ท่าทีที่มนุษย์ควรมีต่อพระเจ้า (ตอนที่สาม)

บรรดาผู้ที่นบนอบพระเจ้าและยอมรับความจริงอย่างแท้จริงไม่ควรที่จะเกิดมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับพระเจ้า และพวกเขาก็ไม่ควรแนบการประเมินหรือการตัดสินของตนไปกับสิ่งใดก็ตามที่พระเจ้าทรงทำ ในยุคธรรมบัญญัติ พระเจ้าตรัสว่าพระองค์จะประทานบุตรชายให้แก่อับราฮัม อับราฮัมกล่าวว่าอย่างไรต่อเรื่องนั้น? ท่านไม่ได้พูดอะไรเลย—ท่านเชื่อในสิ่งที่พระเจ้าตรัส นี่คือท่าทีของอับราฮัม ท่านได้ตัดสินอะไรบ้างหรือไม่? ท่านได้พูดเยาะเย้ยหรือไม่? ท่านได้ทำอะไรลับๆ ล่อๆ บ้างหรือไม่? ท่านไม่ได้ทำ และท่านก็ไม่ได้มีส่วนร่วมในอุบายต่ำช้าใดๆ นี่เรียกว่าการนบนอบ นี่เรียกว่าการยึดมั่นในฐานะและหน้าที่ของคนเรา ส่วนภรรยาของท่าน ซาราห์—นางแตกต่างจากอับราฮัมมิใช่หรือ? นางมีท่าทีเช่นไรต่อพระเจ้า? นางตั้งคำถาม พูดเยาะเย้ย ไม่เชื่อ—และนางก็ตัดสิน และมีส่วนร่วมในการอุบายต่ำช้า โดยยกหญิงคนใช้ของนางให้เป็นภรรยาน้อยของอับราฮัม ซึ่งเป็นการทำสิ่งที่ไร้เหตุผลเช่นนั้น นี่มาจากเจตจำนงของมนุษย์ ซาราห์ไม่ได้ยึดมั่นในฐานะของนาง นางสงสัยพระวจนะของพระเจ้าและไม่เชื่อในมหิทธานุภาพของพระองค์ อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้นางไม่เชื่อ? มีสาเหตุและบริบทอยู่สองประการ ประการหนึ่งคือตอนนั้นอับราฮัมมีอายุค่อนข้างมาก อีกประการหนึ่งก็คือตัวนางเองก็อายุมากแล้วเช่นกันและไม่สามารถมีบุตรได้ ดังนั้นนางจึงคิดว่า “นี่เป็นไปไม่ได้ พระเจ้าจะทรงทำให้เรื่องนี้สำเร็จลุล่วงได้อย่างไร? นี่เป็นเรื่องไร้สาระมิใช่หรือ? นี่เป็นเหมือนกับการพยายามเล่นกลหลอกเด็กมิใช่หรือ?” นางไม่ได้ยอมรับหรือเชื่อว่าสิ่งที่พระเจ้าตรัสว่าเป็นความจริง แต่ถือว่าเป็นเรื่องตลก โดยคิดว่าพระเจ้าทรงกำลังล้อเล่นกับผู้คน นี่คือท่าทีที่ถูกต้องหรือไม่? (ไม่) นี่คือท่าทีที่คนเราควรปฏิบัติต่อพระผู้สร้างหรือไม่? (ไม่) แล้วนางได้ยึดมั่นในฐานะของนางหรือไม่? (ไม่) นางไม่ได้ยึดมั่น เพราะว่านางถือว่าพระวจนะของพระเจ้าเป็นเรื่องตลกและไม่ใช่ความจริง และเพราะว่านางไม่เชื่อในสิ่งที่พระเจ้าตรัสหรือสิ่งที่พระองค์กำลังจะทรงทำ นางจึงได้กระทำการอย่างไร้เหตุผล ซึ่งก่อให้เกิดผลที่ตามมาเป็นลำดับมากมาย ทั้งหมดล้วนมาจากเจตจำนงของมนุษย์ โดยแก่นสารแล้ว นางกำลังพูดว่า “พระเจ้าสามารถทำสิ่งนี้ได้หรือ? ถ้าหากพระองค์ไม่สามารถ ฉันก็ต้องลงมือดำเนินการช่วยทำให้พระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้าลุล่วง” ภายในตัวนาง มีการเข้าใจผิด การตัดสิน การคาดเดา และคำถาม ซึ่งล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดการเป็นกบฏต่อพระเจ้าโดยบุคคลหนึ่งซึ่งมีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม อับราฮัมได้ทำสิ่งเหล่านี้หรือไม่? ท่านไม่ได้ทำ และดังนั้นการอวยพรนี้จึงได้ถูกประทานแก่ท่าน พระเจ้าทอดพระเนตรเห็นท่าทีที่อับราฮัมมีต่อพระองค์ หัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าของท่าน ความจงรักภักดีของท่าน และการนบนอบที่แท้จริงของท่าน และพระเจ้าจะทรงมอบบุตรชายให้แก่ท่านเพื่อที่ท่านจะได้เป็นบิดาของชนชาติมากมาย นี่เป็นสิ่งที่อับราฮัมได้รับสัญญาและซาราห์ได้รับประโยชน์จากเรื่องนี้โดยมิได้คาดคิด เพราะฉะนั้นการนบนอบจึงมีความสำคัญมาก ภายในการนบนอบนั้น มีการตั้งคำถามหรือไม่? (ไม่) หากมี การนั้นนับเป็นการนบนอบที่แท้จริงหรือไม่? (ไม่นับ) หากมีการวิเคราะห์และการตัดสินอยู่ภายในการนบนอบนั้น เช่นนั้นแล้วนั่นนับรวมหรือไม่? (ไม่) แล้วหากคนเราพยายามที่จะค้นหาความผิดล่ะ? ถ้าเช่นนั้นยิ่งนับรวมน้อยกว่าอีก เช่นนั้นแล้ว สิ่งใดหรือที่ถูกสำแดงและเผยออกมา—และสิ่งใดหรือคือพฤติกรรม—ภายในการนบนอบที่พิสูจน์อย่างครบถ้วนว่านั่นเป็นการนบนอบที่แท้จริง? (การเชื่อ) การเชื่อที่แท้จริงเป็นหนึ่งสิ่ง คนเราต้องเข้าใจอย่างถูกต้องในสิ่งที่พระเจ้าตรัสและทรงทำ และยืนยันว่าทั้งหมดที่พระเจ้าทรงทำนั้นถูกต้องและเป็นความจริง ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องตั้งคำถามกับการนั้น อีกทั้งไม่มีความจำเป็นที่จะต้องถามผู้อื่นเกี่ยวกับการนั้น และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องชั่งน้ำหนักการนั้นหรือวิเคราะห์การนั้นในหัวใจของคนเราเอง นี่คือหนึ่งแง่มุมของของเนื้อหาของการนบนอบ ซึ่งเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าทรงทำนั้นถูกต้อง เมื่อบุคคลหนึ่งทำบางสิ่ง คนเราอาจมองดูว่าบุคคลใดทำการนั้น พวกเขามีภูมิหลังเช่นใด พวกเขาได้ทำความประพฤติที่ไม่ดีบ้างหรือไม่ และลักษณะนิสัยของพวกเขาเป็นอย่างไร สิ่งเหล่านี้พึงต้องมีการวิเคราะห์ ในทางกลับกัน หากบางสิ่งมาจากพระเจ้าและทำโดยพระองค์ เจ้าต้องปิดปากของตนทันทีและไม่เก็บงำความคิดลังเลไว้—จงอย่าตั้งคำถามกับการนั้นและจงอย่ายกข้อซักถามทั้งหลายขึ้นมา แต่จงยอมรับทั้งหมดทั้งมวลของการนั้น แล้วสิ่งที่จะต้องทำถัดไปคืออะไรหรือ? มีความจริงบางอย่างที่เกี่ยวข้องในที่นี้ซึ่งผู้คนไม่เข้าใจ และพวกเขาไม่รู้จักพระเจ้า ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเชื่อว่าเป็นการกระทำของพระเจ้าและสามารถนบนอบ พวกเขาก็ไม่เข้าใจความจริงอย่างถ่องแท้ สิ่งที่พวกเขาเข้าใจก็ยังคงมีธรรมชาติเชิงคำสอนอยู่บ้าง และพวกเขาจึงรู้สึกว้าวุ่นในหัวใจ ในเวลาเช่นนั้น พวกเขาต้องแสวงหา โดยถามว่า “ในการนี้มีความจริงใดอยู่? ตรงไหนคือข้อผิดพลาดในการคิดของฉัน? ฉันได้กลายเป็นห่างจากพระเจ้าอย่างไร? ทัศนะใดของฉันขัดแย้งกับสิ่งที่พระเจ้าตรัส?” ต่อจากนั้น พวกเขาควรค้นหาสิ่งเหล่านี้ นี่เป็นท่าทีและการปฏิบัติการนบนอบ มีพวกที่พูดว่าพวกเขานบนอบ แต่เมื่อบางสิ่งเกิดขึ้นกับพวกเขาในเวลาต่อมา พวกเขาก็ไตร่ตรองว่า “ใครจะไปรู้ว่าพระเจ้าทรงทำสิ่งใด? พวกเราสิ่งมีชีวิตทรงสร้างไม่สามารถแทรกแซงได้ดอก ปล่อยให้พระเจ้าทรงทำสิ่งใดก็ตามที่พระองค์ทรงต้องประสงค์เถิด!” นี่เป็นการนบนอบหรือไม่? (ไม่ใช่) นี่เป็นท่าทีประเภทใดกัน? นั่นเป็นความรังเกียจการรับผิดชอบ นั่นเป็นการขาดพร่องความใส่ใจสำหรับสิ่งที่พระเจ้าทรงทำและความไม่แยแสอันเย็นชาต่อสิ่งที่พระเจ้าทรงทำ อับราฮัมมีความสามารถที่จะนบนอบเพราะท่านถือปฏิบัติหลักธรรม และท่านปลงใจในการเชื่อของท่านว่า สิ่งที่พระเจ้าตรัสต้องถูกทำและต้องถูกทำให้ลุล่วง—ท่านแน่ใจ 100 เปอร์เซ็นต์เกี่ยวกับคำว่า “ต้อง” ทั้งสองคำนี้ เพราะฉะนั้นท่านจึงไม่ตั้งคำถาม ท่านไม่ได้ทำการประเมินอันใด อีกทั้งท่านไม่ได้กระทำอุบายต่ำช้าอันใด นั่นเองคือวิธีที่อับราฮัมประพฤติในการนบนอบของท่าน

นั่นเป็นพรที่อับราฮัมได้รับจากพระเจ้า เขาไม่ได้แสดงความสงสัยใดๆ และไม่ได้นำเจตจำนงของมนุษย์มาปะปนกับสิ่งใดที่เขาทำ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ที่โยบเผชิญนั้นแตกต่างจากอับราฮัมอย่างเห็นได้ชัด สถานการณ์นั้นแตกต่างไปอย่างไร? สิ่งที่อับราฮัมประสบคือพร นั่นเป็นสิ่งที่ดี ขณะที่อายุเกือบ 100 ปี เขายังไม่มีบุตรและหวังว่าจะมีบุตรเมื่อพระเจ้าทรงสัญญาว่าจะประทานบุตรชายให้แก่เขา เขาจะไม่มีความสุขได้อย่างไรกัน? เขาเต็มใจที่จะนบนอบอย่างแน่นอน แต่สิ่งที่โยบเผชิญนั้นเป็นความโชคร้าย เหตุใดเขาจึงยังคงนบนอบได้? (เขาเชื่อในหัวใจของเขาว่าพระเจ้าทรงทำทุกสิ่ง) นี่คือแง่มุมหนึ่ง มีอีกแง่มุมหนึ่งคือ บ่อยครั้งที่ผู้คนสามารถนบนอบได้เมื่อพวกเขาไม่ได้ประสบกับความทุกข์มากเกินไป และพวกเขาก็สามารถนบนอบได้เมื่อพระเจ้าประทานพร แต่เมื่อพระเจ้าทรงเอาไป นั่นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับพวกเขาที่จะนบนอบอีกต่อไป ส่วนโยบนั้น เขามีทัศนะประเภทใด เขามีความมีเหตุผลประเภทใด เขาเข้าใจความจริงประการใดบ้าง หรือเขามีความเข้าใจเกี่ยวกับพระเจ้าในแง่มุมใด เขาจึงสามารถยอมรับและนบนอบความโชคร้ายนั้นได้? (เขาเชื่อว่าทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำนั้นดี เขาเชื่อในหัวใจของตนว่าทุกสิ่งที่เขามีเป็นสิ่งที่พระเจ้าประทานให้ ไม่ใช่สิ่งที่ได้มาจากการออกแรงทำงานของเขาเอง—การที่พระเจ้าจะทรงเอาสิ่งนี้ไปก็เป็นสิทธิอำนาจของพระองค์เช่นกัน เขามีความมีเหตุผลประเภทนี้ ดังนั้นเขาจึงสามารถยอมรับและนบนอบได้) หากผู้คนเชื่อว่าทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำนั้นดี ย่อมเป็นเรื่องง่ายสำหรับพวกเขาที่จะนบนอบ แต่เมื่อดูราวกับว่าทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำนั้นนำความโชคร้ายมาสู่ผู้คน การนบนอบยังคงเป็นเรื่องง่ายหรือไม่? สถานการณ์ใดบ่งชี้ถึงการนบนอบที่แท้จริงมากกว่า? (การที่ยังคงสามารถนบนอบได้เมื่อดูราวกับว่าทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำนั้นนำความโชคร้ายมาสู่ผู้คน) แล้วโยบมีความมีเหตุผลและความจริงประเภทใดจึงสามารถยอมรับความโชคร้ายนั้นได้? (โยบปฏิบัติต่อพระเจ้าในฐานะพระเจ้าอย่างแท้จริง เขาเข้าใจว่าพระเจ้ามิได้ทรงเป็นผู้ที่ประทานพรและพระคุณเท่านั้น—แม้กระทั่งเมื่อพระองค์ทรงเอาไป พระองค์ก็ยังทรงเป็นพระเจ้า เขายังเข้าใจด้วยว่าต่อให้คนเราประสบภัยพิบัติ นั่นก็เป็นเพราะพระเจ้าทรงยอมให้การนั้นเกิดขึ้น ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงทำสิ่งใด พระองค์ก็ยังทรงเป็นพระเจ้า และมนุษย์ควรนมัสการพระองค์เสมอ) โดยหลักแล้วเป็นเพราะว่าโยบมีความเข้าใจเกี่ยวกับพระเจ้าอยู่บ้าง และดำรงฐานะของเขาได้ดี เขาระลึกรู้ว่าแก่นแท้ของพระเจ้าจะไม่เปลี่ยนแปลงเพราะผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายที่อยู่ภายนอกเปลี่ยนแปลงไป แก่นแท้ของพระเจ้ายังคงเป็นแก่นแท้ของพระเจ้าอยู่เสมอและตลอดกาล เรื่องนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ว่าหากพระเจ้าประทานพรแก่ผู้คน พระองค์ก็ทรงเป็นพระเจ้า และหากสิ่งทั้งปวงที่พระองค์ทรงทำนั้นคือการนำภัยพิบัติมาสู่ผู้คน ทำให้พวกเขาได้รับความทุกข์และการลงโทษ หรือทำลายพวกเขา แก่นแท้ของพระองค์ก็เปลี่ยนแปลงไปและพระองค์ก็ทรงเลิกเป็นพระเจ้า แก่นแท้ของพระเจ้าไม่เคยเปลี่ยนแปลง แก่นแท้ของมนุษย์ก็ไม่เปลี่ยนแปลงเช่นกัน กล่าวคือ สถานะและแก่นแท้ของมนุษย์ในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ต่อให้เจ้าสามารถยำเกรงพระเจ้าและรู้จักพระองค์ เจ้าก็ยังคงเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง แก่นแท้ของเจ้าก็ไม่เปลี่ยนแปลง พระเจ้าทรงนำโยบมาผ่านบททดสอบอันยิ่งใหญ่ แต่โยบก็ยังคงสามารถนบนอบและไม่พร่ำบ่น นอกจากการมีความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าอยู่บ้าง จุดแข็งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขาที่ทำให้เขาสามารถนบนอบและงดเว้นจากการพร่ำบ่นนั้นคืออะไร? นั่นก็คือการที่เขารู้ว่ามนุษย์จะเป็นมนุษย์เสมอไป ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างไรก็ย่อมถูกต้องโดยสมบูรณ์ พูดอย่างเรียบง่ายก็คือ ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงปฏิบัติต่อเจ้าอย่างไร เจ้าก็ควรจะได้รับการปฏิบัติอย่างนั้น เรื่องนี้อธิบายสิ่งทั้งหลายมิใช่หรือ? จงอย่าร้องขอว่าพระเจ้าควรทรงปฏิบัติต่อเจ้าอย่างไร พระองค์ควรประทานพรใดแก่เจ้า หรือพระองค์ควรทรงนำเจ้ามาผ่านบททดสอบใด และพระราชกิจของพระองค์ควรมีนัยสำคัญต่อเจ้าอย่างไร เจ้าไม่สามารถร้องขอสิ่งเหล่านี้ได้ การร้องขอเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผล ระหว่างห้วงเวลาแห่งสันติสุขและความมั่นคง บางคนกล่าวว่าสิ่งใดก็ตามที่พระเจ้าทรงกระทำนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่จากนั้นเมื่อมีบางสิ่งบางอย่างที่ไม่เป็นไปตามมโนคติอันหลงผิดของพวกเขาเกิดขึ้น พวกเขาก็ไม่สามารถยอมรับการนี้ได้ การนี้ต้องแก้ไขด้วยความจริง ความจริงประการนี้คืออะไร? คือการตั้งมั่นในฐานะของเจ้าเอง ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงปฏิบัติต่อเจ้าอย่างไร ก็เป็นสิ่งที่สมควรแล้วและปราศจากข้อผิดพลาด ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงปฏิบัติต่อเจ้าอย่างไร พระองค์ก็ยังทรงเป็นพระเจ้า ผู้คนไม่ควรร้องขอจากพระองค์ จงอย่าประเมินวัดความถูกต้องของพระเจ้า และจงอย่าประเมินวัดเหตุผล เป้าหมาย หรือนัยสำคัญของการกระทำของพระองค์ สิ่งเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องได้รับการประเมินวัดจากเจ้า ความรับผิดชอบและหน้าที่ของเจ้าคือการตั้งมั่นในฐานะของเจ้าที่เป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง และปล่อยให้พระเจ้าทรงจัดวางเรียบเรียงตามที่พระองค์จะทรงทำ นั่นคือหนทางที่ถูกต้อง เรื่องนี้พูดง่ายแต่ปฏิบัติยาก แต่ผู้คนก็ต้องเข้าใจความจริงประการนี้ โดยการเข้าใจความจริงเท่านั้นที่เจ้าจะสามารถนบนอบได้อย่างแท้จริงเมื่อมีบางสิ่งเกิดขึ้นกับเจ้า

บางคน ซึ่งเชื่อในพระเจ้าและฟังการเทศนามาจนถึงตอนนี้ ก็คิดว่า “โยบสามารถนบนอบบททดสอบที่พระเจ้าประทานให้เขาเพราะโยบรู้ว่าทุกสิ่งมาจากพระหัตถ์ของพระเจ้า ไม่ว่าคนเราจะมีฝูงปศุสัตว์และแกะมากมายเพียงใด หรือมีทรัพย์สิน ความมั่งคั่ง และบุตรหลานมากมายเพียงใดก็ตาม ทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งที่พระเจ้าประทานทั้งสิ้น—นั่นไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้คน ผู้คนเป็นเสมือนทาสเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า พวกเขาต้องสู้ทนไม่ว่าพระองค์จะทรงปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างไร” พวกเขาใช้ท่าทีที่เป็นลบประเภทนี้เพื่อที่จะรู้จักพระเจ้า การรู้จักพระเจ้าในหนทางนี้ถูกต้องหรือไม่? นั่นไม่ถูกต้องอย่างแน่นอน เช่นนั้นแล้วหนทางที่ถูกต้องในการรู้จักพระเจ้าจะเป็นเช่นไร? (ผู้คนเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง และพระเจ้าก็ทรงเป็นพระเจ้าตลอดไป ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงกระทำเช่นไร ผู้คนก็ควรปล่อยให้พระเจ้าทรงจัดวางเรียบเรียงพวกเขาตามแต่พระทัยของพระองค์เท่านั้น) นั่นถูกต้องแล้ว จงอย่าร้องขอว่าพระเจ้าควรทรงกระทำในหนทางใดหนทางหนึ่ง จงอย่าร้องขอว่าพระเจ้าควรทรงอธิบายทุกสิ่งให้เจ้าฟังอย่างละเอียดในการสามัคคีธรรม หากพระองค์ไม่ทรงอธิบายให้ชัดเจน เจ้าก็ไม่ควรโต้แย้งกับพระเจ้า โดยคิดว่าเจ้ามีเหตุผล นี่เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง นี่เป็นความโอหังและการคิดว่าตนเองถูกอย่างที่สุด และไร้ซึ่งมโนธรรมและเหตุผลเป็นอย่างยิ่ง นี่ไม่ใช่สิ่งที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรกล่าวออกมา แม้กระทั่งซาตานยังไม่อาจหาญที่จะพูดกับพระเจ้าในลักษณะที่ตีโพยตีพายเช่นนั้น—เจ้าเป็นมนุษย์ที่เสื่อมทราม เจ้าจะสามารถโอหังยิ่งกว่าซาตานเสียอีกได้อย่างไร? ตอนที่พูดจากับพระเจ้า ผู้คนควรดำรงตนในฐานะใดกันแน่? คนเราควรเข้าใจเรื่องนี้อย่างไร? จริงๆ แล้ว ถ้อยแถลงของโยบที่ว่า “เราจะรับสิ่งดีจากพระเจ้า และจะไม่รับสิ่งไม่ดีบ้างหรือ?” อธิบายชัดเจนแล้วว่าเพราะเหตุใดเขาจึงสามารถนบนอบพระเจ้าได้ และภายในถ้อยแถลงนี้มีความจริงให้แสวงหา เมื่อเขากล่าวถ้อยแถลงนี้ เขาได้แสดงออกถึงการพร่ำบ่นหรือความทุกข์ระทมหรือไม่? (ไม่) มีความคลุมเครือหรือความหมายโดยนัยที่เป็นลบบ้างหรือไม่? (ไม่) ไม่มีอย่างแน่นอน ในที่สุดโยบก็ตระหนักผ่านทางประสบการณ์ของเขาว่าการที่พระผู้สร้างจะปฏิบัติต่อผู้คนอย่างไรนั้นไม่ใช่เรื่องที่ผู้คนจะตัดสินใจ นี่อาจจะฟังดูขัดหูนิดหน่อย แต่ก็เป็นข้อเท็จจริง พระเจ้าทรงจัดการเตรียมการชะตากรรมของทุกคนไว้สำหรับตลอดชีวิตของพวกเขาแล้ว ไม่ว่าเจ้าจะยอมรับเรื่องนี้หรือไม่ นี่ก็เป็นข้อเท็จจริง เจ้าไม่สามารถเปลี่ยนโชคชะตาของตนได้ พระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้าง และเจ้าควรนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระองค์ ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงกระทำอย่างไรก็เป็นสิ่งที่ถูกต้องเพราะพระองค์ทรงเป็นความจริงและพระองค์ทรงเป็นองค์อธิปัตย์เหนือสิ่งทั้งปวง และผู้คนควรนบนอบพระองค์ “สิ่งทั้งปวง” นี้รวมถึงตัวเจ้า และรวมถึงสิ่งมีชีวิตทรงสร้างทั้งมวล เช่นนั้นแล้ว การที่เจ้าต้องการขัดขืนอยู่เสมอนั้นเป็นความผิดของใคร? (การนั้นเป็นความผิดของพวกเราเอง) นั่นเป็นปัญหาของเจ้า เจ้าต้องการอ้างเหตุผลและค้นหาความผิดอยู่เสมอ นี่ถูกต้องหรือไม่? เจ้าต้องการได้รับพรและประโยชน์จากพระเจ้าอยู่เสมอ นี่ถูกต้องหรือไม่? ไม่มีสิ่งใดถูกต้องเลย ทัศนะเหล่านี้แสดงถึงความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับพระเจ้าที่ไม่ถูกต้อง แท้จริงแล้วเป็นเพราะทัศนะของเจ้าเกี่ยวกับการเชื่อในพระเจ้าไม่ถูกต้อง เจ้าจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะไม่ยอมรับ โต้แย้ง และต่อต้านพระเจ้าเมื่อใดก็ตามที่เจ้าเผชิญกับสถานการณ์บางอย่าง โดยคิดเสมอว่า “เป็นความผิดของพระเจ้าที่ทรงทำสิ่งนี้ ฉันไม่สามารถเข้าใจเรื่องนี้ได้ ทุกคนคงจะประท้วงการที่พระองค์ทรงทำในหนทางนั้น การทำแบบนั้นไม่เหมือนพระเจ้าเลย!” แต่นี่ไม่ใช่เรื่องที่ว่าพระเจ้าทรงเป็นแบบใด ไม่ว่าพระเจ้าทรงทำสิ่งใดก็ตาม พระองค์ก็ยังทรงเป็นพระเจ้า หากเจ้าขาดไร้ซึ่งเหตุผลและความเข้าใจนี้ โดยมักจะพินิจพิเคราะห์และอนุมานเอาเองอยู่เสมอเมื่อสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นกับเจ้าในแต่ละวัน ผลลัพธ์ก็จะเป็นการที่เจ้าจะเอาแต่โต้แย้งและต่อต้านพระเจ้าในทุกโอกาส และเจ้าก็จะไม่สามารถหลุดพ้นจากสภาวะนี้ได้ แต่หากเจ้ามีความเข้าใจนี้และเจ้าสามารถดำรงฐานะของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างได้ และเมื่อเจ้าเผชิญกับสถานการณ์ทั้งหลาย เจ้าก็เปรียบเทียบตนเองกับความจริงในแง่มุมนี้และปฏิบัติและเข้าสู่ความจริง เช่นนั้นแล้วความยำเกรงพระเจ้าภายในตัวเจ้าย่อมจะเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป โดยไม่รู้ตัว เจ้าจะเริ่มรู้สึกว่า “ผลปรากฏว่าสิ่งที่พระเจ้าทรงทำนั้นไม่ผิด สิ่งที่พระเจ้าทรงทำนั้นดีทั้งหมด ผู้คนไม่จำเป็นต้องพินิจพิเคราะห์และวิเคราะห์เรื่องนี้ แค่ยอมให้ตัวเจ้าเองอยู่ภายใต้การจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้าก็พอ!” และเมื่อเจ้าพบว่าตนเองไม่สามารถนบนอบพระเจ้าหรือยอมรับการจัดวางเรียบเรียงของพระองค์ได้ หัวใจของเจ้าก็จะรู้สึกถูกตำหนิว่า “ฉันไม่ได้เป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ดี เหตุใดฉันจึงไม่สามารถนบนอบได้? นี่ไม่ทำให้พระผู้สร้างทรงเศร้าสลดหรอกหรือ?” ยิ่งเจ้าพึงปรารถนาที่จะเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ดีมากเท่าใด ความเข้าใจและความชัดเจนของเจ้าเกี่ยวกับความจริงในแง่มุมนี้ก็จะเติบโตขึ้นเท่านั้น แต่ยิ่งเจ้าคิดว่าตนเองเป็นใครบางคนที่มีนัยสำคัญมากเท่าใด โดยเชื่อว่าพระเจ้าไม่ควรทรงปฏิบัติต่อเจ้าในหนทางนี้ พระองค์ไม่ควรทรงตักเตือนเจ้าในลักษณะนั้น พระองค์ไม่ควรทรงตัดแต่งและจัดวางเรียบเรียงเจ้าในหนทางนั้น เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมตกที่นั่งลำบากแล้ว หากเจ้ามีข้อร้องขอต่อพระเจ้าอยู่มากมายในหัวใจของตน หากเจ้ารู้สึกว่ามีหลายสิ่งที่พระเจ้าไม่ควรทรงทำไป เช่นนั้นแล้วเจ้าก็กำลังมุ่งหน้าลงไปในเส้นทางที่ผิด มโนคติอันหลงผิด การตัดสิน และการสบประมาทย่อมจะผุดออกมา และเจ้าก็ไม่ได้อยู่ห่างไกลจากการทำความชั่วเลย เมื่อผู้คนที่ไม่รักความจริงได้ยินพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาก็เริ่มวิเคราะห์และพินิจพิเคราะห์ ซึ่งทำให้มีความสงสัยและการเยาะเย้ยเพิ่มขึ้นทีละเล็กละน้อย จากนั้นพวกเขาก็เริ่มตัดสิน ไม่ยอมรับ และกล่าวโทษ—นี่คือผลลัพธ์ มีผู้คนจำนวนมากเกินไปนักที่ปฏิบัติต่อพระเจ้าในหนทางนี้ ซึ่งทั้งหมดนี้มีสาเหตุมาจากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขา

บางคนคิดเสมอว่า “ฉันเป็นบุคคลคนหนึ่ง เป็นเรื่องจริงที่ว่าพระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้าง แต่พระองค์ก็ต้องทรงเคารพและเข้าใจฉัน พระองค์ต้องทรงรักและคุ้มครองฉัน” ทัศนะนี้ถูกต้องหรือไม่? พระเจ้าทรงมีสิทธิ์ขาดในการตัดสินใจว่าพระองค์จะทรงรักผู้คนอย่างไร พระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้าง พระองค์จะทรงปฏิบัติต่อสิ่งมีชีวิตทรงสร้างอย่างไรก็เป็นเรื่องของพระองค์ พระเจ้าทรงมีหลักธรรมและอุปนิสัยของพระองค์ จึงเปล่าประโยชน์ที่ผู้คนจะมีข้อร้องขอใดๆ แทนที่จะเป็นเช่นนั้นพวกเขาควรเรียนรู้ว่าจะเข้าใจพระเจ้าและนบนอบพระองค์อย่างไร นี่เป็นเหตุผลที่ผู้คนควรจะมี บางคนกล่าวว่า “พระเจ้าทรงหยาบคายกับมนุษย์เกินไป การทำสิ่งทั้งหลายแบบนี้ไม่ใช่การรักผู้คน พระองค์มิได้ทรงเคารพผู้คนหรือปฏิบัติต่อพวกเขาในฐานะมนุษย์!” บางคนก็ไม่ได้เป็นมนุษย์ พวกเขาเป็นมาร การปฏิบัติต่อพวกเขาไม่ว่าในหนทางใดนั้นก็เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ พวกเขาสมควรถูกสาปแช่งและไม่คู่ควรที่จะได้รับความเคารพ มีคนเหล่านั้นที่กล่าวว่า “ฉันเป็นคนดีทีเดียว ฉันไม่ได้ทำสิ่งใดที่เป็นการขัดขืนพระเจ้าเลย และฉันได้ทนทุกข์มามากมายเพื่อพระองค์ เหตุใดพระองค์จึงยังทรงตัดแต่งฉันอย่างนั้น? เหตุใดพระองค์จึงทรงทอดทิ้งฉันอยู่เสมอ? เหตุใดพระองค์จึงไม่เคยทรงยอมรับหรือยกย่องฉันเลย?” มีคนอื่นๆ ที่ยังคงกล่าวว่า “ฉันเป็นคนที่เรียบง่ายและไร้เล่ห์มารยา ฉันเชื่อในพระเจ้ามาตั้งแต่ฉันอยู่ในครรภ์ และตอนนี้ฉันก็ยังคงเชื่อในพระองค์ ฉันไร้ราคีอย่างมาก! ฉันละทิ้งครอบครัวของฉันและลาออกจากงานของฉันเพื่อที่จะสละตนเองเพื่อพระเจ้า และฉันก็คิดว่าพระเจ้าทรงรักฉันมากเพียงใด ตอนนี้ดูเหมือนว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงรักผู้คนมากนัก และฉันก็รู้สึกว่าถูกละทิ้งไว้ในความเยียบเย็น รู้สึกผิดหวัง และท้อแท้ใจกับพระองค์” นี่เป็นความเดือดร้อนใช่หรือไม่? ผู้คนเหล่านี้กำลังทำอะไรผิดหรือ? พวกเขามิได้อยู่ในที่ทางที่เหมาะควรของตน พวกเขาไม่รู้ว่าตนเป็นใคร และพวกเขาก็คิดเสมอว่าตนเป็นใครบางคนที่สำคัญ ซึ่งพระเจ้าควรทรงเคารพและยกย่อง หรือสงวนรักษาและหวงแหน หากผู้คนมักจะมีความคิดเห็นที่ผิดเช่นนั้น ซึ่งเป็นข้อร้องขอที่บิดเบือนและไม่สมเหตุสมผลเช่นนั้น นั่นเป็นเรื่องที่อันตรายมาก อย่างน้อยที่สุด พระเจ้าจะทรงเกลียดและชิงชังพวกเขา และหากพวกเขาไม่กลับใจ พวกเขาก็มีความเสี่ยงที่จะถูกกำจัดออกไป ดังนั้นผู้คนควรทำเช่นไร พวกเขาควรรู้จักตนเองอย่างไร และพวกเขาควรปฏิบัติต่อตนเองอย่างไรเพื่อให้สอดรับกับข้อพึงประสงค์ของพระเจ้า แก้ไขความลำบากยากเย็นเหล่านี้ และปล่อยมือจากข้อร้องขอที่พวกเขามีต่อพระเจ้า? บางคนถูกพระนิเวศของพระเจ้าจัดการเตรียมการให้เป็นผู้นำ และพวกเขาก็มีใจกระตือรือร้นเป็นพิเศษ หลังจากที่พวกเขาทำงานไประยะหนึ่ง ก็มีการค้นพบว่าพวกเขาสามารถทำภารกิจภายนอกบางอย่างได้ดีพอแต่ไม่สามารถรับมือกับการแก้ปัญหาได้—พวกเขาไม่สามารถสามัคคีธรรมความจริงหรือแก้ไขประเด็นปัญหา ดังนั้นบทบาทผู้นำในคริสตจักรของพวกเขาจึงมีคนมาทำแทน การนี้เหมาะควรมากมิใช่หรือ? แต่พวกเขาก็เริ่มโต้เถียงและพร่ำบ่น โดยกล่าวว่า “ผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์เหล่านั้นไม่ได้ปฏิบัติงานที่พวกเขาได้รับมอบหมายให้ดี ทั้งหมดที่พวกเขาทำก็คือการสร้างการขัดขวางและการก่อกวน แท้จริงแล้วพวกเขาควรจะถูกแทนที่และถูกกำจัดออกไป แต่ฉันไม่ได้ทำอะไรที่ไม่ดีเลย เหตุใดจึงมีคนมาแทนที่ฉันด้วยล่ะ?” พวกเขารู้สึกอารมณ์เสียนิดหน่อย เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? พวกเขารู้สึกว่าเนื่องจากพวกเขาไม่ได้ทำอะไรที่ไม่ดี พวกเขาก็ควรจะยังคงเป็นผู้นำและไม่ควรมีใครมาแทนที่ พวกเขารู้สึกว่าพระนิเวศของพระเจ้าไม่ยุติธรรมต่อพวกเขาอย่างมาก หัวใจของพวกเขาเต็มไปด้วยคำพร่ำบ่นและการขัดขืน และมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระเจ้าก็เกิดขึ้นในตัวพวกเขา ซึ่งนำไปสู่ความไม่สมดุลภายในที่ว่า “มีการกล่าวไว้ไม่ใช่หรือว่า มีหลักธรรมสำหรับการเลือกตั้งและการขับผู้นำออกจากตำแหน่ง? สำหรับฉันแล้วดูเหมือนว่าไม่มีหลักธรรมอันใดในสิ่งที่ได้เกิดขึ้น พระเจ้าได้ทรงทำความผิดพลาดแล้ว!” สรุปสั้นๆ ก็คือ ตราบเท่าที่พระเจ้าทรงทำบางสิ่งซึ่งทำอันตรายต่อผลประโยชน์ของพวกเขา และทำร้ายความรู้สึกของพวกเขา พวกเขาก็เริ่มจับผิด นี่เป็นปัญหาหรือไม่? จะสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างไร? เจ้าต้องระลึกรู้อัตลักษณ์ของตัวเจ้าเอง เจ้าต้องรู้ว่าเจ้าคือผู้ใด ไม่สำคัญว่าเจ้ามีพรสวรรค์หรือจุดแข็งจำพวกใด อีกทั้งไม่สำคัญว่าเจ้ามีทักษะหรือความสามารถมากเพียงใด หรือแม้แต่เจ้าได้รับคุณความดีมากเพียงใดในพระนิเวศของพระเจ้า หรือเจ้าได้เร่งรีบไปรอบๆ มากเพียงใด หรือเจ้าได้สะสมต้นทุนไว้แล้วมากเพียงใด สิ่งเหล่านี้เป็นเหมือนความไม่มีอะไรเลยสำหรับพระเจ้า และหากพวกมันดูเหมือนว่าสำคัญจากที่ที่เจ้ายืนอยู่ เช่นนั้นแล้ว ความเข้าใจผิดและความขัดแย้งระหว่างเจ้ากับพระเจ้าไม่ได้เกิดขึ้นหรอกหรือ? ปัญหานี้ควรแก้ไขอย่างไร? หากเจ้าพึงปรารถนาที่จะลดระยะห่างระหว่างเจ้ากับพระเจ้าและแก้ไขความขัดแย้งเหล่านี้ การนี้ควรทำอย่างไร? เจ้าต้องปฏิเสธสิ่งเหล่านั้นที่เจ้าคิดว่าถูกต้องและที่เจ้ายึดติด ในการทำเช่นนั้นจะไม่มีระยะห่างระหว่างเจ้ากับพระเจ้าอีกต่อไป และเจ้าจะยืนอยู่อย่างถูกต้องเหมาะสมในที่มั่นของเจ้า และเจ้าจะสามารถนบนอบ สามารถระลึกรู้ว่าทั้งหมดที่พระเจ้าทรงทำนั้นถูกต้อง สามารถปฏิเสธตัวเจ้าเองและปล่อยวางตัวเจ้าเอง เจ้าจะไม่ปฏิบัติต่อคุณความดีที่เจ้าได้รับมาในฐานะต้นทุนจำพวกหนึ่งอีกต่อไป อีกทั้งเจ้าจะไม่พยายามตั้งเงื่อนไขกับพระเจ้า หรือทำข้อเรียกร้องต่อพระองค์ หรือทูลขอรางวัลจากพระองค์ ณ เวลานี้ เจ้าจะไม่มีความลำบากยากเย็นอีกต่อไป เหตุใดมโนคติผิดๆ ของมนุษย์ทั้งหมดเกี่ยวกับพระเจ้าจึงเกิดขึ้น? มโนคติเหล่านั้นเกิดขึ้นเพราะผู้คนไม่สามารถประเมินวัดความสามารถของตนเอง กล่าวอย่างแม่นยำแล้วก็คือ พวกเขาไม่รู้ว่าพวกเขาเป็นสรรพสิ่งจำพวกใดในสายพระเนตรของพระเจ้า พวกเขาตีค่าตัวพวกเขาเองสูงเกินไป และประเมินฐานะของพวกเขาในสายพระเนตรของพระเจ้าสูงเกินไป และพวกเขามองเห็นสิ่งที่พวกเขาพิจารณาว่าเป็นคุณค่าและต้นทุนของบุคคลหนึ่งว่าเป็นความจริง เป็นมาตรฐานที่พระเจ้าทรงใช้ประเมินวัดว่าพวกเขาจะได้รับการช่วยให้รอดหรือไม่ การนี้ผิด เจ้าต้องรู้ว่าเจ้ามีพื้นที่ประเภทใดในพระทัยของพระเจ้า พระเจ้าทรงมีทัศนะต่อเจ้าอย่างไร และฐานะที่เหมาะสมที่เจ้าควรดำรงเมื่อเจ้าเข้าใกล้พระเจ้า เจ้าควรที่จะรู้หลักธรรมนี้ ในหนทางนี้ ทัศนะของเจ้าจะตรงกับความจริงและเข้ากันได้กับทัศนะของพระเจ้า เจ้าต้องมีเหตุผลนี้และสามารถนบนอบพระเจ้าได้ ไม่ว่าพระองค์จะทรงปฏิบัติต่อเจ้าอย่างไร เจ้าก็ต้องนบนอบ เช่นนั้นแล้วย่อมจะไม่มีความขัดแย้งระหว่างเจ้ากับพระเจ้าอีกต่อไป และเมื่อพระเจ้าทรงปฏิบัติต่อเจ้าในลักษณะของพระองค์อีกครั้ง เจ้าจะสามารถนบนอบได้มิใช่หรือ? เจ้าจะยังคงโต้แย้งและต่อต้านพระเจ้าอยู่หรือไม่? เจ้าจะไม่ทำอย่างนั้น ต่อให้เจ้ารู้สึกถึงความไม่สบายใจอยู่บ้างในหัวใจของตน หรือเจ้ารู้สึกว่าการที่พระเจ้าทรงปฏิบัติต่อเจ้านั้นไม่เป็นไปอย่างที่เจ้าปรารถนาและเจ้าก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดพระองค์จึงจะทรงปฏิบัติต่อเจ้าในหนทางนั้น แม้กระนั้น เนื่องจากเจ้าเข้าใจความจริงบางประการแล้วและมีความเป็นจริงบางประการ และเนื่องจากเจ้าสามารถยึดมั่นในฐานะอันถูกควรของเจ้า เจ้าย่อมจะไม่ต่อสู้กับพระเจ้าอีกต่อไป ซึ่งหมายความว่าการกระทำและพฤติกรรมเหล่านั้นของเจ้าที่จะทำให้เจ้าพินาศก็จะยุติลง และเช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมจะปลอดภัยมิใช่หรือ? เมื่อเจ้าปลอดภัย เจ้าก็จะรู้สึกมั่นคง ซึ่งหมายความว่าเจ้าได้เริ่มเดินในเส้นทางของเปโตรแล้ว เจ้าก็เห็นว่า เปโตรเชื่อในพระเจ้ามาเป็นเวลาหลายปีนัก โดยคลำหาหนทางของเขามาหลายปีมากนักและทนทุกข์มากมายนัก หลังจากได้มีประสบการณ์กับบททดสอบมามากมายเท่านั้นเขาจึงเข้าใจความจริงบางประการและมีความเป็นจริงความจริงบางประการในที่สุด และตอนนี้สำหรับพวกเจ้าทุกคน เราได้พูดมามากมายนัก อธิบายทุกสิ่งอย่างชัดเจน—นี่เทียบเท่ากับการได้รับสิ่งทั้งหลายที่ประเคนใส่จานมาให้พร้อมเลย มิใช่หรือ? พวกเจ้าได้รับมามากมายนักโดยไม่ต้องเดินทางอ้อมใดๆ พวกเจ้าทุกคนได้รับสิ่งที่คุ้มค่าทีเดียว แล้วเหตุใดพวกเจ้าจึงยังคงไม่รู้จักความยินดีพอใจ? พวกเจ้าไม่ควรมีข้อร้องขอใดเพิ่มเติมอีก

วันนี้พวกเราสามัคคีธรรมเรื่องใดเป็นหลัก? แง่มุมหนึ่งคือการใส่ใจที่จะตรวจสอบแง่มุมต่างๆ ของสภาวะของเจ้าอย่างสม่ำเสมอ และจากนั้นก็วิเคราะห์แง่มุมเหล่านั้นเพื่อให้รู้ว่าแง่มุมเหล่านั้นถูกต้องหรือไม่ อีกแง่มุมหนึ่งคือการแก้ไขความเข้าใจผิดนานัปการเกี่ยวกับพระเจ้าที่เกิดขึ้นในตัวเจ้า เมื่อเจ้ามีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับพระเจ้า ก็ย่อมมีองค์ประกอบที่ดื้อแพ่งและลำเอียงในตัวเจ้าซึ่งจะป้องกันไม่ให้เจ้าแสวงหาความจริง หากความเข้าใจผิดเกี่ยวกับพระเจ้าของเจ้าถูกขจัด เจ้าก็จะสามารถแสวงหาความจริงได้ หากความเข้าใจผิดเหล่านั้นไม่ถูกขจัด ก็จะมีความรู้สึกเหินห่างในหัวใจของเจ้า และเจ้าจะอธิษฐานอย่างขอไปที นี่คือการโกงพระเจ้า และพระองค์จะไม่ทรงรับฟังเลย หากเจ้ามีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับพระเจ้า ซึ่งสร้างระยะห่างและความเหินห่างระหว่างเจ้ากับพระองค์ และหัวใจของเจ้าก็ปิดกั้นต่อพระองค์ เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมจะไม่ต้องการฟังพระวจนะของพระองค์หรือแสวงหาความจริง ไม่สำคัญว่าเจ้าทำสิ่งใด นั่นก็จะเป็นเพียงแค่การทำไปอย่างพอเป็นพิธี ปลอมตัวเจ้าเองและหลอกลวง เมื่อความเข้าใจผิดของมนุษย์เกี่ยวกับพระเจ้าได้รับการแก้ไข และเขาได้ก้าวข้ามสิ่งกีดขวางนี้ เขาก็จะคำนึงถึงพระวจนะของพระเจ้าแต่ละคำและข้อพึงประสงค์ของพระองค์แต่ละข้อด้วยความจริงใจ และมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์อย่างจริงจังตั้งใจและด้วยหัวใจที่ซื่อสัตย์ หากมีความขัดแย้ง ระยะห่าง และความเข้าใจผิดระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า เช่นนั้นแล้วมนุษย์กำลังเล่นบทบาทใด? นั่นก็คือบทบาทของซาตาน และเป็นการต่อต้านพระเจ้า สิ่งใดคือผลสืบเนื่องจากการต่อต้านพระเจ้า? บุคคลเช่นนี้สามารถนบนอบพระเจ้าได้หรือ? พวกเขาสามารถยอมรับความจริงได้หรือ? พวกเขาไม่สามารถ หากพวกเขาไม่สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้เลย เช่นนั้นแล้วบุคคลนั้นย่อมจะลงเอยโดยไม่ได้ผลลัพธ์ใดๆ และการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของพวกเขาก็ย่อมจะหยุดนิ่ง เพราะฉะนั้น เมื่อคนเราตรวจสอบสภาวะต่างๆ ของตน ในแง่หนึ่งมันถูกทำเพื่อให้รู้จักตัวคนเราเอง ขณะที่ในอีกแง่หนึ่งมันทำให้จำเป็นต้องมุ่งเน้นไปที่การตรวจสอบว่าคนเรามีความเข้าใจผิดอันใดเกี่ยวกับพระเจ้า ความเข้าใจผิดเหล่านี้นำมาซึ่งสิ่งใด? มโนคติที่หลงผิด จินตนาการ การจำกัดเขต ความสงสัย การพินิจพิเคราะห์ และการคาดคะเน—สิ่งเหล่านี้เป็นหลัก เมื่อบุคคลหนึ่งมีสิ่งเหล่านี้ภายในตัวพวกเขา พวกเขาย่อมเข้าใจพระเจ้าผิด เมื่อเจ้าติดอยู่ในสภาวะเหล่านี้ ปัญหาก็เกิดขึ้นในสัมพันธภาพของเจ้ากับพระเจ้า เจ้าต้องแสวงหาจนพบความจริงในฉับพลันเพื่อแก้ไขมัน—และเจ้าต้องแก้ไขมัน บางคนคิดว่า “ฉันเกิดมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับพระเจ้าขึ้นมา ดังนั้นฉันจึงไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ของฉันได้จนกว่าฉันจะแก้ไขประเด็นปัญหานี้” การนี้เป็นสิ่งที่ยอมรับได้หรือไม่? ยอมรับไม่ได้ จงอย่าเลื่อนการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าออกไป แต่จงปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าและแก้ไขประเด็นปัญหาของเจ้าในเวลาเดียวกัน ขณะที่เจ้าปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า ความเข้าใจผิดของเจ้าเกี่ยวกับพระเจ้าก็จะเริ่มเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นโดยที่เจ้าไม่ตระหนักรู้ และเจ้าจะค้นพบว่าปัญหาของเจ้าเกิดจากที่ใดและร้ายแรงเพียงใด สักวันหนึ่ง พวกเจ้าอาจสามารถตระหนักได้ว่า “มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง และพระผู้สร้างทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของฉันตลอดกาล แก่นแท้ของเรื่องนี้ไม่เปลี่ยนแปลง สถานะของมนุษย์ไม่เปลี่ยนแปลง และสถานะของพระเจ้าก็ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่สำคัญว่าพระเจ้าทรงทำสิ่งใด และต่อให้มวลมนุษย์ทั้งปวงมองเห็นว่าสิ่งที่พระองค์ทรงทำนั้นผิด ฉันก็ไม่สามารถปฏิเสธสิ่งที่พระองค์ได้ทรงทำ อีกทั้งฉันไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าพระองค์ทรงเป็นความจริง พระเจ้าทรงเป็นความจริงสูงสุด ไร้ความผิดชั่วนิรันดร์ มนุษย์ควรยึดมั่นในฐานะปกติของเขา เขาไม่ควรพินิจพิเคราะห์พระเจ้า แต่ยอมรับการจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้าและยอมรับพระวจนะทั้งหมดของพระองค์ ทั้งหมดที่พระเจ้าตรัสและทรงทำนั้นถูกต้อง มนุษย์ไม่ควรทำข้อเรียกร้องต่างๆ ต่อพระเจ้า—สิ่งมีชีวิตทรงสร้างไม่มีคุณสมบัติที่จะทำเช่นนั้น ต่อให้พระเจ้าทรงต้องปฏิบัติต่อฉันในฐานะของเล่น ฉันก็ยังคงควรนบนอบ และหากฉันไม่นบนอบ นั่นก็ย่อมเป็นปัญหาของฉัน ไม่ใช่ของพระเจ้า” เมื่อเจ้ามีประสบการณ์และความรู้เกี่ยวกับแง่มุมนี้ของความจริง เจ้าก็จะเข้าสู่การนบนอบต่อพระเจ้าอย่างแท้จริง และเจ้าจะไม่มีความลำบากยากเย็นสาหัสอีกต่อไป และไม่ว่าเจ้าจะกำลังปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหรือกำลังปฏิบัติแง่มุมต่างๆ ของความจริง ความลำบากยากเย็นมากมายก็จะได้รับการแก้ไข การนบนอบพระเจ้าเป็นความจริงที่ยิ่งใหญ่ที่สุด การนี้เป็นความจริงที่ลุ่มลึกที่สุด หลายครั้งแล้ว เมื่อผู้คนเผชิญหน้ากับความลำบากยากเย็นต่างๆ เมื่อมีอุปสรรคต่างๆ หรือเมื่อพวกเขาเผชิญบางสิ่งที่พวกเขาไม่สามารถทำใจยอมรับได้ สาเหตุคืออะไร? (พวกเขาไม่ได้กำลังยืนอยู่ในฐานะที่ถูกต้อง) พวกเขากำลังยืนอยู่ในฐานะที่ผิด พวกเขามีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับพระเจ้า พวกเขาต้องการพินิจพิเคราะห์พระเจ้าและไม่ต้องการปฏิบัติต่อพระองค์ในฐานะพระเจ้า พวกเขาต้องการปฏิเสธความถูกต้องของพระเจ้า และพวกเขาต้องการปฏิเสธว่าพระเจ้าทรงเป็นความจริง การนี้แสดงนัยว่ามนุษย์ไม่ต้องการเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง แต่อยากอยู่ในระดับที่เทียบเท่าพระเจ้า อยากจับผิดพระองค์ นี่จะก่อให้เกิดความยากลำบาก หากเจ้าสามารถทำให้หน้าที่ของเจ้าลุล่วงได้อย่างถูกต้องเหมาะสม และยึดมั่นในพื้นที่ของเจ้าในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างแล้วไซร้ โดยแก่นแท้แล้วก็จะไม่มีการต้านทานสิ่งที่พระเจ้าทรงทำเกิดขึ้นในตัวเจ้า เจ้าอาจมีความเข้าใจผิดบ้าง และเจ้าอาจมีมโนคติที่หลงผิดบ้าง แต่อย่างน้อยที่สุด ท่าทีของเจ้าจะเป็นท่าทีแห่งความเต็มใจที่จะยอมรับการจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้า และเจ้าจะมีสภาวะแห่งความเต็มใจที่จะนบนอบต่อพระเจ้า ดังนั้นจึงจะไม่มีการต้านทานพระเจ้าเกิดขึ้นในตัวเจ้า

แม้ว่าโยบจะมีความเชื่อ ตอนแรกเมื่อบททดสอบของพระเจ้ามาถึงเขา เขารู้หรือไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น? (ไม่รู้) มนุษย์ไม่มีความสามารถที่จะเจาะเข้าไปในโลกวิญญาณได้โดยตรง โยบไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นที่นั่น—เขาไม่ตระหนักรู้สิ่งใดเลย ดังนั้น เมื่อบททดสอบของพระเจ้ามาถึงเขา เขาย่อมสับสนอย่างแน่นอน โดยคิดว่า “โอ เกิดอะไรขึ้นหรือนี่? ทุกสิ่งเคยมีสันติสุขอย่างมาก เพราะเหตุใดเรื่องนี้จึงเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน? เพราะเหตุใดฉันจึงสูญสิ้นปศุสัตว์และทรัพย์สมบัติทั้งหมดของฉันไปอย่างกะทันหัน?” ตอนแรกเขาสับสน แต่ความสับสนไม่ได้เทียบเท่ากับการมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับพระเจ้า ความสับสนไม่ได้เทียบเท่ากับการไม่สามารถเข้าใจสิ่งที่พระเจ้ากำลังทรงทำ นั่นเป็นเพียงเพราะทุกสิ่งเกิดขึ้นอย่างกะทันหันมาก โยบไม่รู้เหตุการณ์ล่วงหน้า และไม่มีใครบอกให้เขารู้ล่วงหน้า—เขาจึงไม่ได้เตรียมตัวไว้เลย อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะตัดสินใจเลือกผิด หรือเลือกเส้นทางที่ผิด หรือเขาจะไม่สามารถนบนอบได้ แล้วต่อจากนั้นโยบทำเช่นไร? เขาย่อมสงบหัวใจของตนอย่างแน่นอนและคิดทบทวนการกระทำของตนอย่างจริงจัง และเขาก็อธิษฐานถึงพระเจ้า หลังจากแสวงหาอยู่สองสามวัน เขาก็ได้ข้อสรุปว่า “พระยาห์เวห์ประทาน และพระยาห์เวห์ทรงเอาไปเสีย สาธุการแด่พระนามพระยาห์เวห์” (โยบ 1:21) การที่โยบกล่าวถ้อยแถลงนี้แสดงถึงทัศนะของเขาและเส้นทางที่เขาเดิน แม้ว่าโยบจะสับสนในตอนแรกเมื่อบททดสอบมาถึงเขา แต่เขาก็รู้ว่านี่เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงทำและไม่ใช่เจตจำนงของมนุษย์ หากพระเจ้ามิได้ทรงอนุญาต ย่อมไม่มีใครสามารถแตะต้องสิ่งที่พระเจ้าประทานให้ผู้คนได้ ไม่เว้นแม้แต่ซาตาน จากภายนอกแล้ว ดูเหมือนโยบจะมีความเข้าใจผิดอยู่บ้างเกี่ยวกับสิ่งที่พระเจ้ากำลังทรงทำ เขาไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดเรื่องนี้จึงเกิดขึ้นกับเขาหรือพระเจ้าทรงมีเจตนาใด เขาไม่ได้เข้าใจอย่างหมดจด แต่ความเข้าใจผิดของเขาไม่ใช่การไม่ยอมรับหรือตั้งคำถามเกี่ยวกับสิ่งที่พระเจ้ากำลังทรงทำ ความเข้าใจผิดของโยบเป็นประเภทที่พระเจ้าทรงยอมให้ได้ ภายหลังจากการนี้ เขาก็ตระหนักอย่างรวดเร็วว่าพระยาห์เวห์พระเจ้าตั้งพระทัยที่จะริบเอาทุกสิ่งที่เขามี และสิ่งที่พระเจ้ากำลังทรงทำนั้นถูกต้อง เขาจึงคุกเข่าลงเพื่อยอมรับการนี้ทันที คนธรรมดาสามัญสามารถไปถึงระดับนี้ได้หรือไม่? พวกเขาไม่สามารถ ไม่ว่าในเวลานั้นโยบจะรู้สึกสับสนเพียงใด หรือต้องใช้เวลานานเพียงใดเขาจึงคุกเข่าลงและยอมรับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขา ท่าทีของเขาก็คือการยืนอยู่ในฐานะของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างอยู่เสมอ เมื่อเผชิญกับเหตุการณ์เหล่านี้ เขาไม่ได้กล่าวว่า “ฉันมั่งคั่งและมีคนรับใช้มากมาย สิ่งเหล่านี้จะถูกเอาไปเช่นนั้นได้อย่างไรกัน? ฉันจำเป็นต้องบอกคนรับใช้ของฉันให้นำสิ่งเหล่านี้กลับมาทันที” เขาได้ทำเช่นนั้นหรือไม่? เขาไม่ได้ทำ เขารู้ชัดเจนในหัวใจของตนว่านี่เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงทำ และมนุษย์ไม่สามารถทำอะไรกับเรื่องนี้ได้ การเข้าไปข้องเกี่ยวจะหมายถึงการต่อต้านสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงทำและการต่อต้านสิ่งทั้งปวงที่ได้เกิดขึ้นกับเขา ในเวลานั้นเขามิได้เอ่ยคำพร่ำบ่นสักคำเดียว และเขาก็มิได้ตัดสินสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นหรือแทรกแซงเพื่อพยายามให้ทุกสิ่งพลิกกลับมา เขาเพียงแค่รอคอยและเฝ้าสังเกตอยู่เงียบๆ ว่าสิ่งทั้งหลายจะคลี่คลายไปอย่างไร โดยมองดูว่าพระเจ้าจะทรงทำอย่างไร ตั้งแต่ต้นจนจบ สิ่งที่โยบทำก็คือการยึดมั่นในที่ทางที่เหมาะควรของเขา กล่าวคือ เขายึดมั่นในที่ทางของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง นี่คือการปฏิบัติของเขา แม้ว่าโยบจะสับสนอยู่บ้างเมื่อเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นกับเขา แต่เขาก็สามารถแสวงหาและยอมรับว่าสิ่งทั้งปวงที่พระผู้สร้างทรงทำนั้นถูกต้อง และจากนั้นเขาก็นบนอบ เขาไม่ได้ใช้แบบแผนของมนุษย์ในการแก้ไขประเด็นปัญหานี้ เมื่อพวกโจรมา เขาก็ปล่อยให้พวกเขาหยิบฉวยสิ่งที่พวกเขาอาจหยิบฉวยไปได้ เขาไม่ได้กระทำตามความหุนหันพลันแล่นของตนที่จะต่อสู้กับพวกโจร เขาคิดในหัวใจว่า “หากพระเจ้ามิได้ทรงอนุญาต พวกเขาย่อมไม่สามารถหยิบฉวยสิ่งใดไปได้ ตอนนี้ที่พวกเขาได้เอาทุกสิ่งไปแล้ว ก็ชัดเจนว่าพระเจ้าทรงอนุญาตการนี้ การแทรกแซงใดๆ ของมนุษย์ย่อมจะเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์ ผู้คนไม่สามารถกระทำตามความหุนหันพลันแล่นของตนได้ พวกเขาไม่อาจแทรกแซงได้” การไม่เข้าไปแทรกแซงไม่ได้หมายความว่าเขาอดทนต่อพวกโจร ไม่ได้เป็นเครื่องหมายของความอ่อนแอหรือความกลัวพวกโจร ทว่าเป็นเพราะเขาเกรงกลัวพระหัตถ์ของพระเจ้าและเขามีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า เขากล่าวว่า “ปล่อยให้พวกเขาเอาไปเถิด ถึงอย่างไร สิ่งเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่พระเจ้าประทานมา” สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรกล่าวเช่นนี้มิใช่หรือ? (ใช่) เขาไม่มีคำพร่ำบ่นใดๆ เขาไม่ได้ส่งใครมาต่อสู้หรือเอาสิ่งทั้งหลายของเขากลับคืนไปหรือคุ้มครองสิ่งทั้งหลายของเขาเลย การนี้เป็นการสำแดงการนบนอบพระเจ้าอย่างแท้จริงมิใช่หรือ? (ใช่) เขาสามารถทำเช่นนี้ได้เพียงเพราะเขามีความเข้าใจที่แท้จริงในอธิปไตยของพระเจ้า หากปราศจากความเข้าใจนี้ เขาคงจะใช้แบบแผนของมนุษย์ในการต่อสู้และนำสิ่งทั้งหลายของเขากลับคืนมา และพระเจ้าจะทรงมองการนี้อย่างไร? การนี้ไม่ใช่การนบนอบการจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้า การนี้ขาดพร่องความเข้าใจในสิ่งทั้งหลายที่กระทำโดยพระหัตถ์ของพระเจ้า และการเชื่อในพระองค์ตลอดหลายปีมานี้ก็คงจะเปล่าประโยชน์ การมีความสุขเมื่อพระเจ้าประทานให้ทว่าขุ่นเคืองใจเมื่อพระองค์ทรงเอาสิ่งทั้งหลายไป โดยรู้สึกอิดออดและต้องการจะหยิบฉวยสิ่งเหล่านั้นกลับมาโดยใช้กำลังบังคับ ไม่ยินดีพอใจกับสิ่งที่พระเจ้ากำลังทรงทำ ไม่ต้องการสูญสิ้นสิ่งเหล่านี้ ยอมรับเพียงบำเหน็จของพระเจ้าแต่ไม่ยอมรับการริบสิทธิ์ของพระองค์ ไม่ต้องการนบนอบการจัดวางเรียบเรียงโดยพระหัตถ์ของพระเจ้า—นี่เป็นการปฏิบัติตนตามฐานะของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหรือไม่? (ไม่ใช่) นี่คือความเป็นกบฏ นี่คือการต่อต้าน ผู้คนแสดงพฤติกรรมเหล่านี้บ่อยๆ มิใช่หรือ? (ใช่) การนี้ตรงกันข้ามกับสิ่งที่โยบทำโดยสิ้นเชิง โยบแสดงออกอย่างไรว่าเขาสามารถยำเกรงพระยาห์เวห์ในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง นบนอบและยอมรับบททดสอบของพระเจ้า และยอมรับสิ่งที่พระเจ้าประทานให้เขา? เขาร้องเรียกหรือไม่? เขาพร่ำบ่นหรือไม่? เขาใช้วิถีทางและแบบแผนทุกประเภทของมนุษย์เพื่อให้ได้ทุกสิ่งกลับคืนมาหรือไม่? ไม่—เขาเปิดโอกาสให้พระเจ้าทรงเอาไปอย่างเสรี นี่คือการมีความเชื่อมิใช่หรือ? เขามีความเชื่อที่แท้จริง ความเข้าใจที่แท้จริง และการนบนอบที่แท้จริง ในบรรดาสิ่งเหล่านี้ไม่มีสักสิ่งเดียวที่เรียบง่าย ทุกสิ่งล้วนต้องอาศัยระยะเวลาหนึ่งในการมีประสบการณ์ แสวงหา และโอบรับ โยบสามารถแสดงออกถึงการสำแดงเหล่านี้ได้เมื่อเขามีความเข้าใจพระผู้สร้างในระดับหนึ่งแล้วเท่านั้น ตอนสุดท้ายโยบกล่าวว่าอย่างไร? (“พระยาห์เวห์ประทาน และพระยาห์เวห์ทรงเอาไปเสีย สาธุการแด่พระนามพระยาห์เวห์” (โยบ 1:21)) และภรรยาของโยบกล่าวว่าอย่างไร? “จงแช่งพระเจ้าและตายเสียเถอะ” (โยบ 2:9) นางหมายความว่า “จงเลิกเชื่อเถิด หากเธอเชื่อในพระเจ้าจริงๆ เหตุใดเธอจึงเผชิญกับภัยพิบัติ? นี่เป็นผลกรรมสนองมิใช่หรือ? เธอไม่ได้ทำอะไรผิด เหตุใดเรื่องนี้จึงเกิดขึ้นกับเธอ? บางทีความเชื่อของเธออาจไม่ถูกต้องใช่หรือไม่?” โยบตอบภรรยาของเขาว่าอย่างไร? เขาบอกว่า “เธอพูดอย่างหญิงโง่เขลาจะพึงพูด” (โยบ 2:10) โยบกล่าวว่าภรรยาของเขานั้นโง่เขลา นางไม่มีความเชื่อและความเข้าใจที่แท้จริงในพระเจ้า ซึ่งเป็นเหตุให้นางสามารถกล่าวคำพูดที่ท้าทายพระเจ้าได้ ภรรยาของโยบไม่รู้จักพระเจ้า เมื่อสิ่งสำคัญเช่นนี้เกิดขึ้นซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงทำ นางกลับไม่สามารถตระหนักถึงสิ่งนี้ได้อย่างน่าประหลาดใจ และถึงกับแนะนำโยบโดยบอกว่า “เธอเลือกเส้นทางผิดแล้ว จงเลิกเชื่อและละทิ้งพระเจ้าของเธอ” เป็นสิ่งที่ได้ยินแล้วน่าเดือดดาลนัก! เหตุใดนางจึงกระตุ้นโยบให้ละทิ้งพระเจ้า? เพราะนางสูญสิ้นทรัพย์สินของนางไปและไม่สามารถเพลิดเพลินกับการใช้ทรัพย์สินนั้นได้อีกต่อไป นางได้กลายสภาพจากหญิงผู้มั่งคั่งไปเป็นยาจกที่ไม่มีสมบัติติดตัวเลย นางไม่พอใจกับการริบสิทธิ์ของพระเจ้า ดังนั้นนางจึงบอกโยบให้เลิกเชื่อ ซึ่งมีความหมายโดยนัยว่า “ฉันไม่เชื่ออีกต่อไปแล้ว และเธอก็ไม่ควรเชื่อเช่นกัน ครัวเรือนที่ดีพร้อมบริบูรณ์ถูกปอกลอกไปแล้ว ไม่มีอะไรเหลือไว้ให้พวกเราเลย ในชั่วพริบตา พวกเราก็สูญสิ้นทุกสิ่งไป ความมั่งคั่งของพวกเรากลายเป็นความยากจน การเชื่อในพระเจ้าเช่นนี้จะมีประโยชน์อะไรเล่า? จงเลิกเชื่อเถิด!” คำพูดเหล่านี้โง่เขลามิใช่หรือ? นี่คือวิธีที่เธอปฏิบัติ โยบฟังนางหรือไม่? เขาไม่ได้ฟัง เขาไม่ได้ถูกนางชักพาให้หลงผิดหรือรบกวน และเขาก็ไม่ได้ยอมรับทัศนะของนาง เหตุใดจึงไม่เป็นเช่นนั้น? เพราะโยบยึดมั่นกับถ้อยแถลงหนึ่งที่ว่า “เราจะรับสิ่งดีจากพระเจ้า และจะไม่รับสิ่งไม่ดีบ้างหรือ?” (โยบ 2:10) เขาคิดว่า “ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องปกติอย่างมาก ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงกระทำเช่นไรย่อมถูกต้อง ผู้คนควรยอมรับเรื่องนี้เสีย ผู้คนไม่ควรเชื่อในพระเจ้าเพียงเพื่อการแสวงหาพรเท่านั้น ฉันได้เพลิดเพลินกับพรของพระเจ้ามาหลายปีมากแล้วโดยไม่ได้ทำสิ่งใดให้พระเจ้าเลย—บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่จะเป็นพยานให้พระองค์ สิ่งใดที่พระเจ้าทรงเอาไปนั้นเป็นของพระองค์ พระองค์อาจจะทรงเอาสิ่งนั้นไปเมื่อใดก็ตามที่พระองค์ทรงต้องการ ผู้คนไม่ควรมีข้อร้องขอ พวกเขาควรยอมรับและนบนอบเท่านั้น” แล้วเจ้าควรได้รับพรจากการเชื่อในพระเจ้าหรือไม่? นี่คือสิ่งที่ควรจะเป็นใช่หรือไม่? เมื่อคนเราสามารถจับความเข้าใจในเรื่องนี้ได้อย่างสมบูรณ์ เมื่อนั้นแล้วพวกเขาย่อมจะมีความเชื่อ

สิ่งใดก็ตามที่พระผู้สร้างทรงทำนั้นถูกต้องและเป็นความจริง ไม่ว่าพระองค์จะทรงทำสิ่งใด อัตลักษณ์และสถานะของพระองค์ก็ไม่เปลี่ยนแปลง ทุกคนควรนมัสการพระองค์ พระองค์ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้านิรันดร์และเป็นพระเจ้านิรันดร์ของมนุษยชาติ ข้อเท็จจริงนี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ผู้คนไม่สามารถยอมรับพระองค์ในฐานะพระเจ้าเฉพาะเมื่อพระองค์ประทานพรสวรรค์ให้พวกเขาเท่านั้น หรือไม่ยอมรับพระองค์ในฐานะพระเจ้าเมื่อพระองค์ทรงริบสิ่งทั้งหลายจากพวกเขา นี่เป็นทัศนะอันผิดพลาดของมนุษย์ ไม่ใช่ความผิดพลาดในการกระทำของพระเจ้า หากผู้คนเข้าใจความจริง เช่นนั้นแล้วพวกเขาย่อมจะสามารถมองเห็นเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน และลึกลงไป หากพวกเขาสามารถยอมรับได้ว่านี่เป็นความจริง เช่นนั้นแล้วสัมพันธภาพของพวกเขากับพระเจ้าย่อมจะกลายเป็นปกติมากขึ้นเรื่อยๆ หากเจ้ากล่าวว่าเจ้ายอมรับว่าพระวจนะของพระเจ้าเป็นความจริง แต่เมื่อมีบางสิ่งเกิดขึ้น เจ้าก็ไม่เข้าใจพระองค์ และเจ้าถึงกับพร่ำบ่นและไม่มีการนบนอบที่แท้จริง เช่นนั้นแล้วเมื่อเจ้ากล่าวว่าเจ้ายอมรับว่าพระวจนะของพระเจ้าเป็นความจริง นั่นจึงไร้ความหมาย สิ่งสำคัญที่สุดก็คือหัวใจของเจ้าควรจะสามารถยอมรับความจริงได้ และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม เจ้าควรจะสามารถมองเห็นได้ว่าการกระทำของพระเจ้านั้นถูกต้อง และพระองค์ทรงชอบธรรม นี่คือบุคคลประเภทที่เข้าใจพระเจ้า มีผู้เชื่อจำนวนมากที่มุ่งความสนใจไปที่การเข้าใจคำสอนเท่านั้น พวกเขายอมรับทฤษฎีฝ่ายวิญญาณ แต่เมื่อมีบางสิ่งเกิดขึ้นกับพวกเขา พวกเขาก็ไม่ยอมรับความจริง และพวกเขาก็ไม่นบนอบ ผู้คนเหล่านี้เป็นคนหน้าซื่อใจคด สิ่งที่เจ้ามักจะพูดนั้นถูกต้องทั้งหมด แต่เมื่อมีบางสิ่งเกิดขึ้นซึ่งไม่ตรงกับมโนคติอันหลงผิดของตัวเจ้าเอง เจ้าก็ไม่สามารถยอมรับสิ่งนี้ได้ เจ้าโต้เถียงกับพระเจ้า โดยคิดว่าพระเจ้าไม่ควรทรงทำอย่างนี้หรืออย่างนั้น เจ้าไม่สามารถนบนอบพระราชกิจของพระเจ้า และไม่แสวงหาความจริงหรือคิดทบทวนเรื่องความเป็นกบฏของเจ้า นั่นหมายความว่าเจ้าไม่นบนอบพระเจ้า เจ้าชอบโต้เถียงกับพระเจ้าเป็นนิตย์ เจ้าคิดอยู่เสมอว่าข้อโต้แย้งของเจ้านั้นเหนือกว่าความจริง และหากเจ้าสามารถขึ้นเวทีเพื่อบอกเล่าข้อโต้แย้งเหล่านั้นได้ คนจำนวนมากย่อมจะสนับสนุนเจ้า แต่ต่อให้มีคนจำนวนมากเสนับสนุนเจ้า พวกเขาก็ล้วนแต่เป็นมนุษย์ที่เสื่อมทราม ผู้สนับสนุนและผู้ที่ได้รับการสนับสนุนล้วนเป็นมนุษย์ที่เสื่อมทรามมิใช่หรือ? พวกเขาล้วนแต่ขาดไร้ซึ่งความจริงมิใช่หรือ? ต่อให้มวลมนุษย์ทุกคนสนับสนุนเจ้าและต่อต้านพระเจ้า พระเจ้าก็ยังทรงถูกต้องอยู่ดี มนุษยชาติยังคงเป็นผู้ที่ไม่ถูกต้อง กบฏต่อพระเจ้าและขัดขืนพระเจ้า นี่เป็นเพียงการแสดงออกใช่หรือไม่? ไม่ใช่ นี่คือข้อเท็จจริง นี่คือความจริง ผู้คนต้องไตร่ตรองและมีประสบการณ์กับความจริงในแง่มุมมนี้อยู่เนืองนิจ พระเจ้าได้ทรงพระราชกิจของพระองค์ในสามช่วงระยะ และในแต่ละช่วงระยะก็มีผู้คนมากมายที่ต่อต้านการนั้น ดังเช่นตอนที่องค์พระเยซูเจ้าเสด็จมาทรงพระราชกิจไถ่บาปของพระองค์ คนอิสราเอลทั้งมวลก็ลุกขึ้นต่อต้านพระองค์ แต่ตอนนี้มีมนุษยชาติหลายพันล้านคนที่ยอมรับองค์พระเยซูเจ้าในฐานะพระผู้ช่วยให้รอด ผู้เชื่อในพระองค์ก็แพร่กระจายไปทั่วโลก องค์พระเยซูเจ้าทรงไถ่บาปให้มนุษยชาติทั้งมวลแล้ว นี่คือข้อเท็จจริง ไม่ว่าประชากรของประเทศใดต้องการที่จะไม่ยอมรับเรื่องนี้ นั่นย่อมไร้ประโยชน์ ไม่ว่ามนุษย์ที่เสื่อมทรามจะประเมินวัดพระราชกิจของพระเจ้าอย่างไร พระราชกิจของพระเจ้าและความจริงที่พระเจ้าตรัสนั้นย่อมถูกควรและถูกต้องเสมอ ไม่ว่าจะมีผู้คนจำนวนมากเพียงใดในเผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งมวลที่ลุกขึ้นต่อต้านพระเจ้า นั่นย่อมไร้ประโยชน์ ทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำนั้นถูกต้อง พระองค์ไม่ทรงทำแม้กระทั่งความผิดพลาดที่เล็กน้อยที่สุด เนื่องจากมนุษย์ที่เสื่อมทรามไม่มีความจริงและไม่สามารถมองเห็นความสำคัญและแก่นแท้ของพระราชกิจของพระเจ้าได้โดยสมบูรณ์ สิ่งที่พวกเขาพูดจึงไม่เป็นไปตามความจริงเลย ต่อให้เจ้าต้องสรุปทฤษฎีทั้งหมดของมนุษยชาติ ทฤษฎีเหล่านั้นก็ยังคงจะไม่ใช่ความจริง ทฤษฎีเหล่านั้นไม่อาจมีน้ำหนักมากกว่าพระวจนะประการใดของพระเจ้า หรือถ้อยคำแห่งความจริงใดๆ นี่คือข้อเท็จจริง หากผู้คนไม่เข้าใจเรื่องนี้ เช่นนั้นแล้วพวกเขาต้องมีประสบการณ์กับเรื่องนี้อย่างช้าๆ เงื่อนไขเบื้องต้นของประสบการณ์นี้คืออะไร? ก่อนอื่นเจ้าต้องรับรู้และยอมรับว่าพระวจนะของพระเจ้าเป็นความจริง จากนั้น เจ้าก็ต้องไปปฏิบัติและมีประสบการณ์กับพระวจนะเหล่านั้น ก่อนที่เจ้าจะรู้ตัว เจ้าจะค้นพบว่าพระวจนะของพระเจ้าเป็นความจริง—นี่เป็นสิ่งที่ถูกต้องอย่างแน่นอน ณ จุดนั้น เจ้าจะเริ่มหวงแหนพระวจนะของพระเจ้า ให้ความสำคัญกับการไล่ตามเสาะหาความจริง และจะสามารถยอมรับความจริงเข้ามาในหัวใจของเจ้า และทำให้ความจริงเป็นชีวิตของเจ้า

10 กันยายน ค.ศ. 2018

Scripture quotations are from The Holy Bible-Thai Standard Version, copyright © 2014 by Thailand Bible Society. Used by permission. All rights reserved.

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

ติดต่อเราผ่าน Messenger