พระวจนะว่าด้วยการรับใช้พระเจ้า (บทตัดตอน 74)
มีผู้นำและคนทำงานที่ไม่สามัคคีธรรมความจริงตามพระวจนะของพระเจ้าในงานของตน พวกเขาไม่สามารถเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ด้วยตนเองได้อย่างถ่องแท้ และมักกล่าวว่า “ฉันอยากให้ทุกคนแสดงความคิดเห็น เอาล่ะทุกคน พูดตามที่คิดเลย” นี่อาจฟังดูถูกต้องและค่อนข้างเป็นประชาธิปไตย เปิดโอกาสให้ทุกคนแสดงจุดยืนและลงมติในท้ายที่สุด เมื่อผู้คนไม่เข้าใจความจริง การปฏิบัติเช่นนี้ย่อมเป็นที่ยอมรับในฐานะทางเลือกสุดท้าย แต่ก็ไม่ได้รับรองว่าบทสรุปที่ได้นั้นจะสอดคล้องกับความจริง ในเมื่อไม่มีใครเข้าใจความจริง และความคิดเห็นของทุกคนก็มีข้อบกพร่อง ต่อให้พวกเขาชุมนุมกัน พวกเขาก็ไม่สามารถได้ข้อสรุปที่สอดคล้องกับความจริงอยู่ดี เป็นเช่นนั้นมิใช่หรือ? ถ้ามีคนที่เข้าใจความจริงเข้าร่วมด้วยก็จะยิ่งดีมาก เรื่องราวย่อมจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม การมีคนที่เข้าใจความจริงคอยคุมการชุมนุมเป็นเรื่องสำคัญมาก คนคนนี้ควรนำทุกคนแสวงหาความจริงตามพระวจนะของพระเจ้า เมื่อทำเช่นนี้ บทสรุปที่พวกเขาได้ก็จะสอดคล้องกับความจริง นี่คือแนวทางที่ดีที่สุด จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องมีคนที่เข้าใจความจริงคอยคุม คอยกำกับดูแล และนำทุกคนสามัคคีธรรมความจริงตามพระวจนะของพระเจ้า เพื่อให้มีเอกภาพและเห็นพ้องต้องกันในเรื่องของความจริงในท้ายที่สุด นี่เท่านั้นคือเส้นทางปฏิบัติที่ถูกต้อง แล้วควรมองหลักประชาธิปไตยกันอย่างไร? ท่ามกลางมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามในปัจจุบัน ประชาธิปไตยคือระบบสังคมที่ค่อนข้างเจริญก้าวหน้า นอกจากนี้ยังนำสมัย เป็นที่นิยม และเป็นที่ชื่นชอบของคนส่วนใหญ่ แม้ระบบนี้จะค่อนข้างเจริญและก้าวหน้า แต่จะมีระบบใดหรือไม่ที่สามารถแก้ปัญหาเรื่องบาปของมนุษย์ได้ ไม่ว่าตัวระบบจะยอดเยี่ยมเพียงใดก็ตาม? จะมีระบบใดสามารถเปลี่ยนแปลงแก่นแท้ของความชั่วและความมืดมนในสังคมได้หรือไม่? นี่เป็นสิ่งที่มิอาจสัมฤทธิ์ได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงในระบอบเผด็จการ ในหมู่เจ้าหน้าที่ของประเทศที่เป็นประชาธิปไตยก็มีการรับสินบนและประพฤติมิชอบอยู่มากมายเช่นกันมิใช่หรือ? สิ่งที่เกิดขึ้นในระบอบนี้จึงไม่มีอะไรสอดคล้องกับความจริงเพราะมวลมนุษย์ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างยิ่งยวด ไร้ซึ่งความจริงใดๆ มนุษย์ใช้ชีวิตตามอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตน กบฏต่อพระเจ้าและต้านทานพระองค์ จึงเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะปฏิบัติความจริง แม้กระทั่งผู้นำชาติต่างๆ ที่ครองอำนาจอยู่ รวมทั้งบุคคลที่มีชื่อเสียงทั้งหลาย แม้จะมีความรู้ แต่ทุกคนก็ใช้ชีวิตตามอุปนิสัยของซาตานเช่นกัน พวกเขาไม่มีแม้แต่ร่องรอยของความจริง และสามารถกระทำการมากมายที่ต้านทานและกบฏต่อพระเจ้า พวกเขาถึงขนาดสามารถทำความชั่วและการกระทำที่ไร้สาระบางอย่างได้ ไม่ว่าพวกเขาจะมีความเชื่อหรือไม่ ก็ไม่มีพวกเขาสักคนที่สามารถยอมรับความจริงหรือติดตามพระเจ้าได้อย่างแท้จริง ไม่มีพวกเขาสักคนที่นบนอบหรือนมัสการพระเจ้า พวกเขาไม่เคยกล่าวอะไรที่ยกชูหรือเป็นพยานให้พระเจ้าเลย วาจาที่พวกเขากล่าวออกมาล้วนไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า ปฏิเสธและต้านทานพระเจ้าด้วยกันทั้งสิ้น ทุกคำพูดเป็นเหตุผลวิบัตินอกรีต เป็นคำพูดที่ท้าทายฟ้าสวรรค์ทั้งสิ้น และมีแต่วาจาฝ่ายมาร เพราะฉะนั้น ไม่ว่ามนุษย์จะใช้ระบอบใดมาปกครองชนชาติของตน พวกเขาก็จะไม่นบนอบพระเจ้า ไม่นมัสการพระองค์ ไม่ยอมรับความจริงที่พระองค์ทรงแสดง หรือปกครองชนชาติของตนตามพระวจนะของพระองค์และความจริง พวกเขาสนับสนุนการปกครองที่ยึดหลักกฎหมายและวิทยาศาสตร์ นี่แสดงให้เห็นว่าเส้นทางที่พวกเขาเดินอยู่คือเส้นทางของการต้านทานและกบฏต่อพระเจ้า ชนชาติเยี่ยงนี้ย่อมไม่ได้รับพรจากพระเจ้า ชนชาติใดที่มีกษัตริย์ปีศาจปกครองย่อมต้านทานพระเจ้ามากที่สุดและย่อมถูกพระองค์สาปแช่ง เหล่านี้คือชนชาติที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้แล้วว่าต้องถูกทำลายล้าง ดังนั้น การที่ประเทศหนึ่งๆ จะถูกพระเจ้ารังเกียจเดียดฉันท์และทำลายล้างหรือไม่จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าประเทศนั้นเป็นประชาธิปไตยหรือไม่เป็นสำคัญ ปัจจัยสำคัญคือการดูว่ากลุ่มอำนาจในชนชาตินั้นประกอบด้วยผู้คนแบบใด ถ้าทุกคนที่ครองอำนาจเป็นคนจำพวกมาร จำพวกซาตาน ถ้าพวกเขาคือกลุ่มปีศาจที่ต้านทานพระเจ้ากันทุกคน เช่นนั้นแล้วประเทศนั้นก็คือประเทศที่พระองค์ทรงเกลียดชังและสาปแช่ง และย่อมจะถูกพระองค์ทำลายล้าง
ถ้าผู้นำและคนทำงานของคริสตจักรไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงและไม่ดำเนินงานของตนตามหลักธรรม ผลที่ตามมาจะเป็นเช่นไร? แน่นอนว่าพวกเขาย่อมจะไม่ได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้า ผู้นำและคนทำงานบางคนคิดไปว่า “ไม่ว่าฉันจะมีความจริงหรือไม่ ถ้าฉันปฏิบัติตามหลักประชาธิปไตยในทุกเรื่องและไม่ทำตัวเผด็จการ ก็จะแน่ใจได้ว่าตัวเองไม่ทำความชั่ว แบบนี้ฉันก็จะไม่ถูกพระเจ้ากำจัดออกไป ถ้าฉันทำงานของตนเองให้ดี พระเจ้าก็จะทรงเห็นชอบในตัวฉัน” คำกล่าวนี้ถูกต้องหรือไม่? พวกเจ้าใช้วิจารณญาณแยกแยะสิ่งที่พวกเขาพูดอยู่นี้ได้หรือไม่? การละเว้นจากการทำตัวเผด็จการพิสูจน์ให้เห็นหรือว่าผู้คนเหล่านี้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระเจ้า? การปฏิบัติตามหลักประชาธิปไตยพิสูจน์ให้เห็นหรือว่าพวกเขากระทำการตามหลักธรรม? แม้วิธีคิดเช่นนี้จะดูมีเหตุผล แต่ที่จริงแล้วผิด สำหรับผู้นำและคนทำงานที่ไม่แสวงหาความจริง ไม่ว่าพวกเขาจะปฏิบัติตัวเช่นไรก็ย่อมจะก้าวออกนอกทางและผิดพลาดเสมอ มีแต่การเดินไปตามเส้นทางที่ไล่ตามเสาะหาความจริงเท่านั้นที่ถูกต้อง แนวทางที่เหมาะสมมีเพียงการที่ผู้นำและคนทำงานสามารถตั้งหน้าตั้งตาเดินไปบนเส้นทางที่ไล่ตามเสาะหาความจริง และไม่ว่าพวกเขาจะเผชิญสถานการณ์เช่นไรก็สามารถนำทุกคนสามัคคีธรรมความจริงตามพระวจนะของพระเจ้าและค้นพบเส้นทางที่จะปฏิบัติความจริง การที่ผู้นำและคนทำงานใช้แนวทางที่ให้ทุกคนแสดงความเห็นของตนและพูดความรู้สึกนึกคิดของตนออกมานั้นถูกหรือผิด? (ผิด) ผิดตรงไหน? (ไม่มีใครมีความจริง) ถูกต้อง ไม่มีใครมีความจริง เมื่อเป็นเช่นนั้น ไม่ว่าพวกเขาจะสามัคคีธรรมกันอย่างไร ข้อสรุปที่ได้จากการสามัคคีธรรมของพวกเขาจะสอดคล้องกับความจริงได้กระนั้นหรือ? นั่นย่อมเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นคนเราควรทำเช่นไรจึงจะสอดคล้องกับความจริง? (ดูสิ่งที่พระเจ้าตรัสไว้แล้ว คนเราควรมองหาเส้นทางในพระวจนะของพระองค์) คำกล่าวนี้ฟังดูเป็นเช่นไร? นี่ถูกต้องที่สุดแล้ว ผู้นำและคนทำงานควรสามัคคีธรรมความจริงตามพระวจนะของพระเจ้าในทุกเรื่อง และควรแสวงหาเส้นทางในพระวจนะของพระองค์ เมื่อนั้นเท่านั้นจึงจะสามารถได้ข้อสรุปที่ถูกต้อง ส่วนเรื่องที่ว่าทุกคนควรสามัคคีธรรมถึงหลักธรรมความจริงกันอย่างไรและพวกเขาจะพบหลักธรรมที่ถูกต้องหรือไม่ นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าเจ้าสามารถนำทุกคนอ่านพระวจนะของพระเจ้าเพื่อแสวงหาความจริงและแสวงหาหลักธรรมได้ เช่นนั้นแล้วนั่นย่อมแสดงให้เห็นว่าเจ้าคือคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง ถ้าเจ้าเอาแต่ให้ทุกคนสามัคคีธรรมและแสดงความคิดเห็นโดยไม่เอ่ยถึงการค้นหารากฐานในพระวจนะของพระเจ้าหรือการแสวงหาหลักธรรมในพระวจนะของพระองค์เลย เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไม่ใช่คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง เจ้ากำลังพยายามเกลี่ยเรื่องราวให้เบาลงโดยไม่สนใจหลักธรรมต่างหาก ถ้าถึงที่สุดแล้ว เจ้าให้ทุกคนยกมือออกเสียงและถือเอาเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ นี่เป็นไปตามหลักธรรมหรือไม่? เป็นไปได้ว่าบางครั้งอาจจะบังเอิญเป็นไปตามหลักธรรมหรือไม่ออกนอกขอบเขตของหลักธรรม แต่โดยส่วนใหญ่จะไม่เป็นไปตามหลักธรรมเพราะเจ้าไม่แสวงหาหลักธรรม เจ้าเพียงแต่รับฟังความเห็นที่ไม่มีมูลของแต่ละคน ซึ่งคนที่ส่งเสียงโหวกเหวกและดังที่สุดคือผู้ตัดสินชี้ขาด แล้วในที่สุดผู้นำแบบนี้จะเป็นเช่นไร? พวกเขากลายเป็นคนที่ตัดสินใจไม่ได้ กระแสข้างไหนพัดแรงสุดก็ฟังข้างนั้น เหมือนกับตอนที่ผู้นำบางคนบอกให้ยกมือออกเสียงเวลาจะไล่พวกคนชั่วและศัตรูของพระคริสต์ออกไปนั่นเอง ถ้ามีแม้สักคนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วย พวกเขาก็จะไม่ไล่หรือเอาบุคคลดังกล่าวออกไป แม้แต่สิ่งที่เราพูดก็จะไม่มีความสำคัญ นี่คือการกีดกันพระเจ้าออกไปมิใช่หรือ? การที่พวกเขากีดกันพระเจ้า แต่กลับบอกว่าพวกเขากำลังแสวงหาความจริงนั้น ช่างไร้สาระสิ้นดี! เมื่อทุกคนสามัคคีธรรมความจริงและแสวงหาหลักธรรม ผลสุดท้ายจะเป็นเช่นใด? ผลลัพธ์ของการสามัคคีธรรมแบบนี้ย่อมสอดคล้องกับพระวจนะของพระเจ้า ความจริง และหลักธรรม เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระองค์ หลังจากที่สามัคคีธรรมกันมายืดยาว หากมีมติเอกฉันท์ซึ่งเมื่อนำไปดำเนินการแล้ว จะสร้างความเสียหายให้กับผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า และไม่ก่อประโยชน์แก่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร เช่นนั้นแล้วผลลัพธ์ที่เกิดจากมติในครั้งนี้ก็ไม่สอดคล้องกับหลักธรรมความจริง แน่นอนว่านั่นย่อมสวนทางกับพระวจนะของพระเจ้า ข้อนี้ไม่ต้องสงสัยเลย เช่นนั้นแล้ว ผลลัพธ์ที่เกิดจากมตินี้มีแก่นแท้เช่นไร? เป็นคำสอนที่ว่างเปล่าซึ่งฟังดูดี สอดคล้องกับวิถีสังคมทางโลก เป็นที่ชื่นชอบของทุกคน และดีต่อผลประโยชน์ของทุกฝ่าย แต่ไม่สอดคล้องกับหลักธรรมความจริงแห่งพระนิเวศของพระเจ้า ผู้นำบางคนก็เลอะเลือน พวกเขาทั้งไม่ไล่ตามเสาะหาและไม่เข้าใจความจริง พอทุกคนสามัคคีธรรมจบ ผู้นำเหล่านี้ก็เลือกผลลัพธ์ที่ตรงกับความชอบส่วนตน แต่แท้จริงแล้วขัดแย้งกับหลักธรรมความจริง พวกเขาเชื่อว่าสิ่งที่ตนทำอยู่นั้นเป็นธรรมและสมเหตุสมผล สอดคล้องกับความจริงทุกประการ ที่จริงแล้วพวกเขาไม่เข้าใจว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริง พวกเขายิ่งไม่เข้าใจว่าอะไรคือหลักธรรมความจริง พวกเขาหาผลลัพธ์จากสามัคคีธรรมของทุกคนที่ตรงกับความชอบของตน โดยคิดว่า “ดูสิว่าฉันเป็นประชาธิปไตยขนาดไหน ฉันไม่ใช่เผด็จการ ฉันหารือทุกอย่างกับทุกคน และท้ายที่สุดนั่นก็เป็นการตัดสินใจของทุกคน พวกเรายกมือออกเสียงในเรื่องนี้ เป็นมติที่เกิดจากการตัดสินใจของกลุ่ม ไม่ใช่การตัดสินใจของฉันคนเดียว” พวกเขารู้สึกพอใจในตนเองมาก แต่แล้วพวกเขาก็ลงเอยด้วยการหักหลังผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าและความจริงในพระวจนะของพระองค์ เหยียบย่ำข้อกำหนดของพระองค์ ทุกคนพอใจและได้ประโยชน์ แต่พระเจ้าจะพอพระทัยในเรื่องนี้หรือไม่? พระองค์จะทรงเห็นชอบหรือไม่? พระเจ้าจะทรงรู้สึกในพระทัยของพระองค์ว่าอย่างไร? เหล่าผู้นำไม่ใส่ใจเรื่องพวกนี้ พวกเขาเอาแต่ดำเนินงานของคริสตจักรไปในลักษณะนี้ ส่วนเรื่องที่ว่าพวกเขาเป็นผู้นำเทียมเท็จหรือศัตรูของพระคริสต์หรือไม่นั้น ทุกคนควรมีวิจารณญาณแยกแยะในเรื่องนั้น มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นมากมายในคริสตจักรทั่วทุกแห่งใช่หรือไม่? มีไม่น้อยแน่นอน
เพื่อชนะใจผู้คนและเพื่อให้แน่ใจได้ว่าจะได้รับเลือกเป็นผู้นำอีกครั้ง ผู้นำคริสตจักรบางคนจึงปฏิบัติตามหลักประชาธิปไตยในทุกเรื่องที่พวกเขาทำ โดยอ้างว่าตนนั้นไม่ได้เป็นเผด็จการ พวกเขาใช้วิธีนี้ซื้อใจผู้คน แต่ในความเป็นจริงแล้ว พวกเขากำลังทำเช่นนี้เพื่อเสริมสร้างสถานะของตนเองให้มั่นคง นี่คือพฤติกรรมของศัตรูพระคริสต์มิใช่หรือ? (ใช่) มีแต่ศัตรูของพระคริสต์เท่านั้นที่จะกระทำการในลักษณะนี้ พวกเจ้าทำเรื่องเหล่านี้ด้วยหรือไม่? (เป็นบางครั้ง) แล้วพวกเจ้าคิดทบทวนหรือไม่ว่าเจตนาใดที่กำกับการกระทำเหล่านี้อยู่? เรื่องนี้เข้าใจได้หากคนคนนั้นเพิ่งเริ่มฝึกงานของผู้นำและไม่เข้าใจหลักธรรม แต่ถ้าเป็นผู้นำหรือคนทำงานมาแล้วหลายปีและยังคงยืนกรานที่จะทำแบบนี้ เช่นนั้นแล้ว นี่ก็คือการไม่มีหลักธรรม นี่คือการเป็นผู้นำเทียมเท็จ และคนคนนั้นก็ไม่ใช่คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง ถ้าคนคนหนึ่งมีเจตนาและเป้าหมายของตนเอง และยืนยันที่จะทำแบบนี้ พวกเขาก็คือศัตรูของพระคริสต์ พวกเจ้ามองปัญหานี้ว่าอย่างไร? เมื่อเผชิญประเด็นปัญหาแบบนี้ พวกเจ้าปฏิบัติกันอย่างไร? ถ้าพวกเจ้ามีเจตนาและเป้าหมายของตนเอง พวกเจ้าควรแก้ไขอย่างไร? (ข้าพระองค์สังเกตเห็นว่าตัวเองเก็บงำเจตนาบางอย่างเอาไว้กับตน บางครั้งข้าพระองค์ก็กลัวว่าพี่น้องชายหญิงจะบอกว่าข้าพระองค์ไม่เปิดเผยและไม่โปร่งใสในเรื่องการกระทำของข้าพระองค์ที่ตัดสินใจเองโดยไม่บอกพวกเขา พอมีความคิดแบบนี้ ข้าพระองค์ก็จะหารือและแก้ไขเรื่องต่างๆ ร่วมกับพี่น้องชายหญิง ข้าพระองค์จะไม่ตัดสินใจเอาเอง) การปรึกษาผู้อื่นนั้นยอมรับได้ การทำให้แน่ใจว่าทุกคนได้รับแจ้งนั้นเหมาะสมแล้ว นี่คือการยอมให้พี่น้องชายหญิงกำกับดูแลงานของเจ้า ซึ่งช่วยเจ้าในการทำหน้าที่ของตน อย่างไรก็ดี ระหว่างการหารือ เจ้าก็ต้องยึดปฏิบัติตามหลักธรรมความจริงด้วย ถ้าเจ้าเบี่ยงเบนออกจากหลักธรรมความจริง การหารือก็จะออกนอกเรื่องหรือเสียเวลาเปล่า และเจ้าก็จะไม่ได้ข้อสรุปที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้น เมื่อเริ่มหารือกัน ผู้นำและคนทำงานต้องเป็นผู้นำในการอ่านบทตอนที่เกี่ยวข้องในพระวจนะของพระเจ้า เช่นนี้ทุกคนจึงจะสามารถสามัคคีธรรมได้ตามพระวจนะของพระองค์ สามัคคีธรรมแบบนี้จะกำหนดเส้นทางและก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดี เจ้าไม่สามารถเอาแต่ยืนเฉยและปล่อยให้ทุกคนสามัคคีธรรมตามใจชอบได้ ถ้าไม่มีใครมีความคิดเห็นที่หนักแน่นชัดเจน และพวกเขาก็ไม่ได้แสวงหาความจริง เช่นนั้นแล้วไม่ว่าเจ้าจะสามัคคีธรรมนานเพียงใด การสามัคคีธรรมแบบนี้ก็ย่อมไร้ประโยชน์ และจะไม่มีวันสัมฤทธิ์ผลที่ถูกต้อง ดังนั้น ถ้าคริสตจักรขาดผู้นำที่ดี และมีคนที่ไม่เข้าใจความจริงคอยคัดท้าย ถ้ามีแต่กลุ่มคนที่เลอะเลือน ไร้ความคิดเห็นที่หนักแน่นชัดเจน มาสามัคคีธรรมกันอย่างมักง่าย และการสามัคคีธรรมของพวกเขาก็มีแต่เรื่องไร้สาระเท่านั้น การนี้อาจส่งผลกระทบเช่นไร? ควรเรียกสิ่งที่ได้ชื่อว่าประชาธิปไตยนี้ว่าอะไร? ทั้งหมดนี้คือการโต้แย้งอย่างมืดบอด ขาดหลักธรรม และจะไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ถูกต้อง แนวทางประชาธิปไตยแบบนี้ไม่สามารถให้ผลกระทบที่เป็นบวกได้ แม้ทุกคนจะมีลักษณะภายนอกที่น่ามองและวาจาคมคาย แต่แท้จริงแล้วพวกเขาไม่มีความคิดเห็นที่หนักแน่นชัดเจน ไม่มีความสามารถที่แท้จริง และไม่มีการเรียนรู้ที่แท้จริง พวกเขาไม่สามารถนำผู้คนเข้าสู่เส้นทางที่ถูกต้อง พวกเขากล่าวแต่วาจาที่ชักพาให้ผู้คนหลงผิด ซึ่งไม่สามารถสร้างผลกระทบที่เป็นบวก ไม่ว่าจะอย่างไร เวลาเผชิญสถานการณ์ ถ้าคนเราเพียงดำเนินการปรึกษาหารือกันตามแบบประชาธิปไตยโดยไม่มีคนที่เข้าใจความจริงคอยนำทางให้ ก็ย่อมจะไม่ได้ผล แนวทางที่ดีที่สุดยังคงเป็นการให้ผู้นำและคนทำงานแสวงหาความจริงด้วยตนเอง เลือกพระวจนะของพระเจ้าที่สอดคล้องกัน อ่านพระวจนะอย่างละเอียดถี่ถ้วน และใคร่ครวญด้วยความตั้งใจ เมื่อนั้นพวกเขาจึงจะสามารถนำพระวจนะของพระเจ้าเข้าสู่ที่ชุมนุมเพื่อสามัคคีธรรมและหารือกับทุกคน วิธีนี้เท่านั้นจึงจะสัมฤทธิ์ผลได้ ส่วนผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์ย่อมไม่เคยใช้วิธีปรึกษาหารือตามแบบประชาธิปไตยไม่ว่าจะในสถานการณ์เช่นใด พวกเขาไม่เคยให้ผู้คนหารือหรือสามัคคีธรรมกัน พวกเขายึดมั่นในเจตนาและเป้าหมายของตนเอง กลัวว่าการปรึกษากันตามแบบประชาธิปไตยจะเปิดโปงหรือคัดค้านเจตนาและเป้าหมายของพวกเขา เพราะฉะนั้น พวกเขาจึงกระทำการแบบเผด็จการ อยากเป็นคนเดียวที่ตัดสินชี้ขาดอยู่เสมอ ต่อให้พวกเขาสามัคคีธรรมตามหลักประชาธิปไตยในเรื่องเล็กน้อยบางเรื่อง นั่นก็เป็นเพียงความพยายามที่จะประจบเอาใจทุกคนและให้ทุกคนมองพวกเขาในแง่บวก นั่นทำไปเพียงเพื่อเสริมสร้างสถานะของตนให้มั่นคงแข็งแรงเท่านั้น ถ้าพวกเจ้าพบเจอบางคนที่มีเจตนาเหล่านี้ พวกเจ้าก็ต้องระแวดระวังพวกเขาและเฝ้าสังเกตพวกเขา และเมื่อจำเป็น พวกเจ้าก็ต้องเปิดโปงและหยุดยั้งพวกเขาเอาไว้ ผู้นำหรือคนทำงานที่ถูกต้องคือคนที่แสวงหาความจริงด้วยตนเองก่อน แล้วจากนั้นจึงนำทุกคนสามัคคีธรรมถึงพระวจนะของพระเจ้าและแสวงหาความจริง ในระหว่างสามัคคีธรรม หัวใจของทุกคนอาจจะไม่ชัดเจนแจ่มแจ้ง และอาจจะคลุมเครืออยู่บ้าง แต่เมื่อพวกเขาสามัคคีธรรมต่อไป พวกเขาก็จะมีความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์ บางทีอาจจะมีพวกเขาสักคนหนึ่งที่สามารถบอกความสว่างหรือเส้นทางได้ และเมื่อทุกคนสามัคคีธรรมกันต่อไปในความสว่างของความกระจ่างนี้และตามเส้นทางนี้ หัวใจของพวกเขาย่อมจะเกิดความชัดเจน เปิดโอกาสให้พวกเขากำหนดเส้นทางปฏิบัติที่ถูกที่ควร ระหว่างที่ทุกคนสามัคคีธรรมด้วยกันต่อไป พวกเขาก็จะพูดจาชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ตราบใดที่มีแม้สักคนหนึ่งที่ได้รับความรู้แจ้งและได้รับความกระจ่างด้วยพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ก็จะเป็นเหมือนว่าทุกคนได้รับความรู้แจ้งและได้รับความกระจ่างกันทั้งสิ้น ผู้นำและคนทำงานทุกคนจึงควรเรียนรู้ที่จะแสวงหาความจริงในหนทางนี้ การปฏิบัติในรูปแบบนี้ย่อมเปิดโอกาสให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจ ถ้าเจ้าเออออตามความคิดเห็นของทุกคนอยู่เสมอ ไม่เสาะแสวงที่จะรู้ว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจอย่างไร เช่นนั้นแล้ว ก็จะเป็นความเบี่ยงเบนอย่างหนึ่ง การคล้อยตามความคิดเห็นของทุกคนและตกลงใจเลือกสิ่งที่ทุกคนคิดว่าดีอยู่เสมอ—นี่เป็นวิธีการแบบใด? เป็นวิธีที่คนเราใช้ประจบเอาใจ ไม่แบกรับภาระอะไร และไม่คำนึงถึงงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า แม้ดูผิวเผินเจ้าได้ปฏิบัติงานของเจ้า เปิดโอกาสให้ผู้คนสามัคคีธรรมและแสดงความคิดเห็นของพวกเขา ดำเนินการแบบประชาธิปไตย หลีกเลี่ยงอำนาจนิยมหรือการทำอะไรแบบไม่ฟังเสียงใครแล้ว แต่จุดประสงค์ของเจ้าก็คือการประจบเอาใจ ทำให้ผู้คนยกย่องเจ้า เห็นชอบในตัวเจ้า พูดกันว่าเจ้าไม่ใช่เผด็จการ พูดกันว่าเจ้ามีเหตุมีผล และพูดกันว่าสามารถทำงานได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าย่อมพึงพอใจ การทำเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่? ถ้าจุดประสงค์ของเจ้าไม่ถูกต้อง ผลที่ออกมาจะถูกต้องได้หรือ? แน่นอนว่าไม่ได้ เจ้าชนะใจทุกคนและทำให้พวกเขามีความสุขกัน พวกเขาพูดกันทุกคนว่าเจ้าเป็นผู้นำที่ดี ไม่ใช่ผู้นำเทียมเท็จหรือศัตรูของพระคริสต์ และเจ้าสามารถทำงานได้ พวกเขาทุกคนสนับสนุนเจ้า—แต่สุดท้ายแล้วใครได้ประโยชน์? เจ้านั่นเอง นี่ใช่ผลลัพธ์ที่ดีหรือไม่? ไม่ใช่ ประการแรก เจ้าไม่ได้เป็นพยานให้พระเจ้า และประการที่สอง เจ้าไม่ได้ค้ำจุนงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า ผลสุดท้ายก็คือเจ้าได้ปกป้องผลประโยชน์ของเจ้าและของทุกคน เจ้าได้ปกป้องสถานะของตนเอง แต่ไม่มีใครปกป้องผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าและคริสตจักร มีการปรองดองกันอย่างยอดเยี่ยมในหมู่พวกเจ้าทุกคน แต่งานที่สำคัญยิ่งแห่งพระนิเวศของพระเจ้ากลับถูกละเลย ไม่มีใครสนใจหรือคำนึงว่างานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าควรสอดคล้องกับหลักธรรมและข้อกำหนดของพระเจ้าอย่างไร นี่คือการทรยศผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้ามิใช่หรือ? เจ้าได้ทรยศความจริง ทรยศข้อกำหนดของพระเจ้า รวมทั้งงานและผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า เพื่อให้ตัวเองสามารถประจบเอาใจทุกคนได้ สุดท้ายแล้ว ทั้งเจ้าและทุกคนต่างก็ได้ประโยชน์ นี่คือผู้คนที่น่ารังเกียจและต่ำช้า เป็นกลุ่มก้อนของคนทรยศ นี่คือเส้นทางที่ศัตรูของพระคริสต์ใช้กัน ด้วยการทรยศผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าเพื่อเอาใจทุกคนและรักษาสถานะของเจ้าเอาไว้ เจ้าย่อมลงเอยด้วยการได้รับการค้ำชูและสนับสนุนจากทุกคน ดังนั้นพวกเขาจะได้เลือกเจ้าเป็นผู้นำของพวกเขาอยู่เสมอ เจ้าได้เสริมสร้างสถานะของตนให้มั่นคงแล้ว แต่มีการดำเนินการตามเจตนารมณ์ของพระเจ้าและความจริงในคริสตจักรแล้วหรือยัง? (ยัง) ทั้งหมดนั้นถูกเจ้าขัดขวาง ไม่มีการดำเนินการตามน้ำพระทัยของพระเจ้าในคริสตจักรที่เจ้าควบคุมอยู่ ไม่มีการนำพระวจนะของพระเจ้าไปปฏิบัติในหมู่พี่น้องชายหญิง และพระวจนะก็ไม่ได้เข้าไปอยู่ในหัวใจของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเพื่อที่จะกลายเป็นชีวิตของพวกเขา ตัวการสำคัญของเรื่องนี้คือใคร? คือเจ้า เจ้ากลายเป็นสิ่งกีดขวางและอุปสรรคของการดำเนินการตามน้ำพระทัยของพระเจ้าในคริสตจักร—พระเจ้าจะไม่กริ้วเจ้าได้อย่างไร? เจ้าควรถูกแทนที่แล้วมิใช่หรือ? ถ้าถึงเวลาที่เจ้าจะถูกแทนที่ แต่กลับไม่มีใครเห็นด้วย เจ้าจะกลายเป็นอย่างไร? เจ้าย่อมจะกลายเป็นศัตรูของพระคริสต์ คนที่เคารพบูชาและติดตามเจ้าก็พลอยถูกเจ้าพาเดินไปบนเส้นทางที่ผิดกันหมด สูญเสียโอกาสที่จะได้รับการช่วยให้รอด และกลายเป็นลูกแกะที่เจ้าใช้เป็นเครื่องบูชา คริสตจักรที่อยู่ภายใต้การควบคุมของเจ้ากลายเป็นอาณาจักรของศัตรูพระคริสต์ เหล่านี้คือผลสืบเนื่อง เหตุใดจึงไม่มีใครเห็นด้วยกับการที่เจ้าจะถูกแทนที่? เจ้าซื้อพวกเขาเอาไว้หมดแล้ว และตอนนี้พวกเขาก็มองเจ้าเป็นพระเจ้า เจ้าเข้าไปแทนที่พระเจ้าในหัวใจของพวกเขาโดยยึดครองหัวใจของพวกเขาไปหมดแล้ว พวกเขาไม่มีพระเจ้าหรือความจริงในหัวใจของตนอีกต่อไป พวกเขากำลังถูกเจ้าจับเป็นเชลยและควบคุมเอาไว้ นี่ไม่ต่างจากวิธีที่ซาตานใช้ควบคุมและทำให้ผู้คนเสื่อมทราม พระเจ้าทรงวางผู้คนเหล่านี้ไว้ในมือเจ้า แต่เจ้ากลับปล้นและชิงตัวพวกเขาไป นี่คือศัตรูของพระคริสต์มิใช่หรือ? นี่คือศัตรูของพระคริสต์โดยแท้จริง ศัตรูของพระคริสต์มีบทบาทอย่างไรในคริสตจักร? เรื่องนี้ชัดเจนโจ่งแจ้งและเห็นได้ง่าย ศัตรูของพระคริสต์คือตัวแทนของซาตานที่ทำทุกอย่างตามที่ซาตานต้องการ และสัมฤทธิ์เป้าหมายของซาตานในการควบคุมและชักพาผู้คนให้หลงผิด เมื่อทำเช่นนี้ พวกเขาก็กลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดของซาตาน และควรถูกพระเจ้าสาปแช่งและลงโทษ
ตอนนี้ทุกคนที่ทำหน้าที่ผู้นำและคนทำงานต่างก็กลัวว่าจะเดินอยู่บนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ เมื่อเป็นดังนี้ เจ้าจะทำอย่างไรได้เพื่อหลีกเลี่ยงผลลัพธ์แบบนี้? ก่อนอื่นเจ้าต้องเข้าใจว่าหน้าที่ที่เจ้าปฏิบัติและงานที่เจ้าทำคือพระบัญชาจากพระเจ้า และเจ้าต้องทำงานของเจ้าตามข้อกำหนดของพระเจ้า เมื่อทำดังนั้นแล้ว เจ้าย่อมจะมีวัตถุประสงค์และทิศทางในใจ และเจ้าจะสามารถแสวงหาความจริงและมองหาเส้นทางภายในพระวจนะของพระเจ้าได้ จากนั้นเจ้าก็ควรนำทุกคนสามัคคีธรรมถึงบทตอนที่เกี่ยวข้องในพระวจนะของพระเจ้า และทำให้พวกเขาสามารถสามัคคีธรรมความจริงตามพระวจนะของพระองค์ เพื่อให้ได้รับความสว่างมากขึ้นจากพระวจนะของพระเจ้า เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าและความจริง แล้วจากนั้นก็สามารถปฏิบัติตามหลักธรรมความจริง นี่คือการออกเดินไปบนเส้นทางที่ถูกต้อง ตามแก่นแท้แล้ว งานของคริสตจักรก็คือการนำประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรให้มาเข้าใจและเข้าสู่ความจริงทั้งปวงที่พระเจ้าทรงแสดง นี่คืองานขั้นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของคริสตจักร ดังนั้น ไม่ว่ากำลังแก้ไขปัญหาใดกันอยู่ ก็ไม่อาจแยกการชุมนุมออกจากการอ่านบทตอนในพระวจนะของพระเจ้าที่สัมพันธ์กันหรือแยกออกจากการสามัคคีธรรมความจริงได้ ท้ายที่สุดแล้วถ้าเจ้าสามารถสามัคคีธรรมความจริงและหลักธรรมของการปฏิบัติได้จนชัดเจน ทุกคนก็จะเข้าใจความจริงและรู้ว่าจะปฏิบัติความจริงอย่างไร ไม่ว่าเจ้ากำลังกินและดื่มแง่มุมใดของความจริงในระหว่างการชุมนุม เจ้าก็ต้องสามัคคีธรรมในลักษณะนี้และแสวงหาความจริงตามปัญหาที่เจ้าเผชิญอยู่ ผู้ที่เข้าใจความจริงต้องนำการสามัคคีธรรม จากนั้นผู้ที่ได้รับความรู้แจ้งแล้วย่อมสามารถสามัคคีธรรมต่อได้ ด้วยวิธีนี้ ยิ่งพวกเขาสามัคคีธรรม พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะยิ่งทรงพระราชกิจในตัวพวกเขา และยิ่งพวกเขาสามัคคีธรรมความจริง พวกเขาก็จะยิ่งมีความชัดแจ้งมากขึ้น เมื่อทุกคนเข้าใจความจริง พวกเขาก็จะสัมฤทธิ์การปลดปล่อยและอิสรภาพโดยสมบูรณ์ และมีเส้นทางให้เดินตาม นี่คือผลลัพธ์ที่ดีที่สุดที่การชุมนุมหนึ่งๆ จะสัมฤทธิ์ได้ เมื่อทุกคนสื่อสารกันเรื่องความเป็นจริงความจริงจนชัดเจนด้วยสามัคคีธรรมแบบนี้ เมื่อนั้นพวกเขาย่อมจะเข้าใจความจริงมิใช่หรือ? (ใช่) หลังจากที่ผู้คนเข้าใจความจริงแล้ว พวกเขาจะรู้วิธีได้รับประสบการณ์และรู้วิธีปฏิบัติความจริงไปเอง เมื่อพวกเขาสามารถปฏิบัติความจริงได้อย่างถูกต้อง พวกเขาย่อมจะได้มาซึ่งความจริงมิใช่หรือ? (ใช่) เมื่อคนคนหนึ่งได้มาซึ่งความจริงไว้แล้ว พวกเขาก็ย่อมจะมีพระเจ้ามิใช่หรือ? ถ้าใครบางคนมีพระเจ้าแล้ว พวกเขาย่อมจะได้รับความรอดจากพระเจ้ามิใช่หรือ? (ใช่) ในงานของผู้นำหรือคนทำงานของเจ้า ถ้าเจ้าสามารถสัมฤทธิ์ผลลัพธ์เช่นนี้ได้ เจ้าก็ย่อมจะทำงานของตนได้อย่างถูกต้องเหมาะสม เจ้าย่อมจะลุล่วงหน้าที่ของเจ้าได้ตามมาตรฐาน และเจ้าจะได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้า เมื่อประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรทุกคนเข้าใจความจริง พวกเขาจะยังคงบูชา ยอมรับนับถือ และติดตามเจ้าหรือไม่? (ไม่) ผู้คนจะเพียงกล่าวชมเชยเจ้า เคารพเจ้า เต็มใจที่จะติดต่อและมีปฏิสัมพันธ์กับเจ้า และเต็มใจที่จะฟังสามัคคีธรรมของเจ้าเพื่อให้พวกตนสามารถได้ประโยชน์จากสามัคคีธรรมนั้นๆ เท่านั้น ผู้ที่เข้าใจความจริงย่อมสามารถเป็นความสว่างและเป็นเกลือ นี่คือความหมายของการลุล่วงหน้าที่ของตนในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง และการเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ดีพอ เมื่อผู้คนเข้าใจความจริงและมีสัมพันธภาพที่แน่นแฟ้นกับพระเจ้ามากยิ่งขึ้นแล้ว พวกเขาย่อมสามารถสัมฤทธิ์การเข้ากันได้กับพระเจ้า ไม่เข้าใจพระองค์ผิด ไม่ต้านทาน หรือกบฏต่อพระองค์อีกต่อไป และจะสามารถยกชูและเป็นพยานให้พระเจ้าได้ไม่ว่าพวกเขาจะเผชิญปัญหาใดอยู่ก็ตาม ในฐานะผู้นำหรือคนทำงาน ถ้าเจ้าปฏิบัติตามหลักธรรมเหล่านี้ ก่อนที่เจ้าจะทันรู้ตัว เจ้าย่อมจะนำผู้คนมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าแล้ว ผู้คนที่เจ้านำย่อมจะสามารถปฏิบัติความจริง เข้าสู่ความเป็นจริง ยกชูพระเจ้า และเป็นพยานให้พระองค์ได้เช่นกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ พระเจ้าย่อมจะทรงเห็นชอบในตัวผู้คนที่เจ้านำและจะทรงรับพวกเขาเอาไว้ ดังนั้น เมื่อผู้นำเดินไปบนเส้นทางแห่งการไล่ตามเสาะหาความจริง ก็ย่อมสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้าทุกประการ ตราบใดที่สิ่งที่ผู้คนทำนั้นเป็นไปตามหลักธรรมความจริง ผลของการกระทำของพวกเขาย่อมจะมีแต่ดีขึ้นเรื่อยๆ ไร้ซึ่งผลข้างเคียงที่เลวร้ายใดๆ และพวกเขาย่อมจะมีพรและการคุ้มครองจากพระเจ้าในทุกเรื่อง ต่อให้พวกเขาก่อให้เกิดความเบี่ยงเบนบ้างในบางครั้ง พระเจ้าก็จะประทานความรู้แจ้งและนำพวกเขา และพวกเขาก็จะพบการแก้ไขให้ถูกต้องในพระวจนะของพระเจ้า เมื่อผู้คนเดินไปบนเส้นทางที่ถูกต้อง พวกเขาย่อมจะได้รับพรและการคุ้มครองจากพระเจ้า
อะไรคือจุดประสงค์เบื้องหลังการที่พระนิเวศของพระเจ้าปฏิบัติการลงคะแนนเสียงคัดเลือกและปรึกษาหารือกันตามแบบประชาธิปไตย? ทำไมถึงต้องปฏิบัติตามหลักประชาธิปไตย? (เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้คนทำตัวเป็นกฎเสียเอง) จริงๆ แล้วก็เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหานี้ อย่างไรก็ดี เป้าหมายสุดท้ายของการปรึกษาหารือกันตามแบบประชาธิปไตยก็เพื่อใช้ความจริงแก้ปัญหา หลีกเลี่ยงการก่อให้เกิดความเบี่ยงเบน และเพื่อกระทำการตามเจตนารมณ์ของพระเจ้า เพื่อเข้าใจความจริงและเข้าสู่ครรลองที่ถูกต้อง เพื่อค้นหาเส้นทางที่เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระเจ้า เพื่อนบนอบพระราชกิจของพระองค์ และนำประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง เพื่อให้สำเร็จลุล่วงตามน้ำพระทัยของพระองค์ นอกจากนี้ยังเป็นไปเพื่อระแวดระวังการชักพาให้หลงผิดและการก่อกวนที่เกิดจากผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสับสนวุ่นวายภายในคริสตจักร และเพื่อปกป้องชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรไม่ให้ประสบความสูญเสีย การปรึกษาหารือกันตามแบบประชาธิปไตยสามารถสัมฤทธิ์ผลลัพธ์เหล่านี้ได้ ถ้าไม่มีการสามัคคีธรรมความจริงหรือการปรึกษาหารือกันตามแบบประชาธิปไตยในคริสตจักร ก็ย่อมง่ายดายเหลือเกินที่จะเกิดความสับสนวุ่นวายขึ้นและมีหมู่มารกับเหล่าซาตานมาใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ ส่งผลให้ผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์ครองอำนาจ ในเมื่อทุกคนมีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม ผู้นำและคนทำงานจึงมีแนวโน้มมากที่สุดที่จะทำตัวเผด็จการ ยอมให้ตนเองเท่านั้นมีสิทธิ์ชี้ขาด และตัดสินใจทุกอย่างด้วยตัวเอง พระนิเวศของพระเจ้าดำเนินการลงคะแนนเสียงคัดเลือกคนตามแบบประชาธิปไตยก็เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้นำและคนทำงานทำตัวเป็นกฎเสียเองเท่านั้น รวมทั้งยับยั้งไม่ให้ผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์กุมอำนาจในคริสตจักร ไม่ให้เป็นคนกลุ่มเดียวที่มีอำนาจในการตัดสินใจ และไม่ให้คริสตจักรตกอยู่ภายใต้การควบคุมของครอบครัวของพวกเขา ทั้งหมดนั้นก็เพื่อยับยั้งวิธีการแบบอำนาจนิยมและแบบศัตรูของพระคริสต์ อย่างไรก็ดี นี่ไม่ได้หมายความว่าพระนิเวศของพระเจ้ากำลังให้สิทธิ์ชี้ขาดแก่พี่น้องชายหญิงโดยการปฏิบัติตามหลักประชาธิปไตย และย่อมไม่ได้หมายความว่าทุกสิ่งต้องตัดสินใจด้วยการปรึกษาพี่น้องชายหญิงอย่างแน่นอน พระนิเวศของพระเจ้ามีทั้งหลักประชาธิปไตยและการรวมอำนาจ จึงเป็นเรื่องจำเป็นมากที่จะต้องดำเนินการในหนทางนี้ ข้อสรุปที่ได้จากการปฏิบัติตามหลักประชาธิปไตยเพียงอย่างเดียวนั้นรับประกันได้หรือไม่ว่าสอดคล้องกับความจริง? ไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความจริง ดังนั้น นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ต้องมีการรวมอำนาจ การรวมอำนาจหมายถึงอะไร? หมายถึงการรวบรวมความคิดเห็นของทุกคนเข้าด้วยกันเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ถูกต้องสอดคล้องกับความจริงและเจตนารมณ์ของพระเจ้าทุกประการ เมื่อการปรึกษาหารือตามแบบประชาธิปไตยไม่สามารถสัมฤทธิ์ผลลัพธ์ที่ดีกว่า เมื่อนั้นสิ่งที่จำเป็นต้องทำเพื่อให้ได้ผลลัพธ์เหล่านี้ก็คือการรวมอำนาจ วิธีปฏิบัติของการรวมอำนาจก็คือ หลังจากสามัคคีธรรมถึงประเด็นปัญหานั้นๆ แล้ว ถ้ากลุ่มผู้ตัดสินใจไม่สามารถลงมติ และไม่สามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็ต้องรายงานเรื่องนี้ให้เบื้องบนรู้เพื่อให้เบื้องบนตัดสินใจ เนื่องจากเบื้องบนเข้าใจความจริงและมีหลักธรรม การตัดสินใจของเบื้องบนจึงถูกต้องแม่นยำและเป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระเจ้า ถ้าผู้นำคริสตจักรหรือกลุ่มผู้ตัดสินใจไม่สามารถสามัคคีธรรมความจริงได้อย่างชัดเจนหรือไม่สามารถค้นพบหลักธรรมและเส้นทาง ถ้าพวกเขาไม่รู้ว่าจะตัดสินใจอย่างไร และไม่รายงานให้เบื้องบนทราบหรือขอให้เบื้องบนตัดสินใจภายใต้รูปการณ์เหล่านี้ แต่พวกเขากลับกำกับดูแลเอาเอง เช่นนั้นแล้วคริสตจักรแห่งนี้และกลุ่มผู้ตัดสินใจนี้ก็ถูกผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์ควบคุมอยู่ ถ้าประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรสัมฤทธิ์ผลด้วยการสามัคคีธรรมความจริง และข้อสรุปที่พวกเขาได้ก็ถูกต้อง เบื้องบนย่อมเดินหน้าให้ความเห็นชอบ ถ้าข้อสรุปของพวกเขายังคงมีการเบี่ยงเบน และไม่สอดคล้องกับหลักธรรมความจริงโดยสมบูรณ์ เช่นนั้นแล้วเบื้องบนก็จะแก้ไขข้อสรุปเหล่านั้นให้ถูกต้อง ข้อผิดพลาดซึ่งบางครั้งก็เกิดขึ้นในการปรึกษาหารือตามแบบประชาธิปไตยจึงสามารถหลีกเลี่ยงได้อย่างมีประสิทธิผลด้วยวิธีนี้ ด้วยการรวมอำนาจเช่นนี้ ก็เป็นไปได้ที่จะรับประกันว่าการปรึกษาหารือแบบประชาธิปไตยจะดำเนินไปตามปกติ ไม่ถูกรบกวน และพร้อมกันนั้นการปฏิบัติหน้าที่ของผู้นำและคนทำงานก็ไม่มีการเบี่ยงเบน แม้พระนิเวศของพระเจ้าจะดำเนินการตามแบบประชาธิปไตย แต่ก็มีหลักธรรมในการทำเช่นนี้ หลักธรรมเหล่านี้คือต้องทำตามความจริงในพระวจนะของพระเจ้า และคนเราต้องนบนอบพระเจ้าและทุกสิ่งที่พระองค์ตรัสในทุกเรื่อง ต้องมีการสัมฤทธิ์ผลเหล่านี้เพื่อให้เป็นไปตามหลักประชาธิปไตยแห่งพระนิเวศของพระเจ้า ผลลัพธ์ขั้นสุดท้ายของการปฏิบัติตามหลักประชาธิปไตยของคริสตจักรต้องสอดคล้องกับความจริง ถ้าไม่สอดคล้องกับความจริง เช่นนั้นก็ต้องล้มเลิก บางคนเชื่อว่าการปฏิบัติตามหลักประชาธิปไตยหมายความว่าประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรมีสิทธิ์ชี้ขาดในทุกเรื่อง ไม่ว่าพี่น้องชายหญิงจะพูดอะไรก็ต้องเคารพและนำไปพิจารณา นี่ถูกต้องหรือไม่? พี่น้องชายหญิงมีความจริงหรือไม่? (ไม่มี) ถ้าปล่อยให้พวกเขาตัดสินใจขั้นสุดท้ายในทุกเรื่อง นั่นจะต่างอะไรจากการยอมให้ผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์ตัดสินชี้ขาด? ทั้งสองกรณีนี้ พวกเขาต่างก็ไม่มีความจริงและเป็นผู้คนที่เสื่อมทราม ถ้าพวกเขาตัดสินชี้ขาด เช่นนั้นแล้วซาตานไม่ได้กุมอำนาจอยู่หรือ? เพราะฉะนั้น การปฏิบัติตามหลักประชาธิปไตยไม่ได้หมายความว่าสิ่งใดที่พี่น้องชายหญิงกล่าวย่อมเป็นความจริง ถูกต้อง และต้องให้ความเคารพ ไม่ใช่เช่นนั้น ส่วนใหญ่แล้ว หลักประชาธิปไตยนั้นทำไปเพื่อให้ทุกคนมีโอกาสพูดจา สนทนา สามัคคีธรรม และสามารถลุล่วงความรับผิดชอบ ภาระผูกพัน และหน้าที่ของตนเอง อย่างไรก็ดี อำนาจในการตัดสินใจย่อมอยู่ในมือของกลุ่มผู้ตัดสินใจ การตัดสินใจย่อมทำโดยผู้ที่เข้าใจความจริง และเรื่องสำคัญทั้งหมดก็ตัดสินใจโดยเบื้องบน เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ย่อมสามารถรับรองได้ว่าการตัดสินใจของคริสตจักรนั้นโดยรวมแล้วถูกต้อง หรือการตัดสินใจส่วนใหญ่ถูกต้อง และความเบี่ยงเบนก็มีแต่จะลดน้อยลงเรื่อยๆ นี่คือความหมายเบื้องหลังการใช้วิธีลงคะแนนเสียงคัดเลือกและปรึกษาหารือกันแบบประชาธิปไตย การปฏิบัติสิ่งเหล่านี้ก็เพื่อให้สัมฤทธิ์ผลที่สอดคล้องกับความจริงในทุกเรื่องทั้งสิ้น เพื่อให้ไปถึงจุดที่ทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า ผิดพลาดน้อยจนถึงไม่ผิดพลาดเลย และเพื่อรับรองว่าจะสามารถดำเนินการบนแผ่นดินโลกตามน้ำพระทัยของพระเจ้าได้โดยไม่ถูกขัดขวาง หากไม่มีการลงคะแนนเสียงคัดเลือกและปรึกษาหารือกันตามแบบประชาธิปไตย ก็แน่นอนว่าย่อมมีคนชั่วมากมายใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ ผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์ย่อมกระทำการอย่างเผด็จการ นี่ไม่เพียงส่งผลต่อการเผยแผ่ข่าวประเสริฐเท่านั้น แต่รวมถึงชีวิตคริสตจักรและการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรด้วย ตั้งแต่พระนิเวศของพระเจ้าเริ่มให้ลงคะแนนเสียงคัดเลือกตามแบบประชาธิปไตย มีผู้นำและคนทำงานเทียมเท็จที่ถูกเผยและถูกกำจัดออกไป รวมทั้งคนชั่วที่ไม่มีโอกาสเอารัดเอาเปรียบอยู่จำนวนหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริงและได้รับความเห็นชอบจากประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร ได้รับเลือกให้เป็นผู้นำและคนทำงานจำนวนหนึ่งด้วย พวกเขาได้รับโอกาสที่จะฝึกฝนและถูกทำให้เพียบพร้อม เหล่านี้คือผลลัพธ์อันชัดเจนของการลงคะแนนเสียงคัดเลือกตามแบบประชาธิปไตยและเป็นที่ประจักษ์ได้ของทุกฝ่าย ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรทุกคนควรเข้าใจว่า การที่คริสตจักรปฏิบัติตามหลักประชาธิปไตยนั้นให้ประโยชน์และเป็นคุณต่อพระนิเวศของพระเจ้า ต่อคริสตจักร และผู้คน เนื่องจากทุกคนในคริสตจักรคือสมาชิกในพระนิเวศของพระเจ้า และไม่มีใครเป็นคนนอก แต่ละคนจึงมีสิทธิ์ที่จะพูดจา สนทนา ออกเสียง และคัดเลือกในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับงานของคริสตจักร เป็นต้น นี่คือสิทธิ์ของทุกคน อย่างไรก็ดี การมีสิทธิ์นี้ไม่ได้หมายความว่าเจ้ามีความจริง หรือยอมให้เจ้ากระทำการอย่างวู่วาม หากเจ้าใช้สิทธิ์นี้ในทางที่ผิด พระนิเวศของพระเจ้าก็ควรยับยั้งเจ้ามิใช่หรือ? (ใช่) เจ้าได้รับสิทธิ์นี้ก็เพื่อให้เจ้าปฏิบัติความจริงและรับมือเรื่องต่างๆ ตามหลักธรรมความจริง เพื่อให้เจ้าค้ำชูผลประโยชน์ของคริสตจักรและพระนิเวศของพระเจ้า ไม่ใช่เพื่อให้เจ้าสามารถตัดสินชี้ขาดและกระทำการอย่างวู่วาม คริสตจักรสามารถอ้างอิงและนำสิ่งที่เจ้ากล่าวถูกต้องแล้วไปใช้ ถ้าบางสิ่งที่เจ้าพูดนั้นผิดและได้รับการคัดค้าน เจ้าก็ต้องไม่ดื้อรั้น เจ้าควรฝึกฝนการยอมรับและการนบนอบ การปฏิบัติเช่นนี้ย่อมเป็นผลดีต่องานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ