การนบนอบพระเจ้าคือบทเรียนขั้นพื้นฐานในการได้รับความจริง (ตอนที่หนึ่ง)

หากเจ้าปรารถนาที่จะนบนอบต่อพระเจ้าในความเชื่อของเจ้า การรู้จักตัวเจ้าเองนั้นสำคัญยิ่งยวด หากปราศจากการรู้จักตัวเจ้าเอง เจ้าก็จะไม่มีความสามารถที่จะปลดทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้า การเข้าสู่ชีวิตเริ่มต้นด้วยการรู้จักตนเอง หากเจ้าเปิดเผยความเสื่อมทรามบางอย่างหรือทำบางสิ่งที่น่ารังเกียจหรือเป็นการทำร้ายพระเจ้า หากเจ้าทำสิ่งซึ่งปัญญาอ่อน เช่นนั้นเจ้าก็จำเป็นต้องทบทวนตนเองในภายหลัง การทบทวนตัวเองช่วยเจ้าปลดทิ้งความเสื่อมทรามได้อย่างไรหรือ? บรรดาผู้ปฏิบัติความจริงพิจารณาเช่นนี้ “สิ่งเหล่านี้ที่เกิดขึ้นได้เผยให้เห็นตัวฉันจริงๆ ฉันมีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม และฉันจำเป็นต้องยอมรับการพิพากษาและการตีสอนแห่งพระวจนะของพระเจ้าเพื่อปลดมันทิ้ง ที่พระเจ้าได้ทรงเปิดเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของฉันโดยผ่านทางสถานการณ์นี้นั้นยอดเยี่ยม ไม่ว่าผู้อื่นคิดอะไรกับฉันหรือพวกเขาปฏิบัติกับฉันอย่างไร ฉันก็จำเป็นต้องแสวงหาความจริง เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า และรู้ว่าต้องทำสิ่งใดเพื่อที่จะปฏิบัติความจริง” นี่เป็นท่าทีที่ถูกต้องและเป็นท่าทีของการปฏิบัติความจริงและการยอมรับพระเจ้า ความเชื่อในพระเจ้าพึงต้องมีการยอมรับความจริง—นั่นคือท่าทีที่ถูกต้อง พวกที่ไม่ยอมรับความจริงมองหาข้อแก้ตัวและเหตุผลเมื่อเกิดประเด็นปัญหาขึ้นมา โดยผลักความรับผิดชอบไปให้คนอื่น พวกเขาพร่ำบ่นเกี่ยวกับการที่ผู้อื่นไม่ปฏิบัติดีต่อพวกเขา ไม่คิดถึงพวกเขาหรือไม่ใส่ใจดูแลพวกเขา พวกเขามีเหตุผลข้ออ้างทุกชนิด การหาเหตุผลเหล่านี้ทั้งหมดมีประโยชน์อะไรหรือ? นั่นแทนที่การปฏิบัติความจริงของเจ้าได้หรือ? นั่นแทนที่การนบนอบพระเจ้าของเจ้าได้หรือ? ไม่ นั่นแทนกันไม่ได้ กล่าวก็คือ ไม่ว่าเจ้ามีการให้เหตุผลชนิดใด ต่อให้เจ้ามีข้อข้องใจมหาศาลกว่าท้องฟ้า หากเจ้าไม่ยอมรับความจริง เช่นนั้นเจ้าก็จบเห่ พระเจ้าทรงต้องการเห็นว่าท่าทีของเจ้าเป็นอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคำนึงถึงเรื่องของการนำความจริงมาปฏิบัติ การพร่ำบ่นของเจ้ามีประโยชน์หรือไม่? คำพร่ำบ่นของเจ้าสามารถแก้ไขประเด็นปัญหาของอุปนิสัยอันเสื่อมทรามได้หรือไม่? หากเจ้าจะต้องพร่ำบ่นและรู้สึกว่าตัวเองมีเหตุผลอันชอบธรรม นั่นจะบอกอะไรเกี่ยวกับตัวเจ้า? เจ้าจะได้รับความจริงหรือไม่? พระเจ้าจะทรงเห็นชอบต่อเจ้าหรือไม่? หากพระเจ้าตรัสว่า “เจ้าไม่ใช่ใครบางคนที่ปฏิบัติความจริง ดังนั้น จงหลีกไปให้พ้นทาง เราเกลียดชังเจ้า” เช่นนั้นแล้วเจ้าไม่จบเห่หรอกหรือ? การที่พระเจ้าตรัสว่า “เราเกลียดชังเจ้า” จะเผยตัวตนของเจ้าออกมาและกำหนดพิจารณาว่าเจ้าเป็นอะไร เหตุใดพระเจ้าจะทรงทำการกำหนดพิจารณาเกี่ยวกับเจ้า? เพราะเจ้าไม่ยอมรับความจริง เจ้าไม่ยอมรับการจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้าและอธิปไตยของพระองค์ เจ้ากำลังมองหาเหตุผลภายนอกตลอดเวลา พูดแก้ตัวกับผู้อื่นเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ เสมอ พระเจ้าทรงมองว่าเจ้าขาดสำนึกและความรักความจริง เจ้าจำเป็นต้องถูกทอดทิ้งและเมินเฉยเพื่อให้เจ้าสามารถมีการทบทวนตนเอง จุดประสงค์ของการให้เจ้าฟังคำเทศนาและสามัคคีธรรมถึงความจริงก็คือเพื่อให้เจ้าสามารถเข้าใจความจริง แก้ไขปัญหา และปลดทิ้งความเสื่อมทรามของเจ้า ความจริงเป็นบางสิ่งที่เจ้าสามารถพูดพล่อยไปเรื่อยได้หรือ? เป็นบางสิ่งที่เจ้าแค่ใช้ปากพูดแล้วก็เสร็จหรือ? การเข้าใจความจริงนั้นควรจะต้องปฏิบัติตนดั่งเป็นสมอฝ่ายวิญญาณที่จะเติมเต็มความว่างเปล่าในดวงจิตของเจ้าอย่างนั้นหรือ? ไม่ การนี้ไม่ใช่ให้เจ้าใช้เพื่อจุดประสงค์นี้ มีความจริงอยู่ตรงนั้นเพื่อให้เจ้าสามารถแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้า นั่นก็เพื่อให้เส้นทางแก่เจ้าและเมื่อเจ้าเผชิญกับประเด็นปัญหา เจ้าก็สามารถดำรงชีวิตโดยความจริงเหล่านี้ และใช้เส้นทางที่ถูกควรในชีวิต ครั้งเจ้าได้เข้าใจความจริง เจ้าก็จะไม่ปฏิบัติตนไปตามความเป็นธรรมชาติของเจ้า ความเสื่อมทรามของเจ้า หรือสิ่งเหล่านั้นในการศึกษาเยี่ยงซาตานของเจ้า เจ้าจะไม่ดำรงชีวิตโดยตรรกะหรือปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลกเยี่ยงซาตานอีกต่อไป แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เจ้าจะดำรงชีวิตโดยความจริง เจ้าจะปฏิบัติตนโดยความจริง การนี้เท่านั้นจึงสามารถสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้ คนบางคนพูดว่า “ฉันไม่ได้เป็นผู้เชื่อมานานนัก ฉันมีประสบการณ์ไม่มาก ฉันไม่เข้าใจความจริง และวุฒิภาวะของฉันก็น้อย ฉันก็เลยปฏิบัติความจริงไม่ได้” อันที่จริง เหล่านี้เป็นแค่ข้อแก้ตัวตามข้อเท็จจริง ต่อให้เจ้ามีวุฒิภาวะน้อย แต่ก็มีความจริงต่างๆ ซึ่งไม่เกินกว่าที่เจ้าจะเข้าใจได้ เจ้าควรปฏิบัติเพียงแค่เท่าที่เจ้าเข้าใจ เจ้าควรนำมาทำให้เป็นผลเท่าที่เจ้ามีความสามารถที่จะทำได้ หากเจ้าไม่ปฏิบัติแม้แต่ความจริงที่เจ้าเข้าใจ ตรงนั้นก็ย่อมมีปัญหา ไม่ว่าเวลาที่เจ้าเป็นผู้เชื่อนั้นสั้นหรือยาวนานเพียงใด ตราบที่เจ้าได้ฟังคำเทศนามาตลอดเวลาสองสามปี เจ้าก็จะเข้าใจความจริงบางประการ หากเจ้ารู้ความจริงล้นเหลือแต่ไม่นำมาปฏิบัติเลยสักอย่าง นั่นย่อมจะกล่าวโทษเจ้า อะไรคือท่าทีของการนบนอบความจริง อะไรคือการนบนอบความจริง วิธีนบนอบความจริง วิธีนบนอบการจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้า และอะไรคือท่าทีที่ผู้คนควรมี—หากเจ้ารู้สิ่งเหล่านี้ เจ้าก็ควรนำสิ่งเหล่านี้มาปฏิบัติ ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น เจ้าจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีปฏิบัติความจริงและประพฤติตนด้วยหลักธรรม หากเจ้าไม่ปฏิบัติความจริง เช่นนั้นความจริงก็ไร้ความหมายต่อเจ้า ความจริงไม่ใช่อะไรนอกจากคำสอน คำขวัญที่ติดปาก เจ้าจะไม่มีความเป็นจริงจนกว่าเจ้าจะสามารถนำความเป็นจริงมาปฏิบัติได้ ถึงตอนนั้นเท่านั้น ความจริงจึงสามารถกลายมาเป็นชีวิตเจ้า เมื่อสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นและเจ้าทำไปตามการเลือกชอบของเจ้า—การคิดว่าบุคคลนี้เข้าใจผิด ว่าบุคคลนี้ผิด มองว่าตัวเจ้าถูกเสมอ และไม่เห็นด้วยกับผู้อื่นไม่ว่าพวกเขาพูดอะไร—แล้วเป็นไปได้หรือไม่ว่าเจ้าไม่มีที่ติและไม่มีความเสื่อมทราม? นั่นเรียกว่าการโอหังและมองตัวเองถูก และเป็นอุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่รุนแรงมากขึ้น

อุปนิสัยอันเสื่อมทรามนี้แก้ไขได้หรือไม่? ขั้นตอนแรกคือการมองว่าเจ้าสามารถนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้าได้หรือไม่ เจ้าสามารถนบนอบสถานการณ์นานาสารพันที่พระเจ้าทรงจัดขึ้นเพื่อเจ้าได้หรือไม่ ในช่วงเวลาอันสันติสุข เจ้าไม่มีมโนคติที่หลงผิดอันใดต่อพระเจ้า และเจ้าไม่เปิดเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่เห็นได้ชัดออกมา ดังนั้นเจ้าจึงรู้สึกว่าเจ้าไม่แย่นัก และว่าเจ้าเป็นใครบางคนที่สามารถนบนอบพระเจ้าได้ แต่เมื่อบางสิ่งเกิดขึ้น หัวใจของเจ้าถูกปลุกเร้า และเจ้าก็มีความคิดและแนวคิดเป็นของตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเจ้ามีความสามารถที่จะทนทุกข์และจ่ายราคาในหน้าที่ของเจ้าได้ เจ้ารู้สึกว่าเจ้าเป็นใครบางคนที่รักพระเจ้า ดังนั้นเมื่อเจ้าถูกตัดแต่งอย่างไม่คาดฝัน และบางคนพูดว่าเจ้าเอาแต่ใจและไม่มีหลักธรรมในหน้าที่ของเจ้า เจ้าจะมีความสามารถที่จะยอมรับการนั้นหรือไม่? (นั่นไม่ง่ายเลยที่จะยอมรับ) เจ้าทำสิ่งใดหากการนั้นไม่ง่ายที่จะยอมรับ? เจ้าสามารถสัมฤทธิ์การยอมรับและการนบนอบได้อย่างไรหรือ? ตรงนี้มีหลักธรรมแห่งการปฏิบัติอยู่สองสามประการ ประการแรก เจ้าจำเป็นต้องทบทวนตนเองและละวางความคิดและการให้เหตุผลของตัวเจ้าเองเพื่อที่จะแสวงหาความจริง เจ้าควรเข้าใจว่าความคิดและการให้เหตุผลของตัวเจ้าเองนั้นไม่จำเป็นต้องอยู่ในแนวเดียวกับความจริง หากเจ้ามีความจริง อันดับแรก เจ้าควรรับฟังสิ่งที่ผู้อื่นจำเป็นต้องพูด และจากนั้นก็คิดใคร่ครวญเกี่ยวกับสิ่งนั้นอย่างใส่ใจ หากสิ่งที่พวกเขาป้อนให้นั้นตรงแนวกับความจริง เจ้าก็ควรยอมรับสิ่งนั้น—นี่คือสิ่งที่บุคคลหนึ่งซึ่งมีเหตุผลควรทำ หากเจ้าเชื่อเสมอว่าการคิดของตัวเจ้าเองนั้นถูกต้อง และเจ้าก็เกาะเกี่ยวอยู่กับมุมมองของตัวเจ้าเอง และไม่ยอมรับสิ่งที่ผู้อื่นพูด ไม่ว่าผู้อื่นถูกต้องเพียงใดหรือสิ่งที่ผู้อื่นพูดนั้นอยู่ในแนวเดียวกับความจริงมากเพียงใด เช่นนั้นเจ้าก็กำลังเป็นกบฏและไม่มีเหตุผล เหตุผลของสิ่งทรงสร้างก็คือการนบนอบความจริง นบนอบพระวจนะของพระเจ้า นบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า นบนอบทั้งหมดที่มาจากพระเจ้าและนบนอบการจัดการเตรียมงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า ในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้านั้น เจ้าต้องแสวงหาสิ่งที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์และสิ่งที่พระนิเวศของพระองค์จัดการเตรียมการไว้ ครั้นเจ้ารู้สิ่งเหล่านั้น เจ้าก็สามารถกระทำไปตามที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์ได้ เหล่านี้คือหลักธรรมแห่งการปฏิบัติ ก่อนอื่นเจ้าต้องนบนอบ นี่คือสิ่งที่สิ่งทรงสร้างควรทำ บ่อยครั้งเมื่อผู้คนไร้ความสามารถที่จะนบนอบ นั่นเป็นเพราะพวกเขามีการให้เหตุผล ข้อแก้ตัวและข้ออ้างของพวกเขาเอง พวกเขาไม่มีแววอย่างมากที่จะนบนอบการให้เหตุผลเช่นนั้น ในกรณีนั้น สามารถทำสิ่งใดได้เล่า? อันดับแรก จงปล่อยมือจากการให้เหตุผลและข้อแก้ตัวทั้งหลายของตัวเจ้าเอง และกระทำไปตามข้อพึงประสงค์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า ครั้งเจ้าได้ปฏิบัติการนั้นเป็นช่วงเวลาหนึ่ง เจ้าก็จะพบว่าเมื่อเจ้าทำหน้าที่ของเจ้าไปตามหลักธรรมความจริง เจ้าก็กลายเป็นมีประสิทธิผลมากขึ้นเรื่อยๆ ในดวงจิตของเจ้า เจ้าก็เริ่มแน่ใจว่านี่คือการนบนอบพระเจ้า และการนบนอบของเจ้ากลายเป็นไร้ราคีมากขึ้นทุกที แต่หากเจ้าเกาะเกี่ยวอยู่กับมโนคติอันหลงผิดและความคิดเพ้อฝันของเจ้าเองเสมอ หากเจ้าไร้ความสามารถที่จะนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า หากเจ้าอยู่ตรงข้ามกับพระเจ้าและขัดต่อพระองค์เสมอ เช่นนั้น นั่นก็คือการเป็นกบฏ นั่นคืออุปนิสัยอันเสื่อมทราม และต่อให้เจ้าไม่ก่อความชั่วที่เห็นได้ชัดอันใด เจ้าก็ยังคงจะไม่ได้นบนอบแม้แต่น้อย และเจ้าก็จะขาดพร่องไม่มีความเป็นจริงความจริงใดเลย

บทเรียนทั้งหลายของการนบนอบนั้นยากลำบากที่สุด แต่บทเรียนเหล่านั้นก็ง่ายดายที่สุดเช่นกัน บทเรียนเหล่านั้นยากลำบากในหนทางใดหรือ? (ผู้คนมีแนวคิดเป็นของตัวเอง) การที่ผู้คนมีแนวคิดนั้นไม่ใช่ปัญหา—บุคคลอะไรหรือที่ไม่มีแนวคิด? ผู้คนล้วนมีหัวใจและสมอง พวกเขาล้วนมีแนวคิดเป็นของตนเอง นั่นไม่ใช่ปัญหาตรงนี้ ดังนั้นแล้วปัญหาคืออะไร? ปัญหาก็คืออุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์ หากเจ้าไม่ได้มีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม เจ้าก็คงมีความสามารถที่จะนบนอบไม่ว่าเจ้ามีแนวคิดมากมายเพียงใด—แนวคิดเหล่านั้นก็คงไม่ใช่ประเด็นปัญหา หากคนคนหนึ่งมีเหตุผลนี้และพูดว่า “ฉันต้องนบนอบพระเจ้าในทุกสรรพสิ่ง ฉันจะไม่ให้ข้อแก้ตัวหรือยืนกรานในแนวคิดของตัวฉันเอง ฉันจะไม่ไปถึงขั้นให้คำตัดสินของตัวเองในเรื่องนี้” นั่นไม่ง่ายสำหรับพวกเขาที่จะนบนอบหรอกหรือ? หากบุคคลหนึ่งยังไม่ไปถึงขั้นให้คำตัดสินของตนเอง นั่นเป็นสัญญาณว่าพวกเขาไม่คิดว่าตัวเองถูก หากพวกเขาไม่ยืนกรานในแนวคิดของตนเอง นั่นก็เป็นสัญญานว่าพวกเขามีเหตุผล หากพวกเขาสามารถนบนอบได้ด้วย เช่นนั้นพวกเขาก็สัมฤทธิ์การปฏิบัติความจริงแล้ว การที่ไม่ไปถึงขั้นให้คำตัดสินของตนเองและไม่ยืนกรานในแนวคิดของคนเรานั้นเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นสำหรับการมีความสามารถที่จะนบนอบ หากเจ้ามีสองคุณสมบัตินี้ ก็จะง่ายสำหรับเจ้าที่จะนบนอบและสัมฤทธิ์การปฏิบัติความจริง ดังนั้น ก่อนที่เจ้าจะนบนอบ เจ้าต้องเตรียมตัวเองให้พร้อมด้วยสองคุณสมบัตินี้ และคิดให้ออกถึงวิธีที่เจ้าควรปฏิบัติตนและสิ่งที่เจ้าควรทำเพื่อที่จะมีท่าทีแห่งการปฏิบัติความจริง การนี้ไม่ลำบากยากเย็นขนาดนั้นเลยจริงๆ—แต่ก็ไม่ง่ายดายนักเช่นกัน เหตุใดนั่นจึงลำบากยากเย็น? การนี้ลำบากยากเย็นเพราะมนุษย์มีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม ไม่ว่าเจ้ามีความรู้สึกนึกคิดหรือสภาวะใดเมื่อฝึกปฏิบัติการนบนอบ หากนั่นขัดขวางไม่ให้เจ้าปฏิบัติความจริง เช่นนั้นกรอบแนวคิดหรือสภาวะนั้นก็มีต้นตอมาจากอุปนิสัยอันเสื่อมทราม นั่นก็แค่ข้อเท็จจริงของเรื่องนี้เท่านั้นเอง หากเจ้าแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเกี่ยวกับการมองตัวเองถูก ความโอหัง การเป็นกบฏ ความไร้เหตุผล ความถือทิฐิและอคติ รวมทั้งความดื้อแพ่ง นั่นจะง่ายดายที่เจ้าจะนบนอบ ดังนั้นเจ้าควรแก้ไขความเสื่อมทรามเหล่านี้อย่างไรเล่า? เจ้าต้องอธิษฐานยามที่เจ้าไม่เต็มใจที่จะนบนอบ เจ้าต้องทบทวนตนเองและถามว่า “ทำไมฉันจึงไม่สามารถนบนอบพระเจ้า? ทำไมฉันจึงยืนกรานในการทำสิ่งต่างๆ ในหนทางของตัวเองเสมอ? ทำไมฉันถึงไม่สามารถแสวงหาความจริงและนำความจริงมาปฏิบัติได้? อะไรคือรากเหง้าของปัญหานี้? ฉันควรจะปฏิบัติการเชื่อฟังพระเจ้าอยู่และฉันควรจะปฏิบัติความจริงอยู่ ไม่ใช่กำลังนำเจตจำนงของตนเองหรือความอยากได้อยากมีของตนเองมาทำให้เป็นผล ฉันควรมีความสามารถที่จะนบนอบพระวจนะของพระเจ้า การจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระองค์ การนั้นเท่านั้นที่ตรงตามเจตนารมณ์ของพระเจ้า” การสัมฤทธิ์จุดจบประเภทนี้พึงต้องมีการอธิษฐานต่อพระเจ้าและการแสวงหาความจริง เมื่อเจ้าได้เข้าใจความจริง เจ้าก็จะสามารถนำความจริงมาปฏิบัติได้ง่ายดายขึ้น จากนั้นเจ้าก็จะสามารถกบฏต่อเนื้อหนังและละวางความกังวลเกี่ยวกับเนื้อหนังได้ หากเจ้าเข้าใจความจริงภายในหัวใจของเจ้าแต่ไม่สามารถปล่อยมือจากประโยชน์ของเนื้อหนัง สถานะ ความถือดี และหน้าตา เช่นนั้นเจ้าก็จะขลุกขลักที่จะนำความจริงมาปฏิบัติ นี่เป็นเพราะในหัวใจของเจ้า เจ้าวางประโยชน์ของเนื้อหนัง ความถือดีและหน้าตาไว้เหนือสิ่งอื่นใด นี่หมายความว่า เจ้าไม่รักความจริง—แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เจ้ากลับรักสถานะและความมีหน้ามีตา ดังนั้นประเด็นปัญหานี้ควรได้รับการแก้ไขอย่างไรเล่า? เจ้าต้องอธิษฐาน แสวงหาความจริง และมองเห็นอย่างเต็มที่ถึงแก่นแท้ของสิ่งทั้งหลายเช่น สถานะและความมีหน้ามีตา เจ้าต้องหมกมุ่นกับสิ่งเหล่านี้ให้น้อยลง และจำเป็นที่จะต้องมองการปฏิบัติความจริงว่ามีความสำคัญ และให้คุณค่าต่อการนี้เหนือสิ่งอื่นใด เมื่อเจ้าทำทั้งหมดนี้ เจ้าก็จะมีเจตจำนงที่จะปฏิบัติความจริง บางคราวผู้คนไม่สามารถปฏิบัติความจริงได้ พวกเขาจำเป็นต้องถูกตัดแต่งอีกทั้งรับการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า เพื่อให้แก่นแท้ของปัญหานั้นชัดเจนครบถ้วนและง่ายแก่การปฏิบัติความจริง ในข้อเท็จจริงนั้น อุปสรรคกีดขวางซึ่งใหญ่หลวงที่สุดต่อการปฏิบัติความจริงก็คือเมื่อเจตจำนงของคนเราเองนั้นยิ่งใหญ่เกินไปและมาก่อนสิ่งอื่นทั้งหมด—นั่นก็คือ เมื่อผลประโยชน์ของคนเราเองมาก่อนสิ่งอื่นใด เมื่อความมีหน้ามีตาและสถานะของคนเราเองมาก่อนสิ่งอื่นใด นั่นคือเหตุผลที่ผู้คนเช่นนั้นเอาแต่ใจตนเสมอเมื่อสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้น และทำสิ่งใดก็ตามที่จะให้ประโยชน์แก่พวกเขาเป็นการส่วนตัว โดยปราศจากการคำนึงถึงหลักธรรมความจริง พวกเขากำลังเกาะเกี่ยวอยู่กับแนวคิดของตัวเองตลอดเวลา การเกาะเกี่ยวอยู่กับแนวคิดของคนเราเองหมายถึงอะไรหรือ? นั่นหมายถึงการกำหนดว่า “หากคุณต้องการนี่ ฉันก็ต้องการนั่น หากคุณต้องการของคุณ ฉันก็จะยืนกรานในของฉัน” นี่ใช่การแสดงออกถึงความนบนอบหรือ? (ไม่ใช่) นี่ไม่ใช่การแสวงหาความจริงเอาเสียเลย แต่เป็นการยืนกรานในหนทางของคนเราเอง นี่เป็นอุปนิสัยโอหังและการอวดแสดงที่ไร้เหตุผล หากวันหนึ่งเจ้าสามารถกลายเป็นตระหนักรู้ว่า การเลือกชอบกับความมุ่งมั่นของพวกเจ้านั้นขัดแย้งกับความจริง หากเจ้ามีความสามารถที่จะปฏิเสธและรู้เท่าทันตนเอง ไม่เชื่อในตัวเองอีกต่อไป และหลังจากนั้นก็ค่อยๆ เริ่มไม่ทำสิ่งทั้งหลายในหนทางของตัวเองหรือให้นิยามสิ่งทั้งหลายอย่างมืดบอด แต่สามารถที่จะแสวงหาความจริง อธิษฐานต่อพระเจ้าและพึ่งพิงพระองค์ เช่นนั้นนั่นจึงเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้อง ก่อนที่เจ้าจะยืนยันว่าการปฏิบัติจำพวกใดสอดคล้องกับความจริง เจ้าต้องแสวงหา นั่นเป็นสิ่งที่ถูกต้องอย่างสมบูรณ์ที่จะทำ นั่นคือสิ่งที่ควรทำ หากเจ้ารอจนกว่าเจ้าถูกตัดแต่งแล้วค่อยแสวงหา นี่นิ่งเฉยไปหน่อย และมีแววที่จะทำให้สิ่งทั้งหลายล่าช้า การเรียนรู้ที่จะแสวงหาความจริงนั้นสำคัญยิ่งยวดนัก อะไรคือประโยชน์ของการแสวงหาความจริง? ประการแรกก็คือ คนเราสามารถหลีกเลี่ยงการทำตามเจตจำนงของตนเองและการกระทำอย่างบุ่มบ่าม ประการที่สอง คนเราสามารถหลีกเลี่ยงการเปิดเผยความเสื่อมทรามและผลสืบเนื่องชั่วที่ตามมา ประการที่สาม คนเราสามารถเรียนรู้ที่จะรอคอยและอดทน อีกทั้งห้ามไม่ให้เกิดความผิดพลาดโดยการล่วงรู้สิ่งเหล่านี้ให้ชัดเจนและถูกต้องแม่นยำ สิ่งเหล่านี้ล้วนสามารถสัมฤทธิ์ได้โดยการแสวงหาความจริง เมื่อเจ้าเรียนรู้ที่จะแสวงหาความจริงในทุกสรรพสิ่ง เจ้าจะค้นพบว่าไม่มีอะไรเรียบง่าย ค้นพบว่าหากเจ้าไม่เอาใจใส่และไม่พยายาม เจ้าก็จะทำสิ่งต่างๆ ไปอย่างแย่ๆ หลังการฝึกฝนเช่นนี้สักระยะ เจ้าก็จะเป็นผู้ใหญ่และเจนจัดประสบการณ์มากขึ้นเมื่อสิ่งทั้งหลายเกิดแก่เจ้า ท่าทีของเจ้าจะอ่อนลงและเป็นกลางมากขึ้น และแทนการหุนหันพลันแล่น เสี่ยงอันตราย และแก่งแย่งแข่งขัน เจ้าก็จะมีความสามารถที่จะแสวงหาความจริง ปฏิบัติความจริง และนบนอบต่อพระเจ้า เช่นนั้น ปัญหาของการเผยให้เห็นอุปนิสัยอันเสื่อมทรามก็จะได้รับการแก้ไข ดังนั้น นั่นจะง่ายสำหรับเจ้าที่จะนบนอบ นั่นไม่ลำบากยากเย็นอะไรนักเลยจริงๆ ตอนแรกเริ่มอาจจะยากลำบากนิดหน่อย แต่เจ้าสามารถอดทน รอคอยและหมั่นแสวงหาความจริงจนกว่าเจ้าจะแก้ไขปัญหานั้น หากเจ้าต้องการตัดสินใจด้วยตัวเองเสมอยามสิ่งทั้งหลายเกิดแก่เจ้า และเจ้ากำลังนำเสนอความชอบด้วยเหตุผลตลอดเวลา และเจ้าก็ยืนกรานในแนวคิดของตน นี่จะกลายเป็นสร้างความเดือดร้อนทีเดียว นี่เป็นเพราะสิ่งทั้งหลายที่เจ้ากำลังยืนกรานอยู่นั้นไม่เป็นบวกและล้วนเป็นสิ่งที่อยู่ภายในอุปนิสัยอันเสื่อมทราม สิ่งเหล่านั้นทั้งหมดคือการเผยออกมาของอุปนิสัยอันเสื่อมทราม และในรูปการณ์แวดล้อมเช่นนั้น แม้เจ้าอาจปรารถนาที่จะแสวงหาความจริง เจ้าก็จะไม่สามารถปฏิบัติความจริงได้ และแม้เจ้าอาจปรารถนาที่จะอธิษฐานต่อพระเจ้า เจ้าก็จะแค่กำลังทำท่าพอเป็นพิธี หากใครบางคนสามัคคีธรรมกับเจ้าเกี่ยวกับความจริงและเปิดโปงสิ่งปลอมปนทั้งหลายในเจตนาของเจ้า เจ้าจะเลือกอย่างไรเล่า? เจ้าจะสามารถนบนอบความจริงได้โดยง่ายหรือไม่? นั่นคงหนักหนาสาหัสมากสำหรับเจ้าที่จะนบนอบ ณ เวลาเช่นนั้น และเจ้าก็คงไม่สามารถนบนอบได้ เจ้าคงกบฏและพยายามที่จะเสนอความชอบด้วยเหตุผล เจ้าคงพูดว่า “การตัดสินใจต่างๆ ของฉันเป็นไปเพื่อเห็นแก่พระนิเวศพระเจ้า การตัดสินใจเหล่านั้นไม่ผิด ทำไมคุณยังขอให้ฉันนบนอบอยู่อีก?” เจ้าเห็นหรือไม่ว่าเจ้าจะไม่สามารถนบนอบได้อย่างไร? และนอกจากนั้น เจ้าก็คงขัดขืนด้วย นี่เป็นการจงใจกระทำผิด! นี่ไม่สร้างความเดือดร้อนถึงขีดสุดหรอกหรือ? เมื่อใครบางคนสามัคคีธรรมกับเจ้าเกี่ยวกับความจริง หากเจ้าไม่สามารถที่จะยอมรับความจริงและคงถึงกับกระทำผิดทั้งที่รู้ กบฏและขัดขืนต่อพระเจ้า เช่นนั้นปัญหาของเจ้าก็เป็นปัญหาที่ร้ายแรง เจ้าอยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกพระเจ้าเผยออกมาและกำจัดออก

บทเรียนของการนบนอบพระเจ้านั้นลุ่มลึกจริงๆ นั่นดูลำบากยากเย็นจริงๆ ตอนที่เจ้าเริ่มต้นเข้าสู่การนั้น แต่หลังได้รับประสบการณ์กับการนั้นสักระยะหนึ่ง นั่นก็ไม่ให้ความรู้สึกลำบากยากเย็นอะไรนัก การปฏิบัติการนบนอบพึงต้องมีการยึดติดอยู่กับหลักธรรม และหากเจ้าล้มเหลวหลายครั้งไม่น้อยโดยไม่มีการค้นหาหลักธรรม เช่นนั้นนั่นก็หมายความว่าเจ้าไม่ได้เรียนรู้บทเรียนนั้น และการนบนอบก็ยังคงเป็นบทเรียนที่ลำบากยากเย็นมากสำหรับเจ้าที่จะเรียนรู้ เหตุใดเล่าจึงลำบากยากเย็น? เพราะมีความลำบากยากเย็นอยู่มากมายภายในเหล่ามนุษย์ที่เสื่อมทราม ผู้คนมีมโนคติอันหลงผิด ความคิดเพ้อฝัน ตลอดจนอุปนิสัยอันเสื่อมทรามสารพัด หนำซ้ำพวกเขาก็ยังมีความรู้และต้นทุนอยู่บ้างอีกด้วย หากพวกเขามีวุฒิการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยและมีคุณวุฒิสูง หากพวกเขามีเงินและมีสถานะในสังคมและแสดงให้เห็นความเหนือกว่าในแง่มุมทุกประเภท เช่นนั้นนั่นก็คือปัญหา ผู้คนเช่นนั้นจะไม่มีแววที่จะยอมรับความจริง การมีความรู้มากเกินไปนั้นจะสร้างปัญหา เนื่องจากผู้คนปฏิบัติต่อความรู้ราวกับเป็นความจริงเสียเอง ดังนั้นการจับใจความและการยอมรับความจริงจึงกลายเป็นยากเย็นเข็ญใจเกินไป หากเจ้าไม่เข้าใจความจริงและเจ้าไม่มีความเป็นมนุษย์หรือเหตุผล เช่นนั้นเจ้าก็เหมือนเม่นตัวหนึ่ง เม่นเป็นสัตว์ที่น่าเกรงกลัวที่ไม่มีใครสามารถรบกวนหรือทำให้รำคาญ ผู้คนเสื่อมทรามเป็นแบบนี้—พวกเขาจะไม่ยอมรับความจริงโดยสิ้นเชิงและไม่นบนอบต่อพระเจ้าเอาเสียเลย หัวใจของพวกเขาเต็มไปด้วยความชั่ว และพวกเขาดำรงชีวิตอยู่โดยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขาโดยทั้งหมดทั้งสิ้น ผลลัพธ์ก็คือทุกๆ ประเด็นปัญหาที่ผู้คนเผชิญนำเสนอความท้าทายมากมายให้พวกเขา และพวกเขาก็กลายเป็นเต็มไปด้วยมโนคติหลงผิดและความคิดเพ้อฝัน อีกทั้งโอหังและคิดว่าตนเองถูก เมื่อพวกเขาถูกตัดแต่ง หรือเมื่อพวกเขาเผชิญสิ่งกีดขวางในบางสิ่งที่พวกเขาทำ พวกเขาก็สร้างข้อแก้ตัว เข้าใจสิ่งต่างๆ ผิด กลายเป็นคิดลบและพร่ำบ่น พวกเขาได้รับผลกระทบและถูกทำให้หลงผิดจากเรื่องเล่าและการโต้แย้งที่ไร้สาระทั้งหลาย เหล่านี้คือความลำบากยากเย็น หากผู้คนสามารถแก้ไขความยากลำบากเหล่านี้ พวกเขาก็จะสามารถยอมรับความจริงและนำความจริงมาปฏิบัติได้ และการนบนอบต่อพระเจ้าก็จะง่ายดาย นั่นคือเหตุผลว่า คนเราต้องยอมรับความจริงและปฏิบัติความจริงเป็นอันดับแรกเสียก่อน เพื่อที่จะสัมฤทธิ์การนบนอบต่อพระเจ้า และคนเราก็ต้องนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า นั่นคืออุปสรรคขวางกั้นแรก แล้วการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้าประกอบด้วยสิ่งใดเล่า? นั่นประกอบด้วยผู้คน เหตุการณ์และสิ่งทั้งหลายที่พระเจ้าทรงทำให้เกิดรอบตัวเจ้า บางคราว ผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งเหล่านี้จะตัดแต่งเจ้า บางคราวสิ่งเหล่านั้นจะทดลองเจ้า หรือทดสอบเจ้า หรือก่อกวนเจ้า หรือทำให้เจ้าคิดลบ—แต่ตราบที่เจ้าสามารถแสวงหาความจริงที่จะแก้ไขปัญหาทั้งหลายได้ เจ้าก็จะสามารถเรียนรู้บางสิ่ง ได้รับวุฒิภาวะ และมีความแข็งแกร่งที่จะต้านทาน การนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้าเป็นบทเรียนที่พื้นฐานที่สุดในการนบนอบพระเจ้า การจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้าประกอบไปด้วยผู้คน เหตุการณ์ สิ่งทั้งหลายและสถานการณ์อันหลากหลายที่พระเจ้าทรงทำให้เกิดรอบตัวเจ้า ดังนั้นเจ้าควรมีปฏิกิริยาอย่างไรเมื่อเผชิญสถานการณ์เหล่านี้? สิ่งที่เป็นพื้นฐานที่สุดคือการยอมรับจากพระเจ้า “ยอมรับจากพระเจ้า” หมายถึงอะไร? การพร่ำบ่นและการขัดขืน—นี่ใช่การยอมรับจากพระเจ้าหรือไม่? มองหาเหตุผลและสร้างข้อแก้ตัว—นี่ใช่การยอมรับจากพระเจ้าหรือไม่? ไม่ ดังนั้นเจ้าควรปฏิบัติการยอมรับจากพระเจ้าอย่างไร? เมื่อบางสิ่งเกิดขึ้นกับเจ้า ก่อนอื่นจงสงบใจลง แสวงหาความจริง และปฏิบัติการนบนอบ จงอย่าพูดโพล่งข้อแก้ตัวหรือคำอธิบายทั้งหลาย จงอย่าพยายามวิเคราะห์หรือคาดเดาเกี่ยวกับการที่ใครผิดใครถูก และจงอย่าวิเคราะห์ว่าข้อผิดพลาดของใครร้ายแรงมากกว่า และของใครน้อยกว่า การวิเคราะห์สิ่งเหล่านี้อยู่เสมอเป็นท่าทีของการยอมรับจากพระเจ้าหรือไม่? นี่ใช่ท่าทีของการนบนอบต่อพระเจ้าหรือไม่? นี่ไม่ใช่ท่าทีของการนบนอบต่อพระเจ้า หรือของการยอมรับจากพระเจ้า หรือของการยอมรับการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า การยอมรับจากพระเจ้าเป็นส่วนหนึ่งของหลักธรรมสำหรับการปฏิบัติการนบนอบต่อพระเจ้า หากเจ้ามั่นใจว่าทุกสิ่งที่เกิดแก่เจ้านั้นอยู่ภายในพระอธิปไตยของพระเจ้า ที่สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นเพราะการจัดการเตรียมการและน้ำพระทัยอันดีงามของพระเจ้า เช่นนั้นเจ้าก็สามารถยอมรับสิ่งเหล่านั้นจากพระเจ้า เริ่มจากการที่ไม่วิเคราะห์ถูกและผิด ไม่สร้างข้อแก้ตัวให้ตัวเอง ไม่จับผิดผู้อื่น ไม่คิดเล็กคิดน้อย ไม่แยกแยะหยุมหยิมในสาเหตุซึ่งเป็นข้อเท็จจริงของสิ่งที่เกิดขึ้น และไม่ใช้จิตใจมนุษย์วิเคราะห์และตรวจสอบสิ่งทั้งหลาย เหล่านี้คือรายละเอียดของสิ่งที่เจ้าต้องทำเพื่อที่จะยอมรับจากพระเจ้า และหนทางที่จะปฏิบัติการนี้ก็คือการเริ่มด้วยการนบนอบ ต่อให้เจ้ามีมโนคติอันหลงผิดหรือหากสิ่งทั้งหลายไม่ชัดเจนต่อเจ้าก็นบนอบ จงอย่าเริ่มด้วยข้อแก้ตัวหรือความเป็นกบฏ และหลังการนบนอบ จงแสวงหาความจริง อธิษฐานต่อพระเจ้า และแสวงหาจากพระองค์ เจ้าควรอธิษฐานอย่างไรหรือ? จงพูดว่า “ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงจัดวางเรียบเรียงสถานการณ์นี้จากน้ำพระทัยดีของพระองค์เพื่อข้าพระองค์” นั่นหมายความว่าอย่างไรเมื่อเจ้าพูดแบบนี้? นั่นหมายความว่าเจ้ามีท่าทีของการยอมรับแล้วในหัวใจของเจ้าและมีการยอมรับรู้ว่า พระเจ้าทรงจัดวางเรียบเรียงสถานการณ์นั้นเพื่อเจ้า จงพูดว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ไม่รู้วิธีที่จะปฏิบัติในสถานการณ์ที่ข้าพระองค์เผชิญหน้าในวันนี้ ข้าพระองค์ขอให้พระองค์ทรงให้ความรู้แจ้งและทรงนำข้าพระองค์ และทำให้ข้าพระองค์เข้าใจเจตนารมณ์ของพระองค์ เพื่อให้ข้าพระองค์สามารถปฏิบัติตามน้ำพระทัยได้ อีกทั้งไม่เป็นกบฏและไม่ขัดขืน และไม่พึ่งพาเจตจำนงของข้าพระองค์เอง ข้าพระองค์เต็มใจที่จะปฏิบัติความจริง และปฏิบัติตนไปตามหลักธรรม” เมื่อได้อธิษฐานแล้ว เจ้าจะรู้สึกมีสันติสุขในหัวใจ และเจ้าก็จะปล่อยมือจากข้อแก้ตัวของเจ้าไปเอง นี่ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงในกรอบความคิดของเจ้าหรอกหรือ? นี่กรุยทางสำหรับเจ้าในการแสวงหาและปฏิบัติความจริง และปัญหาเดียวที่ยังอยู่ในตอนนี้ก็คือ เจ้าควรปฏิบัติความจริงอย่างไรเมื่อเจ้าได้เข้าใจความจริงแล้ว หากเจ้าเปิดเผยความเป็นกบฏอีกเมื่อถึงเวลาที่เจ้าจะปฏิบัติความจริง เจ้าก็ต้องอธิษฐานต่อพระเจ้าอีก ครั้นความเป็นกบฏของเจ้าได้รับการแก้ไขแล้ว ก็จะง่ายสำหรับเจ้าไปเองในการที่จะปฏิบัติความจริง เมื่อปัญหาผุดขึ้นมา เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะสงบนิ่งเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและแสวงหาความจริง หากเจ้าถูกสิ่งภายนอกขัดขวางอยู่เป็นนิจ หากสภาวะของเจ้าผิดพลาดเสมอ อะไรคือสาเหตุของการนั้นเล่า? นั่นเป็นเพราะเจ้าไม่เข้าใจความจริงและเพราะอุปนิสัยอันเสื่อมทรามนั้นมีอำนาจควบคุมอยู่ภายในตัวเจ้า—เจ้าช่วยตัวเองไม่ได้ ณ เวลาเช่นนี้ เจ้าจำเป็นต้องทบทวนตัวเองและค้นหาปัญหาในตัวเจ้า มองหาพระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้องและมองดูสิ่งที่พระวจนะเปิดโปงออกมา จากนั้นก็ฟังคำเทศนาและการสามัคคีธรรม หรือบทเพลงสรรเสริญแห่งพระวจนะของพระเจ้า มองดูสภาวะของตัวเจ้าเองในความสว่างของพระวจนะเหล่านี้ นี่คือวิธีที่เจ้าสามารถมองเห็นว่ามีปัญหาอะไรอยู่ในตัวเจ้า และการได้รับความชัดเจนของปัญหาเหล่านี้จะทำให้ปัญหาเหล่านี้รับมือได้ง่ายมากขึ้น ประเด็นปัญหาใดก็ตามที่ผู้อื่นมีที่เป็นเหตุให้เจ้าเดือดร้อน จงอย่าไปใส่ใจ จงมุ่งเน้นที่การทบทวนตนเอง จงอย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ โดยกล่าวอ้างว่าพระเจ้ากำลังทรงทดสอบเจ้า นี่ไม่เกี่ยวอะไรกับพระเจ้าเลย มนุษย์ที่เสื่อมทรามนั้นขาดการรู้จักตัวเองอย่างสิ้นเชิง และมีทักษะที่สุดในการเสริมแต่งตนเอง จงอย่ากลายเป็นอ่อนไหวเกินไป หากเจ้ากำหนดพิจารณาว่า นี่เป็นบททดสอบจากพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จำเป็นต้องทบทวนประเด็นปัญหาของเจ้าเองให้มากขึ้นไปอีก หากเจ้าไม่เอาอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าออกไปให้เกลี้ยงเกลา มันก็คอยหลอกเจ้าเป็นไอ้โง่ แล้วการแก้ไขคืออะไรเล่า? เจ้าจำเป็นต้องอธิษฐาน “พระเจ้า ข้าพระองค์เอาแต่ใจและโอหังนัก! ข้าพระองค์คิดอยู่เสมอเกี่ยวกับการหาเลี้ยงเนื้อหนัง ข้าพระองค์เป็นกบฏมากเกินไป! ได้โปรดบ่มวินัยข้าพระองค์” หลังการอธิษฐานของเจ้า เจ้าจะรู้สึกวิตกเล็กน้อย “ถ้าพระเจ้าบ่มวินัยฉันจริงๆ จะเป็นยังไง? ไม่นะ ฉันจำเป็นต้องอธิษฐานและตั้งปณิธานแน่วแน่ ไม่ว่าพระเจ้าทรงบ่มวินัยฉันอย่างไร ต่อให้พระองค์ทรงทำให้ฉันป่วยหรือตาย ฉันก็จะยังคงนบนอบพระองค์” ครั้งเจ้าจบคำอธิษฐานนี้ ภายในเจ้าจะเริ่มเข้มแข็ง สภาวะของเจ้าจะต่างไป เจ้าจะรู้สึกอย่างไรหรือ? เจ้าก็จะคิดว่า “หลังเป็นผู้เชื่อมาทั้งหมดหลายปี นี่เป็นครั้งแรกของฉันที่ได้รับประสบการณ์กับบททดสอบจากพระเจ้า พระหัตถ์ของพระองค์ได้มาอยู่บนตัวฉันและฉันรู้สึกว่าพระองค์ทรงอยู่ใกล้ชิดฉันมาก พระเจ้ากำลังทรงนำทางฉันด้วยพระองค์เอง จัดการเตรียมบททดสอบประเภทนี้เพื่อที่จะฝึกฝนฉัน ชำระฉันให้บริสุทธิ์ด้วยพระองค์เอง เปิดโอกาสให้ฉันได้เรียนรู้บทเรียน และได้รับความจริงจากบทเรียนนั้น พระเจ้าทรงรักฉันมากเหลือเกิน!” นี่ไม่ใช่ความรู้แจ้งและความกระจ่างของพระเจ้าหรอกหรือ? ณ จุดนี้ เจ้ามีวุฒิภาวะอยู่บ้างมิใช่หรือ? (ใช่) นี่เป็นความเข้าใจที่มีเหตุผลตามความเป็นจริง เจ้าอาจจะฉงนฉงายในตัวเองว่า “ในเมื่อพระเจ้ากำลังทรงทดสอบฉัน ฉันควรมีท่าทีอะไรเล่า? ฉันควรทำอะไรให้พระเจ้าพึงพอพระทัย?” เมื่อเจ้าคิดในหนทางนี้และเมื่อเจ้าแสวงหาในหนทางนี้ เจ้าก็จะสัมฤทธิ์การนบนอบในไม่ช้า เจ้าจะเลิกทะเลาะกับตัวเองว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิด และจะคิดในใจว่า “หากฉันไม่นบนอบ แต่คอยโต้แย้งเสมอ หากฉันมองหาเหตุผลในผู้คนอื่นหรือในรูปการณ์แวดล้อมตามข้อเท็จจริงเสมอ คอยหาข้อแก้ตัวและวิเคราะห์ถูกผิด เช่นนั้นฉันก็ไม่ใช่มนุษย์ด้วยซ้ำ ฉันเป็นสัตว์เดรัจฉาน เทียบกับสุกรยังไม่ได้ด้วยซ้ำ!” จากนั้นเจ้าก็จะรู้สึกผิดและว้าวุ่นใจ เจ้าจะคิดว่า “ฉันจำเป็นต้องนบนอบต่อพระเจ้าเดี๋ยวนี้เลย พระเจ้าทรงอยู่ข้างฉัน และนี่คือวิธีที่พระองค์กำลังทรงนำฉัน เห็นพูดกันบ่อยว่า น้ำพระทัยดีของพระเจ้าเป็นอย่างนี้—ฉันได้ลิ้มรสชาติแล้ววันนี้เอง เจตนารมณ์ของพระเจ้าก็คือการที่ฉันควรเรียนรู้บทเรียน การที่ฉันควรเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่การที่ฉันควรติดอยู่ระหว่างคำว่าถูกผิด นี่คือความรักของพระเจ้าสำหรับฉัน คือการพิพากษาและการตีสอนของพระองค์ เสบียงอาหารและการทรงนำของพระองค์ พระเจ้าทรงรักฉันมากเหลือเกิน และความรักของพระองค์นั้นแท้จริง!” เจ้าจะได้รับการขับเคลื่อนภายในหัวใจเจ้า เหตุใดเจ้าจะได้รับการขับเคลื่อน? เพราะตอนนี้เจ้าเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า เจ้าได้รับประสบการณ์กับความรักของพระเจ้าเป็นการส่วนตัว เจ้ามีประสบการณ์จากการแสวงหาความจริงอย่างต่อเนื่องตลอดเวลาปัจจุบัน ผู้คนยังคงสามารถกบฏต่อพระเจ้าในขณะที่รับประสบการณ์นี้ใด้หรือไม่? ได้ ยังคงมีการเป็นกบฏได้ เนื่องจากผู้คนมีอุปนิสัยเสื่อมทราม และความคิดเสื่อมทรามไร้สาระทุกจำพวกกำลังปะทุออกมาเป็นนิจ พวกเขาคิดอยู่ตลอดเวลาว่า “พระเจ้ากำลังทดสอบฉัน ดังนั้นฉันกำลังจะตายหรือนี่? หากพระเจ้ากำลังบ่มวินัยฉันอยู่จริง พระองค์กำลังจะทรงทำให้ฉันป่วยอย่างรุนแรงไหมนี่? ฉันกลัว!” ความเกรงกลัวมาจากไหนหรือ? นั่นมาจากการไม่เชื่อในอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระองค์ จากการไม่ต้องการเปิดโอกาสให้กับการจัดวางเรียบเรียงของพระองค์และกังวลว่า “จะเกิดอะไรขึ้นถ้าฉันตาย? ฉันแค่ไม่รู้จุดยืนของฉัน!” ผู้คนมีความเชื่อในพระเจ้าน้อยเกินไป ในเวลาเช่นนั้น ผู้คนมีความเชื่อมากแค่ไหนหรือ? ศูนย์! หากคนเราปรารถนาที่จะหลบหนีจากพระหัตถ์พระเจ้ามากขนาดนั้น การทรยศพระเจ้าของพวกเขาก็สมบูรณ์ เมื่อสิ่งต่างๆ มาถึงจุดนี้ ผู้คนก็ต้องการที่จะหลบหนี พวกเขาไม่ยอมรับต่อสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นแต่โดยดี แล้วจะทำอะไรได้เล่า? เจ้าไม่สามารถกล่าวแค่ว่า “ฉันไม่อาจนบนอบได้ ฉันรู้สึกได้รับการดลใจยังไงไม่รู้ ฉันสามารถรู้สึกถึงพระคุณของพระเจ้า และพระเจ้าได้ทรงดูแลฉัน นั่นมากพอและฉันก็พอใจ” แต่นั่นไม่พอ เจ้าจำเป็นต้องเดินหน้าต่อไป เจ้าจำเป็นต้องแสวงหาต่อไป จงคิดว่า “โยบได้ความเชื่อของเขามาอย่างไร? เขามีความสามารถที่จะนบนอบมากน้อยเพียงใดหรือ? ทำไมฉันจึงหวาดกลัวเหลือเกิน? ความเกรงกลัวของฉันมาจากไหน? นั่นเป็นเพราะฉันมีความเชื่อในพระเจ้าน้อยเกินไป ฉันไม่เชื่อว่าฉันมีความสุขที่สุดและปลอดภัยที่สุดในพระหัตถ์พระเจ้า ว่าพระเจ้าเป็นที่ลี้ภัยของฉัน ฉันไม่เชื่อสิ่งเหล่านี้ ฉันเป็นบุคคลที่เลว หลอกลวง! ฉันได้ระลึกว่า นี่คือการที่พระเจ้าทดสอบฉัน และบททดสอบไม่ใช่หมายความว่าชีวิตของฉันต้องถูกพรากไป พระองค์ไม่ได้กำลังทรงเห็นฉันเป็นของเล่นและก็ไม่ได้กำลังทรงตั้งใจเปิดเผยฉันเช่นกัน นั่นก็แค่บททดสอบซึ่งหมายจะชำระอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของฉันให้สะอาด ฉันยังคงไม่สามารถที่จะมีความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้า ที่จะวางใจในพระเจ้าอย่างเต็มที่ และวางตัวฉันในพระหัตถ์พระองค์ ฉันเลวนัก และมีความผิดในสิ่งที่น่าสยองขวัญที่สุด! ฉันไม่สมควรที่จะได้รับความคำนึงถึงเช่นนี้จากพระเจ้า ฉันไม่สมควรที่จะได้รับการดูแลของพระเจ้า” เจ้าทำสิ่งใดได้หลังจากนั้น? เจ้าจำเป็นต้องอธิษฐานและแสวงหาความจริงจากพระเจ้า ตัดแต่งความเป็นกบฏของเจ้าและสิ่งจูงใจของเจ้า เจ้าเข้าใจความจริงจนถึงระดับนี้ แต่เจ้ายังคงไม่มีความมั่นใจในพระเจ้า หรือกล้าที่จะวางตัวเองไว้ในพระหัตถ์พระองค์ นี่คืออะไร? นี่คือการทรยศ เพราะความหลอกลวงของเจ้า ความโอหังของเจ้า ความสงสัยของเจ้า และความเลวของเจ้า เจ้าขาดความวางใจพระเจ้า ความเกรงกลัวมาจากตรงนี้นี่เอง อะไรคือความหมายของความเกรงกลัว? นั่นคือการขาดความเชื่อในพระเจ้า นั่นคือการกังวลอยู่เสมอว่า “หากฉันนบนอบการทรงนำของพระเจ้า พระองค์จะส่งมอบฉันให้ซาตานและปล่อยให้ฉันตายหรือไม่?” นี่เป็นความคิดจำพวกใด? นี่ไม่ไร้เหตุผลหรอกหรือ? เหตุใดบางคนจึงคิดแบบนั้นกับพระเจ้า? เมื่อปราศจากความจริง ผู้คนก็ไม่สามารถมองสิ่งใดได้ชัดเจน แต่ก็เข้าใจพระเจ้าผิดและคาดเดาเกี่ยวกับพระองค์เสมอ การแก้ไขปัญหานี้พึงต้องให้ใครบางคนเข้าใจความจริง เพียงโดยการเข้าใจความจริงเท่านั้น ผู้คนจึงสามารถพูดจาด้วยเหตุผล ด้วยหนทางที่มนุษย์ควรพูด แม้จะมีข้อเท็จจริงที้ว่าเจ้าได้รู้สึกถึงการดูแลและการคุ้มครองของพระเจ้า ข้อเท็จจริงที่ว่าเจ้าได้ชื่นชมความรู้สึกแห่งสันติสุขกับความชื่นบานที่พระเจ้าประทานให้ และข้อเท็จจริงที่เจ้ารู้สึกมั่นคงปลอดภัยมาก แต่เจ้าก็ยังคงอิดออดไม่เต็มใจที่จะวางตัวเจ้าไว้ในพระหัตถ์พระเจ้า เจ้ายังคงกลัว นี่ไม่ใช่ความเป็นกบฏหรอกหรือ? อะไรคือสิ่งปลอมปนในการเป็นกบฏนี้? อะไรหรือที่ควบคุมการนี้? ความหลอกลวงและความโอหัง นี่เป็นธรรมชาติเยี่ยงปีศาจอย่างแท้จริงมิใช่หรือ? หากใครบางคนมีธรรมชาติเยี่ยงปีศาจ พวกเขาก็มีอุปนิสัยเยี่ยงซาตาน ประเด็นปัญหานี้สามารถถูกแก้ไขได้อย่างไร? การทำดังนั้นพึงต้องให้ผู้คนแสวงหาความจริง หากผู้คนไม่รักความจริง หากพวกเขาไม่แสวงหาความจริงไม่ว่าพวกเขาเผยความเสื่อมทรามออกมามากเพียงใด อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขาก็ไม่มีวันสามารถได้รับการแก้ไข บุคคลประเภทนั้นจะไม่สัมฤทธิ์ความรอดโดยง่าย

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

ติดต่อเราผ่าน Messenger