พระวจนะว่าด้วยการรับใช้พระเจ้า (บทตัดตอน 73)
เพื่อให้ผู้นำและคนทำงานปฏิบัติหน้าที่ของตนและทำงานที่พระเจ้าไว้วางพระทัยมอบหมายให้พวกเขาได้เป็นอย่างดี พวกเขาต้องเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าเสียก่อน และไม่มุ่งเน้นที่ขนาดหรือปริมาณงานของตน แต่พวกเขาควรมุ่งเน้นว่าพวกเขามีการเข้าสู่ชีวิตและการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของตนหรือไม่ นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงประสงค์จากผู้นำและคนทำงาน ตอนนี้พวกเจ้าเข้าใจการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของคนเราอย่างแท้จริงหรือไม่? การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยหมายถึงอะไร? พวกเจ้าสามารถแยกแยะการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมกับการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยได้หรือไม่? สภาวะใดที่สามารถพิจารณาได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของคนเรา และสภาวะใดที่เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมภายนอก? อะไรคือความแตกต่างระหว่างการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมภายนอกของคนเรากับการเปลี่ยนแปลงชีวิตภายในของคนเรา? เจ้าสามารถบอกความแตกต่างได้หรือไม่? พวกเจ้ามองเห็นใครบางคนซึ่งมีหัวใจที่กระตือรือร้น วิ่งวุ่นไปทั่วและใช้เวลาเพื่อคริสตจักร และเจ้าก็กล่าวว่า “อุปนิสัยของเขาได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว!” เจ้ามองเห็นใครบางคนละทิ้งครอบครัวหรืองานของตน และเจ้าก็พูดว่า “อุปนิสัยของเธอได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว!” พวกเจ้าคิดว่าหากอุปนิสัยของพวกเขาไม่ได้เปลี่ยนไป พวกเขาก็คงจะไม่สามารถทำการพลีอุทิศได้ขนาดนั้น นั่นคือวิธีที่พวกเจ้าส่วนใหญ่มองเห็นสิ่งทั้งหลาย แต่นี่คือทัศนะที่ถูกต้องหรือไม่? ผู้คนบางคนไร้สาระยิ่งกว่านั้นเสียอีก เมื่อพวกเขามองเห็นใครบางคนที่ได้ละทิ้งครอบครัวหรืองานของตน พวกเขาก็พูดว่า “บุคคลผู้นี้รักพระเจ้าจริงๆ!” วันนี้เจ้าพูดว่าบุคคลผู้นี้รักพระเจ้า วันพรุ่งนี้เจ้าก็พูดว่าคนอื่นรักพระเจ้า หากเจ้าเห็นใครคนหนึ่งประกาศอย่างไม่หยุดหย่อน เจ้าก็พูดว่า “บุคคลผู้นี้รู้จักพระเจ้า เขาได้รับความจริงแล้ว หากเขาไม่รู้จักพระเจ้า เขาจะมีเรื่องให้พูดได้มากมายหรือ?” นั่นไม่ใช่วิธีที่พวกเจ้ามองสิ่งทั้งหลายหรอกหรือ? จริงๆ แล้ว นี่คือวิธีที่พวกเจ้าส่วนใหญ่มองผู้คนและสิ่งทั้งหลาย เจ้ายกย่องผู้อื่นด้วยมงกุฎและยกยอปอปั้นพวกเขาอยู่เสมอ วันนี้เจ้ามอบมงกุฎให้ใครบางคนเพราะเขารักพระเจ้า วันพรุ่งนี้เจ้าก็มอบมงกุฎให้คนอีกคนเพราะเขารู้จักพระเจ้า เพราะเขาจงรักภักดีต่อพระเจ้า พวกเจ้าคือ “ผู้เชี่ยวชาญ” ในการมอบมงกุฎให้ผู้อื่น ทุกวันพวกเจ้าให้เกียรติผู้อื่นด้วยมงกุฎและยกยอปอปั้นพวกเขา ซึ่งยังผลให้เกิดอันตรายแก่พวกเขา และพวกเจ้ากลับรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้ทำเช่นนั้น เมื่อพวกเจ้าสรรเสริญผู้อื่นในหนทางนี้ พวกเจ้าย่อมทำให้พวกเขาโอหัง บรรดาผู้ที่ได้รับการสรรเสริญเช่นนี้ย่อมคิดในใจว่า “ฉันเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ฉันสามารถรับมงกุฎได้ ฉันแน่ใจว่าจะได้เข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์!” ที่แย่ยิ่งกว่านั้นคือ ยังมีบางคนที่เป็นเช่นเดียวกับเปาโล ผู้ที่มักพูดเสมอว่าพวกเขาได้ทนทุกข์มามากมายเพียงใด และพวกเขาเป็นพยานมามากเพียงใด พวกเขาสรรเสริญตนเองและกล่าวตามมโนคติอันหลงผิดและความชอบของตนเอง โดยไม่คำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าแม้แต่น้อย พวกเขาบอกผู้อื่นให้เอาอย่างพวกเขา ถึงแม้จะชัดเจนว่าพวกเขายังไม่ได้เปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของตนเองเลย และผลลัพธ์ก็คือ บรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้าแต่ขาดวิจารณญาณ—และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกที่เคารพบูชาพวกเขา—ย่อมได้รับความเสียหายและถูกนำทางให้หลงเจิ่น พวกเขายังไม่ได้เริ่มออกเดินไปบนครรลองที่ถูกต้องของการเชื่อในพระเจ้า พวกเขาเพียงแค่สละตนเองและทนทุกข์เพื่อพระเจ้าจากความกระตือรือร้นเท่านั้น พวกเขาเพียงแต่ถูกจับกุมและถูกจำคุกโดยไม่ได้ทรยศต่อสิ่งใด หรือกลายเป็นยูดาส—และด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงคิดว่าพวกเขาได้ตั้งมั่นในคำพยานของตนแล้ว และมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะเข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ พวกเขาปฏิบัติต่อประสบการณ์เล็กๆ น้อยๆ นี้ดุจดั่งคำพยานและโอ้อวดเรื่องนี้ไปทั่วทุกหนแห่ง นี่มิใช่เป็นการโอ้อวดตนเองเพื่อชักพาให้ผู้คนหลงผิดหรอกหรือ? ผู้คนมากมายให้ “คำพยาน” แบบนี้ และมีผู้คนมากเท่าใดที่ถูกนำไปในทางที่ผิด? การที่ผู้คนแบบนั้นได้รับการปฏิบัติในฐานะผู้ชนะไม่ใช่เรื่องไร้สาระหรอกหรือ? เจ้ารู้หรือไม่ว่าพระเจ้าทรงมองดูผู้คนอย่างไร? เจ้าเข้าใจชัดเจนหรือเปล่าว่าผู้ชนะคืออะไรกันแน่? พระเจ้าทรงสาปแช่งการเป็นพยานเทียมเท็จแบบนี้ พวกเจ้าได้กระทำการประพฤติผิดเช่นนี้ไปมากมายเพียงใด? พวกเจ้าไม่สามารถจัดเตรียมชีวิตให้แก่ผู้อื่น และไม่สามารถชำแหละสภาวะของผู้อื่นได้ เจ้าทำได้แค่เพียงมอบมงกุฎให้ผู้คนและผลลัพธ์ก็คือ การผลักดันพวกเขาไปสู่ความย่อยยับ เจ้าไม่รู้หรอกหรือว่าคนที่เสื่อมทรามนั้นไม่สามารถทนทานต่อการสรรเสริญได้? หากไม่มีใครสรรเสริญพวกเขาเลย พวกเขาก็ยังภาคภูมิใจและหยิ่งยโสอย่างยิ่ง แต่ถ้าผู้คนสรรเสริญพวกเขา พวกเขาจะไม่ตายเร็วยิ่งขึ้นหรอกหรือ? พวกเจ้าไม่รู้ว่าการรักพระเจ้า การรู้จักพระเจ้า การสละตนเองเพื่อพระเจ้าอย่างจริงใจนั้นหมายความว่าอย่างไร พวกเจ้าไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้เลย พวกเจ้ามองดูที่รูปลักษณ์ภายนอกของสิ่งทั้งหลาย แล้วจากนั้นก็ตัดสินผู้อื่น โดยมอบมงกุฎให้พวกเขาและยกยอปอปั้นพวกเขา และด้วยเหตุนี้จึงเป็นการนำผู้คนมากมายไปในทางที่ผิด และเป็นอันตรายต่อพวกเขา—และพวกเจ้ามักจะทำเช่นนี้อยู่บ่อยครั้ง เมื่อได้รับการสรรเสริญจากพวกเจ้าในหนทางนี้ ผู้คนมากมายได้หลงเจิ่นและล้มลง แม้ว่าพวกเขาจะลุกขึ้นมาใหม่ แต่พวกเขาก็ได้ทำให้ความก้าวหน้าในชีวิตของตนล่าช้าไปมาก และได้ทนทุกข์กับการสูญเสียไปแล้ว ทุกวันนี้คนส่วนมากยังคงไม่อยู่ในครรลองที่ถูกต้องในการเชื่อในพระเจ้าของตน และไม่สามารถไล่ตามเสาะหาความจริงได้ อีกทั้งยังรู้จักตนเองเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ถ้าพวกเขาได้รับการสรรเสริญเช่นนี้ พวกเขาก็จะกลายเป็นคนที่พึงพอใจในตนเอง ชะล่าใจ และติดอยู่ในหนทางของตน โดยรู้สึกว่าตนอยู่ในครรลองที่ถูกต้องในการเชื่อในพระเจ้าแล้ว และพวกเขามีความเป็นจริงความจริงอยู่บ้างเล็กน้อย พวกเขาก็จะยิ่งกล้าหาญในคำพูดของตน ว่ากล่าวผู้คนภายในคริสตจักร และกระทำตัวราวกับเผด็จการ เจ้าไม่ได้กำลังทำอันตรายผู้คนและทำลายพวกเขาด้วยการทำงานในลักษณะนี้หรอกหรือ? คนประเภทใดที่รักพระเจ้า? บรรดาผู้ที่รักพระเจ้าต้องเป็นเหมือนเปโตร พวกเขาต้องได้รับการทำให้เพียบพร้อม และพวกเขาต้องติดตามพระเจ้าไปจนถึงปลายทางเพื่อสัมฤทธิ์ความรักของพระเจ้า พระเจ้าทรงเฝ้าสังเกตส่วนลึกในหัวใจของผู้คน และพระเจ้าพระองค์เดียวเท่านั้นที่ทรงตัดสินได้ว่าใครรักพระองค์ การที่ผู้คนจะมองเห็นการนี้อย่างชัดเจนไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นพวกเขาจะสามารถตัดสินผู้อื่นได้อย่างไร? พระเจ้าพระองค์เดียวเท่านั้นที่ทรงทราบว่าผู้คนใดรักพระองค์อย่างแท้จริง ต่อให้พวกเขามีหัวใจที่รักพระเจ้า พวกเขาก็ไม่กล้าพูดว่าตนคือคนที่รักพระเจ้า พระเจ้าตรัสว่าเปโตรคือคนที่รักพระเจ้า แต่เปโตรเองกลับไม่เคยกล่าวว่าตนเป็นเช่นนั้น ดังนั้นการรักพระเจ้าคือสิ่งที่คนเราสามารถโอ้อวดได้อย่างง่ายดายหรือ? การรักพระเจ้าคือหน้าที่ของมนุษย์ ดังนั้นจึงปราศจากเหตุผลที่จะเริ่มโอ้อวดในทันทีที่หัวใจของเจ้ามีความรักต่อพระเจ้าเพียงเล็กน้อย ยิ่งเป็นการไร้เหตุผลมากขึ้น หากเจ้าเองไม่ใช่คนที่รักพระเจ้า แต่ยังคงสรรเสริญผู้อื่นว่าเป็นผู้ที่รักพระเจ้า นี่เป็นเรื่องไร้สติ พระเจ้าพระองค์เดียวเท่านั้นที่ทรงทราบว่าใครคือคนที่รักพระเจ้า และสามารถตรัสได้ว่าใครเป็นเช่นนั้น ถ้าคำพูดเหล่านี้ออกมาจากปากของคนคนหนึ่ง พวกเขาก็กำลังอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ถูกต้อง เจ้ากำลังอยู่ในตำแหน่งของพระเจ้า กำลังแสดงความชื่นชมผู้คนและยกยอปอปั้นพวกเขา—เจ้ากระทำการนี้ในนามของใคร? พระเจ้าไม่ทรงยกยอปอปั้นผู้คนอย่างแน่นอน อีกทั้งไม่ทรงชื่นชมพวกเขาด้วย หลังจากที่เปโตรได้รับการทำให้ครบบริบูรณ์แล้ว พระเจ้าก็ไม่ได้ทรงใช้เขาเป็นแบบอย่าง จนกระทั่งพระองค์ทรงพระราชกิจแห่งยุคสุดท้าย ในขณะนั้น พระองค์ไม่เคยตรัสกับผู้อื่นด้วยพระวจนะที่ว่า “เปโตรรักพระเจ้า” พระองค์ตรัสสิ่งเหล่านั้นเมื่อพระองค์ได้ทรงพระราชกิจในระยะนี้เท่านั้น โดยทรงตั้งให้เขาเป็นต้นแบบและแบบอย่างให้กับผู้ที่มีประสบการณ์กับการพิพากษาของพระเจ้า และแสวงหาที่จะรักพระองค์ในยุคสุดท้าย ทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำล้วนมีความหมาย ช่างน่าไร้สาระยิ่งนักที่ผู้คนกล่าวตามอำเภอใจว่าใครคนหนึ่งเป็นคนที่รักพระเจ้า! การนี้ไร้สาระเกินไป ประการแรก ผู้คนเช่นนั้นกำลังยืนอยู่ผิดตำแหน่ง ประการที่สอง นี่ไม่ใช่สิ่งที่ผู้คนสามารถตัดสินได้ การยกยอปอปั้นผู้อื่นหมายถึงอะไร? หมายถึงการชักพาให้หลงผิด เป็นการใช้กลอุบาย และสร้างความเสียหายให้แก่ผู้อื่น ประการที่สาม ในแง่ของผลเชิงข้อเท็จจริง ความประพฤติเช่นนั้น ไม่เพียงแต่จะไม่สามารถนำทางผู้อื่นเข้าสู่ครรลองที่ถูกต้องเท่านั้น แต่ยังรบกวนการเข้าสู่ชีวิตของพวกเขา และเป็นเหตุให้เกิดการสูญเสียแก่ชีวิตของพวกเขาด้วย ถ้าเจ้าพูดอยู่เสมอว่าใครคนหนึ่งรักพระเจ้า สามารถตัดขาดสิ่งทั้งหลาย และจงรักภักดีต่อพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว ทุกคนย่อมจะเลียนแบบการกระทำภายนอกของพวกเขาไม่ใช่หรือ? เจ้าไม่เพียงแต่ไม่ได้นำทางผู้อื่นไปสู่ครรลองที่ถูกต้องเท่านั้น ทว่าเจ้าได้นำทางให้ผู้คนส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่การกระทำภายนอกด้วยเช่นกัน จนกระทั่งพวกเขาพึ่งพาการปฏิบัติภายนอกเหล่านี้เพื่อแลกเปลี่ยนกับมงกุฎ โดยไม่รู้ตัวว่ากำลังเดินตามเส้นทางของเปาโล ผลเป็นเช่นนี้ไม่ใช่หรือ? เมื่อเจ้ากล่าวคำพูดเหล่านี้ เจ้าตระหนักรู้ถึงปัญหาเหล่านี้หรือไม่? เจ้ากำลังยืนอยู่ในตำแหน่งใด? เจ้ากำลังเล่นบทบาทใด? ผลเชิงข้อเท็จจริงจากคำพูดของเจ้าคืออะไร? ในท้ายที่สุดแล้ว คำพูดเหล่านี้จะนำทางผู้อื่นให้เดินตามถนนสายใด? การนี้เป็นอันตรายถึงระดับใด? เมื่อผู้คนทำงานในลักษณะนี้ย่อมนำมาซึ่งผลสืบเนื่องที่ร้ายแรง
ผู้นำและคนทำงานบางคนภายในคริสตจักรไม่สามารถพูดคุยถึงประสบการณ์ของตนและเป็นพยานยืนยันได้ อีกทั้งไม่สามารถใช้ความจริงในการแก้ปัญหา พวกเขาเป็นพยานยืนยันเสมอว่าตนได้ทนทุกข์มาแล้วอย่างไร พวกเขาได้ยอมรับการถูกตัดแต่งอย่างไร วิธีที่พวกเขาไม่กลายเป็นคิดลบทั้งที่พวกเขาได้ทนทุกข์ต่อความคับข้องใจมากมาย และพวกเขายืนหยัดในการทำหน้าที่ของตนอย่างไร เช่นเดียวกับเปาโล พวกเขาเป็นพยานยืนยันให้กับตนเองอยู่ตลอดเวลา สถาปนาตนเอง และทำให้ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเลื่อมใสในตัวพวกเขา นับถือพวกเขา และชื่นชมบูชาพวกเขา นอกจากนี้ เมื่อผู้คนเช่นนั้นมองเห็นใครบางคนที่สามารถกล่าวคำพูดและคำสอนได้ดี และสามารถประกาศได้ พวกเขาก็ยกยอปอปั้นคนเหล่านั้น พวกเขาชมเชยและชื่นชมผู้นำและคนทำงานเหล่านั้นที่เป็นเหมือนเปาโล และด้วยหนทางนี้ พวกเขาทำให้ผู้อื่นชื่นชมบูชาคนเหล่านั้นที่เป็นเหมือนเปาโล พวกเขาไม่เพียงแค่ล้มเหลวในการทำงานให้น้ำและการจัดเตรียมที่ดีเท่านั้น แต่พวกเขายังมีส่วนร่วมในงานที่ทำลายล้างและรบกวน ซึ่งนำทางผู้อื่นให้ใช้เส้นทางของเปาโลอีกด้วย ในขณะเดียวกัน พวกเขาคิดผิดว่าตนเองเป็นผู้นำที่ดีและมีความสามารถ และพวกเขาต้องการที่จะได้บำเหน็จรางวัลจากพระเจ้า นี่มิใช่สภาวะที่พวกเจ้าส่วนใหญ่เป็นอยู่หรอกหรือ? ด้วยวิธีการในปัจจุบันของพวกเจ้าที่ให้ความสนใจเพียงคำพูดและคำสอน ตักเตือนผู้คนอย่างไม่หยุดหย่อน พวกเจ้าจะสามารถนำทางผู้คนไปสู่ครรลองที่ถูกต้องได้หรือ? วิธีนี้สามารถนำทางผู้คนไปสู่เส้นทางใดในท้ายที่สุด? วิธีนี้จะไม่นำทางพวกเขาทั้งหมดไปสู่เส้นทางของเปาโลหรอกหรือ? เรามองเห็นการนี้เป็นเช่นนี้ นี่ไม่ใช่การพูดที่เกินจริงเลย สามารถกล่าวได้ว่าพวกเจ้าทั้งหมดล้วนเป็นผู้นำในแบบเปาโล นำทางผู้คนไปบนเส้นทางของเปาโล พวกเจ้ายังคงต้องการมงกุฎบางอย่างอยู่หรือ? เจ้าจะโชคดีหากพวกเจ้าไม่ถูกกล่าวโทษ จากการกระทำของพวกเจ้า พวกเจ้าทั้งหมดล้วนกลายเป็นผู้คนที่ต้านทานพระเจ้า รับใช้พระเจ้าแต่ต้านทานพระเจ้า และเจ้าได้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในการขัดขวางพระราชกิจของพระองค์ ถ้าเจ้ายังคงเดินบนเส้นทางประเภทนี้ต่อไป เจ้าจะเป็นผู้เลี้ยงเทียมเท็จ คนทำงานเทียมเท็จ ผู้นำเทียมเท็จ และศัตรูของพระคริสต์ในท้ายที่สุด บัดนี้คือช่วงเวลาแห่งการฝึกฝนเพื่อราชอาณาจักร ถ้าเจ้าไม่ทุ่มความพยายามให้กับความจริง และมุ่งเน้นแต่เพียงงาน เจ้าก็จะใช้เส้นทางของเปาโลโดยไม่รู้ตัว ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าจะนำพากลุ่มคนอื่นๆ กลุ่มหนึ่งที่เป็นเหมือนเปาโลไปกับเจ้าด้วย เช่นนั้นแล้วเจ้าจะไม่กลายเป็นใครบางคนที่ต้านทานพระเจ้าและขัดขวางพระราชกิจของพระองค์หรอกหรือ? ดังนั้น หากคนคนหนึ่งที่รับใช้พระเจ้าไม่สามารถเป็นพยานยืนยันให้พระองค์ หรือนำทางประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรรไปสู่ครรลองที่ถูกต้องได้ เช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็คือใครบางคนที่ต้านทานพระเจ้า มีเพียงสองเส้นทางนี้เท่านั้น เส้นทางของเปโตรคือเส้นทางของการไล่ตามเสาะหาความจริงและประสบความสำเร็จในความเชื่อของคนเราในท้ายที่สุด เส้นทางของเปาโลคือเส้นทางของการไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง และคือเส้นทางของการเพียรพยายามเพื่อพระพรและบำเหน็จรางวัลเท่านั้น นี่คือเส้นทางแห่งความล้มเหลว ทุกวันนี้ บรรดาผู้ที่เดินบนเส้นทางแห่งความสำเร็จของเปโตรนั้นมีน้อยคนนัก ขณะเดียวกันก็มีพวกที่เดินบนเส้นทางแห่งความล้มเหลวของเปาโลมากมายเกินไป หากพวกเจ้าที่รับใช้ในฐานะผู้นำและคนทำงานเหล่านั้นไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปลายทาง พวกเจ้าจะกลายเป็นผู้นำเทียมเท็จและคนทำงานเทียมเท็จ และพวกเจ้าทั้งหมดจะเป็นศัตรูของพระคริสต์ และคนชั่วที่ต้านทานพระเจ้า หากพวกเจ้าเปลี่ยนมาสู่ครรลองที่ถูกต้องนับจากนี้เป็นต้นไป และใช้เส้นทางของเปโตรอย่างแท้จริง เช่นนั้นแล้ว พวกเจ้าก็ยังคงสามารถกลายเป็นผู้นำและคนทำงานที่ดี ผู้ซึ่งพระเจ้าทรงเห็นชอบ หากพวกเจ้าไม่แสวงหาที่จะได้รับการทำให้เพียบพร้อม และเข้าสู่ความเป็นจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว พวกเจ้าก็ตกอยู่ในอันตราย เมื่อพิจารณาถึงความโง่เขลาและความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของพวกเจ้า ประสบการณ์อันตื้นเขินและไม่เพียงพอของพวกเจ้า วุฒิภาวะอันอ่อนด้อยของพวกเจ้า และการขาดความเป็นผู้ใหญ่ของพวกเจ้า สิ่งเดียวที่สามารถทำได้คือสามัคคีธรรมความจริงกับพวกเจ้ามากขึ้น เพื่อให้พวกเจ้าเข้าใจ แต่พวกเจ้าจะสามารถได้รับความจริงหรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับการไล่ตามเสาะหาเป็นการส่วนตัวของพวกเจ้า เพราะปัจจุบันนี้แตกต่างอย่างมากจากช่วงเวลาของเปโตรกับเปาโล ในเวลานั้น พระเยซูยังไม่ได้ทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษามนุษย์ ตีสอนมนุษย์ หรือเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของมนุษย์ ในทุกวันนี้ พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ได้ทรงแถลงความจริงอย่างโปร่งใส ถ้าผู้คนยังคงใช้เส้นทางของเปาโล ก็แสดงให้เห็นว่าความสามารถในการทำความเข้าใจของพวกเขาบกพร่อง และยังบ่งบอกเพิ่มเติมว่า พวกเขาเป็นเช่นเดียวกับเปาโล มีลักษณะนิสัยที่ชั่วเกินไป และมีอุปนิสัยที่โอหังเกินไป ยุคสมัยนั้นแตกต่างจากปัจจุบันนี้ และบริบทก็แตกต่างกันด้วย ในทุกวันนี้ พระวจนะของพระเจ้าสว่างไสวและชัดเจนมาก ราวกับพระองค์ทรงยื่นพระหัตถ์ของพระองค์ออกมาสอนและนำทางเจ้า ดังนั้นจึงไม่มีข้ออ้างเลย หากเจ้ายังเดินบนเส้นทางที่ผิด นอกจากนี้ ในปัจจุบันมีต้นแบบทั้งสองคือเปโตรและเปาโล ต้นแบบหนึ่งเป็นบวกและอีกต้นแบบหนึ่งเป็นลบ ต้นแบบหนึ่งเป็นแบบอย่าง ส่วนอีกต้นแบบหนึ่งคือคำเตือน หากเจ้าเดินไปบนเส้นทางที่ผิด ก็หมายความว่าเจ้าได้ทำการเลือกที่ผิด และเจ้าก็ชั่วมาก เจ้าไม่มีใครให้กล่าวโทษได้เลย นอกจากตัวเจ้าเอง มีเพียงผู้ที่มีความเป็นจริงความจริงเท่านั้นที่สามารถนำทางผู้อื่นให้เข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้ แต่ผู้ที่ไร้ซึ่งความเป็นจริงความจริงย่อมนำทางให้ผู้อื่นหลงเจิ่นได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ