มีเพียงการรู้จักตนเองเท่านั้นที่ช่วยในการไล่ตามเสาะหาความจริง (ตอนที่สาม)
เมื่อใครบางคนสามารถค้นพบว่าความเสื่อมทรามของตนเป็นปัญหาที่ร้ายแรงเพียงใด นั่นเป็นสิ่งที่ดีหรือแย่? นั่นเป็นสิ่งที่ดี ยิ่งเจ้าสามารถค้นพบความเสื่อมทรามของตนและเข้าใจความเสื่อมทรามนั้นอย่างถูกต้องแม่นยำมากขึ้นเท่าใด และยิ่งเจ้าสามารถระลึกรู้แก่นแท้ของตัวเองมากขึ้นเท่าใด เมื่อนั้นเจ้าก็ยิ่งสามารถได้รับการช่วยให้รอดมากขึ้นเท่านั้น และเจ้าก็ยิ่งจะอยู่ใกล้การรับความรอดไว้มากขึ้นเท่านั้น ยิ่งเจ้าไร้ความสามารถที่จะค้นพบปัญหาของตนมากขึ้นเท่าใด โดยเชื่ออยู่เสมอว่าเจ้านั้นดีและน่าพอใจ เมื่อนั้นเจ้าก็ยิ่งอยู่ห่างออกไปจากเส้นทางแห่งความรอดมากขึ้นเท่านั้น—เจ้ายังคงตกอยู่ในอันตรายอยู่มาก หากเจ้ามองเห็นใครบางคนที่อวดตัวอยู่เสมอเกี่ยวกับว่าพวกเขาทำหน้าที่ของตนดีเพียงใด รวมทั้งความสามารถของตนในการสามัคคีธรรมความจริงและปฏิบัติความจริง นี่ย่อมพิสูจน์ว่าวุฒิภาวะของบุคคลนั้นเล็กน้อยมาก พวกเขาเหมือนเด็ก และชีวิตของพวกเขาก็ยังไม่โตเต็มที่ บุคคลประเภทใดมีความหวังที่จะรับความรอดไว้มากกว่าและสามารถเริ่มเข้าสู่เส้นทางแห่งการได้รับการช่วยให้รอดได้? คือบุคคลประเภทที่ระลึกรู้อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเองอย่างแท้จริงนั่นเอง ยิ่งพวกเขาเข้าใจอุปนิสัยอันเสื่อมทรามดังกล่าวอย่างลึกซึ้งมากขึ้นเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งอยู่ใกล้กับการได้รับการช่วยให้รอดมากขึ้นเท่านั้น การเข้าใจว่าอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเองล้วนแต่มีจุดกำเนิดจากธรรมชาติเยี่ยงซาตาน โดยมองเห็นว่าพวกเขาไม่มีมโนธรรมหรือเหตุผล ว่าพวกเขาไม่สามารถนำความจริงใดๆ ไปปฏิบัติ ว่าพวกเขาใช้ชีวิตตามอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเท่านั้นและขาดพร่องความเป็นมนุษย์ใดๆ ไม่ว่าอะไรก็ตาม ว่าพวกเขาคือมารที่มีชีวิตและซาตานที่มีชีวิต—นี่คือการรู้แก่นแท้ของความเสื่อมทรามของตนเองอย่างแท้จริง การเข้าใจเรื่องนี้ในหนทางนี้ทำให้ปัญหานี้ดูค่อนข้างร้ายแรง แต่นี่คือสิ่งที่ดีหรือสิ่งที่แย่? (สิ่งที่ดี) แม้ว่านี่เป็นสิ่งที่ดี แต่ผู้คนบางคนก็กลายเป็นคิดลบเมื่อพวกเขามองเห็นด้านที่เป็นเยี่ยงมารและเยี่ยงซาตานของตนโดยคิดว่า “ฉันจบเห่แล้วตอนนี้ พระเจ้าไม่ต้องประสงค์ฉัน ฉันจะถูกส่งไปนรกอย่างแน่นอน ไม่มีทางที่ฉันจะได้รับการช่วยให้รอดโดยพระเจ้า” นี่ใช่บางสิ่งที่เกิดขึ้นหรือไม่? จงบอกเราทีว่า มีผู้คนที่เมื่อพวกเขาเข้าใจตัวเองมากขึ้น ก็กลายเป็นคิดลบมากขึ้นหรือไม่? พวกเขาคิดว่า “ฉันย่อยยับโดยสิ้นเชิง การพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้าบังเกิดแก่ฉัน นี่เป็นการลงโทษ เป็นการลงทัณฑ์อันสาสม พระเจ้าไม่ต้องประสงค์ฉัน ฉันไม่มีความหวังที่จะได้รับการช่วยให้รอด” ผู้คนมีความเห็นผิดเหล่านี้หรือไม่? (มี) อันที่จริงแล้วยิ่งคนเราระลึกรู้ความสิ้นหวังของตนมากขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งมีความหวังสำหรับคนคนนั้นมากขึ้นเท่านั้น จงอย่าคิดลบ จงอย่าเลิกล้ม การรู้จักตนเองเป็นสิ่งที่ดี เป็นเส้นทางที่จำเป็นในการรับความรอดไว้ หากคนเราไม่ตระหนักรู้โดยสิ้นเชิงถึงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนและแก่นแท้ของการต้านทานพระเจ้าของตนในแง่มุมนานาสารพัน และพวกเขาไม่แม้กระทั่งวางแผนที่จะเปลี่ยนแปลง เช่นนั้นแล้วนี่ย่อมเป็นปัญหา บุคคลประเภทนี้ด้านชา พวกเขาตายแล้ว การชุบชีวิตคนตายเป็นเรื่องง่ายหรือไม่? เมื่อพวกเขาตายไปแล้ว การชุบชีวิตพวกเขาย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย
พระเจ้ายังคงทรงให้โอกาสแก่บุคคลประเภทใดในการกลับใจใหม่? บุคคลประเภทใดยังคงมีความหวังที่จะได้รับการช่วยให้รอด? ผู้คนเหล่านี้ควรแสดงการสำแดงแบบใดออกมาให้เห็น? อันดับแรกเลยก็คือ พวกเขาต้องมีสำนึกรับรู้ถึงมโนธรรม ไม่สำคัญว่าจะบังเกิดสิ่งใดขึ้นกับพวกเขา พวกเขาก็สามารถยอมรับสิ่งนั้นจากพระเจ้า โดยเข้าใจในหัวใจของตนว่าเป็นพระเจ้านั่นเองที่กำลังทรงพระราชกิจเพื่อช่วยพวกเขาให้รอด พวกเขาจะพูดว่า “ฉันไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า ทั้งฉันไม่เข้าใจว่าเหตุใดสิ่งจำพวกนี้จึงเกิดขึ้นกับฉัน แต่ฉันก็วางใจว่าพระเจ้ากำลังทรงทำสิ่งนี้เพื่อช่วยฉันให้รอด ฉันไม่สามารถกบฏต่อพระองค์หรือสร้างบาดแผลให้พระหทัยของพระองค์ได้ ฉันต้องนบนอบและขัดขืนตัวเอง” พวกเขามีมโนธรรมนี้ ที่มากกว่านั้น ในแง่ของเหตุผล พวกเขาคิดว่า “พระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้าง ฉันเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง สิ่งใดก็ตามที่พระเจ้าทรงทำนั้นถูกต้อง พระเจ้าทรงพิพากษาและทรงตีสอนฉันเพื่อชำระอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของฉันให้บริสุทธิ์ ไม่ว่าพระผู้สร้างทรงปฏิบัติต่อสิ่งมีชีวิตทรงสร้างของพระองค์อย่างไรก็สมเหตุสมผลและถูกต้องเหมาะสมทั้งสิ้น” นี่ไม่ใช่เหตุผลที่ผู้คนควรมีหรอกหรือ? ผู้คนไม่ควรสร้างข้อเรียกร้องต่อพระเจ้าโดยพูดว่า “ข้าพระองค์เป็นมนุษย์ ข้าพระองค์มีคุณลักษณะและศักดิ์ศรี ข้าพระองค์จะไม่ยอมให้พระองค์ปฏิบัติต่อข้าพระองค์เช่นนี้” นี่สมเหตุสมผลหรือไม่? นี่คืออุปนิสัยเยี่ยงซาตาน อุปนิสัยเช่นนี้ขาดพร่องเหตุผลของมนุษย์ที่ปกติ และพระเจ้าย่อมจะไม่ทรงช่วยผู้คนเช่นนี้ให้รอด พระองค์ไม่ทรงยอมรับพวกเขาว่าเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง สมมติว่าเจ้าได้พูดว่า “พระเจ้าได้ทรงสร้างฉันขึ้นมา ไม่ว่าพระองค์ต้องประสงค์ที่จะปฏิบัติต่อฉันอย่างไรก็ไม่เป็นไร พระองค์ทรงสามารถปฏิบัติต่อฉันดังเช่นลาหรือม้าหรือสิ่งอื่นใดก็ได้ทั้งนั้น ฉันไม่มีทางเลือกหรือข้อกำหนดใดของตัวเองเลย” หากเจ้าได้พูดเช่นนั้น หากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าลำบากยากเย็นและน่าเหน็ดเหนื่อยอยู่บ้าง เจ้าจะยังคงต้องการเลือกเฟ้นเอาแต่ที่ถูกใจหรือไม่? (ไม่) ถูกต้อง เจ้าต้องนบนอบ เจ้านบนอบอย่างไร? ตอนแรกนั้น เป็นเรื่องหนักและลำบากยากเย็นที่จะทนการนบนอบ เจ้าต้องการหลีกหนีและไม่ยอมอยู่เสมอ แล้วเจ้าควรทำอย่างไร? เจ้าต้องมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและอธิษฐาน แสวงหาความจริง มองเห็นแก่นแท้ของปัญหาอย่างชัดเจน แล้วจึงค้นหาเส้นทางแห่งการปฏิบัติ เจ้าควรเพียงแค่ทุ่มเทหัวใจและความพากเพียรในการปฏิบัติความจริง นบนอบไปทีละน้อย นี่คือการมีเหตุผล เจ้าต้องมีเหตุผลประเภทนี้เสียก่อน เมื่อคนเรามีมโนธรรมและเหตุผล พวกเขาต้องการอะไรอีก? สำนึกละอายแก่ใจ คนเราจำเป็นต้องมีสำนึกละอายแก่ใจในสถานการณ์ใดบ้าง? เมื่อพวกเขาทำบางสิ่งที่ผิด เมื่อพวกเขาเผยให้เห็นความเป็นกบฏ ความคดโกง และความหลอกลวงของตน เมื่อพวกเขาโกหกและเข้าร่วมในการฉ้อโกง—นั้นคือเวลาที่พวกเขาจำเป็นต้องมีการตระหนักรู้และสำนึกละอายแก่ใจ พวกเขาต้องรู้ว่าการทำสิ่งต่างๆ ในหนทางนี้ไม่คล้อยตามความจริงและไม่มีศักดิ์ศรี พวกเขาต้องรู้จักรู้สึกสำนึกผิด ผู้ที่ไม่มีสำนึกละอายแก่ใจเป็นคนหน้าทนและหน้าด้านที่ไม่ควรค่ากับการถูกเรียกว่ามนุษย์ การนั้นจบสิ้นโดยสมบูรณ์แล้วสำหรับผู้ที่ไม่ยอมรับความจริง ไม่สำคัญว่าความจริงได้รับการสามัคคีธรรมกับพวกเขาอย่างไร พวกเขาไม่รับความจริงนั้นเอาไว้ และไม่สำคัญว่าจะมีการพูดสิ่งใด พวกเขาก็ยังคงไม่ได้รับการตระหนักรู้อยู่ดี นี่เรียกว่าการขาดพร่องสำนึกละอายแก่ใจ ผู้คนที่ปราศจากสำนึกละอายแก่ใจรู้สึกสำนึกผิดได้หรือไม่? หากปราศจากสำนึกละอายแก่ใจ คนเราย่อมไม่มีศักดิ์ศรี และใครบางคนเช่นนี้ย่อมไม่รู้จักการสำนึกผิด ผู้คนที่ไม่รู้จักการสำนึกผิดจะกลับตัวได้หรือไม่? (ไม่ได้) พวกที่ไม่สามารถกลับตัวได้ย่อมจะไม่ละทิ้งความชั่วที่อยู่ในมือของตน “ให้ทุกคนหันกลับจากการประพฤติชั่ว และเลิกการทารุณซึ่งมือพวกเขาทำ” (โยนาห์ 3:8) คนเราต้องมีสิ่งใดจึงจะสามารถทำเช่นนี้ได้? พวกเขาต้องมีสำนึกละอายแก่ใจ สำนึกรับรู้ถึงมโนธรรม เมื่อพวกเขาทำความผิดพลาด พวกเขาจะตำหนิตัวเองและรู้สึกสำนึกผิด และพวกเขาจะละทิ้งหนทางที่ผิดของตน คนประเภทนี้สามารถกลับตัวได้ นี่คือสิ่งที่ความเป็นมนุษย์ของคนเราควรมีอย่างขั้นต่ำที่สุด นอกจากมโนธรรม เหตุผล และสำนึกละอายแก่ใจแล้ว จำเป็นต้องมีอะไรอีก? (ความรักในสิ่งที่เป็นบวก) ถูกต้อง ความรักในสิ่งที่เป็นบวกหมายถึงการรักความจริง มีเพียงผู้ที่รักความจริงเท่านั้นที่เป็นคนมีจิตใจปรานี คนชั่วรักสิ่งที่เป็นบวกหรือไม่? คนชั่วรักสิ่งที่เลวร้าย ชั่วช้า และมุ่งร้าย พวกเขารักทุกอย่างที่เชื่อมโยงกับสิ่งที่เป็นลบ เมื่อเจ้าพูดคุยกับพวกเขาเรื่องสิ่งที่เป็นบวก หรือเรื่องที่ว่าบางสิ่งบางอย่างเป็นประโยชน์ต่อผู้คนและมาจากพระเจ้าอย่างไร พวกเขาไม่ยินดีและไม่สนใจที่จะได้ยินเรื่องเหล่านั้น—พวกเขาไม่มีความหวังที่จะได้รับการช่วยให้รอด ไม่สำคัญว่าคนเราสามัคคีธรรมความจริงกับพวกเขาดีเพียงใดหรือมีคนพูดกับพวกเขาอย่างสัมพันธ์กับชีวิตจริงอย่างไร พวกเขาเพียงแค่ไม่สนใจ และอาจจะถึงขั้นแสดงความไม่เป็นมิตรและความเป็นปรปักษ์เสียด้วยซ้ำ แต่สายตาของพวกเขาก็เปล่งประกายเมื่อพวกเขาได้ยินใครบางคนพูดถึงความสำราญทางเนื้อหนัง และพวกเขาก็กลายเป็นเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง นี่คืออุปนิสัยที่ชั่วช้าและเลวร้าย และพวกเขาก็ไม่ได้มีจิตใจดี ดังนั้นพวกเขาจึงไม่อาจสามารถรักสิ่งที่เป็นบวกได้ ในหัวใจของพวกเขา พวกเขาคำนึงถึงสิ่งที่เป็นบวกอย่างไร? พวกเขาดูหมิ่นและดูแคลนสิ่งที่เป็นบวก พวกเขาเย้ยหยันสิ่งเหล่านี้ เมื่อเป็นเรื่องของการเป็นคนที่ซื่อสัตย์ พวกเขาคิดว่า “การเป็นคนที่ซื่อสัตย์มีแต่ทำให้คุณตกอยู่ในความเสียเปรียบ ฉันขอผ่านก็แล้วกัน! หากคุณซื่อสัตย์ คุณก็คือคนโง่เขลา ดูคุณสิ สู้ทนความยากลำบากและทำงานหนักเพื่อปฏิบัติหน้าที่ของตนโดยไม่เคยคำนึงถึงอนาคตของตัวเองหรือสุขภาพของตัวเองเลย ใครจะไปใส่ใจหากคุณหมดแรงล้มลงจากความเหนื่อยล้า? ฉันทำให้ตัวเองเหนื่อยมากไม่ได้หรอก” คนอื่นอาจจะพูดว่า “พวกเรามาเตรียมทางหนีปัญหาให้ตัวเองกันเถิด พวกเราจะทำงานหนักเหมือนคนโง่ไม่ได้หรอก พวกเราต้องตระเตรียมแผนสำรองของพวกเราเอาไว้ แล้วก็แค่ทุ่มเทความพยายามมากขึ้นอีกเล็กน้อย” พวกที่ชั่วเหล่านั้นจะมีความสุขเมื่อได้ยินเช่นนี้ พวกเขาตระหนักเรื่องนี้ดี แต่เมื่อเป็นเรื่องของการนบนอบพระเจ้าโดยสมบูรณ์และการสละตนเองเพื่อหน้าที่ของคนเราอย่างจงรักภักดี พวกเขากลับรู้สึกถึงความสะอิดสะเอียนและการรังเกียจ และจะไม่เข้าใจความหมายของการนั้น ใครบางคนเช่นนี้ไม่ชั่วช้าหรอกหรือ? ผู้คนเช่นนี้ล้วนมีอุปนิสัยอันชั่วช้า ตราบที่เจ้าสามัคคีธรรมความจริงและพูดถึงหลักธรรมของการปฏิบัติกับพวกเขา พวกเขาย่อมกลายเป็นคลื่นเหียนและไม่เต็มใจที่จะรับฟัง พวกเขาจะคิดว่าเรื่องนี้กระทบกระเทือนความภาคภูมิใจของตน สร้างบาดแผลให้ศักดิ์ศรีของตน และพวกเขาก็ไม่สามารถได้รับประโยชน์จากเรื่องนี้ ภายในนั้นพวกเขาจะพูดว่า “การพูดเกี่ยวกับความจริง เกี่ยวกับหลักธรรมของการปฏิบัติเรื่อยไป การพูดถึงการเป็นคนซื่อสัตย์อยู่ตลอด—ความซื่อสัตย์ให้อาหารคุณกินได้หรือ? การพูดอย่างซื่อสัตย์ทำเงินให้คุณได้หรือ? การหลอกลวงคือวิธีที่ฉันจะได้รับผลประโยชน์!” นี่คือตรรกะแบบใด? นี่คือตรรกะของโจร นี่ไม่ใช่อุปนิสัยอันชั่วช้าหรอกหรือ? คนคนนี้มีจิตใจปรานีหรือไม่? (ไม่) คนประเภทนี้ไม่สามารถบรรลุความจริงได้ สิ่งเล็กน้อยที่พวกเขากระทำ สละ และละทิ้งจริงๆ นั้นล้วนแต่มุ่งตรงไปยังเป้าหมายหนึ่ง เป้าหมายที่พวกเขาคิดคำนวณล่วงหน้าอย่างดี พวกเขาคิดเพียงว่าการเสนอบางสิ่งบางอย่างเป็นข้อตกลงที่ดีหากพวกเขาได้รับกลับคืนมามากกว่า นี่คืออุปนิสัยแบบใด? นี่คืออุปนิสัยที่ชั่วและชั่วช้าอย่างหนึ่ง
คนส่วนใหญ่ที่เชื่อในพระเจ้าไม่แสวงหาความจริง พวกเขาชอบคิดกลอุบายและการจัดการเตรียมการของตนเองอยู่เสมอ ผลก็คือ พวกเขาจะไม่ได้รับมากมายหลังจากหลายปีของการนี้—พวกเขาจะไม่เข้าใจความจริงอันใดและไม่สามารถแบ่งปันคำพยานจากประสบการณ์ใดๆ ได้ ในเวลานี้พวกเขาจะรู้สึกเสียใจ และคิดว่าจะเป็นการดีที่สุดที่จะนบนอบอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้าและเชื่อในพระเจ้าตามข้อพึงประสงค์ของพระองค์ พวกเขาได้รู้สึกค่อนข้างฉลาดแยบยลในเวลานั้น คิดแผนตามเจตจำนงของตัวเอง แต่ด้วยการที่ยังไม่ได้บรรลุความจริง พวกเขาจึงเป็นผู้ที่ไม่ประสบความสำเร็จในท้ายที่สุด ผู้คนทำความเข้าใจความจริงและตื่นขึ้นผ่านทางความล้มเหลวเหล่านี้เท่านั้น เฉพาะหลังจากที่ชีวิตของพวกเขาทนทุกข์กับความสูญเสียระดับหนึ่งแล้วเท่านั้น พวกเขาจึงไปอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้อง และเริ่มใช้ทางลัด หากพวกเขาได้เชื่อในพระเจ้าตามข้อพึงประสงค์ของพระองค์ พวกเขาคงจะหลีกเลี่ยงทางอ้อมมากมายเหลือเกินตามเส้นทาง คนบางคนเกิดความเข้าใจความจริงบางประการหลังจากได้รับประสบการณ์กับสิ่งต่างๆ มากมายและเผชิญกับความล้มเหลวและความพลั้งพลาดบางอย่าง พวกเขามองทะลุปรุโปร่งถึงเรื่องเหล่านี้ และสามารถวางใจมอบหมายทุกสิ่งทุกอย่างให้แก่พระเจ้า นบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระองค์อย่างเต็มใจ ที่จุดนั้น พวกเขาอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้อง แต่คนที่มีอุปนิสัยที่ชั่วและชั่วช้าย่อมไม่ยอมมอบตัวเองให้กับพระเจ้า พวกเขาต้องการพึ่งพาความพยายามของตนเองอยู่เสมอ ตั้งคำถามอยู่เสมอว่า “ชะตากรรมควบคุมโดยพระเจ้าจริงๆ หรือ? พระเจ้าทรงอธิปไตยเหนือทุกสรรพสิ่งจริงๆ หรือ?” บางคนเมื่อรับฟังคำเทศนาและการสามัคคีธรรมเดียวกันในพระนิเวศของพระเจ้า ยิ่งรับฟังมากขึ้นก็ยิ่งรู้สึกขะมักเขม้นมากขึ้น ยิ่งรับฟังมากขึ้นสภาวะของพวกเขาก็ดีขึ้นและพวกเขาก็ก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลง แต่ผู้อื่นบางคนคิดเพียงว่าการนี้ฟังดูซับซ้อนมากขึ้นทุกที ไม่สามารถบรรลุไปถึงได้มากขึ้น เหล่านี้คือคนที่ขาดพร่องความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ และยังมีคนอื่นๆ ที่รับฟังคำเทศนาและการสามัคคีธรรมแล้วรู้สึกรังเกียจและไม่สนใจอย่างสิ้นเชิง นี่เผยให้เห็นความแตกต่างในธรรมชาติของผู้คน แยกแกะออกจากแพะ แยกบรรดาผู้ที่รักความจริงออกจากผู้ที่ไม่รักความจริง กลุ่มหนึ่งยอมรับพระวจนะของพระเจ้า ยอมรับความจริง และยอมรับการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า อีกกลุ่มไม่ยอมรับความจริงไม่ว่าพวกเขาจะรับฟังคำเทศนาอย่างไร พวกเขาคิดว่าทั้งหมดนั่นเป็นแค่ศัพท์แสง และต่อให้พวกเขาเข้าใจความจริง พวกเขาก็ไม่เต็มใจที่จะปฏิบัติความจริงนั้น เนื่องจากพวกเขาไม่สามารถละทิ้งแผน ความอยากได้อยากมีอันเห็นแก่ตัว และผลประโยชน์ของตนเองได้ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่เปลี่ยนแปลงแม้หลังจากหลายปีแห่งการเชื่อแล้วก็ตาม ความแตกต่างระหว่างสองกลุ่มนี้ภายในคริสตจักรไม่ค่อนข้างประจักษ์ชัดหรอกหรือ? บรรดาผู้ที่ต้องการพระเจ้าอย่างแท้จริงไม่ได้รับอิทธิพลไม่ว่าผู้อื่นพูดอย่างไร พวกเขายืนกรานในการสละตนเองเพื่อพระเจ้า เชื่อว่าพระวจนะของพระเจ้าถูกต้อง และเชื่อว่าการปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้าเป็นหลักธรรมสูงสุด พวกที่ชั่วและไม่รักความจริงมีความคิดแล่นอยู่เสมอ หากในวันนี้พวกเขามองเห็นความหวังริบหรี่ที่จะได้รับพระพร พวกเขาจะพยายามอย่างสุดความสามารถและทำความดีเพื่อให้ทุกคนเห็น โดยหวังว่าจะเอาชนะใจทุกคน อย่างไรก็ตาม หลังจากผ่านไปสักพักเมื่อพระเจ้ายังไม่ได้ทรงอวยพรพวกเขา พวกเขาก็กลายเป็นเสียใจและพร่ำบ่น และนี่คือข้อสรุปที่พวกเขามาถึง กล่าวคือ “พระเจ้าทรงอธิปไตยเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง พระองค์ไม่ทรงแสดงให้เห็นความลำเอียง—ฉันไม่แน่ใจนักว่าถ้อยคำเหล่านี้เป็นคำที่สัตย์จริง” พวกเขาไม่สามารถมองพ้นผลประโยชน์ปัจจุบันทันด่วนของตนเองไปได้ หากการนั้นไม่เป็นประโยชน์ต่อพวกเขา พวกเขาย่อมจะไม่กระดิกนิ้ว นี่ไม่ชั่วช้าหรอกหรือ? ไม่สำคัญว่าพวกเขามีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใด พวกเขาย่อมพยายามที่จะทำข้อตกลงกับผู้นั้น และพวกเขาก็ถึงขั้นอาจหาญที่จะทำข้อตกลงกับพระเจ้า พวกเขาคิดว่า “ฉันจำเป็นต้องเห็นผลประโยชน์อยู่บ้าง แล้วก็ในตอนนี้เลย ฉันต้องได้ผลประโยชน์ทันที!” เป็นการใช้กำลังบังคับเสียจริง—จะมากเกินไปไหมที่จะพูดว่าพวกเขามีอุปนิสัยอันชั่วช้า? (ไม่) จะพิสูจน์ความชั่วช้าของพวกเขาได้อย่างไร? เมื่อพวกเขาเผชิญกับบททดสอบและความวิบัติเล็กน้อย พวกเขาจะไม่สามารถรับมือได้และจะไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตน พวกเขาจะรู้สึกว่าตนได้ประสบกับความสูญเสีย กล่าวคือ “ฉันลงทุนไปมากมายเหลือเกินและพระเจ้าก็ยังคงไม่ได้ทรงอวยพรฉัน มีพระเจ้าจริงๆ ด้วยหรือ? นี่คือหนทางที่ถูกต้องหรือไม่?” หัวใจของพวกเขาปั่นป่วนด้วยความกังขา พวกเขาต้องการที่จะเห็นกำไร และนี่พิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขาไม่ทำการพลีอุทิศอย่างเต็มใจและตั้งใจจริง พวกเขาถูกเผยให้เห็นในหนทางนี้ ภรรยาของโยบพูดอะไรเมื่อโยบกำลังได้รับประสบการณ์กับบททดสอบของตน? (“เธอยังจะยึดมั่นในความซื่อสัตย์อยู่อีกหรือ? จงแช่งพระเจ้าและตายเสียเถอะ” (โยบ 2:9)) ภรรยาของโยบเป็นผู้ไม่เชื่อ ไม่ยอมรับพระเจ้าและละทิ้งพระองค์เมื่อภัยพิบัติโหมกระหน่ำ เมื่อพระเจ้าประทานพระพร เธอพูดว่า “พระยาห์เวห์พระเจ้า ท่านเป็นผู้ช่วยให้รอดผู้ยิ่งใหญ่! ท่านประทานทรัพย์สินให้กับฉันมากมายเหลือเกินรวมทั้งอวยพรฉัน ฉันจะติดตามท่าน ท่านคือพระเจ้าของฉัน!” และเมื่อพระเจ้าทรงเอาทรัพย์สินของเธอไปเสีย เธอก็พูดว่า “ท่านไม่ใช่พระเจ้าของฉัน” เธอถึงขั้นบอกกับโยบว่า “อย่าไปเชื่อเลย ไม่มีพระเจ้าหรอก! หากมีพระเจ้า ท่านจะปล่อยให้พวกโจรเอาทรัพย์สินของพวกเราไปได้อย่างไรกัน? ทำไมท่านถึงไม่คุ้มครองพวกเรา?” นี่คืออุปนิสัยแบบใด? นี่คืออุปนิสัยที่ชั่วช้าอย่างหนึ่ง ทันทีที่ผลประโยชน์ของพวกเขามีความเสี่ยง และไม่เป็นไปตามเป้าหมายและความอยากได้อยากมีของตัวเอง พวกเขาก็เดือดดาล ขัดขืน และกลายเป็นยูดาส ทรยศและละทิ้งพระเจ้า ผู้คนเช่นนี้มีมากมายหรือไม่? คนชั่วและผู้ไม่เชื่อที่ค่อนข้างเห็นได้ชัดเช่นนั้นอาจยังคงมีอยู่ภายในคริสตจักรในขอบข่ายหนึ่ง แต่บางคนก็มีเพียงแค่สภาวะประเภทนี้เท่านั้น กล่าวคือ พวกเขามีอุปนิสัยนี้ แต่พวกเขาไม่จำเป็นต้องเป็นคนประเภทนี้ อย่างไรก็ตาม หากเจ้ามีอุปนิสัยประเภทนี้ นั่นจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงหรือไม่? (จำเป็น) หากเจ้ามีอุปนิสัยประเภทนี้ เช่นนั้นแล้วย่อมหมายความว่าธรรมชาติของเจ้าก็ชั่วช้าด้วย ด้วยอุปนิสัยอันชั่วช้าประเภทนี้ เจ้าสามารถต่อต้านพระเจ้า ทรยศพระเจ้า และกระทำการกับพระองค์อย่างเป็นอริได้ทุกชั่วขณะ ทุกๆ วันที่เจ้าไม่เปลี่ยนแปลงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเหล่านี้คือวันที่เจ้าเข้ากันไม่ได้กับพระเจ้า เมื่อเจ้าเข้ากันไม่ได้กับพระเจ้า เจ้าย่อมไม่สามารถมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์และได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระองค์ และเจ้าย่อมไม่มีหนทางที่จะได้รับความรอด
โยบเป็นมนุษย์ที่มีความเชื่อที่แท้จริง เมื่อพระเจ้าทรงอวยพรเขา เขาขอบคุณพระเจ้า เมื่อพระเจ้าทรงบ่มวินัยและทำให้เขาสูญเสีย เขาก็ขอบคุณพระเจ้าเช่นกัน เมื่อสิ้นสุดประสบการณ์ของเขา ตอนที่เขาแก่ชราและพระเจ้าได้ทรงเอาทั้งหมดที่เขามีไปเสีย โยบมีปฏิกิริยาอย่างไร? ไม่เพียงแต่เขาไม่ได้พร่ำบ่นเท่านั้น แต่เขายังสรรเสริญพระเจ้าและเป็นพยานให้พระเจ้าด้วย ในที่นี้มีอุปนิสัยที่เลวร้ายหรือไม่? มีอุปนิสัยที่ชั่วช้าหรือไม่? (ไม่มี) โยบต่อต้านหลังจากเสียทรัพย์สินไปมากมายเหลือเกินหรือไม่? เขาพร่ำบ่นหรือไม่? (ไม่) เขาไม่ได้พร่ำบ่น เขาสรรเสริญพระเจ้า นี่คืออุปนิสัยแบบใด? นี่รวมหลายสิ่งหลายอย่างที่ความเป็นมนุษย์ที่ปกติควรมี กล่าวคือ มโนธรรม เหตุผล และความรักที่มีให้กับสิ่งที่เป็นบวก อันดับแรกเลยคือ โยบมีมโนธรรม ในหัวใจของเขานั้นเขารู้ว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ประทานทุกสิ่งที่เขามี และเขาก็ขอบคุณพระเจ้าสำหรับการนี้ นอกจากนี้เขาก็มีเหตุผล คำกล่าวใดของเขาพิสูจน์ให้เห็นว่าเขามีเหตุผล? (เขาพูดว่า “พระยาห์เวห์ประทาน และพระยาห์เวห์ทรงเอาไปเสีย สาธุการแด่พระนามพระยาห์เวห์” (โยบ 1:21)) คำกล่าวนี้เป็นพยานให้ประสบการณ์ที่แท้จริงและความเข้าใจของโยบเกี่ยวกับบททดสอบของพระเจ้า คำกล่าวนี้สื่อวุฒิภาวะและความเป็นมนุษย์ที่แท้จริงของเขา โยบมีอะไรอีก? (ความรักในความจริง) เรื่องนี้ประเมินวัดอย่างไร? พวกเราจะมองเห็นความรักที่เขามีให้กับความจริงในเรื่องเกี่ยวกับการที่พระเจ้าทรงทำให้เขาสูญเสียได้อย่างไร? (เมื่อบางสิ่งบังเกิดขึ้นกับเขา เขาสามารถแสวงหาความจริงได้) การแสวงหาความจริงคือการสำแดงถึงการรักความจริง เวลาที่สิ่งเหล่านี้กำลังเกิดขึ้นรอบๆ ตัวเขา ไม่สำคัญว่าโยบรู้สึกไม่สบายใจหรือเจ็บปวดเพียงใด เขาก็ไม่ได้พร่ำบ่น—นี่ไม่ใช่การสำแดงถึงการรักความจริงหรอกหรือ? แล้วอะไรคือการสำแดงถึงการรักความจริงที่สำคัญอีกประการ? (ความสามารถที่จะนบนอบ) พวกเรารู้ได้อย่างไรว่านี่คือการสำแดงถึงการรักความจริงที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงและถูกต้องแม่นยำ? ผู้คนมักจะพูดว่า “ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าทรงทำเพื่อผู้คนเป็นประโยชน์และมาพร้อมกับน้ำพระทัยอันดีของพระองค์” นี่คือความจริงหรือ? (ใช่) แต่เจ้าสามารถยอมรับการนี้ได้หรือไม่? เจ้าสามารถยอมรับการนี้ได้เมื่อพระเจ้าทรงอวยพรเจ้า แต่เมื่อพระเจ้าทรงเอาไปเสีย เจ้าสามารถยอมรับการนี้ได้หรือไม่? เจ้าไม่สามารถ แต่โยบสามารถ เขาถือว่าคำกล่าวนี้เป็นความจริง—เขาไม่ได้รักความจริงหรอกหรือ? เมื่อพระเจ้าทรงเอาทั้งหมดที่เขามีไปเสีย ทำให้เขาต้องสูญเสียอย่างสาหัส และเมื่อโยบทนทุกข์จากความเจ็บป่วยร้ายแรงเช่นนั้น เพราะคำกล่าวเดียวนี้—“ทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำนั้นถูกต้องและมาพร้อมกับน้ำพระทัยอันดีของพระองค์”—และเนื่องจากโยบเข้าใจในหัวใจของตนว่านี่คือความจริง ไม่สำคัญว่าเขาทนทุกข์อย่างใหญ่หลวงเพียงใด เขายังคงสามารถยืนกรานว่าคำกล่าวนี้ถูกต้อง นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกเราจึงกล่าวว่าโยบรักความจริง ยิ่งไปกว่านั้น ไม่สำคัญว่าพระเจ้าทรงใช้วิธีการใดเพื่อทดสอบโยบ เขายอมรับวิธีการนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเอาสิ่งทั้งหลายไปเสียหรือการให้พวกโจรเอาสิ่งเหล่านั้นไป หรือแม้กระทั่งการทำให้โยบเจ็บป่วยด้วยฝีร้าย สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ทั้งหมดสวนทางกับมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์—แต่โยบปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านี้อย่างไร? เขาพร่ำบ่นเกี่ยวกับพระเจ้าหรือไม่? เขาไม่ได้กล่าวคำติเตียนพระเจ้าสักคำ นี่คือการรักความจริง การรักความเที่ยงธรรม และการรักความชอบธรรม เขาพูดกับตัวเองในใจว่า “พระเจ้าทรงเที่ยงธรรมต่อผู้คนอย่างพวกเรายิ่งนักและทรงชอบธรรมยิ่งนัก! สิ่งใดก็ตามที่พระเจ้าทรงทำย่อมถูกต้อง!” ด้วยเหตุนี้ เขาจึงสามารถสรรเสริญพระเจ้าโดยพูดว่า “ไม่สำคัญว่าพระเจ้าทรงทำสิ่งใด ฉันจะไม่พร่ำบ่น ในสายพระเนตรของพระเจ้า สิ่งมีชีวิตทรงสร้างเป็นเพียงแค่หนอนแมลง ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างไรก็ย่อมดีและมีเหตุผลอันชอบธรรม” เขาเชื่อว่าทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำนั้นถูกต้อง เป็นบางสิ่งที่เป็นบวก ทั้งที่เขามีความเจ็บปวดและความไม่สบายรุนแรง แต่เขาก็ไม่ได้พร่ำบ่น นี่คือความรักอันแท้จริงในความจริงที่ทุกคนต้องชื่นชม และนี่ล้วนแต่แสดงให้เห็นอย่างเป็นไปในทางปฏิบัติ ไม่ว่าเขาสูญเสียไปมากเพียงใดหรือรูปการณ์แวดล้อมของเขาลำบากยากเย็นเพียงใด โยบก็ไม่ได้พร่ำบ่นเกี่ยวกับพระเจ้า แต่เขากลับนบนอบ นี่คือการสำแดงถึงการรักความจริง เขาสามารถเอาชนะความลำบากยากเย็นของตัวเองได้ เขาไม่ได้พร่ำบ่นเกี่ยวกับพระเจ้าเนื่องด้วยความลำบากยากเย็นเหล่านั้นหรือสร้างข้อเรียกร้องใดๆ ต่อพระเจ้า นี่คือการรักความจริง เป็นการนบนอบอันแท้จริง มีเพียงผู้ที่มีการนบนอบอันแท้จริงเท่านั้นที่เป็นคนที่รักความจริง คนบางคนเป็นเลิศในการพ่นคำสอนและโห่ร้องคำขวัญในเวลาปกติ แต่เมื่อบางสิ่งที่ร้ายแรงเกิดขึ้นกับพวกเขา พวกเขากลับมีข้อเรียกร้องต่อพระเจ้าอยู่เสมอ และอ้อนวอนพระองค์อย่างไม่ลดละว่า “โอ พระเจ้า ได้โปรดทรงนำเอาความเจ็บป่วยของข้าพระองค์ไปเสียเถิด! ได้โปรดทรงกู้ความอุดมด้วยโภคทรัพย์ของข้าพระองค์คืนด้วยเถิด!” นี่ใช่การนบนอบหรือไม่? พวกเขาไม่ใช่คนที่รักความจริง พวกเขาชอบโกหกและชักพาผู้อื่นให้หลงผิด รวมทั้งรักความอุดมด้วยโภคทรัพย์และผลประโยชน์ในหัวใจของตน โยบคำนึงถึงผลประโยชน์ทางวัตถุและสิ่งครอบครองทั้งหมดของเขาอย่างไม่สลักสำคัญ มีความเข้าใจอันถ่องแท้เกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้นทั้งหมด ดังนั้นเขาจึงสามารถนบนอบได้ ในหัวใจของเขานั้นโยบสามารถมองทะลุปรุโปร่งถึงสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ เขาพูดว่า “ไม่สำคัญว่าคนเราหาเงินได้มากเพียงใดในชีวิตนี้ ทั้งหมดนั่นมาจากพระเจ้า หากพระเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้เจ้าหาเงินได้ เจ้าย่อมจะหาไม่ได้แม้แต่สตางค์แดงเดียว หากพระองค์ทรงอนุญาตการนั้น เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมจะมีมากเท่าที่พระองค์ประทานให้แก่เจ้า” เขามองเห็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอธิปไตยของพระเจ้าเหนือทุกสรรพสิ่งอย่างชัดเจน ความจริงนี้หยั่งรากลงในหัวใจของเขา “พระเจ้าทรงอธิปไตยเหนือทุกสรรพสิ่ง”—ประโยคนี้ไม่ได้มาพร้อมเครื่องหมายคำถามสำหรับโยบ แต่มาพร้อมเครื่องหมายอัศเจรีย์ ประโยคนี้ได้กลายมาเป็นชีวิตของเขาและลงหลักปักฐานในหัวใจของเขา มีอะไรอีกที่เป็นลักษณะประจำตัวในความเป็นมนุษย์ของโยบ? เหตุใดเขาจึงสาปแช่งวันเกิดของตัวเอง? เขาสู้ตายเสียดีกว่าที่จะให้พระเจ้าทอดพระเนตรเห็นเขาเจ็บปวดและระทมพระทัยให้กับเขา นี่เป็นคุณลักษณะแบบใด เป็นแก่นแท้แบบใด? (ความใจดี) อะไรคือการสำแดงหลักถึงความใจดีของโยบ? เขาคำนึงถึงและมีความเข้าใจในพระเจ้า และเขาก็รักความจริงและทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยได้ หากใครบางคนมีคุณลักษณะเหล่านี้ เช่นนั้นแล้วพวกเขาย่อมมีคุณลักษณะ คุณลักษณะก่อร่างอย่างไร? มีเพียงผู้ที่เข้าใจความจริง ผู้ที่สามารถตั้งมั่นในการเป็นพยานของตนในระหว่างบททดสอบของพระเจ้าและการทดลองของซาตาน ผู้ที่สามารถใช้ชีวิตเยี่ยงมนุษย์ ไปถึงมาตรฐานของการเป็นมนุษย์ และผู้ที่ครองความจริงประมาณหนึ่งเท่านั้นที่มีบุคลิกลักษณะ ในแง่ของแก่นแท้ของความเป็นมนุษย์ เป็นเพราะโยบมีหัวใจอันดีเท่านั้นเขาจึงสามารถสาปแช่งวันเกิดของตัวเองได้ และสู้ตายเสียดีกว่าที่จะยอมให้พระเจ้าทอดพระเนตรเห็นเขาเจ็บปวด ทำให้พระเจ้าระทมพระทัยและทรงเป็นกังวล นี่คือความเป็นมนุษย์ของโยบ คนคนหนึ่งจะรักและใส่ใจในพระเจ้าก็ต่อเมื่อพวกเขามีความเป็นมนุษย์และแก่นแท้อันดีเท่านั้น หากพวกเขาไม่มีทั้งสองอย่างนี้ เช่นนั้นแล้วพวกเขาย่อมจะด้านชาและมึนชา ลองเทียบเคียงการนี้กับเปาโลซึ่งตรงกันข้ามกับโยบอย่างสิ้นเชิง เปาโลดูแลเอาใจใส่ตัวเองอยู่เสมอ และถึงขั้นต้องการทำข้อตกลงกับพระเจ้า เขาต้องการได้มาซึ่งมงกุฎ เขาต้องการเป็นพระคริสต์และแทนที่พระคริสต์ และเมื่อเขาไม่สามารถได้รับมงกุฎของตน เขาก็พยายามที่จะโต้เถียงกับพระเจ้าและโต้แย้งพระองค์ ช่างเป็นการไร้ซึ่งเหตุผลเสียจริง! นี่แสดงให้เห็นว่าเปาโลขาดพร่องสำนึกละอายแก่ใจ คนที่มีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของซาตานต้องเปลี่ยนแปลง หากคนเราเข้าใจความจริง และสามารถยอมรับและปฏิบัติความจริงได้ เช่นนั้นแล้วพวกเขาย่อมจะสามารถนบนอบพระเจ้า พวกเขาจะไม่ต่อต้านพระเจ้าอีกต่อไปและจะกลายเป็นเข้ากันได้กับพระองค์ คนเช่นนี้เป็นผู้ที่ได้มาซึ่งความจริงและชีวิต นี่คือสิ่งมีชีวิตทรงสร้างประเภทที่พระเจ้าทรงพึงปรารถนา
13 กรกฎาคม ค.ศ. 2018
A portion of the Scripture quotations are from The Holy Bible-Thai Standard Version, copyright © 2014 by Thailand Bible Society. Used by permission. All rights reserved.
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ