เจ้าจึงมีความอวดดีที่พยายามจะตัดสินการจุติเป็นมนุษย์ครั้งที่สองนี้? เหตุใดเจ้าจึงกำลังนำหัวข้อนี้มาศึกษา แทนการเป็นผู้ติดตามที่เชื่อฟัง? เมื่อเจ้าได้เข้าสู่กระแสนี้และมาอยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าผู้ทรงจุติมาเป็นมนุษย์ พระองค์จะทรงยอมให้เจ้าค้นคว้าพระองค์หรอกหรือ? เจ้าสามารถค้นคว้าประวัติครอบครัวของเจ้าเองได้ แต่หากเจ้าพยายามค้นคว้า "ประวัติครอบครัว" ของพระเจ้า พระเจ้าในวันนี้จะทรงยอมให้เจ้าทำการศึกษาเช่นนั้นหรือ? พวกเจ้าไม่ได้ตาบอดหรอกหรือ? เจ้าไม่ได้นำการเหยียดหยามมาสู่ตัวเจ้าเองหรอกหรือ?

ตัดตอนมาจาก พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ดูเพิ่ม

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี

แบ่งปัน

ยกเลิก