การนบนอบพระเจ้าคือบทเรียนขั้นพื้นฐานในการได้รับความจริง (ตอนที่สาม)
เป็นการง่ายที่ผู้คนจะนบนอบเมื่อพวกเขาไม่มีความเดือดร้อนใด แต่เมื่อเกิดปัญหาขึ้น พวกเขาก็ไร้ความสามารถที่จะนบนอบ ในกรณีนี้ ทำอะไรได้บ้าง? นั่นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอธิษฐานและแสวงหาความจริงเพื่อที่จะแก้ไขความลำบากยากเย็นนี้ จากใครบางคนที่รู้สึกว่าตัวพวกเขาเป็นบุคคลสูงศักดิ์ซึ่งได้รับการยกระดับจากพระเจ้า ไปสู่การที่พวกเขารู้สึกว่าตัวเองเป็นของเล่นซึ่งถูกลดคุณค่าอันปราศจากคุณความดีในสายพระเนตรของพระเจ้า ไม่ใช่สิ่งใดเลย เป็นคนเคราะห์ร้ายไร้ค่าคนหนึ่ง และสามารถนบนอบพระเจ้าอย่างมีความสุขและไม่มีข้อเรียกร้องต่อพระองค์แต่อย่างใดเลย—การไปถึงประสบการณ์ระดับนั้นจำเป็นต้องใช้เวลานานเท่าใด? (ในช่วงเจ็ดปีสุดท้าย เปโตรได้ก้าวผ่านบททดสอบหลายร้อยบท หากใครบางคนไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง เช่นนั้นพวกเขาก็จะไม่สัมฤทธิ์การนั้นไม่ว่าพวกเขาเชื่อมากี่ปี) การนั้นไม่เกี่ยวกับจำนวนปีของความเชื่อ—กลับกัน นั่นขึ้นอยู่กับการที่ใครบางคนไล่ตามเสาะหาความจริงหรือไม่ และพวกเขามีความสามารถที่จะใช้ความจริงแก้ปัญหาอุปนิสัยอันเสื่อมทรามหรือไม่ นั่นขึ้นอยู่กับว่าการไล่ตามเสาะหาของเจ้าคืออะไร คนบางคนไม่ไล่ตามเสาะหาอะไรเลยนอกจากความเด่นดังและสถานะ ต้องการอยู่ตลอดเวลาที่จะอวดแสดงตัวเองและโดดเด่นออกมาจากฝูงชน พวกเขาทรุดฮวบลงเมื่อเผชิญการติดขัดหรือความล้มเหลวเพียงเล็กน้อย กลายเป็นคิดลบและหมดสิ้นกำลัง คนบางคนชอบฉวยโอกาสแบบไม่เป็นธรรม แต่ไม่รักความจริง พวกเขาเป็นสุขเมื่อได้ประโยชน์จากการยืมมือผู้อื่น และพวกเขาก็ไม่เศร้าหรือยุ่งยากใจหากพวกเขาไม่ได้รับความจริง บางคนทอดอาลัยในความเชื่อของตนหากพวกเขาไม่มีสถานะใด และมีกำลังวังชาเหนือกว่าใครอื่นทันทีที่พวกเขามีสถานะนี้ เช่นนั้นพวกเขาก็ไม่มีวันรู้สึกคิดลบ และจะคร่ำเคร่งกับงานอย่างมีความสุขไปจนตาย พวกเขาก็แค่ไม่ให้ความใส่ใจอันใดต่อการปฏิบัติความจริงหรือการทำสิ่งทั้งหลายไปตามหลักธรรม และผลลัพธ์ก็คือ พวกเขาจะยังคงขาดคำพยานเชิงประสบการณ์หลังความเชื่อหลายปี พวกเขารู้สึกอิจฉาและเสียดายเมื่อพวกเขาเห็นผู้อื่นซึ่งเป็นผู้เชื่อเพียงไม่กี่ปีและมีคำพยานเชิงประสบการณ์อันวิเศษ แต่หลังจากที่ความรู้สึกนั้นผ่านเข้ามา พวกเขาก็ยังคงไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง หากใครบางคนไม่มุ่งเน้นการเพียรพยายามเพื่อความจริง หากพวกเขาไม่ใช้ความจริงแก้ปัญหา เช่นนั้นแล้ว ไม่ว่าพวกเขามีความเชื่อมากี่ปี ก็ไม่มีประโยชน์ พวกที่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงไม่มีวันสามารถได้รับการทำให้เพียบพร้อมโดยพระเจ้า เปโตรได้รับการทำให้เพียบพร้อมโดยการก้าวผ่านบททดสอบนับร้อย—พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องก้าวผ่านบททดสอบนับร้อยด้วยเหมือนกันหรอกหรือ? ณ จุดนี้ พวกเจ้าได้ผ่านบททดสอบมามากเท่าไรแล้ว? หากไม่ใช่หลายร้อย เช่นนั้นแค่สักหนึ่งร้อยล่ะ? (ไม่ ยังไม่เลย) เปโตรได้รับการทำให้เพียบพร้อมผ่านบททดสอบหลายร้อย ดังนั้นหากพวกเจ้าไม่ได้ก้าวผ่านแม้สักหนึ่งบท หรือพวกเจ้าเพียงผ่านหนึ่งร้อยบททดสอบเท่านั้น เช่นนั้นแล้ว ประสบการณ์ของเจ้าก็ไม่ใกล้เคียงกับของเขาตรงไหนเลย เจ้าขาดวุฒิภาวะ เจ้าไม่จำเป็นต้องทุ่มความพยายามในการไล่ตามเสาะหาความจริงหรอกหรือ? แล้วเจ้าควรทำการนั้นอย่างไรเล่า? เจ้าจำเป็นต้องทุ่มความพยายามในการทำความเข้าใจและการปฏิบัติความจริง จงอย่าประมาทและเลอะเลือน ไม่คิดอะไรจริงจัง ใช้ชีวิตที่อิสระไร้กังวลและแค่ทำให้ตัวเองมีธุระยุ่งกับกิจทั้งหลายตลอดทั้งวัน นี่ไม่ได้จะบอกว่าการมีธุระยุ่งเป็นปัญหา—หากเจ้ามีสิ่งต่างๆ มากมายให้ทำ เช่นนั้นตัวเจ้าเองก็จะจำเป็นต้องมีธุระยุ่ง การไม่มีธุระยุ่งก็ไม่ใช่ทางเลือกเสมอไป แต่ขณะที่ตัวเจ้ากำลังมีธุระยุ่งอยู่กับการดูแลทุกสิ่ง เจ้าก็ยังคงต้องเพียรพยายามเพื่อความจริงและเพื่อหลักธรรม เจ้าก็ยังคงต้องพยายามจับใจความสิ่งทั้งหลาย และร้องขอต่อพระเจ้าในสิ่งใดก็ตามที่เจ้าขาดไป เจ้าร้องขอบางสิ่งต่อพระเจ้าอย่างไรหรือ? ทุกวัน เจ้าอธิษฐานขอสิ่งนั้นต่อพระเจ้าอย่างเงียบๆ ในหัวใจ นี่แสดงให้เห็นว่า ในหัวใจของเจ้าถวิลหาความจริง และเจ้ามีเจตจำนงที่จะยอมให้พระเจ้าทรงทำให้ความทะยานอยากทั้งหลายของเจ้าลุล่วง หากหัวใจของเจ้าเที่ยงแท้ พระเจ้าจะทรงสดับคำอธิษฐานของเจ้า พระองค์จะทรงจัดการเตรียมการและตระเตรียมสถานการณ์ที่เหมาะควรให้กับเจ้า เพื่อให้เจ้าสามารถเรียนรู้บทเรียนทั้งหลาย เจ้าอาจจะพูดว่า “ฉันขาดวุฒิภาวะจริงๆ พระเจ้าจะทรงให้บททดสอบใหญ่ซึ่งบีบคั้นฉันแก่ฉันหรือเปล่า?” ไม่ นั่นคงเป็นไปไม่ได้ พระเจ้าจะไม่ทรงทำอะไรบางอย่างแบบนั้นอย่างเด็ดขาด พระเจ้าทรงทราบดีที่สุดว่าความเชื่อของใครบางคนยิ่งใหญ่เพียงใด และวุฒิภาวะที่แท้จริงของพวกเขาคืออะไร เจ้าจำเป็นต้องมีความเชื่อในเรื่องนี้ พระเจ้าจะไม่มีวันทรงให้เด็กสามขวบรับภาระของผู้ใหญ่—ไม่มีวัน! ในหัวใจเจ้าจำเป็นต้องแน่ใจในเรื่องนี้ แต่เจ้าก็จำเป็นต้องร้องขอสิ่งนั้นกับพระเจ้า เจ้าต้องมีความอยากนั้นและความแน่วแน่นั้น และถึงตอนนั้นเท่านั้นที่พระเจ้าจะทรงกระทำตามคำขอของเจ้า หากเจ้าเกรงกลัวและหลบซ่อน หวาดกลัวการถูกทดสอบเสมอ หากเจ้าต้องการอยู่เสมอมีวันเวลาอันสงบสุข เป็นอิสระไร้กังวล เช่นนั้นพระเจ้าก็จะไม่ทรงพระราชกิจในตัวเจ้า เพราะฉะนั้นเจ้าเพียงจำเป็นต้องอ้อนวอนต่อพระเจ้าอย่างแกล้วกล้าและมีอิสระ สละตนอย่างแท้จริง และส่งมอบทุกสิ่งให้กับพระเจ้า และถึงตอนนั้นเท่านั้นพระเจ้าจึงจะทรงพระราชกิจในตัวเจ้า แน่นอนว่าพระเจ้าไม่ทรงพระราชกิจเพื่อที่จะทรมานผู้คนไปตามพระหทัย แต่เพื่อที่จะสัมฤทธิ์ผลลัพธ์และเป้าหมาย พระเจ้าจะไม่ทรงทำพระราชกิจที่ไร้ประโยชน์ หรือให้เจ้าแบกสัมภาระไว้บนบ่าจนเจ้าไม่อาจทนได้—เจ้าต้องมีความเชื่อในการนี้ การที่จะแสวงหาการได้รับการทำให้เพียบพร้อม การเสาะแสวงที่จะทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยและเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ได้รับการยอมรับ คนเราต้องมีความแน่วแน่ นั่นเป็นความแน่วแน่อะไรหรือ? ความแน่วแน่ที่จะแสวงหาการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม เสาะแสวงที่จะกลายเป็นใครบางคนที่มีความจริงและมีความเป็นมนุษย์ กลายเป็นใครบางคนที่รักและเป็นพยานแด่พระเจ้า นั่นคือสิ่งที่พระเจ้าทรงได้รับความชื่นบานยินดีที่สุด หากเจ้าไม่มีความแน่วแน่นั้น แต่แค่พอใจที่จะพูดว่า “ฉันมีธุระยุ่งอยู่กับหน้าที่ของฉัน ฉันกำลังแบกสัมภาระ กำลังลงแรง และกำลังฟังคำเทศนา ฉันไม่ได้กำลังรั้งท้ายอยู่ข้างหลังใครอื่น” เช่นนั้นเจ้าก็ไม่มีความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้อันใด อย่างมากที่สุดเจ้าก็เป็นคนลงแรงคนหนึ่ง แต่เจ้าจะไม่กลายเป็นหนึ่งในประชากรของพระเจ้า เจ้าไม่ใช่แค่กำลังพอใจกับหนทางที่สิ่งทั้งหลายเป็นไปโดยไม่มีความพึงปรารถนาต่อความก้าวหน้าหรอกหรือ? เจ้าไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง เจ้าไม่สามัคคีธรรมถึงความจริงในการชุมนุม และเจ้าสัปหงกทันทีที่เจ้าได้ฟังคำเทศนา แต่พอหารือเรื่องทางโลกกัน เจ้าก็เจื้อยแจ้วไปได้เรื่อย และดวงตาของเจ้าก็เป็นประกาย—นี่เป็นพฤติกรรมของคนลงแรง มีคนบางคนที่ตาเป็นประกายทันทีที่มีการเอ่ยถึงความจริง พวกเขารู้สึกว่าตัวเองขาดพร่องมากเกินไป และเมื่อพวกเขาได้ยินบางสิ่งที่ดีและสัมพันธ์กับชีวิตจริงพวกเขาก็รีบจดบันทึกเอาไว้ พวกเขารู้สึกว่าตัวเองห่างไกลจากสิ่งที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์มากเกินไป และในหัวใจของพวกเขาก็ไม่มีสิ่งที่เป็นบวกมากพอ พวกเขารู้สึกว่ามีพิษของซาตานมากเกินไป และพวกเขาก็เป็นกบฏต่อพระเจ้ามากเกินไป พวกเขาคิดกับตัวเอง “ไม่แปลกใจเลยที่พระเจ้าไม่พึงพอพระทัยในตัวฉัน ฉันห่างไกลเหลือเกินจากสิ่งที่พระองค์ทรงต้องประสงค์ ถึงอย่างไรฉันก็เข้ากันไม่ได้กับพระเจ้า และฉันเข้าใจผิดพระองค์มากเกินไป เมื่อไหร่หนอฉันจึงจะสามารถสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้?” ในหน้าที่ของพวกเขา พวกเขาไม่ล่าช้าในการพยายามที่จะค้นหาคำตอบของสิ่งเหล่านี้ และบ่อยครั้งที่พวกเขามาเฉพาะพระพักตร์เพื่ออธิษฐานเงียบๆ ว่า “ข้าแต่พระเจ้า ได้โปรดทำให้ข้าพระองค์ได้ประสบกับบททดสอบ ข้าพระองค์ขอให้พระองค์ทรงเผยตัวตนของข้าพระองค์ออกมา อนุญาตให้ข้าพระองค์เข้าใจความจริง ได้รับความเป็นจริงความจริงและมารู้จักพระองค์ ได้โปรดทรงบ่มวินัย พิพากษา และตีสอนข้าพระองค์” เมื่อพวกเขาเข้ารับภาระด้วยสิ่งนี้ พวกเขาจำใส่ใจเสมอ พวกเขากระหายความจริงเสมอ และด้วยเหตุนั้น พระเจ้าจึงทรงเริ่มทำพระราชกิจในตัวพวกเขา พระองค์ทรงจัดการเตรียมผู้คนบางคน เหตุการณ์ สิ่งทั้งหลาย สถานการณ์ทุกจำพวก เพื่อให้พวกเขาสามารถเรียนรู้บางอย่างจากสิ่งเหล่านั้นในทุกวัน แล้วพวกเขาไม่ได้รับความโปรดปรานหรอกหรือ? เหตุใดเปโตรจึงรับบททดสอบนับร้อยได้? เพราะเขาไล่ตามเสาะหาความจริง เขาไม่กลัวบททดสอบของพระเจ้าและเชื่อว่าบททดสอบของพระเจ้ามีไว้เพื่อชำระผู้คนให้บริสุทธิ์ เขาเชื่อว่าเส้นทางนี้สามารถทำให้ผู้คนได้รับความเพียบพร้อม และเชื่อว่านี่เป็นเส้นทางเที่ยงแท้เส้นทางเดียวเท่านั้น เขาอธิษฐานขอสิ่งนี้ สละตนเองและอุทิศตนให้กับสิ่งนี้ นั่นคือเหตุผลที่พระเจ้าทรงพระราชกิจในตัวเขา นี่สามารถหมายความได้หรือไม่ว่าพระเจ้าทรงเลือกสรรเขา ว่าพระองค์ทรงมุ่งมั่นที่จะทดสอบและทำให้เปโตรมีความเพียบพร้อม? นั่นถูกต้องไม่มีผิด เวลาที่พระเจ้าทรงเลือกสรรบุคคลหนึ่ง พระองค์ทรงมีเป้าหมายและพระองค์ทรงมีหลักธรรมในพระหทัย—นี่จริงแท้แน่นอน เหตุใดผู้คนส่วนใหญ่จึงไม่สามารถได้รับพระราชกิจประเภทนี้จากพระเจ้า? เพราะพวกเขาไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงและพวกเขาก็ขาดความแน่วแน่ และนั่นคือเหตุผลที่พระเจ้าไม่ทรงพระราชกิจในพวกเขา พระเจ้าไม่ทรงบังคับใคร เมื่อพระเจ้าทรงต้องประสงค์ที่จะทำให้ใครบางคนได้รับความเพียบพร้อม นั่นเป็นสิ่งที่วิเศษ และการทนทุกข์ไม่ว่าระดับใดก็คุ้มค่าทั้งนั้น แต่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่มีความแน่วแน่นี้ และพวกเขาก็แค่ลุกลี้ลุกลนและหลบซ่อนเมื่อเผชิญกับบททดสอบและความยากลำบาก พระเจ้าจะทรงบังคับใครบางคนแบบนั้นหรือ? คนบางคนไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง และไม่มีความกล้าที่จะพบกับพระคริสต์แบบเผชิญหน้าโดยตรงด้วยซ้ำ พวกเขาพูดว่า “ฉันไม่รู้จะพูดอะไรถ้าฉันเจอพระคริสต์ ฉันไม่รู้ความจริงหรือรู้ว่าจะสามัคคีธรรมอย่างไรเลย นี่จะไม่น่าขายหน้าหรอกหรือถ้าพระคริสต์ทอดพระเนตรเห็นสิ่งที่ผิดปกติในตัวฉัน? ฉันคงไม่สามารถรับมือได้ถ้าฉันถูกตัดแต่ง ฉันควรหลีกเลี่ยงพระเจ้าและรักษาระยะห่างที่แสดงความให้เกียรติพระองค์ หากฉันติดต่อสัมพันธ์กับพระเจ้าเสมอและดำรงชีวิตอยู่เฉพาะพระพักตร์ พระองค์คงจะทรงรู้ทันฉันและเกลียดฉัน ฉันคงถูกกำจัดออกและคงจะไม่มีบั้นปลายที่ดีอีกแล้ว” นั่นใช่หนทางที่สิ่งทั้งหลายเป็นไปหรือ? (ไม่ใช่) คนบางคนเก็บงำแนวคิดประเภทเหล่านี้เอาไว้ พระเจ้าจะทรงเรียกร้องสิ่งใดจากใครบางคนแบบนั้นหรือ? (ไม่ พระองค์จะไม่ทรงทำ) ดังนั้น ไม่ว่าเจ้าไล่ตามเสาะหาสิ่งใดก็ตาม ไม่ว่าความแน่วแน่ของเจ้าไปไกลเท่าใดก็ตาม พระเจ้าก็จะทรงทำให้เจ้าเพียบพร้อมไปถึงจุดนั้น หากเจ้าไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง แต่หลบซ่อนจากพระเจ้าและเอาตัวออกห่างพระองค์เสมอ รวมทั้งซุกซ่อนความคิดของเจ้าจากพระเจ้าตลอดเวลา เช่นนั้นพระเจ้าจำต้องตรัสสิ่งใดเกี่ยวกับผู้คนเช่นนี้? (“อย่าให้ของบริสุทธิ์แก่สุนัข อย่าโยนไข่มุกให้แก่สุกร” (มัทธิว 7:6)) เจ้าไม่รักความจริงและเจ้าซ่อนตัวเองจากพระเจ้า แต่เจ้าคิดว่าพระองค์จะทรงยืนกรานในการทดสอบและการทำให้เจ้ามีความเพียบพร้อมหรือ? เจ้าเข้าใจผิด หากเจ้าไม่ใช่บุคคลประเภทที่ใช่ ไม่ว่าจะอ้อนวอนและอธิษฐานมากเท่าไรก็ไม่ช่วยอะไร พระเจ้าจะไม่ทรงทำเช่นนั้น พระเจ้าไม่ทรงบังคับผู้คน นั่นเป็นแง่มุมหนึ่งของอุปนิสัยของพระองค์ แต่สิ่งที่พระองค์ทรงต้องประสงค์จากบรรดาผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริงก็คือการที่พวกเขาสามารถเป็นเหมือนเปโตร หรือโยบ หรืออับราฮัม การที่พวกเขาอาจจะก้าวไปบนเส้นทางที่ถูกต้องในชีวิตตามที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์ การที่พวกเขาอาจจะก้าวไปบนเส้นทางแห่งการยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่ว และท้ายที่สุดก็ได้รับความจริงและได้รับการทำให้เพียบพร้อม พระเจ้าทรงหวังที่จะได้รับบุคคลประเภทนี้ ว่าแต่พระเจ้าจะทรงบังคับเจ้าหรือ หากเจ้าไม่แสวงหาสิ่งนั้นด้วยตนเอง? ไม่ พระเจ้าไม่เคยทรงบีบบังคับใคร พระวิญญาณบริสุทธิ์จะไม่ขับเคลื่อนเจ้าอย่างไม่ลดละ โดยทรงยึดกุมเจ้าไว้และไม่ทรงปล่อยไป ทรงเจตนาที่จะทำให้เจ้ามีความเพียบพร้อมและไม่ทรงหยุดยั้งก่อนที่จะได้ทำการนั้น ความจริงที่จะบอกเจ้าก็คือ พระเจ้าจะไม่ทรงทำสิ่งใดแบบนั้นอย่างแน่นอน นั่นคือท่าทีของพระองค์ พระองค์แค่ทรงหวังว่า สุดท้ายแล้ว เมื่อพระราชกิจของพระองค์เสร็จบริบูรณ์ พระองค์จะทรงได้รับผู้คนอย่างโยบ เปโตร และอับราฮัมมากขึ้น แต่ผู้คนมากมายแค่ไหนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงจริงๆ และถูกรับไว้โดยพระเจ้าในที่สุดนั้นเป็นบางสิ่งที่พระองค์จะไม่ทรงบังคับ พระองค์จะทรงปล่อยให้สิ่งทั้งหลายเป็นไปตามธรรมชาติ—นี่คือด้านหนึ่งของพระราชกิจซึ่งสัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระเจ้า พระเจ้าไม่ได้ทรงกำหนดตัวเลขเฉพาะ—ว่านั่นควรเป็น สิบ ยี่สิบ หนึ่งพัน หรือสองพัน หรือแม้แต่หนึ่งหมื่น พระองค์ไม่ทรงกำหนดกฎเกณฑ์สิ่งใดเกี่ยวกับการนี้ พระเจ้าแค่ทรงดำเนินต่อไปในหนทางนี้ ทรงทำพระราชกิจจริงให้เสร็จ และทรงดำเนินไปท่ามกลางผู้คนจริงๆ นี่คือวิธีที่พระองค์ทรงพระราชกิจและตรัส ดำเนินการทุกแง่มุมของพระราชกิจที่เกี่ยวข้องกับความจริง พระราชกิจซึ่งให้ประโยชน์แก่มวลมนุษย์ นี่เป็นพระราชกิจที่พระองค์ทรงทำต่อไปภายในผู้คนประเภทที่ใช่ ที่จะทรงทำต่อไปภายในบรรดาผู้ที่ถวิลหาความจริง สุดท้ายแล้วบรรดาผู้ที่มีความแน่วแน่และไล่ตามเสาะหาความจริงก็จะได้รับการทำให้เพียบพร้อม พวกเขาเป็นผู้ที่ได้รับการอวยพรและพวกเขาเป็นผู้ที่จะได้รับชีวิตนิรันดร์ นี่เพียงพอที่จะพิสูจน์ว่าพระเจ้าทรงชอบธรรมต่อทุกคน และไม่ทรงปฏิบัติต่อผู้ใดอย่างไม่เป็นธรรมเลย ที่พวกเจ้าทุกคนสามารถติดตามพระเจ้าได้ในวันนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องบังเอิญ—นี่ถูกกำหนดล่วงหน้าโดยพระเจ้านานมาแล้ว พระเจ้าทรงกำหนดครอบครัวของผู้คน เวลาที่พวกเขาเกิด สภาพแวดล้อมที่พวกเขาเจริญเติบโต ขีดความสามารถ ของประทาน ความสามารถและสิ่งรอบตัวของพวกเขาไว้แล้วล่วงหน้า—สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดเลย สุดท้ายแล้ว ผู้คนจะมองความชอบธรรมของพระเจ้าเป็นสิ่งใดหรือ? ในท้ายที่สุดแล้วการสามารถอยู่รอดและได้รับบั้นปลายอันสวยงามนั้นต้องอาศัยการไล่ตามเสาะหาและราคาที่พวกเขาจ่าย การที่พระเจ้าทรงกำหนดสิ่งเหล่านี้ไว้ล่วงหน้าก็เป็นแง่มุมหนึ่ง แต่การให้ความร่วมมือของผู้คนก็จำเป็นโดยขาดไม่ได้เช่นกัน พระเจ้าทรงกำหนดจุดจบของผู้คนบนพื้นฐานของเส้นทางที่พวกเขาใช้และการที่พวกเขามีความจริงหรือไม่ นี่คือความชอบธรรมของพระองค์
ทุกคนได้เห็นด้านที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระเจ้าผู้ทรงปรากฏในรูปมนุษย์แล้ว พระเจ้าทรงปฏิบัติต่อทุกตัวบุคคลอย่างเป็นธรรมและสมเหตุผล เจ้าได้เห็นสิ่งนี้ ผู้อื่นได้เห็นสิ่งนี้ พวกเจ้าทุกคนล้วนได้เห็นสิ่งนี้ พระเจ้าผู้ทรงปรากฏในรูปมนุษย์เป็นบุคคลปกติธรรมดา คนบางคนมีมโนคติอันหลงผิดเมื่อพวกเขาเห็นพระคริสต์ โดยคิดว่า “พระองค์ดูปกติเหลือเกิน ไม่สะดุดตาเลย นี่สามารถเป็นการทรงปรากฏในรูปมนุษย์ได้จริงหรือ? ฉันไม่เชื่อในพระองค์—ไม่มีทางที่ฉันจะสามารถเชื่อในพระองค์” หรือไม่พวกเขาก็แค่ติดตามพระองค์อย่างอิดออดไม่เต็มใจ เชื่อในพระองค์อย่างสงวนท่าที พกพามโนคติอันหลงผิดติดมากับตัว ผู้คนอื่นที่เห็นพระคริสต์นั้นพอมีเหตุผลอยู่บ้างและคิดว่า “การทรงปรากฏในรูปมนุษย์ก็คือบุคคลปกติธรรมดาคนหนึ่ง แต่พระองค์สามารถทรงแสดงความจริงและจัดเตรียมชีวิตให้กับผู้คนได้ ดังนั้นฉันก็ควรปฏิบัติต่อพระองค์เสมือนเป็นพระเจ้า ฉันยอมรับและปฏิบัติตามพระวจนะของพระองค์เสมือนเป็นความจริง เป็นพระวจนะของพระผู้สร้าง ฉันจะติดตามพระองค์” ผู้คนเหล่านี้จบลงตรงการได้รับการทำให้เพียบพร้อมและได้รับความจริง ผู้คนประเภทใดหรือที่ได้รับความจริงในตอนสุดท้าย? บรรดาผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริง ในทุกๆ วัน พระเจ้าทรงให้น้ำ ทรงค้ำชู ทรงเลี้ยง และทรงพระราชกิจในประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรร ตัวเราแบ่งปันคำเทศนาและสามัคคีธรรม พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจในประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร และทุกคนได้รับการให้น้ำและเสบียงอาหาร ไม่มีใครได้รับการปฏิบัติพิเศษ และทุกคนที่มีส่วนร่วมในชีวิตคริสตจักรและทำหน้าที่ของตนชื่นชมพระราชกิจของพระเจ้าเป็นประจำทุกวันในหนทางนี้ เราปฏิบัติต่อทุกตัวบุคคลเหมือนกันหมด เราจัดเตรียมคำตอบให้ไม่ว่าใครเป็นคนตั้งคำถาม เราไม่จัดเตรียมการดูแลพิเศษอันใด ไม่สร้างสถานการณ์พิเศษ หรือพยายามกระตุ้นหรือหนุนใจผู้ใด ไม่ให้ความรู้แจ้งและความกระจ่างพิเศษจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ หรือแสดงให้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ทั้งหลาย พระเจ้าไม่ทรงทำสิ่งใดเช่นนั้น พระเจ้าได้ทรงแสดงให้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ไปมากมายแล้วในยุคพระคุณ เพื่อที่จะยกโทษให้กับบาปของผู้คนและให้พวกเขาใช้เส้นทางแห่งการกลับใจใหม่ และเพื่อที่พวกเขาจะเชื่อในพระเจ้าและไม่กังขาในพระองค์ ขั้นตอนปัจจุบันของพระราชกิจประกอบด้วยการจัดเตรียมความจริงโดยทั้งสิ้น เพื่อให้ผู้คนสามารถเข้าใจความจริงและเกิดความเชื่ออันแท้จริงขึ้นมา ไม่ว่าเจ้าได้ทนทุกข์มามากเท่าไร หากท้ายที่สุดแล้วเจ้าได้รับความจริง เช่นนั้นเจ้าก็เป็นใครบางคนที่ได้รับการทำให้เพียบพร้อมแล้วและจะถูกเก็บรักษาไว้ หากเจ้าไม่ได้รับความจริง ไม่ว่าเจ้าหาเหตุผลใดมาได้ก็ล้วนไร้ประโยชน์ เจ้าอาจพูดว่า “พระเจ้าไม่ได้ทรงทำการแสดงปาฏิหาริย์ใด ฉันจึงไม่อาจเชื่อได้” “พระเจ้าทรงกำลังแสดงความจริงที่เกินกว่าฉันจะเข้าใจได้ตลอดเวลา ฉันจึงไม่อาจเชื่อได้” หรือ “พระเจ้าทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริงเกินไป ปกติเกินไป ฉันจึงไม่อาจเชื่อได้” เหล่านี้ล้วนเป็นปัญหาของเจ้า เจ้าได้รับการจัดเตรียมความจริงให้เหมือนกับผู้อื่นไม่มีผิด—แล้วเหตุใดพวกเขาจึงได้รับการทำให้เพียบพร้อมในขณะที่เจ้าถูกกำจัดออก? เหตุใดเจ้าจึงไม่ได้รับความจริง? นี่คือคำพิพากษาของเจ้า นี่เป็นเพราะเจ้าไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริง ในช่วงระยะสุดท้ายนี้ พระเจ้าแค่ทรงพระราชกิจแห่งพระวจนะ พระองค์ทรงใช้พระวจนะพิพากษาและชำระมนุษยชาติให้สะอาดอย่างสัมพันธ์กับชีวิตจริง พระองค์ไม่ทรงแสดงให้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ทั้งหลาย หากเจ้าต้องการเห็นปาฏิหาริย์ของพระเจ้า เช่นนั้นก็จงไปที่สองพันปีในอดีตเพื่อดูปาฏิหาริย์ขององค์พระเยซูเจ้าในยุคนั้น จงอย่าเป็นผู้เชื่อในยุคนี้เลย เจ้าได้ยอมรับพระราชกิจแห่งการพิพากษาแล้ว ดังนั้นจงอย่ามองหาปาฏิหาริย์ พระเจ้าไม่ได้กำลังทรงทำการแสดงสิ่งเหล่านั้น นั่นสมเหตุสมผลหรือไม่? (สมเหตุผล) นั่นชอบธรรมและสมเหตุผล หากเจ้าไล่ตามเสาะหาความจริง พระเจ้าก็จะไม่ทรงปฏิบัติต่อเจ้าอย่างไม่เป็นธรรม หากเจ้าไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง แต่แค่ไล่ตามเสาะหาการลงแรง โดยการลงแรงอย่างจงรักภักดีจนถึงปลายทางเสมอ พระเจ้าจะทรงอนุญาตให้เจ้าคงอยู่และเจ้าจะได้รับพระคุณ แต่หากเจ้าไม่สามารถลงแรงได้จนถึงปลายทาง เจ้าก็จะถูกกำจัดออก การกำจัดออกหมายถึงอะไร? นั่นหมายถึงการทำลายล้าง! นี่เป็นธรรมและสมเหตุสมผล และไม่มีการปฏิบัติแบบไม่เป็นธรรมต่อผู้คนในการนี้ ทั้งหมดล้วนอยู่บนพื้นฐานของพระวจนะของพระเจ้าและความจริง เมื่อพิจารณาทั้งหมดแล้ว นั่นไม่ใช่เส้นทางที่ผู้คนให้ความสำคัญที่สุดหรอกหรือ? เจ้าไล่ตามเสาะหาเส้นทางใด เจ้าเสาะแสวงที่จะกลายไปเป็นบุคคลประเภทใด เจ้าทำการไล่ตามเสาะหาประเภทไหน เจ้าหวังอะไร เจ้าร้องขออะไรจากพระเจ้า เจ้ามีท่าทีใดต่อพระเจ้าและเจ้ามีท่าทีใดต่อพระวจนะของพระเจ้าในยามที่เจ้าอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์ เหล่านี้ทั้งหมดล้วนสำคัญมาก พวกเจ้าจงบอกเราที—การแสดงให้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์สามารถทำให้ผู้คนมีความเพียบพร้อมได้หรือไม่? ตัวอย่างเช่น หากเจ้าเกิดอุบัติเหตุทางการจราจรและพระเจ้าทรงช่วยเจ้าให้รอด นั่นทำให้เจ้าเพียบพร้อมได้หรือไม่? หากเจ้าตายไปแล้วครั้งหนึ่งและพระเจ้าได้ทรงช่วยเจ้าให้ฟื้นคืนชีพ นั่นทำให้เจ้าเพียบพร้อมได้หรือไม่? หรือหากในความฝันของเจ้า เจ้าได้ขึ้นไปในราชอาณาแห่งสวรรค์และได้พบพระเจ้า นั่นทำให้เจ้าเพียบพร้อมได้หรือไม่? (ไม่ได้) สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถมาแทนที่ความจริงได้ ดังนั้นในช่วงระยะนี้ของพระราชกิจ ซึ่งเป็นช่วงระยะของพระราชกิจที่การบริหารจัดการของพระเจ้าถูกสรุปปิดตัวลง พระองค์ทรงใช้พระวจนะทำให้ผู้คนมีความเพียบพร้อม เปิดโปงผู้คน นี่คือความชอบธรรมของพระเจ้า หากเจ้าได้รับการทำให้เพียบพร้อมผ่านทางพระวจนะของพระเจ้า เช่นนั้นก็ไม่มีใครสามารถพร่ำบ่นที่พระเจ้าได้ทรงเก็บรักษาเจ้าไว้ และซาตานก็ไม่สามารถกล่าวหาเจ้าได้สำหรับการถูกเก็บรักษาไว้ นี่เป็นบุคคลประเภทที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์ พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมพระวจนะไว้มากมายเหลือเกิน ดังนั้นสุดท้ายแล้วหากเจ้าไม่ได้รับสิ่งใด นั่นจะเป็นความผิดของใครเล่า? (ของตัวพวกเราเอง) นั่นเป็นความผิดของตัวพวกเจ้าเองสำหรับการเลือกเส้นทางที่ผิด เส้นทางที่ผู้คนเลือกนั้นมีความสำคัญจริงๆ เป็นเช่นนั้นได้อย่างไรเล่า? เพราะนั่นกำหนดพิจารณาบั้นปลายของพวกเขา นั่นคือเหตุผลที่เจ้าไม่ควรค้นหาคำตอบอยู่เป็นนิจว่าคำเผยพระวจนะถูกทำให้ลุล่วงหรือยัง ว่าพระเจ้าได้ทรงแสดงให้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ใดหรือไม่ ว่าเมื่อไรพระเจ้าจะทรงไปจากแผ่นดินโลกจริงๆ และว่าเจ้าจะสามารถเป็นพยานให้กับการนั้นตอนที่พระเจ้าทรงทิ้งแผ่นดินโลกไปหรือไม่ การค้นหาคำตอบจะไม่ช่วยอะไรเจ้าเลย นั่นไม่ส่งผลกระทบต่อบั้นปลายของเจ้าหรือการที่เจ้าได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม แล้วอะไรเล่าที่เป็นเรื่องสำคัญสำหรับเจ้า? (เส้นทางที่ข้าพระองค์เลือกในความเชื่อ) เส้นทางที่เจ้าใช้ส่งผลต่อการที่เจ้าสามารถได้รับการทำให้เพียบพร้อมหรือไม่ อะไรคือความจริงที่เจ้าควรเข้าสู่ที่สุดในการไล่ตามเสาะหาการได้รับการทำให้เพียบพร้อมของเจ้า? ความจริงแห่งการนบนอบต่อพระเจ้า การนบนอบต่อพระเจ้าเป็นความจริงสูงสุดที่สำคัญยิ่งยวดที่สุด และในแก่นแท้แล้ว การไล่ตามเสาะหาความจริงก็เหมือนกับการไล่ตามเสาะหาการนบนอบต่อพระเจ้า เจ้าจำเป็นต้องไล่ตามเสาะหาการนบนอบต่อพระเจ้าทั้งชีวิตเจ้า และเส้นทางนี้ของการไล่ตามเสาะหาการนบนอบต่อพระเจ้าคือเส้นทางของการไล่ตามเสาะหาความจริง เหตุใดเจ้าจึงจำเป็นต้องไล่ตามเสาะหาการนบนอบต่อพระเจ้าทั้งชีวิตเจ้า? เพราะกระบวนการแห่งการไล่ตามเสาะหาการนบนอบต่อพระเจ้าเป็นกระบวนการแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทราม เหตุใดเจ้าจึงจำเป็นต้องแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทราม? เพราะอุปนิสัยอันเสื่อมทรามนั้นขัดแย้งกับพระเจ้า หากเจ้าดำเนินชีวิตโดยอุปนิสัยเยี่ยงซาตาน เช่นนั้นแก่นแท้ของเจ้าก็เป็นของซาตาน ของมาร และเจ้าพึงต้องแก้ไขปัญหาอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าเพื่อการไล่ตามเสาะหาการนบนอบต่อพระเจ้า นี่เป็นเรื่องวิกฤติ! ตราบที่เจ้ามีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามและตราบที่ยังคงมีสักเสี้ยวที่ไม่ได้รับการแก้ไข เจ้าก็จะขัดแย้งกับพระเจ้า เจ้าจะเป็นศัตรูของพระเจ้า และเจ้าจะไม่สามารถนบนอบต่อพระองค์ได้ อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าได้รับการแก้ไขไปถึงระดับใด นั่นก็คือระดับที่เจ้านบนอบต่อพระเจ้า ปริมาณร้อยละที่อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าได้รับการแก้ไขก็คือปริมาณร้อยละที่เจ้านบนอบต่อพระเจ้า
ในการชุมนุมนี้ พวกเราไม่ได้พูดคุยเกี่ยวกับการรู้จักพระเจ้า การรู้จักพระเจ้าจะค่อยๆ สัมฤทธิ์ผ่านกระบวนการแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าและการไล่ตามเสาะหาการได้รับการทำให้เพียบพร้อมเพื่อที่จะไปถึงการนบนอบต่อพระเจ้า การไล่ตามเสาะหาความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าเพียงลำพังจะไม่ใช่บทเรียนที่ลุ่มลึกมากนัก ซึ่งเป็นเหตุผลที่พวกเราไม่ได้พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนั้น ตอนนี้พวกเรากำลังพูดคุยเกี่ยวกับหัวข้อต่างๆ ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับการปฏิบัติ ชีวิต การไล่ตามเสาะหาของผู้คน และเส้นทางที่พวกเขากำลังใช้ ในกระบวนการของการเสาะแสวงเพื่อที่จะแก้ไขอุปนิสัยเสื่อมทรามของเจ้า เจ้าค่อยๆ เข้าใจพระเจ้าและเริ่มรู้เจตนารมณ์ของพระองค์ เมื่อเจ้าสามารถเข้าใจเจตนารมณ์ของพระองค์ เจ้าก็มีความรู้เกี่ยวกับพระเจ้ามากขึ้นใช่หรือไม่? (ใช่) เช่นนั้นเจ้าก็มีความรู้จริงเกี่ยวกับพระเจ้าอยู่บ้าง เหตุใดเจ้าจึงสามารถสัมฤทธิ์การนบนอบต่อพระเจ้าเมื่อเจ้าติดตามพระองค์? เพราะเจ้ารู้พระหทัยพระองค์และเข้าใจเจตนารมณ์ของพระองค์ เจ้าเข้าใจสิ่งที่เป็นมาตรฐานและหลักธรรมที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์ต่อเจ้าและสิ่งที่เป็นเป้าหมายของพระองค์ ความเข้าใจนี้มีความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าอยู่บ้างมิใช่หรือ? (มี) การนี้จะค่อยๆ บรรลุและทั้งหมดมีความสัมพันธ์ระหว่างกัน เจ้าจะดิ้นรนติดขัดหากเจ้าเพียงไล่ตามเสาะหาความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า เจ้าอาจพูดว่า “ฉันจะไม่ทำอะไรนอกเหนือไปจากการไล่ตามเสาะหาความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าไปวันๆ ฉันจะดูว่าดอกไม้มาจากไหน ทำไมแกะจึงคุกเข่ากินนมในขณะที่ลูกวัวไม่ทำ ฉันจะศึกษาทั้งหมดนี้ และฉันจะมารู้จักพระเจ้าในหนทางนั้น” เจ้าสามารถสัมฤทธิ์ความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าแค่โดยการค้นคว้าวิจัยทั้งหมดนั้นหรือ? ไม่ใช่โดยสิ้นเชิง ความจริงไม่ใช่มาจากการค้นคว้าวิจัย แต่รู้ได้อย่างแท้จริงผ่านทางประสบการณ์เท่านั้น การค้นคว้าวิจัยไม่มีประโยชน์อะไรเลย เจ้ารู้ว่าทุกสรรพสิ่งล้วนสร้างขึ้นโดยพระเจ้า และนั่นช่างวิเศษยิ่งนัก และเมื่อเป็นเช่นนั้นเจ้าก็มีความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าไปบ้างแล้ว แต่เจ้าควรถูกมุ่งเน้นที่สิ่งใดหรือ? เจ้าจำเป็นต้องไล่ตามเสาะหาความจริง แก้ไขอุปนิสัยเสื่อมทรามของเจ้า และสัมฤทธิ์การนบนอบต่อพระเจ้า ในกระบวนการแห่งการไล่ตามเสาะหานี้ เจ้าจะเริ่มได้คำตอบของคำถามที่รายรอบอยู่มากมายไปทีละน้อย และเจ้าจะพบเส้นทางสำหรับการปฏิบัติของเจ้าและการเข้าสู่ของเจ้า ยิ่งอุปนิสัยเสื่อมทรามของเจ้าได้รับการแก้ไขอย่างทั่วถึงมากเท่าไร เจ้าก็จะยิ่งปฏิบัติความจริงและสัมฤทธิ์การนบนอบต่อพระเจ้าได้ง่ายขึ้นเท่านั้น ครั้นผู้คนไม่ถูกอุปนิสัยเสื่อมทรามของตนบังคับควบคุมอีกต่อไป พวกเขาก็ได้รับอิสรภาพและการปลดปล่อยอย่างแท้จริง และการนำความจริงไปปฏิบัติก็ไม่ยากเย็นเข็ญใจ แต่กลับง่ายดายมาก นั่นไม่ใช่การที่ความจริงกลายเป็นชีวิตของผู้คนหรอกหรือ?
1 ตุลาคม ค.ศ. 2017
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ