พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน: การเข้าสู่ชีวิต | บทตัดตอน 387

วันที่ 11 เดือน 08 ปี 2021

ในงานของพวกเขา ผู้นำและคนทำงานทั้งหลายในคริสตจักรต้องให้ความสนใจกับสองสิ่ง กล่าวคือ หนึ่งนั้นคือการทำงานของพวกเขาโดยสอดคล้องกับหลักธรรมที่กำหนดขึ้นโดยการจัดการเตรียมงานทั้งหลายโดยแน่ชัด ไม่มีวันละเมิดหลักธรรมเหล่านั้นและไม่ใช้สิ่งใดก็ตามที่พวกเขาอาจจินตนาการและไม่ใช้แนวคิดอันใดของพวกเขาเองเป็นพื้นฐานในงานของพวกเขา ในทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาทำ พวกเขาควรแสดงให้เห็นความกังวลสนใจสำหรับงานของพระนิเวศของพระเจ้า และให้ผลประโยชน์ทั้งหลายของงานนั้นมาก่อนเสมอ อีกสิ่งหนึ่ง—และการนี้สำคัญยิ่งยวดที่สุด—ก็คือว่า ในทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาทำ พวกเขาต้องมุ่งความสนใจไปที่การปฏิบัติตามการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และทำทุกสิ่งทุกอย่างด้วยการรักษาพระวจนะของพระเจ้าอย่างเข้มงวด หากเจ้ายังคงสามารถต่อต้านการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ หรือหากเจ้าปฏิบัติตามมโนคติที่หลงผิดของเจ้าเองอย่างดื้อดึงและทำสิ่งทั้งหลายโดยสอดคล้องกับจินตนาการของเจ้าเอง เช่นนั้นแล้วการกระทำของเจ้าก็จะประกอบขึ้นเป็นการต้านทานพระเจ้าที่รุนแรงที่สุด การหันหลังของเจ้าให้กับความรู้แจ้งและการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นนิจศีลจะเพียงนำไปสู่ทางตันเท่านั้น หากเจ้าสูญเสียพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะไม่สามารถทำงานได้ และต่อให้เจ้าทำงานได้สำเร็จด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง เจ้าก็จะไม่สำเร็จลุล่วงสิ่งใดเลย เหล่านี้คือหลักธรรมหลักสองประการที่จะต้องยึดปฏิบัติตามในขณะที่ทำงานอยู่ กล่าวคือ หนึ่งนั้นคือการปฏิบัติงานของเจ้าโดยสอดคล้องกับการจัดการเตรียมการจากเบื้องบนอย่างเข้มงวด ตลอดจนการกระทำการโดยสอดคล้องกับหลักธรรมที่ได้ออกโดยเบื้องบน และอีกประการก็คือการปฏิบัติตามการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ภายในตัวเจ้า ทันทีที่มีการจับความเข้าใจสองประเด็นนี้แล้ว เจ้าจะไม่หมิ่นเหม่เช่นนั้นที่จะทำข้อผิดพลาด สำหรับพวกเจ้าซึ่งประสบการณ์ในด้านนี้ยังคงมีขีดจำกัดอยู่นั้น งานของพวกเจ้ามีแนวคิดของพวกเจ้าเองเจือปนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย บางครั้ง พวกเจ้าอาจไม่เข้าใจความรู้แจ้งหรือการทรงนำภายในตัวเจ้าซึ่งมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ แต่บางที พวกเจ้าก็ปรากฏเหมือนว่าเข้าใจความรู้แจ้งหรือการทรงนำนั้น แต่พวกเจ้าก็มีแววว่าจะเพิกเฉยต่อการนั้น เจ้าจินตนาการหรืออนุมานในลักษณะของมนุษย์อยู่เสมอ โดยกระทำการตามที่เจ้าคิดว่าสมควร โดยไม่มีความกังวลสนใจในเจตนารมณ์ของพระวิญญาณบริสุทธิ์เลย เจ้าทำงานของเจ้าไปตามแนวคิดของเจ้าเองเพียงประการเดียว โดยพักวางความรู้แจ้งอันใดจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ สถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอยู่เนืองนิจ การทรงนำภายในจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่เหนือธรรมชาติเลย ในข้อเท็จจริงนั้น นั่นเป็นปกติอย่างมาก กล่าวคือ ในส่วนลึกของหัวใจของเจ้า เจ้ารู้ว่านี่คือหนทางอันสมควรที่จะปฏิบัติตน และว่านี่เป็นหนทางที่ดีที่สุด อันที่จริงแล้วความคิดนี้ค่อนข้างชัดเจน และไม่ได้มาจากการไตร่ตรองของเจ้า แต่เป็นความรู้สึกจำพวกที่เจ้าได้ทำให้เกิดขึ้นจากเบื้องลึกลงไป และบางครั้งเจ้าก็ไม่เข้าใจอย่างเต็มที่ว่าสิ่งใดทำให้เจ้ากระทำการในหนทางนี้ บ่อยครั้งที่การนี้ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าความรู้แจ้งจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ และนี่คือวิธีที่การนี้เกิดขึ้นโดยทั่วไปที่สุดในผู้คนส่วนใหญ่ แนวคิดของคนเราเองบ่อยครั้งมาจากการคิดและการพิจารณา และล้วนแต่เจือปนด้วยเจตจำนงของตนเอง แนวคิดเกี่ยวกับว่ามีด้านใดซึ่งคนเราสามารถค้นหาผลประโยชน์ของตนเองได้ในนั้น และว่าข้อได้เปรียบใดที่บางสิ่งอาจมีให้กับตนเอง ทุกการตัดสินใจของมนุษย์มีสิ่งเหล่านี้อยู่ภายใน อย่างไรก็ตาม การทรงนำจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่มีทางบรรจุการเจือปนเช่นนั้นเลย จำเป็นที่จะต้องให้ความสนใจอย่างระมัดระวังต่อการทรงนำหรือความรู้แจ้งจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นปัญหาที่เป็นกุญแจสำคัญ เจ้าต้องระมัดระวังเพื่อที่จะจับความเข้าใจการทรงนำหรือความรู้แจ้งนั้น ผู้คนซึ่งชอบที่จะใช้สมองของพวกเขา และชอบที่จะกระทำการตามแนวคิดของพวกเขาเอง เป็นผู้ที่หมิ่นเหม่ที่สุดที่จะพลาดการทรงนำหรือความรู้แจ้งเช่นนั้น มีผู้นำและคนทำงานในจำนวนที่เพียงพอให้ความสนใจต่อพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ บรรดาผู้ที่เชื่อฟังพระวิญญาณบริสุทธิ์ยำเกรงพระเจ้าและไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย เพื่อทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยและเพื่อเป็นพยานต่อพระองค์อย่างถูกต้องเหมาะสม คนเราควรเจาะลึกงานของตนสำหรับองค์ประกอบของการเจือปนและความตั้งใจ และแล้วจึงลองพยายามที่จะดูว่า มีงานมากเพียงใดที่ได้รับแรงจูงใจจากแนวคิดของมนุษย์ มีมากเพียงใดที่เกิดจากความรู้แจ้งโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ และมีมากเพียงใดที่พ้องกับพระวจนะของพระเจ้า เจ้าต้องตรวจสอบคำพูดและความประพฤติของเจ้าเองเป็นนิตย์และในทุกสถานการณ์ การปฏิบัติอยู่เนืองนิจในลักษณะนี้จะวางเจ้าไว้บนร่องครรลองที่ถูกต้องของการรับใช้พระเจ้า จำเป็นที่จะต้องครองความจริงหลายประการเพื่อสัมฤทธิ์การรับใช้พระเจ้าในหนทางที่อยู่ในแนวเดียวกับเจตนารมณ์ของพระองค์ มีเพียงหลังจากที่พวกเขาได้เข้าใจความจริงแล้ว และมีความสามารถที่จะระลึกรู้สิ่งที่อุบัติขึ้นจากแนวคิดของพวกเขาเอง และสิ่งที่บ่งบอกว่าอะไรสร้างแรงจูงใจให้พวกเขาเท่านั้น ผู้คนจึงจะมีความสามารถที่จะหยั่งรู้ได้ พวกเขามีความสามารถที่จะระลึกได้ถึงราคีของมนุษย์ ตลอดจนสิ่งที่เป็นความหมายของการปฏิบัติตนไปตามความจริง มีเพียงเมื่อนั้นเท่านั้นพวกเขาจึงจะรู้วิธีนบนอบได้อย่างปราศจากราคีมากขึ้น หากปราศจากความจริง ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่ผู้คนจะปฏิบัติการหยั่งรู้ บุคคลที่สับสนมึนงงอาจเชื่อในพระเจ้าทั้งชีวิตของเขา โดยไม่รู้ว่าการให้ความเสื่อมทรามของตัวเขาเองถูกเปิดเผยนั้นหมายความว่าอย่างไร หรือการต้านทานพระเจ้านั้นหมายความว่าอย่างไร เพราะเขาไม่เข้าใจความจริง ความคิดนั้นไม่มีอยู่ในความรู้สึกนึกคิดของเขาเสียด้วยซ้ำ ความจริงอยู่เกินเอื้อมถึงสำหรับผู้คนที่มีขีดความสามารถต่ำเกินไป ไม่สำคัญว่าเจ้าสามัคคีธรรมเกี่ยวกับความจริงกับพวกเขาอย่างไร พวกเขาก็ยังคงไม่เข้าใจ ผู้คนเช่นนั้นสับสนมึนงง ในความเชื่อของพวกเขา ผู้คนที่สับสนมึนงงไม่สามารถให้คำพยานต่อพระเจ้าได้ พวกเขาสามารถเพียงแค่ทำการปรนนิบัติได้เล็กน้อยเท่านั้น เพื่อที่จะลุล่วงพระราชกิจที่พระองค์ไว้วางพระทัยมอบหมายไว้ จำเป็นที่จะต้องจับใจความหลักธรรมสองประการนี้ คนเราต้องยึดตามการจัดการเตรียมการงานจากเบื้องบนอย่างเคร่งครัด และต้องสนใจเชื่อฟังการทรงนำใดๆ จากพระวิญญาณบริสุทธิ์ มีเพียงเมื่อหลักธรรมสองประการนี้ได้รับการจับความเข้าใจแล้วเท่านั้น งานของคนเราจึงจะสามารถมีประสิทธิผลและน้ำพระทัยของพระเจ้าจึงจะได้รับการสนอง

ตัดตอนมาจาก บันทึกการบรรยายของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย

ดูเพิ่ม

ปี 2022 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

แบ่งปัน

ยกเลิก

ติดต่อเราผ่าน Messenger